Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova2i สมาร์ทโฟน 4 กล้อง เน้นหน้าชัดหลังเบลอ จอใหญ่เกือบเต็มด้านหน้า

Published

on

Huawei nova2i

฿10,900
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • มีกล้องถึง 4 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่เป็นจอยาวด้วยสัดส่วน 18:9 ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไป ยังจับถือสบายอยู่
  • ได้จอ Full HD ในขนาดที่คู่แข่งระดับราคาใกล้กันเป็นจอ HD
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • ราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ ฟีเจอร์โดยรวมนั้นคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ยังคงใช้ช่องต่อแบบ microUSB
  • ไม่มีฟังก์ชั่นขยายวิดีโอให้เต็มจอ
  • โหมดถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอยังมีแนวโน้มที่จะตัดขอบบุคคลไม่เนียน
  • ไม่มี Gyroscope ทำให้ใช้กับแอปแนว VR ไม่ได้

 

จอแบบ Full View หรือจอที่กินพื้นที่ด้านหน้าเครื่องจนเกือบเต็มนั้นกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายงัดออกมาสู้กันในช่วงปลายปี 2017 นี้ ซึ่ง Huawei nova2i ก็เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยในตลาดไทยที่ใช้จอสัดส่วน 18:9 โดยหน้าจอนั้นกินพื้นที่หน้าเครื่องถึง 89% พร้อมกับมีกล้องถึง 4 ตัวคือด้านหน้า 2 กล้อง และด้านหลังอีก 2 กล้อง แต่ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 10,900 บาท ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้กลายเป็นที่สนใจทันที และเว็บแบไต๋ขอเจาะลึกถึงข้อดีและข้อเสียของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ให้อ่านกัน

สเปกของ Huawei nova2i

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Huawei nova2i มีเคส, หูฟัง, สายชาร์จ MicroUSB, หัวชาร์จกำลังไฟ 5V 2A

  • CPU: Huawei Kirin 659 Octa-core ความเร็วสูงสุด 2.36 GHz
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB ใส่ MicroSD ได้ 128 GB
  • หน้าจอ Fullview Display IPS ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด 2,160 x 1,080 (Full HD+) ให้พื้นที่หน้าจอ 89% ของพื้นที่หน้าเครื่อง
  • กล้องหลัง 2 ตัว ความละเอียด 16 ล้านและ 2 ล้านพิกเซล (สำหรับทำเอฟเฟกหลังเบลอ)
  • กล้องหน้า 2 ตัว ความละเอียด 13 ล้านและ 2 ล้านพิกเซล (สำหรับทำหลังเบลอเช่นกัน) พร้อมแฟลชหน้าสำหรับถ่าย Selfie
  • Android 7.0 บน EMUI 5.1
  • มี 2 สีคือสีดำและสีทอง

ประสิทธิภาพของ Huawei nova2i

Huawei nova2i นั้นใช้ชิป Kirin 659 ซึ่งเป็นชิปตระกูลเดียวกับที่ใช้ใน P9 Lite และ P10 Lite ประสิทธิภาพของชิปตัวนี้จึงอยู่ในระดับกลางๆ ครับคือ

  • ทดสอบ Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core ที่ 913 และ Multi-core ที่ 3,273 คะแนน ต่ำกว่า Snapdragon 450 ที่ได้ Multi-core ราว 4,000 แต่สูงกว่า Snapdragon 430 ที่ได้คะแนน Multi-core ราว 2,800 คะแนน
  • ส่วนการทดสอบ Geekbench Compete วัดประสิทธิภาพของ GPU ได้คะแนน 2723 ใกล้เคียงกับคะแนนของ Snapdragon 430 ที่ได้ราว 2,600 แต่ต่ำกว่าคะแนน Snapdragon 450 ที่ได้ราว 3,100 คะแนน
  • ทดสอบ 3Dmark ชุดทดสอบ Sling-shot extreme ได้คะแนน 328 คะแนน (เทียบกับ Snapdragon 450 ที่ได้ราว 430 คะแนน ส่วน Snapdragon 430 ได้ราว 300 คะแนน)

ทดสอบกับเกม ROV ก็เล่นได้ลื่นไหลดีเป็นส่วนใหญ่

ส่วนประสบการณ์ใช้งานจริงถือว่าลื่นไหลดีครับ ใช้งานแอปในชีวิตประจำวันอย่าง Facebook, LINE ได้คล่องตัว เปิดหน้าเว็บได้รวดเร็ว ก็ด้วยความที่เครื่องมาพร้อมแรม 4 GB ก็ทำให้การใช้งานไม่ติดขัด ซึ่งประสิทธิภาพของ CPU ตัวนี้ก็เร็วพอที่จะเล่นเกมส่วนใหญ่ของ Android ได้ลื่นไหลดีครับ รวมถึง ROV ด้วย เปิดเอฟเฟกต่างๆ จนสุดก็ยังเล่นไหวอยู่ แต่จะมีบางช่วงที่เฟรมเรทตกจาก 30 fps ไปบ้างนะครับ

การออกแบบของ Huawei nova2i

เมื่อเริ่มจำหน่าย Huawei nova2i มีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีทอง

ด้านหลังของ Huawei nova2i นั้นออกแบบมาคล้ายกับ Huawei Mate 9 ครับ คือ 2 กล้องหลังวางในแนวตั้งอยู่ส่วนบนกึ่งกลางเครื่อง เหนือกล้องมีไฟแฟลช 1 ดวง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ใต้กล้องอีกที ซึ่งถือเป็นตำแหน่งวางตัวอ่านลายนิ้วมือที่ดีที่สุดแล้ว อยู่พอดีกับปลายนิ้วชี้ที่จะสัมผัสได้ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือก็ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์มือถือหัวเว่ยในยุคหลังๆ ครับ

ส่วนท้ายเครื่องมีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ MicroUSB พร้อมช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm ลำโพงพร้อมไมโครโฟนอย่างละตัว ด้านขวาก็เป็นปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียงและปุ่มล็อกจอ ส่วนด้านขวาเป็นถาดใส่ซิมแบบ Hybrid ต้องเลือกว่าจะใส่ซิม 2 หรือใส่ MicroSD โดยรวมแล้วถือว่าด้านหลังเครื่องออกแบบได้ดูดีครับ จะมีติบ้างตรงกล้องหลังยื่นออกมาเยอะ และขอบกล้องค่อนข้างคมครับ ต้องระวังว่าเลนส์จะไปเกี่ยวสิ่งอื่นๆ จนเป็นรอย หรือถ้าจะให้ปลอดภัยก็ใส่เคสสักหน่อยก็ดีครับ

ท้ายเครื่อง Huawei nova2i มีพอร์ต microUSB ช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm ลำโพงและไมโครโฟน

การออกแบบมือถือในกลุ่ม Full View ด้านหน้านั้นจะไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ครับ คือมีจอใหญ่และยาวมากอยู่ด้านหน้า ซึ่งจอของ Huawei nova2i นั้นถือว่าดีที่สุดในกลุ่มมือถือจอ Full View ด้วยความละเอียด Full HD+ หรือ 2,160 x 1,080 pixel ซึ่งมือถือระดับราคาใกล้ๆ กันนี้จะได้ความละเอียดแค่ HD 720P เท่านั้น ก็ให้คุณภาพจอที่ดีใช้ได้ครับ

ส่วนเรื่องเสียง Huawei nova2i ให้เสียงได้ดังดีครับ แม้จะมีลำโพงภายนอกแค่จุดเดียวก็ได้ยินชัดเจนฟังชัด ที่พิเศษแตกต่างจากสมาร์ทโฟนระดับราคานี้ทั่วไป คือการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth รองรับ codec aptX ด้วย ซึ่งเป็นการบีบอัดสัญญาณเสียงเพื่อส่งผ่านบลูทูธด้วยเทคนิคพิเศษ ทำให้เมื่อฟังกับหูฟังหรือลำโพงที่รองรับ aptX เหมือนกัน จะให้เสียงที่ดีกว่าการเชื่อมต่อ Bluetooth ทั่วไป

(คลิกอ่าน) Codec เสียงของ Bluetooth ตัวชี้วัดคุณภาพเสียงไร้สาย!

คำว่า Bluetooth นั้นจริงๆ เป็นแค่ชื่อมาตรฐานการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์เท่านั้นครับ ซึ่ง Bluetooth เวอร์ชั่นสูงขึ้น ก็หมายถึงส่งสัญญาณไร้สายได้เร็วขึ้น แต่สัญญาณเสียงที่ส่งไปจะมึคุณภาพแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการเข้ารหัสเสียงหรือ Codec ที่ใช้ด้วย

เทียบง่ายๆ ก็เหมือน Bluetooth คือรถตู้ที่วิ่งอยู่บนถนน เมื่อใช้ Bluetooth เวอร์ชั่นสูงขึ้นก็เหมือนอัปเกรดให้รถตู้ซิ่งแรงขึ้น ส่วน Codec ก็เหมือนสินค้าที่อยู่ในรถตู้ Codec คุณภาพดีก็เหมือนสินค้าคุณภาพดีแหละครับ

ซึ่งในโลกของ Bluetooth เราใช้ Codec 4 ตัวหลักๆ คือ

  • SBC (subband codec) มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth ที่อย่างน้อยๆ อุปกรณ์ Bluetooth ทั้งโลกต้องจัดการเสียงแบบ SBC ได้ ซึ่งรูปแบบนี้ก็ให้เสียงคุณภาพพื้นฐาน คือไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีสำหรับที่นักฟังเพลงจริงๆ ต้องการ ใช้ bit rate สูงสุดประมาณ 328 kbps
  • AAC (Advanced Audio Coding) รูปแบบการบีบอัดเสียงใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล และสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า SBC
  • LDAC รูปแบบการบีบอัดเสียงที่ Sony พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสียงระดับ Hires ผ่าน Bluetooth โดยให้ bit rate สูงสุดถึง 990 kbps รองรับความละเอียดเสียงแบบ Hi Res 24-bit 96 kHz ซึ่งเป็น codec ด้านเสียงสำหรับ Bluetooth ที่คุณภาพสูงมากตอนนี้ ตอนนี้ใช้ได้กับอุปกรณ์ของ Sony เป็นหลัก แต่ใน Android 8 Oreo มาตรฐาน LDAC ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Android แล้ว ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ LDAC เข้าไปในอุปกรณ์ตัวเอง แต่ก็ต้องมีการตกลงใช้สิทธิ์กับ Sony ก่อนผลิตด้วยนะ ไม่ใช่เป็น Android 8 แล้วจะใช้ LDAC ได้เลย
  • aptX รูปแบบการบีบอัดเสียงยอดนิยมอีกแบบ ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า SBC และมี Latency ต่ำ (คือเสียงไม่แลค เหมาะสำหรับการเล่นเกม) มาตรฐานของ aptX จะใช้บิทเรท 352 kbps สำหรับเสียงสเตอริโอ 16-bit 44.1 kHz และมีมาตรฐานใหม่คือ aptX HD ที่รองรับเสียง 24-bit 48 kHz จะใช้บิทเรท 576 kbps (มีอุปกรณ์อยู่ไม่กี่ตัวที่รองรับ aptX HD) ซึ่งตอนนี้ aptX เป็นของ Qualcomm ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ชิป Qualcomm บางตัวจะรองรับ รวมถึง Huawei nova2i ด้วย

ส่วนการฟังด้วยสายผ่านช่อง 3.5 mm ก็มีระบบประมวลผลเสียงเรียกว่า Huawei Histen ที่สามารถปรับมิติของเสียงให้ดีขึ้นได้ ซึ่งจากการทดลองฟังผ่านระบบ Histen ก็ให้เสียงดีขึ้นนะครับ แต่ทำให้เสียงพร่าตรงปลายเสียงบ้างครับ ลองฟังแล้วปรับแต่งตามที่ชอบดูนะครับ

กล้องหน้าคู่ของ Huawei nova2i

คุณภาพภาพถ่ายของ Huawei nova2i

เรื่องกล้องเป็นอีกเรื่องที่ nova2i เน้นนะครับ ด้วยการอัดเลนส์มาถึง 4 ตัว แบ่งเป็นกล้องหน้า 2 ตัวและกล้องหลังอีก 2 ตัว เพื่อให้สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนๆ ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง มาลองเจาะดูคุณภาพภาพกันครับ

ภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova2i พร้อมเปิดโหมดหลังเบลอ ก็ทำได้ค่อนข้างดี การเบลอของตัวรถมีการไล่ระยะสังเกตจากหลังคาที่เบลอมากกว่าบริเวณไฟรถ ภาพค่อนข้างสว่างเพราะกล้องเน้นให้หน้าคนสว่างขึ้นมา

ภาพในที่แสงน้อย Huawei nova2i เก็บสีสันได้ดี มี Noise บ้างเพราะอยู่ในที่แสงน้อยครับ

ภาพจากกล้องหน้าในโหมดหลังเบลอ ให้สีผิวชวนมอง การตัดขอบระหว่างบุคคลกับฉากหลังทำได้ดีระดับหนึ่ง

ลองถ่ายภาพแบบหลังเบลอให้ดูกันอีกสักภาพ

Selfie หน้าชัดหลังเบลอในที่แสงอาคารตอนกลางคืน

จุดเด่นคือสั่งเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ด้วยความที่ Huawei nova2i นั้นมี 4 กล้อง ทำให้ทำงานในโหมดหน้าชัดหลังเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนะครับ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของรุ่นนี้เลย ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้มา การละลายหลังของ nova2i นั้นแม่นยำพอสมควร ภาพส่วนใหญ่ที่ถ่ายในโหมดนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ถ้าช่างสังเกตหน่อย ตรงขอบบุคคลกับฉากหลังที่ละลายมักจะตัดขอบค่อนข้างคม ซึ่งทำให้รู้สึกแปลกๆ ตาบ้างครับ

ความดีงามของกล้อง Huawei nova2i คือมีโหมดถ่ายภาพมาให้เยอะมากครับ มาครบ จัดเต็ม จะขาดก็แค่โหมดสีสดเอกลักษณ์ของ Leica ที่มีใน P10, Mate9 เท่านั้นเอง โหมดเด่นๆ ก็เช่น

  • Pro Photo – ปรับค่า ISO, ความเร็วซัตเตอร์, White Balance, ระบบโฟกัส พร้อมเลือกถ่ายภาพเป็น RAW ได้ด้วย
  • Pro Video – โหมดโปรสำหรับวิดีโอ ปรับ White Balance, รูปแบบการวัดแสง, รูปแบบการโฟกัสได้
  • HDR – โหมด High Dynamic Range
  • Panorama – ถ่ายภาพวิวยาวๆ
  • Light Painting – โหมดไม้ตายของมือถือหัวเว่ยที่มีคนชอบเยอะมาก เพราะสามารถถ่ายดาว ถ่ายไฟรถวิ่งเป็นเส้น รวมถึงถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวลได้ ถ้าคุณใช้มือถือหัวเว่ย ต้องลองโหมดนี้ดูสักครั้ง
  • Night Shot – เปิดหน้ากล้องนานสำหรับการถ่ายภาพยามค่ำคืน

ตัวอย่างวิดีโอจาก Huawei nova2i

เก็บตกประสบการณ์ระหว่างรีวิว Huawei nova2i

ลักษณะของจอ Full View คือจะมีปุ่มขยายขนาดแอปให้เต็มจอได้ แต่ Huawei nova2i กลับไม่มีปุ่มขยายวิดีโอให้เต็มจอ 18:9

  • Huawei nova2i ไม่รองรับ Wifi 5 GHz ทำให้มีปัญหาบ้างสำหรับการใช้งานไวไฟในพื้นที่ที่มีสัญญาณหนาแน่น
  • ยังไม่มีฟังก์ชั่นขยายวิดีโอให้เต็มหน้าจอ 18:9 เมื่อทดลองดูหนังผ่าน Youtube และ iflix จะเห็นขอบดำด้านซ้าย-ขวา
  • มีความสามารถ App Twin ทำให้ใช้แอปอย่าง Facebook, LINE, facebook messenger ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
  • กดปุ่มเปลี่ยนแอปค้างไว้ เพื่อทำงานแบบ 2 หน้าจอได้ลื่นๆ
  • แบตทน อยู่ได้นานทั้งวันแบบเหลือๆ
  • รองรับการใช้งาน VoLTE ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดเจนขึ้น
  • มีลูกเล่นที่ใช้บ่อยๆ อย่างการแคปหน้าจอตามยาว
  • ทดสอบเซนเซอร์กับแอป Sensor box และ Gyroscope Test พบว่า Huawei nova2i ไม่มีเซนเซอร์ Gyroscope ทำให้ใช้งานแอปอย่าง Google Street View เพื่อถ่ายภาพ 360 องศาไม่ได้

สรุป Huawei nova2i สมาร์ทโฟนคุ้มราคา

ต้องถือว่า Huawei nova2i ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนราคาเกินหมื่นนิดๆ นะครับ ด้วยหน้าจอแบบ Full View ความละเอียด Full HD พร้อมกล้อง 4 ตัวที่พร้อมถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ใช้ facebook, line เปิดเว็บได้อย่างไม่มีติดขัด รวมถึงคนที่ชอบถ่ายภาพ selfies เมื่อเทียบกับราคา 10,900 บาทก็ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อย

สำหรับคนที่จอง Huawei nova2i ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 ตุลาคม

สำหรับช่วงจอง nova2i หัวเว่ยจัดโปรโมชั่นพิเศษ แถมของขวัญพิเศษเพื่อสุขภาพ 2 อย่าง รวมมูลค่า 5,980 บาท!

  • Huawei Color band A2 นาฬิกาอัจฉริยะเพื่อสุขภาพที่สามารถตรวจวัดการเต้นของหัวใจ บันทึกก้าวเดิน พร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่ มูลค่า 2,990 บาท
  • และ Huawei body fat scale เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะที่วัดมวลร่างกาย มวลไขมัน พร้อมซิงค์ผ่าน Bluetooth มาจัดการในสมาร์ทโฟนได้มูลค่า 2,990 บาท

โดย Huawei nova2i จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 28 ตุลาคม 2560

ของแถมจากการจอง Huawei nova2i คือนาฬิกาอัจฉริยะและเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Huawei nova2i

฿10,900
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • มีกล้องถึง 4 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่เป็นจอยาวด้วยสัดส่วน 18:9 ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไป ยังจับถือสบายอยู่
  • ได้จอ Full HD ในขนาดที่คู่แข่งระดับราคาใกล้กันเป็นจอ HD
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • ราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ ฟีเจอร์โดยรวมนั้นคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ยังคงใช้ช่องต่อแบบ microUSB
  • ไม่มีฟังก์ชั่นขยายวิดีโอให้เต็มจอ
  • โหมดถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอยังมีแนวโน้มที่จะตัดขอบบุคคลไม่เนียน
  • ไม่มี Gyroscope ทำให้ใช้กับแอปแนว VR ไม่ได้

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Huawei nova2i

฿10,900
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • มีกล้องถึง 4 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่เป็นจอยาวด้วยสัดส่วน 18:9 ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไป ยังจับถือสบายอยู่
  • ได้จอ Full HD ในขนาดที่คู่แข่งระดับราคาใกล้กันเป็นจอ HD
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • ราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ ฟีเจอร์โดยรวมนั้นคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ยังคงใช้ช่องต่อแบบ microUSB
  • ไม่มีฟังก์ชั่นขยายวิดีโอให้เต็มจอ
  • โหมดถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอยังมีแนวโน้มที่จะตัดขอบบุคคลไม่เนียน
  • ไม่มี Gyroscope ทำให้ใช้กับแอปแนว VR ไม่ได้

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

Huawei nova2i

฿10,900
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • มีกล้องถึง 4 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่เป็นจอยาวด้วยสัดส่วน 18:9 ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไป ยังจับถือสบายอยู่
  • ได้จอ Full HD ในขนาดที่คู่แข่งระดับราคาใกล้กันเป็นจอ HD
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • ราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ ฟีเจอร์โดยรวมนั้นคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ยังคงใช้ช่องต่อแบบ microUSB
  • ไม่มีฟังก์ชั่นขยายวิดีโอให้เต็มจอ
  • โหมดถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอยังมีแนวโน้มที่จะตัดขอบบุคคลไม่เนียน
  • ไม่มี Gyroscope ทำให้ใช้กับแอปแนว VR ไม่ได้

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!