Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Google Pixel 2 สมาร์ทโฟนกล้องเดี่ยวแต่เทพ หาซื้อ (อย่างเป็นทางการ) ไม่ได้ในไทย!

ในที่สุด หนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้สัมผัส Google Pixel 2 สมาร์ทโฟนเรือธงของกูเกิ้ลประจำปีนี้ ที่แม้มีกล้องเดียวแต่เทพเกินสมาร์ทโฟน 2 กล้องหลายตัวเลย มันเจ๋งแค่ไหน ฟังคุณพงศ์สุขเล่าให้ฟังกัน

Published

on

Google Pixel 2

$649
8.8

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

9.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องคือดีงาม ไม่ต้องคิดเยอะ AI คิดให้ ถ่ายออกมาสวย ถ่ายวิดีโอก็นิ่งดี
  • ระบบ Android เลือดบริสุทธิ์ที่ได้รับการจูนมาดีงาม การเลือกใช้ฟอนต์ การจัดวางเมนูต่างๆ เนี๊ยบดี
  • รักระบบสั่นมาก ใช้แล้วรู้สึกมือถือมีชีวิต สั่นไม่ย้วย
  • ประสิทธิภาพดีระดับท็อปของ Android ในยุคนี้
  • ระบบอัจฉริยะของกูเกิ้ลเจ๋งจริง ทั้ง Google Assistant และระบบบอกชื่อเพลง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! วะหะห้าา (สาวกหัวเราะ) และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • ด้านหน้าเชยไปนิด ถ้าเอาดีไซน์จาก Pixel 2 XL มาใช้ด้วยจะดีมาก
  • ไม่เข้าใจ ทำไมต้องวางปุ่มล็อกจอเหนือปุ่มปรับเสียงให้ต่างจากชาวบ้าน
  • กล้องหน้าเป็นแค่ fix focus แต่ก็ทำหลังเบลอได้ด้วย AI
  • ข้อเสียสำคัญ ไม่มีขายในไทยอย่างเป็นทางการ

ในที่สุด หนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้สัมผัส Google Pixel 2 สมาร์ทโฟนเรือธงของกูเกิ้ลประจำปีนี้ ที่แม้มีกล้องเดียวแต่เทพเกินสมาร์ทโฟน 2 กล้องหลายตัวเลย มันเจ๋งแค่ไหน ฟังคุณพงศ์สุขเล่าให้ฟังกัน

สเปกของ Google Pixel 2

  • Snapdragon 835 Octa-core 8 แกนสมอง
  • GPU: Adreno 540
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB, 128 GB แล้วแต่เลือก แต่เพิ่ม MicroSD ไม่ได้
  • หน้าจอ 5 นิ้วความละเอียด Full HD AMOLED สัดส่วน 16:9 แบบ Alway-on (ส่วน XL เป็นจอ 6 นิ้ว pOLED ที่สัดส่วน 18:9)
  • กล้องหลัง 12.2 ล้านพิกเซล f/1.8 ระบบกันสั่นแบบ Optical + electronic ถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps, Full HD 120 fps
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.4 fixed focus
  • กันน้ำระดับ IP67 (ลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ไม่เกิน 30 นาที)
  • Pixel 2 มีสามสีคือ ดำ, ขาว, ฟ้า ส่วน XL มีแค่ ดำกับขาว

สรุปความเห็นของทีมงานต่อ Google Pixel 2

สัมผัสแรกคือเป็นโทรศัพท์ตัวเล็ก น้ำหนักเบา จับถือมือเดียวสบายๆ ใช้งานคล่องตัว แต่ที่ไม่ชอบคือหน้าตาโบราณไปนิด ขอบบนขอบล่างของด้านหน้านี้หนาเชียว ทำไมไม่ใช้ดีไซน์ของ Pixel 2 XL ให้หมด (สงสัยรอเก็บไว้ใน Pixel 3) ส่วนด้านหลังก็สวยแบบเรียบๆ และที่ขัดใจอีกอย่าง ทำไมปุ่มล็อกเครื่องต้องวางอยู่เหนือปุ่มปรับระดับเสียง (มือถืออื่นจะวางปุ่มปรับเสียงไว้บน แล้วล็อกเครื่องอยู่ต่ำลงมา) คือกลัวทำตามคนอื่นแล้วไม่เท่เหรอกูเกิ้ล กดผิดกดถูกประจำ

ประสิทธิภาพเครื่องไม่ต้องพูดถึง Snapdragon 835 ชิปตัวท็อปของ Android ตอนนี้ (ที่ช้ากว่า Apple A11 อยู่เกือบครึ่งจากคะแนน Geekbench 4) พร้อมการจูนระบบจากซอฟต์แวร์เลือดบริสุทธิ์ของ Google ทำให้ทุกอย่างดูลื่นไหลไปหมด ใช้แล้วรู้สึกดีกว่าตัวท็อปอื่นๆ

  • คะแนน Geekbench 4 Single-core 1906, Multi-core 6065, Compute (วัด GPU) 7618
  • เทียบกับ iPhone 8 ได้คะแนน 4208, 10026, 15293 ตามลำดับ
  • 3Dmark Sling Shot Extreme ได้ 2729 (เทียบกับ iPhone 8 ได้คะแนน 2478 อ้าวไอโฟนแพ้นี่)

ที่ชอบคือ Google Pixel 2 เป็นมือถือที่ใส่ใจในรายละเอียดการใช้งานเยอะ ขนาดฟอนต์ ใหญ่เหมาะสมกับจอ ไม่ใหญ่เกินไปเหมือนหลายรุ่น ฟอนต์คมสวย เลือกหน้าตามาอย่างดี ความแม่นยำของคีย์บอร์ดก็ทำได้ดี Android ตัวท็อปควรลงรายละเอียดให้ได้แบบนี้

ที่รักเลยคือระบบสั่นของ Pixel 2 นั้นสั่นแบบผู้ดีเหมือน iPhone หรือ Nintendo Switch ที่เป็นการสั่นที่มีรายละเอียด ไม่ใช่สั่นแบบย้วยๆ เหมือนมอเตอร์สั่นแบบเก่า ทำให้สัมผัสในการใช้สนุกมาก โดยเฉพาะเวลาพิมพ์คีย์บอร์ด แม้จะไม่ได้มีรูปแบบการสั่นมากมายเหมือน iPhone ที่เลื่อนเวลาก็สั่น ปั่นเมนูก็สั่น หรือ Nintendo Switch ที่สั่นจนแยกออกว่าในจอยคอนเหมือนมีลูกแก้วอยู่กี่ลูก

  1. Apple เรียกส่วนประกอบนี้ว่า Taptic Engine มีอยู่ใน iPhone, Apple Watch, Macbook
  2. ส่วน Nintendo เรียกว่า HD Rumble ส่วนชื่อสามัญของมันคือ linear actuator

กล้องคือสุดติ่ง ไม่ต้องปรับอะไรเยอะ AI จูนให้ ถ่ายแล้วสวยเลย ปรับ HDR ให้อัตโนมัติจนภาพดูดี โหมด Portrait ก็ดีงาม มีกล้องเดียวก็สามารถละลายหลังได้ด้วยพลังของ AI วิเคราะห์ตัวคนแยกออกมาจากฉากหลัง ซึ่งไม่ได้ละลายได้แค่คน วัตถุอื่นๆ ก็ละลายได้ แต่จุดอ่อนของกล้องคือฟังก์ชั่นน้อยไปหน่อย ใครที่หวังใช้โหมด Manual ปรับนู้นนั่นนี่เอง ก็ไปโหลดแอปอื่นโลด แอปกล้องมันทำให้ไม่ได้ และกล้องหน้าเป็นแบบ fixed focus

ส่วนวิดีโอก็ดีงาม กันสั่นดีมาก ไม่ต้องมีไม้ Osmo Mobile ก็ถ่ายได้นิ่ง แต่เหมือน Bitrate ของวิดีโอยังต่ำไปนิด ถ้าดูดีๆ จะเห็นรอยจากการบีบอัดเหมือนกัน

ระบบเสียง สำโพงสเตอริโออยู่ด้านหน้าคือดี แยกมิติเสียงชัดเจน เสียง balance ไม่เหมือน iPhone 7 ที่มีลำโพงคู่ แต่เสียงออกซ้าย-ขวาไม่เท่ากัน แต่ที่กลืนน้ำลาย คือใช้พอร์ต USB-C แต่ตัดช่องหูฟัง โถ่วถ้า Pixel 2 จะตัดช่องหูฟัง ปีที่แล้วใน Pixel 1 ก็ไม่น่าขึ้นสไลด์แชะ iPhone 7 ซะเยอะแยะ ปีนี้เลยโดนกระแสสวิงกลับอย่างแรง ซึ่ง Google ก็บอกว่าไม่ได้ตัดช่องหูฟังไปไหน แปลงเอาจาก USB-C ไง (จ่ะ!)

ระบบอัจฉริยะของ Google ก็ทำงานได้เยี่ยม เช่นการระบุชื่อเพลง ตั้งเครื่องไว้เฉยๆ พอเปิดเพลง มันฟังเสียงแล้ววิเคราะห์เป็นชื่อเพลงได้ด้วย เจ๋งและน่ากลัวไปพร้อมกัน คือถ้าเป็นมือถือจีนคงโดนด่าไปแล้ว แต่นี่ Google เลยมีความเชื่อมั่นกันอยู่บ้าง (ใครกลัวมันแอบฟังก็ปิดฟังก์ชั่นนี้ได้นะ)

Pixel 2 มี Active Edge ด้วย คือบีบๆ เครื่องเรียก Google Assistant ออกมารับคำสั่งเสียงได้ (หรือจะพูดว่า ok google ก็ได้) ก็สั่งงานได้เยอะดี แต่ยังสั่งเป็นภาษาไทยไม่ได้ (อันนี้เป็นคนละฟีเจอร์กับ Google Now ที่สั่งภาษาไทยได้แล้วนะ) ก็แพ้ Siri ตรงนี้ และไม่สามารถเปลี่ยนการบีบเครื่องให้ทำงานอย่างอื่นได้ ต่างจาก HTC U11 ที่เลือกได้

สรุป Google Pixel 2 เป็นมือถือที่สมบูรณ์ ใช้ง่าย ใครที่รักความเนี๊ยบของ iPhone มาใช้ Pixel 2 ก็น่าจะหลงรักได้ไม่ยาก กล้องกดแล้วสวยเลย จะกลางวันกลางคืนเอาอยู่หมด แต่ฟีเจอร์กุ๊งกิ้งไม่เยอะ ใครที่ชอบฟีเจอร์แบบแคปจอตามยาว บันทึกเสียงสนทนาแบบมือถือจีน พี่เกิ้ลไม่มีให้นะ ราคาอเมริกาเริ่มต้นที่ $649 หรือราว 22,000 บาทก็เป็นราคาที่สมเหตุสมผล แต่ราคาเครื่องหิ้วไทยนี้ต้องคิดเยอะอยู่

ขอบคุณร้าน A.O.B. Mobile มาบุญครอง สำหรับเครื่องรีวิว

เจ๋งขนาดนี้รับป้ายทองไปเลย! แอดชอบมาก Pixel 2

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Google Pixel 2

$649
8.8

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

9.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องคือดีงาม ไม่ต้องคิดเยอะ AI คิดให้ ถ่ายออกมาสวย ถ่ายวิดีโอก็นิ่งดี
  • ระบบ Android เลือดบริสุทธิ์ที่ได้รับการจูนมาดีงาม การเลือกใช้ฟอนต์ การจัดวางเมนูต่างๆ เนี๊ยบดี
  • รักระบบสั่นมาก ใช้แล้วรู้สึกมือถือมีชีวิต สั่นไม่ย้วย
  • ประสิทธิภาพดีระดับท็อปของ Android ในยุคนี้
  • ระบบอัจฉริยะของกูเกิ้ลเจ๋งจริง ทั้ง Google Assistant และระบบบอกชื่อเพลง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! วะหะห้าา (สาวกหัวเราะ) และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • ด้านหน้าเชยไปนิด ถ้าเอาดีไซน์จาก Pixel 2 XL มาใช้ด้วยจะดีมาก
  • ไม่เข้าใจ ทำไมต้องวางปุ่มล็อกจอเหนือปุ่มปรับเสียงให้ต่างจากชาวบ้าน
  • กล้องหน้าเป็นแค่ fix focus แต่ก็ทำหลังเบลอได้ด้วย AI
  • ข้อเสียสำคัญ ไม่มีขายในไทยอย่างเป็นทางการ

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Lab

รีวิว Sony Xperia XZ2 Premium สานต่อจิตวิญญาณจอ 4K HDR

Published

on

Google Pixel 2

$649
8.8

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

9.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องคือดีงาม ไม่ต้องคิดเยอะ AI คิดให้ ถ่ายออกมาสวย ถ่ายวิดีโอก็นิ่งดี
  • ระบบ Android เลือดบริสุทธิ์ที่ได้รับการจูนมาดีงาม การเลือกใช้ฟอนต์ การจัดวางเมนูต่างๆ เนี๊ยบดี
  • รักระบบสั่นมาก ใช้แล้วรู้สึกมือถือมีชีวิต สั่นไม่ย้วย
  • ประสิทธิภาพดีระดับท็อปของ Android ในยุคนี้
  • ระบบอัจฉริยะของกูเกิ้ลเจ๋งจริง ทั้ง Google Assistant และระบบบอกชื่อเพลง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! วะหะห้าา (สาวกหัวเราะ) และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • ด้านหน้าเชยไปนิด ถ้าเอาดีไซน์จาก Pixel 2 XL มาใช้ด้วยจะดีมาก
  • ไม่เข้าใจ ทำไมต้องวางปุ่มล็อกจอเหนือปุ่มปรับเสียงให้ต่างจากชาวบ้าน
  • กล้องหน้าเป็นแค่ fix focus แต่ก็ทำหลังเบลอได้ด้วย AI
  • ข้อเสียสำคัญ ไม่มีขายในไทยอย่างเป็นทางการ

เรียกว่าโซนี่นั้นมีแนวทางการในการทำมือถือของตัวเองที่ชัดเจนมากนะครับ คือในรุ่นเรือธงนั้นจะแบ่งออกเป็นรุ่นทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพดี ราคาเหมาะสม แล้วก็รุ่นพรีเมี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเทคโนโลยีสูงสุดจากโซนี่ และเรือธง Premium ตัวล่าสุดอย่าง Sony Xperia XZ2 Premium ก็มาอยู่ในมือของเราพร้อมรีวิวให้อ่านกันแล้ว ซึ่ง Xperia XZ3 ก็เปิดตัวมาเรียบร้อยตอนนี้ ไม่รู้พี่โซนี่จะออกมือถือถี่ไปไหน และล่าสุด Xperia จะหยุดทำตลาดในไทยไปพักหนึ่งด้วย XZ3 จึงไม่ขายในไทย และ XZ2 Premium ก็จะหาเครื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนำเข้าขายไม่เยอะครับ เอาเป็นว่าใครที่มี XZ2 Premium ก็ภูมิใจได้เลยว่าได้เก็บของหายากรุ่นหนึ่ง

ว่าด้วยเรื่องจอ 4K HDR จุดเด่นของ Sony Xperia XZ2 Premium

จุดเด่นของ Xperia ในตระกูล Premium เลยคือเรื่องจอ 4K ครับ ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ใส่หน้าจอ 4K HDR แบบ IPS ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 16:9 มาด้วย ทำให้การดูเนื้อหาที่รองรับ 4K HDR อย่าง Youtube หรือภาพยนตร์ใน Netflix (เรื่องที่รองรับ 4K HDR) ดูดีขึ้นมากจริงๆ รายละเอียดของภาพนั้นคมกริบยิ่งกว่าจอทั่วไป และ HDR ก็ช่วยให้แสดงแสงสีสันจนจัดจ้านกว่าเดิม ดูหนังแล้วก็เพลิน

แต่ประโยชน์ของหน้าจอ 4K หลักๆ ก็จะจบลงแค่การดูภาพหรือวิดีโอ (ที่ต้องรองรับ 4K ด้วยนะ) เป็น เพราะการใช้ปกติจะมองความแตกต่างได้ยากมากระหว่างมือถือทั่วไปที่เป็นจอ Full HD+ กับหน้าจอ Xperia XZ2 Premium ถ้าไม่ได้ช่างสังเกตจริงๆ แบบจับ 2 จอมาเทียบกันจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เราจึงมองว่าจอ 4K HDR นั้นเหมาะสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มที่ต้องความคมชัดของภาพยนตร์ระดับสุดขอบในยุคนี้ ซึ่งความสุดยอดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอายุแบตเตอรี่ที่สั้นลงด้วยนะครับ เพราะจอละเอียดมาก กินไฟเยอะ

เทียบกับ Galaxy Note 9 ตัวบน จะเห็นว่าจอของ Xperia XZ2 Premium อมฟ้ากว่ามาก

จุดที่เราไม่ชอบเกี่ยวกับจอของ Xperia XZ2 Premium นั้นมี 3 ข้อคือ

  1. สัดส่วนเป็น 16:9 ทำให้ขนาดจอ 5.8 นิ้วกลายเป็นทำให้เครื่องอ้วนกว่ามือถือทั่วไป จับมือเดียวลำบาก นอกจากนี้เวลาดูหนังจริงๆ ที่สัดส่วนภาพยาวกว่า 16:9 ก็ทำให้พื้นที่การดูลดลง
  2. สีจออมฟ้ามากไป เราอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ตรงที่เราไม่เคยชอบจอที่ให้แสงอมฟ้าเลย แม้ว่ามันจะทำให้สีขาวดูสะอาดขึ้น แต่ก็ทำให้เวลาชมภาพยนตร์สีสันภาพผิดจากมาตรฐานอุตสาหกรรม (มาตรฐานวงการใช้อุณหภูมิสี 6500 K ซึ่งจะเป็นโทนอุ่นๆ หน่อย)  ซึ่งถ้าเทียบกับ Sony Xperia XZ2 ที่เราเคยรีวิวไป เราว่าสีสันของ XZ2 นั้นดีกว่า XZ2 Premium เยอะครับ ให้โทนภาพที่มีชีวิตชีวากว่า ซึ่งเราพยายามหาทางปรับโทนสีของ XZ2 Premium แล้วนะ แต่ปรับยากเย็นเหลือเกิน
  3. จอไม่ค่อยสว่าง อันนี้เป็นปัญหาเวลาใช้งานกลางแดดครับ จะมองจอยากหน่อย ซึ่งจอตัวนี้จะมืดกว่าจอของ Xperia XZ2 แล้วเวลาดูหนัง HDR ที่แข่งกันเรื่องความสว่างของหน้าจอด้วย ภาพก็จะไม่เด้งเตะตาเท่าจอที่สว่างกว่าครับ

Xperia XZ2 Premium มีกล้องคู่ ถ่ายภาพดีมาก แต่ยังหน่วง!

จุดเด่นสุดๆ ของ XZ2 Premium คือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโซนี่เลยที่มีกล้องคู่ ขนาด Xperia XZ3 ที่ออกตามมายังไม่มีกล้องคู่เลย ซึ่งสเปกของกล้องคู่ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดา กล้องตัวแรกเป็นกล้องสี ความละเอียด 19 ล้านพิกเซล f/1.8 เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว ส่วนกล้องอีกตัวเป็นกล้องขาวดำความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.6 ใช้เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว แล้วใช้หน่วยประมวลผลพิเศษที่เรียกว่า AUBE รวมภาพจากกล้อง 2 ตัวนี้เข้ามาเป็นภาพเดียว ซึ่งการรวมภาพจากกล้องขาว-ดำที่มีขนาดเม็กพิกเซลใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ Sony Xperia XZ2 Premium สามารถเร่ง ISO ได้สูงสุดถึง 51,200 สำหรับภาพนิ่ง และ ISO 12,800 สำหรับวิดีโอซึ่งสูงมาก แต่ ISO ที่สูงขนาดนี้กล้องจะเลือกใช้เองในโหมดอัตโนมัตินะครับ ในโหมด Manual สามารถเซ็ต ISO สูงสุดได้ที่ 12,800 เท่านั้น

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Sony Xperia XZ2 Premium

ภาพขาวดำจากกล้องหลัง

จริงๆ เราชอบคุณภาพไฟล์ของโซนี่มาตั้งแต่ Xperia XZ2 แล้ว ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกด้วยการถ่ายภาพกลางคืนที่สวยขึ้น ในขณะที่สีสันของภาพก็ดูเป็นธรรมชาติไม่ตกแต่งจนโอเวอร์เกินจริงเหมือนกล้องหลายๆ แบรนด์ แล้วยังถ่ายภาพขาวดำได้ละเอียดด้วยเซนเซอร์ขาวดำโดยเฉพาะ และไฮไลท์สำคัญของการเป็นกล้องคู่คือมันถ่ายหน้าชัด หลังเบลอด้วยเลนส์ 2 ตัวได้แล้วครับ ซึ่งก็ถ่ายหลังเบลอได้ดีและเร็วกว่ารุ่นเดิมที่ใช้กล้องเดียว แล้วถ่ายภาพหลายๆ ระยะมาทำให้เบลอ แต่ถ้าถามว่าโหมดนี้ถ่ายแล้วได้ภาพเลยไหม กล้องก็ต้องใช้เวลาถ่ายมากกว่าโหมดปกติอยู่ดีครับ ก็ไม่เหมาะสำหรับเอาไปถ่าย Candid นะ

ภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่จุดอ่อนที่เดิมของโซนี่อย่างชัตเตอร์หน่วง หรือถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงใน XZ2 Premium ครับ โดยเฉพาะเรื่องชัตเตอร์หน่วงนี้ถือเป็นปัญหากวนใจมาก เพราะเมื่อกดชัตเตอร์ กล้องจะใช้เวลาอีกราววินาทีเพื่อหาโฟกัสก่อนที่จะถ่ายภาพออกมา ซึ่งมันก็แก้ไขได้ด้วยการใช้ปุ่มชัตเตอร์ที่อยู่ข้างเครื่อง แทนการกดชัตเตอร์ในจอ โดยกดปุ่มไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อหาชัตเตอร์รอไว้ แล้วจึงกดลึกลงไปเพื่อถ่ายภาพ ปัญหาชัตเตอร์หน่วงก็จะลดลง แต่เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่ถ่ายภาพให้ทันที แม้จะกดปุ่มถ่ายภาพจากในจอ มันก็น่ารำคาญเหมือนกันเวลารีบๆ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ในส่วนของกล้องหน้าก็ได้รับการปรับปรุงจาก Xperia XZ2 ไปเยอะครับ อัปเกรดความละเอียดจาก 5 ล้านพิกเซลมาเป็น 13 ล้านพิกเซล f/2.0 ซึ่งก็สามารถถ่าย Selfies ได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งลักษณะภาพของมือถือตัวนี้ก็จะเป็นโทนที่สมจริงนะครับ ไม่ได้ทำหน้าฟรุ๊งฟริ๊งให้มากแบบมือถือจีน ก็เอาไปแต่งต่อแล้วกันนะ เราเน้นความจริงมากกว่า

วิดีโอแบบ HDR ที่ถ้าไม่ได้เปิดบนจอ HDR สีจะตุ่นๆ

เรื่องเทพที่แท้ทรูของ Xperia XZ2 Premium คือการถ่ายวิดีโอครับ จัดเต็มทุกอย่าง ทั้งการถ่าย 4K HDR ที่ทำได้ตั้งแต่ XZ2 แล้ว อันนี้ยังไม่มีมือถือยี่ห้อไหนทำแบบนี้ได้ แต่การถ่ายวิดีโอ HDR ต้องเข้าใจธรรมชาติการใช้ด้วยนะครับ ไม่ใช่เปิด HDR ค้างไว้แล้วถ่ายอะไรก็สวย มันเหมาะสำหรับซีนที่แสงแตกต่างกันเยอะๆ ซึ่งการถ่ายปกติไม่สามารถเก็บแสงสีมาได้หมด ก็เลือกเป็น HDR แต่ถ้าซีนทั่วไป เช่นถ่ายในห้องที่แสงไม่ได้ต่างกันมาก ปิด HDR ไว้จะทำให้ได้ภาพที่สดใสสวยงามกว่าครับ และอีกเรื่องที่ต้องชมเลยคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีมาก ไม่ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันภาพสั่นไหว แค่เดินถือถ่ายไปมาก็ให้ภาพที่วิดีโอที่เคลื่อนไหวนุ่มนวล น่าประทับใจจริงๆ ครับ

ดีไซน์หลังเต่าเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเครื่องหนัก

Sony Xperia XZ2 Premium น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เราเทสในยุคปัจจุบันแล้วนะครับ ขึ้นชั่งได้น้ำหนักที่ 236 กรัม คือถือในมือนี่รู้สึกว่าเครื่องหนักว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ถ้ายิ่งใส่เคสก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จะไม่ใส่เคสเราก็ไม่แนะนำเพราะด้วยฝาหลังกระจกโค้งหลังเต่าเหมือน XZ2 ทำให้เครื่องลื่นมาก เอาไปวางบนพื้นเอียงนิดเดียวมันก็ลื่นตกได้แล้วครับ

โดยรวมดีไซน์ก็ยังอิง XZ2 อยู่คือตัวสแกนนิ้วอยู่กลางเครื่อง ทำให้ต้องถือเครื่องต่ำๆ ปุ่มล็อกหน้าจอก็อยู่กลางเครื่อง ซึ่งกระจายตัวมากๆ กับปุ่มเร่งเสียง-ลดเสียงที่อยู่บนสุดของเครื่อง และปุ่มชัตเตอร์กล้องที่อยู่ขอบล่างเครื่อง ซึ่งปุ่มทั้งหมดนี้จะอยู่ด้านขวาของเครื่องครับ

ด้วยความที่เป็นเครื่องหลังเต่าหนา และมีปุ่มล็อกเครื่องอยู่ตรงกลางพอดี ทำให้เราเอา Sony Xperia XZ2 Premium ไปติดกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นที่เสียบจอยเกม หรือ Gimbal ป้องกันภาพสั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอที่ขายอยู่ตามท้องตลาดได้ยาก ถ้าจะใช้ได้ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับ XZ2 โดยเฉพาะ ทำให้ใครที่คิดจะเอา XZ2 Premium ไปใช้ถ่ายวิดีโอหรือทำงานไลฟ์ที่ต้องการใช้ Gimbal เราก็ไม่แนะนำรุ่นนี้ครับ

เรื่องเสียงและ Dynamic Vibration System

เรื่องลำโพงของ Sony XZ2 Premium นั้นปรับปรุงจาก XZ Premium ตัวแรกไปเยอะมากครับ มันให้เสียงดังกว่ากันมาก น้ำตาจิไหล (จริงๆ มันปรับปรุงตั้งแต่ XZ2 แล้วนะ แต่เหมือนตัว XZ2 Premium จะดังขึ้นไปอีก) แล้วยังเป็นลำโพงสเตอริโอที่สามารถแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนระบบ Dynamic Vibration System ที่สั่นเครื่องตามจังหวะเพลง ก็ยังอยู่ครบถ้วนในรุ่นนี้ครับ จะดูหนังหรือฟังเพลง ก็ได้ลำโพงเสียงดัง แยกซ้าย-ขวาได้ และการสั่นเครื่องตามจังหวะเสียง ก็ทำให้ความบันเทิงมีรสชาติขึ้นอีกหน่อย

แต่จุดอ่อนเรื่องดนตรีของ XZ2 Premium ก็ยังเหมือนกับ XZ2 ครับ คือมันไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แล้ว ต้องใช้สายแปลงพอร์ต USB-C หรือหูฟังที่รองรับ USB-C โดยตรง หรือหูฟังไร้สาย Bluetooth เอา (ซึ่งจะดีที่สุดก็ต้องหูฟังที่รองรับระบบ LDAC ของโซนี่ด้วย จะทำให้ได้เสียงดีระดับเสียบสาย ซึ่งเรื่องที่เราแอบเสียดายนิดๆ คือชื่อชั้นของ Sony นั้นเป็นเจ้าแห่งเสียงเพลงนะครับ มี Walkman ที่เป็นตำนาน แต่ใน Xperia รุ่นเรือธงกลับไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm หรือชิปประมวลผลเสียงดีๆ หรือ DAC ดีๆ อย่างที่มือถือเรือธงหลายๆ มี มันก็แอบเสียดายเหมือนกัน

ประสิทธิภาพของ XZ2 Premium

เรื่องประสิทธิภาพนั้นไม่น่าเป็นห่วงสำหรับสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ใช้ชิป Snapdragon 845 พร้อมแรม 6 GB อย่าง Xperia XZ2 Premium ก็สามารถทำคะแนน Multi-core จาก Geekbench 4.3 ไปได้ราว 8,000 คะแนน และได้คะแนนจาก 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ไปราว 4,200 คะแนน

ซึ่งแน่นอนว่าคะแนนระดับนี้ ใช้งานเครื่องมันลื่นหมดอยู่แล้วแหละครับ เราเลยเทสกับเกม PUBG แบบปรับทุกอย่างสุดเท่าที่เกมมันจะยอมให้ปรับ เล่นจบไป 1 ตา แอดได้ที่หนึ่ง เอ้ย เกมลื่นไหลตลอดอ่ะครับ อาจจะมีแลคบ้างนานๆ ทีเหมือน Network มันโหลดไม่ทัน แต่ก็ลื่นจนจบเกมที่แอดเป็นผู้ชนะหนึ่งเดียวจริงๆ (ไม่อยากจะโม้)

เล่น PUBG ด้วยคุณภาพภาพแบบนี้ ก็ยังลื่น

สรุป Sony Xperia XZ2 Premium เรือธงกับแนวคิดอินดี้

เราไม่เคยกังขาเรื่องเทคโนโลยีของโซนี่นะครับ บริษัทนี้มีเทคโนโลยีมากมายเป็นทรัพย์สินที่พร้อมจะนำไปใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะวางแผนใช้ถูกจุดรึเปล่า

จุดที่เราชอบเกี่ยวกับ XZ2 Premium คือคุณภาพของกล้องวิดีโอที่ดีมากจริงๆ ส่วนภาพถ่ายก็สวยแบบธรรมชาติ ประสิทธิภาพเครื่องก็ดี

แต่จุดที่เราไม่ชอบคือดีไซน์ตัวเครื่องที่หลังเต่าทำให้ชีวิตลำบากเวลาจะใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ซอฟต์แวร์กล้องที่ยังล้าหลัง ทำงานช้า และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้งานครับ เช่นเซนเซอร์ปรับแสงหน้าจอชอบปรับภาพจอมืดเวลาไม่เจอแหล่งกำเนิดแสงจริงๆ เช่นเวลาหันจอเข้าหาหน้า แต่แหล่งกำเนิดแสงอยู่หลังเครื่อง หรือเซนเซอร์แนบหูที่อาจจะอยู่ห่างจากหูเวลาคุยโทรศัพท์ไปหน่อย ทำให้บางครั้งหน้าจอก็ติดขึ้นมาเวลาคุยโทรศัพท์ หรือหน้าจอ 4K ที่ดันอมฟ้ามากเกินไป ซึ่งแอดไม่ชอบอ่ะ

ส่วนราคาของ Sony Xperia XZ2 Premium นั้นเปิดตัวที่ 27,990 บาท ครับ แต่ไม่รู้ตอนนี้ยังหาซื้อได้รึเปล่านะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget

รีวิวแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 Pro จะใช้แทนโน้ตบุ๊กได้แค่ไหน?

Published

on

Google Pixel 2

$649
8.8

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.5/10

คุณภาพกล้อง

9.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • กล้องคือดีงาม ไม่ต้องคิดเยอะ AI คิดให้ ถ่ายออกมาสวย ถ่ายวิดีโอก็นิ่งดี
  • ระบบ Android เลือดบริสุทธิ์ที่ได้รับการจูนมาดีงาม การเลือกใช้ฟอนต์ การจัดวางเมนูต่างๆ เนี๊ยบดี
  • รักระบบสั่นมาก ใช้แล้วรู้สึกมือถือมีชีวิต สั่นไม่ย้วย
  • ประสิทธิภาพดีระดับท็อปของ Android ในยุคนี้
  • ระบบอัจฉริยะของกูเกิ้ลเจ๋งจริง ทั้ง Google Assistant และระบบบอกชื่อเพลง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง! วะหะห้าา (สาวกหัวเราะ) และไม่แถมหูฟังด้วย (แต่มีหัวแปลงมาให้นะ)
  • ด้านหน้าเชยไปนิด ถ้าเอาดีไซน์จาก Pixel 2 XL มาใช้ด้วยจะดีมาก
  • ไม่เข้าใจ ทำไมต้องวางปุ่มล็อกจอเหนือปุ่มปรับเสียงให้ต่างจากชาวบ้าน
  • กล้องหน้าเป็นแค่ fix focus แต่ก็ทำหลังเบลอได้ด้วย AI
  • ข้อเสียสำคัญ ไม่มีขายในไทยอย่างเป็นทางการ

Huawei MediaPad M5 Pro เป็นแท็บเล็ตรุ่นที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้นะครับ เพราะเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่อง ใช้ปากกาได้ ใส่ซิมได้ในราคาไม่แพง แถมยังมีเคสคีย์บอร์ดเสริมการใช้งานอีก

Huawei MediaPad M5 นั้นมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ MediaPad M5 รุ่นเล็กที่มีจอ 8.4 นิ้ว ไม่มีปากกา ใช้สำหรับความบันเทิงหรือใช้อ่านเนื้อหาเป็นหลัก ราคา 13,990 บาท และ MediaPad M5 Pro รุ่นใหญ่ที่เรารีวิวในวันนี้ มีจอขนาด 10.8 นิ้ว และใช้ปากกาได้ มีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดด้วย ราคา 18,990 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600 pixel หรือ 2K เหมือนกันครับ ก็ทำให้ภาพสวยแจ่มเหมือนกัน

การใช้งาน Huawei MediaPad M5 Pro แบบกองบก. แบไต๋

ความสามารถพิเศษของ Huawei MediaPad M5 Pro คือด้านหลังเครื่องมีพอร์ต 3 พินอยู่เพื่อเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดได้ ซึ่งเราแนะนำเลยว่าถ้าคุณซื้อ MediaPad M5 Pro มา เคสคีย์บอร์ดคือสิ่งจำเป็นครับ ของเค้าดีย์มากๆ มันต้องมี ไม่งั้นใช้ความสามารถของ M5 Pro ไม่คุ้ม

ว่าด้วยเรื่องการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro กันก่อน

  • เคสคีย์บอร์ดให้ตัวคีย์บอร์ดที่ดีมาก การันตีโดยทีมงานแบไต๋ที่พิมพ์บทความนี้ด้วยแป้นคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro
  • Android รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่านคีย์บอร์ดภายนอกได้แย่มาก แต่ไม่เป็นไรเรามีแอปที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ สามารถใช้ปุ่มตัวหนอนเปลี่ยนภาษาได้
  • เคสคีย์บอร์ดเป็นแบบใช้ขาตั้งยันด้านหลังจอ วางบนโต๊ะพิมพ์สบาย แต่ถ้าจะวางบนตักต้องเกร็งขาดีๆ เดี๋ยวจอล้ม

แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ หลับตาพิมพ์ได้!
เราใช้ MediaPad M5 Pro พิมพ์บทความรีวิวอย่างยาวที่คุณได้อ่านกันอยู่บทความนี้ เราจึงบอกได้ว่าคีย์บอร์ดของเคสตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่ดีครับ แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ ทำให้ถ้าเราพิมพ์คีย์บอร์ดทั่วไปคล่องอยู่แล้ว ก็จะพิมพ์คีย์บอร์ดตัวนี้คล่องทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ แป้นลัดอย่าง Ctrl + C ก็อปปี๊ หรือ Ctrl + Z เพื่อ Undo ก็กดได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ Alt + <- เพื่อแทนปุ่ม Home และ Alt + -> เพื่อแทนปุ่ม End แค่นี้สำหรับนักเขียนก็ฟินแล้ว

นอกจากนี้ คีย์บอร์ดที่เคสของ M5 Pro ยังมี Trackpad มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสิ่งบนหน้าจอด้วยการเลือกเคอร์เซอร์แบบเมาส์ หรือจะจิ้มที่จอโดยตรงก็ได้ ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ลื่นไหลดี เหมือนใช้โน้ตบุ๊กจอสัมผัสอยู่เลย และที่คีย์บอร์ดยังมีแป้นที่ใช้งานบ่อยๆ ครบ เช่น Back, Home, Recent เพิ่มเสียง, ลดเสียง เร่ง-ลดแสงหน้าจอ รวมถึงปุ่มบันทึกหน้าจอด้วย ครบสำหรับการใช้งานจริงๆ

ปัญหาโลกแตกของการพิมพ์ภาษาไทยนั้นอยู่ที่ระบบปฏิบัติการ Android ครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลย การใช้คีย์บอร์ดจริงพิมพ์ภาษาไทยนั้นเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดที่เสียบตรงกับแท็บเล็ตอย่างเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro หรือจะต่อคีย์บอร์ด Bluetooth เราจะงงงวยก่อนเลยว่ามันเปลี่ยนภาษายังไง อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาด้วยแป้นลูกโลกบนหน้าจอ หรือกดปุ่มค้นหาด้วยเสียงร่วมกับ space bar เพื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งก็แล้วแต่แอปคีย์บอร์ดที่เราใช้ด้วย แต่สำหรับนักเขียนที่พิมพ์งานเร็วๆ แล้วนี้คือฝันร้ายที่ทำให้เกลียดการพิมพ์ภาษาไทยบนแท็บเล็ตไปเลย เพราะต้องเสียพลังงานกับการเปลี่ยนภาษาในแป้นแปลกๆ

วิธีแก้ไขให้พิมพ์คีย์บอร์ดไทยลื่น!
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางออกครับ โชคดีที่มีนักพัฒนาไทยได้สร้างแอป Thai HW Keyboard ที่พัฒนาโดย sukoom2001 เท่าที่เราทดสอบดูแอปตัวนี้เป็นแอปคีย์บอร์ดไทยสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดภายนอกที่ดีที่สุดแล้ว (และอีกตัวที่เห็นบางเว็บแนะนำก็ Hardware Thai Keyboard ของ Gadgetdoor ครับ ลองใช้กันดูนะ) คือสามารถใช้แป้นตัวหนอนตรงมุมเพื่อเปลี่ยนภาษาได้เหมือนบนคอมพิวเตอร์เลย ทำให้การพิมพ์ไหลลื่นมาก แต่แอปตัวนี้ก็มีบักอยู่บ้างเวลาพิมพ์ภาษาไทยบนแอปของ Google บางตัวเช่น Chrome ที่จะกลายเป็นพิมพ์จากขวามาซ้ายแทน ก็ต้องคอยสลับไปใช้แอปอื่นๆ แทน อย่างเบราว์เซอร์ก็เปลี่ยนมาใช้ Firefox แทน ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ (เสียจัย มันเกือบดีแล้ว)

และต้องเข้าใจว่าเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro นั้นเป็นแบบมีขาเพื่อยันจอให้ตั้งขึ้นนะครับ ไม่ใช่แบบโน้ตบุ๊กที่จอสามารถตั้งได้ด้วยแรงฝืดจากบานพับจอ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะกับการตั้งพิมพ์บนโต๊ะมากกว่าวางพิมพ์บนตักครับ

ปากกา M-Pen ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ขนาดและน้ำหนักของปากกา M-Pen เหมือนกับปากกาจริง ทำให้การจับถือถนัดมือ
  • ปากกา M-Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถกดหนัก-เบาเพื่อให้เส้นต่างกันได้ มีปุ่ม Shortcut บนปากกา 2 ปุ่ม วางมือบนหน้าจอเขียนได้เลย (ในแอปที่รองรับปากกา) ตอบสนองรวดเร็วไม่มีแลค
  • แต่ที่ตัว Huawei MediaPad M5 Pro ไม่มีที่เก็บปากกา ต้องมีเคสคีย์บอร์ดถึงจะมีหูเสียบเก็บปากกา

จุดเด่นอีกอย่างของ Huawei MediaPad M5 Pro คือมีปากกา M-Pen แถมมาด้วยในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกเหมือนหลายๆ ค่าย ซึ่งปากกา M-Pen ตัวนี้สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถใช้กับแอปวาดรูปหรือแอปจดบันทึกที่รองรับแล้วเส้นจะหนาบางตามแรงกดได้ (เราเทสกับแอป Squid ก็ใช้ดีเลยทีเดียว) นอกจากนี้ที่ปากกายังมีปุ่ม Shortcut ให้กด 2 ปุ่มสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยรวมเราชอบปากกา M-Pen ตัวนี้นะครับ ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากปากกาจริงๆ ที่เราใช้เลย แถมเวลาใช้งานในแอปที่รองรับก็สามารถวางมือลงไปบนจอได้เหมือนเขียนบนกระดาษเลย ก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้นั้นเหมือนเขียนลงบนกระดาษครับ ซึ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษาก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF แล้วใช้แอปเปิดไฟล์มาเขียนเน้นทับได้เลย ซึ่งก็ทำงานรวดเร็วใช้ได้

ปากกา M-Pen ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ครับ โดยมีช่องชาร์จซ่อนอยู่หลังคลิปหนีบปากกา ก็บิดคลิปหนีบออกแล้วชาร์จได้เลย หัวเว่ยว่าชาร์จครั้งหนึ่งอยู่ได้ 2 เดือน เราก็ไม่เคยใช้จนหมด แต่น่าเสียดายนิดหนึ่งที่ตัวเครื่องนั้นไม่มีวิธีเก็บปากกาเลย ไม่สามารถแปะด้วยแม่เหล็กข้างเครื่อง หรือเก็บไว้ในเครื่อง หรือเก็บด้วยวิธีใดๆ ได้ ก็ต้องเก็บปากกาตัวนี้ในถุงดินสอ หรือซื้อเคสคีย์บอร์ดครับ จะมีห่วงเก็บปากกาอยู่ข้างๆ คีย์บอร์ดให้แทน

Desktop Mode ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • โหมด Desktop นั้นมีหน้าตาเหมือน Windows ทำให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้ทันทึ
  • สามารถใช้หลายๆ แอปพร้อมกันในรูปแบบหน้าต่างซ้อนกันไปมาได้จริงเหมือนใช้คอมพิวเตอร์อยู่
  • แต่การเข้า-ออก Desktop Mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด และบางแอปก็ไม่สามารถใช้งานในโหมด Desktop ได้

ความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจของ Huawei MediaPad M5 Pro คือ Desktop Mode ครับ สามารถเปลี่ยน Android ให้มีหน้าตาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ คือสามารถเปิดหลายๆ แอปได้ในรูปแบบหน้าต่างแล้วใช้งานได้พร้อมกัน

หน้าตาของ Desktop Mode นั้นเหมือนกับการใช้งาน Windows ครับ มุมล่างซ้ายเป็นปุ่มเริ่มต้นสำหรับหาแอปต่างๆ ด้านล่างก็เป็น Task Bar สำหรับกดเปลี่ยนแอปไปมา ถัดมาหน่อยก็จะเป็นบริเวณโชว์สถานะต่างๆ ของเครื่องเช่นความดังเสียง ความแรงของ WiFi ระดับแบตเตอรี่ ซึ่งถ้ากดบริเวณนี้ก็จะโชว์ Notification และปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง WiFi หรือ Bluetooth ส่วนตรงมุมล่างขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Back, Home, Recent

ในโหมด Desktop กดเปิดดู Notification จากบาร์ด้านล่าง

สิ่งที่เราประทับใจกับ Desktop Mode ของ MediaPad M5 Pro คือมันสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปเพื่อสลับไปสลับมาทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ ครับ แต่การใช้งานจริงต้องบอกว่า Android มีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดครับ คือไม่ใช่ทุกแอปจะสามารถเปิดใช้งานใน Desktop Mode ได้ เช่น Youtube, Netflix, Facebook, Facebook Messenger หาไอคอนเปิดในโหมด Desktop ไม่เจอเลย อย่าง facebook นี่ยังสามารถบังคับเรียกขึ้นมาผ่านการกด Notification แต่บางแอปก็เปิดไม่ขึ้นเลย ซึ่งก็เข้าใจว่าแอปที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับ Desktop Mode นั้นมีไม่เยอะ อย่าง Microsoft Word ก็ไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างใน Desktop Mode ได้ ก็จะเป็นแอปขนาดเท่าหน้าจอสมาร์ทโฟน เพราะงั้นถ้าจะทำงานบนโหมด Desktop เราแนะนำให้ใช้ WPS ที่แถมมากับเครื่องจะทำงานได้ดีกว่าครับ

โหมดแท็บเล็ตก็สามารถแบ่งครึ่ง 2 จอ ทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าต้องการใช้งานแอปพร้อมกันแค่ 2 ตัว แนะนำโหมดแท็บเล็ตธรรมดาแล้วแบ่งครึ่งจอเอาดีกว่า

นอกจากนี้การเข้า Desktop mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมดนะครับ ทำงานอะไรค้างอยู่ก็เซฟให้หมดก่อนเข้าโหมด Desktop ด้วยนะ เราจึงแนะนำว่าถ้าไม่ต้องเปิดแอปใช้งานพร้อมกันเยอะๆ ให้ใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้วใช้ความสามารถแบ่ง 2 จอของ Android ในการทำงานพร้อมกัน 2 แอปแทนจะดีกว่า (เข้าโหมดนี้ได้โดยกดปุ่มสลับแอปค้างไว้) เพราะมันสามารถเปิดแอปใช้งานได้หมดทุกตัวด้วย

ความบันเทิงกับ Huawei MediaPad M5 Pro

  • หน้าจอดีมาก สว่างสดใส ขนาดใหญ่ ดูหนังเรื่องไหนก็ฟิน ลำโพงที่จูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงดังและดีมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นไหนๆ
  • เป็นอีกครั้งที่เคสคีย์บอร์ดโชว์พาว เมื่อเสียบ MediaPad M5 Pro กับเคสปรากฎว่าให้เสียงดังว่าถอดเครื่องมาถือเพียวๆ อีก
  • แต่อ้าววว ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm ซะงั้นอ่ะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ที่แถมมาในกล่องแทน

พูดถึงเรื่องการใช้งานแท็บเล็ตตัวนี้เพื่อการทำงานไปเสียมาก แต่นี่คือ MediaPad นะ มันต้องเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิงด้วยสิ! ก็ต้องบอกว่าความสามารถด้านนี้ของมันนั้นเด่นไม่แพ้เรื่องการใช้เพื่อการทำงานเลย ด้วยจอ 10.8 นิ้วความละเอียด 2K พร้อมเทคโนโลยี Enhanced ClariVu ทำให้คุณภาพภาพจากจอตัวนี้จัดว่าดีเลย ให้ภาพสว่างและสีสันสดใส เทียบกับแท็บเล็ตราคาใกล้ๆ กันจะรู้สึกเลยว่าจอของหัวเว่ยมันให้ความสว่างดีมาก และเป็นจอแบบยาวเหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ด้วย

ลำโพงดังระดับที่เรียกได้ว่าลั่นห้อง
Huawei MediaPad M5 Pro มาพร้อมลำโพง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านบนและด้านล่างของเครื่อง (เมื่อวางเครื่องแบบแนวนอน) ซึ่งลำโพงชุดนี้ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงที่ดังและมีคุณภาพมากกว่าลำโพงในแท็บเล็ตทั่วไปมากครับ ดังระดับสามารถเปิดในห้องแล้วเร่งเสียงให้ดังทั้งห้องได้สบายๆ และที่แปลกคือเมื่อเสียบแท็บเล็ตเข้ากับเคสคีย์บอร์ด กลายเป็นเสียงดังขึ้นกว่าถอดแท็บเล็ตแล้วถืออีก เพราะเคสช่วยสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านล่างให้เข้ามาหาคนฟังมากขึ้นนั่นเอง แต่คำว่าเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเบสเป็นลูกๆ แบบลำโพงใหญ่นะครับ เอาเป็นว่าฟังแล้วไม่ง้องแง้งหูแบบที่เคยได้ยินกับลำโพงแท็บเล็ตทั่วไปแน่นอน

ช่องลำโพงด้านหลังเครื่องใหญ่มาก

แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเอ๊ะดังๆ กับซีรี่ส์ MediaPad M5 คือมันไม่มีช่องหูฟัง ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนเราอาจจะให้เหตุผลได้ว่าต้องการพื้นที่ไปติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่นี่เป็นแท็บเล็ตขนาดใหญ่ มันก็ควรมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งช่องหูฟังบ้างสิ เอาเป็นว่าถ้าจะฟังเพลงผ่านสายก็ต้องใช้หัวแปลง USB-C to 3.5 mm ที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่ง Huawei ก็เคลมว่า MediaPad M5 Pro นั้นรองรับเสียงระดับ Hi-Res Audio ด้วยนะ (แต่ดันไม่มีช่องหูฟัง โถ่ชีวิตมาก)

ถ้าถามว่า Huawei MediaPad M5 Pro ใช้อ่านการ์ตูนเป็นยังไงบ้าง ก็ตามรูปนี้ครับ จอใหญ่เหมือนอ่าน Boom อยู่ แต่เครื่องหนักไปนิดสำหรับการถืออ่านมือเดียว

การถ่ายภาพด้วย MediaPad M5 Pro

  • กล้องดีกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แถมได้ซอฟต์แวร์กล้องที่เก่งรอบด้านของหัวเว่ย ถ่ายกลางคืน ถ่ายไฟรถวิ่ง ถ่าย RAW ได้หมดเลย ลองดูตัวอย่างภาพกันเลย
  • กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ด้วย!
  • กล้องหน้าเหมาะสำหรับใช้ทำ Video Call มากกว่าเอาไป Selfie นะ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นทำหน้าชัดหลังเบลอด้วย

แท็บเล็ตทั่วไปเราจะไม่เน้นเรื่องการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นะครับ เพราะขนาดมันใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ถ่ายภาพจริงๆ จังๆ แล้ว Huawei MediaPad M5 Pro ก็ไม่ได้โปรโมทเรื่องถ่ายภาพเท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้ถ่ายจริงปรากฎว่ามันก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ

สเปคของกล้อง MediaPad M5 Pro คือ

  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF ไม่มีแฟลช
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ฟิกซ์โฟกัส

เมื่อเอา MediaPad M5 Pro ตั้งขาตั้งของเคส แล้วถ่ายโหมด Night Shot ก็จะได้ภาพแบบนี้ครับ

ถ่ายภาพกลางวันบ้าง

ภาพสวนตอนกลางวัน

แต่ส่วนที่ทำให้กล้องของแท็บเล็ตตัวนี้เก่งขึ้นมาได้จริงๆ คือซอฟต์แวร์กล้องครับ ที่หัวเว่ยก็ยกชุดซอฟต์แวร์กล้องมาตรฐานที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ มาใช้เลย ทำให้มีความสามารถอย่างโหมดโปรที่ปรับ ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ได้ แถมในโหมดโปรถ่ายแบบ RAW ได้ด้วย รวมถึงโหมดถ่ายแสงไฟให้เป็นเส้น หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืน (แบบต้องใช้ขาตั้งนะ) ก็ทำให้ภาพที่ได้ดูน่าทึ่งไม่น้อยว่านี่เหรอเป็นภาพที่ออกจากแท็บเล็ต

ถ่าย Selfie ด้วยกล้องหน้า ทำหลังเบลอด้วยนะ

กล้องหน้าก็สามารถถ่าย Selfie ได้ดีระดับหนึ่งครับ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ แต่เทียบคุณภาพกับสมาร์ทโฟนไม่ได้นะครับ ก็เน้นเอาไว้ใช้ Video Call กันมากกว่า

ส่วนวิดีโอก็แปลกใจเลยแหละที่กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย เรียกว่าจัดมาให้เต็มๆ ก่อนแบบไม่มีกั้ก ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ส่วนกล้องหน้าจะได้แค่ 720P นะครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ประสิทธิภาพดีเกินพอสำหรับงานทั่วๆ ไป และการที่เครื่องมีแรมมาให้ 4 GB ก็ทำให้เปิดแอป-เปิดเว็บพร้อมกันได้มากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง Asphalt 9 ได้ลื่นไหลดี ทำให้กลายเป็นเครื่องจอใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมเหมือนกันนะ และในอนาคตได้น่าจะอัปเดท GPU-Turbo ทำให้ประสิทธิภาพกับเกมดีขึ้นไปอีก
  • จอใหญ่แบบนี้ ต้องหาซื้อจอยเกมมาเล่นด้วยกันแล้วแหละ

แม้ว่า MediaPad M5 Pro จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของปีที่แล้วคือ Kirin 960 แต่ประสิทธิภาพของมันก็แรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยแหละครับ โดยเฉพาะแรมที่มีมาให้ 4 GB ก็ทำให้สลับแอปหรือเปิดหน้าเว็บได้พร้อมกันได้มากกว่าฝั่ง iPad ที่มีแรมน้อยนิดจริงๆ ในส่วนของหน่วยความจำมีมาให้ 64 GB สามารถเพิ่มผ่าน MicroSD ได้อีก 256 GB ก็น่าจะพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

เล่น Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหล

แล้วถ้าเอา Huawei MediaPad M5 Pro ไปเล่นเกมจะเป็นยังไง เราเทสกับเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Asphalt 9 โดยปรับกราฟิกเป็นระดับ High ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ยังสามารถขับรถได้อย่างลื่นไหลแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนทดสอบจากแอปออกมาว่า Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,454 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S8 เลยนะ ส่วน 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนไป 2,236 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ เล่นเกมทั่วไปได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีการอัปเดท GPU-Turbo ให้ MediaPad M5 Pro ด้วย ก็น่าจะเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีก

สรุปประสบการณ์ Huawei MediaPad M5 Pro ในประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาเทส MediaPad M5 Pro นานนัก เราจึงขอสรุปประสบการณ์ที่ได้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ครับ

  • MediaPad M5 Pro ใส่ซิมได้ 1 ซิม รองรับ 4G แถมยังโทรออกรับสายได้ด้วย! แต่ไม่ใช่เอาไปแนบหูโทรนะ จะเป็นการโทรแบบ Speakphone ซึ่งถือเป็นความสามารถที่โอเคมากๆ สำหรับแท็บเล็ตราคาแค่นี้ ต่อเน็ตผ่านซิมได้ตลอดเวลาเนี่ย
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านขวาของจอ (ถ้าวางเครื่องแนวนอน) ก็เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์หัวเว่ย
  • หัวเว่ยเคลมว่าใช้เวลาชาร์จ 2.9 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 7,500 mAh ให้เต็มด้วยหัวชาร์จ Huawei Fast Charge (9V 2A) ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ไม่ต้องพูดถึง ใช้งานได้ยาวๆ ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยหมดระหว่างวันเลย แม้ว่าจะกางเครื่องเพื่อใช้พิมพ์งานนานหลายชั่วโมง
  • เราทดสอบเอาภาพต่อออกจอผ่านหัวแปลง USB-C เป็น HDMI ของหัวเว่ยนะครับ (Huawei MateDock 2) พบว่า MediaPad M5 Pro ไม่สามารถต่อภาพแบบมีสายออกจอได้ แต่สามารถเสียบอุปกรณ์ USB ได้ตามปกติครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสายรุ่นอื่นๆ จะต่อภาพออกได้ไหมนะครับ

พอร์ต USB-C ของ MediaPad M5 Pro สามารถเสียบหัวแปลงแบบนี้เพื่ออ่าน SD Card หรือ USB ได้ แต่ไม่สามารถแปลงเป็น HDMI เพื่อเอาภาพออกจอใหญ่ได้

  • LINE เป็นแอปเจ้าปัญหาสำหรับ Android เพราะไลน์ไม่ได้พัฒนาเป็นแอปรุ่นแท็บเล็ตเหมือนที่พัฒนาให้ iPad ทำให้เราไม่สามารถใช้ล็อกอินเดียวกับในสมาร์ทโฟนบน MediaPad M5 Pro ได้ ถ้าล็อกอินเข้าไป ไลน์ในสมาร์ทโฟนจะหลุด แล้วประวัติการสนทนาที่ไม่ได้ backup ไว้จะหายไป
  • เนื่องการสัดส่วนการใช้ Android เพื่อเป็นแท็บเล็ตนั้นน้อยกว่าฝั่งสมาร์ทโฟนมาก ทำให้แอปจำนวนมากไม่รองรับการทำงานในรูปแบบแท็บเล็ต คือเป็นการใช้งานแอปโดยเอารุ่นสมาร์ทโฟนมาขยายให้ใหญ่ขึ้น เช่นแอป Twitter บางแอปไม่พลิกเป็นจอแนวนอนด้วยซะงั้น

เทียบน้ำหนักของ Huawei MediaPad M5 Pro กัน

Huawei MediaPad M5 Pro ตัวเครื่องอย่างเดียวหนัก 507 กรัม

เคสคีย์บอร์ดพร้อมปากกาหนัก 399 กรัม

รวมทั้งชุดเคสคีย์บอร์ดพร้อมเครื่องหนัก 905 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องจอ 10.8 นิ้ว พร้อมทำงาน

เทียบให้เห็นภาพ MacBook 12 นิ้ว ราคาเกือบห้าหมื่น ยังหนักกว่าเลย

สเปคของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • CPU Processor : Kirin 960
  • RAM : 4 GB
  • หน่วยความจำ 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอ : 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 (280 PPI)
  • กล้องหลัง : 13 MP (F2.2+PDAF) ไม่มีไฟแฟลช
  • กล้องหน้า : 8 MP (F2.2+Fixed focus)
  • ลำโพง : สเตอริโอ 4 ตัว Tuned by Harman/Kardon
  • Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ผ่านปุ่มโฮมด้านหน้าจอ
  • รองรับปากกา M-PEN, เคสคีย์บอร์ดและ PC Mode
  • Battery : 7,500 mAh รองรับ Quick Charge at 9V/2A ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สรุป Huawei MediaPad M5 Pro พร้อมเคสคีย์บอร์ด น่าจะเป็นชุดแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่ใช้ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมาครับ ในฐานะนักเขียน เราฟินกับคีย์บอร์ดตัวนี้ ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ เราชอบจอที่ใหญ่ สว่าง สดใสตัวนี้ แถมได้ลำโพงเสียงดีที่ดังอีกด้วย ก็ให้ป้ายทอง แบไต๋การันตี “น่าซื้อมาก” ไปเลย!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!