Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Wiko U FEEL Prime เมื่อแรม 4 GB อยู่ในสมาร์ทโฟนราคาแค่นี้

อันที่จริงแอดไม่เคยคิดว่าจำนวนแรมมันสำคัญกับสมาร์ทโฟนมากมาย เพราะเราใช้ iPhone ที่มีแรมต่ำด้อยเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักมาตลอด แต่พอได้รีวิว Wiko U FEEL Prime ก็บอกได้เลยว่าจำนวนแรมนี้แหละ โคตรสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับ Android

Published

on

Wiko U FEEL Prime

฿7,990
Wiko U FEEL Prime
8.1

รูปลักษณ์เครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แรม 4 GB คือดีงาม ชีวิตดีมากเพราะแรมเยอะ
  • เครื่องทำงานได้เร็วเหลือๆ สำหรับชีวิตประจำวัน และค่าตัวไม่แพง
  • หน้าจอสดใส คุณภาพดี
  • กล้องใช้งานได้จริงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • แอปโทรศัพท์สามารถบันทึกเสียงได้!

จุดสังเกต

  • Bluetooth กินไฟหนักมาก จนทำใจที่จะใช้ยาก
  • ยังใช้พอร์ต microUSB ตอนนี้ต้อง USB-C กันแล้ว
  • เส้นสีเงินด้านหลังสามารถลอกได้
  • เซนเซอร์ตรวจการแนบหูห่างไป ทำให้จอติดง่าย
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

อันที่จริงแอดไม่เคยคิดว่าจำนวนแรมมันสำคัญกับสมาร์ทโฟนมากมาย เพราะเราใช้ iPhone ที่มีแรมต่ำด้อยเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักมาตลอด แต่พอได้รีวิว Wiko U FEEL Prime ก็บอกได้เลยว่าจำนวนแรมนี้แหละ โคตรสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับ Android

อุปกรณ์ในกล่อง

ufeel-inbox

Wiko เป็นแบรนด์มือถือที่จัดเต็มสรรพสิ่งในกล่องมาเสมอครับ คือแน่นอนแหละ ในกล่องเรามีเครื่อง มีที่ชาร์จ (จ่ายไฟ 5V 1.55A) มีสายชาร์จ มีหูฟัง และที่เริ่มแถมจนเป็นเรื่องปกติของ Android แล้วคือฟิล์มกันรอย กับเคส เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นประมาณนี้อาจจะหาฟิล์ม หาเคสที่ตรงรุ่นยากหน่อย

แต่ที่ Wiko U FEEL Prime ให้มามากกว่าชาวบ้านคือถาดแปลงซิมครับ สำหรับแปลง Nano-sim ให้กลายเป็น Mini-sim หรือ Micro-sim จะได้ใช้กับมือถือเครื่องอื่นๆ ของเราได้ในยามที่ต้องสลับเครื่อง แล้วก็เข็มทิ่มซิมที่ Wiko ออกแบบให้มียางสีเขียวมินต์ประจำตัวของ Wiko ครบ ก็ทำให้พกพาง่าย อยู่เป็นส่วนหนึ่งของพวงกุญแจได้ครับ

การออกแบบภายนอก

ดีไซน์ของ Wiko U FEEL Prime นั้นจัดว่าดีสำหรับมือถือราคาไม่เกิน 8,000 บาทนะครับ จุดเด่นที่สุดของดีไซน์นี้คือฝาหลังที่เป็นโลหะ ซึ่งตัวโลโก้ Wiko ด้านหลังเครื่องก็ทำสวยมาก ซึ่งเมื่อรวมกับรายละเอียดอย่างช่องแฟลชหรือช่องกล้องที่เจียเพชรจนวาว ก็ทำให้ด้านหลังของเครื่องนั้นดูสวยงามลงตัว

ถ้าส่องดีๆ ตรงเส้นสีเงินด้านบน จะเห็นว่ามันลอกออกไปบ้างนะครับ

ถ้าส่องดีๆ ตรงเส้นสีเงินด้านบน จะเห็นว่ามันลอกออกไปบ้างนะครับ

ที่นี้มาถึงจุดที่ไม่ชอบในดีไซน์กันบ้าง เริ่มจากฝาหลังที่ส่วนหัวและส่วนท้ายทำจากพลาสติก ซึ่งสัมผัสในจุดนี่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นอกจากนี้เส้นสีเงินบริเวณด้านบนและด้านล่างของเครื่องยังสามารถลอกได้เมื่อใช้ไปนานๆ ดูแล้วน่าจะเป็นเส้นสีโครเมี่ยมนะครับจุดนี้ ส่วนดีไซน์ด้านหน้าก็ถือว่าธรรมดาไม่หน่อย เส้นขอบโครเมี่ยมบริเวณกระจกหน้าก็ดูเป็นดีไซน์ที่ตกยุคไปนิดหนึ่งครับ

wiko_u-feel-prime-2

โดย U FEEL Prime นี้มี 3 สีให้เลือกคือสีทอง (Gold), เงิน (Silver) และแอนทราไซต์ (Anthracite) ที่เป็นสีเทาเข้ม

ปุ่มโฮมพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ufeel-homebutton

จุดเด่นที่หน้าเครื่องอย่างหนึ่งคือปุ่มโฮมที่สแกนลายนิ้วมือได้ ซึ่งสามารถสแกนเพื่อปลดล็อกจอได้แม้จะไม่ได้เปิดจอขึ้นมาก่อนครับ ก็ทำงานได้ดี สแกนเร็ว จนบางทีดึงมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วไปโดนปุ่มโฮมนี้ก็ปลดล็อกจอไปแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดลายนิ้วมือเพื่อเป็นแป้นลัดเข้าแอปต่างๆ หรือใช้โทรด่วนหาเบอร์ที่ตั้งเอาไว้ ที่เรียกว่าฟังก์ชั่น Quick Action ได้ด้วย โดยสามารถกำหนดได้ใน Settings -> Fingerprint

ปุ่มโฮมนี้ใช้แทนปุ่ม Back, Home, Recent App ของแอนดรอยได้เลย

ฟังก์ชั่นที่น่าสนใจของปุ่มโฮมนี้คือมันใช้แทนปุ่ม Back, Home, Recent App ของแอนดรอยได้เลย ทำให้เราไม่ต้องโชว์เมนูเหล่านี้บนจอให้เปลืองพื้นที่จอก็ได้ โดยการสัมผัสปุ่มโฮมในหน้าแอปใดๆ จะแทนการกด Back, กดลึกลงไปจะแทนปุ่ม Home และกดค้างคือเป็น Recent App ที่จะมีหน้าแอปที่เคยเปิดไว้ให้เลือกครับ

ว่าด้วยเรื่องสเปก

ลองหมุนดูรอบเครื่องกัน!

แม้ว่า Wiko U FEEL Prime จะเป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่สุดแล้วของค่าย Wiko แต่ก็ไม่ได้มีสเปกที่สูงมากครับ เพราะยังต้องการวางราคาระดับเข้าถึงง่ายอยู่ ซึ่งสเปกคร่าวๆ มีดังนี้

  • CPU: Qualcomm® Snapdragon™ 430 Octa-Core 1.4 GHz 64 bit
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 32 GB ใส่ MircoSD ได้สูงสุด 64 GB
  • รองรับ 2 Nano-sim รองรับ 4G ทั้ง 2 ซิม (download 150, Upload 50 Mbps)
  • หน้าจอ: 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 Full HD
  • กล้องหลัง: 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชคู่ f/2.2
  • กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชหน้า
  • Android 6.0
  • ราคา 7,990 บาท

ประสิทธิภาพเครื่อง

เห็นว่า Wiko U FEEL Prime ใช้หน่วยประมวลผลเป็นแค่ Snapdragon 430 นี่อย่าคิดว่าการใช้งานจริงจะอืด กระตุกนะครับ จากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันที่ใช้เป็นเครื่องหลักมานานนับเดือนบอกเลยว่า Wiko U FEEL Prime ใช้ลื่นมาก เล่น facebook หรือเปิดเว็บต่างๆ ได้ลื่น เสถียรดี เล่นเกมที่ใช้กราฟิกหนักๆ อย่าง Space Marshals 2 ก็ยังสบายๆ ใช้แล้วสบายใจครับ

สไตล์การใช้มือถือของแอดนั้นจะไม่สนใจเรื่องการปิดแอปหรือเคลียร์แรมนะครับ คือถ้าแอปมันไม่ค้าง ก็ไม่ไปบังคับปิดมัน ซึ่ง U FEEL Prime ที่มีแรม 4 GB ก็ทำให้ทึ่งตรงนี้ เพราะแม้แอดจะเล่นเกม แล้วออกไปเปิดเฟซบุ๊ก เปิดเว็บ โทรศัพท์ ใช้งานผ่านไปครึ่งวัน แล้วกลับไปเปิดเกมใหม่ ตัวเกมก็ยังอยู่ ไม่ต้องโหลดเข้าเกมใหม่ จึงสรุปได้ว่าจำนวนแรมนี่แหละที่สำคัญกับ Android มากๆ ในยุคที่ซีพียูระดับกลางอย่าง Snapdragon 430 ก็แรงเหลือเฟืออย่างตอนนี้

คะแนนทดสอบประสิทธิภาพ

  • Antutu 6.2 – 44047 คะแนน
  • Geekbench 4
    • คะแนนในส่วน CPU single core 637 และ multi-core 2115
    • คะแนนในส่วน Compute ที่วัดประสิทธิภาพ GPU นั้นอยู่ที่ 1707 คะแนน

ซอฟต์แวร์ในเครื่อง

ufeel-toggle

ตัวรอมของ Wiko U FEEL Prime นั้นปรับปรุงจาก Pure Android ไปไม่เยอะครับ ดังที่เราจะเห็นจากหน้าล็อก ตัว Notification หรือเมนูเซ็ตค่าต่างๆ นั้นก็เป็นลักษณะของ Android 6 นั้นแหละ

แถมเมื่อใส่ MicroSD เข้าไปก็สามารถฟอร์แมทในรูปแบบ Adoptable Storage Devices เพื่อให้ใช้พื้นที่ของ MicroSD ลงแอปได้ เสริมความจุเครื่องเข้าไปอีก แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่ว่าการใช้ฟังก์ชั่น Adoptable Storage Devices ต้องใช้การ์ด microSD ความเร็วสูงสุดที่จะซื้อไหวนะครับ ไม่งั้นเครื่องอืด แล้วเราไม่สามารถถอดการ์ดออกมาดื้อๆ ได้ ไม่งั้นเครื่องรวนนะครับ ซึ่งถ้าไม่ชัวร์ก็เลือกฟอร์แมทการ์ดแบบ Portable อย่างเดิมดีกว่า ใช้เก็บรูป แบ็กอัปข้อมูลเป็นหลักนี่แหละ

ซอฟต์แวร์พิเศษที่มีใน Wiko U FEEL Prime

  • My Smart Left Page หน้าซ้ายสุดในหน้าโฮม เอาไว้แสดงข่าวสารเด่นๆ แอปใช้บ่อย เบอร์โทรที่โทรบ่อย หรือค้นหาแอปในเครื่อง
  • File Lock ล็อกไฟล์ลับเก็บไว้ในเครื่องไม่ให้คนอื่นเปิด
  • My Apps คือ App Drawer นั้นเอง
  • Phone Assist ช่วยจัดการเรื่องพลังงาน, เคลียร์แรม ปรับแต่งเครื่องต่างๆ

นอกจากนี้ Wiko U FEEL Prime ยังมีความสามารถพิเศษเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในการใช้ด้วย

  • สามารถบันทึกเสียงสนทนาโทรศัพท์ได้ในตัว
  • สามารถบันทึกจอแนวยาวได้ (2 ฟังก์ชั่นนี้รวมกันนี่สำหรับจอมเก็บหลักฐานเลยนะ)
  • แตะๆ จอเพื่อเปิดหน้าจอได้ พลิกเครื่องเพื่อ mute ได้
  • Smart Gesture เมื่อลากนิ้วจากมุมซ้ายบนของจอ จะมีแผ่นให้วาดคำสั่งลงไป เช่นวาด O เพื่อเปิดกล้อง

คุณภาพกล้อง

กล้องของ Wiko U FEEL Prime ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่นนะครับ คือถ่ายทอดภาพออกมาได้คมชัด สีสันโอเค อาจจะไม่ได้คมกริบ หรือสีสันสดใสในระดับสมาร์ทโฟนเรือธง แต่ก็ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี ถ้าจะมีติบ้างก็อาจจะเป็นเรื่องของ White Balance ที่บางทีวัดค่าผิดไปทางโซนเย็น ทำให้ภาพดูจืดๆ ไปหน่อย แล้วก็การเก็บรายละเอียดแสง ที่บางทีรายละเอียดภาพในส่วน Hi-light ก็หายไปเยอะ จนทำให้ภาพดูหลอกตา

ตัวอย่างภาพจาก Wiko U FEEL Prime

ในส่วนของการปรับแต่งการถ่ายภาพ Wiko U FEEL Prime ก็มีโหมด Pro ให้เลือก ที่สามารถปรับความสว่าง, ISO, White balance ความคมชัดได้ แต่ไม่สามารถปรับความเร็วซัตเตอร์ได้นะครับ นอกจากนี้ก็มีโหมดสำหรับถ่ายกลางคืนโดยเฉพาะ และโหมดถ่ายพาโนราม่าที่ใช้ได้ดีเลย

ในส่วนของกล้องหน้านั้นมีแฟลชให้ด้วย ซึ่งลองถ่ายดูแล้วก็ถือว่าแฟลชตัวนี้ใช้ได้ เกลี่ยแสงจากฉากหลังได้ดีเหมือนกัน แล้วก็มีโหมด Facebeauty ให้ปรับแต่งหลังจากถ่ายรูป ที่ช่วยแต่งหน้าให้สวย ทำผิวสว่าง ลบรอยคล้ำใต้ตา ลบสิว ทำหน้าเนียนได้อย่างโอเคเลย ต้องการเนียนมากเนียนน้อยก็ปรับเองได้

การถ่ายวิดีโอก็ทำได้ดีครับ รายละเอียดเก็บมาครบถ้วน ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีพอประมาณ แต่การเก็บเสียงในพื้นที่เสียงดังๆ อาจจะไม่ได้ดีนัก

Bluetooth คือข้อเสียใหญ่

ถ้า Bluetooth จะกินแบตกันขนาดนี้ คงจะเปิดไม่ไหว

ถ้า Bluetooth จะกินแบตกันขนาดนี้ คงจะเปิดไม่ไหว

ถ้าถามว่าข้อเสียใหญ่ของ Wiko U FEEL Prime คืออะไร เท่าที่ทดลองใช้กับเฟิร์มแวร์รุ่นล่าสุดคือ 23 ก็น่าจะเป็นเรื่อง Bluetooth นี่แหละครับ ที่กินแบตเตอรี่หนักมาก จากปกติใช้เครื่องพ้นวันได้สบายๆ แต่พอเปิด bluetooth ทิ้งไว้ แม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดกลับกินแบตเตอรี่สูงถึงเกือบ 50% ของแบตเตอรี่เครื่อง ซึ่งจะเป็นปัญหามากสำหรับคนที่มีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ bluetooth ตลอดเวลาอย่างชุดหูฟังหรือนาฬิกาอัจฉริยะที่แบตเตอรี่ของ U FEEL Prime จะลดลงเร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้การที่เซนเซอร์ตรวจสอบระยะเพื่อดับจออยู่ห่างจากลำโพงแนบหูมากเกินไป ยังทำให้จอติดเวลาเอาหูแนบกับเครื่องอยู่บ่อยๆ จนทำให้ไปกดโดนสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจอได้ง่ายๆ

ขีดสีดำด้านขวาสุดคือเซนเซอร์ตรวจระยะห่างเวลาแนบหู ซึ่งมันไกลจากจากช่องหูฟังมาก ทำให้จอติดเวลาโทรบ่อยๆ

ขีดสีดำด้านขวาสุดคือเซนเซอร์ตรวจระยะห่างเวลาแนบหู ซึ่งมันไกลจากจากช่องหูฟังมาก ทำให้จอติดเวลาโทรบ่อยๆ

ที่เหลือก็เป็นเรื่องจุกจิกอย่างโหมด Ambient Display ที่จะทำให้จอติดเวลาที่ได้รับการแจ้งเตือนใหม่ๆ กลับกลายเป็นว่าหลังจากล็อกจอจนจอดับไปแล้ว หน้าจอจะติดอีก 2-3 ครั้งทุกครั้งหลังจากล็อก ทำให้บางทีก็เป็นการกระตุ้นเครื่องให้ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้สุดท้ายก็ต้องปิดโหมด Ambient Display ทิ้งไป

นอกจากนี้ก็มีเรื่องพอร์ตหลักของเครื่องที่ควรจะเป็น USB-C กันได้แล้วครับ ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังเป็น MicroUSB อยู่เลย ก็ทำให้ชาร์จไฟลำบากนิดหนึ่ง

ซึ่งจุดอ่อนของ Wiko U FEEL Prime เหล่านี้อาจจะดูไม่ใหญ่มาก (ยกเว้นเรื่อง Bluetooth ที่อาจทำให้คนที่มีอุปกรณ์เสริมเบือนหน้าหนีได้) แต่ก็รบกวนการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เหมือนกันนะครับ

สรุป Wiko U FEEL Prime แรมนั้นสำคัญจริงๆ

ufeel-end

Wiko U FEEL Prime เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายังไงแรมเยอะก็ดีกว่าแรมน้อยเสมอครับ หน่วยประมวลผลไม่ได้เร็วมาก แต่มีแรมมากก็ได้ชัยไปกว่าครึ่งแล้ว แอดติดใจมากที่แอปที่เปิดๆ เอาไว้ไม่ได้หายไปง่ายๆ ก็ทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ เป็นเรื่องที่ iPhone จอมกั้กแรมควรดูเป็นเยี่ยงอย่างจริงๆ

ก็สำหรับราคาที่ 7,990 ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่า เหมาะสมอีกรุ่นหนึ่งเลยครับ

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Wiko U FEEL Prime

฿7,990
Wiko U FEEL Prime
8.1

รูปลักษณ์เครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แรม 4 GB คือดีงาม ชีวิตดีมากเพราะแรมเยอะ
  • เครื่องทำงานได้เร็วเหลือๆ สำหรับชีวิตประจำวัน และค่าตัวไม่แพง
  • หน้าจอสดใส คุณภาพดี
  • กล้องใช้งานได้จริงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • แอปโทรศัพท์สามารถบันทึกเสียงได้!

จุดสังเกต

  • Bluetooth กินไฟหนักมาก จนทำใจที่จะใช้ยาก
  • ยังใช้พอร์ต microUSB ตอนนี้ต้อง USB-C กันแล้ว
  • เส้นสีเงินด้านหลังสามารถลอกได้
  • เซนเซอร์ตรวจการแนบหูห่างไป ทำให้จอติดง่าย
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Wiko U FEEL Prime

฿7,990
Wiko U FEEL Prime
8.1

รูปลักษณ์เครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แรม 4 GB คือดีงาม ชีวิตดีมากเพราะแรมเยอะ
  • เครื่องทำงานได้เร็วเหลือๆ สำหรับชีวิตประจำวัน และค่าตัวไม่แพง
  • หน้าจอสดใส คุณภาพดี
  • กล้องใช้งานได้จริงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • แอปโทรศัพท์สามารถบันทึกเสียงได้!

จุดสังเกต

  • Bluetooth กินไฟหนักมาก จนทำใจที่จะใช้ยาก
  • ยังใช้พอร์ต microUSB ตอนนี้ต้อง USB-C กันแล้ว
  • เส้นสีเงินด้านหลังสามารถลอกได้
  • เซนเซอร์ตรวจการแนบหูห่างไป ทำให้จอติดง่าย
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Wiko U FEEL Prime

฿7,990
Wiko U FEEL Prime
8.1

รูปลักษณ์เครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แรม 4 GB คือดีงาม ชีวิตดีมากเพราะแรมเยอะ
  • เครื่องทำงานได้เร็วเหลือๆ สำหรับชีวิตประจำวัน และค่าตัวไม่แพง
  • หน้าจอสดใส คุณภาพดี
  • กล้องใช้งานได้จริงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • แอปโทรศัพท์สามารถบันทึกเสียงได้!

จุดสังเกต

  • Bluetooth กินไฟหนักมาก จนทำใจที่จะใช้ยาก
  • ยังใช้พอร์ต microUSB ตอนนี้ต้อง USB-C กันแล้ว
  • เส้นสีเงินด้านหลังสามารถลอกได้
  • เซนเซอร์ตรวจการแนบหูห่างไป ทำให้จอติดง่าย
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!