Connect with us

Mobile Review

รีวิว Xiaomi Mi 6 สเปกระดับท็อป ราคาระดับกลาง

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

Published

on

ผู้ชม 5,084 ครั้ง!

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

สเปกของ Mi 6

  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 835 octa-core 2.45GHz
  • GPU : Adreno 540
  • RAM : 6 GB
  • ROM : 64 GB หรือ 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • หน้าจอ : 5.15 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p อัตราส่วน 16:9
  • กล้องหลัง : กล้องคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องตัวแรกเป็นเลนส์มุมกว้าง 27 mm f/1.8, กล้องอีกตัวเป็นเลนส์ซูม 2 เท่า 52 mm f/2.6 พร้อมแฟลช 2-tone
  • กล้องหน้า : 8 ล้านพิกเซล
  • ใส่ 2 Nano-sims แบบ Dual-standby รองรับ 4G ทั้งคู่ แต่เชื่อมต่อ 4G กับ 3G ได้พร้อมกัน
  • Android 7.1.1 ครอบด้วย MIUI 8.2
  • ราคา : รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

ประสิทธิภาพของ Mi 6

ขอบเครื่องสีทองที่เด่นมาก

เนื่องจาก Mi 6 ใช้ซีพียูตัวท็อปในตอนนี้คือ Snapdragon 835 ประสิทธิภาพจึงไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ชิปตัวนี้มากครับ (แต่ที่ต่างคือราคาขายถูกกว่ารุ่นท็อปค่ายอื่นๆ เป็นหมื่น!)

  • Geekbench 4 : Single Core ได้ 1930 คะแนน, Multi Core 5489 คะแนน และ Compute (วัดผล GPU) ได้คะแนน 7735 (เทียบกับ Galaxy S8 ได้คะแนน 1960, 6439, 8333 ตามลำดับ, iPhone 8 Plus ได้คะแนน 4213, 10113, 15525 ตามลำดับ)
  • 3DMark ใช้ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนน 3024 เทียบกับ Galaxy S8 ที่ได้ 3405
  • Androbench วัดความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล ได้ความเร็วในการอ่านต่อเนื่อง 725 MB/s เขียนต่อเนื่อง 226 MB/s

การออกแบบ Mi 6

เทียบกับ iPhone 7 ทางด้านซ้าย จะเห็นว่าเครื่องกว้างพอๆ กัน แต่ Mi 6 เครื่องยาวกว่า จอใหญ่กว่า

Xiaomi Mi 6 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนสเปกเรือธงเครื่องเล็กตัวหนึ่งในตลาดเลย ความกว้างเครื่องพอๆ กับ iPhone 6/7/8 แต่มีจอ 5.15 นิ้ว (iPhone จอ 4.7 นิ้ว) ก็ถือว่าว่าทำขอบได้เล็ก เครื่องเลยมีขนาดเล็ก ความรู้สึกในการจับถือก็มั่นคง ขนาดเครื่องพอดีมือ ฝาหลังก็โค้งรับอุ้งมือพอดี งานประกอบแน่นหนา จอภาพสดใส ดูชัดเจน ผู้ใช้จึงรู้สึกว่ามันเป็นมือถือที่มีราคา ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจว่าถือของดีอยู่ในมือ

 แต่ความมันเงาของเครื่องก็ทำให้เกิดปัญหา 2 อย่างคือรอยนิ้วมือติดง่าย และเครื่องลื่นมากจนเวลาเอาไปวางที่ไหนต้องระวัง เครื่องอาจจะลื่นไหลตกลงพื้นเองได้ ก็อาจจะต้องใส่เคสช่วยหน่อย (แต่ความสวยจะลดไปเยอะ) 

ฝาหลังเลอะง่ายเป็นเรื่องปกติ อย่าไปคิดมาก

การดีไซน์เครื่องนั้นแปลกตาพอสมควร ด้วยดีไซน์กระจกสะท้อนขอบมนทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะเครื่องสีน้ำเงินที่ได้มารีวิว ก็สะท้อนเป็นแสงสีน้ำเงินทั้งตัวเครื่องด้านหลังและขอบจอด้านหน้า ตัดกับส่วนขอบเฟรมเครื่องที่เป็น Stainless Steel สีทอง แม้ฝาหลังสีน้ำเงินสะท้อนแสงจะคล้ายๆ กับ HTC U11 แต่ขอบสีทองนี้แปลกตากว่าเครื่องอื่นๆ

ด้านหน้าของ Mi6 นั้นมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังกระจก พร้อมปุ่ม Recent App และ Back แบบสัมผัสอยู่ด้านข้างครับ ก็สามารถเข้าไปปรับได้ว่าจะให้ปุ่มซ้ายกับปุ่มขวาเป็นอะไร แถมปรับได้อีกว่าถ้ากดปุ่มค้างจะเป็นคำสั่งอะไร ซึ่งเราชอบการออกแบบที่มีปุ่มแยกออกมาแบบนี้นะ ทำให้ไม่เสียพื้นที่หน้าจออันมีค่าของ Android

ปุ่มด้านหน้า และฟังก์ชั่น Dual App

คุณภาพกล้องของ Mi 6

การถ่ายภาพนิ่ง

ภาพจากกล้องหน้าของ Mi 6

Xiaomi Mi 6 นั้นมีกล้อง 2 ตัวเป็นเลนส์ธรรมดากับเลนส์ซูมเหมือนกับ iPhone 7 Plus ครับ การจัดเลนส์แบบนี้ถือว่าตรงจริตผู้ใช้ที่มักจะซูมภาพด้วยมือถือกันอยู่แล้ว ทำให้การซูมภาพ 2 เท่ายังมีรายละเอียดชัดเจนดีอยู่เพราะทั้ง 2 เลนส์มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากัน

และเพราะว่าเป็นระบบเลนส์คู่จึงทำให้ Mi 6 สามารถใช้เลนส์ซูม 2 เท่าถ่ายภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือน iPhone 7 Plus เป๊ะ แถมการเบลอฉากหลังถือว่าทำได้แม่นยำมาก เนียนกว่าสมาร์ทโฟนหลายๆ ตัวที่เคยได้ลองมา ถ้าเราถ่ายในระยะตัวแบบกับมือถือห่างกันไม่เกิน 2 เมตรอย่างที่ระบบแนะนำนะ แต่การทำหน้าชัดหลังเบลอทำได้กับการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังเท่านั้น ไม่สามารถใช้กล้องหน้าถ่ายได้

โดยรวมแล้วกล้องของ Mi 6 ถือว่าดีกว่ากล้องของ Mi รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะการละลายหลังที่เนียนตา มีโหมดการทำงานหลายอย่าง

  • ถ่าย Panorama ได้ทั้งกล้องหลังเอาไว้ถ่ายวิว และกล้องหน้าที่เรียกว่าโหมด Group Selfies ทำให้เก็บคนได้เยอะขึ้น และเก็บวิวมาได้มากขึ้น
  • โหมดโปรที่สามารถปรับ White balance, ISO (เลือกได้สูงสุด 3200), ความเร็วชัตเตอร์ (เลือกได้ตั้งแต่ 1/1000 – 1/4s) ระยะโฟกัส
  • โหมด Tilt-Shift สำหรับถ่ายภาพให้เบลอเป็นระนาบ
  • มีฟิลเตอร์ภาพให้เลือกหลากหลาย

แต่ถ้าเทียบกับกล้องของสมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นอื่นๆ ก็ยังไม่เก่งเท่านะครับ เพราะไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้ ภาพที่ได้มักจะออกโทนมืดๆ ทึมๆ หน่อย การถ่ายภาพในที่แสงน้อยจะเห็นว่าสีดรอปลงชัดเจน

พอแสงน้อยหน่อย รูปก็ขาดความสดใสไปเยอะ

ส่วนกล้องหน้าก็ทำงานได้ดีครับ ผิวเนียนตาดี

IMG_20170926_191908
PANO_20170927_134445
IMG_20171017_163634_HDR
IMG_20171017_163530_HDR
IMG_20171017_163259_HDR
IMG_20170927_181033_HDR
IMG_20170926_125812
IMG_20170925_134942
IMG_20170924_180156_HDR
IMG_20170924_140645
IMG_20170922_202625_HHT
IMG_20170922_165231
IMG_20170921_114732

การถ่ายวิดีโอ

Xiaomi Mi 6 นั้นถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K ซึ่งคุณภาพวิดีโอที่ถ่ายออกมาได้ถือว่าดูคมและดูดีทีเดียว แต่จากวิดีโอตัวอย่างเราจะเห็นปัญหา 2 อย่างของการถ่ายวิดีโอคือ

  1. Mi 6 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกน (ตามที่หน้าเว็บบอก) แต่การถ่ายจริง ภาพสั่นไหวพอสมควร เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวอื่นๆ ไม่ว่าจะถ่าย 4K หรือ Full HD ภาพจะสั่นตามการเคลื่อนกล้องหมด
  2. การถ่ายวิดีโอจะไม่ได้ใช้เลนส์ที่ 2 เลย ไม่ว่าจะซูมภาพก่อนถ่ายหรือซูมระหว่างถ่าย คือการใช้เลนส์มุมกว้างมาซูมทั้งนั้น ไม่ได้ใช้เลนส์ 2x ช่วยเลย ซึ่งในวิดีโอตัวอย่างเราถ่ายเป็น 4K จะเห็นว่าระหว่างซูมวิดีโอ มันกระตุกด้วย

ประสบการณ์การใช้งาน Mi 6

หลังจากใช้งาน Mi 6 อยู่พักใหญ่ๆ ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานออกมาได้ดังนี้ครับ เริ่มจาก GPS ทำงานได้ดี ใช้นำทางรถยนต์ได้แม่นยำ และยังนำทางได้ไม่หวั่นแม้วิ่งใต้ทางด่วนหรือลงอุโมงค์ ไม่เจอปัญหารับสัญญาณ GPS ไม่ได้จนหยุดนำทางไป แต่เห็นหลายรีวิวในไทยเจอปัญหา GPS นะ ไม่แน่ใจว่ารอมมันแตกต่างกันรึเปล่า (เราเทสด้วย MIUI 8.5.1 Stable Global ROM) แต่เครื่องที่เราได้มารีวิว นำทางได้ดีเลย

อุปกรณ์ภายในกล่อง มีครบทุกอย่างยกเว้นหูฟัง

พอร์ต USB-C ที่มีให้พอร์ตเดียวนั้นทำงานได้หลายอย่าง นอกจากชาร์จแล้วยังสามารถเสียบฮับ USB-C เพื่ออ่าน SD Card หรือแฟลชไดร์ฟได้ด้วย

การเสียบหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm เพื่อต่อหูฟังนั้นทำได้หนาแน่นดี เสียงที่ออกจากเครื่องมาถึงหูฟังก็ดีพอสมควร แต่ตามสไตล์ Mi ที่ระบบปรับแต่งเสียงในเครื่องนั้นปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับหูฟังของ Mi เป็นหลัก ถ้าใช้หูฟังอื่นๆ ก็ต้องหาตัวเลือกที่เหมาะสมกันเอง (แต่ยังไงมือถือที่มีช่อง 3.5 mm ไปเลยก็ทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกกว่านะ) ส่วนลำโพงของตัวเครื่อง มีด้านล่างตัวเดียว เสียงดังใช้ได้ แต่เบสไม่มีเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไปครับ

เรื่องที่ชอบในมือถือจีน Mi 6 ก็มีครบถ้วน เช่น

  • ฟังก์ชั่นการบันทึกเสียงสนทนา ถ้าเป็น iPhone ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มนะ
  • ฟังก์ชั่นแคปหน้าจอตามยาว แคปดราม่าในแอปแชทสนุกเลย
  • ความสามารถ Dual Apps ที่ใช้งานแอปอย่าง Facebook, LINE, Messenger ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียวก็ทำได้
  • พร้อมความสามารถ Second Space ที่สร้างพื้นที่การใช้งานที่ 2 ในเครื่องได้ เหมือนมีโทรศัพท์ 2 เครื่องในเครื่องเดียว
  • App lock ที่ล็อกแอปที่ต้องการให้ใส่รหัสก่อน

เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าของ Mi 6 ทำงานได้ดีตามมาตรฐานของ Android ยุคนี้ (ที่ดีกว่า iPhone อีก) คือแตะเปิดจอได้รวดเร็ว โดยที่จอไม่ต้องเปิดขึ้นมาก่อน และสามารถใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกแอปที่ใช้ App lock ได้ด้วย หรือแอปที่ทำงานกับลายนิ้วมือได้เช่น 1Password ก็ใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกได้ทันที

ชาร์จไฟได้รวดเร็ว

Mi 6 นั้นรองรับการชาร์จแบบ Quick Charge 3.0 โดยอแดปเตอร์ที่แถมมาให้สามารถจ่ายไฟได้ 3 ระดับคือ 5V 3A, 9V 2A, 12V 1.5A ซึ่ง MIUI มีข้อดีตรงรายงานได้ด้วยว่าชาร์จไฟด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ ทำให้รู้ว่านอกจากหัวชาร์จเร็วที่ให้มาในกล่องแล้ว เราใช้หัวชาร์จอะไรชาร์จเร็วได้อีก แต่ความอึดของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำได้กลางๆ คือใช้พ้นวันสบายๆ แต่ไม่เหลือเยอะพอสำหรับใช้วันที่ 2 สักนิดสักหน่อย ซึ่งเราก็คาดหวังว่าแบตเตอรี่ 3350 mAh มันน่าจะอึดได้กว่านี้นะ

เก็บตกประสบการณ์ที่พบเจอจาก Mi 6

  • มีรีโมทสั่งงานทีวี เครื่องเสียงได้ด้วย ด้านบนของเครื่องจะมีช่อง Infrared อยู่
  • รองรับ Wifi 5 GHz และสามารถใช้ Hotspot แบบ 5GHz ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับคนที่ใช้ Wifi ในพื้นที่ที่มีสัญญาณหนาแน่น
  • ที่น่าแปลกใจคือลงแอป Netflix ไม่ได้เลย โดนบล็อก ส่วน iflix ลงได้ไม่มีปัญหา ใครที่ติดหนังจาก Netflix น่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้
  • ในระหว่างที่รีวิว การแจ้งเตือนของ MIUI นั้นมีปัญหากับ LINE คือมองไม่เห็นข้อความตัวอย่างที่เพื่อนส่งมาในไลน์ ก็ทำให้รำคาญเวลาใช้พอสมควร หวังว่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคต

รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

แกะกล่องพรีวิว OnePlus 6T กับลูกแก้ว นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดมาแล้ว

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
    กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

ตัวอย่างภาพจาก OnePlus 6T ที่ถ่ายในไลฟ์

ภาพจากกล้องหน้าของ OnePlus 6T

จุดเด่นของ OnePlus 6T

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้เซนเซอร์บนหน้าจอด้วยกัน
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกตของ OnePlus 6T

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ชาร์จไร้สายไม่ได้
  • ไม่มีช่องหูฟัง แต่มีหัวแปลงมาให้
  • ในกล่องไม่มีหูฟัง
  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ ส่วนสีม่วง Purple Thunder เปิดตัวแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายในไทยเมื่อไหร่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!