Connect with us

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

 

หลังจากที่ Samsung ออก Galaxy S8 ที่มีหน้าจอเกือบเต็มขอบด้านหน้าทั้งหมดและมีสัดส่วนที่ยาวกว่าจอปกติ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมสมาร์ทโฟนหน้าจอยาวอย่างเป็นทางการนะครับ สมาร์ทโฟนที่ออกในครึ่งหลังของปีนี้ล้วนแต่เริ่มใช้หน้าจอสัดส่วน 18:9 ที่กินพื้นที่เกือบเต็มด้านหน้า ซึ่ง Vivo ก็เช่นกัน ส่ง V7+ สมาร์ทโฟนจอ Fullview ลงตลาดด้วยจุดเด่นกล้องหน้าเทพ Selfie สวย และระบบเสียงอย่างดีเช่นเคย

สเปกของ Vivo V7+

  • CPU : Snapdragon 450 Octa-Core ความเร็ว 1.8 GHz
  • RAM : 4 GB
  • ROM : 64 GB
  • รองรับ MicroSD สูงสุด 256 GB (พร้อมใส่ซิม 2 พร้อม MicroSD ได้ด้วย)
  • หน้าจอ : 5.99 นิ้ว แบบ IPS ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล
  • แบตเตอรี่ : 3,225 mAh
  • OS : Android 7.1.2
  • กล้องหน้า : 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมแฟลชสำหรับถ่าย Selfie
  • กล้องหลัง : 16 ล้านพิกเซล f/2.0

ประสิทธิภาพของ Vivo V7+

เห็น Vivo V7+ ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon ตระกูล 4 ก็อย่าคิดว่าประสิทธิภาพของมันจะไม่ดีนะครับ เจ้า Snapdragon 450 ตัวใหม่ล่าสุดของ Qualcomm ให้ผลทดสอบออกมาได้คะแนนดีที่สุดในคลาสนี้ (มือถือจอ Full View ราคาประมาณหมื่น) โดยได้คะแนนดังนี้

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single Core ที่ 767, คะแนน Multi Core ที่ 3,944 และคะแนน Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ที่ 3,113 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 913, 3273, 2723 ตามลำดับ
  • 3Dmark Slingshot extreme ได้คะแนน 436 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 328)
  • Androbench – read 300 / write 215 MB/s

ซึ่งจากการใช้งานจริงร่วมเดือน Vivo V7+ (คือดองรีวิวนานไง เลยใช้อยู่เป็นเดือน) ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลตลอด การใช้งาน facebook, line การท่องเว็บ การเรียกใช้กล้อง วันแรกลื่นไหลยังไง ผ่านมาเดือนหนึ่งก็ยังลื่นไหลอยู่แบบนั้น ถือว่าน่าประทับใจสำหรับสมาร์ทโฟนระดับราคากลางๆ ครับ ส่วนการเล่นเกม ROV ก็ลื่นไหลระดับหนึ่ง เปิดเอฟเฟกจนสุดก็ยังลื่น แต่ถ้าเจออะไรในฉากเยอะๆ เฟรมเรทจะตกจาก 30 fps บ้างนะครับ และการเล่นเกม Hitman: Sniper ในโหมด High ก็เล่นได้ลื่นดี อาจจะมีบางช่วงจังหวะซูมเข้าออกที่กระตุกบ้าง แต่ก็แสดงภาพสวยงาม และแสดงเต็มจอ 18:9 ของ V7+ ครับ

การออกแบบของ Vivo V7+

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Vivo V7+ มีเคสใส มีหูฟัง พร้อมอแดปเตอร์จ่ายไฟให้กำลัง 5V 1.6A

ด้านหน้าของ Vivo V7+ นั้นจัดว่าเรียบเลยตามสไตล์การออกแบบมือถือจอ Full View ในยุคนี้ จอ 5.99 นิ้วก็กินเนื้อที่ไปจนเกือบหมดด้านหน้าแล้วเหลือด้านบนที่เป็นพื้นที่ของหูฟัง กล้องหน้าและเซนเซอร์ต่างๆ ส่วนด้านล่างก็เป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่มีอะไร

ส่วนด้านหลังก็เรียบไม่แพ้ด้านหน้า โดยเครื่องที่เราได้รับมาเป็นสีดำ ก็ดำเรียบไปทั้งฝาหลัง มีเพียงโลโก้ Vivo และขีดเสาอากาศด้านบน-ล่างที่สะท้อนแสงเด่นออกมา ส่วนกล้องหลัง เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนั้นออกแบบในโทนดำให้กลืนไปกับฝาหลังก็ทำให้ฝาหลังนั้นสวยดีครับ

ในเรื่องของการจับถือ ก็เหมือนมือถือจอ 6 นิ้วแบบ Fullview รุ่นอื่นๆ ครับ คือถ้าใช้ 2 มือ ก็สบายดี มองสบายตา ใช้สบายใจ แต่ถ้าใช้มือเดียวนี่จะลำบากเพราะเครื่องบางและจอใหญ่ การจะพิมพ์คีย์บอร์ดหรือกดไปต่อ กดย้อนกลับล้วนลำบาก กลัวเครื่องตกเหลือเกิน

ในส่วนของหน้าจอที่มีความละเอียดแค่ HD 1440 x 720 pixel ไม่ใช่ Full HD เหมือนมือถือที่สเปกสูงกว่านี้ ถามว่าใช้แล้วรู้สึกติดขัดอะไรไหม ก็ไม่นะครับ จอ 6 นิ้วกับความละเอียดแบบ HD นั้นยังไปกันไหวอยู่ ถ้าไม่ได้ไปจ้องตัวอักษรให้เห็นรอยแตก มันก็เป็นจอที่ดีจอหนึ่ง ให้สีสันได้ครบถ้วน สีสันไม่เปลี่ยนไปมากนักเมื่อมองเอียง และการใช้จอความละเอียดไม่มากเกินไปก็ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่และทำให้เครื่องเร็วด้วย เพราะ CPU ไม่ต้องประมวลผลเยอะไป (คือจะบอกว่า ถ้าไม่ซีเรียดเรื่องความคมของตัวหนังสือ จอ HD ก็มีข้อดีนะ ไม่ใช่ถือเป็นข้อเสียของเครื่อง)

จอ 18:9 ของ Vivo V7+ ถือว่าทำซอฟต์แวร์ออกมารองรับได้ดี แอปแทบทุกตัวสามารถขยายพื้นที่จนเต็มหน้าจอขนาดใหญ่ได้ จะเล่นเกม เล่นเฟซบุ๊กก็เต็มจอหมด รวมถึงขยายวิดีโอบน Youtube และ LINE TV ให้แสดงเต็มหน้าจอได้ด้วย แต่แอปอย่าง iflix ก็ยังไม่รองรับการขยายวิดีโอเต็มหน้าจอ

Vivo V7+ ยังคงมีพอร์ต 3.5 mm มาให้ครับ ซึ่งถ้าฟังเพลงจากพอร์ตนี้จะให้เสียงที่ดีมาก แต่พอร์ตชาร์จดันเป็น MicroUSB อยู่ ก็ถือว่าน่าเสียดายสำหรับมือถือในยุคนี้ที่ไป USB-C กันส่วนใหญ่แล้ว

ประสบการณ์การใช้ Vivo V7+

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตอึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไป โทรศัพท์ เล่นเฟซบุ๊ก เล่น LINE สามารถอยู่ได้ 2 วันสบายๆ แบบหมดวันที่ 2 ยังมีแบตเตอรี่เหลืออยู่อีกหน่อย ก็ต้องยกความดีให้ Android 7 ที่จัดการพลังงานได้ดี ชิป Snapdragon 450 ที่กินไฟน้อย และหน้าจอ HD ที่กินไฟน้อยกว่า Full HD ครับ เพราะงั้นถ้าคุณใช้งานมันหนักมากๆ เช่นเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมง ก็เชื่อได้ว่ามันจะอยู่ได้ครบวัน

Vivo V7+ ดู Youtube, LINE TV เต็มจอ 18:9 ได้ อันนี้ดีงาม

การนำทางด้วย GPS ทำได้ดี ใช้เป็น GPS หลักนำทางในรถมาหลายทริป จับสัญญาณได้ดี ไม่มีอาการรวนเมื่อวิ่งใต้ทางด่วนหรือวิ่งลงอุโมงค์ ยังคงนำทางต่อเนื่องได้ เพียงแต่บางครั้ง (นานๆ ที) อาจจะจับเลนถนนผิดบ้าง เช่นอยู่ในทางหลักแต่จับเป็นทางคู่ขนาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของ GPS บนสมาร์ทโฟนครับ

Vivo V7+ สามารถปลดล็อกเครื่องได้ทั้งสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเครื่อง และสแกนใบหน้าผ่านกล้องหน้า ในส่วนของลายนิ้วมือคงไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะ มันดีเทียบเท่ากับตัวสแกนลายนิ้วมือของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในยุคปัจจุบันครับ (ซึ่งดีกว่า Touch ID ของ iPhone แล้ว) คือแตะปุ๊บก็ปลดล็อกจอให้อย่างรวดเร็ว สแกนนิ้วแม่น นิ้วชื้นๆ ก็ยังสามารถสแกนได้ และสามารถใช้เพื่อล็อกไม่ให้คนอื่นเข้าใช้แอปได้ด้วย ใช้กับแอปเก็บรหัสผ่านอย่าง 1Password ก็ได้

แต่ในส่วนของการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า มันทำงานได้เร็วมากครับ เร็วเกินไปด้วยซ้ำ เห็นหน้าก็ปลดล็อกเครื่องได้แล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนดีแต่มันไม่ดีครับ เพราะเราแทบไม่สามารถอ่านการแจ้งเตือนของโทรศัพท์แบบไม่ต้องปลดล็อกได้เลย (ซึ่ง iPhone X ทำเรื่องนี้ได้ดีกว่า คือแม้เจอหน้าเจ้าของและปลดล็อกเครื่องแล้ว แต่ผู้ใช้ก็ยังต้องปัดหน้าจอเพื่อเข้าสู่หน้าโฮมอยู่ดี) และการปลดล็อกด้วยใบหน้าจะให้ความปลอดภัยที่ต่ำกว่าปลดล็อกด้วย PIN หรือปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ เพราะใช้รูปถ่ายก็อาจจะปลดล็อกได้แล้ว จึงไม่แนะนำให้ใช้เท่าไหร่ครับ

Vivo V7+ ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD เจ๋งมาก!

เรื่องเสียง อันนี้ดีงามน้ำตาไหลเลย ก็ตามสไตล์ของ Vivo ที่เน้นเรื่องเสียงมากๆ  Vivo V7+ เลยใช้ชิป AK4376A ซึ่งถ้าเสียบหูฟังหรือต่อเครื่องเสียงผ่านช่อง 3.5 mm มันจะใช้ชิปเสียงตัวนี้และระบบปรับเสียง Hi-Fi ของเครื่องเพื่อปรับเสียงเพลงทั้งจากแอปฟังเพลงของเครื่องเอง หรือแอปฟังสตรีมอย่าง Spotify ให้เสียงดีขึ้น (เวลาเปิดใช้ระบบ Hi-Fi จะมีคำเตือนว่าเครื่องจะใช้พลังงานมากกว่าปกตินะ แบตเตอรี่อาจจะหมดเร็วหน่อย) ถ้าลองฟังเทียบกันจะรู้สึกเลยว่าเมื่อเปิดโหมด Hi-Fi เสียงจะอิ่ม แน่นมาก มันไม่ใช่การปรับเสียงกุ๊งกิ๊ง ให้เสียงใสๆ โปร่งๆ แบบที่หลายระบบเสียงในมือถือชอบทำกัน ระบบของ Vivo คือทำให้เสียงเต็มอิ่ม ฟังแล้วฟินมากขึ้นครับ รักมากระบบนี้ เสียอย่างเดียว มันทำงานร่วมกับหูฟัง Bluetooth ไม่ได้นะครับ เพราะสัญญาณเสียงจะไม่ได้วิ่งผ่าน DAC ตัวนี้

ส่วนลำโพงของเครื่องมีตัวเดียว ให้เสียงที่ดังใช้ได้ครับ คุณภาพเสียงจากลำโพงก็ดีตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนครับ ไม่ได้ดีหรือแย่จนต้องพูดถึง

การใช้งานเป็นโทรศัพท์ ก็ทำงานได้ดีครับ รองรับ 4G และใช้งาน VoLTE ได้ด้วย ทำให้โทรออกได้เร็ว เสียงสนทนาดังชัดเจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่เราใช้ด้วยนะครับว่าจะรองรับ VoLTE ไหม (แอดใช้ DTAC) แล้วฟังก์ชั่นที่เราชอบอย่างการบันทึกเสียงสนทนาก็มีให้ครับ

Vivo V7+ แบ่ง 2 จอเพื่อใช้งานได้ แต่ไม่ใช่ทุกแอปนะ

ฟีเจอร์แบบจีนๆ ที่เราชอบก็มีให้ครบ ทั้งการบันทึกหน้าจอตามแนวยาว การโคลนแอปเพื่อใช้ 2 บัญชีพร้อมกันก็มีมาให้ใช้ง่ายๆ แค่แตะค้างเพื่อเข้าโหมดลากเปลี่ยนตำแหน่งไอคอนแอปแล้วกด + ที่แอปที่รองรับเท่านั้นเอง แต่เท่าที่ลองใช้ตอนนี้มีแอปรองรับแค่ LINE กับ WeChat นะครับ พวก facebook ยังไม่รองรับ รวมถึงการแบ่งครึ่งหน้าจอใช้งาน 2 แอปก็ทำได้นะครับ แต่ไม่ได้ใช้งานกับแอปทั่วไปได้เหมือนที่ Pure Android ทำได้ แอปที่รองรับก็มีอย่าง facebook, line, youtube, Google Play Movies แต่ไม่รองรับการแบ่งครึ่งจอใน Chrome นะ

มีโหมดเกมสำหรับช่วยผู้เล่นเกมให้โดนขัดจังหวะน้อยลง โดยเกมที่เปิดใช้โหมดเกมจะมีความสามารถคือ รับสายเรียกเข้าอัตโนมัติแล้วเปิดลำโพงให้คุย ไม่ต้องละมือไปกดรับหรือตัดสาย หรือจะเลือกตัดสายไปทั้งหมดก็ได้ พร้อมบล็อก Notification ต่างๆ ไม่ให้แสดงระหว่างเล่นเกม ฟีเจอร์แบบนี้เกมเมอร์น่าจะชอบนะ

การถ่ายรูปด้วย Vivo V7+

กล้องหน้าที่ดีงาม

กล้องหน้าของ Vivo V7+ ถือว่าทำได้เยี่ยมตามความคาดหวังที่เราตั้งไว้กับมือถือของ Vivo นะครับ ให้สีผิวสวย มีโหมดหน้าสวยที่ปรับระดับความนวลปรับโทนสีผิวพร้อมปรับความขาวได้ และโหมดหน้าปกติที่คมชัด และแน่นอนตามสมัยนิยมกับโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ทำได้ดีในระดับหนึ่งมาให้ด้วย เอาเป็นว่าใครเน้นกล้องหน้า Vivo V7+ ไม่น่าจะทำให้ผิดหวังครับ

ปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

เปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่ที่แอบผิดหวังหน่อยๆ คือกล้องหลังครับ ในพื้นที่แสงเยอะก็ให้ภาพได้ดีอยู่ ถ่าย panorama แนวยาวก็สวย แต่ถ้าแสงน้อยลงมาหน่อยเช่นถ่ายในที่ร่ม หรือถ่ายกลางคืนจะเห็นว่าสีสันดรอปลงไปอย่างเห็นได้ชัด รายละเอียดหายไป White Balance ก็ไปในโทนเย็นมากกว่า และมีโอกาสที่ภาพจะเบลอได้ง่ายจากความเร็วชัตเตอร์ที่ลดลงด้วย

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ ออกมาดูดี

แต่พอแสงน้อยหน่อยเท่านั้นแหละ สีดรอป ถ่ายเบลอง่าย

ภาพถ่าย Panorama

กล้องของ Vivo V7+ สามารถถ่ายแบบ Live View ได้ด้วย คือถ่ายภาพแล้วจะมีวิดีโอสั้นๆ ติดมา แต่คุณภาพวิดีโอของ Live View นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ เลยไม่แนะนำ

ส่วนการถ่ายวิดีโอได้สูงสุดกล้องหลังที่ความละเอียด 1080p ก็ให้วิดีโอที่ดีระดับหนึ่ง เอาไปใช้งานทั่วๆ ไปได้ แต่ด้วยความที่กล้องไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวก็ทำให้การถ่ายวิดีโอต้องตั้งใจถือให้นิ่งหน่อย แล้วก็รายละเอียดของภาพยังไม่ดีเท่าไหร่ครับ ก็ตามราคาสำหรับมือถือระดับนี้

สรุป Vivo V7+ คุ้มราคาหรือไม่

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนแบบ Fullview ตัวแรกๆ ที่เปิดตัวสู่ผู้ใช้ในระดับราคาหมื่นต้นนะครับ ซึ่งหลังจาก V7+ เปิดตัวไปไม่นานก็มีคู่แข่งหลายแบรนด์เปิดตัวมือถือในราคาใกล้เคียงกันและมีจอ Fullview 18:9 เหมือนกันออกมา ทำให้ราคา 11,900 บาทของ V7+ กลายเป็นราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มไปซะงั้น

แต่ราคานี้เราได้เครื่องที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ดี กล้องหน้าดี และประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในกลุ่มราคานี้นะครับ ก็ประทับใจไม่น้อยหลังจากใช้มาเป็นเดือนแต่เครื่องก็ยังลื่นไหลอยู่ แถมแบตอึดมากระดับใช้ 2 วัน ถ้าใครเน้นเรื่องพวกนี้ Vivo V7+ ถือเป็นมือถือที่คุ้มราคาครับ

แต่จุดที่จะแพ้คู่แข่งที่ออกมาน่าจะเป็นเรื่องจอเป็นหลักเลย เอาจริงๆ ใช้ทั่วไปก็ไม่ได้สังเกตนะครับว่าจอมันไม่ละเอียด (อย่าง iPhone 6,7,8 ก็ไม่ใช่จอ Full HD นะ) แต่ใครที่แคร์ความเนียนของภาพในหน้าจอหน่อย ก็คงอยากพิจารณาตัวเลือกอื่นที่ได้จอ Full HD แทน

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!