Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Xiaomi Mi 6 สเปกระดับท็อป ราคาระดับกลาง

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
Xiaomi Mi 6
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

หลังจากที่ Xiaomi เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ ราคาคุ้มๆ จาก Mi มากขึ้นนะครับ ซึ่งเรือธงในปีนี้อย่าง Mi 6 ก็พร้อมให้แบไต๋รีวิวแล้ว

สเปกของ Mi 6

  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 835 octa-core 2.45GHz
  • GPU : Adreno 540
  • RAM : 6 GB
  • ROM : 64 GB หรือ 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • หน้าจอ : 5.15 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p อัตราส่วน 16:9
  • กล้องหลัง : กล้องคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องตัวแรกเป็นเลนส์มุมกว้าง 27 mm f/1.8, กล้องอีกตัวเป็นเลนส์ซูม 2 เท่า 52 mm f/2.6 พร้อมแฟลช 2-tone
  • กล้องหน้า : 8 ล้านพิกเซล
  • ใส่ 2 Nano-sims แบบ Dual-standby รองรับ 4G ทั้งคู่ แต่เชื่อมต่อ 4G กับ 3G ได้พร้อมกัน
  • Android 7.1.1 ครอบด้วย MIUI 8.2
  • ราคา : รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

ประสิทธิภาพของ Mi 6

ขอบเครื่องสีทองที่เด่นมาก

เนื่องจาก Mi 6 ใช้ซีพียูตัวท็อปในตอนนี้คือ Snapdragon 835 ประสิทธิภาพจึงไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ชิปตัวนี้มากครับ (แต่ที่ต่างคือราคาขายถูกกว่ารุ่นท็อปค่ายอื่นๆ เป็นหมื่น!)

  • Geekbench 4 : Single Core ได้ 1930 คะแนน, Multi Core 5489 คะแนน และ Compute (วัดผล GPU) ได้คะแนน 7735 (เทียบกับ Galaxy S8 ได้คะแนน 1960, 6439, 8333 ตามลำดับ, iPhone 8 Plus ได้คะแนน 4213, 10113, 15525 ตามลำดับ)
  • 3DMark ใช้ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนน 3024 เทียบกับ Galaxy S8 ที่ได้ 3405
  • Androbench วัดความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล ได้ความเร็วในการอ่านต่อเนื่อง 725 MB/s เขียนต่อเนื่อง 226 MB/s

การออกแบบ Mi 6

เทียบกับ iPhone 7 ทางด้านซ้าย จะเห็นว่าเครื่องกว้างพอๆ กัน แต่ Mi 6 เครื่องยาวกว่า จอใหญ่กว่า

Xiaomi Mi 6 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนสเปกเรือธงเครื่องเล็กตัวหนึ่งในตลาดเลย ความกว้างเครื่องพอๆ กับ iPhone 6/7/8 แต่มีจอ 5.15 นิ้ว (iPhone จอ 4.7 นิ้ว) ก็ถือว่าว่าทำขอบได้เล็ก เครื่องเลยมีขนาดเล็ก ความรู้สึกในการจับถือก็มั่นคง ขนาดเครื่องพอดีมือ ฝาหลังก็โค้งรับอุ้งมือพอดี งานประกอบแน่นหนา จอภาพสดใส ดูชัดเจน ผู้ใช้จึงรู้สึกว่ามันเป็นมือถือที่มีราคา ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจว่าถือของดีอยู่ในมือ

 แต่ความมันเงาของเครื่องก็ทำให้เกิดปัญหา 2 อย่างคือรอยนิ้วมือติดง่าย และเครื่องลื่นมากจนเวลาเอาไปวางที่ไหนต้องระวัง เครื่องอาจจะลื่นไหลตกลงพื้นเองได้ ก็อาจจะต้องใส่เคสช่วยหน่อย (แต่ความสวยจะลดไปเยอะ) 

ฝาหลังเลอะง่ายเป็นเรื่องปกติ อย่าไปคิดมาก

การดีไซน์เครื่องนั้นแปลกตาพอสมควร ด้วยดีไซน์กระจกสะท้อนขอบมนทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะเครื่องสีน้ำเงินที่ได้มารีวิว ก็สะท้อนเป็นแสงสีน้ำเงินทั้งตัวเครื่องด้านหลังและขอบจอด้านหน้า ตัดกับส่วนขอบเฟรมเครื่องที่เป็น Stainless Steel สีทอง แม้ฝาหลังสีน้ำเงินสะท้อนแสงจะคล้ายๆ กับ HTC U11 แต่ขอบสีทองนี้แปลกตากว่าเครื่องอื่นๆ

ด้านหน้าของ Mi6 นั้นมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังกระจก พร้อมปุ่ม Recent App และ Back แบบสัมผัสอยู่ด้านข้างครับ ก็สามารถเข้าไปปรับได้ว่าจะให้ปุ่มซ้ายกับปุ่มขวาเป็นอะไร แถมปรับได้อีกว่าถ้ากดปุ่มค้างจะเป็นคำสั่งอะไร ซึ่งเราชอบการออกแบบที่มีปุ่มแยกออกมาแบบนี้นะ ทำให้ไม่เสียพื้นที่หน้าจออันมีค่าของ Android

ปุ่มด้านหน้า และฟังก์ชั่น Dual App

คุณภาพกล้องของ Mi 6

การถ่ายภาพนิ่ง

ภาพจากกล้องหน้าของ Mi 6

Xiaomi Mi 6 นั้นมีกล้อง 2 ตัวเป็นเลนส์ธรรมดากับเลนส์ซูมเหมือนกับ iPhone 7 Plus ครับ การจัดเลนส์แบบนี้ถือว่าตรงจริตผู้ใช้ที่มักจะซูมภาพด้วยมือถือกันอยู่แล้ว ทำให้การซูมภาพ 2 เท่ายังมีรายละเอียดชัดเจนดีอยู่เพราะทั้ง 2 เลนส์มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากัน

และเพราะว่าเป็นระบบเลนส์คู่จึงทำให้ Mi 6 สามารถใช้เลนส์ซูม 2 เท่าถ่ายภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือน iPhone 7 Plus เป๊ะ แถมการเบลอฉากหลังถือว่าทำได้แม่นยำมาก เนียนกว่าสมาร์ทโฟนหลายๆ ตัวที่เคยได้ลองมา ถ้าเราถ่ายในระยะตัวแบบกับมือถือห่างกันไม่เกิน 2 เมตรอย่างที่ระบบแนะนำนะ แต่การทำหน้าชัดหลังเบลอทำได้กับการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังเท่านั้น ไม่สามารถใช้กล้องหน้าถ่ายได้

โดยรวมแล้วกล้องของ Mi 6 ถือว่าดีกว่ากล้องของ Mi รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะการละลายหลังที่เนียนตา มีโหมดการทำงานหลายอย่าง

  • ถ่าย Panorama ได้ทั้งกล้องหลังเอาไว้ถ่ายวิว และกล้องหน้าที่เรียกว่าโหมด Group Selfies ทำให้เก็บคนได้เยอะขึ้น และเก็บวิวมาได้มากขึ้น
  • โหมดโปรที่สามารถปรับ White balance, ISO (เลือกได้สูงสุด 3200), ความเร็วชัตเตอร์ (เลือกได้ตั้งแต่ 1/1000 – 1/4s) ระยะโฟกัส
  • โหมด Tilt-Shift สำหรับถ่ายภาพให้เบลอเป็นระนาบ
  • มีฟิลเตอร์ภาพให้เลือกหลากหลาย

แต่ถ้าเทียบกับกล้องของสมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นอื่นๆ ก็ยังไม่เก่งเท่านะครับ เพราะไม่สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้ ภาพที่ได้มักจะออกโทนมืดๆ ทึมๆ หน่อย การถ่ายภาพในที่แสงน้อยจะเห็นว่าสีดรอปลงชัดเจน

พอแสงน้อยหน่อย รูปก็ขาดความสดใสไปเยอะ

ส่วนกล้องหน้าก็ทำงานได้ดีครับ ผิวเนียนตาดี

IMG_20170926_191908
PANO_20170927_134445
IMG_20171017_163634_HDR
IMG_20171017_163530_HDR
IMG_20171017_163259_HDR
IMG_20170927_181033_HDR
IMG_20170926_125812
IMG_20170925_134942
IMG_20170924_180156_HDR
IMG_20170924_140645
IMG_20170922_202625_HHT
IMG_20170922_165231
IMG_20170921_114732

การถ่ายวิดีโอ

Xiaomi Mi 6 นั้นถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K ซึ่งคุณภาพวิดีโอที่ถ่ายออกมาได้ถือว่าดูคมและดูดีทีเดียว แต่จากวิดีโอตัวอย่างเราจะเห็นปัญหา 2 อย่างของการถ่ายวิดีโอคือ

  1. Mi 6 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกน (ตามที่หน้าเว็บบอก) แต่การถ่ายจริง ภาพสั่นไหวพอสมควร เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวอื่นๆ ไม่ว่าจะถ่าย 4K หรือ Full HD ภาพจะสั่นตามการเคลื่อนกล้องหมด
  2. การถ่ายวิดีโอจะไม่ได้ใช้เลนส์ที่ 2 เลย ไม่ว่าจะซูมภาพก่อนถ่ายหรือซูมระหว่างถ่าย คือการใช้เลนส์มุมกว้างมาซูมทั้งนั้น ไม่ได้ใช้เลนส์ 2x ช่วยเลย ซึ่งในวิดีโอตัวอย่างเราถ่ายเป็น 4K จะเห็นว่าระหว่างซูมวิดีโอ มันกระตุกด้วย

ประสบการณ์การใช้งาน Mi 6

หลังจากใช้งาน Mi 6 อยู่พักใหญ่ๆ ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานออกมาได้ดังนี้ครับ เริ่มจาก GPS ทำงานได้ดี ใช้นำทางรถยนต์ได้แม่นยำ และยังนำทางได้ไม่หวั่นแม้วิ่งใต้ทางด่วนหรือลงอุโมงค์ ไม่เจอปัญหารับสัญญาณ GPS ไม่ได้จนหยุดนำทางไป แต่เห็นหลายรีวิวในไทยเจอปัญหา GPS นะ ไม่แน่ใจว่ารอมมันแตกต่างกันรึเปล่า (เราเทสด้วย MIUI 8.5.1 Stable Global ROM) แต่เครื่องที่เราได้มารีวิว นำทางได้ดีเลย

อุปกรณ์ภายในกล่อง มีครบทุกอย่างยกเว้นหูฟัง

พอร์ต USB-C ที่มีให้พอร์ตเดียวนั้นทำงานได้หลายอย่าง นอกจากชาร์จแล้วยังสามารถเสียบฮับ USB-C เพื่ออ่าน SD Card หรือแฟลชไดร์ฟได้ด้วย

การเสียบหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm เพื่อต่อหูฟังนั้นทำได้หนาแน่นดี เสียงที่ออกจากเครื่องมาถึงหูฟังก็ดีพอสมควร แต่ตามสไตล์ Mi ที่ระบบปรับแต่งเสียงในเครื่องนั้นปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับหูฟังของ Mi เป็นหลัก ถ้าใช้หูฟังอื่นๆ ก็ต้องหาตัวเลือกที่เหมาะสมกันเอง (แต่ยังไงมือถือที่มีช่อง 3.5 mm ไปเลยก็ทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกกว่านะ) ส่วนลำโพงของตัวเครื่อง มีด้านล่างตัวเดียว เสียงดังใช้ได้ แต่เบสไม่มีเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไปครับ

เรื่องที่ชอบในมือถือจีน Mi 6 ก็มีครบถ้วน เช่น

  • ฟังก์ชั่นการบันทึกเสียงสนทนา ถ้าเป็น iPhone ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มนะ
  • ฟังก์ชั่นแคปหน้าจอตามยาว แคปดราม่าในแอปแชทสนุกเลย
  • ความสามารถ Dual Apps ที่ใช้งานแอปอย่าง Facebook, LINE, Messenger ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียวก็ทำได้
  • พร้อมความสามารถ Second Space ที่สร้างพื้นที่การใช้งานที่ 2 ในเครื่องได้ เหมือนมีโทรศัพท์ 2 เครื่องในเครื่องเดียว
  • App lock ที่ล็อกแอปที่ต้องการให้ใส่รหัสก่อน

เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าของ Mi 6 ทำงานได้ดีตามมาตรฐานของ Android ยุคนี้ (ที่ดีกว่า iPhone อีก) คือแตะเปิดจอได้รวดเร็ว โดยที่จอไม่ต้องเปิดขึ้นมาก่อน และสามารถใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกแอปที่ใช้ App lock ได้ด้วย หรือแอปที่ทำงานกับลายนิ้วมือได้เช่น 1Password ก็ใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกได้ทันที

ชาร์จไฟได้รวดเร็ว

Mi 6 นั้นรองรับการชาร์จแบบ Quick Charge 3.0 โดยอแดปเตอร์ที่แถมมาให้สามารถจ่ายไฟได้ 3 ระดับคือ 5V 3A, 9V 2A, 12V 1.5A ซึ่ง MIUI มีข้อดีตรงรายงานได้ด้วยว่าชาร์จไฟด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ ทำให้รู้ว่านอกจากหัวชาร์จเร็วที่ให้มาในกล่องแล้ว เราใช้หัวชาร์จอะไรชาร์จเร็วได้อีก แต่ความอึดของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำได้กลางๆ คือใช้พ้นวันสบายๆ แต่ไม่เหลือเยอะพอสำหรับใช้วันที่ 2 สักนิดสักหน่อย ซึ่งเราก็คาดหวังว่าแบตเตอรี่ 3350 mAh มันน่าจะอึดได้กว่านี้นะ

เก็บตกประสบการณ์ที่พบเจอจาก Mi 6

  • มีรีโมทสั่งงานทีวี เครื่องเสียงได้ด้วย ด้านบนของเครื่องจะมีช่อง Infrared อยู่
  • รองรับ Wifi 5 GHz และสามารถใช้ Hotspot แบบ 5GHz ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับคนที่ใช้ Wifi ในพื้นที่ที่มีสัญญาณหนาแน่น
  • ที่น่าแปลกใจคือลงแอป Netflix ไม่ได้เลย โดนบล็อก ส่วน iflix ลงได้ไม่มีปัญหา ใครที่ติดหนังจาก Netflix น่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้
  • ในระหว่างที่รีวิว การแจ้งเตือนของ MIUI นั้นมีปัญหากับ LINE คือมองไม่เห็นข้อความตัวอย่างที่เพื่อนส่งมาในไลน์ ก็ทำให้รำคาญเวลาใช้พอสมควร หวังว่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคต

รุ่นความจุ 64GB ราคา 13,790 บาท และรุ่นความจุ 128GB ราคา 15,990 บาท

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
Xiaomi Mi 6
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
Xiaomi Mi 6
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Xiaomi Mi 6

฿13,790
Xiaomi Mi 6
9.1

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.2/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

จุดเด่น

  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และงานประกอบชั้นดี
  • มี 2 เลนส์ เลนส์หนึ่งใช้ซูม 2 เท่า ถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้เนียนตา กล้องระบุตำแหน่งคนได้ชัดเจน (ถ้าไม่ถ่ายเกินระยะที่กล้องแนะนำ)
  • มีลูกเล่นที่สำคัญครบ เช่น อัดเสียงโทรศัพท์ได้ แคปจอแนวยาวได้ ลงแอป 2 บัญชีได้
  • ออกแบบเครื่องสวยสะดุดตา ขนาดกระทัดรัด
  • รองรับ Wifi 5 GHz ทั้งการรับสัญญาณและการทำ Hotspot

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • คุณภาพภาพถ่ายยังสู้เรือธงค่ายอื่นๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ถ่ายวิดีโอภาพสั่นจนนึกว่า Mi 6 ไม่มีกันสั่น และไม่ดึงเอาเลนส์ซูมมาใช้
  • กล้องหน้าไม่มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ
  • มีปัญหากับการแจ้งเตือนของแอป LINE ลงแอป Netflix ไม่ได้
  • ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!