Connect with us

Huawei GR5 2017

฿8,990
Huawei GR5 2017
8.3

คุณภาพตัวเครื่อง งานประกอบ

8.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องถ่ายกลางวันได้ดี การที่มีกล้องสองช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้นจริง
  • หน้าจอสดใส มีขนาดใหญ่ ให้สีสันสมจริงในทุกมุมมอง
  • แบตเตอรี่ทนทาน อยู่ได้นานเกินวันสบายมาก
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดีอย่างเคย ปลดล็อกจอรวดเร็วแม้จะปิดจออยู่
  • ราคาเทียบกับคุณภาพงานประกอบ กล้อง ประสิทธิภาพเครื่อง ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ยังคงใช้ MicroUSB
  • กล้องหน้าคุณภาพกลางๆ ไม่เด่น
  • ซิม 2 ไม่รองรับ 3G และต้องเลือกว่าจะใส่ซิม 2 หรือใส่ MicroSD Card
  • ไม่รองรับ Wifi 5GHz
  • การสลับแอปเร็วๆ ยังมีหน่วงบ้าง

ช่วงปีที่ผ่านมาต้องถือว่าหัวเว่ยออกสมาร์ทโฟนได้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้นะครับ ซึ่งรีวิวสมาร์ทโฟนครั้งนี้จากเว็บแบไต๋ เราก็ขอจับ Huawei GR5 2017 สมาร์ทโฟนระดับกลางที่วางราคาไว้ 8,990 บาทมารีวิวให้ดูกัน ซึ่งถือว่าใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้เอาอยู่เลย แถมยังเด่นที่กล้องคู่ด้านหลังที่สามารถถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้อย่างสวยงามครับ

Huawei GR5 2017 นั้นมีหลายชื่อเรียกนะครับ แล้วแต่การทำตลาดในแต่ละประเทศ ซึ่งถ้าได้ยินชื่อ Huawei Mate 9 Lite หรือ Huawei Honor 6X ทั้งหมดนี้คือรุ่นเดียวกันหมดครับ ไม่ต้องสงสัยไป ซึ่งสเปกของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ เป็นดังนี้ครับ

สเปก Huawei GR5 2017

  • CPU: Kirin 655, Octa-Core (4×2.1GHz+4×1.7GHz)
  • RAM: 3 GB
  • หน่วยความจำภายใน 32 GB (รองรับ microSD สูงสุด 256 GB)
  • หน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 pixel
  • กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องรองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับสร้างภาพหน้าชัดหลังเบลอ
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2
  • ถ่ายวิดีโอได้ 1080p
  • รองรับ 2 ซิม ซิมแรกรองรับได้ถึง 4G ส่วนซิมสองรองรับ 2G
  • Android 6.0 ครอบทับด้วย EMUI 4.1
  • แบตเตอรี่ 3340 mAh

กล้องดีเกินคาด โหมดหน้าชัดหลังเบลอทำได้ดี

ด้วยความที่ Huawei GR5 2017 นั้นมีกล้องหลัง 2 ตัว เราจึงอยากพูดถึงเรื่องกล้องเป็นเรื่องแรกครับ ซึ่งถือว่ากล้องของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้สามารถถ่ายทอดภาพได้สวยคม สีสันเป็นธรรมชาติ จัดว่าดีเทียบชั้นกลุ่มเรือธงได้เลย มีโหมดถ่ายภาพมาให้ครบ ทั้งโหมดถ่ายรูปและวิดีโอแบบโปร ที่สามารถปรับ ISO, ความเร็วซัตเตอร์, White balance หรือรูปแบบการโฟกัสอัตโนมัติได้ นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ที่จำเป็น เช่นการถ่ายพาโนรามา, โหมดวาดภาพด้วยแสง หรือโหมด Slow Motion ในส่วนของการถ่ายวิดีโอก็ถ่ายได้ 1080p ตามสมัยนิยมครับ

ถ้าจะมีจุดที่ด้อยกว่ากลุ่มเรือธงอย่าง P9 หรือ Mate 9 ที่มีแบรนด์ Leica แปะอยู่ ก็คือไม่สามารถถ่ายเป็นไฟล์ RAW ได้ ไม่มีโหมดสีสันสดใส และสีขาว-ดำอย่างเทพของ Leica และกล้องหน้าไม่เก่งเท่า เอาแหละ อย่ามัวแต่เล่า มาดูรูปตัวอย่างกันโลด

รูปตัวอย่างตอนกลางวัน

รูปถ่ายตอนกลางวันนั้นออกมาดีมากครับ ให้สีสันสดใส แต่ไม่สดเกินจริง การปรับสมดุลแสงขาวอัตโนมัติทำได้ดี สีสันภาพออกมาใกล้เคียงกับที่ตาเห็น รายละเอียดในแต่ละภาพถือว่าชัดเจนดีเลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ

ที่นี้มาดูโหมดหน้าชัดหลังเบลอกันบ้างครับ จุดเด่นของกล้อง 2 เลนส์ตัวนี้เลย สวยงามทั้งถ่ายคน และถ่ายของ แนะนำว่าปรับความเบลอไว้กลางๆ ไม่ต้องเร่งจนสุดมาก จะให้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าครับ

ถ่ายภาพในที่แสงน้อย

ในพื้นที่แสงน้อย Huawei GR5 2017 อาจจะทำได้ไม่เนี๊ยบเท่าสมาร์ทโฟนเรือธงนะครับ คือสีจะค่อนข้างซีด แล้วก็มี Noise ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่

ภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหน้าของ GR5 2017 นั้นก็มีโหมดทำหน้าสวยตามสมัยนิยมนะครับ แล้วก็มีโหมดแต่งหน้าเพิ่มเติมให้ด้วย ซึ่งกล้องหน้าของ GR5 2017 นั้นก็มีคุณภาพดีพอควร แต่ไม่ได้สวย เนียน เฉียบอย่างที่สมาร์ทโฟนเน้นกล้องหน้าทำได้ มีสีเพี้ยนบ้างเวลาเจอแสงยากๆ อย่างการถ่ายในร่มครับ

ถ่ายภาพในโหมดพิเศษ

GR5 2017 นั้นใช้ซอฟต์แวร์การถ่ายภาพของหัวเว่ยที่มีความสามารถ Light Painting อย่างเทพมาตั้งแต่ P8 นะครับ ทำให้มีโหมดการถ่ายดาวเป็นเส้น ถ่ายน้ำตกอย่างนุ่มนวล ผลที่ได้ก็อย่างภาพนี้ครับ

ถ่ายพาโนราม่าได้สวยงาม

การออกแบบตัวเครื่อง

Huawei GR5 2017 นั้นออกแบบใกล้เคียงกับ Mate 9 ครับ คือด้านหลังมีกล้อง 2 ตัววางในแนวตั้ง พร้อมไฟแฟลชเดี่ยวด้านหลัง ด้านล่างกล้องเป็นตัวสแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็ว แตะแล้วปลดล็อกเครื่องทันที แม้ไม่ได้เปิดจอ ฝาหลังมีลักษณะโค้งนิดๆ รับกับฝ่ามือ ทำให้ถึงจอจะใหญ่ 5.5 นิ้ว ก็ยังจับเครื่องได้มั่นคงดีอยู่ นิ้วไปเกี่ยวกับส่วนโค้งหลังเครื่องได้พอดี ซึ่งเมื่อรวมกับโครงสร้างเครื่องที่เป็นโลหะ ก็ให้ความรู้สึกในการจับถือดีกว่าสมาร์ทโฟนในระดับราคานี้ทั่วไป

ส่วนด้านหน้านั้นโล่งสนิทครับ ไม่มีปุ่มโฮม ปุ่มย้อนกลับหรือปุ่มใดๆ ทั้งสิ้น เน้นกดปุ่มจากหน้าจอกันอย่างเดียว

ประสิทธิภาพ ความเร็วในการตอบสนอง

เริ่มต้นจากคะแนนกันก่อนครับ Huawei GR5 2017 ที่ใช้ชิป Kirin 655 จะแรงแค่ไหนกัน

Geekbench 4

  • Single-core ได้ 789 คะแนน
  • Multi-core ได้ 3323 คะแนน
  • โหมด Compute ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ได้ 1817 คะแนน

ซึ่งก็ถือว่าเป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ ถ้าเทียบกับเรือธงอย่าง Huawei Mate 9 ที่ได้ Multi-core 5290 คะแนนและคะแนน Compute 3257 คะแนน ก็ถือว่าต่างกันเยอะอยู่ แต่ก็ยังใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลื่นๆ ครับ

การทดสอบอื่นๆ

เมื่อวัดประสิทธิภาพด้วย Antutu 6.2 ได้ไป 56,788 คะแนนครับ ส่วน 3D mark ในการทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไป 376 คะแนน (เทียบให้เห็นภาพ คะแนน iPhone 7 ได้ไป 2270) ถ้าเทียบกับมือถือราคาประมาณ 9,000 ที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้ก็ถือว่าได้คะแนนสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมกันนะครับ

ซึ่งความเร็วในการตอบสนองจริงๆ ก็ถือว่าทำได้ดี ใช้งานทั่วไป facebook, LINE, Youtube ท่องเว็บลื่นทุกอย่าง เล่นเกมกราฟิกเยอะๆ อย่าง Sky Force Reloaded ก็ลื่นดี ถ้าจะมีหน่วงๆ บ้างก็ตอนสลับแอปเร็วๆ เท่านั้นเอง

GPS ของ Huawei GR5 2016 ก็ทำงานได้ดี ทดสอบจริงด้วยการใช้นำทางขับรถเที่ยวก็ตอบสนองได้ดี แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนก็ยังนำทางต่อเนื่องได้

แบตเตอรี่ดีงาม

จุดเด่นอย่างหนึ่งของสมาร์ทโฟนจากค่ายหัวเว่ยตั้งแต่ Mate 8 เป็นต้นมาคือแบตเตอรี่ทนมากครับ เพราะมีการปรับแต่งซอฟต์แวร์ในเครื่องให้จัดการกับแอปที่ทำงานค้างอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการหยุดแอปที่ไม่จำเป็นไว้ก่อน ทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานครับ (ซึ่งถ้ามีแอปไหนไม่แจ้งเตือนเวลาดับจอไป ก็ต้องไปปรับ Power Firewall ให้ปล่อยให้แอปที่ต้องการยังทำงานต่อไป)

สำหรับ Huawei GR5 2017 ที่มีแบตเตอรี่ 3,340 mAh นั้นก็สามารถใช้งานได้ยาวนานมากครับ ชนิดที่ว่าใช้งานปกติไปหนึ่งวันเต็มๆ ก็ยังเหลือแบตอยู่อีกครึ่งหนึ่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เราจะใช้งานหนักมากในระหว่างวัน GR5 2017 ก็ยังเอาตัวรอดมาจนหมดวันได้ แต่ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ ก็สามารถเปิดโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงที่ใช้งานได้แค่การโทรกับข้อความครับ เพื่อให้โทรศัพท์ยังทำงานได้จนกว่าจะหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้

แต่ในส่วนการของชาร์จแบตเตอรี่ Huawei GR5 2017 ไม่ได้มีเทคโนโลยีชาร์จเร็วอะไรครับ หัวชาร์จก็เป็นแบบ 5V 2A ธรรมดา ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการชาร์จแบตจากเครื่องดับจน 100% นะครับ

การทำงานแบบ 2 ซิม

Huawei GR5 2017 สามารถใส่ซิมได้ 2 ซิมนะครับ เป็น Nano-Sim ทั้งคู่ โดยถ้าใส่ซิมสอง ก็จะใส่ MicroSD ไม่ได้ตามระเบียบ และซิมที่ 2 นี้ก็จะเน้นเพื่อการโทรเป็นหลักครับ เพราะรองรับแค่ 2G เท่านั้น ซึ่งถามทีมงานของหัวเว่ยมาบอกว่าตัวชิปเซ็ต Kirin นั้นยังไม่รองรับการใช้งานซิม 2 แบบ 3G ครับ ซึ่งจะมี Kirin 960 ตัวล่าสุดที่เริ่มรองรับซิม 2 แบบ 3G แล้ว

คุณภาพเสียง

ลำโพงสำหรับฟังเสียงต่างๆ ของ GR5 2017 นั้นมีอยู่ลำโพงเดียวตรงช่องด้านล่างขวาของเครื่องนะครับ ก็ให้เสียงที่ดังสดใสดี (ไม่ต้องถามว่ามีเบสรึเปล่านะ มือถือมันไม่มีอยู่แล้ว) ในส่วนของการฟังเพลงด้วยการเสียบหูฟัง จะทำให้เครื่องเปิดโหมดเสียงพิเศษ SWS ขึ้นมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงจากหูฟังให้สดใส กังวาลขึ้นครับ ซึ่งทดลองแล้วก็ให้เสียงได้ดีกว่าการปิดอยู่จริงๆ (เข้าไปปิดได้ใน Settings ของเครื่องนะ) ก็ถือว่าให้เสียงได้น่าพอใจครับ

สรุป Huawei GR5 2017 สมาร์ทโฟนที่น่ากลัวในระดับราคานี้

Huawei GR5 2017 ถือว่าสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาในสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 9,000 บาทนะครับ ด้วยกล้องคู่ คุณภาพดี บอดี้โลหะ จอใหญ่ เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่อ่านได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพเครื่องที่ดีพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาไม่แพง สำหรับใช้งานทั่วไป ไม่ได้เน้นคุณสมบัติเฉพาะอย่าง กล้องหน้าสวยเวอร์ GR5 2017 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Huawei GR5 2017

฿8,990
Huawei GR5 2017
8.3

คุณภาพตัวเครื่อง งานประกอบ

8.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องถ่ายกลางวันได้ดี การที่มีกล้องสองช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้นจริง
  • หน้าจอสดใส มีขนาดใหญ่ ให้สีสันสมจริงในทุกมุมมอง
  • แบตเตอรี่ทนทาน อยู่ได้นานเกินวันสบายมาก
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดีอย่างเคย ปลดล็อกจอรวดเร็วแม้จะปิดจออยู่
  • ราคาเทียบกับคุณภาพงานประกอบ กล้อง ประสิทธิภาพเครื่อง ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ยังคงใช้ MicroUSB
  • กล้องหน้าคุณภาพกลางๆ ไม่เด่น
  • ซิม 2 ไม่รองรับ 3G และต้องเลือกว่าจะใส่ซิม 2 หรือใส่ MicroSD Card
  • ไม่รองรับ Wifi 5GHz
  • การสลับแอปเร็วๆ ยังมีหน่วงบ้าง

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Huawei GR5 2017

฿8,990
Huawei GR5 2017
8.3

คุณภาพตัวเครื่อง งานประกอบ

8.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องถ่ายกลางวันได้ดี การที่มีกล้องสองช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้นจริง
  • หน้าจอสดใส มีขนาดใหญ่ ให้สีสันสมจริงในทุกมุมมอง
  • แบตเตอรี่ทนทาน อยู่ได้นานเกินวันสบายมาก
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดีอย่างเคย ปลดล็อกจอรวดเร็วแม้จะปิดจออยู่
  • ราคาเทียบกับคุณภาพงานประกอบ กล้อง ประสิทธิภาพเครื่อง ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ยังคงใช้ MicroUSB
  • กล้องหน้าคุณภาพกลางๆ ไม่เด่น
  • ซิม 2 ไม่รองรับ 3G และต้องเลือกว่าจะใส่ซิม 2 หรือใส่ MicroSD Card
  • ไม่รองรับ Wifi 5GHz
  • การสลับแอปเร็วๆ ยังมีหน่วงบ้าง

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Huawei GR5 2017

฿8,990
Huawei GR5 2017
8.3

คุณภาพตัวเครื่อง งานประกอบ

8.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องถ่ายกลางวันได้ดี การที่มีกล้องสองช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้นจริง
  • หน้าจอสดใส มีขนาดใหญ่ ให้สีสันสมจริงในทุกมุมมอง
  • แบตเตอรี่ทนทาน อยู่ได้นานเกินวันสบายมาก
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดีอย่างเคย ปลดล็อกจอรวดเร็วแม้จะปิดจออยู่
  • ราคาเทียบกับคุณภาพงานประกอบ กล้อง ประสิทธิภาพเครื่อง ถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ยังคงใช้ MicroUSB
  • กล้องหน้าคุณภาพกลางๆ ไม่เด่น
  • ซิม 2 ไม่รองรับ 3G และต้องเลือกว่าจะใส่ซิม 2 หรือใส่ MicroSD Card
  • ไม่รองรับ Wifi 5GHz
  • การสลับแอปเร็วๆ ยังมีหน่วงบ้าง

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!