Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Vivo V7+ ผู้นำทัพสมาร์ทโฟนจอยาวจาก Vivo

หลังจากที่ Samsung ออก Galaxy S8 ที่มีหน้าจอเกือบเต็มขอบด้านหน้าทั้งหมดและมีสัดส่วนที่ยาวกว่าจอปกติ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมสมาร์ทโฟนหน้าจอยาวอย่างเป็นทางการนะครับ สมาร์ทโฟนที่ออกในครึ่งหลังของปีนี้ล้วนแต่เริ่มใช้หน้าจอสัดส่วน 18:9 ที่กินพื้นที่เกือบเต็มด้านหน้า ซึ่ง Vivo ก็เช่นกัน ส่ง V7+ สมาร์ทโฟนจอ Fullview ลงตลาดด้วยจุดเด่นกล้องหน้าเทพ Selfie สวย และระบบเสียงอย่างดีเช่นเคย

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

8.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5 /10

คุณภาพกล้อง

8.5 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

 

หลังจากที่ Samsung ออก Galaxy S8 ที่มีหน้าจอเกือบเต็มขอบด้านหน้าทั้งหมดและมีสัดส่วนที่ยาวกว่าจอปกติ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมสมาร์ทโฟนหน้าจอยาวอย่างเป็นทางการนะครับ สมาร์ทโฟนที่ออกในครึ่งหลังของปีนี้ล้วนแต่เริ่มใช้หน้าจอสัดส่วน 18:9 ที่กินพื้นที่เกือบเต็มด้านหน้า ซึ่ง Vivo ก็เช่นกัน ส่ง V7+ สมาร์ทโฟนจอ Fullview ลงตลาดด้วยจุดเด่นกล้องหน้าเทพ Selfie สวย และระบบเสียงอย่างดีเช่นเคย

สเปกของ Vivo V7+

  • CPU : Snapdragon 450 Octa-Core ความเร็ว 1.8 GHz
  • RAM : 4 GB
  • ROM : 64 GB
  • รองรับ MicroSD สูงสุด 256 GB (พร้อมใส่ซิม 2 พร้อม MicroSD ได้ด้วย)
  • หน้าจอ : 5.99 นิ้ว แบบ IPS ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล
  • แบตเตอรี่ : 3,225 mAh
  • OS : Android 7.1.2
  • กล้องหน้า : 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมแฟลชสำหรับถ่าย Selfie
  • กล้องหลัง : 16 ล้านพิกเซล f/2.0

ประสิทธิภาพของ Vivo V7+

เห็น Vivo V7+ ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon ตระกูล 4 ก็อย่าคิดว่าประสิทธิภาพของมันจะไม่ดีนะครับ เจ้า Snapdragon 450 ตัวใหม่ล่าสุดของ Qualcomm ให้ผลทดสอบออกมาได้คะแนนดีที่สุดในคลาสนี้ (มือถือจอ Full View ราคาประมาณหมื่น) โดยได้คะแนนดังนี้

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single Core ที่ 767, คะแนน Multi Core ที่ 3,944 และคะแนน Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ที่ 3,113 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 913, 3273, 2723 ตามลำดับ
  • 3Dmark Slingshot extreme ได้คะแนน 436 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 328)
  • Androbench – read 300 / write 215 MB/s

ซึ่งจากการใช้งานจริงร่วมเดือน Vivo V7+ (คือดองรีวิวนานไง เลยใช้อยู่เป็นเดือน) ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลตลอด การใช้งาน facebook, line การท่องเว็บ การเรียกใช้กล้อง วันแรกลื่นไหลยังไง ผ่านมาเดือนหนึ่งก็ยังลื่นไหลอยู่แบบนั้น ถือว่าน่าประทับใจสำหรับสมาร์ทโฟนระดับราคากลางๆ ครับ ส่วนการเล่นเกม ROV ก็ลื่นไหลระดับหนึ่ง เปิดเอฟเฟกจนสุดก็ยังลื่น แต่ถ้าเจออะไรในฉากเยอะๆ เฟรมเรทจะตกจาก 30 fps บ้างนะครับ และการเล่นเกม Hitman: Sniper ในโหมด High ก็เล่นได้ลื่นดี อาจจะมีบางช่วงจังหวะซูมเข้าออกที่กระตุกบ้าง แต่ก็แสดงภาพสวยงาม และแสดงเต็มจอ 18:9 ของ V7+ ครับ

การออกแบบของ Vivo V7+

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Vivo V7+ มีเคสใส มีหูฟัง พร้อมอแดปเตอร์จ่ายไฟให้กำลัง 5V 1.6A

ด้านหน้าของ Vivo V7+ นั้นจัดว่าเรียบเลยตามสไตล์การออกแบบมือถือจอ Full View ในยุคนี้ จอ 5.99 นิ้วก็กินเนื้อที่ไปจนเกือบหมดด้านหน้าแล้วเหลือด้านบนที่เป็นพื้นที่ของหูฟัง กล้องหน้าและเซนเซอร์ต่างๆ ส่วนด้านล่างก็เป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่มีอะไร

ส่วนด้านหลังก็เรียบไม่แพ้ด้านหน้า โดยเครื่องที่เราได้รับมาเป็นสีดำ ก็ดำเรียบไปทั้งฝาหลัง มีเพียงโลโก้ Vivo และขีดเสาอากาศด้านบน-ล่างที่สะท้อนแสงเด่นออกมา ส่วนกล้องหลัง เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนั้นออกแบบในโทนดำให้กลืนไปกับฝาหลังก็ทำให้ฝาหลังนั้นสวยดีครับ

ในเรื่องของการจับถือ ก็เหมือนมือถือจอ 6 นิ้วแบบ Fullview รุ่นอื่นๆ ครับ คือถ้าใช้ 2 มือ ก็สบายดี มองสบายตา ใช้สบายใจ แต่ถ้าใช้มือเดียวนี่จะลำบากเพราะเครื่องบางและจอใหญ่ การจะพิมพ์คีย์บอร์ดหรือกดไปต่อ กดย้อนกลับล้วนลำบาก กลัวเครื่องตกเหลือเกิน

ในส่วนของหน้าจอที่มีความละเอียดแค่ HD 1440 x 720 pixel ไม่ใช่ Full HD เหมือนมือถือที่สเปกสูงกว่านี้ ถามว่าใช้แล้วรู้สึกติดขัดอะไรไหม ก็ไม่นะครับ จอ 6 นิ้วกับความละเอียดแบบ HD นั้นยังไปกันไหวอยู่ ถ้าไม่ได้ไปจ้องตัวอักษรให้เห็นรอยแตก มันก็เป็นจอที่ดีจอหนึ่ง ให้สีสันได้ครบถ้วน สีสันไม่เปลี่ยนไปมากนักเมื่อมองเอียง และการใช้จอความละเอียดไม่มากเกินไปก็ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่และทำให้เครื่องเร็วด้วย เพราะ CPU ไม่ต้องประมวลผลเยอะไป (คือจะบอกว่า ถ้าไม่ซีเรียดเรื่องความคมของตัวหนังสือ จอ HD ก็มีข้อดีนะ ไม่ใช่ถือเป็นข้อเสียของเครื่อง)

จอ 18:9 ของ Vivo V7+ ถือว่าทำซอฟต์แวร์ออกมารองรับได้ดี แอปแทบทุกตัวสามารถขยายพื้นที่จนเต็มหน้าจอขนาดใหญ่ได้ จะเล่นเกม เล่นเฟซบุ๊กก็เต็มจอหมด รวมถึงขยายวิดีโอบน Youtube และ LINE TV ให้แสดงเต็มหน้าจอได้ด้วย แต่แอปอย่าง iflix ก็ยังไม่รองรับการขยายวิดีโอเต็มหน้าจอ

Vivo V7+ ยังคงมีพอร์ต 3.5 mm มาให้ครับ ซึ่งถ้าฟังเพลงจากพอร์ตนี้จะให้เสียงที่ดีมาก แต่พอร์ตชาร์จดันเป็น MicroUSB อยู่ ก็ถือว่าน่าเสียดายสำหรับมือถือในยุคนี้ที่ไป USB-C กันส่วนใหญ่แล้ว

ประสบการณ์การใช้ Vivo V7+

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตอึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไป โทรศัพท์ เล่นเฟซบุ๊ก เล่น LINE สามารถอยู่ได้ 2 วันสบายๆ แบบหมดวันที่ 2 ยังมีแบตเตอรี่เหลืออยู่อีกหน่อย ก็ต้องยกความดีให้ Android 7 ที่จัดการพลังงานได้ดี ชิป Snapdragon 450 ที่กินไฟน้อย และหน้าจอ HD ที่กินไฟน้อยกว่า Full HD ครับ เพราะงั้นถ้าคุณใช้งานมันหนักมากๆ เช่นเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมง ก็เชื่อได้ว่ามันจะอยู่ได้ครบวัน

Vivo V7+ ดู Youtube, LINE TV เต็มจอ 18:9 ได้ อันนี้ดีงาม

การนำทางด้วย GPS ทำได้ดี ใช้เป็น GPS หลักนำทางในรถมาหลายทริป จับสัญญาณได้ดี ไม่มีอาการรวนเมื่อวิ่งใต้ทางด่วนหรือวิ่งลงอุโมงค์ ยังคงนำทางต่อเนื่องได้ เพียงแต่บางครั้ง (นานๆ ที) อาจจะจับเลนถนนผิดบ้าง เช่นอยู่ในทางหลักแต่จับเป็นทางคู่ขนาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของ GPS บนสมาร์ทโฟนครับ

Vivo V7+ สามารถปลดล็อกเครื่องได้ทั้งสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเครื่อง และสแกนใบหน้าผ่านกล้องหน้า ในส่วนของลายนิ้วมือคงไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะ มันดีเทียบเท่ากับตัวสแกนลายนิ้วมือของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในยุคปัจจุบันครับ (ซึ่งดีกว่า Touch ID ของ iPhone แล้ว) คือแตะปุ๊บก็ปลดล็อกจอให้อย่างรวดเร็ว สแกนนิ้วแม่น นิ้วชื้นๆ ก็ยังสามารถสแกนได้ และสามารถใช้เพื่อล็อกไม่ให้คนอื่นเข้าใช้แอปได้ด้วย ใช้กับแอปเก็บรหัสผ่านอย่าง 1Password ก็ได้

แต่ในส่วนของการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า มันทำงานได้เร็วมากครับ เร็วเกินไปด้วยซ้ำ เห็นหน้าก็ปลดล็อกเครื่องได้แล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนดีแต่มันไม่ดีครับ เพราะเราแทบไม่สามารถอ่านการแจ้งเตือนของโทรศัพท์แบบไม่ต้องปลดล็อกได้เลย (ซึ่ง iPhone X ทำเรื่องนี้ได้ดีกว่า คือแม้เจอหน้าเจ้าของและปลดล็อกเครื่องแล้ว แต่ผู้ใช้ก็ยังต้องปัดหน้าจอเพื่อเข้าสู่หน้าโฮมอยู่ดี) และการปลดล็อกด้วยใบหน้าจะให้ความปลอดภัยที่ต่ำกว่าปลดล็อกด้วย PIN หรือปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ เพราะใช้รูปถ่ายก็อาจจะปลดล็อกได้แล้ว จึงไม่แนะนำให้ใช้เท่าไหร่ครับ

Vivo V7+ ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD เจ๋งมาก!

เรื่องเสียง อันนี้ดีงามน้ำตาไหลเลย ก็ตามสไตล์ของ Vivo ที่เน้นเรื่องเสียงมากๆ  Vivo V7+ เลยใช้ชิป AK4376A ซึ่งถ้าเสียบหูฟังหรือต่อเครื่องเสียงผ่านช่อง 3.5 mm มันจะใช้ชิปเสียงตัวนี้และระบบปรับเสียง Hi-Fi ของเครื่องเพื่อปรับเสียงเพลงทั้งจากแอปฟังเพลงของเครื่องเอง หรือแอปฟังสตรีมอย่าง Spotify ให้เสียงดีขึ้น (เวลาเปิดใช้ระบบ Hi-Fi จะมีคำเตือนว่าเครื่องจะใช้พลังงานมากกว่าปกตินะ แบตเตอรี่อาจจะหมดเร็วหน่อย) ถ้าลองฟังเทียบกันจะรู้สึกเลยว่าเมื่อเปิดโหมด Hi-Fi เสียงจะอิ่ม แน่นมาก มันไม่ใช่การปรับเสียงกุ๊งกิ๊ง ให้เสียงใสๆ โปร่งๆ แบบที่หลายระบบเสียงในมือถือชอบทำกัน ระบบของ Vivo คือทำให้เสียงเต็มอิ่ม ฟังแล้วฟินมากขึ้นครับ รักมากระบบนี้ เสียอย่างเดียว มันทำงานร่วมกับหูฟัง Bluetooth ไม่ได้นะครับ เพราะสัญญาณเสียงจะไม่ได้วิ่งผ่าน DAC ตัวนี้

ส่วนลำโพงของเครื่องมีตัวเดียว ให้เสียงที่ดังใช้ได้ครับ คุณภาพเสียงจากลำโพงก็ดีตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนครับ ไม่ได้ดีหรือแย่จนต้องพูดถึง

การใช้งานเป็นโทรศัพท์ ก็ทำงานได้ดีครับ รองรับ 4G และใช้งาน VoLTE ได้ด้วย ทำให้โทรออกได้เร็ว เสียงสนทนาดังชัดเจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่เราใช้ด้วยนะครับว่าจะรองรับ VoLTE ไหม (แอดใช้ DTAC) แล้วฟังก์ชั่นที่เราชอบอย่างการบันทึกเสียงสนทนาก็มีให้ครับ

Vivo V7+ แบ่ง 2 จอเพื่อใช้งานได้ แต่ไม่ใช่ทุกแอปนะ

ฟีเจอร์แบบจีนๆ ที่เราชอบก็มีให้ครบ ทั้งการบันทึกหน้าจอตามแนวยาว การโคลนแอปเพื่อใช้ 2 บัญชีพร้อมกันก็มีมาให้ใช้ง่ายๆ แค่แตะค้างเพื่อเข้าโหมดลากเปลี่ยนตำแหน่งไอคอนแอปแล้วกด + ที่แอปที่รองรับเท่านั้นเอง แต่เท่าที่ลองใช้ตอนนี้มีแอปรองรับแค่ LINE กับ WeChat นะครับ พวก facebook ยังไม่รองรับ รวมถึงการแบ่งครึ่งหน้าจอใช้งาน 2 แอปก็ทำได้นะครับ แต่ไม่ได้ใช้งานกับแอปทั่วไปได้เหมือนที่ Pure Android ทำได้ แอปที่รองรับก็มีอย่าง facebook, line, youtube, Google Play Movies แต่ไม่รองรับการแบ่งครึ่งจอใน Chrome นะ

มีโหมดเกมสำหรับช่วยผู้เล่นเกมให้โดนขัดจังหวะน้อยลง โดยเกมที่เปิดใช้โหมดเกมจะมีความสามารถคือ รับสายเรียกเข้าอัตโนมัติแล้วเปิดลำโพงให้คุย ไม่ต้องละมือไปกดรับหรือตัดสาย หรือจะเลือกตัดสายไปทั้งหมดก็ได้ พร้อมบล็อก Notification ต่างๆ ไม่ให้แสดงระหว่างเล่นเกม ฟีเจอร์แบบนี้เกมเมอร์น่าจะชอบนะ

การถ่ายรูปด้วย Vivo V7+

กล้องหน้าที่ดีงาม

กล้องหน้าของ Vivo V7+ ถือว่าทำได้เยี่ยมตามความคาดหวังที่เราตั้งไว้กับมือถือของ Vivo นะครับ ให้สีผิวสวย มีโหมดหน้าสวยที่ปรับระดับความนวลปรับโทนสีผิวพร้อมปรับความขาวได้ และโหมดหน้าปกติที่คมชัด และแน่นอนตามสมัยนิยมกับโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ทำได้ดีในระดับหนึ่งมาให้ด้วย เอาเป็นว่าใครเน้นกล้องหน้า Vivo V7+ ไม่น่าจะทำให้ผิดหวังครับ

ปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

เปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่ที่แอบผิดหวังหน่อยๆ คือกล้องหลังครับ ในพื้นที่แสงเยอะก็ให้ภาพได้ดีอยู่ ถ่าย panorama แนวยาวก็สวย แต่ถ้าแสงน้อยลงมาหน่อยเช่นถ่ายในที่ร่ม หรือถ่ายกลางคืนจะเห็นว่าสีสันดรอปลงไปอย่างเห็นได้ชัด รายละเอียดหายไป White Balance ก็ไปในโทนเย็นมากกว่า และมีโอกาสที่ภาพจะเบลอได้ง่ายจากความเร็วชัตเตอร์ที่ลดลงด้วย

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ ออกมาดูดี

แต่พอแสงน้อยหน่อยเท่านั้นแหละ สีดรอป ถ่ายเบลอง่าย

ภาพถ่าย Panorama

กล้องของ Vivo V7+ สามารถถ่ายแบบ Live View ได้ด้วย คือถ่ายภาพแล้วจะมีวิดีโอสั้นๆ ติดมา แต่คุณภาพวิดีโอของ Live View นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ เลยไม่แนะนำ

ส่วนการถ่ายวิดีโอได้สูงสุดกล้องหลังที่ความละเอียด 1080p ก็ให้วิดีโอที่ดีระดับหนึ่ง เอาไปใช้งานทั่วๆ ไปได้ แต่ด้วยความที่กล้องไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวก็ทำให้การถ่ายวิดีโอต้องตั้งใจถือให้นิ่งหน่อย แล้วก็รายละเอียดของภาพยังไม่ดีเท่าไหร่ครับ ก็ตามราคาสำหรับมือถือระดับนี้

สรุป Vivo V7+ คุ้มราคาหรือไม่

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนแบบ Fullview ตัวแรกๆ ที่เปิดตัวสู่ผู้ใช้ในระดับราคาหมื่นต้นนะครับ ซึ่งหลังจาก V7+ เปิดตัวไปไม่นานก็มีคู่แข่งหลายแบรนด์เปิดตัวมือถือในราคาใกล้เคียงกันและมีจอ Fullview 18:9 เหมือนกันออกมา ทำให้ราคา 11,900 บาทของ V7+ กลายเป็นราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มไปซะงั้น

แต่ราคานี้เราได้เครื่องที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ดี กล้องหน้าดี และประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในกลุ่มราคานี้นะครับ ก็ประทับใจไม่น้อยหลังจากใช้มาเป็นเดือนแต่เครื่องก็ยังลื่นไหลอยู่ แถมแบตอึดมากระดับใช้ 2 วัน ถ้าใครเน้นเรื่องพวกนี้ Vivo V7+ ถือเป็นมือถือที่คุ้มราคาครับ

แต่จุดที่จะแพ้คู่แข่งที่ออกมาน่าจะเป็นเรื่องจอเป็นหลักเลย เอาจริงๆ ใช้ทั่วไปก็ไม่ได้สังเกตนะครับว่าจอมันไม่ละเอียด (อย่าง iPhone 6,7,8 ก็ไม่ใช่จอ Full HD นะ) แต่ใครที่แคร์ความเนียนของภาพในหน้าจอหน่อย ก็คงอยากพิจารณาตัวเลือกอื่นที่ได้จอ Full HD แทน

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Vivo X21 มือถือสแกนนิ้วมือใต้จอ พร้อมชิปเสียง Hi-Fi และกล้อง AI

มือถือรุ่นแรกๆ ในไทยที่สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอได้ เป็นยังไง เราจัดรีวิวมาให้แล้ว!

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

8.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5 /10

คุณภาพกล้อง

8.5 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

เว็บแบไต๋เรานำเสนอข่าวเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้จอภาพมาตลอดนะครับ ตั้งแต่ที่ Vivo เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีนี้ในปีที่แล้ว และวันนี้เราก็ได้ Vivo X21 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ในไทยที่ย้ายตำแหน่งสแกนนิ้วมือมาอยู่บนจอภาพเลย แปะนิ้วกันโต้งๆ บนภาพในจอเพื่อปลดล็อกเครื่องมารีวิวให้อ่านกัน หลังจากใช้งานจริงอยู่เกือบสัปดาห์

ว่าด้วยเซนเซอร์สแกนนิ้วใต้หน้าจอตัวใหม่ของ Vivo X21

  • เซนเซอร์สแกนนิ้วใต้จอมันว้าวมาก น่าจะทำให้ดีไซน์มือถือในยุคหน้าเปลี่ยนไปได้อีก
  • เซนเซอร์ตัวใหม่นี้ทำงานได้เหมือนเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่เคยใช้ ใช้กับแอปธนาคาร หรือแอปที่ใช้ลายนิ้วมือได้ทั้งหมด
  • จุดสังเกตคือความเร็วในการอ่านลายนิ้วมือจะช้าหน่อย แตะแล้วรอแปร๊บ

สิ่งที่พิเศษที่สุดของ Vivo X21 ที่ขายในเมืองไทยคือมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้หน้าจอเลย เวลาจะใช้งานเครื่องก็กดนิ้วแน่นๆ ลงบนจุดที่ขึ้นสัญลักษณ์สแกนนิ้วบนจอ ซึ่งเซนเซอร์สแกนนิ้วมือแบบนี้น่าจะทำให้มือถือในยุคต่อไปสามารถดีไซน์ให้เรียบหรูได้อีก ไม่ต้องมาหาตำแหน่งวางจุดสแกนนิ้วมือบนตัวเครื่องแล้ว แล้วก็ไม่ต้องตัดทิ้งไปเลยแบบที่ iPhone X ทำ ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนยุคของมือถือไปอีกครับ (ระยะหลังมือถือ Android เราเปลี่ยนดีไซน์มา 2 ยุคแล้วนะครับ จากมือถือธรรมดาก็เป็นมือถือจอยาว Full View แล้วก็มายุคจอบากในตอนนี้ ส่วนยุคหน้าก็น่าจะเป็นดีไซน์เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือบนจอนี่แหละ)

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนจอของ Vivo X21 นั้นทำงานได้เหมือนเซนเซอร์สแกนนิ้วมือทั่วไปนะครับ คือใช้งานได้ทั้งปลดล็อกเครื่อง หรือใช้เข้าแอปที่มีความปลอดภัยสูงต่างๆ เช่นแอปเก็บรหัสผ่าน แอปธนาคาร หรือใช้ลายนิ้วมือจ่ายเงิน LINE Pay ก็ทำได้ทั้งหมดครับ ซึ่งเวลากดนิ้วมือเข้าไปที่จุดสแกนก็จะมีกราฟิกลายวงจรเท่ๆ ว่ากำลังอ่านลายนิ้วมืออยู่ มันเจ๋งมาก แถมแม้จะติดฟิล์มกันรอยก็ยังใช้งานตัวอ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอตัวได้ครับ (Vivo X21 ติดฟิล์มมาให้ตั้งแต่โรงงาน แต่เข้าใจว่าเป็นฟิล์มที่ออกมาพิเศษให้ไม่รบกวนการสแกนลายนิ้วมือ)

ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอนี้มีเรื่องเดียวครับ คือแตะแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะผ่าน แล้วก็ต้องให้น้ำหนักกับการกดนิ้วลงบนจอนิดหนึ่งถึงจะผ่าน ไม่เหมือนเซนเซอร์แยกแบบเดิมที่แตะแล้วแทบจะผ่านทันที ก็ต้องรอการพัฒนาอีกหน่อยครับ ถือว่าตอนนี้เป็นรุ่นแรกที่ออกสู่ท้องตลาดนะ)

และ Vivo X21 นั้นสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าเช่นเดียวกันครับ แต่แอดไม่เคยชอบฟังก์ชั่นการสแกนหน้าของมือถือตัวไหนเลย มันไม่สะดวกเหมือนสแกนลายนิ้วมือ เลยไม่ได้เทสให้อ่านกันนะครับ 😛

ดีไซน์ตัวเครื่อง Vivo X21

  • สัมผัสในการจับถือแตกต่างจากมือถือทั่วไป ด้วยขอบเครื่องที่โค้งบางลงทั้งซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าเครื่องบาง สีสันของเครื่องก็ดูดี
  • หน้าจอ Super AMOLED ให้ความสดใส ภาพชัดเจนดีมาก รองรับขอบเขตสีระดับ DCI-P3
  • ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง มันจะลื่นๆ หน่อย ถ้าไม่ใส่เคสก็ระวังเครื่องลื่นตก

ตัวเครื่องของ Vivo X21 ออกแบบได้แตกต่างจากสมาร์ทโฟนยุคนี้ไปบ้างนะครับ โอเคแหละเราเห็นรอยบากบนจอ และกล้องคู่ด้านหลังที่วางแนวตั้งให้มีกลิ่นของ iPhone X อยู่บ้าง แต่ถ้าได้จับเครื่องจะรู้สึกเลยว่ามันแตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ตอนนี้ คือสัมผัสของขอบเครื่องมันจะเรียวกว่า ทั้งจากกระจกด้านหลังเครื่องที่โค้งซ้าย-ขวาเข้ารับมือ และขอบเครื่องแหลมกว่าเครื่องทั่วไป ทำให้รู้สึกว่าเครื่องบาง เข้ารูปเข้ามือดี โดยเครื่องที่เราได้รับมารีวิวเป็นสีเทา-ดำ อารมณ์แบบ Gunmetal Gray ก็เป็นสีที่ดูขรึมและดูคลาสซี่มาก และมีอีกสีหนึ่งคือสีแดงที่สวยงามไปอีกแบบครับ

ด้วยความที่ฝาหลังเป็นกระจกและโค้งทั้ง 2 ข้าง ก็ทำให้สัมผัสของตัวเครื่องค่อนข้างลื่นนะครับ เวลาอยู่ในมืออาจจะไม่เท่าไหร่ อาจเพราะเครื่องบางด้วยแหละ ก็ยังเกาะนิ้วมือดีอยู่ ไม่ลื่นตกจากมือไปไหน แต่ถ้าวางบนโต๊ะ บนโซฟา หรือที่ต่างๆ ต้องระวังเครื่องลื่นตกให้ดีๆ นะครับ โดยเฉพาะคนที่ไม่ใส่เคสและจังหวะที่โทรศัพท์เข้าจนเครื่องสั่น

ด้านหน้าเครื่องเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2280 x 1080 pixel) พื้นที่จอก็ปูจนสุดขอบไปทุกด้าน ยกเว้นด้านล่างที่มีขอบเหลือเยอะหน่อย (ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแอนดรอยด์ทุกรุ่นไม่สามารถทำจอด้านล่างไปจนสุดขอบได้ ไว้ต้องไปหาคำตอบมาให้ได้) ก็เป็นจอที่ให้สีสันได้สดใส ชัดเจนตามสไตล์จอ Super AMOLED ที่ให้สีดำได้มืดสนิท และสามารถปรับให้จออมเหลืองในโหมด Eye Protection สำหรับใช้ในที่มืดจะได้ไม่แสบตา แล้วก็รองรับขอบเขตสี DCI-P3 ที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ด้วยนะครับ ก็เป็นขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB อยู่ แต่ก็ไม่มีตัวเลือกการปรับจออื่นๆ เช่นโหมดสีธรรมชาติหรือโหมดสีสด ก็น่าเสียดายที่ปรับโหมดภาพไม่ได้

ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว!

  • รุ่นนี้ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว! เป็นสิ่งดีๆ ในรุ่นนี้เลย
  • มีช่องหูฟัง 3.5 mm ก็เป็นเรื่องดีๆ อีกอย่าง
  • รองรับ codec bluetooth หลากหลาย นี่ก็เรื่องดีๆ

สิ่งหนึ่งที่เราเคืองเกี่ยวกับ Vivo V9 คือวีโว่ตัดระบบเสียง Hi-Fi ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกไป เราเลยงอนไม่รีวิวรุ่นนั้นให้อ่านกัน 555 (จริงๆ แล้วคือรีวิวไม่ทันต่างหาก) แต่ใน Vivo X21 ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีงามสำหรับคนที่รักการฟังเพลงนะครับ

อธิบายก่อนว่าระบบเสียง Hi-Fi ของวีโว่นั้นจะใช้วงจร DAC (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกเพื่อส่งเสียง) แบบพิเศษ หรือพูดง่ายๆ ว่ามีชิป DAC เพื่อประมวลผลเสียงแยกนั้นแหละ โดยใน X21 จะใช้ชิป Asahi Kasei AK4376a ซึ่งก็มีความสามารถที่ดีกว่า DAC ที่อยู่ในชิปประมวลผลหลัก ซึ่งเมื่อเปิดใช้โหมด Hi-Fi แล้ว จะรู้สึกเลยว่าเสียงที่ออกจากหูฟังนั้นหนักแน่นขึ้น มีมวลเสียงมากกว่า คือมันไม่ใช่เอฟเฟกแบบที่เพิ่มความฟุ้งให้เสียงจะได้รู้สึกว่า Sound Stage นั้นกว้างขึ้นแบบที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นทำกัน แต่มันเป็นการขุดเอาเสียงต้นฉบับกลับมาถ่ายทอดให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเราก็ชอบเสียงแบบนี้มากกว่านะครับ

ส่วนข้อจำกัดของโหมด Hi-Fi คือมันจะกินแบตเตอรี่มากขึ้นนะครับ เครื่องจะแบตหมดเร็วกว่าปกติ แล้วก็ไม่สามารถใช้กับการฟังเพลงไร้สายได้นะครับ ฟังผ่านช่อง 3.5 mm กันลูกเดียว (ใข่ ส่วนการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ไร้สายนั้นก็รองรับ codec เสียงหลากหลายทั้ง aptX HD, AAC, LDAC เพราะใช้ Android 8.0 ครับ ก็มั่นใจได้ว่าเล่นเพลงกับหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ดีๆ หน่อยก็ยังส่งสัญญาณเสียงที่ดีออกไปได้

ส่วนลำโพงที่ตัวเครื่องก็มีตัวเดียวอยู่ที่มุมขวาล่างนะครับ ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ ก็ให้เสียงดังดี คุณภาพเสียงก็ใช้ได้ในแบบลำโพงเล็กๆ ของมือถือนะครับ

ประสิทธิภาพของ Vivo X21

  • ชิป Snapdragon 660 แรงหายห่วงสำหรับงานทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง ROV ก็ลื่นไหลดี
  • มี Game Mode ช่วยสนับสนุนการเล่นเกมให้ไม่ติดขัดมากขึ้นด้วย

Vivo X21 ใช้ซีพียูรุ่นล่าสุดของ Qualcomm คือ Snapdragon 660 AIE มีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB (และรองรับ MicroSD อีก 256 GBX แล้วคำว่า AIE หลังชื่อซีพียูคืออะไร มันคือ AI Engine หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์อยู่ในตัวด้วย ทำให้ Vivo X21 เริ่มมีความสามารถ AI ที่ชัดเจนขึ้น อย่าง AI Image Identification ในแอป Albums ก็ช่วยจัดกรุ๊ปรูปถ่ายได้ว่ามันน่าจะเป็นอะไร หรือฟังก์ชั่นกล้องถ่ายภาพที่สามารถแยกซีนต่างๆ และปรับการถ่ายภาพให้เหมาะสมได้ แต่ความสามารถอื่นๆ ก็รอการปรับปรุงซอฟต์แวร์ของสมาร์ทโฟนให้ดึงความสามารถ AI ออกมาใช้มากขึ้นในอนาคตนะครับ

ส่วนประสิทธิภาพของ Vivo X21 นั้นอยู่ในเกณฑ์ดีเลย อย่าไปคิดว่าซีพียูขึ้นต้นด้วยเลข 6 ที่เป็นรุ่นกลางจะช้าแล้วในยุคนี้ โดย Geekbench 4.2 ได้คะแนนในส่วน Multicore ไปได้ 5688 คะแนน เร็วกว่า Galaxy S7 ที่ใช้ Exynos อีก ส่วน 3Dmark ในชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนน 1346 คะแนน ก็สูงใช้ได้ แต่คะแนนที่ดูน้อยไปนิดคือประสิทธิภาพของหน่วยความจำจาก AndroBench ครับ ที่ทดสอบการอ่านข้อมูลแบบต่อเนื่องได้ราวๆ 300 MB/s เท่านั้นเอง

เมื่อทดสอบการเล่นเกม ROV ก็ถือว่าสอบผ่านอย่างสวยงามตามสไตล์ชิป Snapdragon ครับ สามารถเล่นโหมด 60 fps ได้ลื่นๆ แถมยังมี Game Mode ที่ช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหลขึ้น เช่น ไม่ให้แสดงผล notification กวนใจระหว่างเล่นเกม หรือเมื่อโทรศัพท์เข้าก็เลือกได้ทั้งบล็อกไปเลยไม่ให้กวนเกม หรือจะให้รับสายแบบเบื้องหลังเป็น Speaker Phone แถมยังสามารถเปิดแอปแชทแบบ Picture in Picture เพื่อใช้คุยระหว่างเล่นเกมโดยไม่ต้องออกไปหน้าอื่นๆ ได้ด้วย

กล้องพลัง AI ของ Vivo X21

  • Vivo X21 มีกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีโฟกัส Dual Pixel ทำให้โฟกัสรวดเร็วแม่นยำ สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K
  • มีการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ซีนภาพว่ากำลังถ่ายอะไรอยู่ แต่ไม่บอกว่ากำลังใช้โหมดอะไรอยู่
  • UI กล้องก็ยังเป็นแบบของ Vivo ถ้าไม่คุ้นเคยจะต้องงมๆ หน่อยว่าแต่ละตัวเลือกคืออะไร

กล้องหน้าและกล้องหลังของ Vivo X21 สามารถถ่ายภาพที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยกล้องหลังจะมีรูรับแสง f/1.8 พร้อมเซนเซอร์ตัวรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเพื่อช่วยวัดระยะชัดลึกด้วย โดยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีการใช้โฟกัสระบบ Dual Pixel ที่ทำให้โฟกัสได้รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งจากการลองใช้ก็จริงตามนั้นครับ กล้องหาโฟกัสได้รวดเร็ว ไม่ต้องห่วงว่าภาพจะหลุดโฟกัสเท่าไหร่

กล้องของ Vivo X21 มีการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ซีนภาพได้ 18 แบบ เพื่อปรับการถ่ายภาพให้เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ โดยอัตโนมัติ แต่ AI ของ Vivo X21 นั้นไม่ได้บอกระหว่างถ่ายภาพนะครับว่ากำลังใช้โหมดอะไรอยู่ และไม่สามารถเปิดหรือปิดการใช้งาน AI กับการถ่ายอัตโนมัติได้ ส่วนโหมดโปรนั้นใช้ได้กับกล้องหลังอย่างเดียว โดยดัน ISO สูงสุดได้ 3,200 และความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุด 32 วินาที แต่หาไม่เจอว่าบันทึกเป็น RAW ได้ตรงไหนนะครับ เข้าใจว่าเซฟภาพเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้นะครับ

ภาพจาก Vivo X21

ภาพจากกล้องหลังในโหมดหลังละลายของ Vivo X21

คุณภาพภาพที่ได้จาก Vivo X21 นั้นถือว่าดีสำหรับมือถือระดับราคา 20,000 บาทนะครับ สามารถเก็บแสงสีได้เยี่ยม กล้องหลังถ่ายทอดสีสันออกมาได้ดี ถือเป็นโหมด Auto ที่ใช้งานง่าย กดแล้วมั่นใจได้ว่าภาพชัด ภาพสวย การละลายฉากหลังก็ทำได้นุ่มนวลดี ทำให้การถ่ายภาพ Portait ออกมาดูดี สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้

ภาพจากกล้องหน้าของ Vivo X21

ส่วนกล้องหน้าที่มีโหมดหน้าสวยวิเคราะห์โดย AI แยกเพศคนถ่ายด้วยได้ พร้อมความสามารถละลายฉากหลัง ซึ่งค่ามาตรฐานเรามองว่าทำให้หน้าเนียนและสว่างไปสักนิด ก็ต้องปรับลงความแรงลงมาหน่อยนะ สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ Selfies หมู่ก็มีโหมดภาพ Group Selfies มาให้ เพื่อให้ถ่ายแล้วบิดกล้องซ้าย-ขวาเพื่อเก็บภาพทั้งกลุ่มมาได้ครบ แล้วยังสามารถใช้ความฟรุ้งฟริ๊งแบบนี้กับ Video Call ได้ด้วย (เปิดได้ใน Settings) และกล้องหน้ายังสามารถถ่ายวิดีโอในระดับ 4K ได้ด้วย

ส่วนจุดสังเกตเกี่ยวกับกล้องของ Vivo X21 คือหน้าตาแอปกล้องมันเรียบไปหน่อย ถ้าใช้โหมด Auto เป็นหลักก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะยกมาแล้วถ่ายได้เลย แต่ถ้าจะเข้าไปปรับการตั้งค่าต่างๆ UI ของ Vivo จะแสดงเป็นไอคอนเป็นหลักซึ่งไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่ว่าแต่ละตัวเลือกคืออะไร ปรับแล้วให้ผลยังไง ทำให้ต้องลองกดลองใช้ดูครับ จะพอเดาได้ว่านี่คือปุ่มอะไร

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo X21

สรุปประสบการณ์การใช้ Vivo X21

หลังจากใช้ Vivo X21 มาเกือบสัปดาห์ ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานจิปาถะได้ดังนี้ครับ

อุตส่าห์ซ่อนปุ่ม Back, Home, Recent แล้วใช้การปัดๆ แทนได้แล้ว ทำไมถึงยังเหลือที่ว่างด้านล่างอีกนะ มันไม่เต็มจอจริงๆ นี่

ใช้ Vivo X21 นำทางระหว่างขับรถ นำได้ดีใช้ได้เลย

  • เราสามารถปรับ Navigation Menu จากเป็นปุ่ม Recent app, Home, Back เป็นรูปแบบการใช้ Gesture ปัดไปปัดมาเพื่อเป็น Back หรือกลับหน้าโฮมได้ ตรงนี้คือจุดที่ดี แต่ในโหมดซ่อนปุ่มทั้งหมดใช้การปัดอย่างเดียว กลับแสดงผลแอปไม่เต็มจอจริงๆ ขาดอีกนิดหนึ่งนะ Vivo
  • ทดสอบการใช้ Vivo X21 นำทางด้วย Google Maps ก็สามารถจับตำแหน่งได้ดี ไม่โดนหลอกแม้วิ่งอยู่ใต้ทางด่วน ถือว่าใช้นำทางในกรุงเทพได้สบายๆ แต่ช่องหูฟังที่อยู่ด้านบนอาจจะทำให้เส้นสายยุ่งไปสักหน่อยถ้าจะต่อสาย AUX ฟังเพลงกับระบบเสียงในรถ
  • ช่องใส่ซิมอยู่ด้านล่างของเครื่อง ก็เป็นตำแหน่งที่แปลกดี แต่ไม่มีผลกับการใช้งาน ส่วนการใส่ซิม 2 ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือใส่ Micro SD
  • ชาร์จ Vivo X21 ด้วยหัวชาร์จที่มากับเครื่องนั้นได้โหมดชาร์จเร็วที่ชาร์จเร็วมาก แต่ถ้าใช้หัวชาร์จมือถือทั่วไปจะชาร์จช้า (กว่าปกติ) เพราะงั้นถ้าจะซื้อหัวชาร์จเพิ่ม ต้องซื้อหัวชาร์จเร็วของ Vivo เท่านั้น
  • ฟังก์ชั่นด้านซอฟต์แวร์มาเพียบ ทั้ง Clone App สามารถใช้แอปพวก Facebook 2 บัญชีได้พร้อมกัน สามารถแคปจอตามแนวยาวได้ บันทึกเสียงสนทนาระหว่างโทรศัพท์ได้
  • หูฟังที่แถมมาในกล่องเป็นแบบ In-ear รุ่น XE710 อันนี้ยังไม่ได้ลองว่าเสียงเป็นยังไง แค่เล่าให้ฟังว่ามีหูฟังดีๆ แถมมาให้นะ 😛

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Vivo X21 (กล่องหรูมาก มีลายฟุตบอลโลกด้วย) มีเคสหน้าตาดูดีให้ พร้อมหูฟังแบบ In-ear และชุดจ่ายไฟ

หัวชาร์จจ่ายไฟสูงสุด 9V 2A

ตำแหน่งใส่ซิมที่ไม่เหมือนเครื่องอื่น และช่องที่สองก็ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือ MicroSD แต่รองรับ 4G ได้ทั้ง 2 ซิมนะจ๊ะ

Vivo X21 เปิดตัวราคา 19,990 บาท ก็ด้วยชิป Snapdragon 660, Ram 6 GB, Rom 128 GB กล้อง AI แถมได้ตัวสแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ใต้จอภาพ ก็ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ แต่ราคานี้ก็มีคู่แข่งหินๆ หลายตัวที่ต้องสู้นะครับ แต่ถ้าเป็นสายฟังเพลง อยากได้มือถือถ่ายรูปง่ายๆ เล่นเกมลื่นด้วย Snapdragon และต้องการนวัตกรรมล้ำๆ อย่างเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนจอภาพ Vivo X21 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนราคาแค่หมื่น เน้นกล้องหน้าพร้อมความจุ 128 GB

สมาร์ทโฟนรุ่นกลางตัวใหม่ของหัวเว่ย จะให้ภาพจากกล้องเป็นยังไง มาดูกัน

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

8.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5 /10

คุณภาพกล้อง

8.5 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ปีนี้สมาร์ทโฟนช่วงราคาหมื่นบาทแข่งกันดุมากครับ แน่นอนว่าเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง Huawei ก็ไม่ยอมปล่อยให้การแข่งขันในตลาดนี้ง่ายเกินไป ส่ง Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนที่เน้นกล้องหน้าและให้ความจุเครื่องสูงถึง 128 GB ออกมาในราคาแค่ 10,990 บาท ซึ่งแบไต๋ได้ทดลองใช้เครื่องมาเกือบสัปดาห์ จึงรีวิวให้อ่านกันครับ

รูปลักษณ์ของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e มีอีกชื่อหนึ่งคือ Huawei P20 Lite ที่ขายในตลาดต่างประเทศ เพราะงั้นเลยไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมหน้าตามันคล้ายกับตระกูล P20 จัง สิ่งที่ nova 3e ต่างจาก P20 คือไม่มีปุ่มโฮมที่เป็นตัวสแกนนิ้วด้านหน้าครับ บริเวณนี้จะถูกแทนด้วยโลโก้ Huawei แทน แล้วตัวสแกนนิ้วมือก็ไปอยู่ด้านหลังแทน ก็ใช้งานสะดวกไปอีกแบบนะครับ

สีสันของ nova 3e ก็เป็นชุดสีแวววาวตามสมัยนิยมนะครับ โดยสีที่จำหน่ายในไทยนั้นมี 3 สีคือ Midnight Black, Sakura Pink และ Klein Blue ซึ่งตัวที่เราได้รับมารีวิวคือสีน้ำเงิน Klein Blue ที่เครื่องจริงก็ส่องประกายเห็นเป็นแฉกแสงแนวตั้งเหมือนในรูปเลย สัมผัสของตัวเครื่องก็พรีเมี่ยมด้วยฝาหลังแก้วจับถือแล้วให้ความรู้สึกมั่นใจและรู้สึกว่าเป็นของแพง อีกจุดที่ชอบคือกล้องหลังไปอยู่ตรงมุมบนซ้าย และไม่นูนมากแบบ nova 2i แล้ว ทำให้ดีไซน์โดยรวมนั้นดูดีมาก

มาที่เรื่องของหน้าจอบ้าง แน่นอนมือถือในยุคนี้มันต้องเป็นจอแหว่งแล้ว ถ้าไม่แหว่งตอนนี้จะดูเหมือนเป็นมือถือดีไซน์เก่าทันที แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบจอแหว่งก็สามารถเข้าไปปิดโดยการถมดำได้จาก Settings ของระบบนะครับ โดยหน้าจอของ nova 3e นั้นเป็นจอ IPS ความละเอียด 2280 x 1080 pixel ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 19:9 ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าของเครื่องไปจนเกือบสุดขอบด้านล่างที่เป็นพื้นที่ของโลโก้ Huawei (ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมมือถือ Android ถึงไม่สามารถปูจอไปจนสุดขอบทุกด้านได้จริงๆ)

สีดำของหน้าจอ Huawei nova 3e มันดำดีจริงๆ

จอตัวนี้หัวเว่ยเคลมว่ารองรับขอบเขตสี NTSC 96% หรือขอบเขตสีที่แสดงในโทรทัศน์ระบบมาตรฐานครับ เมื่อลองใช้งานจริงก็พบว่าเป็นจอที่ดีมากสำหรับมือถือในระดับราคานี้เลยแหละครับ ให้ Contrast ภาพได้ดี เอาไปเปิดแอปที่ฉากหลังดำสนิทอย่าง Wikipedia ในโหมด Black (ที่ออกแบบไว้ใช้กับจอ OLED) ก็รู้สึกว่าสีดำด้านหลังมันดำลึกจริงๆ ตัดกับตัวอักษรสีขาวได้อย่างสบายใจ ไม่ใช่ดำแบบเทาๆ อย่างที่จอ LED จะเป็นกัน ก็พอได้ใช้จอแบบนี้รู้สึกว่าเต็มตาดีนะครับ เครื่องก็ไม่ใหญ่เกินไปจนจับลำบาก

ส่วนการชมภาพยนตร์บนจอ Full View รุ่นนี้ก็ทำได้ดีครับ อย่าง Youtube ก็สามารถยืดจอไปจนสุดขอบซ้าย-ขวาได้ แต่ไม่ได้ยืดเกินจนไปทับกับบาก ก็ให้ประสบการณ์การรับชมที่ดี ส่วน LINE TV ก็ยืดภาพได้จนเต็มจอเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ครอปส่วนบนกับส่วนล่างออกนะครับ ทำให้ได้สัดส่วนภาพที่ดูยืดๆ หน่อย

กล้องหน้าเน้น Selfies ของ Huawei nova 3e

จุดเด่นของแบรนด์ Huawei คือเรื่องความฉลาดของกล้องครับโดยกล้องหน้าของ Huawei nova 3e นั้นใช้เซนเซอร์ Sony IMX576 ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมซอฟต์แวร์ปรับปรุงภาพให้เหมาะสำหรับการ Selfie โดยเฉพาะ ซึ่งจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่ากล้องของ Huawei nova 3e เก็บรายละเอียดผิวได้ดี การปรับมาตรฐานยังคงเหลือรายละเอียดของผิวพรรณเอาไว้ให้ดูจริง และมีการปรับสีผิวให้ดูสุขภาพดีด้วย

ภาพจากกล้องหน้า Huawei nova 3e

แต่เนื่องจากกล้องหน้าของ nova 3e นั้นมีแค่กล้องเดียว ก็จะเห็นว่าบางส่วนของภาพหลุดไม่เบลอไปเหมือนกัน และการปรับเอฟเฟกความงามนั้นยังไม่ได้แยกรายละเอียดให้ปรับได้อิสระระหว่างการปรับผิวกับการปรับโครงสร้างใบหน้า ทำให้บางทีถ่ายในโหมดหน้าสวยจะรู้สึกว่าโครงหน้าหรือดวงตาแปลกไปบ้างครับ

AR Effect ถ่ายตัวคนและตัดฉากหลังได้สนุกๆ

ในส่วนของกล้องหลังนั้นมี 2 เลนส์ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องรอง 2 ล้านพิกเซลเอาไว้ตรวจสอบความลึกของภาพเพื่อเบลอฉากหลัง ซึ่งคุณภาพภาพที่ได้ก็ดีในระดับหนึ่งครับ ให้สีสันสดใส ภาพสวยงามดี ก็ไม่ได้ดีระดับตะลึงแบบที่ Huawei P20 ถ่ายได้นะครับ

โหมดถ่ายภาพสารพัดตามสไตล์หัวเว่ย

  • เลนส์ AR ตัดฉากหลัง ใส่ฉากฟรุ้งฟริ้งแบบกล้องหน้า
  • โหมดวาดภาพด้วยแสงที่สามารถถ่ายน้ำตกให้นุ่ม หรือไฟรถให้เป็นเส้นยาวตามสไตล์ของหัวเว่ย
  • โหมดโปรก็สามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดได้ 8 วินาที, ISO สูงสุด 3200 แถมยังสามารถบันทึกออกมาเป็น Raw File ได้ด้วย
  • โหมดวิดีโอถ่ายได้สูงสุด 1080p 30fps
  • โหมด Slow Motion ถ่ายได้ความละเอียด 640 x 480 pixel ที่ 120 fps

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง Huawei nova 3e

โหมดหน้าชัด หลังละลาย

ภาพถ่ายกลางคืนในพื้นที่แสงน้อยสุดๆ

ภาพถ่ายในอาคาร

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e นั้นใช้ชิปตัวเดียวกับ nova 2i และ Y9 2018 คือ Kirin 659 ของหัวเว่ยเอง พร้อมแรมอีก 4 GB เมื่อทดสอบกับเกมมหานิยมอย่าง ROV ก็เล่นได้ลื่นๆ ที่ 30 fps ครับ เฟรมเรตค่อนข้างนิ่ง ไม่ได้มีการตกลงมามากนัก แต่ก็ไม่มีตัวเลือกให้ปรับเป็น 60 fps ครับ

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้วย Geekbench 4.2 ก็ได้คะแนน Single-core 933 และ Multi-core ที่ 3703 คะแนน ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่เราทดสอบไว้กับ Huawei nova 2i เมื่อครึ่งปีก่อนครับ ก็เป็นคะแนนพอๆ กับ Snapdragon 820 ที่ใช้ใน Galaxy Note 7 ครับ ส่วนทดสอบประสิทธิภาพกราฟิก 3 มิติด้วย 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนสูงสุดที่ 371 กับการใช้ Vulkan เป็นตัวประมวลผลกราฟิก

ที่แปลกใจคือการใช้งานทั่วไป เช่นการเปิดกล้อง หรือสลับแอปแบบด่วนๆ จะรู้สึกหน่วง ต้องรอสักอึดใจหนึ่ง ก็หวังว่าหัวเว่ยจะออกเฟิร์มแวร์ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตนะครับ

สเปกที่น่าสนใจของ Huawei nova 3e คือมาพร้อมความจุเครื่อง 128 GB ซึ่งก็ทำให้เก็บรูปและสื่อต่างๆ ได้เยอะมาก แถมยังสามารถใส่ MicroSD ได้เพิ่มอีก 256 GB ซึ่งเมื่อทดสอบความเร็วของหน่วยความจำภายในเครื่องด้วยแอป AndroBench ก็ความเร็วอ่านต่อเนื่องราว 280 MB/s ครับ ก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับเครื่องในราคานี้ที่ใส่หน่วยความจำเยอะขนาดนี้มาให้ครับ

ว่าด้วยเรื่องของเสียง

Huawei nova 3e มาพร้อมลำโพงภายนอกตัวเดียว อยู่ที่ท้ายเครื่องด้านขวานะครับ ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี อาจจะแหลมๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของเสียงจากลำโพงมือถือตัวเล็กๆ ครับ

ที่น่าชื่นใจคือ nova 3e ยังมีช่อง 3.5 mm อยู่ ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 mm เดิมของตัวเองได้ทันที ซึ่งถ้าเราฟังเพลงผ่านสาย ก็สามารถเปิดระบบเสียง Histen ของหัวเว่ยได้ ซึ่งเสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm และระบบเสียง Histen นั้นจะเน้นเสียงที่โอบล้อม สร้าง Sound Stage ที่กว้างขึ้น ไม่ได้เป็นเสียงโทนสุขุมนุ่มลึกเหมือนอย่างสมาร์ทโฟนที่มี DAC แยกทำได้นะครับ

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth เพราะว่า Huawei nova 3e เป็น Android 8.0 แล้ว ทำให้รองรับ codec เสียงได้หลายตัว ทั้ง SBC, aptX หรือ AAC แต่ไม่รองรับ LDAC ระบบเสียงตัวท็อปของโซนี่นะครับ แต่ก็มากพอที่จะรองรับหูฟังและลำโพงในท้องตลาดให้ได้เสียงดีกว่าปกติแล้ว

การเชื่อมต่อกับเครือข่าย ข้อจำกัดของ nova 3e

แม้ว่า Huawei nova 3e จะสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 4G และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เฉพาะซิม 1 เท่านั้นครับ น่าเสียดายที่ซิม 2 นั้นรองรับแค่ 2G เท่านั้น ใครที่ต้องการซื้อไปใช้งานแบบ 2 ซิม ก็ต้องเช็คกับค่ายมือถือที่เราใช้ให้ดีๆ ว่ายังให้บริการแบบ 2G อยู่หรือไม่นะครับ ซึ่งแบไต๋ลองเช็คดูแล้ว ตอนนี้ AIS ไม่มีบริการ 2G แล้ว ส่วน dtac จะใช้งาน 2G 1800 MHz ได้ถึง 15 ก.ย. 61 และ Truemove H ให้บริการ 2G ที่ความถี่ 900 MHz โดยยังไม่มีกำหนดเลิกให้บริการ และผู้ใช้ต้องเลือกระหว่างการใช้งานซิม 2 หรือจะใส่ MicroSD ครับ

นอกจากนี้ Huawei nova 3e ยังไม่รองรับ Wifi 5 GHz ด้วย ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับบางพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่น (เช่นในคอนโด) อาจจะทำความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ไม่เร็วนัก และตอนนี้ nova 3e ยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi เทคโนโลยีที่ช่วยให้เสียงสนทนาคมชัดขึ้น ก็ต้องรอการอัปเดทต่อไปครับ น่าจะรองรับ VoLTE ได้เร็วๆ นี้

ประเด็นอื่นๆ ที่เจอระหว่างรีวิว Huawei nova 3e

พอใช้พอร์ต USB-C ก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นพอร์ตใหม่นี่อย่างกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย

  • nova 3e เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ใช้พอร์ท USB-C สักที ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เช่นกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh นั้นใช้ได้จริงได้เกินวัน หมดวันแบตก็ยังเหลืออยู่เยอะพอสมควร
  • สเปกบอกว่ารองรับ Fast Charge 2.0 (9V 2A) แต่ทดลองชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Mate 10 Pro ก็ไม่ได้ขึ้นว่าชาร์จเร็วนะ
  • ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล nova ไปแล้วคือ Huawei nova 3e ไม่มี Gyro ในตัว ทำให้ไม่รองรับการใช้งานแอปบางตัวเช่น Google Street view ที่ต้องใช้ Gyro วิเคราะห์การหมุนกล้องไปรอบตัว รวมถึงแอปประเภท VR น่าจะมีปัญหา

โปรโมชั่น Pre-Order!

Huawei Nova 3e เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท โดย Pre-order ระหว่างวันที่ 11 ถึง 23 พฤษภาคมนี้ โดยคนที่จองก่อนจะได้รับหูฟัง Huawei Bluetooth Sport มูลค่า 1,990 บาท พร้อมเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะมูลค่า 2,990 บาท และเริ่มขายจริงวันที่ 24 พฤษภาคม (วันแรกของงาน Thailand Mobile Expo 2018) หรือใครจะจองออนไลน์ก็ได้ที่ Lazada และ Shopee เลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Review] HONOR 7C จอใหญ่ สเปคแรง สแกนใบหน้า ในราคา 5 พัน

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
Vivo V7+
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

8.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5 /10

คุณภาพกล้อง

8.5 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

HONOR 7C ชูฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า และมาพร้อม Android 8.0 Oreo ซึ่งจะถูกครอบด้วย EMUI 8.0 และ CPU Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450

Honor 7C ชูโรงการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า (Face Unlock) เป็นเอกลักษณ์ระดับเรือธง ซึ่งสแกนได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เป็นแบบ Depth Sensor อีกอย่างที่มีมาให้คือการสแกนนิ้ว ซึ่งปลดล็อกไวมากเช่นกัน แต่จากการใช้งาน นิ้วไปสแกนปลดล็อกก่อนจะมองจออีก เลยไม่มีความจำเป็นต้องสแกนใบหน้าเลย ก็มีไว้ 2 อย่างให้เลือกไม่เสียหาย แต่เราก็ยังชอบสแกนนิ้วมากกว่านะ เพราะปลดล็อกด้วยใบหน้าจะปลอดภัยน้อยกว่า

รูปจากกล้องหลัง Honor 7C

กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยระบบโบเก้ (Bokeh) ให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมไฟแฟลช LED ที่เรียงเป็นแนวนอน

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 4160 x 3120
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

รูปจากกล้องหน้า Honor 7C

กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 3264 x 2448
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

แม้กล้องของ Honor จะไม่ได้ให้มาหวือหวาเหมือนกล้องคู่ของรุ่นพี่ยี่ห้ออื่น ๆ แต่เทียบกับราคาแล้ว ถือว่าให้มาเยอะพอสมควร โฟกัสเร็ว ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ มีโหมดให้เลือกปรับหลากหลาย เช่น HDR พาโนรามา ใส่ลายน้ำ หรือ Mode Bokeh Focus After

Honor 7C มาพร้อม Snapdragon 450 และ RAM 3GB เล่นเกมหนัก ๆ อย่าง PUBG ปรับสเปคต่ำ ๆ พอเล่นได้ ส่วน ROV, Yulgang หรือเกมอื่น ๆ ที่ไม่กินสเปคโหดมากก็เล่นได้ลื่นสบาย

จอกว้างใช้งานแบบเต็มตากับ FullView Display ขนาด 5.99 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9 ด้วยความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ถือว่าไม่มีปัญหาในการดูหนัง เล่นเกม โดยมีฟังก์ชั่น Screen Split สำหรับคอหนัง คอเกม ให้ใช้งานได้แบบแบ่งหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น Youtube, iflix, Netflix และสามารถแชทไปด้วย เล่นโซเชียลไปด้วยได้

การวัดผลด้วย Benchmark และ Antutu

ที่ชาร์จเป็น Huawei (เนื่องจากเป็นแบนด์ลูกของ Huawei)

น้ำหนักเบาใช้งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือคุยโทรศัพท์นาน ๆ ได้สบายด้วยน้ำหนักแค่ 164 กรัม


ด้านบนวางกล้องหน้า และลำโพงสนทนา

ด้านขวามีปุ่มลด/เพิ่มเสียง ที่อยู่เหนือปุ่มล็อค-ปิดเครื่อง

ด้านซ้าย 2 Sim 3 Slot (2 sim + SD Card) คือ ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมทั้งหมด 3 ช่อง

ตัวเครื่องบางและยังคงช่องหูฟัง 3.5 มม. แต่ไม่มีหูฟังแถมมาให้ ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง มีช่องเชื่อมต่อข้อมูลหรือชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USB 2.0 ไมโครโฟนตัวหลัก และลำโพง

ด้านหลังวางกล้องคู่ และแฟลช เรียงเป็นแนวนอน และวางปุ่มสแกนนิ้วไว้ตรงกลางด้านบน ตำแหน่งพอดีวางนิ้ว

มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดํา น้ำเงิน ทอง ตัวเครื่องใช้วัสดุโลหะ

สเปค HONOR 7C

  • หน้าจอ LCD ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล อัตราส่วน 18:9
  • ขนาด 158.3 x 76.7 x 7.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 164 กรัม
  • CPU : Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 3GB
  • ROM : 32GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลังคู่ : 12MP + 3MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 4.2
  • MicroUSB 2.0
  • ช่องหูฟัง : 3.5 มิลลิเมตร
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหลัง), Accelerometer, Proximity, Compass
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 8.0 ครอบด้วย EMUI 8.0
  • สีที่วางจำหน่าย : สีน้ำเงิน สีดำ สีทอง

Honor 7C จะวางจําหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ทาง Lazada ในราคา 5,290.00 บาท โดยมีโปรโมชั่นในช่วง Flash Sale ลดราคา 600 บาท เหลือ 4,690 บาท ตั้งแต่เวลา 12.00น. ถึง 16.00 น. ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้เท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!