[รีวิวเกม] Famicom Detective Club เกมยอดนักสืบแฟมิคอมฉบับรีเมกบน Switch

จุดเด่น
รีเมคเกมคลาสสิกบนแฟมิคอม
กราฟิกดูดีในรูปแบบ 2D
เนื้อเรื่องน่าติดตามและหักมุม
จุดสังเกต
รูปแบบการเล่นเชยไปแล้ว
ระบบเมนูดูธรรมดาไปหน่อย
8

เกมแนวนักสืบในทุกวันนี้อาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่ในอดีตถือเป็นอีกแนวทางที่ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยในยุคแรก ๆ ปู่นินก็เคยออกเกมนักสืบมา 2 เกมบน Famicom Disk system ในชื่อ Famicom Detective Club วางขายในยุค 80s มาแล้วและถือว่าสร้างชื่อพอสมควรด้วย แม้จะไม่ได้ออกฉบับภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการออกมาวางขายในตอนนั้น แต่ในที่สุดมันก็ออกจนได้ในยุคนี้ในเวอร์ชันรีเมก

โดยซีรีส์นักสืบของปู่นิน ที่กลับมาสร้างใหม่ครั้งนี้ออกมาพร้อมกัน 2 ภาคทั้งเกม Famicom Detective Club: The Missing Heir และ Famicom Detective Club: The Girl Who Stands Behind ที่วางขายบน Nintendo Switch ทั้งแบบแยกภาคและมีชุดรวม 2 เกมในราคาพิเศษ ซึ่งต้นฉบับออกบนแฟมิคอมในปี 1988 และ 1989 ทำให้มันคือการรีเมกใหม่หมดของซีรีส์ ที่เหมือนการดูนิยายภาพที่เล่าเรื่องราวลึกลับ และผู้เล่นต้องสืบหาความจริง (โดยในรีวิวนี้จะให้คะแนนรวมกันทั้งสองภาค)

กราฟิกแม้จะเป็น 2D แต่ก็ดูดี ส่วนเสียงประกอบก็จัดเต็ม

แน่นอนว่าในเมื่อมันเป็นการรีเมกแบบสร้างใหม่หมด ทำให้ภาพในเกมถูกยกระดับจากต้นฉบับบทแฟมิคอมทั้งหมด ไม่ว่ากราฟิกที่อยู่ในระดับ HD ที่จำลองตัวละครเดิมโดยออกแบบตัวละครใหม่ทั้งหมด และออกมาดูดีมากแม้ว่าภาพจะเป็นการ์ตูน 2 มิติ แต่ก็ไม่ได้แบนเรียบไปทั้งหมดเพราะการเคลื่อนไหวตัวละครมีความละเอียดและมีมิติ แถมยังเก็บรายละเอียดเช่นเส้นผมที่จะสั่นไหวไปเมื่อตัวละครขยับตัว และยังมีการใส่ลูกเล่นภาพที่แสดงอารมณ์ตัวละครแบบหนังสือการ์ตูนเข้าไปหลายฉาก ที่โดยรวมมันคล้ายกับนิยายภาพที่เคลื่อนไหวได้ หรือที่เรียกว่าแนวกราฟิกโนเวลที่แม้ไม่ได้ดูแปลกใหม่ แต่ก็ถือว่าดูดีและน่าติดตามเหมือนได้ชมการ์ตูนไปพร้อมเล่นเกม

อีกส่วนที่เพิ่มเข้ามาของ Famicom Detective Club บน Nintendo Switch คือระบบเสียงที่มีการทำเพลงประกอบใหม่หมด และมีการใส่ธีมที่เข้ากับเกมแนวสืบสวนมาอย่างจัดเต็ม มีเพลงที่ชวนตื่นเต้นในช่วงเวลาเหมาะสม เช่นตอนที่ผู้เล่นพบเจอกับผู้ต้องสงสัย หรือเบาะแสที่ซ่อนอยู่ถือว่าทำให้เกมตื่นเต้นและทำให้เรารู้ว่าอะไรคือส่วนสำคัญ นอกจากนี้เสียงพากย์ยังใส่มาแบบจัดเต็มมาก มีแทบทุกจุดอย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษ แต่เสียงพากย์ในเกมจะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแฟนเกมทั่วโลกจะชอบแบบนี้มากกว่าเพราะเสียงพากย์ญี่ปุ่นทำออกมาได้มีคุณภาพมาก

เรื่องราวสองแบบสองแนว

แน่นอนว่าเกมแนวนี้เรื่องราวเป็นประเด็นสำคัญที่สุด และในเมื่อมาถึงสองภาคทำให้เนื้อเรื่องมีความแตกต่างกันโดยภาค Famicom Detective Club: The Missing Heir เริ่มต้นที่ตัวเอกที่เป็นหนุ่มน้อยและยังเป็นผู้ช่วยนักสืบวัย 17 ปี ที่จะตื่นขึ้นหลังจากพลัดตกจากหน้าผา และพบว่าเขาได้สูญเสียความทรงจำไป และเราต้องออกไปค้นหาความจำที่หายไป และไขคดีการตายของ “คิคุ อายาชิโระ” ในหมู่บ้านชนบทที่ดูสงบสุข และเราต้องออบสืบสวนคดีฆาตกรรมรวมทั้งยังมีผู้พยายามขโมยสมบัติของตระกูลอายาชิโระที่มีตัวละครและสถานที่ในเมืองให้สำรวจมากมายที่เราต้องค้นหาเบาะแสกันตลอด

ส่วนภาค Famicom Detective Club: The Girl Who Stands Behind ที่จะเล่าเรื่องก่อนภาค The Missing Heir เพราะมันเริ่มด้วยตอนที่ตัวเอกอายุ 15 เป็น ก่อนจะมาเป็นผู้ช่วยของนักสืบดัง และเพิ่งเริ่มทำงานสืบสวนใหม่ ๆ และยังต้องออกสืบคดีฆาตกรรมเด็กสาวมัธยมปลายที่มีความซับซ้อนโดยเกมจะแบ่งออกเป็นตอน และนอกจากคดีฆาตกรรมแล้วมีเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับผีสาว เรียกว่าเป็นตอนที่มีอะไรหลอน ๆ อยู่พอสมควร แถมมีการสำรวจฉากในตอนกลางคืนหลายส่วนทำให้มันมีอะไรแตกต่างจากภาคแรกพอสมควร เรียกว่าทั้งสองเกมมีข้อดีข้อเด่นกันคนละแบบ

รูปแบบการเล่นแบบเดิมเพิ่มเติมลูกเล่นนิดหน่อย

อย่างที่เคยบอกไปว่ารูปแบบการเล่นของทั้งสองภาค มันคือเกมนักสืบที่ใช้ภาพแบบ 2D กราฟิกโนเวล ที่ผู้เล่นต้องใช้การเลือกเมนูเพื่อสอบถามตัวละคร ที่จะมีแยกย่อยออกไปอีกเช่นถามว่ารู้จักตัวละครนี้หรือไม่ หรือถามถึงสถานที่ โดยรวมแม้จะไม่ได้ลงละเอียดมาก แต่ก็มากพอที่จะให้ผู้เล่นประมวลข้อมูลว่าจะสืบสวนอย่างไร และยังต้องสำรวจฉากที่มีทั้งการมองดูจุดที่น่าจะมีหลักฐาน รวมทั้งสามารถเก็บของที่คาดว่าจะมีเบาะแสของคดีเก็บไว้ได้

นอกจากนี้และยังมีการใส่ระบบบังคับลูกศรเพื่อเลือกจุดต่าง ๆ เหมือนกับเกมแนว Point & Click ด้วยเรียกว่าเข้าใจง่ายก็จริงแต่ก็ดูเชยแบบสุด ๆ ก็ต้องเข้าใจว่ามันคือการรีเมกของรูปแบบเดิมในอดีตที่ไม่ได้เพิ่มอะไรเข้าไปมากนัก และการสืบสวนในเกมจะเปิดโอกาสให้เราท่องไปในหลายฉากหลายส่วนของเมืองทำให้ไม่น่าเบื่อและมีอะไรให้สำรวจมากมาย

นอกจากนี้ผู้เล่นยังต้องใช้การสังเกตให้ดีเพราะบางครั้งเบาะแสก็เล็กมาก แนะนำว่าต้องเล่นบนทีวีจะเห็นชัดกว่า และเมื่อพบเบาะแสที่มากพอแล้วจะมีการเพิ่มเมนูหรือสถานที่ใหม่ที่หากสำคัญกับเนื้อเรื่องตัวอักษรจะเป็นสีเหลืองด้วย ทำให้เข้าใจง่ายอย่างไรก็ตามเกมแนวนี้ต้องใช้ภาษาในการอ่านสูงมาก ดังนั้นเราต้องขยันอ่าน (ภาษาอังกฤษ) กันด้วยเพราะหากข้ามจุดไหนไปก็อาจจะไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตามแม้ว่ารูปแบบจะเหมือนเดิม แต่ผู้สร้างก็เพิ่มสิ่งเข้าไปใหม่ในภาครีเมกพอสมควรนอกจากกราฟิกจะยกเครื่องใหม่แล้ว เสียงพากย์และดนตรีประกอบที่ใส่มายังช่วยในการสืบส่วนได้ด้วยเช่นเสียงดนตรีประกอบในบางจุดหรือน้ำเสียงของผู้ต้องสงสัยที่ทำให้เราสืบสวนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เสียงพากย์ทั้งหมดในเกมยังสามารถฟังย้อนหลังได้ด้วย แน่นอนแม้ว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่นแต่ก็มีตัวอักษรภาษาอังกฤษให้อ่านกันด้วย และผู้สร้างยังเพิ่มความเร็วให้กับการเล่นด้วยเช่นการใช้แกนแอนะล็อก เล่นจะทำให้เราเลื่อนลูกศรได้เร็วขึ้นกว่าใช้ D-Pad ด้วยและยังมีระบบ Save ได้ตลอดเวลาด้วยทำให้เราสามารถสืบสวนแล้วย้อนกลับมาเล่นซ้ำได้

การกลับมาอีกครั้งของเกม Famicom Detective Club: The Missing Heir และ Famicom Detective Club: The Girl Who Stands Behind บน Nintendo Switch ถือว่าเป็นการยกเครื่องใหม่หมดของซีรีส์เกมเก่าแก่บนแฟมิคอม ที่เชื่อว่าคอเกมชาวไทยหลายคนรู้จักแต่ชื่อไม่เคยเล่นมาก่อน ทำให้มันก็คุ้มค่าที่จะหามาเล่นเพราะแม้รูปแบบการเล่นจะเดิม ๆ ดูเชยและเกมแนวนี้สามารถหาเล่นได้ฟรี ๆ บนพีซี หรือสมาร์ตโฟน แต่ด้วยคุณภาพของค่ายนินเทนโดและเป็นเกมเต็ม ๆ ไม่ได้แอบใส่โฆษณาหรือต้องเติมเงิน ถือว่าคุ้มค่าเพราะด้วยการนำเสนอที่เยี่ยมยอดและเนื้อเรื่องที่น่าติดตามแถมมีการหักมุม ใครอยากสัมผัสการเป็นนักสืบแบบ โคนันหรือ คินดะอิจิ กับคดีฆาตกรรมปริศนา ไม่ควรพลาด

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส