Connect with us

ZenFone 3 Max 5.5

฿7,990
7.7

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

การออกแบบตัวเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพซอฟต์แวร์

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่จุ สามารถใช้เป็น PowerBank ให้เครื่องอื่นได้
  • กล้องใช้งานง่าย สามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้หลากหลาย
  • เครื่องทำงานลื่นได้สมราคา รองรับเกม 3 มิติโหดๆ ได้
  • โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ จับแล้วรู้สึกแข็งแรง
  • ตัวสแกนนิ้วทำงานได้เร็ว และแม่นยำ

จุดสังเกต

  • ยังใช้ MicroUSB เป็นพอร์ตหลักอยู่ น่าจะเป็น USB-C กันแล้ว
  • กล้องยังไม่มีโหมดหน้าชัด-หลังเบลอตามสมัยนิยม
  • ซิมหลักยังเป็น MicroSim ไม่ใช่ NanoSim และไม่สามารถเปิด 3G ในซิมที่สองได้

ตอนนี้ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งขันกันดุเดือดมากนะครับ โดยเฉพาะมือถือระดับกลาง ราคาราว 8,900 นี้สู้กันแบบไม่มีใครยอมใคร วันนี้เราขอลอง ZenFone 3 Max รุ่น 5.5 นิ้วที่ระดับราคาถูกลงมาหน่อยคือ 7,990 บาท ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างนะครับ

จะซื้อมือถือสักเครื่อง แต่มีงบไม่สูง ควรเน้นอะไรบ้าง

ความต้องการสมาร์ทโฟนของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันนะครับ บางคนก็เน้นกล้องชัดๆ บางคนเน้นเครื่องเร็วๆ บางคนอยากได้สมาร์ทโฟนแบตอึด ซึ่งมันก็สามารถเด่นได้ทั้งหมดในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงครับ แต่สำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางแล้ว แอดว่าประเด็นที่ควรพิจารณาก่อน น่าจะเป็นลำดับตามนี้นะครับ

  1. ประสิทธิภาพเครื่อง ดีพอที่จะใช้งานทั่วไปได้ลื่นไหล
  2. หน้าจอสีสันสดใส มองเห็นชัดเจนทุกมุม
  3. กล้องดีถ่ายสีไม่เพี้ยน คือถ่ายคนแล้วยังให้สีผิวดูสุขภาพดีนั้นแหละครับ
  4. แบตเตอรี่ทนนานพอใช้ทั้งวัน

ซึ่ง Asus Zenfone 3 Max 5.5 ก็มีคุณสมบัติสู้กับเกณฑ์พวกนี้ของแอดไหวครับ

ประสิทธิภาพของ Zenfone 3 Max 5.5

Zenfone 3 Max 5.5 นั้นใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 430 1.4 GHz แบบ 8 แกนสมอง ซึ่งใครที่ดูรหัสซีพียูเป็นหน่อยจะร้องเลยว่านี่มันซีพียูกลุ่มกลาง-ล่างนี่ ไม่น่าจะแรงเท่าไหร่นะ ซึ่งผลการทดสอบด้วยแอปทดสอบประสิทธิภาพต่างๆ ก็ออกมาตามนั้นครับ ตัวเลขไม่เยอะ คือ

  • AnTuTu 6.2 ได้ 44,041 คะแนน
  • Geekbench 4
    • วัด CPU ได้คะแนน Single Core ได้ 637 และ Multicore ได้ 2,054 คะแนน
    • วัด GPU ด้วยการทดสอบ Compete ได้คะแนน 1,660

แต่สิ่งที่เราแคร์จริงๆ คือประสบการณ์การใช้จริงต่างหากครับ แอดเลยขอพลีชีพ ใช้แอปบันทึกหน้าจอพร้อมกับเปิดกล้องหน้าบันทึกไปด้วย ให้เครื่องทำงานหนักๆ ไปเลย ว่าเราจะสามารถเปิด facebook ท่องเว็บ กับเล่นเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Sky Force Reloaded ได้ลื่นขนาดไหนกัน ผลก็ตามวิดีโอด้านล่างนี้ครับ (ต้องออกตัวก่อนว่าการบันทึกวิดีโอดจาก Android นั้นไม่สามารถบันทึกเสียงตรงได้นะครับ เสียงทั้งหมดจึงเป็นเสียงที่บันทึกจากไมค์ของมือถือ มันเลยแตกและไม่ชัดครับ)

ซึ่งก็ถือว่าลื่นใช้ได้นะครับ เครื่องไม่มีอาการอี้งมากนักเวลาสลับแอปต่างๆ แล้วการเล่นเกมมีฟังก์ชั่น Game Genie เพื่อบันทึกหน้าจอสตรีมออกไปในตัวด้วย เทพมาก ก็ถือว่าแรมในตัวเครื่อง 3 GB กับตัวประมวลผลกราฟิก Adreno 505 นั้นช่วยได้เยอะเลย

หน้าจอสีสันสดใส เครื่องออกแบบสวยงาม

หมุนดูภาพ Zenfone 3 Max 5.5 แบบ 360 องศาด้านบนก่อน ชมให้ครบทุกมุมนะครับ แอดใช้เวลาถ่ายภาพนี้ตั้งนาน อิอิ

Zenfone 3 Max 5.5 ใช้หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 pixel มองเห็นชัดเจน สดใสจากทุกมุมมองครับ ขอบจอเป็นกระจกแบบ 2.5D ที่โค้งเข้าหาตัวเครื่อง ที่สำคัญคือมีฟังก์ชั่นที่ได้ใช้จริงอย่าง Bluelight Filter เพื่อลดแสงสีฟ้า ทำให้มองจอเวลาค่ำคืนได้สบายตาขึ้น แอดนี้ใช้ตลอดกับการอ่าน Webtoon ตอนก่อนนอน

ในส่วนของการดีไซน์เครื่อง Zenfone รุ่นนี้ยังมีปุ่ม Back, Home, Recent App อยู่นอกจอครับ จึงไม่มีปุ่มไปกินพื้นที่จอภาพ ส่วนขอบจอก็บางมาก ทำให้เครื่องมีขนาดไม่ใหญ่นัก แม้จะใช้จอ 5.5 นิ้วครับ ในส่วนด้านหลังเครื่องก็มีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ทำงานได้ดีเลย สามารถแตะนิ้วเพื่อปลดล็อกจอได้รวดเร็วแม้ยังไม่เปิดจอ สามารถใช้แตะเพื่อรับสายก็ได้ สะดวกสบายแบบที่ iPhone ควรมาศึกษาไปบ้าง

กล้องให้สีที่ดี มีโหมดการทำงานหลากหลาย

ZenFone นั้นขึ้นชื่อเรื่องกล้อง PixelMaster มาตลอดนะครับ ซึ่ง ZenFone 3 Max 5.5 นี้มีกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมโฟกัส 3 ระบบทำงานร่วมกัน ก็โฟกัสได้รวดเร็วดีในพื้นที่แสงเยอะๆ นะครับ แต่ถ้าแสงน้อยอาจจะต้องใช้เวลาโฟกัสภาพนิดหนึ่ง ตัวกล้องก็มีโหมดถ่ายรูปหลายโหมดที่คุ้นเคย เช่น Manual สำหรับการปรับค่าเร็วซัตเตอร์, ISO, White balance ได้อย่างใจ, Low Light เพื่อลดความละเอียดภาพลง แต่ทำให้ถ่ายกลางคืนดีขึ้น เป็นต้นครับ ก็ลองดูรูปตัวอย่างดูได้เลย

ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 แน่นอนว่ามีโหมดแต่งหน้า ทำหน้าเนียนให้คุณผู้หญิงด้วย ปรับคาง ปรับตา ปรับความเนียนของสีผิวได้หมด ก็น่าจะถูกใจคุณสาวๆ กัน

แบตเตอรี่ทนนานพอที่จะใช้ทั้งวัน

จุดเด่นของ ZenFone 3 Max 5.5 คือมีแบตเตอรี่ความจุถึง 4100 mAh ครับ แต่ตัวเครื่องก็ไม่หนักมากนะครับ ชั่งน้ำหนักได้ 175 กรัม ก็ทำให้ ZenFone 3 Max 5.5 สามารถใช้งานได้เกินวัน สเปกที่ Asus เคลมคือรอสาย 4G ได้ 38 วัน แล้วท่องเว็บต่อเนื่องได้ 19 ชั่วโมง ซึ่งถือว่านานมาก แต่เรื่องแบตเตอรี่นี้แอดขอติดการทดสอบแบบละเอียดๆ ไว้ก่อนครับ เดี๋ยวลองใช้เครื่องจริงดูหลายๆ วันก่อนแล้วจะมาเขียนบทความเล่าผลให้ฟังอีกทีว่าเป็นยังไง

อ่านการทดสอบแบตของ Zenfone 3 Max 5.5

แต่เรื่องเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่แอดชอบมากเกี่ยวกับ ZenFone 3 Max 5.5 คือในกล่อง Asus แถมสาย OTG มาด้วยครับ ซึ่งนอกจากเราจะเอาแฟลชไดร์ฟมาเสียบอ่านข้อมูลได้แล้ว ยังสามารถใช้ ZenFone 3 Max เป็น Power Bank ได้ด้วย นี่แอดเสียบชาร์จ iPhone โชว์ให้ดูเลย

นอกจากจะไม่ต้องพก Power Bank แล้ว ยังทำตัวเป็น Power Bank ได้ด้วย!

จุดอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • Asus Zenfone สามารถใส่ซิมได้ 2 ซิม โดยช่องแรกเป็น MicroSim และช่องสองเป็น NanoSim ซึ่งช่องสองจะต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือใส่ MicroSD Card เพื่อเสริมกับหน่วยความจำในเครื่องที่มี 32 GB
  • ทั้ง 2 ช่องใส่ซิมรองรับ 4G ทั้งคู่ แต่ต้องจะเลือกใช้งานได้เพียงช่องเดียวเท่านั้น เช่นให้ซิมแรกเป็น 4G ซิมที่สองก็จะใช้ได้แค่ 2G เท่านั้น
  • เครื่องมาพร้อมกับสิทธิ์ Google Drive ฟรี 100 GB 2 ปี
  • ตัวเครื่องมี 4 สีให้เลือกคือสีดำ, สีเงิน, สีทอง, สีชมพู

สรุปสเปกของ Zenfone 3 Max 5.5 (ZC553KL)

  • หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด FullHD 1080P
  • แบตเตอรี่ 4100mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้าน f/2.2 กล้องหลัง 16 ล้าน f2.0
  • CPU Qualcomm Snapdragon 430 Octa-core 64 bit
  • Ram 3GB Rom 32GB ใส่เมมได้แบบ Hybrid Slot
  • ระบบ Dual Sim รองรับ 2G/3G/4G
  • OS Android 6.0 with ZenUI 3.0
  • ระบบ Finger Print Scan
  • ราคา 7,990 บาท

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

ZenFone 3 Max 5.5

฿7,990
7.7

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

การออกแบบตัวเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพซอฟต์แวร์

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่จุ สามารถใช้เป็น PowerBank ให้เครื่องอื่นได้
  • กล้องใช้งานง่าย สามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้หลากหลาย
  • เครื่องทำงานลื่นได้สมราคา รองรับเกม 3 มิติโหดๆ ได้
  • โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ จับแล้วรู้สึกแข็งแรง
  • ตัวสแกนนิ้วทำงานได้เร็ว และแม่นยำ

จุดสังเกต

  • ยังใช้ MicroUSB เป็นพอร์ตหลักอยู่ น่าจะเป็น USB-C กันแล้ว
  • กล้องยังไม่มีโหมดหน้าชัด-หลังเบลอตามสมัยนิยม
  • ซิมหลักยังเป็น MicroSim ไม่ใช่ NanoSim และไม่สามารถเปิด 3G ในซิมที่สองได้

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

ZenFone 3 Max 5.5

฿7,990
7.7

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

การออกแบบตัวเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพซอฟต์แวร์

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่จุ สามารถใช้เป็น PowerBank ให้เครื่องอื่นได้
  • กล้องใช้งานง่าย สามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้หลากหลาย
  • เครื่องทำงานลื่นได้สมราคา รองรับเกม 3 มิติโหดๆ ได้
  • โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ จับแล้วรู้สึกแข็งแรง
  • ตัวสแกนนิ้วทำงานได้เร็ว และแม่นยำ

จุดสังเกต

  • ยังใช้ MicroUSB เป็นพอร์ตหลักอยู่ น่าจะเป็น USB-C กันแล้ว
  • กล้องยังไม่มีโหมดหน้าชัด-หลังเบลอตามสมัยนิยม
  • ซิมหลักยังเป็น MicroSim ไม่ใช่ NanoSim และไม่สามารถเปิด 3G ในซิมที่สองได้

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Oppo R15 Pro สมาร์ทโฟนเครื่องสวย ถ่ายรูปสวย คนรีวิวก็สวย!

Published

on

ZenFone 3 Max 5.5

฿7,990
7.7

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

การออกแบบตัวเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.0/10

คุณภาพซอฟต์แวร์

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่จุ สามารถใช้เป็น PowerBank ให้เครื่องอื่นได้
  • กล้องใช้งานง่าย สามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้หลากหลาย
  • เครื่องทำงานลื่นได้สมราคา รองรับเกม 3 มิติโหดๆ ได้
  • โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ จับแล้วรู้สึกแข็งแรง
  • ตัวสแกนนิ้วทำงานได้เร็ว และแม่นยำ

จุดสังเกต

  • ยังใช้ MicroUSB เป็นพอร์ตหลักอยู่ น่าจะเป็น USB-C กันแล้ว
  • กล้องยังไม่มีโหมดหน้าชัด-หลังเบลอตามสมัยนิยม
  • ซิมหลักยังเป็น MicroSim ไม่ใช่ NanoSim และไม่สามารถเปิด 3G ในซิมที่สองได้

Oppo R15 Pro เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปของ Oppo ในไทยตอนนี้ (ก่อนที่ Oppo Find X จะขายในไทย) ก็มีทั้งสีม่วงและสีแดงแบบไล่เฉดสวยๆ ฝั่งสีม่วงนี้ก็มีชื่อเก๋ๆ ว่า Cosmic Purple ส่วนฝั่งสีแดงคือแดงทับทิม Ruby Red ครับ ซึ่งวันนี้เราจะรีวิวสมาร์ทโฟนตัวนี้ให้ฟังกัน

สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยคือสีของฝาหลังดีไซน์ 3D Glass ครับ งานนี้ Oppo จับมือกับ Karim Rashid นักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดังชาวแคนาดา เพื่อให้ได้ 2 สีนี้มา ซึ่งมันสะท้อนแสงเป็นประกายสวยมากทั้งสีม่วงและสีแดง ตัวฝาหลังนี้ให้ความสัมผัสที่เรียบลื่นแต่แข็งแรง ขอบเครื่องโค้งเข้ามือทำให้จับถือในมือแล้วกระชับดี ตัวเครื่องโดยรวมให้สัมผัสที่หนักแน่น ให้ความรู้สึกว่าถือของพรีเมี่ยมอยู่ครับ

ภาพถ่ายจาก Oppo R15 Pro

พลิกมาดูหน้าจอบ้าง Oppo R15 Pro ใช้หน้าจอ OLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ สัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากตามสมัยนิยม ซึ่งจอตัวนี้ให้คุณภาพภาพที่ดี ใช้เฟซบุ๊กตัวหนังสือก็คมชัด ดูวิดีโอก็ให้สีสันสดใส สีดำมืดสนิทตามแบบของจอ OLED แต่การใช้งานจอนี้ต้องมีทริกสักหน่อยคือรอยบากด้านบนนี้ครับ ปกติเครื่องจะพยายามแสดงผลทุกแอปให้เต็มจอ ถ้าเป็นแอปวิดีโออย่าง Netflix, Youtube จะขยายวิดีโอไปจนทับรอยบาก แต่ถ้าเราไม่ชอบการแสดงผลที่ทับบากแบบนี้ก็แก้ไขได้ง่ายๆ แค่กดค้างที่แอปนั้นๆ แล้วกด App Info และปิด All Notch Area Display ออกไปเท่านั้นเอง

มาที่เรื่องเสียงกันบ้าง Oppo R15 Pro นั้นมีลำโพงอยู่ด้านล่างตัวเดียวนะครับ ก็ให้เสียงได้ดังและสดใสดี ที่ดีงามคือพอร์ต 3.5 mm ยังอยู่และเมื่อเสียบหูฟังจะสามารถใช้โหมดปรับแต่งเสียง Real HD Sound ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทเสียงจากสวีเดนได้ ก็ให้เสียงที่โปร่ง สดใสขึ้นไปได้อีกครับ

Oppo R15 Pro ใช้ซีพียู Snapdragon 660 พร้อม AIE หรือ Artificial Intelligence Engine หน่วยประมวลผล AI โดยเฉพาะ ถือเป็นซีรี่ส์ 6 ตัวท็อปแล้ว มาพร้อมแรม 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 128 GB ซึ่งสเปกระดับนี้ ใช้งานพื้นฐานในชีวิตประจำวันอย่างเล่นเน็ต แชทไลน์ ใช้เฟซบุ๊กลื่นหมด เล่นเกม ROV ยอดฮิตได้ลื่นๆ เฟรมเรตเฉียด 60 fps ตลอดไม่ตกลงมาเท่าไหร่ แม้จะตั้งค่าเกมเป็นระดับ HIGH
แต่หลายคนก็อาจตะขิดตะขวงใจกับความแรงของ Snapdragon 660 อยู่ ว่าจะสู้ Snapdragon ซีรี่ส์ 8 ตระกูลท็อปได้รึเปล่า เราทดสอบประสิทธิภาพจาก GeekBench 4.2 ก็ได้คะแนนไปเกือบ 5800 คะแนนในส่วน Multi-core ดูจากกราฟแล้วเข้าไปใกล้เคียงกับ Snapdragon 835 ที่ใช้ใน Galaxy S8 เลยนะครับ ก็ไม่ธรรมดานะซีพียูตัวนี้

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 ที่ครอบทับ Android 8.1 ของ Oppo นี้มีความสามารถเด่นๆ ที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ที่เราชอบมากคือสามารถซ่อนปุ่ม back, home, recent app ไปได้เลย ให้ใช้งานเครื่องได้เต็มจอจริงๆ เวลาจะกลับหน้า Home หรือ Back ก็ลากจากขอบแบบนี้
นอกจากนี้ยังมี Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้สูงสุดเท่าที่เครื่องจะทำได้ พร้อมบล็อก Notification ไม่ให้รบกวนได้
แล้วเวลาใช้แอปที่เต็มจอแนวนอนอย่างเกมหรือแอปเล่นวิดีโอ เราสามารถเปิดเมนูลัดจากฝั่งรอยบากนี้ได้ เพื่อแชทโดยที่ไม่ต้องออกจากแอป กดบันทึกวิดีโอหน้าจอหรือตั้งบล็อกการแจ้งเตือนก็ได้ สะดวกดีจัง

ส่วนเรื่องความปลอดภัย Oppo R15 Pro ก็จัดมาเต็มครับ สแกนนิ้วมือด้านหลังอย่างเร็ว แตะแล้วปลดล็อกทันที สแกนหน้าก็ได้ แถมมีคีย์บอร์ดพิเศษเวลาป้อนรหัส ป้องกันการถูกดักรหัสผ่าน และเรื่องชาร์จก็ไม่เสียชื่อ Oppo Vooc Flash Charge ชาร์จ 30 นาทีได้แบตไป 70% จุดเด่นของมือถือ OPPO เค้าเลย ซึ่งแบตเตอรี่ความจุ 3,430 mAh ก็อึดเกินพอสำหรับการใช้งานทั้งวันครับ

ภาพจากกล้องหน้าของ Oppo R15 Pro

กล้องหน้าของ Oppo R15 Pro มีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมเซนเซอร์ HDR ของ Oppo R15 Pro แล้ว ชอบที่กล้อง Selfie ได้ฉลาดดี คือถ้ารีบๆ ก็ปรับโหมด AI Beauty 2.0 เป็นอัตโนมัติไปเลยก็ได้ กล้องจะวิเคราะห์ความเนียนที่เหมาะสมมาให้ ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นหน้าผู้ชายก็ปรับให้เนียนน้อยหน่อย ยังเห็นหนวดหรือรายละเอียดต่างๆ อยู่ แต่ถ้าไม่ชอบหน้าเนียนเลย ก็ปิดโหมด Beauty ได้ อยากให้หลังเบลอก็เปิดใช้ได้ และที่น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหน่อยก็ก็ AR Sticker ตรงนี้ แต่งหน้าได้น่ารักดี

ส่วนกล้องหลัง ก็ให้สีสไตล์เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เร่งให้จัดจ้านเกินไป ก็ถ้าใครที่ชอบแต่งภาพหน่อย ภาพจากกล้องตัวนี้ก็เอาไปแต่งต่อง่ายดี ใครโปรหน่อยก็มีโหมด Expert เพื่อปรับ ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balace ได้นะคะ แต่แอบเสียดายที่ถ่ายเป็นไฟล์ Raw ไม่ได้ และโหมด Portrait ของกล้องหลังก็น่าสนใจ นอกจากจะทำหลังเบลอได้แล้ว ยังสามารถปรับแสงที่หน้าได้ด้วย แล้วกดเพื่อปรับสัดส่วนภาพให้ดูเป็นภาพจากหนัง และปรับการซูมภาพได้ด้วย

ภาพจากกล้องหลังของ Oppo R15 Pro

ภาพจากกล้องหลังนี้เบลอเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่ายเลย กล้องหน้าก็เนียนตาดี ภาพที่ถ่ายมาก็ออกมาดีในหลายๆ สภาพแสงเลยนะ ถ่ายวิดีโอก็ได้ถึงระดับ 4K แต่พี่ติดใจนิดหนึ่งคือวิดีโอมันยังสั่นตามมืออยู่หน่อยๆ ก็แปลว่าระบบ EIS ของ Oppo R15 Pro ยังชดเชยการสั่นไหวน้อยไปนิด

ตัวอย่างภาพของ Oppo R15 Pro

เอาแหละเรารีวิว Oppo R15 Pro อย่างละเอียดเรียบร้อย มาสรุปกันดีกว่า สมาร์ทโฟนราคา 19,990 บาทให้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติดี สีเครื่องก็สวย ไม่ค่อยเห็นเครื่องสีสันแบบนี้ในตลาด ฟังก์ชั่นของ ColorOS ก็น่าสนใจ อย่างการเสริมการเล่นเกม หรือการซ่อนเมนูจนแสดงเนื้อหาเต็มจอได้ ซึ่งระดับราคา 19,990 บาทก็เน้นขายความพรีเมี่ยมไปเลย เอาเป็นว่าใครอยากได้มือถือสีสวยๆ กล้องดีเป็นธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง สเปกแรงเกินพอสำหรับใช้งานทั่วไป และเล่นเกมยอดฮิตได้ลื่นๆ Oppo R15 Pro ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!