Connect with us

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
Huawei MediaPad T3 10
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

 

แม้ว่าทุกวันนี้กระแสของแท็บเล็ตจะซาลงไปกว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนมากนะครับ เพราะสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ก็สามารถทำงานแทนแท็บเล็ตได้ระดับหนึ่งเลย แต่ก็มีงานกลุ่มหนึ่งที่ยังเหมาะมากสำหรับการใช้งานบนแท็บเล็ตนั้นก็คืองานด้านความบันเทิงครับ ยังไงการเปิดคลิป ดูละคร ดูหนังบนอุปกรณ์จอใหญ่ๆ เสียงดังๆ มันก็ต้องดีกว่าดูบนสมาร์ทโฟนจอเล็กๆ อยู่แล้ว ซึ่งหัวเว่ยก็เหมือนจะจับจุดตรงนี้ถูก จึงส่ง Huawei MediaPad T3 10 แท็บเล็ตจอใหญ่ ราคาย่อมเยาลงตลาดครับ

Huawei MediaPad T3 10 ออกแบบเพื่อความบันเทิง

  • ดีไซน์เครื่องมาให้เหมาะสำหรับการตั้งบนโต๊ะ (ผ่านเคส) เพื่อดูหนังฟังเพลง
  • ลำโพงดังดีมาก คือดีไซน์มาเปิดหนังดูจริงๆ
  • คุณภาพจออยู่ในระดับปานกลาง ขนาดจอใหญ่สะดวกกับการใช้ดูหนัง

Huawei MediaPad T3 10 ใช้ดู iflix ได้เพลินดีมาก ลำโพงเสียงดัง จอใหญ่

เนื่องจาก Huawei MediaPad T3 10 นั้นออกแบบมาเพื่องานบันเทิงเป็นหลัก จึงมีหน้าจอขนาดใหญ่ 9.6 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800 pixel สัดส่วนหน้าจอ 16:10 เวลาดูหนัง ดูคลิปต่างๆ ก็ให้ภาพใหญ่เต็มตา แม้ว่าจอจะไม่ได้ละเอียดถึงระดับ Full HD 1080p แต่เมื่อทดสอบดูหนังต่างๆ ก็ไม่ได้รู้สึกภาพหยาบอะไร อาจเพราะเมื่อเวลาเราดูวิดีโอสายตาเราจะอยู่ห่างจากจอภาพพอสมควร ใครที่จะซื้อ MediaPad T3 10 ไปดูหนังก็ไม่ต้องกังวลกับความละเอียดหน้าจอไปครับ ดูได้เพลินๆ ไม่รู้สึกติดขัดอะไร

เอา Huawei MediaPad T3 10 ไปอ่านการ์ตูน (ลิขสิทธิ์นะ ซื้อจาก MEB) จอใหญ่ไปหน่อย แต่ก็อ่านได้ดี

แต่ความละเอียดหน้าจอกลางๆ  ซึ่งอาจจะขัดใจคนที่เคยใช้อุปกรณ์รุ่นสูงๆ จอคมๆ มาบ้าง เช่นคนที่เคยใช้ iPad มา แต่ในแง่การใช้งานจริงนั้นไม่มีปัญหาครับ เพราะจอใหญ่ ตัวอักษรก็ใหญ่ตาม แม้ตัวอักษรไม่คมมาก ก็ยังอ่านออก

ซึ่งจากตำแหน่งของกล้องหน้ากับโลโก้ด้านหน้า ด้านหลัง จะเห็นว่าหัวเว่ยดีไซน์แท็บเล็ตตัวนี้ให้ใช้ในแนวนอนเป็นหลักครับ ตำแหน่งลำโพงของ Huawei MediaPad T3 10 เลยไปอยู่ด้านล่างของเครื่อง ซึ่งดูแล้วน่าจะโดนโต๊ะปิดรูลำโพงจนเสียงเบา แต่จริงๆ แล้วเมื่อใส่เคสเพื่อตั้งแท็บเล็ต เสียงจากลำโพงนั้นไปสะท้อนกับพื้นโต๊ะจนได้เสียงดังกังวาลครับ ซึ่งเสียงเวลาตั้งกับพื้นโต๊ะนั้นดีกว่าเสียงเวลาถือเครื่องลอยๆ อีกนะครับ คุณภาพเสียงก็ไม่ได้แย่ แม้จะมีลำโพงเดียว ไม่ได้แยกมิติซ้ายขวาได้ แต่เสียงดังเป็นเรื่องดีงาม

เอาคีย์บอร์ด Bluetooth มาต่อพิมพ์งาน ก็ใช้งานได้ดีครับ

แต่การใช้ Huawei MediaPad T3 10 ในแบบแนวตั้งจะรู้สึกขัดๆ บ้างครับ คือปุ่มล็อกจอที่ปกติเคยอยู่ด้านขวาเวลาวางแนวนอน มันกลายเป็นไปอยู่ข้างล่าง จะเพิ่มเสียง ลดเสียงก็กดด้านล่างเครื่อง แล้วจอสัดส่วน 16:10 ก็ไม่เหมาะสำหรับการอ่านในแนวตั้งเท่าไหร่ครับ เมื่อเทียบกับจอ 4:3 ของ iPad

Huawei MediaPad T3 10 นั้นมีให้เลือก 2 สีคือเทากับทอง มีความหนา 7.95 มม. หนากว่า iPad รุ่นปี 2017 ที่หนา 7.5 มม. อยู่นิดหนึ่ง แล้วก็หนัก 460 กรัม เบากว่า iPad 2017 จอ 9.7 นิ้วที่หนัก 469 กรัมอยู่นิดหนึ่ง แต่ราคาห่างกันเยอะครับ Huawei MediaPad T3 10 ราคา 8,900 บาท  ส่วน iPad 2017 32 GB ขาย 12,500 บาท

ประสิทธิภาพ Huawei MediaPad T3 10

เรื่องประสิทธิภาพนี้ Huawei MediaPad T3 10 ไม่เน้นเลยครับ ด้วยค่าตัวถูกแสนถูก เลยได้สเปกตามนี้

  • Snapdragon 425 4 แกนสมอง ความเร็ว 1.4 GHz
  • RAM 2 GB
  • หน่วยความจำ 16 GB
  • ใส่ MicroSD ได้ 128 GB
  • Android 7.0

จากการใช้งานจริง การใช้เว็บ, ท่อง facebook หรือเอาไปนั่งพิมพ์งานผ่าน Google Docs ถือว่าตอบสนองได้ดีไม่มีปัญหาครับ อาจมีหน่วงๆ บ้างเวลาต้องหมุนจอสลับแนวตั้ง/แนวนอน แต่ถ้าเอาไปเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักๆ อย่าง Need for Speed No Limits จะรู้สึกเลยว่าเกมหน่วง ใครที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก โดยเฉพาะที่กินแรงเครื่องหนักๆ อาจจะต้องไปเทสเครื่องจริงที่ช้อปก่อนนะครับ

พอร์ตด้านซ้ายของเครื่อง Huawei MediaPad T3 10 มีถาดใส่ซิม/MicroSD ช่องหูฟัง และช่องต่อ MicroUSB

ส่วนผลเทสจากแอปต่างๆ ก็ได้ตามนี้ครับ

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 676 คะแนน และ Multi-Core ได้ 1866 คะแนน (ก็เร็วประมาณ Nexus 5 ที่ออกมาเมื่อหลายปีก่อน) ส่วน Compute ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ได้ไป 1,340 คะแนน
  • Antutu 6.2 – 37,223 คะแนน
  • 3DMark Slingshot (ตัวธรรมดา ไม่ใช่ Slingshot Extreme) ได้ 55 คะแนน

คุณภาพกล้องของ Huawei MediaPad T3 10

เนื่องจากว่าเป็นแท็บเล็ต เราไม่ได้มีโอกาสใช้กล้องบ่อยเท่ากล้องของสมาร์ทโฟนนะครับ Huawei MediaPad T3 10 จึงจัดสเปกกล้องมาเบาๆ คือกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อม Auto focus ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล แต่ก็ถือว่าเป็นกล้องที่ทำงานได้ดีกว่าที่คาดครับ คือในที่แสงเยอะๆ การไล่โทน สีสันเป็นธรรมชาติดีครับ ภาพออกมาสดใส ตอนแรกนึกว่าจะทึบๆ หมองๆ แบบกล้องแท็บเล็ตส่วนใหญ่ ส่วนกล้องหน้าก็ถ่ายแล้วชัดเจนดีครับ แต่ในพื้นที่แสงน้อยก็จะถ่ายภาพยากหน่อยครับ สู้กล้อง Smartphone ไม่ได้ตรงนี้แหละ

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

สรุปว่ากล้องของ Huawei MediaPad T3 10 ถ้าเอาไปใช้งานพวก Video Call ที่แท็บเล็ตมักจะใช้งานกันนั้นไม่มีปัญหาครับ ถ่ายรูปกลางวันได้ดีเลย ใช้แทนกล้อง Smartphone ได้ แต่ถ่ายกลางคืนยังไม่เวิร์คเท่าไหร่

เรื่องที่น่าสนใจ/จุดสังเกตของ Huawei MediaPad T3 10

ชุดอุปกรณ์มาตรฐานของ Huawei MediaPad T3 10 มาพร้อมเคสและฟิล์มกันรอย

มาถึงช่วงเก็บตกความสามารถและจุดสังเกตที่น่าสนใจจากการใช้งาน Huawei MediaPad T3 10 กันครับ

  • แท็บเล็ตรุ่นนี้รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz ถือว่าดีเลย
  • Huawei MediaPad T3 10 ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกได้ด้วย!
  • ด้านหน้าเครื่องไม่มีปุ่มอะไรทั้งนั้น ใช้ปุ่มควบคุมในหน้าจอทั้งหมด
  • แบตเตอรี่จุ 4,800 mAh ใช้งานหนักๆ เปิดหนังดูได้ทั้งวัน ไม่ต้องห่วงแบตจะหมดระหว่างวันเลย
  • แต่ดันแถมที่ชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จนานมาก!
  • ไม่มีเซนเซอร์ตรวจความสว่างภายนอก ผู้ใช้ต้องปรับความสว่างจอเอง แต่สามารถเปิดโหมดสบายตาสำหรับการใช้งานยามค่ำคืนได้ด้วย
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 16 GB แต่เหลือใช้ได้ราว 10 GB ทำให้อาจมีปัญหาพื้นที่ไม่พอ โดยเฉพาะคนที่เล่นเกม และคนที่ใช้ LINE
  • ไม่มีระบบปิดจอเมื่อปิดเคส ทำให้ควรกดปิดหน้าจอก่อน ถึงจะปิดฝาเคส

Huawei MediaPad T3 10 ราคา 8,900 แต่ได้ของแถมกว่าสี่พัน!

ชุดของแถมที่มาพร้อม Huawei MediaPad T3 10

Huawei MediaPad T3 ทุกชุดจะมาพร้อมเคสให้ใช้งานแท็บเล็ตได้ง่ายๆ เอาไปวางบนโต๊ะได้แบบสวยเก๋ แล้วยังมีของแถมพิเศษอีก 3 อย่างในชุด “Entertainment Box Set” รวมมูลค่าทั้งหมด 4,170 บาท สนับสนุนความบันเทิงกันให้เต็มที่ ประกอบไปด้วย

  • ชุดหูฟัง AKG
  • ลำโพง Bluetooth
  • แพคเกจดูหนังจาก iflix นาน 3 เดือน

สรุป Huawei MediaPad T3 10 เหมาะใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เปิดคลิป ดูหนัง นอกสถานที่

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
Huawei MediaPad T3 10
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
Huawei MediaPad T3 10
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
Huawei MediaPad T3 10
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!