Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Huawei MediaPad T3 10 แท็บเล็ตจอใหญ่เพื่อความบันเทิง ราคาต่ำหมื่น

Huawei MediaPad T3 10 แท็บเล็ตจอใหญ่ ราคาย่อมเยาลงตลาดแล้ว!

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

แม้ว่าทุกวันนี้กระแสของแท็บเล็ตจะซาลงไปกว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนมากนะครับ เพราะสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ก็สามารถทำงานแทนแท็บเล็ตได้ระดับหนึ่งเลย แต่ก็มีงานกลุ่มหนึ่งที่ยังเหมาะมากสำหรับการใช้งานบนแท็บเล็ตนั้นก็คืองานด้านความบันเทิงครับ ยังไงการเปิดคลิป ดูละคร ดูหนังบนอุปกรณ์จอใหญ่ๆ เสียงดังๆ มันก็ต้องดีกว่าดูบนสมาร์ทโฟนจอเล็กๆ อยู่แล้ว ซึ่งหัวเว่ยก็เหมือนจะจับจุดตรงนี้ถูก จึงส่ง Huawei MediaPad T3 10 แท็บเล็ตจอใหญ่ ราคาย่อมเยาลงตลาดครับ

Huawei MediaPad T3 10 ออกแบบเพื่อความบันเทิง

  • ดีไซน์เครื่องมาให้เหมาะสำหรับการตั้งบนโต๊ะ (ผ่านเคส) เพื่อดูหนังฟังเพลง
  • ลำโพงดังดีมาก คือดีไซน์มาเปิดหนังดูจริงๆ
  • คุณภาพจออยู่ในระดับปานกลาง ขนาดจอใหญ่สะดวกกับการใช้ดูหนัง

Huawei MediaPad T3 10 ใช้ดู iflix ได้เพลินดีมาก ลำโพงเสียงดัง จอใหญ่

เนื่องจาก Huawei MediaPad T3 10 นั้นออกแบบมาเพื่องานบันเทิงเป็นหลัก จึงมีหน้าจอขนาดใหญ่ 9.6 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800 pixel สัดส่วนหน้าจอ 16:10 เวลาดูหนัง ดูคลิปต่างๆ ก็ให้ภาพใหญ่เต็มตา แม้ว่าจอจะไม่ได้ละเอียดถึงระดับ Full HD 1080p แต่เมื่อทดสอบดูหนังต่างๆ ก็ไม่ได้รู้สึกภาพหยาบอะไร อาจเพราะเมื่อเวลาเราดูวิดีโอสายตาเราจะอยู่ห่างจากจอภาพพอสมควร ใครที่จะซื้อ MediaPad T3 10 ไปดูหนังก็ไม่ต้องกังวลกับความละเอียดหน้าจอไปครับ ดูได้เพลินๆ ไม่รู้สึกติดขัดอะไร

เอา Huawei MediaPad T3 10 ไปอ่านการ์ตูน (ลิขสิทธิ์นะ ซื้อจาก MEB) จอใหญ่ไปหน่อย แต่ก็อ่านได้ดี

แต่ความละเอียดหน้าจอกลางๆ  ซึ่งอาจจะขัดใจคนที่เคยใช้อุปกรณ์รุ่นสูงๆ จอคมๆ มาบ้าง เช่นคนที่เคยใช้ iPad มา แต่ในแง่การใช้งานจริงนั้นไม่มีปัญหาครับ เพราะจอใหญ่ ตัวอักษรก็ใหญ่ตาม แม้ตัวอักษรไม่คมมาก ก็ยังอ่านออก

ซึ่งจากตำแหน่งของกล้องหน้ากับโลโก้ด้านหน้า ด้านหลัง จะเห็นว่าหัวเว่ยดีไซน์แท็บเล็ตตัวนี้ให้ใช้ในแนวนอนเป็นหลักครับ ตำแหน่งลำโพงของ Huawei MediaPad T3 10 เลยไปอยู่ด้านล่างของเครื่อง ซึ่งดูแล้วน่าจะโดนโต๊ะปิดรูลำโพงจนเสียงเบา แต่จริงๆ แล้วเมื่อใส่เคสเพื่อตั้งแท็บเล็ต เสียงจากลำโพงนั้นไปสะท้อนกับพื้นโต๊ะจนได้เสียงดังกังวาลครับ ซึ่งเสียงเวลาตั้งกับพื้นโต๊ะนั้นดีกว่าเสียงเวลาถือเครื่องลอยๆ อีกนะครับ คุณภาพเสียงก็ไม่ได้แย่ แม้จะมีลำโพงเดียว ไม่ได้แยกมิติซ้ายขวาได้ แต่เสียงดังเป็นเรื่องดีงาม

เอาคีย์บอร์ด Bluetooth มาต่อพิมพ์งาน ก็ใช้งานได้ดีครับ

แต่การใช้ Huawei MediaPad T3 10 ในแบบแนวตั้งจะรู้สึกขัดๆ บ้างครับ คือปุ่มล็อกจอที่ปกติเคยอยู่ด้านขวาเวลาวางแนวนอน มันกลายเป็นไปอยู่ข้างล่าง จะเพิ่มเสียง ลดเสียงก็กดด้านล่างเครื่อง แล้วจอสัดส่วน 16:10 ก็ไม่เหมาะสำหรับการอ่านในแนวตั้งเท่าไหร่ครับ เมื่อเทียบกับจอ 4:3 ของ iPad

Huawei MediaPad T3 10 นั้นมีให้เลือก 2 สีคือเทากับทอง มีความหนา 7.95 มม. หนากว่า iPad รุ่นปี 2017 ที่หนา 7.5 มม. อยู่นิดหนึ่ง แล้วก็หนัก 460 กรัม เบากว่า iPad 2017 จอ 9.7 นิ้วที่หนัก 469 กรัมอยู่นิดหนึ่ง แต่ราคาห่างกันเยอะครับ Huawei MediaPad T3 10 ราคา 8,900 บาท  ส่วน iPad 2017 32 GB ขาย 12,500 บาท

ประสิทธิภาพ Huawei MediaPad T3 10

เรื่องประสิทธิภาพนี้ Huawei MediaPad T3 10 ไม่เน้นเลยครับ ด้วยค่าตัวถูกแสนถูก เลยได้สเปกตามนี้

  • Snapdragon 425 4 แกนสมอง ความเร็ว 1.4 GHz
  • RAM 2 GB
  • หน่วยความจำ 16 GB
  • ใส่ MicroSD ได้ 128 GB
  • Android 7.0

จากการใช้งานจริง การใช้เว็บ, ท่อง facebook หรือเอาไปนั่งพิมพ์งานผ่าน Google Docs ถือว่าตอบสนองได้ดีไม่มีปัญหาครับ อาจมีหน่วงๆ บ้างเวลาต้องหมุนจอสลับแนวตั้ง/แนวนอน แต่ถ้าเอาไปเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักๆ อย่าง Need for Speed No Limits จะรู้สึกเลยว่าเกมหน่วง ใครที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก โดยเฉพาะที่กินแรงเครื่องหนักๆ อาจจะต้องไปเทสเครื่องจริงที่ช้อปก่อนนะครับ

พอร์ตด้านซ้ายของเครื่อง Huawei MediaPad T3 10 มีถาดใส่ซิม/MicroSD ช่องหูฟัง และช่องต่อ MicroUSB

ส่วนผลเทสจากแอปต่างๆ ก็ได้ตามนี้ครับ

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 676 คะแนน และ Multi-Core ได้ 1866 คะแนน (ก็เร็วประมาณ Nexus 5 ที่ออกมาเมื่อหลายปีก่อน) ส่วน Compute ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ได้ไป 1,340 คะแนน
  • Antutu 6.2 – 37,223 คะแนน
  • 3DMark Slingshot (ตัวธรรมดา ไม่ใช่ Slingshot Extreme) ได้ 55 คะแนน

คุณภาพกล้องของ Huawei MediaPad T3 10

เนื่องจากว่าเป็นแท็บเล็ต เราไม่ได้มีโอกาสใช้กล้องบ่อยเท่ากล้องของสมาร์ทโฟนนะครับ Huawei MediaPad T3 10 จึงจัดสเปกกล้องมาเบาๆ คือกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อม Auto focus ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล แต่ก็ถือว่าเป็นกล้องที่ทำงานได้ดีกว่าที่คาดครับ คือในที่แสงเยอะๆ การไล่โทน สีสันเป็นธรรมชาติดีครับ ภาพออกมาสดใส ตอนแรกนึกว่าจะทึบๆ หมองๆ แบบกล้องแท็บเล็ตส่วนใหญ่ ส่วนกล้องหน้าก็ถ่ายแล้วชัดเจนดีครับ แต่ในพื้นที่แสงน้อยก็จะถ่ายภาพยากหน่อยครับ สู้กล้อง Smartphone ไม่ได้ตรงนี้แหละ

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

สรุปว่ากล้องของ Huawei MediaPad T3 10 ถ้าเอาไปใช้งานพวก Video Call ที่แท็บเล็ตมักจะใช้งานกันนั้นไม่มีปัญหาครับ ถ่ายรูปกลางวันได้ดีเลย ใช้แทนกล้อง Smartphone ได้ แต่ถ่ายกลางคืนยังไม่เวิร์คเท่าไหร่

เรื่องที่น่าสนใจ/จุดสังเกตของ Huawei MediaPad T3 10

ชุดอุปกรณ์มาตรฐานของ Huawei MediaPad T3 10 มาพร้อมเคสและฟิล์มกันรอย

มาถึงช่วงเก็บตกความสามารถและจุดสังเกตที่น่าสนใจจากการใช้งาน Huawei MediaPad T3 10 กันครับ

  • แท็บเล็ตรุ่นนี้รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz ถือว่าดีเลย
  • Huawei MediaPad T3 10 ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกได้ด้วย!
  • ด้านหน้าเครื่องไม่มีปุ่มอะไรทั้งนั้น ใช้ปุ่มควบคุมในหน้าจอทั้งหมด
  • แบตเตอรี่จุ 4,800 mAh ใช้งานหนักๆ เปิดหนังดูได้ทั้งวัน ไม่ต้องห่วงแบตจะหมดระหว่างวันเลย
  • แต่ดันแถมที่ชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จนานมาก!
  • ไม่มีเซนเซอร์ตรวจความสว่างภายนอก ผู้ใช้ต้องปรับความสว่างจอเอง แต่สามารถเปิดโหมดสบายตาสำหรับการใช้งานยามค่ำคืนได้ด้วย
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 16 GB แต่เหลือใช้ได้ราว 10 GB ทำให้อาจมีปัญหาพื้นที่ไม่พอ โดยเฉพาะคนที่เล่นเกม และคนที่ใช้ LINE
  • ไม่มีระบบปิดจอเมื่อปิดเคส ทำให้ควรกดปิดหน้าจอก่อน ถึงจะปิดฝาเคส

Huawei MediaPad T3 10 ราคา 8,900 แต่ได้ของแถมกว่าสี่พัน!

ชุดของแถมที่มาพร้อม Huawei MediaPad T3 10

Huawei MediaPad T3 ทุกชุดจะมาพร้อมเคสให้ใช้งานแท็บเล็ตได้ง่ายๆ เอาไปวางบนโต๊ะได้แบบสวยเก๋ แล้วยังมีของแถมพิเศษอีก 3 อย่างในชุด “Entertainment Box Set” รวมมูลค่าทั้งหมด 4,170 บาท สนับสนุนความบันเทิงกันให้เต็มที่ ประกอบไปด้วย

  • ชุดหูฟัง AKG
  • ลำโพง Bluetooth
  • แพคเกจดูหนังจาก iflix นาน 3 เดือน

สรุป Huawei MediaPad T3 10 เหมาะใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เปิดคลิป ดูหนัง นอกสถานที่

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

Huawei MediaPad T3 10

฿ 8,900
6.8

การออกแบบตัวเครื่องและวัสดุ

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

5.0/10

คุณภาพเสียง

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ออกแบบมาเพื่องานความบันเทิง ดูคลิป ดูหนัง แล้วก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี จอเหมาะกับดูหนัง ลำโพงเสียงดัง
  • รองรับ Wifi ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • ใส่ซิมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 4G และโทรออกรับสายได้
  • กล้องดีกว่าที่คาด ใช้งานแทนสมาร์ทโฟนได้
  • ราคาไม่แพง ใช้งานคุ้มค่า ได้ของแถมเพียบ

จุดสังเกต

  • ประสิทธิภาพเครื่องน้อยตามราคา ไม่เหมาะสำหรับเกมเมอร์
  • ความจุแค่ 16 GB ถ้าเล่นเกมหรือใช้ LINE เยอะๆ อาจจะพื้นที่ไม่พอ
  • ถ้าใช้งานอ่านตัวหนังสือเยอะๆ จะรู้สึกว่าตัวอักษรไม่คม เพราะจอละเอียดแค่ HD
  • ไม่มีเซนเซอร์วัดแสง ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง
  • แถมหัวชาร์จกำลังไฟแค่ 5V 1A ทำให้ชาร์จแบตนานมาก

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!