Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Xiaomi Mi 6 สเปกระดับท็อป ราคาระดับกลาง

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

สเปกของ Mi 6

  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 835 octa-core 2.45GHz
  • GPU : Adreno 540
  • RAM : 6 GB
  • ROM : 64 GB หรือ 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • หน้าจอ : 5.15 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p อัตราส่วน 16:9
  • กล้องหลัง : กล้องคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องตัวแรกเป็นเลนส์มุมกว้าง 27 mm f/1.8, กล้องอีกตัวเป็นเลนส์ซูม 2 เท่า 52 mm f/2.6 พร้อมแฟลช 2-tone
  • กล้องหน้า : 8 ล้านพิกเซล
  • ใส่ 2 Nano-sims แบบ Dual-standby รองรับ 4G ทั้งคู่ แต่เชื่อมต่อ 4G กับ 3G ได้พร้อมกัน
  • Android 7.1.1 ครอบด้วย MIUI 8.2
  • ราคา : รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

ประสิทธิภาพของ Mi 6

ขอบเครื่องสีทองที่เด่นมาก

เนื่องจาก Mi 6 ใช้ซีพียูตัวท็อปในตอนนี้คือ Snapdragon 835 ประสิทธิภาพจึงไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ชิปตัวนี้มากครับ (แต่ที่ต่างคือราคาขายถูกกว่ารุ่นท็อปค่ายอื่นๆ เป็นหมื่น!)

  • Geekbench 4 : Single Core ได้ 1930 คะแนน, Multi Core 5489 คะแนน และ Compute (วัดผล GPU) ได้คะแนน 7735 (เทียบกับ Galaxy S8 ได้คะแนน 1960, 6439, 8333 ตามลำดับ, iPhone 8 Plus ได้คะแนน 4213, 10113, 15525 ตามลำดับ)
  • 3DMark ใช้ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนน 3024 เทียบกับ Galaxy S8 ที่ได้ 3405
  • Androbench วัดความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล ได้ความเร็วในการอ่านต่อเนื่อง 725 MB/s เขียนต่อเนื่อง 226 MB/s

การออกแบบ Mi 6

เทียบกับ iPhone 7 ทางด้านซ้าย จะเห็นว่าเครื่องกว้างพอๆ กัน แต่ Mi 6 เครื่องยาวกว่า จอใหญ่กว่า

Xiaomi Mi 6 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนสเปกเรือธงเครื่องเล็กตัวหนึ่งในตลาดเลย ความกว้างเครื่องพอๆ กับ iPhone 6/7/8 แต่มีจอ 5.15 นิ้ว (iPhone จอ 4.7 นิ้ว) ก็ถือว่าว่าทำขอบได้เล็ก เครื่องเลยมีขนาดเล็ก ความรู้สึกในการจับถือก็มั่นคง ขนาดเครื่องพอดีมือ ฝาหลังก็โค้งรับอุ้งมือพอดี งานประกอบแน่นหนา จอภาพสดใส ดูชัดเจน ผู้ใช้จึงรู้สึกว่ามันเป็นมือถือที่มีราคา ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจว่าถือของดีอยู่ในมือ

 แต่ความมันเงาของเครื่องก็ทำให้เกิดปัญหา 2 อย่างคือรอยนิ้วมือติดง่าย และเครื่องลื่นมากจนเวลาเอาไปวางที่ไหนต้องระวัง เครื่องอาจจะลื่นไหลตกลงพื้นเองได้ ก็อาจจะต้องใส่เคสช่วยหน่อย (แต่ความสวยจะลดไปเยอะ) 

ฝาหลังเลอะง่ายเป็นเรื่องปกติ อย่าไปคิดมาก

การดีไซน์เครื่องนั้นแปลกตาพอสมควร ด้วยดีไซน์กระจกสะท้อนขอบมนทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะเครื่องสีน้ำเงินที่ได้มารีวิว ก็สะท้อนเป็นแสงสีน้ำเงินทั้งตัวเครื่องด้านหลังและขอบจอด้านหน้า ตัดกับส่วนขอบเฟรมเครื่องที่เป็น Stainless Steel สีทอง แม้ฝาหลังสีน้ำเงินสะท้อนแสงจะคล้ายๆ กับ HTC U11 แต่ขอบสีทองนี้แปลกตากว่าเครื่องอื่นๆ

ด้านหน้าของ Mi6 นั้นมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังกระจก พร้อมปุ่ม Recent App และ Back แบบสัมผัสอยู่ด้านข้างครับ ก็สามารถเข้าไปปรับได้ว่าจะให้ปุ่มซ้ายกับปุ่มขวาเป็นอะไร แถมปรับได้อีกว่าถ้ากดปุ่มค้างจะเป็นคำสั่งอะไร ซึ่งเราชอบการออกแบบที่มีปุ่มแยกออกมาแบบนี้นะ ทำให้ไม่เสียพื้นที่หน้าจออันมีค่าของ Android

ปุ่มด้านหน้า และฟังก์ชั่น Dual App

คุณภาพกล้องของ Mi 6

การถ่ายภาพนิ่ง

ภาพจากกล้องหน้าของ Mi 6

Xiaomi Mi 6 นั้นมีกล้อง 2 ตัวเป็นเลนส์ธรรมดากับเลนส์ซูมเหมือนกับ iPhone 7 Plus ครับ การจัดเลนส์แบบนี้ถือว่าตรงจริตผู้ใช้ที่มักจะซูมภาพด้วยมือถือกันอยู่แล้ว ทำให้การซูมภาพ 2 เท่ายังมีรายละเอียดชัดเจนดีอยู่เพราะทั้ง 2 เลนส์มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากัน

และเพราะว่าเป็นระบบเลนส์คู่จึงทำให้ Mi 6 สามารถใช้เลนส์ซูม 2 เท่าถ่ายภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือน iPhone 7 Plus เป๊ะ แถมการเบลอฉากหลังถือว่าทำได้แม่นยำมาก เนียนกว่าสมาร์ทโฟนหลายๆ ตัวที่เคยได้ลองมา ถ้าเราถ่ายในระยะตัวแบบกับมือถือห่างกันไม่เกิน 2 เมตรอย่างที่ระบบแนะนำนะ แต่การทำหน้าชัดหลังเบลอทำได้กับการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังเท่านั้น ไม่สามารถใช้กล้องหน้าถ่ายได้

โดยรวมแล้วกล้องของ Mi 6 ถือว่าดีกว่ากล้องของ Mi รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะการละลายหลังที่เนียนตา มีโหมดการทำงานหลายอย่าง

  • ถ่าย Panorama ได้ทั้งกล้องหลังเอาไว้ถ่ายวิว และกล้องหน้าที่เรียกว่าโหมด Group Selfies ทำให้เก็บคนได้เยอะขึ้น และเก็บวิวมาได้มากขึ้น
  • โหมดโปรที่สามารถปรับ White balance, ISO (เลือกได้สูงสุด 3200), ความเร็วชัตเตอร์ (เลือกได้ตั้งแต่ 1/1000 – 1/4s) ระยะโฟกัส
  • โหมด Tilt-Shift สำหรับถ่ายภาพให้เบลอเป็นระนาบ
  • มีฟิลเตอร์ภาพให้เลือกหลากหลาย

แต่ถ้าเทียบกับกล้องของสมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นอื่นๆ ก็ยังไม่เก่งเท่านะครับ เพราะไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้ ภาพที่ได้มักจะออกโทนมืดๆ ทึมๆ หน่อย การถ่ายภาพในที่แสงน้อยจะเห็นว่าสีดรอปลงชัดเจน

พอแสงน้อยหน่อย รูปก็ขาดความสดใสไปเยอะ

ส่วนกล้องหน้าก็ทำงานได้ดีครับ ผิวเนียนตาดี

IMG_20170926_191908
PANO_20170927_134445
IMG_20171017_163634_HDR
IMG_20171017_163530_HDR
IMG_20171017_163259_HDR
IMG_20170927_181033_HDR
IMG_20170926_125812
IMG_20170925_134942
IMG_20170924_180156_HDR
IMG_20170924_140645
IMG_20170922_202625_HHT
IMG_20170922_165231
IMG_20170921_114732

การถ่ายวิดีโอ

Xiaomi Mi 6 นั้นถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K ซึ่งคุณภาพวิดีโอที่ถ่ายออกมาได้ถือว่าดูคมและดูดีทีเดียว แต่จากวิดีโอตัวอย่างเราจะเห็นปัญหา 2 อย่างของการถ่ายวิดีโอคือ

  1. Mi 6 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกน (ตามที่หน้าเว็บบอก) แต่การถ่ายจริง ภาพสั่นไหวพอสมควร เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวอื่นๆ ไม่ว่าจะถ่าย 4K หรือ Full HD ภาพจะสั่นตามการเคลื่อนกล้องหมด
  2. การถ่ายวิดีโอจะไม่ได้ใช้เลนส์ที่ 2 เลย ไม่ว่าจะซูมภาพก่อนถ่ายหรือซูมระหว่างถ่าย คือการใช้เลนส์มุมกว้างมาซูมทั้งนั้น ไม่ได้ใช้เลนส์ 2x ช่วยเลย ซึ่งในวิดีโอตัวอย่างเราถ่ายเป็น 4K จะเห็นว่าระหว่างซูมวิดีโอ มันกระตุกด้วย

ประสบการณ์การใช้งาน Mi 6

หลังจากใช้งาน Mi 6 อยู่พักใหญ่ๆ ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานออกมาได้ดังนี้ครับ เริ่มจาก GPS ทำงานได้ดี ใช้นำทางรถยนต์ได้แม่นยำ และยังนำทางได้ไม่หวั่นแม้วิ่งใต้ทางด่วนหรือลงอุโมงค์ ไม่เจอปัญหารับสัญญาณ GPS ไม่ได้จนหยุดนำทางไป แต่เห็นหลายรีวิวในไทยเจอปัญหา GPS นะ ไม่แน่ใจว่ารอมมันแตกต่างกันรึเปล่า (เราเทสด้วย MIUI 8.5.1 Stable Global ROM) แต่เครื่องที่เราได้มารีวิว นำทางได้ดีเลย

อุปกรณ์ภายในกล่อง มีครบทุกอย่างยกเว้นหูฟัง

พอร์ต USB-C ที่มีให้พอร์ตเดียวนั้นทำงานได้หลายอย่าง นอกจากชาร์จแล้วยังสามารถเสียบฮับ USB-C เพื่ออ่าน SD Card หรือแฟลชไดร์ฟได้ด้วย

การเสียบหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm เพื่อต่อหูฟังนั้นทำได้หนาแน่นดี เสียงที่ออกจากเครื่องมาถึงหูฟังก็ดีพอสมควร แต่ตามสไตล์ Mi ที่ระบบปรับแต่งเสียงในเครื่องนั้นปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับหูฟังของ Mi เป็นหลัก ถ้าใช้หูฟังอื่นๆ ก็ต้องหาตัวเลือกที่เหมาะสมกันเอง (แต่ยังไงมือถือที่มีช่อง 3.5 mm ไปเลยก็ทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกกว่านะ) ส่วนลำโพงของตัวเครื่อง มีด้านล่างตัวเดียว เสียงดังใช้ได้ แต่เบสไม่มีเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไปครับ

เรื่องที่ชอบในมือถือจีน Mi 6 ก็มีครบถ้วน เช่น

  • ฟังก์ชั่นการบันทึกเสียงสนทนา ถ้าเป็น iPhone ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มนะ
  • ฟังก์ชั่นแคปหน้าจอตามยาว แคปดราม่าในแอปแชทสนุกเลย
  • ความสามารถ Dual Apps ที่ใช้งานแอปอย่าง Facebook, LINE, Messenger ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียวก็ทำได้
  • พร้อมความสามารถ Second Space ที่สร้างพื้นที่การใช้งานที่ 2 ในเครื่องได้ เหมือนมีโทรศัพท์ 2 เครื่องในเครื่องเดียว
  • App lock ที่ล็อกแอปที่ต้องการให้ใส่รหัสก่อน

เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าของ Mi 6 ทำงานได้ดีตามมาตรฐานของ Android ยุคนี้ (ที่ดีกว่า iPhone อีก) คือแตะเปิดจอได้รวดเร็ว โดยที่จอไม่ต้องเปิดขึ้นมาก่อน และสามารถใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกแอปที่ใช้ App lock ได้ด้วย หรือแอปที่ทำงานกับลายนิ้วมือได้เช่น 1Password ก็ใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกได้ทันที

ชาร์จไฟได้รวดเร็ว

Mi 6 นั้นรองรับการชาร์จแบบ Quick Charge 3.0 โดยอแดปเตอร์ที่แถมมาให้สามารถจ่ายไฟได้ 3 ระดับคือ 5V 3A, 9V 2A, 12V 1.5A ซึ่ง MIUI มีข้อดีตรงรายงานได้ด้วยว่าชาร์จไฟด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ ทำให้รู้ว่านอกจากหัวชาร์จเร็วที่ให้มาในกล่องแล้ว เราใช้หัวชาร์จอะไรชาร์จเร็วได้อีก แต่ความอึดของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำได้กลางๆ คือใช้พ้นวันสบายๆ แต่ไม่เหลือเยอะพอสำหรับใช้วันที่ 2 สักนิดสักหน่อย ซึ่งเราก็คาดหวังว่าแบตเตอรี่ 3350 mAh มันน่าจะอึดได้กว่านี้นะ

เก็บตกประสบการณ์ที่พบเจอจาก Mi 6

  • มีรีโมทสั่งงานทีวี เครื่องเสียงได้ด้วย ด้านบนของเครื่องจะมีช่อง Infrared อยู่
  • รองรับ Wifi 5 GHz และสามารถใช้ Hotspot แบบ 5GHz ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับคนที่ใช้ Wifi ในพื้นที่ที่มีสัญญาณหนาแน่น
  • ที่น่าแปลกใจคือลงแอป Netflix ไม่ได้เลย โดนบล็อก ส่วน iflix ลงได้ไม่มีปัญหา ใครที่ติดหนังจาก Netflix น่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้
  • ในระหว่างที่รีวิว การแจ้งเตือนของ MIUI นั้นมีปัญหากับ LINE คือมองไม่เห็นข้อความตัวอย่างที่เพื่อนส่งมาในไลน์ ก็ทำให้รำคาญเวลาใช้พอสมควร หวังว่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคต

รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!