Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Vivo V7+ ผู้นำทัพสมาร์ทโฟนจอยาวจาก Vivo

หลังจากที่ Samsung ออก Galaxy S8 ที่มีหน้าจอเกือบเต็มขอบด้านหน้าทั้งหมดและมีสัดส่วนที่ยาวกว่าจอปกติ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมสมาร์ทโฟนหน้าจอยาวอย่างเป็นทางการนะครับ สมาร์ทโฟนที่ออกในครึ่งหลังของปีนี้ล้วนแต่เริ่มใช้หน้าจอสัดส่วน 18:9 ที่กินพื้นที่เกือบเต็มด้านหน้า ซึ่ง Vivo ก็เช่นกัน ส่ง V7+ สมาร์ทโฟนจอ Fullview ลงตลาดด้วยจุดเด่นกล้องหน้าเทพ Selfie สวย และระบบเสียงอย่างดีเช่นเคย

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

 

หลังจากที่ Samsung ออก Galaxy S8 ที่มีหน้าจอเกือบเต็มขอบด้านหน้าทั้งหมดและมีสัดส่วนที่ยาวกว่าจอปกติ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมสมาร์ทโฟนหน้าจอยาวอย่างเป็นทางการนะครับ สมาร์ทโฟนที่ออกในครึ่งหลังของปีนี้ล้วนแต่เริ่มใช้หน้าจอสัดส่วน 18:9 ที่กินพื้นที่เกือบเต็มด้านหน้า ซึ่ง Vivo ก็เช่นกัน ส่ง V7+ สมาร์ทโฟนจอ Fullview ลงตลาดด้วยจุดเด่นกล้องหน้าเทพ Selfie สวย และระบบเสียงอย่างดีเช่นเคย

สเปกของ Vivo V7+

  • CPU : Snapdragon 450 Octa-Core ความเร็ว 1.8 GHz
  • RAM : 4 GB
  • ROM : 64 GB
  • รองรับ MicroSD สูงสุด 256 GB (พร้อมใส่ซิม 2 พร้อม MicroSD ได้ด้วย)
  • หน้าจอ : 5.99 นิ้ว แบบ IPS ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล
  • แบตเตอรี่ : 3,225 mAh
  • OS : Android 7.1.2
  • กล้องหน้า : 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมแฟลชสำหรับถ่าย Selfie
  • กล้องหลัง : 16 ล้านพิกเซล f/2.0

ประสิทธิภาพของ Vivo V7+

เห็น Vivo V7+ ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon ตระกูล 4 ก็อย่าคิดว่าประสิทธิภาพของมันจะไม่ดีนะครับ เจ้า Snapdragon 450 ตัวใหม่ล่าสุดของ Qualcomm ให้ผลทดสอบออกมาได้คะแนนดีที่สุดในคลาสนี้ (มือถือจอ Full View ราคาประมาณหมื่น) โดยได้คะแนนดังนี้

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single Core ที่ 767, คะแนน Multi Core ที่ 3,944 และคะแนน Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ที่ 3,113 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 913, 3273, 2723 ตามลำดับ
  • 3Dmark Slingshot extreme ได้คะแนน 436 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 328)
  • Androbench – read 300 / write 215 MB/s

ซึ่งจากการใช้งานจริงร่วมเดือน Vivo V7+ (คือดองรีวิวนานไง เลยใช้อยู่เป็นเดือน) ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลตลอด การใช้งาน facebook, line การท่องเว็บ การเรียกใช้กล้อง วันแรกลื่นไหลยังไง ผ่านมาเดือนหนึ่งก็ยังลื่นไหลอยู่แบบนั้น ถือว่าน่าประทับใจสำหรับสมาร์ทโฟนระดับราคากลางๆ ครับ ส่วนการเล่นเกม ROV ก็ลื่นไหลระดับหนึ่ง เปิดเอฟเฟกจนสุดก็ยังลื่น แต่ถ้าเจออะไรในฉากเยอะๆ เฟรมเรทจะตกจาก 30 fps บ้างนะครับ และการเล่นเกม Hitman: Sniper ในโหมด High ก็เล่นได้ลื่นดี อาจจะมีบางช่วงจังหวะซูมเข้าออกที่กระตุกบ้าง แต่ก็แสดงภาพสวยงาม และแสดงเต็มจอ 18:9 ของ V7+ ครับ

การออกแบบของ Vivo V7+

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Vivo V7+ มีเคสใส มีหูฟัง พร้อมอแดปเตอร์จ่ายไฟให้กำลัง 5V 1.6A

ด้านหน้าของ Vivo V7+ นั้นจัดว่าเรียบเลยตามสไตล์การออกแบบมือถือจอ Full View ในยุคนี้ จอ 5.99 นิ้วก็กินเนื้อที่ไปจนเกือบหมดด้านหน้าแล้วเหลือด้านบนที่เป็นพื้นที่ของหูฟัง กล้องหน้าและเซนเซอร์ต่างๆ ส่วนด้านล่างก็เป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่มีอะไร

ส่วนด้านหลังก็เรียบไม่แพ้ด้านหน้า โดยเครื่องที่เราได้รับมาเป็นสีดำ ก็ดำเรียบไปทั้งฝาหลัง มีเพียงโลโก้ Vivo และขีดเสาอากาศด้านบน-ล่างที่สะท้อนแสงเด่นออกมา ส่วนกล้องหลัง เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนั้นออกแบบในโทนดำให้กลืนไปกับฝาหลังก็ทำให้ฝาหลังนั้นสวยดีครับ

ในเรื่องของการจับถือ ก็เหมือนมือถือจอ 6 นิ้วแบบ Fullview รุ่นอื่นๆ ครับ คือถ้าใช้ 2 มือ ก็สบายดี มองสบายตา ใช้สบายใจ แต่ถ้าใช้มือเดียวนี่จะลำบากเพราะเครื่องบางและจอใหญ่ การจะพิมพ์คีย์บอร์ดหรือกดไปต่อ กดย้อนกลับล้วนลำบาก กลัวเครื่องตกเหลือเกิน

ในส่วนของหน้าจอที่มีความละเอียดแค่ HD 1440 x 720 pixel ไม่ใช่ Full HD เหมือนมือถือที่สเปกสูงกว่านี้ ถามว่าใช้แล้วรู้สึกติดขัดอะไรไหม ก็ไม่นะครับ จอ 6 นิ้วกับความละเอียดแบบ HD นั้นยังไปกันไหวอยู่ ถ้าไม่ได้ไปจ้องตัวอักษรให้เห็นรอยแตก มันก็เป็นจอที่ดีจอหนึ่ง ให้สีสันได้ครบถ้วน สีสันไม่เปลี่ยนไปมากนักเมื่อมองเอียง และการใช้จอความละเอียดไม่มากเกินไปก็ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่และทำให้เครื่องเร็วด้วย เพราะ CPU ไม่ต้องประมวลผลเยอะไป (คือจะบอกว่า ถ้าไม่ซีเรียดเรื่องความคมของตัวหนังสือ จอ HD ก็มีข้อดีนะ ไม่ใช่ถือเป็นข้อเสียของเครื่อง)

จอ 18:9 ของ Vivo V7+ ถือว่าทำซอฟต์แวร์ออกมารองรับได้ดี แอปแทบทุกตัวสามารถขยายพื้นที่จนเต็มหน้าจอขนาดใหญ่ได้ จะเล่นเกม เล่นเฟซบุ๊กก็เต็มจอหมด รวมถึงขยายวิดีโอบน Youtube และ LINE TV ให้แสดงเต็มหน้าจอได้ด้วย แต่แอปอย่าง iflix ก็ยังไม่รองรับการขยายวิดีโอเต็มหน้าจอ

Vivo V7+ ยังคงมีพอร์ต 3.5 mm มาให้ครับ ซึ่งถ้าฟังเพลงจากพอร์ตนี้จะให้เสียงที่ดีมาก แต่พอร์ตชาร์จดันเป็น MicroUSB อยู่ ก็ถือว่าน่าเสียดายสำหรับมือถือในยุคนี้ที่ไป USB-C กันส่วนใหญ่แล้ว

ประสบการณ์การใช้ Vivo V7+

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตอึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไป โทรศัพท์ เล่นเฟซบุ๊ก เล่น LINE สามารถอยู่ได้ 2 วันสบายๆ แบบหมดวันที่ 2 ยังมีแบตเตอรี่เหลืออยู่อีกหน่อย ก็ต้องยกความดีให้ Android 7 ที่จัดการพลังงานได้ดี ชิป Snapdragon 450 ที่กินไฟน้อย และหน้าจอ HD ที่กินไฟน้อยกว่า Full HD ครับ เพราะงั้นถ้าคุณใช้งานมันหนักมากๆ เช่นเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมง ก็เชื่อได้ว่ามันจะอยู่ได้ครบวัน

Vivo V7+ ดู Youtube, LINE TV เต็มจอ 18:9 ได้ อันนี้ดีงาม

การนำทางด้วย GPS ทำได้ดี ใช้เป็น GPS หลักนำทางในรถมาหลายทริป จับสัญญาณได้ดี ไม่มีอาการรวนเมื่อวิ่งใต้ทางด่วนหรือวิ่งลงอุโมงค์ ยังคงนำทางต่อเนื่องได้ เพียงแต่บางครั้ง (นานๆ ที) อาจจะจับเลนถนนผิดบ้าง เช่นอยู่ในทางหลักแต่จับเป็นทางคู่ขนาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของ GPS บนสมาร์ทโฟนครับ

Vivo V7+ สามารถปลดล็อกเครื่องได้ทั้งสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเครื่อง และสแกนใบหน้าผ่านกล้องหน้า ในส่วนของลายนิ้วมือคงไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะ มันดีเทียบเท่ากับตัวสแกนลายนิ้วมือของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในยุคปัจจุบันครับ (ซึ่งดีกว่า Touch ID ของ iPhone แล้ว) คือแตะปุ๊บก็ปลดล็อกจอให้อย่างรวดเร็ว สแกนนิ้วแม่น นิ้วชื้นๆ ก็ยังสามารถสแกนได้ และสามารถใช้เพื่อล็อกไม่ให้คนอื่นเข้าใช้แอปได้ด้วย ใช้กับแอปเก็บรหัสผ่านอย่าง 1Password ก็ได้

แต่ในส่วนของการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า มันทำงานได้เร็วมากครับ เร็วเกินไปด้วยซ้ำ เห็นหน้าก็ปลดล็อกเครื่องได้แล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนดีแต่มันไม่ดีครับ เพราะเราแทบไม่สามารถอ่านการแจ้งเตือนของโทรศัพท์แบบไม่ต้องปลดล็อกได้เลย (ซึ่ง iPhone X ทำเรื่องนี้ได้ดีกว่า คือแม้เจอหน้าเจ้าของและปลดล็อกเครื่องแล้ว แต่ผู้ใช้ก็ยังต้องปัดหน้าจอเพื่อเข้าสู่หน้าโฮมอยู่ดี) และการปลดล็อกด้วยใบหน้าจะให้ความปลอดภัยที่ต่ำกว่าปลดล็อกด้วย PIN หรือปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ เพราะใช้รูปถ่ายก็อาจจะปลดล็อกได้แล้ว จึงไม่แนะนำให้ใช้เท่าไหร่ครับ

Vivo V7+ ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD เจ๋งมาก!

เรื่องเสียง อันนี้ดีงามน้ำตาไหลเลย ก็ตามสไตล์ของ Vivo ที่เน้นเรื่องเสียงมากๆ  Vivo V7+ เลยใช้ชิป AK4376A ซึ่งถ้าเสียบหูฟังหรือต่อเครื่องเสียงผ่านช่อง 3.5 mm มันจะใช้ชิปเสียงตัวนี้และระบบปรับเสียง Hi-Fi ของเครื่องเพื่อปรับเสียงเพลงทั้งจากแอปฟังเพลงของเครื่องเอง หรือแอปฟังสตรีมอย่าง Spotify ให้เสียงดีขึ้น (เวลาเปิดใช้ระบบ Hi-Fi จะมีคำเตือนว่าเครื่องจะใช้พลังงานมากกว่าปกตินะ แบตเตอรี่อาจจะหมดเร็วหน่อย) ถ้าลองฟังเทียบกันจะรู้สึกเลยว่าเมื่อเปิดโหมด Hi-Fi เสียงจะอิ่ม แน่นมาก มันไม่ใช่การปรับเสียงกุ๊งกิ๊ง ให้เสียงใสๆ โปร่งๆ แบบที่หลายระบบเสียงในมือถือชอบทำกัน ระบบของ Vivo คือทำให้เสียงเต็มอิ่ม ฟังแล้วฟินมากขึ้นครับ รักมากระบบนี้ เสียอย่างเดียว มันทำงานร่วมกับหูฟัง Bluetooth ไม่ได้นะครับ เพราะสัญญาณเสียงจะไม่ได้วิ่งผ่าน DAC ตัวนี้

ส่วนลำโพงของเครื่องมีตัวเดียว ให้เสียงที่ดังใช้ได้ครับ คุณภาพเสียงจากลำโพงก็ดีตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนครับ ไม่ได้ดีหรือแย่จนต้องพูดถึง

การใช้งานเป็นโทรศัพท์ ก็ทำงานได้ดีครับ รองรับ 4G และใช้งาน VoLTE ได้ด้วย ทำให้โทรออกได้เร็ว เสียงสนทนาดังชัดเจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่เราใช้ด้วยนะครับว่าจะรองรับ VoLTE ไหม (แอดใช้ DTAC) แล้วฟังก์ชั่นที่เราชอบอย่างการบันทึกเสียงสนทนาก็มีให้ครับ

Vivo V7+ แบ่ง 2 จอเพื่อใช้งานได้ แต่ไม่ใช่ทุกแอปนะ

ฟีเจอร์แบบจีนๆ ที่เราชอบก็มีให้ครบ ทั้งการบันทึกหน้าจอตามแนวยาว การโคลนแอปเพื่อใช้ 2 บัญชีพร้อมกันก็มีมาให้ใช้ง่ายๆ แค่แตะค้างเพื่อเข้าโหมดลากเปลี่ยนตำแหน่งไอคอนแอปแล้วกด + ที่แอปที่รองรับเท่านั้นเอง แต่เท่าที่ลองใช้ตอนนี้มีแอปรองรับแค่ LINE กับ WeChat นะครับ พวก facebook ยังไม่รองรับ รวมถึงการแบ่งครึ่งหน้าจอใช้งาน 2 แอปก็ทำได้นะครับ แต่ไม่ได้ใช้งานกับแอปทั่วไปได้เหมือนที่ Pure Android ทำได้ แอปที่รองรับก็มีอย่าง facebook, line, youtube, Google Play Movies แต่ไม่รองรับการแบ่งครึ่งจอใน Chrome นะ

มีโหมดเกมสำหรับช่วยผู้เล่นเกมให้โดนขัดจังหวะน้อยลง โดยเกมที่เปิดใช้โหมดเกมจะมีความสามารถคือ รับสายเรียกเข้าอัตโนมัติแล้วเปิดลำโพงให้คุย ไม่ต้องละมือไปกดรับหรือตัดสาย หรือจะเลือกตัดสายไปทั้งหมดก็ได้ พร้อมบล็อก Notification ต่างๆ ไม่ให้แสดงระหว่างเล่นเกม ฟีเจอร์แบบนี้เกมเมอร์น่าจะชอบนะ

การถ่ายรูปด้วย Vivo V7+

กล้องหน้าที่ดีงาม

กล้องหน้าของ Vivo V7+ ถือว่าทำได้เยี่ยมตามความคาดหวังที่เราตั้งไว้กับมือถือของ Vivo นะครับ ให้สีผิวสวย มีโหมดหน้าสวยที่ปรับระดับความนวลปรับโทนสีผิวพร้อมปรับความขาวได้ และโหมดหน้าปกติที่คมชัด และแน่นอนตามสมัยนิยมกับโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ทำได้ดีในระดับหนึ่งมาให้ด้วย เอาเป็นว่าใครเน้นกล้องหน้า Vivo V7+ ไม่น่าจะทำให้ผิดหวังครับ

ปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

เปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่ที่แอบผิดหวังหน่อยๆ คือกล้องหลังครับ ในพื้นที่แสงเยอะก็ให้ภาพได้ดีอยู่ ถ่าย panorama แนวยาวก็สวย แต่ถ้าแสงน้อยลงมาหน่อยเช่นถ่ายในที่ร่ม หรือถ่ายกลางคืนจะเห็นว่าสีสันดรอปลงไปอย่างเห็นได้ชัด รายละเอียดหายไป White Balance ก็ไปในโทนเย็นมากกว่า และมีโอกาสที่ภาพจะเบลอได้ง่ายจากความเร็วชัตเตอร์ที่ลดลงด้วย

ภาพจากกล้องหลังในที่แสงเยอะ ออกมาดูดี

แต่พอแสงน้อยหน่อยเท่านั้นแหละ สีดรอป ถ่ายเบลอง่าย

ภาพถ่าย Panorama

กล้องของ Vivo V7+ สามารถถ่ายแบบ Live View ได้ด้วย คือถ่ายภาพแล้วจะมีวิดีโอสั้นๆ ติดมา แต่คุณภาพวิดีโอของ Live View นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ เลยไม่แนะนำ

ส่วนการถ่ายวิดีโอได้สูงสุดกล้องหลังที่ความละเอียด 1080p ก็ให้วิดีโอที่ดีระดับหนึ่ง เอาไปใช้งานทั่วๆ ไปได้ แต่ด้วยความที่กล้องไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวก็ทำให้การถ่ายวิดีโอต้องตั้งใจถือให้นิ่งหน่อย แล้วก็รายละเอียดของภาพยังไม่ดีเท่าไหร่ครับ ก็ตามราคาสำหรับมือถือระดับนี้

สรุป Vivo V7+ คุ้มราคาหรือไม่

Vivo V7+ เป็นสมาร์ทโฟนแบบ Fullview ตัวแรกๆ ที่เปิดตัวสู่ผู้ใช้ในระดับราคาหมื่นต้นนะครับ ซึ่งหลังจาก V7+ เปิดตัวไปไม่นานก็มีคู่แข่งหลายแบรนด์เปิดตัวมือถือในราคาใกล้เคียงกันและมีจอ Fullview 18:9 เหมือนกันออกมา ทำให้ราคา 11,900 บาทของ V7+ กลายเป็นราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มไปซะงั้น

แต่ราคานี้เราได้เครื่องที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ดี กล้องหน้าดี และประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในกลุ่มราคานี้นะครับ ก็ประทับใจไม่น้อยหลังจากใช้มาเป็นเดือนแต่เครื่องก็ยังลื่นไหลอยู่ แถมแบตอึดมากระดับใช้ 2 วัน ถ้าใครเน้นเรื่องพวกนี้ Vivo V7+ ถือเป็นมือถือที่คุ้มราคาครับ

แต่จุดที่จะแพ้คู่แข่งที่ออกมาน่าจะเป็นเรื่องจอเป็นหลักเลย เอาจริงๆ ใช้ทั่วไปก็ไม่ได้สังเกตนะครับว่าจอมันไม่ละเอียด (อย่าง iPhone 6,7,8 ก็ไม่ใช่จอ Full HD นะ) แต่ใครที่แคร์ความเนียนของภาพในหน้าจอหน่อย ก็คงอยากพิจารณาตัวเลือกอื่นที่ได้จอ Full HD แทน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Lab

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Lab

รีวิว Sony Xperia XZ2 Premium สานต่อจิตวิญญาณจอ 4K HDR

Published

on

Vivo V7+

฿ 11,990
8.3

รูปลักษณ์ภายนอก

8.5/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

คุณภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องหน้าเฉียบขาดเหมือนเดิม ถ่ายภาพสวยมาก
  • เสียงผ่านช่อง 3.5 mm ด้วยระบบ Hi-Fi ดีมาก เสียงอิ่ม แน่น ไม่ต้องลำบากลำบนไปหา DAC นอกมาใช้
  • ประสิทธิภาพเครื่องดีที่สุดในคลาสนี้ (กลุ่มจอ Fullview ราคาหมื่นต้น)
  • แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งาน 2 วันสบายๆ
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD

จุดสังเกต

  • จอความละเอียดแค่ HD แม้ใช้งานอาจจะมองไม่เห็นความต่างจาก Full HD เท่าไหร่ แต่มีผลด้านจิตใจกับคนซื้อ
  • กล้องหลังไม่เก่งเท่ากล้องหน้า ถ้าถ่ายในที่ร่มหรือตอนกลางคืน สีจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด และมีโอกาสภาพเบลอง่าย
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าเร็วเกินไป จนมองอะไรไม่ทัน
  • ยังใช้พอร์ต MicroUSB
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz

เรียกว่าโซนี่นั้นมีแนวทางการในการทำมือถือของตัวเองที่ชัดเจนมากนะครับ คือในรุ่นเรือธงนั้นจะแบ่งออกเป็นรุ่นทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพดี ราคาเหมาะสม แล้วก็รุ่นพรีเมี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเทคโนโลยีสูงสุดจากโซนี่ และเรือธง Premium ตัวล่าสุดอย่าง Sony Xperia XZ2 Premium ก็มาอยู่ในมือของเราพร้อมรีวิวให้อ่านกันแล้ว ซึ่ง Xperia XZ3 ก็เปิดตัวมาเรียบร้อยตอนนี้ ไม่รู้พี่โซนี่จะออกมือถือถี่ไปไหน และล่าสุด Xperia จะหยุดทำตลาดในไทยไปพักหนึ่งด้วย XZ3 จึงไม่ขายในไทย และ XZ2 Premium ก็จะหาเครื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนำเข้าขายไม่เยอะครับ เอาเป็นว่าใครที่มี XZ2 Premium ก็ภูมิใจได้เลยว่าได้เก็บของหายากรุ่นหนึ่ง

ว่าด้วยเรื่องจอ 4K HDR จุดเด่นของ Sony Xperia XZ2 Premium

จุดเด่นของ Xperia ในตระกูล Premium เลยคือเรื่องจอ 4K ครับ ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ใส่หน้าจอ 4K HDR แบบ IPS ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 16:9 มาด้วย ทำให้การดูเนื้อหาที่รองรับ 4K HDR อย่าง Youtube หรือภาพยนตร์ใน Netflix (เรื่องที่รองรับ 4K HDR) ดูดีขึ้นมากจริงๆ รายละเอียดของภาพนั้นคมกริบยิ่งกว่าจอทั่วไป และ HDR ก็ช่วยให้แสดงแสงสีสันจนจัดจ้านกว่าเดิม ดูหนังแล้วก็เพลิน

แต่ประโยชน์ของหน้าจอ 4K หลักๆ ก็จะจบลงแค่การดูภาพหรือวิดีโอ (ที่ต้องรองรับ 4K ด้วยนะ) เป็น เพราะการใช้ปกติจะมองความแตกต่างได้ยากมากระหว่างมือถือทั่วไปที่เป็นจอ Full HD+ กับหน้าจอ Xperia XZ2 Premium ถ้าไม่ได้ช่างสังเกตจริงๆ แบบจับ 2 จอมาเทียบกันจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เราจึงมองว่าจอ 4K HDR นั้นเหมาะสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มที่ต้องความคมชัดของภาพยนตร์ระดับสุดขอบในยุคนี้ ซึ่งความสุดยอดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอายุแบตเตอรี่ที่สั้นลงด้วยนะครับ เพราะจอละเอียดมาก กินไฟเยอะ

เทียบกับ Galaxy Note 9 ตัวบน จะเห็นว่าจอของ Xperia XZ2 Premium อมฟ้ากว่ามาก

จุดที่เราไม่ชอบเกี่ยวกับจอของ Xperia XZ2 Premium นั้นมี 3 ข้อคือ

  1. สัดส่วนเป็น 16:9 ทำให้ขนาดจอ 5.8 นิ้วกลายเป็นทำให้เครื่องอ้วนกว่ามือถือทั่วไป จับมือเดียวลำบาก นอกจากนี้เวลาดูหนังจริงๆ ที่สัดส่วนภาพยาวกว่า 16:9 ก็ทำให้พื้นที่การดูลดลง
  2. สีจออมฟ้ามากไป เราอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ตรงที่เราไม่เคยชอบจอที่ให้แสงอมฟ้าเลย แม้ว่ามันจะทำให้สีขาวดูสะอาดขึ้น แต่ก็ทำให้เวลาชมภาพยนตร์สีสันภาพผิดจากมาตรฐานอุตสาหกรรม (มาตรฐานวงการใช้อุณหภูมิสี 6500 K ซึ่งจะเป็นโทนอุ่นๆ หน่อย)  ซึ่งถ้าเทียบกับ Sony Xperia XZ2 ที่เราเคยรีวิวไป เราว่าสีสันของ XZ2 นั้นดีกว่า XZ2 Premium เยอะครับ ให้โทนภาพที่มีชีวิตชีวากว่า ซึ่งเราพยายามหาทางปรับโทนสีของ XZ2 Premium แล้วนะ แต่ปรับยากเย็นเหลือเกิน
  3. จอไม่ค่อยสว่าง อันนี้เป็นปัญหาเวลาใช้งานกลางแดดครับ จะมองจอยากหน่อย ซึ่งจอตัวนี้จะมืดกว่าจอของ Xperia XZ2 แล้วเวลาดูหนัง HDR ที่แข่งกันเรื่องความสว่างของหน้าจอด้วย ภาพก็จะไม่เด้งเตะตาเท่าจอที่สว่างกว่าครับ

Xperia XZ2 Premium มีกล้องคู่ ถ่ายภาพดีมาก แต่ยังหน่วง!

จุดเด่นสุดๆ ของ XZ2 Premium คือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโซนี่เลยที่มีกล้องคู่ ขนาด Xperia XZ3 ที่ออกตามมายังไม่มีกล้องคู่เลย ซึ่งสเปกของกล้องคู่ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดา กล้องตัวแรกเป็นกล้องสี ความละเอียด 19 ล้านพิกเซล f/1.8 เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว ส่วนกล้องอีกตัวเป็นกล้องขาวดำความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.6 ใช้เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว แล้วใช้หน่วยประมวลผลพิเศษที่เรียกว่า AUBE รวมภาพจากกล้อง 2 ตัวนี้เข้ามาเป็นภาพเดียว ซึ่งการรวมภาพจากกล้องขาว-ดำที่มีขนาดเม็กพิกเซลใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ Sony Xperia XZ2 Premium สามารถเร่ง ISO ได้สูงสุดถึง 51,200 สำหรับภาพนิ่ง และ ISO 12,800 สำหรับวิดีโอซึ่งสูงมาก แต่ ISO ที่สูงขนาดนี้กล้องจะเลือกใช้เองในโหมดอัตโนมัตินะครับ ในโหมด Manual สามารถเซ็ต ISO สูงสุดได้ที่ 12,800 เท่านั้น

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Sony Xperia XZ2 Premium

ภาพขาวดำจากกล้องหลัง

จริงๆ เราชอบคุณภาพไฟล์ของโซนี่มาตั้งแต่ Xperia XZ2 แล้ว ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกด้วยการถ่ายภาพกลางคืนที่สวยขึ้น ในขณะที่สีสันของภาพก็ดูเป็นธรรมชาติไม่ตกแต่งจนโอเวอร์เกินจริงเหมือนกล้องหลายๆ แบรนด์ แล้วยังถ่ายภาพขาวดำได้ละเอียดด้วยเซนเซอร์ขาวดำโดยเฉพาะ และไฮไลท์สำคัญของการเป็นกล้องคู่คือมันถ่ายหน้าชัด หลังเบลอด้วยเลนส์ 2 ตัวได้แล้วครับ ซึ่งก็ถ่ายหลังเบลอได้ดีและเร็วกว่ารุ่นเดิมที่ใช้กล้องเดียว แล้วถ่ายภาพหลายๆ ระยะมาทำให้เบลอ แต่ถ้าถามว่าโหมดนี้ถ่ายแล้วได้ภาพเลยไหม กล้องก็ต้องใช้เวลาถ่ายมากกว่าโหมดปกติอยู่ดีครับ ก็ไม่เหมาะสำหรับเอาไปถ่าย Candid นะ

ภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่จุดอ่อนที่เดิมของโซนี่อย่างชัตเตอร์หน่วง หรือถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงใน XZ2 Premium ครับ โดยเฉพาะเรื่องชัตเตอร์หน่วงนี้ถือเป็นปัญหากวนใจมาก เพราะเมื่อกดชัตเตอร์ กล้องจะใช้เวลาอีกราววินาทีเพื่อหาโฟกัสก่อนที่จะถ่ายภาพออกมา ซึ่งมันก็แก้ไขได้ด้วยการใช้ปุ่มชัตเตอร์ที่อยู่ข้างเครื่อง แทนการกดชัตเตอร์ในจอ โดยกดปุ่มไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อหาชัตเตอร์รอไว้ แล้วจึงกดลึกลงไปเพื่อถ่ายภาพ ปัญหาชัตเตอร์หน่วงก็จะลดลง แต่เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่ถ่ายภาพให้ทันที แม้จะกดปุ่มถ่ายภาพจากในจอ มันก็น่ารำคาญเหมือนกันเวลารีบๆ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ในส่วนของกล้องหน้าก็ได้รับการปรับปรุงจาก Xperia XZ2 ไปเยอะครับ อัปเกรดความละเอียดจาก 5 ล้านพิกเซลมาเป็น 13 ล้านพิกเซล f/2.0 ซึ่งก็สามารถถ่าย Selfies ได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งลักษณะภาพของมือถือตัวนี้ก็จะเป็นโทนที่สมจริงนะครับ ไม่ได้ทำหน้าฟรุ๊งฟริ๊งให้มากแบบมือถือจีน ก็เอาไปแต่งต่อแล้วกันนะ เราเน้นความจริงมากกว่า

วิดีโอแบบ HDR ที่ถ้าไม่ได้เปิดบนจอ HDR สีจะตุ่นๆ

เรื่องเทพที่แท้ทรูของ Xperia XZ2 Premium คือการถ่ายวิดีโอครับ จัดเต็มทุกอย่าง ทั้งการถ่าย 4K HDR ที่ทำได้ตั้งแต่ XZ2 แล้ว อันนี้ยังไม่มีมือถือยี่ห้อไหนทำแบบนี้ได้ แต่การถ่ายวิดีโอ HDR ต้องเข้าใจธรรมชาติการใช้ด้วยนะครับ ไม่ใช่เปิด HDR ค้างไว้แล้วถ่ายอะไรก็สวย มันเหมาะสำหรับซีนที่แสงแตกต่างกันเยอะๆ ซึ่งการถ่ายปกติไม่สามารถเก็บแสงสีมาได้หมด ก็เลือกเป็น HDR แต่ถ้าซีนทั่วไป เช่นถ่ายในห้องที่แสงไม่ได้ต่างกันมาก ปิด HDR ไว้จะทำให้ได้ภาพที่สดใสสวยงามกว่าครับ และอีกเรื่องที่ต้องชมเลยคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีมาก ไม่ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันภาพสั่นไหว แค่เดินถือถ่ายไปมาก็ให้ภาพที่วิดีโอที่เคลื่อนไหวนุ่มนวล น่าประทับใจจริงๆ ครับ

ดีไซน์หลังเต่าเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเครื่องหนัก

Sony Xperia XZ2 Premium น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เราเทสในยุคปัจจุบันแล้วนะครับ ขึ้นชั่งได้น้ำหนักที่ 236 กรัม คือถือในมือนี่รู้สึกว่าเครื่องหนักว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ถ้ายิ่งใส่เคสก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จะไม่ใส่เคสเราก็ไม่แนะนำเพราะด้วยฝาหลังกระจกโค้งหลังเต่าเหมือน XZ2 ทำให้เครื่องลื่นมาก เอาไปวางบนพื้นเอียงนิดเดียวมันก็ลื่นตกได้แล้วครับ

โดยรวมดีไซน์ก็ยังอิง XZ2 อยู่คือตัวสแกนนิ้วอยู่กลางเครื่อง ทำให้ต้องถือเครื่องต่ำๆ ปุ่มล็อกหน้าจอก็อยู่กลางเครื่อง ซึ่งกระจายตัวมากๆ กับปุ่มเร่งเสียง-ลดเสียงที่อยู่บนสุดของเครื่อง และปุ่มชัตเตอร์กล้องที่อยู่ขอบล่างเครื่อง ซึ่งปุ่มทั้งหมดนี้จะอยู่ด้านขวาของเครื่องครับ

ด้วยความที่เป็นเครื่องหลังเต่าหนา และมีปุ่มล็อกเครื่องอยู่ตรงกลางพอดี ทำให้เราเอา Sony Xperia XZ2 Premium ไปติดกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นที่เสียบจอยเกม หรือ Gimbal ป้องกันภาพสั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอที่ขายอยู่ตามท้องตลาดได้ยาก ถ้าจะใช้ได้ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับ XZ2 โดยเฉพาะ ทำให้ใครที่คิดจะเอา XZ2 Premium ไปใช้ถ่ายวิดีโอหรือทำงานไลฟ์ที่ต้องการใช้ Gimbal เราก็ไม่แนะนำรุ่นนี้ครับ

เรื่องเสียงและ Dynamic Vibration System

เรื่องลำโพงของ Sony XZ2 Premium นั้นปรับปรุงจาก XZ Premium ตัวแรกไปเยอะมากครับ มันให้เสียงดังกว่ากันมาก น้ำตาจิไหล (จริงๆ มันปรับปรุงตั้งแต่ XZ2 แล้วนะ แต่เหมือนตัว XZ2 Premium จะดังขึ้นไปอีก) แล้วยังเป็นลำโพงสเตอริโอที่สามารถแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนระบบ Dynamic Vibration System ที่สั่นเครื่องตามจังหวะเพลง ก็ยังอยู่ครบถ้วนในรุ่นนี้ครับ จะดูหนังหรือฟังเพลง ก็ได้ลำโพงเสียงดัง แยกซ้าย-ขวาได้ และการสั่นเครื่องตามจังหวะเสียง ก็ทำให้ความบันเทิงมีรสชาติขึ้นอีกหน่อย

แต่จุดอ่อนเรื่องดนตรีของ XZ2 Premium ก็ยังเหมือนกับ XZ2 ครับ คือมันไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แล้ว ต้องใช้สายแปลงพอร์ต USB-C หรือหูฟังที่รองรับ USB-C โดยตรง หรือหูฟังไร้สาย Bluetooth เอา (ซึ่งจะดีที่สุดก็ต้องหูฟังที่รองรับระบบ LDAC ของโซนี่ด้วย จะทำให้ได้เสียงดีระดับเสียบสาย ซึ่งเรื่องที่เราแอบเสียดายนิดๆ คือชื่อชั้นของ Sony นั้นเป็นเจ้าแห่งเสียงเพลงนะครับ มี Walkman ที่เป็นตำนาน แต่ใน Xperia รุ่นเรือธงกลับไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm หรือชิปประมวลผลเสียงดีๆ หรือ DAC ดีๆ อย่างที่มือถือเรือธงหลายๆ มี มันก็แอบเสียดายเหมือนกัน

ประสิทธิภาพของ XZ2 Premium

เรื่องประสิทธิภาพนั้นไม่น่าเป็นห่วงสำหรับสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ใช้ชิป Snapdragon 845 พร้อมแรม 6 GB อย่าง Xperia XZ2 Premium ก็สามารถทำคะแนน Multi-core จาก Geekbench 4.3 ไปได้ราว 8,000 คะแนน และได้คะแนนจาก 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ไปราว 4,200 คะแนน

ซึ่งแน่นอนว่าคะแนนระดับนี้ ใช้งานเครื่องมันลื่นหมดอยู่แล้วแหละครับ เราเลยเทสกับเกม PUBG แบบปรับทุกอย่างสุดเท่าที่เกมมันจะยอมให้ปรับ เล่นจบไป 1 ตา แอดได้ที่หนึ่ง เอ้ย เกมลื่นไหลตลอดอ่ะครับ อาจจะมีแลคบ้างนานๆ ทีเหมือน Network มันโหลดไม่ทัน แต่ก็ลื่นจนจบเกมที่แอดเป็นผู้ชนะหนึ่งเดียวจริงๆ (ไม่อยากจะโม้)

เล่น PUBG ด้วยคุณภาพภาพแบบนี้ ก็ยังลื่น

สรุป Sony Xperia XZ2 Premium เรือธงกับแนวคิดอินดี้

เราไม่เคยกังขาเรื่องเทคโนโลยีของโซนี่นะครับ บริษัทนี้มีเทคโนโลยีมากมายเป็นทรัพย์สินที่พร้อมจะนำไปใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะวางแผนใช้ถูกจุดรึเปล่า

จุดที่เราชอบเกี่ยวกับ XZ2 Premium คือคุณภาพของกล้องวิดีโอที่ดีมากจริงๆ ส่วนภาพถ่ายก็สวยแบบธรรมชาติ ประสิทธิภาพเครื่องก็ดี

แต่จุดที่เราไม่ชอบคือดีไซน์ตัวเครื่องที่หลังเต่าทำให้ชีวิตลำบากเวลาจะใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ซอฟต์แวร์กล้องที่ยังล้าหลัง ทำงานช้า และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้งานครับ เช่นเซนเซอร์ปรับแสงหน้าจอชอบปรับภาพจอมืดเวลาไม่เจอแหล่งกำเนิดแสงจริงๆ เช่นเวลาหันจอเข้าหาหน้า แต่แหล่งกำเนิดแสงอยู่หลังเครื่อง หรือเซนเซอร์แนบหูที่อาจจะอยู่ห่างจากหูเวลาคุยโทรศัพท์ไปหน่อย ทำให้บางครั้งหน้าจอก็ติดขึ้นมาเวลาคุยโทรศัพท์ หรือหน้าจอ 4K ที่ดันอมฟ้ามากเกินไป ซึ่งแอดไม่ชอบอ่ะ

ส่วนราคาของ Sony Xperia XZ2 Premium นั้นเปิดตัวที่ 27,990 บาท ครับ แต่ไม่รู้ตอนนี้ยังหาซื้อได้รึเปล่านะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!