Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Asus Zenfone Max Plus สมาร์ทโฟนกล้องคู่ จอยาว ราคาอย่างถูก

สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่ Asus หวังดีตลาดไทย ด้วยราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ แต่มันจะใช้แล้วดีจริงไหม แบไต๋ทดลองให้แล้ว

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

หลังจากที่ Asus ดูเงียบๆ ไปพักหนึ่งในไทย ตอนนี้ Zenfone กลับมาตีตลาดครั้งใหม่รับต้นปีด้วย Zenfone Max Plus สมาร์ทโฟนในตระกูล Max ที่ให้แบตจุถึง 4130 mAh ในราคาไม่ถึง 7,000 บาท และวันนี้แบไต๋จะมารีวิวกันว่ามันคุ้มค่าจริงไหมครับ

สเปกของ Zenfone Max Plus

  • CPU: MediaTek MT6750T 1.5 GHz
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 32 GB
  • หน้าจอ: ขนาด 5.7 นิ้วความละเอียด 1440 x 720 pixel แบบ IPS สัดส่วน 18:9 รองรับการสัมผัส 5 จุดพร้อมกัน
  • กล้องหลัง: กล้องมุมกว้างปกติ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม PDAF, กล้องมุมกว้างมาก 8 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล f/2.0
  • รองรับ nano-sim 2 ตัว พร้อมใส่ MicroSD ได้พร้อมกัน ความจุสูงสุด 256 GB
  • Android 7.0
  • มี 3 สีคือ ดำ, ทอง และเงิน
  • ราคาเปิดตัว 6,990 บาท ขายจริงอาจจะถูกกว่านี้อีก

Zenfone Max Plus มี 3 สีให้เลือก ส่วนที่เราได้มารีวิวคือสีดำ

รูปลักษณ์และการออกแบบ Zenfone Max Plus

  • เครื่องขนาดกระทัดรัด จับถนัดมือ แต่จอใหญ่
  • หน้าจอคมชัดสดใส ใช้งานแอปต่างๆ แล้วรู้สึกภาพคมแม้จะละเอียดแค่ HD
  • หน้าจอดันติดฟ้า (ไปมาก) ทำให้ภาพถ่ายออกมาดูหมอง

Zenfone Max Plus เมื่อใส่เคสแถม

ดีไซน์ของ Zenfone Max Plus นั้นค่อนข้างกระทัดรัดเมื่อเทียบกับขนาดจอ 5.7 นิ้วของเครื่อง เพราะเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้จอแบบ Full View สัดส่วน 18:9 ทำให้ขยายจอได้ใหญ่โดยที่ไม่ต้องขยายความกว้างของเครื่อง ขอบจอก็บาง จึงยังถือและใช้งานมือเดียวได้สบายๆ

ด้านหน้าของเครื่องเรียบมาก มีแค่กล้องหน้า ไฟ LED แสดงสถานะเล็กๆ ช่องหูฟังและหน้าจอเท่านั้น ด้านล่างก็ปล่อยโล่งเรียบๆ (ถ้าเป็นหัวเว่ยต้องมีโลโก้อยู่ด้านหน้าด้วยแล้ว :P)

Asus Zenfone Max Plus มีหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว

ตัวหน้าจอ IPS ขนาด 5.7 นิ้วมีความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ยังไม่ถึงระดับ Full HD 1080p ก็สมเหตุสมผลกับเครื่องที่วางราคาไว้เกินครึ่งหมื่นไปนิดเดียว จอตัวนี้ให้ Contrast ได้ดีนะครับ เวลาใช้แอปหน้าจอขาวๆ จะรู้สึกว่ามันน่าใช้งานเพราะตัวอักษรสีดำคมตัดกับพื้นหลังสีขาว ตรงมุมขอบจอก็ทำเป็นมุมโค้ง จอโดยรวมเลยกลายเป็นสี่เหลี่ยมมุมมน ให้ความรู้สึกพรี่เมี่ยมได้เหมือนกัน

จอให้ภาพโทนเย็น ดูเมนูแล้วสบายตา แต่ดูรูปแล้วแอบเคือง

แต่ที่ไม่ชอบใจคือจอมันอมฟ้าครับ (ใครที่เกลียดจออมเหลือง มาใช้ Zenfone ตัวนี้เลยครับให้ภาพโทนเย็น) พอดูรูปถ่ายในเครื่องแล้วรู้สึกสีมันช้ำๆ ดูม่นๆ ตอนแรกเราก็นึกว่ากล้องของ Zenfone Max Plus นั้น White Balance ไม่ดี แต่พอเอารูปออกมาดูในสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ หรือดูบนจอ MacBook สีมันก็โอเคนี่ ก็เลยเป็นจุดที่ต้องพิจารณาเมื่อเห็นภาพถ่ายจากจอรุ่นนี้ครับ (ไม่แน่ใจว่าเป็นกับทุกตัว หรือเฉพาะเครื่องรีวิวนี้นะครับ ยังไงก็ลองดูที่หน้าร้านก่อนได้)

ดีไซน์กล้องหลังคู่ของ Zenfone Max Plus

ส่วนด้านหลังก็เรียบๆ มีกล้องหลัง 2 ตัว ตัวแรกเป็นกล้องมุมกว้างปกติที่เราใช้กันในสมาร์ทโฟนทั่วไป และอีกตัวคือกล้องมุมกว้างมาก 120 องศา ก็เป็นดีไซน์กล้องที่ได้ใช้งานจริง นอกจากนี้ก็มีแฟลชและเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

ด้านล่างของ Zenfone Max Plus เป็นพอร์ต MicroUSB เพื่อชาร์จไฟและต่อ OTG ครับ ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่ด้านบน และลำโพงมีแค่ตัวเดียวอยู่ด้านล่างครับ

พอร์ต MicroUSB ของ Zenfone Max Plus

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Plus

  • ทดสอบ Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 618, Multi-core 2531 และ Compute ได้ 1774 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนที่ไม่เลวสำหรับระดับราคานี้
  • ทดสอบ 3DMark Sling Shot Extreme ได้ 305 คะแนน
  • ประสิทธิภาพถือว่าดีเมื่อเทียบกับราคา แต่อย่าไปหวังว่าเครื่องจะลื่นแบบเรือธง

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Plus อยู่ในกลุ่มดีเกินหน้าสมาร์ทโฟนราคา 6,990 บาททั่วไปนะครับ คือใช้งานปกติได้โอเค เล่นเฟซบุ๊ก ใช้ไลน์ได้สะดวก แต่ถ้าหวังใช้งานลื่นระดับมือถือเรือนหมื่นก็คงหวังถึงขั้นนั้นไม่ไหว เวลาใช้งานไลน์กรุ๊ปที่มีข้อความมากๆ ก็มีอาการหน่วง อาการกระตุกพอให้คิดถึง

ส่วนการเล่นเกม ถ้าเป็นเกมที่กราฟิกระดับกลางๆ ก็เล่นได้ลื่นอยู่ครับ แต่ถ้ามีกราฟิกเทพๆ ก็ต้องปรับระดับภาพของเกมให้ซับซ้อนน้อยลงมา แทนที่จะเป็น High ก็เหลือสัก medium หรือ low ก็เล่นได้ครับ

กล้องของ Asus Zenfone Max Plus

ภาพจาก Asus Zenfone Max Plus ความละเอียด เส้นขน สีสันของแมวถือว่าดีเลย

ในเรื่องกล้องนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยเมื่อเทียบกับราคานะครับ (เราเน้นว่าเทียบกับราคาบ่อยๆ เพราะถ้าเอาไปสู้สมาร์ทโฟนตัวท็อปมันก็ห่างชั้น แต่กับราคาเท่านี้ถือว่าใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ) คือกล้องหลังตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.0 ก็ให้ภาพถ่ายตอนกลางวันที่สวยงาม สีสันสดใส ส่วนกล้องหลังตัวรองเลนส์มุมกว้าง 120 องศา 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ก็ให้ภาพที่แปลกตาใช้งานได้จริง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องแคบๆ ก็สามารถถ่ายภาพเก็บได้หมดแบบที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ทำไม่ได้

แต่ฝั่งของเลนส์มุมกว้าง ประสิทธิภาพจะสู้เลนส์ปกติไม่ได้นะครับ ทั้งความละเอียดและขนาดรูรับแสง โดยเฉพาะเวลาถ่ายกลางคืนที่จะเห็นผลชัด

ส่วนโหมดถ่ายภาพก็มีหลายโหมดที่น่าสนใจ เช่นโหมดโปรที่เลือกความเร็วซัตเตอร์ได้ ปรับ ISO, White Balance ได้ แล้วก็โหมดถ่ายภาพแนวยาว panorama, โหมด Super Resolution สำหรับถ่ายภาพความละเอียดสูง และสามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอหรือ Portrait Mode ได้ทั้งกล้องหน้าและหลังครับ แต่ยังเบลอไม่เนียนเท่าไหร่

จุดอ่อนของกล้องจาก Zenfone Max Plus คือเรื่องการโฟกัสภาพ

แม้สเปกจะบอกว่าใช้ระบบโฟกัสแบบ Phase Detect (PDAF) แต่ไม่ค่อยจะแอคทีฟหาโฟกัสให้เท่าไหร่ครับ หลายครั้งที่ผู้ใช้ต้องแตะเลือกจุดโฟกัสก่อน ไม่งั้นภาพเบลอแบบไม่ได้โฟกัส ซึ่งต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่พยายามจะทำให้ภาพชัดไว้ก่อน นอกจากนี้การถ่ายภาพในพื้นที่ที่แสงต่างกันเยอะๆ เช่นตอนเย็นยามพระอาทิตย์จะตก กล้องจะเก็บส่วนสว่างโดยส่วนมืดแทบจะจมทิ้งไปเลย ก็ต้องเลือกจุดวัดแสงให้ดีๆ

แล้วก็หน้าจอที่อมฟ้าเกินไป (ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกเครื่องรึเปล่า) ก็ทำให้เวลาดูภาพจากกล้อง Zenfone Max Plus รู้สึกสีตุ่นๆ ไม่สวย ยังไงก็ลองแชร์ไปดูในหน้าจออื่นดูนะครับ บางทีเราอาจจะมีภาพที่สวยแล้ว แต่แสดงผลเพี๊ยนก็ได้

 

ในส่วนของกล้องหน้า

กล้องหน้าของ Zenfone Max Plus นั้นมีทั้งโหมดถ่ายสวย และถ่ายฉากหลังละลายนะครับ สามารถเลือกเปิด-ปิดปรับจูนให้ถูกใจได้ ซึ่งก็ถือว่าคุณภาพกล้องหน้านั้นใช้ได้ ถ่ายมีแสงพอก็ถ่ายสวยได้ครับ

คุณภาพการถ่ายวิดีโอ

ความพิเศษของวิดีโอจาก Zenfone Max Plus คือสามารถเลือกถ่ายได้ทั้งจากเลนส์มุมกว้างและเลนส์ธรรมดานะครับ ก็ทำให้เราถ่ายวิดีโอมุมกว้างกว่ากล้องปกติได้ แต่การเลือกเลนส์ถ่ายภาพจะต้องเลือกก่อนถ่ายเท่านั้นนะครับ ไม่สามารถถ่ายแล้วซูมเข้าซูมออก เปลี่ยนเลนส์ระหว่างถ่ายได้ ซึ่งการถ่ายภาพซีนกลางวันก็ทำได้สวยงามดีด้วยความละเอียดสูงสุด 1080p Full HD ครับ

ส่วนการถ่ายวิดีโอกลางคืน จะเห็นชัดเจนว่าเลนส์มุมกว้างนั้นมีประสิทธิภาพด้อยกว่า เห็น Noise ชัดเจนตลอดทั้งคลิปเลย

สรุปประสบการณ์การใช้งาน Zenfone Max Plus

มาถึงช่วงยำใหญ่ประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Plus หลังจากทีมงานเว็บแบไต๋ได้ใช้เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลังมาหลายวันครับ

จุดเด่นคือเอา Zenfone Max Plus ไปชาร์จเครื่องอื่นได้ด้วย นี่ชาร์จ iPhone ซะเลย

  • แบตเตอรี่ของ Zenfone Max Plus นั้นอึดจริง สามารถใช้งานในระดับ 2 วันได้ และถ้าใช้หนัก ก็มั่นใจได้ว่ามันจะอยู่ครบวัน หัวชาร์จที่ให้มาก็สามารถชาร์จไฟเข้าเครื่องในระดับ 2A ได้ ก็ถือว่าใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องพก Power Bank ครับ
  • ในกล่องมีสาย OTG มาด้วย ก็สามารถใช้อ่านอุปกรณ์ USB พวกแฟลชไดรฟ์ได้ แถมยังใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือของเครื่องทำงานได้ดีมาก แม้นิ้วชื้นก็ยังสแกนได้อย่างรวดเร็ว
  • มีความสามารถในการปลดล็อกด้วยใบหน้าด้วย แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะทำงานเร็วเกินไป มองจอก็ปลดล็อกให้แล้ว (ยังไม่ทันอ่าน Noti เลย) และไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • เสียงลำโพงเครื่องดังดี มีลำโพงเดียวด้านล่าง แถมมี Outdoor Mode ปรับเสียงให้กว้างขึ้น สำหรับการใช้งานนอกบ้าน แต่คุณภาพเสียงก็กลางๆ นะครับ ไม่ได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ได้แย่ ทั้งลำโพงจากตัวเครื่องและการต่อหูฟัง
  • ฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยอย่างการบันทึกหน้าจอตามแนวยาว หรือการแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน และการบันทึกเสียงสนทนาก็มีในรุ่นนี้

Zenfone Max Plus ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD คืิอดีงาม

  • Zenfone Max Plus สามารถใส่ได้ 2 Nano-sim พร้อมกับ MicroSD ก็ถือเป็นเรื่องดีงาม
  • รองรับ VoLTE ทำให้คุยโทรศัพท์ได้คมชัด โทรติดเร็ว
  • ใช้ๆ ไปแอบขัดใจที่ปุ่มด้านล่างมันใหญ่จัง (ปุ่ม recent, home, back) มันน่าจะทำให้บางกว่านี้ได้นะ แต่คิดว่าใช้สักพักก็น่าจะชิน

ลองเอา Zenfone Max Plus ไปใช้นำทาง เกือบหลง! วิ่งเข้าใต้ทางด่วนหน่อย ตำแหน่งมั่วไปหมด (และช่องหูฟังอยู่ด้านบน ทำให้สายจะยุ่งๆ หน่อย)

  • GPS ใช้งานได้ แต่ไม่เหมาะเอาไปนำทางขับรถ เพราะเมื่อวิ่งใต้ทางด่วน หรือมีอะไรบังสัญญาณจากท้องฟ้า ตำแหน่งของเราจะกระโดดไปมา จนการนำทางมั่วไปหมด
  • ยังใช้ MicroUSB อยู่ ไม่ใช่ USB-C ก็ทำให้ไม่รองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz ทำให้มีปัญหาความเร็วอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่นเช่นบนคอนโด (ตอนทดลองดู Netflix ก็สงสัยว่าทำไมภาพไม่ชัดสักที เลยกดดาวน์โหลดทั้งคลิปลงมาก่อนแล้วค่อยดู ปรากฎว่าภาพชัด สรุปว่าเป็นเพราะเชื่อมต่อ wifi ได้ไม่เร็วพอ อาจจะเพราะสัญญาณรบกวนในช่อง 2.4 GHz เยอะ)

Zenfone Max Plus ชาร์จไฟเข้าเครื่องด้วยกระแสเกือบ 2A ก็ถือว่าโอเค

จบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ สงสัยตรงไหนคอมเมนต์ถามได้นะครับ ถ้านึกออกจะตอบได้ แต่ถ้าต้องค้นจากเครื่อง อาจจะตอบไม่ได้เพราะคืนเครื่องรีวิวไปแล้ว ฮาา

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิวแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 Pro จะใช้แทนโน้ตบุ๊กได้แค่ไหน?

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

Huawei MediaPad M5 Pro เป็นแท็บเล็ตรุ่นที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้นะครับ เพราะเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่อง ใช้ปากกาได้ ใส่ซิมได้ในราคาไม่แพง แถมยังมีเคสคีย์บอร์ดเสริมการใช้งานอีก

Huawei MediaPad M5 นั้นมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ MediaPad M5 รุ่นเล็กที่มีจอ 8.4 นิ้ว ไม่มีปากกา ใช้สำหรับความบันเทิงหรือใช้อ่านเนื้อหาเป็นหลัก ราคา 13,990 บาท และ MediaPad M5 Pro รุ่นใหญ่ที่เรารีวิวในวันนี้ มีจอขนาด 10.8 นิ้ว และใช้ปากกาได้ มีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดด้วย ราคา 18,990 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600 pixel หรือ 2K เหมือนกันครับ ก็ทำให้ภาพสวยแจ่มเหมือนกัน

การใช้งาน Huawei MediaPad M5 Pro แบบกองบก. แบไต๋

ความสามารถพิเศษของ Huawei MediaPad M5 Pro คือด้านหลังเครื่องมีพอร์ต 3 พินอยู่เพื่อเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดได้ ซึ่งเราแนะนำเลยว่าถ้าคุณซื้อ MediaPad M5 Pro มา เคสคีย์บอร์ดคือสิ่งจำเป็นครับ ของเค้าดีย์มากๆ มันต้องมี ไม่งั้นใช้ความสามารถของ M5 Pro ไม่คุ้ม

ว่าด้วยเรื่องการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro กันก่อน

  • เคสคีย์บอร์ดให้ตัวคีย์บอร์ดที่ดีมาก การันตีโดยทีมงานแบไต๋ที่พิมพ์บทความนี้ด้วยแป้นคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro
  • Android รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่านคีย์บอร์ดภายนอกได้แย่มาก แต่ไม่เป็นไรเรามีแอปที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ สามารถใช้ปุ่มตัวหนอนเปลี่ยนภาษาได้
  • เคสคีย์บอร์ดเป็นแบบใช้ขาตั้งยันด้านหลังจอ วางบนโต๊ะพิมพ์สบาย แต่ถ้าจะวางบนตักต้องเกร็งขาดีๆ เดี๋ยวจอล้ม

แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ หลับตาพิมพ์ได้!
เราใช้ MediaPad M5 Pro พิมพ์บทความรีวิวอย่างยาวที่คุณได้อ่านกันอยู่บทความนี้ เราจึงบอกได้ว่าคีย์บอร์ดของเคสตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่ดีครับ แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ ทำให้ถ้าเราพิมพ์คีย์บอร์ดทั่วไปคล่องอยู่แล้ว ก็จะพิมพ์คีย์บอร์ดตัวนี้คล่องทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ แป้นลัดอย่าง Ctrl + C ก็อปปี๊ หรือ Ctrl + Z เพื่อ Undo ก็กดได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ Alt + <- เพื่อแทนปุ่ม Home และ Alt + -> เพื่อแทนปุ่ม End แค่นี้สำหรับนักเขียนก็ฟินแล้ว

นอกจากนี้ คีย์บอร์ดที่เคสของ M5 Pro ยังมี Trackpad มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสิ่งบนหน้าจอด้วยการเลือกเคอร์เซอร์แบบเมาส์ หรือจะจิ้มที่จอโดยตรงก็ได้ ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ลื่นไหลดี เหมือนใช้โน้ตบุ๊กจอสัมผัสอยู่เลย และที่คีย์บอร์ดยังมีแป้นที่ใช้งานบ่อยๆ ครบ เช่น Back, Home, Recent เพิ่มเสียง, ลดเสียง เร่ง-ลดแสงหน้าจอ รวมถึงปุ่มบันทึกหน้าจอด้วย ครบสำหรับการใช้งานจริงๆ

ปัญหาโลกแตกของการพิมพ์ภาษาไทยนั้นอยู่ที่ระบบปฏิบัติการ Android ครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลย การใช้คีย์บอร์ดจริงพิมพ์ภาษาไทยนั้นเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดที่เสียบตรงกับแท็บเล็ตอย่างเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro หรือจะต่อคีย์บอร์ด Bluetooth เราจะงงงวยก่อนเลยว่ามันเปลี่ยนภาษายังไง อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาด้วยแป้นลูกโลกบนหน้าจอ หรือกดปุ่มค้นหาด้วยเสียงร่วมกับ space bar เพื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งก็แล้วแต่แอปคีย์บอร์ดที่เราใช้ด้วย แต่สำหรับนักเขียนที่พิมพ์งานเร็วๆ แล้วนี้คือฝันร้ายที่ทำให้เกลียดการพิมพ์ภาษาไทยบนแท็บเล็ตไปเลย เพราะต้องเสียพลังงานกับการเปลี่ยนภาษาในแป้นแปลกๆ

วิธีแก้ไขให้พิมพ์คีย์บอร์ดไทยลื่น!
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางออกครับ โชคดีที่มีนักพัฒนาไทยได้สร้างแอป Thai HW Keyboard ที่พัฒนาโดย sukoom2001 เท่าที่เราทดสอบดูแอปตัวนี้เป็นแอปคีย์บอร์ดไทยสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดภายนอกที่ดีที่สุดแล้ว (และอีกตัวที่เห็นบางเว็บแนะนำก็ Hardware Thai Keyboard ของ Gadgetdoor ครับ ลองใช้กันดูนะ) คือสามารถใช้แป้นตัวหนอนตรงมุมเพื่อเปลี่ยนภาษาได้เหมือนบนคอมพิวเตอร์เลย ทำให้การพิมพ์ไหลลื่นมาก แต่แอปตัวนี้ก็มีบักอยู่บ้างเวลาพิมพ์ภาษาไทยบนแอปของ Google บางตัวเช่น Chrome ที่จะกลายเป็นพิมพ์จากขวามาซ้ายแทน ก็ต้องคอยสลับไปใช้แอปอื่นๆ แทน อย่างเบราว์เซอร์ก็เปลี่ยนมาใช้ Firefox แทน ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ (เสียจัย มันเกือบดีแล้ว)

และต้องเข้าใจว่าเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro นั้นเป็นแบบมีขาเพื่อยันจอให้ตั้งขึ้นนะครับ ไม่ใช่แบบโน้ตบุ๊กที่จอสามารถตั้งได้ด้วยแรงฝืดจากบานพับจอ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะกับการตั้งพิมพ์บนโต๊ะมากกว่าวางพิมพ์บนตักครับ

ปากกา M-Pen ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ขนาดและน้ำหนักของปากกา M-Pen เหมือนกับปากกาจริง ทำให้การจับถือถนัดมือ
  • ปากกา M-Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถกดหนัก-เบาเพื่อให้เส้นต่างกันได้ มีปุ่ม Shortcut บนปากกา 2 ปุ่ม วางมือบนหน้าจอเขียนได้เลย (ในแอปที่รองรับปากกา) ตอบสนองรวดเร็วไม่มีแลค
  • แต่ที่ตัว Huawei MediaPad M5 Pro ไม่มีที่เก็บปากกา ต้องมีเคสคีย์บอร์ดถึงจะมีหูเสียบเก็บปากกา

จุดเด่นอีกอย่างของ Huawei MediaPad M5 Pro คือมีปากกา M-Pen แถมมาด้วยในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกเหมือนหลายๆ ค่าย ซึ่งปากกา M-Pen ตัวนี้สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถใช้กับแอปวาดรูปหรือแอปจดบันทึกที่รองรับแล้วเส้นจะหนาบางตามแรงกดได้ (เราเทสกับแอป Squid ก็ใช้ดีเลยทีเดียว) นอกจากนี้ที่ปากกายังมีปุ่ม Shortcut ให้กด 2 ปุ่มสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยรวมเราชอบปากกา M-Pen ตัวนี้นะครับ ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากปากกาจริงๆ ที่เราใช้เลย แถมเวลาใช้งานในแอปที่รองรับก็สามารถวางมือลงไปบนจอได้เหมือนเขียนบนกระดาษเลย ก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้นั้นเหมือนเขียนลงบนกระดาษครับ ซึ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษาก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF แล้วใช้แอปเปิดไฟล์มาเขียนเน้นทับได้เลย ซึ่งก็ทำงานรวดเร็วใช้ได้

ปากกา M-Pen ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ครับ โดยมีช่องชาร์จซ่อนอยู่หลังคลิปหนีบปากกา ก็บิดคลิปหนีบออกแล้วชาร์จได้เลย หัวเว่ยว่าชาร์จครั้งหนึ่งอยู่ได้ 2 เดือน เราก็ไม่เคยใช้จนหมด แต่น่าเสียดายนิดหนึ่งที่ตัวเครื่องนั้นไม่มีวิธีเก็บปากกาเลย ไม่สามารถแปะด้วยแม่เหล็กข้างเครื่อง หรือเก็บไว้ในเครื่อง หรือเก็บด้วยวิธีใดๆ ได้ ก็ต้องเก็บปากกาตัวนี้ในถุงดินสอ หรือซื้อเคสคีย์บอร์ดครับ จะมีห่วงเก็บปากกาอยู่ข้างๆ คีย์บอร์ดให้แทน

Desktop Mode ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • โหมด Desktop นั้นมีหน้าตาเหมือน Windows ทำให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้ทันทึ
  • สามารถใช้หลายๆ แอปพร้อมกันในรูปแบบหน้าต่างซ้อนกันไปมาได้จริงเหมือนใช้คอมพิวเตอร์อยู่
  • แต่การเข้า-ออก Desktop Mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด และบางแอปก็ไม่สามารถใช้งานในโหมด Desktop ได้

ความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจของ Huawei MediaPad M5 Pro คือ Desktop Mode ครับ สามารถเปลี่ยน Android ให้มีหน้าตาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ คือสามารถเปิดหลายๆ แอปได้ในรูปแบบหน้าต่างแล้วใช้งานได้พร้อมกัน

หน้าตาของ Desktop Mode นั้นเหมือนกับการใช้งาน Windows ครับ มุมล่างซ้ายเป็นปุ่มเริ่มต้นสำหรับหาแอปต่างๆ ด้านล่างก็เป็น Task Bar สำหรับกดเปลี่ยนแอปไปมา ถัดมาหน่อยก็จะเป็นบริเวณโชว์สถานะต่างๆ ของเครื่องเช่นความดังเสียง ความแรงของ WiFi ระดับแบตเตอรี่ ซึ่งถ้ากดบริเวณนี้ก็จะโชว์ Notification และปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง WiFi หรือ Bluetooth ส่วนตรงมุมล่างขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Back, Home, Recent

ในโหมด Desktop กดเปิดดู Notification จากบาร์ด้านล่าง

สิ่งที่เราประทับใจกับ Desktop Mode ของ MediaPad M5 Pro คือมันสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปเพื่อสลับไปสลับมาทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ ครับ แต่การใช้งานจริงต้องบอกว่า Android มีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดครับ คือไม่ใช่ทุกแอปจะสามารถเปิดใช้งานใน Desktop Mode ได้ เช่น Youtube, Netflix, Facebook, Facebook Messenger หาไอคอนเปิดในโหมด Desktop ไม่เจอเลย อย่าง facebook นี่ยังสามารถบังคับเรียกขึ้นมาผ่านการกด Notification แต่บางแอปก็เปิดไม่ขึ้นเลย ซึ่งก็เข้าใจว่าแอปที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับ Desktop Mode นั้นมีไม่เยอะ อย่าง Microsoft Word ก็ไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างใน Desktop Mode ได้ ก็จะเป็นแอปขนาดเท่าหน้าจอสมาร์ทโฟน เพราะงั้นถ้าจะทำงานบนโหมด Desktop เราแนะนำให้ใช้ WPS ที่แถมมากับเครื่องจะทำงานได้ดีกว่าครับ

โหมดแท็บเล็ตก็สามารถแบ่งครึ่ง 2 จอ ทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าต้องการใช้งานแอปพร้อมกันแค่ 2 ตัว แนะนำโหมดแท็บเล็ตธรรมดาแล้วแบ่งครึ่งจอเอาดีกว่า

นอกจากนี้การเข้า Desktop mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมดนะครับ ทำงานอะไรค้างอยู่ก็เซฟให้หมดก่อนเข้าโหมด Desktop ด้วยนะ เราจึงแนะนำว่าถ้าไม่ต้องเปิดแอปใช้งานพร้อมกันเยอะๆ ให้ใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้วใช้ความสามารถแบ่ง 2 จอของ Android ในการทำงานพร้อมกัน 2 แอปแทนจะดีกว่า (เข้าโหมดนี้ได้โดยกดปุ่มสลับแอปค้างไว้) เพราะมันสามารถเปิดแอปใช้งานได้หมดทุกตัวด้วย

ความบันเทิงกับ Huawei MediaPad M5 Pro

  • หน้าจอดีมาก สว่างสดใส ขนาดใหญ่ ดูหนังเรื่องไหนก็ฟิน ลำโพงที่จูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงดังและดีมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นไหนๆ
  • เป็นอีกครั้งที่เคสคีย์บอร์ดโชว์พาว เมื่อเสียบ MediaPad M5 Pro กับเคสปรากฎว่าให้เสียงดังว่าถอดเครื่องมาถือเพียวๆ อีก
  • แต่อ้าววว ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm ซะงั้นอ่ะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ที่แถมมาในกล่องแทน

พูดถึงเรื่องการใช้งานแท็บเล็ตตัวนี้เพื่อการทำงานไปเสียมาก แต่นี่คือ MediaPad นะ มันต้องเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิงด้วยสิ! ก็ต้องบอกว่าความสามารถด้านนี้ของมันนั้นเด่นไม่แพ้เรื่องการใช้เพื่อการทำงานเลย ด้วยจอ 10.8 นิ้วความละเอียด 2K พร้อมเทคโนโลยี Enhanced ClariVu ทำให้คุณภาพภาพจากจอตัวนี้จัดว่าดีเลย ให้ภาพสว่างและสีสันสดใส เทียบกับแท็บเล็ตราคาใกล้ๆ กันจะรู้สึกเลยว่าจอของหัวเว่ยมันให้ความสว่างดีมาก และเป็นจอแบบยาวเหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ด้วย

ลำโพงดังระดับที่เรียกได้ว่าลั่นห้อง
Huawei MediaPad M5 Pro มาพร้อมลำโพง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านบนและด้านล่างของเครื่อง (เมื่อวางเครื่องแบบแนวนอน) ซึ่งลำโพงชุดนี้ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงที่ดังและมีคุณภาพมากกว่าลำโพงในแท็บเล็ตทั่วไปมากครับ ดังระดับสามารถเปิดในห้องแล้วเร่งเสียงให้ดังทั้งห้องได้สบายๆ และที่แปลกคือเมื่อเสียบแท็บเล็ตเข้ากับเคสคีย์บอร์ด กลายเป็นเสียงดังขึ้นกว่าถอดแท็บเล็ตแล้วถืออีก เพราะเคสช่วยสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านล่างให้เข้ามาหาคนฟังมากขึ้นนั่นเอง แต่คำว่าเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเบสเป็นลูกๆ แบบลำโพงใหญ่นะครับ เอาเป็นว่าฟังแล้วไม่ง้องแง้งหูแบบที่เคยได้ยินกับลำโพงแท็บเล็ตทั่วไปแน่นอน

ช่องลำโพงด้านหลังเครื่องใหญ่มาก

แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเอ๊ะดังๆ กับซีรี่ส์ MediaPad M5 คือมันไม่มีช่องหูฟัง ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนเราอาจจะให้เหตุผลได้ว่าต้องการพื้นที่ไปติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่นี่เป็นแท็บเล็ตขนาดใหญ่ มันก็ควรมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งช่องหูฟังบ้างสิ เอาเป็นว่าถ้าจะฟังเพลงผ่านสายก็ต้องใช้หัวแปลง USB-C to 3.5 mm ที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่ง Huawei ก็เคลมว่า MediaPad M5 Pro นั้นรองรับเสียงระดับ Hi-Res Audio ด้วยนะ (แต่ดันไม่มีช่องหูฟัง โถ่ชีวิตมาก)

ถ้าถามว่า Huawei MediaPad M5 Pro ใช้อ่านการ์ตูนเป็นยังไงบ้าง ก็ตามรูปนี้ครับ จอใหญ่เหมือนอ่าน Boom อยู่ แต่เครื่องหนักไปนิดสำหรับการถืออ่านมือเดียว

การถ่ายภาพด้วย MediaPad M5 Pro

  • กล้องดีกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แถมได้ซอฟต์แวร์กล้องที่เก่งรอบด้านของหัวเว่ย ถ่ายกลางคืน ถ่ายไฟรถวิ่ง ถ่าย RAW ได้หมดเลย ลองดูตัวอย่างภาพกันเลย
  • กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ด้วย!
  • กล้องหน้าเหมาะสำหรับใช้ทำ Video Call มากกว่าเอาไป Selfie นะ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นทำหน้าชัดหลังเบลอด้วย

แท็บเล็ตทั่วไปเราจะไม่เน้นเรื่องการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นะครับ เพราะขนาดมันใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ถ่ายภาพจริงๆ จังๆ แล้ว Huawei MediaPad M5 Pro ก็ไม่ได้โปรโมทเรื่องถ่ายภาพเท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้ถ่ายจริงปรากฎว่ามันก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ

สเปคของกล้อง MediaPad M5 Pro คือ

  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF ไม่มีแฟลช
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ฟิกซ์โฟกัส

เมื่อเอา MediaPad M5 Pro ตั้งขาตั้งของเคส แล้วถ่ายโหมด Night Shot ก็จะได้ภาพแบบนี้ครับ

ถ่ายภาพกลางวันบ้าง

ภาพสวนตอนกลางวัน

แต่ส่วนที่ทำให้กล้องของแท็บเล็ตตัวนี้เก่งขึ้นมาได้จริงๆ คือซอฟต์แวร์กล้องครับ ที่หัวเว่ยก็ยกชุดซอฟต์แวร์กล้องมาตรฐานที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ มาใช้เลย ทำให้มีความสามารถอย่างโหมดโปรที่ปรับ ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ได้ แถมในโหมดโปรถ่ายแบบ RAW ได้ด้วย รวมถึงโหมดถ่ายแสงไฟให้เป็นเส้น หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืน (แบบต้องใช้ขาตั้งนะ) ก็ทำให้ภาพที่ได้ดูน่าทึ่งไม่น้อยว่านี่เหรอเป็นภาพที่ออกจากแท็บเล็ต

ถ่าย Selfie ด้วยกล้องหน้า ทำหลังเบลอด้วยนะ

กล้องหน้าก็สามารถถ่าย Selfie ได้ดีระดับหนึ่งครับ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ แต่เทียบคุณภาพกับสมาร์ทโฟนไม่ได้นะครับ ก็เน้นเอาไว้ใช้ Video Call กันมากกว่า

ส่วนวิดีโอก็แปลกใจเลยแหละที่กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย เรียกว่าจัดมาให้เต็มๆ ก่อนแบบไม่มีกั้ก ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ส่วนกล้องหน้าจะได้แค่ 720P นะครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ประสิทธิภาพดีเกินพอสำหรับงานทั่วๆ ไป และการที่เครื่องมีแรมมาให้ 4 GB ก็ทำให้เปิดแอป-เปิดเว็บพร้อมกันได้มากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง Asphalt 9 ได้ลื่นไหลดี ทำให้กลายเป็นเครื่องจอใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมเหมือนกันนะ และในอนาคตได้น่าจะอัปเดท GPU-Turbo ทำให้ประสิทธิภาพกับเกมดีขึ้นไปอีก
  • จอใหญ่แบบนี้ ต้องหาซื้อจอยเกมมาเล่นด้วยกันแล้วแหละ

แม้ว่า MediaPad M5 Pro จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของปีที่แล้วคือ Kirin 960 แต่ประสิทธิภาพของมันก็แรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยแหละครับ โดยเฉพาะแรมที่มีมาให้ 4 GB ก็ทำให้สลับแอปหรือเปิดหน้าเว็บได้พร้อมกันได้มากกว่าฝั่ง iPad ที่มีแรมน้อยนิดจริงๆ ในส่วนของหน่วยความจำมีมาให้ 64 GB สามารถเพิ่มผ่าน MicroSD ได้อีก 256 GB ก็น่าจะพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

เล่น Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหล

แล้วถ้าเอา Huawei MediaPad M5 Pro ไปเล่นเกมจะเป็นยังไง เราเทสกับเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Asphalt 9 โดยปรับกราฟิกเป็นระดับ High ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ยังสามารถขับรถได้อย่างลื่นไหลแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนทดสอบจากแอปออกมาว่า Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,454 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S8 เลยนะ ส่วน 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนไป 2,236 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ เล่นเกมทั่วไปได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีการอัปเดท GPU-Turbo ให้ MediaPad M5 Pro ด้วย ก็น่าจะเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีก

สรุปประสบการณ์ Huawei MediaPad M5 Pro ในประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาเทส MediaPad M5 Pro นานนัก เราจึงขอสรุปประสบการณ์ที่ได้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ครับ

  • MediaPad M5 Pro ใส่ซิมได้ 1 ซิม รองรับ 4G แถมยังโทรออกรับสายได้ด้วย! แต่ไม่ใช่เอาไปแนบหูโทรนะ จะเป็นการโทรแบบ Speakphone ซึ่งถือเป็นความสามารถที่โอเคมากๆ สำหรับแท็บเล็ตราคาแค่นี้ ต่อเน็ตผ่านซิมได้ตลอดเวลาเนี่ย
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านขวาของจอ (ถ้าวางเครื่องแนวนอน) ก็เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์หัวเว่ย
  • หัวเว่ยเคลมว่าใช้เวลาชาร์จ 2.9 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 7,500 mAh ให้เต็มด้วยหัวชาร์จ Huawei Fast Charge (9V 2A) ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ไม่ต้องพูดถึง ใช้งานได้ยาวๆ ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยหมดระหว่างวันเลย แม้ว่าจะกางเครื่องเพื่อใช้พิมพ์งานนานหลายชั่วโมง
  • เราทดสอบเอาภาพต่อออกจอผ่านหัวแปลง USB-C เป็น HDMI ของหัวเว่ยนะครับ (Huawei MateDock 2) พบว่า MediaPad M5 Pro ไม่สามารถต่อภาพแบบมีสายออกจอได้ แต่สามารถเสียบอุปกรณ์ USB ได้ตามปกติครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสายรุ่นอื่นๆ จะต่อภาพออกได้ไหมนะครับ

พอร์ต USB-C ของ MediaPad M5 Pro สามารถเสียบหัวแปลงแบบนี้เพื่ออ่าน SD Card หรือ USB ได้ แต่ไม่สามารถแปลงเป็น HDMI เพื่อเอาภาพออกจอใหญ่ได้

  • LINE เป็นแอปเจ้าปัญหาสำหรับ Android เพราะไลน์ไม่ได้พัฒนาเป็นแอปรุ่นแท็บเล็ตเหมือนที่พัฒนาให้ iPad ทำให้เราไม่สามารถใช้ล็อกอินเดียวกับในสมาร์ทโฟนบน MediaPad M5 Pro ได้ ถ้าล็อกอินเข้าไป ไลน์ในสมาร์ทโฟนจะหลุด แล้วประวัติการสนทนาที่ไม่ได้ backup ไว้จะหายไป
  • เนื่องการสัดส่วนการใช้ Android เพื่อเป็นแท็บเล็ตนั้นน้อยกว่าฝั่งสมาร์ทโฟนมาก ทำให้แอปจำนวนมากไม่รองรับการทำงานในรูปแบบแท็บเล็ต คือเป็นการใช้งานแอปโดยเอารุ่นสมาร์ทโฟนมาขยายให้ใหญ่ขึ้น เช่นแอป Twitter บางแอปไม่พลิกเป็นจอแนวนอนด้วยซะงั้น

เทียบน้ำหนักของ Huawei MediaPad M5 Pro กัน

Huawei MediaPad M5 Pro ตัวเครื่องอย่างเดียวหนัก 507 กรัม

เคสคีย์บอร์ดพร้อมปากกาหนัก 399 กรัม

รวมทั้งชุดเคสคีย์บอร์ดพร้อมเครื่องหนัก 905 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องจอ 10.8 นิ้ว พร้อมทำงาน

เทียบให้เห็นภาพ MacBook 12 นิ้ว ราคาเกือบห้าหมื่น ยังหนักกว่าเลย

สเปคของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • CPU Processor : Kirin 960
  • RAM : 4 GB
  • หน่วยความจำ 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอ : 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 (280 PPI)
  • กล้องหลัง : 13 MP (F2.2+PDAF) ไม่มีไฟแฟลช
  • กล้องหน้า : 8 MP (F2.2+Fixed focus)
  • ลำโพง : สเตอริโอ 4 ตัว Tuned by Harman/Kardon
  • Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ผ่านปุ่มโฮมด้านหน้าจอ
  • รองรับปากกา M-PEN, เคสคีย์บอร์ดและ PC Mode
  • Battery : 7,500 mAh รองรับ Quick Charge at 9V/2A ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สรุป Huawei MediaPad M5 Pro พร้อมเคสคีย์บอร์ด น่าจะเป็นชุดแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่ใช้ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมาครับ ในฐานะนักเขียน เราฟินกับคีย์บอร์ดตัวนี้ ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ เราชอบจอที่ใหญ่ สว่าง สดใสตัวนี้ แถมได้ลำโพงเสียงดีที่ดังอีกด้วย ก็ให้ป้ายทอง แบไต๋การันตี “น่าซื้อมาก” ไปเลย!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5/10

คุณภาพกล้อง

7.5/10

ความคุ้มค่า

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!