Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Asus Zenfone Max Plus สมาร์ทโฟนกล้องคู่ จอยาว ราคาอย่างถูก

สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่ Asus หวังดีตลาดไทย ด้วยราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ แต่มันจะใช้แล้วดีจริงไหม แบไต๋ทดลองให้แล้ว

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
Zenfone Max Plus
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

7.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5 /10

คุณภาพกล้อง

7.5 /10

ความคุ้มค่า

9.5 /10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

หลังจากที่ Asus ดูเงียบๆ ไปพักหนึ่งในไทย ตอนนี้ Zenfone กลับมาตีตลาดครั้งใหม่รับต้นปีด้วย Zenfone Max Plus สมาร์ทโฟนในตระกูล Max ที่ให้แบตจุถึง 4130 mAh ในราคาไม่ถึง 7,000 บาท และวันนี้แบไต๋จะมารีวิวกันว่ามันคุ้มค่าจริงไหมครับ

สเปกของ Zenfone Max Plus

  • CPU: MediaTek MT6750T 1.5 GHz
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 32 GB
  • หน้าจอ: ขนาด 5.7 นิ้วความละเอียด 1440 x 720 pixel แบบ IPS สัดส่วน 18:9 รองรับการสัมผัส 5 จุดพร้อมกัน
  • กล้องหลัง: กล้องมุมกว้างปกติ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม PDAF, กล้องมุมกว้างมาก 8 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล f/2.0
  • รองรับ nano-sim 2 ตัว พร้อมใส่ MicroSD ได้พร้อมกัน ความจุสูงสุด 256 GB
  • Android 7.0
  • มี 3 สีคือ ดำ, ทอง และเงิน
  • ราคาเปิดตัว 6,990 บาท ขายจริงอาจจะถูกกว่านี้อีก

Zenfone Max Plus มี 3 สีให้เลือก ส่วนที่เราได้มารีวิวคือสีดำ

รูปลักษณ์และการออกแบบ Zenfone Max Plus

  • เครื่องขนาดกระทัดรัด จับถนัดมือ แต่จอใหญ่
  • หน้าจอคมชัดสดใส ใช้งานแอปต่างๆ แล้วรู้สึกภาพคมแม้จะละเอียดแค่ HD
  • หน้าจอดันติดฟ้า (ไปมาก) ทำให้ภาพถ่ายออกมาดูหมอง

Zenfone Max Plus เมื่อใส่เคสแถม

ดีไซน์ของ Zenfone Max Plus นั้นค่อนข้างกระทัดรัดเมื่อเทียบกับขนาดจอ 5.7 นิ้วของเครื่อง เพราะเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้จอแบบ Full View สัดส่วน 18:9 ทำให้ขยายจอได้ใหญ่โดยที่ไม่ต้องขยายความกว้างของเครื่อง ขอบจอก็บาง จึงยังถือและใช้งานมือเดียวได้สบายๆ

ด้านหน้าของเครื่องเรียบมาก มีแค่กล้องหน้า ไฟ LED แสดงสถานะเล็กๆ ช่องหูฟังและหน้าจอเท่านั้น ด้านล่างก็ปล่อยโล่งเรียบๆ (ถ้าเป็นหัวเว่ยต้องมีโลโก้อยู่ด้านหน้าด้วยแล้ว :P)

Asus Zenfone Max Plus มีหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว

ตัวหน้าจอ IPS ขนาด 5.7 นิ้วมีความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ยังไม่ถึงระดับ Full HD 1080p ก็สมเหตุสมผลกับเครื่องที่วางราคาไว้เกินครึ่งหมื่นไปนิดเดียว จอตัวนี้ให้ Contrast ได้ดีนะครับ เวลาใช้แอปหน้าจอขาวๆ จะรู้สึกว่ามันน่าใช้งานเพราะตัวอักษรสีดำคมตัดกับพื้นหลังสีขาว ตรงมุมขอบจอก็ทำเป็นมุมโค้ง จอโดยรวมเลยกลายเป็นสี่เหลี่ยมมุมมน ให้ความรู้สึกพรี่เมี่ยมได้เหมือนกัน

จอให้ภาพโทนเย็น ดูเมนูแล้วสบายตา แต่ดูรูปแล้วแอบเคือง

แต่ที่ไม่ชอบใจคือจอมันอมฟ้าครับ (ใครที่เกลียดจออมเหลือง มาใช้ Zenfone ตัวนี้เลยครับให้ภาพโทนเย็น) พอดูรูปถ่ายในเครื่องแล้วรู้สึกสีมันช้ำๆ ดูม่นๆ ตอนแรกเราก็นึกว่ากล้องของ Zenfone Max Plus นั้น White Balance ไม่ดี แต่พอเอารูปออกมาดูในสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ หรือดูบนจอ MacBook สีมันก็โอเคนี่ ก็เลยเป็นจุดที่ต้องพิจารณาเมื่อเห็นภาพถ่ายจากจอรุ่นนี้ครับ (ไม่แน่ใจว่าเป็นกับทุกตัว หรือเฉพาะเครื่องรีวิวนี้นะครับ ยังไงก็ลองดูที่หน้าร้านก่อนได้)

ดีไซน์กล้องหลังคู่ของ Zenfone Max Plus

ส่วนด้านหลังก็เรียบๆ มีกล้องหลัง 2 ตัว ตัวแรกเป็นกล้องมุมกว้างปกติที่เราใช้กันในสมาร์ทโฟนทั่วไป และอีกตัวคือกล้องมุมกว้างมาก 120 องศา ก็เป็นดีไซน์กล้องที่ได้ใช้งานจริง นอกจากนี้ก็มีแฟลชและเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

ด้านล่างของ Zenfone Max Plus เป็นพอร์ต MicroUSB เพื่อชาร์จไฟและต่อ OTG ครับ ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่ด้านบน และลำโพงมีแค่ตัวเดียวอยู่ด้านล่างครับ

พอร์ต MicroUSB ของ Zenfone Max Plus

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Plus

  • ทดสอบ Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single-core 618, Multi-core 2531 และ Compute ได้ 1774 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนที่ไม่เลวสำหรับระดับราคานี้
  • ทดสอบ 3DMark Sling Shot Extreme ได้ 305 คะแนน
  • ประสิทธิภาพถือว่าดีเมื่อเทียบกับราคา แต่อย่าไปหวังว่าเครื่องจะลื่นแบบเรือธง

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Plus อยู่ในกลุ่มดีเกินหน้าสมาร์ทโฟนราคา 6,990 บาททั่วไปนะครับ คือใช้งานปกติได้โอเค เล่นเฟซบุ๊ก ใช้ไลน์ได้สะดวก แต่ถ้าหวังใช้งานลื่นระดับมือถือเรือนหมื่นก็คงหวังถึงขั้นนั้นไม่ไหว เวลาใช้งานไลน์กรุ๊ปที่มีข้อความมากๆ ก็มีอาการหน่วง อาการกระตุกพอให้คิดถึง

ส่วนการเล่นเกม ถ้าเป็นเกมที่กราฟิกระดับกลางๆ ก็เล่นได้ลื่นอยู่ครับ แต่ถ้ามีกราฟิกเทพๆ ก็ต้องปรับระดับภาพของเกมให้ซับซ้อนน้อยลงมา แทนที่จะเป็น High ก็เหลือสัก medium หรือ low ก็เล่นได้ครับ

กล้องของ Asus Zenfone Max Plus

ภาพจาก Asus Zenfone Max Plus ความละเอียด เส้นขน สีสันของแมวถือว่าดีเลย

ในเรื่องกล้องนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยเมื่อเทียบกับราคานะครับ (เราเน้นว่าเทียบกับราคาบ่อยๆ เพราะถ้าเอาไปสู้สมาร์ทโฟนตัวท็อปมันก็ห่างชั้น แต่กับราคาเท่านี้ถือว่าใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ) คือกล้องหลังตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.0 ก็ให้ภาพถ่ายตอนกลางวันที่สวยงาม สีสันสดใส ส่วนกล้องหลังตัวรองเลนส์มุมกว้าง 120 องศา 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ก็ให้ภาพที่แปลกตาใช้งานได้จริง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องแคบๆ ก็สามารถถ่ายภาพเก็บได้หมดแบบที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ทำไม่ได้

แต่ฝั่งของเลนส์มุมกว้าง ประสิทธิภาพจะสู้เลนส์ปกติไม่ได้นะครับ ทั้งความละเอียดและขนาดรูรับแสง โดยเฉพาะเวลาถ่ายกลางคืนที่จะเห็นผลชัด

ส่วนโหมดถ่ายภาพก็มีหลายโหมดที่น่าสนใจ เช่นโหมดโปรที่เลือกความเร็วซัตเตอร์ได้ ปรับ ISO, White Balance ได้ แล้วก็โหมดถ่ายภาพแนวยาว panorama, โหมด Super Resolution สำหรับถ่ายภาพความละเอียดสูง และสามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอหรือ Portrait Mode ได้ทั้งกล้องหน้าและหลังครับ แต่ยังเบลอไม่เนียนเท่าไหร่

จุดอ่อนของกล้องจาก Zenfone Max Plus คือเรื่องการโฟกัสภาพ

แม้สเปกจะบอกว่าใช้ระบบโฟกัสแบบ Phase Detect (PDAF) แต่ไม่ค่อยจะแอคทีฟหาโฟกัสให้เท่าไหร่ครับ หลายครั้งที่ผู้ใช้ต้องแตะเลือกจุดโฟกัสก่อน ไม่งั้นภาพเบลอแบบไม่ได้โฟกัส ซึ่งต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่พยายามจะทำให้ภาพชัดไว้ก่อน นอกจากนี้การถ่ายภาพในพื้นที่ที่แสงต่างกันเยอะๆ เช่นตอนเย็นยามพระอาทิตย์จะตก กล้องจะเก็บส่วนสว่างโดยส่วนมืดแทบจะจมทิ้งไปเลย ก็ต้องเลือกจุดวัดแสงให้ดีๆ

แล้วก็หน้าจอที่อมฟ้าเกินไป (ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกเครื่องรึเปล่า) ก็ทำให้เวลาดูภาพจากกล้อง Zenfone Max Plus รู้สึกสีตุ่นๆ ไม่สวย ยังไงก็ลองแชร์ไปดูในหน้าจออื่นดูนะครับ บางทีเราอาจจะมีภาพที่สวยแล้ว แต่แสดงผลเพี๊ยนก็ได้

 

ในส่วนของกล้องหน้า

กล้องหน้าของ Zenfone Max Plus นั้นมีทั้งโหมดถ่ายสวย และถ่ายฉากหลังละลายนะครับ สามารถเลือกเปิด-ปิดปรับจูนให้ถูกใจได้ ซึ่งก็ถือว่าคุณภาพกล้องหน้านั้นใช้ได้ ถ่ายมีแสงพอก็ถ่ายสวยได้ครับ

คุณภาพการถ่ายวิดีโอ

ความพิเศษของวิดีโอจาก Zenfone Max Plus คือสามารถเลือกถ่ายได้ทั้งจากเลนส์มุมกว้างและเลนส์ธรรมดานะครับ ก็ทำให้เราถ่ายวิดีโอมุมกว้างกว่ากล้องปกติได้ แต่การเลือกเลนส์ถ่ายภาพจะต้องเลือกก่อนถ่ายเท่านั้นนะครับ ไม่สามารถถ่ายแล้วซูมเข้าซูมออก เปลี่ยนเลนส์ระหว่างถ่ายได้ ซึ่งการถ่ายภาพซีนกลางวันก็ทำได้สวยงามดีด้วยความละเอียดสูงสุด 1080p Full HD ครับ

ส่วนการถ่ายวิดีโอกลางคืน จะเห็นชัดเจนว่าเลนส์มุมกว้างนั้นมีประสิทธิภาพด้อยกว่า เห็น Noise ชัดเจนตลอดทั้งคลิปเลย

สรุปประสบการณ์การใช้งาน Zenfone Max Plus

มาถึงช่วงยำใหญ่ประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Plus หลังจากทีมงานเว็บแบไต๋ได้ใช้เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลังมาหลายวันครับ

จุดเด่นคือเอา Zenfone Max Plus ไปชาร์จเครื่องอื่นได้ด้วย นี่ชาร์จ iPhone ซะเลย

  • แบตเตอรี่ของ Zenfone Max Plus นั้นอึดจริง สามารถใช้งานในระดับ 2 วันได้ และถ้าใช้หนัก ก็มั่นใจได้ว่ามันจะอยู่ครบวัน หัวชาร์จที่ให้มาก็สามารถชาร์จไฟเข้าเครื่องในระดับ 2A ได้ ก็ถือว่าใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องพก Power Bank ครับ
  • ในกล่องมีสาย OTG มาด้วย ก็สามารถใช้อ่านอุปกรณ์ USB พวกแฟลชไดรฟ์ได้ แถมยังใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือของเครื่องทำงานได้ดีมาก แม้นิ้วชื้นก็ยังสแกนได้อย่างรวดเร็ว
  • มีความสามารถในการปลดล็อกด้วยใบหน้าด้วย แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะทำงานเร็วเกินไป มองจอก็ปลดล็อกให้แล้ว (ยังไม่ทันอ่าน Noti เลย) และไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • เสียงลำโพงเครื่องดังดี มีลำโพงเดียวด้านล่าง แถมมี Outdoor Mode ปรับเสียงให้กว้างขึ้น สำหรับการใช้งานนอกบ้าน แต่คุณภาพเสียงก็กลางๆ นะครับ ไม่ได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ได้แย่ ทั้งลำโพงจากตัวเครื่องและการต่อหูฟัง
  • ฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยอย่างการบันทึกหน้าจอตามแนวยาว หรือการแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน และการบันทึกเสียงสนทนาก็มีในรุ่นนี้

Zenfone Max Plus ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD คืิอดีงาม

  • Zenfone Max Plus สามารถใส่ได้ 2 Nano-sim พร้อมกับ MicroSD ก็ถือเป็นเรื่องดีงาม
  • รองรับ VoLTE ทำให้คุยโทรศัพท์ได้คมชัด โทรติดเร็ว
  • ใช้ๆ ไปแอบขัดใจที่ปุ่มด้านล่างมันใหญ่จัง (ปุ่ม recent, home, back) มันน่าจะทำให้บางกว่านี้ได้นะ แต่คิดว่าใช้สักพักก็น่าจะชิน

ลองเอา Zenfone Max Plus ไปใช้นำทาง เกือบหลง! วิ่งเข้าใต้ทางด่วนหน่อย ตำแหน่งมั่วไปหมด (และช่องหูฟังอยู่ด้านบน ทำให้สายจะยุ่งๆ หน่อย)

  • GPS ใช้งานได้ แต่ไม่เหมาะเอาไปนำทางขับรถ เพราะเมื่อวิ่งใต้ทางด่วน หรือมีอะไรบังสัญญาณจากท้องฟ้า ตำแหน่งของเราจะกระโดดไปมา จนการนำทางมั่วไปหมด
  • ยังใช้ MicroUSB อยู่ ไม่ใช่ USB-C ก็ทำให้ไม่รองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ
  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz ทำให้มีปัญหาความเร็วอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่นเช่นบนคอนโด (ตอนทดลองดู Netflix ก็สงสัยว่าทำไมภาพไม่ชัดสักที เลยกดดาวน์โหลดทั้งคลิปลงมาก่อนแล้วค่อยดู ปรากฎว่าภาพชัด สรุปว่าเป็นเพราะเชื่อมต่อ wifi ได้ไม่เร็วพอ อาจจะเพราะสัญญาณรบกวนในช่อง 2.4 GHz เยอะ)

Zenfone Max Plus ชาร์จไฟเข้าเครื่องด้วยกระแสเกือบ 2A ก็ถือว่าโอเค

จบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ สงสัยตรงไหนคอมเมนต์ถามได้นะครับ ถ้านึกออกจะตอบได้ แต่ถ้าต้องค้นจากเครื่อง อาจจะตอบไม่ได้เพราะคืนเครื่องรีวิวไปแล้ว ฮาา

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Asus Zenfone 5 ม้ามืดตัวจริง ดีจนน้ำตาไหลในราคานี้

หลังจาก Asus เงียบหายในตลาดไทยไปนาน Zenfone 5 นี่แหละที่จะแสดงแสนยานุภาพเทคโนโลยีจากไต้หวันให้ดู!

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
Zenfone Max Plus
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

7.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5 /10

คุณภาพกล้อง

7.5 /10

ความคุ้มค่า

9.5 /10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

ถ้าย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนในช่วงที่ Asus Zenfone ออกมาใหม่ๆ ใช้ชิป Intel Atom ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของ Zenfone เลยนะครับ เพราะสามารถทำสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีประสิทธิภาพดีออกมาได้ แต่หลังจากที่ Intel ออกจากตลาดสมาร์ทโฟนไป ชื่อของ Zenfone ก็เริ่มจางหายไปจากตลาด อาจเพราะไม่สามารถทำราคาได้ดีแบบเดิม และวงการสมาร์ทโฟนนั้นแข่งขันกันรุนแรง งัดเทคโนโลยีมาสู้กันหนักมากจน Asus ไม่อาจงัดความสามารถเด่นออกมาสู้ได้ทัน แต่สำหรับ Zenfone 5 รุ่นล่าสุดประจำปี 2018 เรากล้าบอกเลยว่า Zenfone กลับมาแล้ว Asus ได้สร้างสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีน่าทึ่งในราคาแค่หมื่นต้นๆ (ถ้าซื้อในช่วง Pre-Order พร้อมรหัสลูกค้า Asus เก่าจะได้ราคาไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ) เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่เราประทับใจมากที่สุดตั้งแต่รีวิวมาในปีนี้เลย

Technology Asset ของ Asus คือจุดแข็งของ Zenfone 5

สำหรับคอคอมพิวเตอร์เราคงรู้จักแบรนด์ Asus กันมานานมาก เพราะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก จอภาพ อุปกรณ์เครือข่าย และอุปกรณ์เทคโนโลยีอีกมากมาย ด้วยความที่ Asus สร้างผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมานาน จึงมี Technology Asset หรือสินทรัพย์เทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ มากมาย จึงบรรจงยัดเทคโนโลยีเหล่านี้ลงใน Zenfone 5 ครับ

พูดให้เห็นภาพ Zenfone 5 คือเอาบอดี้และเทคโนโลยีตัวท็อปของ Asus มาใส่ซีพียูกลาง เพื่อขายในราคากลางๆ

แล้วเทคโนโลยีของ Asus ที่อยู่ใน Zenfone 5 นั้นมีอะไรบ้าง ไปไล่กันเลยครับ

จอคือหน้าต่างของสมาร์ทโฟน Zenfone 5 ให้จอดีมาก

  • จอของ Zenfone 5 เป็นหนึ่งในจอที่เราชอบมากที่สุดในสมาร์ทโฟนประจำปีนี้ เพราะให้สีสันสดใส ให้ Contrast สูง ดูหนังก็สวย ใช้แอปก็รู้สึกคม
  • จอสามารถปรับสีอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมได้ มีโหมดเปิดหน้าจอค้างเพื่อเครื่องรู้ว่าเรายังมองหน้าจออยู่
  • ไม่มีฟิล์มแถมมาให้ ซึ่งไปตามหาเองก็แอบหายากสำหรับรุ่นนี้

ก่อนจะรีวิวเราก็ทราบสเปกของจอ Super IPS ขนาด 6.2 นิ้วตัวนี้มาว่าให้ความละเอียด FullHD+ 2246 x 1080 pixel คือเป็นหน้าจอยาวพร้อมรอยแหว่งตามสมัยนิยม (ซึ่งสามารถเปิดรอยแหว่งได้ใน Setting) ให้พื้นที่หน้าจอต่อตัวเครื่อง 90% แต่ที่พิเศษในสเปกนี้คือรองรับขอบเขตสีระดับ DCI-P3 100% ที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย ซึ่งหมายความว่าจอนี้จะแสดงสีสันได้เยอะกว่าจอทั่วไป

หลังจากได้ทดลองใช้ Zenfone 5 เราพอใจคุณภาพจากจอตัวนี้มากนะครับ มันให้สีสันสดใส Contrast ของภาพก็ดี สังเกตได้จากอินเทอร์เฟซหรือหน้าตาแอปต่างๆ ที่คมชัด ชัดเจน เมื่อดูภาพ ดูวิดีโอก็จะรู้สึกว่าจอมันน่ามองว่ามือถือเครื่องอื่นๆ ซึ่งเรายกให้จอของ Zenfone 5 เป็นจอมือถือที่เราชอบที่สุดตัวหนึ่งประจำปีนี้ พอๆ กับจอของ Sony Xperia XZ2 เลย

หน้าปรับแต่งสีหน้าจอของ Zenfone 5

ความลับของจอตัวนี้คือเทคโนโลยี Splendid ที่มีในโน้ตบุ๊กหรือจอมอนิเตอร์หลายตัวของ Asus ซึ่งช่วยปรับภาพให้สดใส นอกจากนี้ตัวจอยังสามารถปรับอุณหภูมิสีอัตโนมัติให้ภาพเป็นโทนอุ่นหรือโทนเย็นโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมอีกด้วย (เหมือนที่ iPhone ทำได้) และยังมีฟีเจอร์เสริม Smart Screen On ที่ใช้กล้องหน้าและ AI ช่วยวิเคราะห์ว่าเราจ้องมองจออยู่รึเปล่า ถ้ามันเห็นว่าเรายังมองจออยู่ ก็จะยืดระยะเวลาการดับจอออกไป

ส่วนเรื่องจอแหว่งของ Zenfone 5 ก็ถือว่าจัดการได้ดีครับ ค่ามาตรฐานของระบบ วิดีโอจะไม่ไปแสดงผลทับรอยแหว่งของจอ แม้ว่าเราจะซูมวิดีโอใน Youtube ไปจนสุดก็จะไม่ไปทับรอยแหว่ง Netflix ก็เช่นกันแสดงผลได้หลบรอยแหว่งดีมาก แต่ถ้าต้องการภาพเต็มตาสุดๆ ก็สามารถเปิดใช้โหมด Full Screen จริงๆ ได้ คราวนี้วิดีโอจะวิ่งไปทับรอยแหว่งด้านบนแล้ว นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปิด-เปิดการแสดงรอยแหว่งได้จาก Settings ด้วย

ข้อติอย่างเดียวอย่างเดียวในส่วนหน้าจอของ Zenfone 5 คือมันไม่มีฟิล์มกันรอยติดมาด้วย (ในเครื่องที่เราทดสอบ) ซึ่งสำหรับมือถืออินดี้แบบนี้ ผู้ใช้ก็น่าจะเหนื่อยตามหาฟิล์มกันรอยสักหน่อยครับ (น่าจะต้องสั่งจากอินเทอร์เน็ตกันเป็นหลัก) หรือไม่ก็ต้องให้ร้านตัดฟิล์มพิเศษให้

ดีไซน์เอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone

  • ดีไซน์เรียบหรูดูดี มีเอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone
  • งานประกอบดีรู้สึกว่าเครื่องพรีเมี่ยม
  • แต่น่าจะมีสีเครื่องเด่นๆ สักสีที่แตกต่างจากตลาด

มือถือตระกูล Zenfone จะมีดีไซน์เอกลักษณ์ ฝาหลังสะท้อนแสงเป็นวงๆ มาหลายรุ่นแล้วนะครับ ซึ่งใน Zenfone 5 ก็เหมือนกัน ฝาหลังที่เป็นกระจกนั้นดีไซน์ให้สะท้อนแสงออกมาเป็นวง รวมกันที่จุดศูนย์กลางบริเวณเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งในแง่ความสวยงามนั้นก็แล้วแต่คนชอบนะครับ แต่เราวิจารณ์ได้ในแง่งานประกอบที่ออกมาเนี๊ยบดีมาก สัมผัสของตัวเครื่องแข็งแรง จับแล้วรู้สึกมีน้ำหนัก เป็นของที่มีราคา ขอบเครื่องหนากำลังดีแล้วเป็นอลูมิเนียมที่เจียโค้งเข้ากับฝ่ามือ เวลาจับถือจึงรู้สึกกระชับ เกาะมือดี ไม่ลื่นหลุดไปง่ายๆ

Zenfone 5 นั้นมี 2 สีนะครับคือ Meteor Silver หรือสีเงิน แล้วก็ตัวที่เรารีวิวอยู่นี้คือ Midnight Blue สีน้ำเงินเข้มมากๆ จนคล้ายกับสีดำมากกว่า ซึ่งตัวกระจกทั้งหน้าหลังก็เป็นแบบ 2.5D คือเจียขอบกระจกให้โค้งรับพอดีกับบอดี้เครื่อง เวลาลูบผ่านทำให้รู้สึกว่ากระจกกับเครื่องเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกัน

สรุป Zenfone 5 แม้ว่าจะไม่มีสีเด่นๆ ที่แตกต่างอย่างคู่แข่ง หรือดีไซน์แปลกกว่ามือถือในตลาด แต่ก็ได้งานออกแบบเอกลักษณ์ของ Zenfone มา และงานประกอบดี จึงถือว่าสอบผ่านเรื่องรูปลักษณ์ครับ

ระบบเสียงของ Zenfone 5 ลำโพงดีมาก!

  • Zenfone 5 มีลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง ให้เสียงดังและมีรายละเอียดเสียงดีมาก ถ้ายังดังไม่พอก็มี Outdoor mode ให้ใช้อีก
  • ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แถมมี DTS Headphone X ช่วยปรับ Sound Stage ของเสียงและ AudioWizard ช่วยจูนหูฟังให้เหมาะกับหูเรา
  • แต่ถึง Zenfone 5 จะให้เสียงที่ดีมาก แต่มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ก็ยังให้เสียงดีกว่านี้ และยังสู้ DAC ต่อภายนอกไม่ได้นะจ๊ะ มันคนละชั้นกันอยู่

ลำโพงท้ายเครื่องและช่องหูฟังของ Zenfone 5

Zenfone 5 นั้นมาพร้อมลำโพงสเตอริโอนะครับ แถมไม่ใช่แค่มีลำโพงคู่แต่มือถือราคาหมื่นหน่อยๆ ตัวนี้กลับให้ลำโพงที่ดีมาก ให้เสียงมีรายละเอียด แยกมิติซ้าย-ขวาได้ดี และมีเบสมากกว่าลำโพงมือถือทั่วไป (บอกว่ามีเบสสำหรับสมาร์ทโฟนคือมีนิดๆ นะ อย่าคิดว่าจะได้เบสเยอะระดับลำโพง Bluetooth ภายนอก) ในโหมดปกติเมื่อเร่งลำโพงไปจนสุด ก็ถือว่าให้เสียงดังกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้ว แต่ Zenfone 5 ยังมี Outdoor Mode สำหรับเร่งเสียงให้ดังขึ้นไปอีกสำหรับใช้นอกบ้าน แม้ว่าการเปิดโหมดนี้จะทำให้รายละเอียดเสียงลดลง แต่ก็ถือว่า Zenfone 5 สามารถสร้างความบันเทิงกับกลุ่มเพื่อนได้ดีครับ ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ลำโพงชุดใหม่ของ Asus และชิปแอมป์ตัวใหม่ NXP 9874

ในส่วนของการฟังเพลงผ่านหูฟัง Zenfone 5 ก็ยังมีพอร์ต 3.5 mm ให้ต่อหูฟังได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หัวแปลงพอร์ต USB-C ให้วุ่นวาย และมีโหมดปรับเสียงให้เลือกใช้เพียบ! ตั้งแต่ DTS Headphone X ที่ปรับความกว้างของ Sound stage ได้ตามใจคนฟัง และมีโปรไฟล์หูฟังดังๆ หลายรุ่นให้เลือกตามรุ่นที่เราใช้ จะได้เสียงที่จูนมาจนเหมาะสมที่แล้ว และที่ฟีเจอร์ที่ไม่ค่อยเห็นในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ คือ AudioWizard ผู้ใช้สามารถใส่หูฟังแล้วค่อยๆ ปรับระดับเสียงตามย่านต่างๆ ตามที่แอปแนะนำ เพื่อให้เสียงออกมาเหมาะกับหูของคนฟังมากที่สุด ซึ่งลองฟังปิดกับเปิดโหมดนี้ดู รู้สึกเลยว่าเสียงที่ผ่านการปรับแต่งโดย Audio Wizard นั้นสดใสขึ้นมาก ส่วนถ้าใครต้องการปรับ EQ ก็สามารถปรับได้ในนี้เช่นกันครับ

ส่วนการฟังไร้สายด้วย Bluetooth นั้นเนื่องจากว่า Zenfone 5 ใช้ Android 8 แล้ว ก็สามารถเลือก Codec ได้หลากหลายทั้ง AAC, aptX HD รวมถึง LDAC ครับ ก็มั่นใจว่าเสียงที่ส่งไปหาหูฟังหรือลำโพงไร้สายจะเป็นสัญญาณที่มีคุณภาพที่สุดที่อุปกรณ์ตัวนั้นจะรองรับได้

แต่เดี๋ยวใครอ่านรีวิวนี้แล้วจะคาดหวังกับเสียงของ Zenfone 5 มากเกินไป คือในส่วนของลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง เรายอมรับเลยว่าดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกมือถือตอนนี้แล้ว แต่เสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm ออกมา อาจจะยังสู้มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ไม่ได้ และยังเอาไปเทียบกับการต่อ DAC ภายนอกไม่ได้นะครับ มันคนละชั้นกันอยู่

ประสิทธิภาพของ Zenfone 5

Zenfone 5 รุ่นปี 2018 นี้ใช้หน่วยประมวลผลระดับกลางคือ Snapdragon 636 ซึ่งเป็นชิปที่แรงกลางๆ แต่ Asus เคลมว่าเป็นชิปที่ประหยัดพลังงานมาก มาพร้อมแรม 4 GB แบบ LPDDR4X และหน่วยความจำในตัวเครื่อง 64 GB

ในส่วนของการใช้งานทั่วไปนั้นลื่นไหลทั้งหมดครับ facebook, LINE หรือการท่องเว็บไม่มีอาการกระตุกให้เห็น สลับแอปได้รวดเร็ว และเนื่องจากว่าเป็นซีพียู Snapdragon จึงสามารถเล่นเกมอย่าง ROV ในโหมดกราฟิกสูงได้ลื่นไหลดีครับ

ซึ่งในจุดนี้ Asus เคลมว่ามีเทคโนโลยี 2 ตัวที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของเครื่องอยู่คือ AI Boost ที่ระบบจะปรับแต่งความเร็วซีพียูอัตโนมัติ และ OptiFlex ที่เรียนรู้การใช้งานว่าเราเรียกใช้แอปไหนบ่อย แล้วเลือกแอป 4 ตัวที่จะปรับแต่งหน่วยความจำให้เปิดแอปได้รวดเร็วขึ้นด้วย เข้าใจว่า OptiFlex  คือการเก็บส่วนหนึ่งของแอปไว้ในหน่วยความจำ ทำให้โหลดได้รวดเร็วขึ้น

ที่นี้มาดูคะแนนเป็นตัวเลขกันบ้าง ผลทดสอบจาก GeekBench 4.2 ได้คะแนนไปราว 4800 คะแนน ก็ให้ประสิทธิภาพดีกว่า Snapdragon 821 นะครับ ส่วน 3Dmark ได้คะแนนไป 946 ก็ถือว่ากลางๆ ไม่ได้แรงมาก และประสิทธิหน่วยความจำจาก AndroBench อยู่ที่ 275 MB/s ก็เป็นความเร็วในระดับ eMMC นะครับ ต้องเป็น Zenfone 5z ถึงจะใช้หน่วยความจำความเร็วสูง UFS

ระบบกล้องพร้อมเลนส์มุมกว้างของ Zenfone 5

ภาพจากกล้องหลักของ Zenfone 5

ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Zenfone 5

กล้องหลังของ Zenfone 5 นั้นใช้ระบบกล้องคู่แบบเลนส์หลักเป็นเลนส์ปกติ และเลนส์รองเป็นเลนส์มุมกว้างนะครับ กล้องตัวหลักก็สเปกเทพใช่เล่น ให้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 โดยใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX363 ขนาดพิกเซล 1.4 µm ก็ให้ความยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 24 mm นะครับ หรือให้มุมภาพกว้าง 86 องศา ซึ่งกล้องตัวนี้มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกนที่ชดเชยการสั่นไหวได้ 4 Stop ครับ

ส่วนกล้องตัวรองนั้นมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ให้มุมภาพกว้าง 120 องศา หรือเทียบเท่าความยาวโฟกัส 12 mm ก็ถือว่ากว้างมาก แม้อยู่ในห้องแคบๆ ก็สามารถเก็บภาพมาได้ทั้งหมด

คุณภาพภาพจากกล้องหลังของ Zenfone 5 ถือว่าโอเคมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคานี้นะครับ กล้องมี AI ช่วยประมวลผลแยกซีนได้ 16 ซีน เช่นถ่ายภาพคน ถ่ายภาพอาหาร ถ่ายกลางคืน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายทะเล เพื่อปรับภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ก็ให้ผลลัพธ์ออกมาดี โฟกัสภาพได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยจากทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า ซึ่งก็ให้การเบลอหลังที่ดีระดับหนึ่ง อาจจะยังไม่ได้เนี๊ยบมากนะครับ

ส่วนโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ที่ Zenfone 5 มีมาให้ก็ครบโหมดหลักๆ ที่ใช้กันนะครับ เช่นการถ่าย Panorama ถ่ายภาพให้ออกมาเป็น GIF ถ่าย Slow-motion รวมถึง Time Lapse ส่วนโหมดโปรนั้นสามารถเลือกเซฟเป็น RAW file ได้ และสามารถปรับระยะโฟกัส ความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 32 วินาทีถึง 1/10000 วินาทีได้ ส่วน ISO ดันสูงสุดได้ 3200 และปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินครับ ซึ่งก็ครบถ้วนความต้องการแหละ

ส่วนกล้องมุมกว้างตัวรองนั้นก็ให้ภาพที่ใช้ได้ครับ จุดเด่นคือให้ภาพมุมกว้างมากจริงๆ เหมาะสำหรับถ่ายในห้องแคบๆ หรืออยากได้มุมมองภาพพิเศษที่กล้องทั่วไปให้ไม่ได้ ให้อารมณ์ภาพป่องๆ แบบเลนส์ตาปลา แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคุณภาพจากกล้องตัวนี้จะสู้กล้องตัวหลักไม่ได้นะครับ ไม่เหมาะกับการถ่ายกลางคืนเลย แล้วก็ไม่มีโฟกัสอัตโนมัติด้วย เพราะงั้นเราก็แนะนำให้ใช้กล้องมุมกว้างเฉพาะตอนที่ต้องการมุมกว้างจริงๆ ครับ ถ่ายภาพอื่นๆ ให้ใช้กล้องหลักให้หมด

มาดูส่วนกล้องหน้ากันบ้าง ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 มุมมองภาพกว้าง 84 องศา เทียบกับเลนส์ 24 mm นะครับ มีความสามารถพิเศษในการแต่งหน้าให้สวยได้ ทำหลังเบลอก็ได้ แถมยังสามารถไลฟ์ขึ้น facebook หรือ Youtube แบบหน้าสวยผ่านโหมด BeautyLive ในแอป Selfie Master ได้ด้วย เหมาะมากสำหรับใครที่หามือถือไปจัดไลฟ์แล้วอยากได้หน้าสวยๆ อยู่

Zenfone 5 ก็ถ่ายวิดีโอได้ไม่ธรรมดา

อีกเรื่องที่เราประทับใจเกี่ยวกับกล้องของ Zenfone 5 มากคือมันสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 4K แถมยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว EIS ทำให้ลดการสั่นของมือเวลาถ่ายวิดีโอได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็สามารถซูมดิจิตอลระหว่างถ่ายได้นะครับ แต่ซูมไม่นุ่มนัก กระตุกๆ หน่อย แต่ไม่สามารถซูมสลับเลนส์ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ เช่นถ้าเริ่มถ่ายวิดีโอจากกล้องหลัก แล้วอยากซูมเอาท์ไปเยอะๆ โดยสลับเป็นกล้องมุมกว้าง อันนี้ทำไม่ได้นะครับ ต้องเริ่มถ่ายจากกล้องมุมกว้างตั้งแต่แรก ลองดูวิดีโอตัวอย่างกันเลย

ตัวอย่างวิดีโอจากกล้องหน้า

ส่วนเรื่องที่เราไม่ชอบจากกล้องตัวนี้ก็มีเหมือนกัน คือประสิทธิภาพกล้องยังหน่วงอยู่บ้างนะครับ เวลาเปลี่ยนโหมดเร็วๆ อาจจะต้องรอกันบ้าง ก็หวังว่าเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ตรงนี้ไปบ้าง แล้วก็กล้องมุมกว้างกับกล้องหน้านั้นถ่ายวิดีโอได้แค่ 1080p นะครับ จะมีกล้องหลักตัวเดียวที่ถ่าย 4K ได้ แถม 2 กล้องนี้ไม่มีระบบ Auto focus ด้วย

ตัวอย่างภาพจาก Zenfone 5

ฟีเจอร์พิเศษของ Zenfone 5

Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 นั้นใส่ความสามารถพิเศษเข้ามาหลายอย่างมาก ดังนี้

  • Selfie Master แอปพิเศษสำหรับการถ่าย Selfie ให้มีลูกเล่นมากขึ้น แต่งหน้าสวยออก facebook live ได้ แถมใส่หน้ากากเป็นตัวต่างๆ เพื่อเซฟเป็นวิดีโอแชร์ออกไปได้ (แบบเดียวกับ Animoji ของแอปเปิ้ล แต่ Zenfone เรียก Zenimoji)
  • Game Genie ช่วยปรับแต่งประสบการณ์การเล่นเกม สามารถไลฟ์การเล่นเกมสดๆ ออกไปยัง youtube หรือ twitch ได้
  • Safeguard เมื่อเปิดใช้ ผู้ใช้จะสามารถกดปุ่ม Power 3 ครั้งเพื่อส่งสัญญาณ SOS ไปยังคอนแทกที่ตั้งไว้ได้ หรือฟีเจอร์ Report Location ที่กดเพื่อเปิดการส่งตำแหน่งที่อยู่ไปยังคอนแทกที่เลือก
  • AI Ringtone ระบบจะวิเคราะห์เสียงรอบตัวเพื่อปรับเสียงเรียกเข้าให้มีระดับความดังเหมาะสม เช่นระบบตรวจแล้วว่าอยู่ในผับเสียงดังๆ ก็จะเร่งเสียง Ringtone ให้ดังที่สุด เพื่อให้ผู้รับได้ยิน
  • Twin App ใช้แอปอย่าง facebook, instagram, LINE, Messenger, Youtube, Twitter ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
  • หน้าล็อกสกรีนแสดงสภาพอากาศได้ด้วย เมื่อฝนตกก็จะมีฝนให้เห็นบน Wallpaper ของเรา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 มีแอปติดเครื่องน้อยกว่าเดิมมาก ตัดแอปของ Asus ออกไปเยอะมากเพื่อใช้แอปมาตรฐานของ Google เอง จึงไม่มีพวกเบราวเซอร์ซ้ำซ้อน หรือแอปปฏิทิน 2 ตัวในเครื่อง ขนาดแอปเล่นเพลง mp3 ยังไม่มีมาให้เล่น ก็ไปดาวน์โหลดแอปที่ชอบจาก Play Store เอาเอง

สรุปประสบการณ์การใช้งาน Zenfone 5 ในชีวิตจริง

หลังจากเราใช้ Zenfone 5 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานได้ดังนี้ครับ

  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังทำงานได้รวดเร็วดี และสามารถสแกนใบหน้าได้ด้วย แต่เราไม่ชอบสแกนใบหน้าเลยไม่ได้ลองใช้ อิอิ
  • Zenfone 5 แบตเตอรี่ 3300 mAh แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน แถมรองรับมาตรฐานการชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ด้วย สามารถเอาอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อื่นๆ อย่างของ Macbook มาชาร์จเร็วได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ PowerMaster คอยดูแลสารพัดเรื่องแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
  • รองรับทั้ง Wifi 5 GHz และสามารถแชร์ Hotspot เป็น 5 GHz ได้ด้วย
  • GPS ทำงานได้แม่นยำ Google Maps สามารถระบุตำแหน่งถูกต้องแม้รถวิ่งใต้ทางด่วน ไม่มีอาการจุดกระโดด หันผิดทิศ
  • เครื่องรองรับ 2 ซิม Standby ได้พร้อมกัน แต่ซิมที่สองต้องเลือกระหว่างเป็นซิมหรือใส่ MicroSD (ใส่ได้สูงสุด 2 TB)
  • แต่เท่าที่ทดสอบมา เครื่องยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi ในไทย คงต้องรอการอัปเดทซอฟต์แวร์ต่อไป

สรุป Zenfone 5 สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองในปีนี้

ต้องยอมรับว่าการกลับมาคราวนี้ของ Asus จัดเต็มจริงๆ ทำให้แบรนด์ Zenfone กลับมาน่าจับตาอีกครั้งหลังจากเงียบไปหลายปี แต่ก็ต้องติดตาม Asus ต่อไปว่ามือถือดีขนาดนี้ จะสามารถกระจายช่องทางการจัดจำหน่ายได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะนอกจากช่องทางออนไลน์ที่ Asus ใช้ Shopee เป็นหน้าร้านหลัก ช่องทางตามร้านมือถือก็เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญเหมือนกันครับ

ถ้าเจอ Zenfone 5 วางให้ทดลองที่ไหน ลองเข้าไปสัมผัสดูนะครับว่าหน้าจอและลำโพงของ Zenfone ตัวนี้ทำให้คุณประทับใจได้แค่ไหน

Zenfone 5 เจ๋งขนาดนี้ เอาไปเลยป้ายทอง!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Oppo F7 เครื่องบาง แอบแรง กล้องดี ราคาคุ้มนะ!

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
Zenfone Max Plus
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

7.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5 /10

คุณภาพกล้อง

7.5 /10

ความคุ้มค่า

9.5 /10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

มาแล้วจ้า รีวิว Oppo F7 สมาร์ทโฟนชูโรงรุ่นใหม่จากออปโป้ ตามคอนเชปต์ใช้งานจริง เปลี่ยนซิมมาใช้เป็นเครื่องหลักจริงๆ ใช้งานนานเป็นสัปดาห์ แล้วค่อยมาเขียนรีวิวให้อ่านนั้น (คือพยายามหาข้ออ้างว่าทำไมรีวิวของแบไต๋นั้นออกช้าจัง 555) เอาแหละมาดูกันว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เราเห็นว่าอะไรเด็ดอะไรด้อยกันบ้าง

ดีไซน์ของ Oppo F7 กับฝาหลังแปลกตา

  • เครื่องบาง จอใหญ่ตั้ง 6.23 นิ้ว แถมแบตจุ 3400 mAh แต่ถือในมือรู้สึกเบาคือดีงาม
  • ฝาหลังมีดีไซน์แปลกตากว่าคู่แข่ง สีดำ Black Diamond มีลวดลายที่ฝาหลัง สีแดง Solar Red ก็สดสะใจ
  • แต่หน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป ให้ความรู้สึกว่าออกแบบไม่เนี๊ยบ

Oppo F7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีไซน์ตามเทรนด์ปี 2018 ครับ คือหน้าจอยาวสัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากด้านบน คือแอดก็ได้ Oppo F7 มารีวิวพร้อมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดตอนนี้อีกหลายตัว บอกเลยว่าถ้าวางมือถือรุ่นปัจจุบันตอนนี้ติดกันหลายๆ ตัวบนโต๊ะ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเครื่องไหนคือยี่ห้ออะไร เพราะมันเหมือนกันไปหมด ต้องหยิบขึ้นมาดูฝาหลังหรือเปิดจอเท่านั้นครับ ถึงจะแยกออก

หน้าจอของ Oppo F7 นั้นมีขนาด 6.23 นิ้ว ส่วนด้านบนก็มีรอยบากเป็นที่อยู่ของลำโพงแนบหู กล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 แล้วก็เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหู ก็ถือเป็นรอยบากที่เล็กกว่าสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ นะครับ

ส่วนฝาหลัง ดีไซน์ได้เป็นเอกลักษณ์ดีครับ โดยสีที่เราได้มารีวิวคือสีดำ Black Diamond ซึ่งมีการเพิ่มลวดลายด้านหลังเป็น Polygon ตัดไปตัดมาให้เหมือนอัญมณี เวลาสะท้อนกับแสงก็จะเห็นลวดลายนี้ และสีที่ทำตลาดในไทยคือ Solar Red อันนี้คือแดงแบบแดงจัดเลย และ Moonlight Silver คือสีเงินธรรมดา แต่ไม่มีลวดลายเหมือน Black Diamond ก็แล้วแต่ชอบนะครับว่าถูกใจสีสันไหน

ด้านหลังของ Oppo F7 นั้นเป็นที่อยู่ของกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8 เป็นแบบกล้องเดี่ยวพร้อมแฟลช ไม่ได้เป็นเลนส์คู่เหมือนมือถือหลายตัวตอนนี้นะ แล้วก็มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานเร็วใช้ได้อยู่ด้านหลังนี้

โดยรวมดีไซน์ของ Oppo F7 นั้นโอเคครับ จอใหญ่ เครื่องบางเบา แล้วยิ่งเทียบกับปริมาณแบต 3400 mAh ถือว่ามันเบาจริงๆ จุดที่ไม่ชอบใจมีอยู่อย่างเดียวคือกระจกหน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป มันให้ความรู้สึกเหมือนออกแบบบอดี้เครื่องมาหนาเท่านี้แล้ว แต่ดันยัดจอไม่ลง เลยปล่อยให้มันยื่นๆ อยู่แบบนี้แหละ ไม่อยากออกแบบบอดี้ใหม่ครับ

ว่าด้วยเรื่องจอแหว่งของ Oppo F7

  • หน้าจอของ Oppo F7 กว้างใหญ่ เต็มตามาก แต่ก็ยังจับถนัดมืออยู่
  • ตัวจอแสดงสีสันได้โอเค สดใส คมชัด และสามารถปรับโทนสีของจอให้อมฟ้าหรืออมเหลืองได้ใน Settings
  • รอยบากของจออาจจะมีปัญหาได้ ต้องเข้าไปแก้ App Info เป็นรายตัว

มาเจาะลึกเรื่องหน้าจอของ Oppo F7 กันบ้างครับ เป็นหน้าจอ IPS ขนาด 6.23 นิ้ว ให้ความละเอียด Full HD+ (2280 x 1080) ก็เป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟน Android ยุคนี้นะครับ ปูไปสุดขอบทั้งบน ซ้าย ขวา ส่วนขอบล่างก็จะเหลือพื้นที่เยอะหน่อยเหมือนมือถือค่ายอื่นๆ ซึ่ง Oppo ก็ไม่ได้เคลมเทคโนโลยีหรือมาตรฐานขอบเขตสีอะไรเป็นพิเศษสำหรับหน้าจอนี้นะ

ว่ากันตามเนื้อผ้า จอของ Oppo F7 ให้สีสันที่สดใสดี มองมุมเอียง มุมตะแคงก็ยังให้สีสันที่ดีตามสไตล์จอ IPS โดยรวมไม่ได้แย่กว่าจอของคู่แข่ง แต่ก็ยังไม่ใช่จอที่ให้คุณภาพดีที่สุดในมือถือระดับราคาประมาณนี้นะครับ และค่าสีจอมาตรฐานส่วนตัวว่ามันอมฟ้าไปหน่อย ก็สามารถปรับให้สีจอมันอุ่นขึ้นได้ใน Setting แต่ที่สังเกตได้ชัดหน่อยคือฟิล์มแถมที่ติดมาจากโรงงาน รู้สึกว่ารอยนิ้วมือเกาะง่ายและเห็นชัด ก็ทำให้ความรู้สึกเวลามองจอหมองไปเยอะ ต้องคอยเช็ดหน้าจอบ่อยๆ

ถ้าไม่แก้อะไรเลย ภาพจะสามารถซูมไปทับบากแบบนี้ได้

แต่เรื่องรอยบาก จอแหว่งของ Oppo F7 ที่ต้องมีทริกในการใช้งานสักหน่อย อย่างแรกคือยังไม่มีฟังก์ชั่นซ่อนรอยบากเหมือนที่หลายๆ ยี่ห้อเค้าทำได้นะ ก็รอเฟิร์มแวร์รุ่นต่อๆ ไปอาจจะทำได้ แล้วค่ามาตรฐานของเครื่องจะแสดงผลทับรอยแหว่งครับ เวลาใช้แอปอย่าง Youtube หรือ Netflix แล้วซูมวิดีโอไปเต็มจอ ตัววิดีโอจะไปทับรอยแหว่ง รวมถึง Facebook ด้วย ที่เวลาดูวิดีโอแนวตั้งก็จะไปทับรอยแหว่ง ทางแก้คือต้องกดค้างที่ไอคอนของแอป เลือก App Info แล้วบังคับให้แอปนั้นๆ ไม่แสดงผลไปทับรอยแหว่ง (ปิด Allow Notch Area Display) ซึ่งหลายคนก็ไม่รู้ทริกตรงนี้ ทำให้คิดว่า Oppo F7 ต้องแสดงผลทับรอยแหว่งตลอด ซึ่งสมาร์ทโฟนคู่แข่งจะมีการคิดเรื่องนี้มาอยู่แล้ว ไม่ต้องวุ่นวายคนใช้

ประสิทธิภาพของ Oppo F7

Oppo F7 นั้นใช้หน่วยประมวลผล MediaTek P60 octa-core ความเร็ว 2.0 GHz ส่วน GPU เป็น Mali-G72 MP3 ซึ่งตัวที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นรุ่น Ram 4 GB หน่วยความจำในเครื่อง 64 GB ครับ ส่วนใครที่อยากจัดเต็มกว่านี้ก็มีรุ่น Ram 6 GB ความจุ 128 GB ให้เลือกเหมือนกัน

ว่าด้วยเรื่องของคะแนนกันก่อน ผลทดสอบ Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multi-core ไปราว 5800 คะแนน นี่คะแนนเทียบชั้น Snapdragon 835 เลยนะ (แอบตกใจ P60 นี่แรงได้ขนาดนี้) ส่วน 3Dmark ได้คะแนนในชุด SlingShot Extreme ไป 1082 คะแนน ก็ประมาณ Snapdragon 810 ครับ อันนี้ไม่สูงเท่าไหร่ ส่วนคะแนน Androbench เพื่อวัดความเร็วของหน่วยความจำ ทำคะแนน Sequential Read ไปได้ราว 300 MB/s ก็ไม่สูงนัก และน่าจะยังเป็นหน่วยความจำแบบ eMMC ครับ

ส่วนการใช้งานจริงบอกเลยว่าลื่นมาก ทุกแอปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้ง LINE, Facebook หรือการใช้ท่องเว็บล้วนลื่นไหลหมด ไม่มีการกระตุกให้ปวดหัวใจ ส่วนการเอาไปเล่นเกมพวก RoV หรือเกมดังๆ ตอนนี้ก็ลื่นครับ ถือว่ามั่นใจกับชิป P60 ได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว

กล้องคือจุดขายของ Oppo F7

ภาพจาก Oppo F7

จุดขายของ Oppo F7 คือกล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม A.I. Beauty 2.0 ซึ่งทดลองถ่าย Selfie จริงๆ ก็ออกมาสวยงามเพราะใช้ AI ช่วยเลือกระดับการแต่งหน้าที่เหมาะสมมาให้ครับ แต่ถ้าเราไม่ชอบความเนียนที่เครื่องแต่งมาให้ก็สามารถปิดโหมด Beaty ได้เช่นกัน แน่นอนว่าเราสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหน้าก็ได้ ซึ่งก็เนียนตาใช้ได้ แต่ถ้าเจอแว่นเข้าไปก็อาจจะคิดไม่ออกเหมือนกันว่าตรงไหนต้องเบลอบ้าง

ภาพ Selfie จากกล้องหน้า Oppo F7

ส่วนกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม A.I. Scene ก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ สามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หาโฟกัสแล้วถ่ายได้เร็ว โหมดออโต้ทำงานไม่ค่อยพลาด เพราะมี AI ช่วยวิเคราะห์ว่าแต่ละซีนต้องถ่ายภาพยังไง สามารถถ่ายหน้าเบลอหลังชัดได้ด้วย ส่วนโหมด Expert ที่ปรับค่าได้เองก็สามารถปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินเลย ปรับความสว่างหรือ EV ได้ ส่วน ISO ดันได้สูงสุด 3200 และความเร็วชัตเตอร์ทำได้นานสุด 16 วินาที และสูงสุด 1/8000 วินาที แล้วยังสามารถปรับโหมด Ultra HD ให้ความละเอียดภาพสูงพิเศษได้ในโหมด Expert นี้ครับ

ภาพหน้าชัด หลังเบลอจากกล้องหลัง

ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนั้นมีโหมด Super Vivid อยู่นะครับ ให้ภาพสดมหาประลัยมาก จากเขียวเป็นเขียวอี๋ได้เลย 555 เหมาะสำหรับใช้ถ่ายธรรมชาติเท่านั้น แลัวก็มีโหมด Sticker ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่สามารถเติมหูกระต่าย เติมหมวกให้คนถ่ายได้ ก็เป็นโหมดการใช้งานสนุกๆ และแน่นอนว่าต้องมีโหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามแนวยาว แล้วก็โหมด Time-Lapse สำหรับการตั้งกล้องเร่งระยะเวลาอะไรนานๆ ด้วย

ถ่ายวิดีโอยังไม่ประทับใจเท่าไหร่

จุดเด่นของวิดีโอจาก Oppo F7 คือให้แสงสว่างและสีสันได้ดีครับ ถ่ายในอาคารยังให้แสงที่ดีออกมาได้ การถ่ายวิดีโอซูมก็ให้ผลที่ดี แต่ข้อจำกัดของวิดีโอจาก Oppo F7 คือไม่สามารถถ่ายที่ความละเอียด 4K ได้ เลือกได้สูงสุดที่ Full HD เท่านั้น และดูเหมือนจะไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวเลย ลองดูวิดีโอการแสดงสดของ BNK48 ดัานล่างนี้ครับ จะเห็นว่าแม้เราจะนั่งถ่ายอยู่เฉยๆ ก็ยังรู้สึกว่ากล้องสั่นนิดๆ ตามแรงมืออยู่

ตัวอย่างภาพจาก Oppo F7

การใช้งาน Oppo F7 ในชีวิตประจำวัน

  • การควบคุมแบบปัดๆ แทน Back, Home, Recent คือดีงาม
  • ตัว OS มีฟังก์ชั่นเยอะมาก ลองขุดๆ Settings ดู จะเจออะไรน่าสนใจเพียบ
  • GPS มีปัญหาระหว่างขับรถ

เรื่องที่เราชอบมากเกี่ยวกับ Oppo F7 คือการควบคุมด้วย Gesture หรือการลากไปลากมาครับ ซึ่งทำออกมาได้ดีมาก ผู้ใช้สามารถปิดปุ่ม Back, Home, Recent App ไปทั้งหมดให้เหลือการลากอย่างเดียวได้ ซึ่งทำให้การใช้งาน Oppo F7 สามารถทำได้เต็มจออย่างแท้จริง โดยการใช้งาน Gesture จะอาศัยการลากจากขอบล่างขึ้นมา ซึ่งถ้าลากจากชอบล่างฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาจะแทนการ Back หรือถ้าลากจากกลางขอบล่างจะกลับหน้าโฮม แล้วถ้าเราลากจากตรงกลางขึ้นมากลางจอแล้วค้างไว้สักพักจะเป็น Recent App ให้กดสลับแอปได้ง่ายๆ ครับ แต่ถ้าไม่ชินการใช้งานแบบนี้ ก็สามารถกลับไปใช้การกดปุ่มบนหน้าจอได้เหมือนเดิมนะ

ตัว Color OS ของ Oppo F7 นั้นมีฟีเจอร์เยอะมากนะครับ มีตั้งแต่ความสามารถพื้นฐานอย่างการแคปหน้าจอตามยาว สามารถแคปแชทหรือหน้าเฟซบุ๊กยาวๆ ได้ บันทึกสายสนทนาได้ แบ่งหน้าจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน หรือความสามารถเทพๆ อย่าง Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้เต็มที่ หรือ Full Screen Multitask ที่สามารถเรียกแอปอื่นๆ เป็นหน้าต่างลอยเหนือแอปที่เปิดแบบเต็มจอได้อย่างง่ายๆ เวลาที่เราดูหนัง ดูคลิปเต็มจออยู่ แล้วข้อความเข้า ก็ไม่ต้องสลับไปแอปแชทเพื่อคุย แต่เรียกเป็นหน้าต่างลอยมาคุยได้เลย

รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดูมาเต็มกว่าแบรนด์อื่นๆ ทั้ง Oppo Keyboard ที่จะขึ้นมาเองเมื่อเข้าหน้าป้อนรหัส เพื่อรับรองความปลอดภัยว่ารหัสผ่านของเราจะไม่หลุดออกไปจากกรณีใช้แอปคีย์บอร์ดที่มีมัลแวร์แอบแฝง หรือการเปิด Developer Option จะต้องป้อนข้อความยืนยันว่าผู้ใช้ต้องการเปิดจริงๆ เพื่อป้องกันมัลแวร์มาแอบเปิดโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวครับ

ส่วนเรื่องการสแกนนิ้วก็ทำได้รวดเร็ว แตะปุ๊บผ่านปั้บเหมือน Android รุ่นปัจจุบันตอนนี้นะ และสามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย แต่ตามสไตล์นักเขียนที่ไม่ชอบสแกนหน้าเลยเพราะรู้สึกว่าสแกนนิ้วปลอดภัยกว่าเห็นๆ เลยไม่ได้เทสให้อ่านกันนะครับ

Oppo F7 มีลำโพงที่ตัวเครื่องตรงมุมล่างซ้ายแค่ลำโพงเดียวนะครับ ไม่ได้ให้เสียงสเตอริโอแบบที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นทำได้ แต่ก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่ทางด้านล่าง ซึ่งก็มีระบบปรับแต่งเสียง Real HD Sound Technology ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทวิจัยเรื่องเสียงจากสวีเดน ซึ่งทดลองแล้วก็ให้เสียงที่ดีขึ้นจริงครับ เวลาฟังเพลงผ่านหูฟัง 3.5 mm สนุกขึ้นอีกเยอะ ส่วน Bluetooth ก็ด้วยความที่ใช้ Android 8 แล้ว ทำให้รองรับ Codec ทั้ง AAC, aptX HD และ LDAC ครับ ก็คือรองรับหูฟังและลำโพงทั้งโลกอย่างดีนั้นแหละ

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่นั้นอึดดีมากครับ ใช้จนหมดวันแบตยังเหลือได้เกินครึ่ง เมพไปแล้ว

ปัญหาที่เจอระหว่างการใช้ Oppo F7

ที่นี้มาถึงปัญหาที่เราเจอระหว่างลองใช้ Oppo F7 กันบ้าง เรื่องขัดใจเล็กๆ คือเราไม่สามารถปัดทิ้งการแจ้งเตือนใน Notification Center ตรงๆ ได้ ต้องปัดแล้วเลือก Delete ซึ่งแอบทำให้หงุดหงิดเหมือนกันเพราะแบรนด์อื่นใช้ปัดทิ้งทีเดียวก็จบแล้ว นอกจากนี้ยังใช้พอร์ต Micro USB แทนที่จะเป็น USB-C ตามยุคตามสมัย ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมยุคใหม่ๆ ไม่ได้

และเรื่องที่ขัดใจเรามากที่สุดคือ GPS ครับ เราเทสการขับรถไปต่างจังหวัดจริงๆ เครื่องทดสอบของเรามีอาการเข็มทิศไม่ตรง เบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวาระหว่างนำทาง ทั้งที่ขับรถทางตรงอยู่ (ตามรูป Gif ข้างล่าง) แล้วเวลาวิ่งใต้ทางด่วนก็เจอปัญหาจุดนำทางกระโดดบ้าง จึงไม่เหมาะเป็นเครื่องนำทางเวลาขับรถเท่าไหร่ครับ (เครื่องอื่นไม่รู้ว่าเป็นไหม แต่เครื่องทดสอบนี่เป็นทั้งขาไปและขากลับ)

สรุป Oppo F7 ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในระดับราคาหมื่นต้นครับ (ราคาเปิดตัวของ Oppo F7 รุ่น RAM 4 GB พร้อมหน่วยความจำ 64 GB อยู่ที่ราคา 10,990 บาท ส่วนรุ่น RAM 6 GB พร้อมหน่วยความจำ 128 GB ราคา 14,990 บาท) ด้วยความเร็วเครื่องที่แรงหายห่วง ใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือเล่นเกมได้ลื่นๆ หมด แถมได้เครื่องที่บางและแบตเตอรี่อึดด้วย และเรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้าใครในระดับราคานี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Honor 10 เรือธงในราคา 13990 กล้องหลังคู่ กล้องหน้า 24 ล้าน

สมาร์ทโฟนสเปกระดับท็อป ราคาระดับกลางมาแล้ว จะเป็นยังไง อ่านรีวิวกัน

Published

on

Zenfone Max Plus

฿ 6,990
Zenfone Max Plus
7.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

7.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

6.5 /10

คุณภาพกล้อง

7.5 /10

ความคุ้มค่า

9.5 /10

จุดเด่น

  • กล้องคู่ที่มีมุมปกติและมุมกว้างใช้งานได้จริง คุณภาพกล้องดีกว่าระดับราคา (แต่กล้องไม่ขยันโฟกัสนะ ต้องระวัง)
  • ฟังก์ชั่นสำคัญๆ ครบ เช่นการจับภาพตามยาว การบันทึกเสียงสนทนา การแบ่งครึ่งจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือทำงานได้ดี นิ้วเปียกก็ยังทำงานได้
  • แบตอึดระดับ 2 วัน แถมสามารถชาร์จเครื่องอื่นได้
  • ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

จุดสังเกต

  • หน้าจอสีสันสดใส ดูดีเมื่อดูเมนูและหน้าตาแอปต่างๆ แต่ถ้าดูภาพจะรู้สึกว่ามันอมฟ้าเกินไป จนคิดว่าภาพจากกล้อง White Balance เพี๊ยน
  • การนำทางด้วย GPS มีปัญหา วิ่งใต้ทางด่วนแล้วตำแหน่งกระโดดมาก
  • ปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่เวิร์ค ทำงานเร็วจนไม่ทันอ่านโนติ แถมไม่ปลอดภัยเท่าลายนิ้วมือ
  • หน้าจอความละเอียดระดับ HD ไม่ถึง Full HD
  • ยังใช้ MicroUSB ไม่ใช่ USB-C และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดอย่าง Honor 10 ก็กลายเป็นที่สนใจในโลกออนไลน์อย่างมาก ทั้งจากสเปกและสีสันของเครื่องที่แปลกตามาก ราคาก็วางไว้แค่ 13,990 บาท แล้วภาพรวมการใช้งานของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเป็นอย่างไร เราสรุปให้อ่านกันแล้ว

ดีไซน์เครื่อง Aurora Glass แรงบันดาลใจจากแสงเหนือ

จุดเด่นที่สะดุดตาอย่างแรกของ Honor 10 โดยเฉพาะในสี Phantom Blue ที่เรารีวิวนี้คือสีสันของฝาหลังที่ผลิตจากกระจก 3D 15 ชั้น พร้อมเคลือบระดับนาโน สะท้อนแสงเปลี่ยนสีทุก 5 องศา ถ้านึกภาพตามไม่ออก ลองดูวิดีโอของน้องเมย์ด้านบนครับ จะเห็นฝาหลังที่สามารถไล่เฉดจากสีน้ำเงินไปหาสีม่วงได้เมื่อมุมสะท้อนแตกต่างกันซึ่งเป็นจุดเด่นของสีนี้เลย แต่ถ้าอยากได้ลุคที่เรียบหรูหน่อย Honor 10 ก็ยังมีอีกตัวเลือกเป็นสีดำ Midnight Black ที่แวววาวน่าใช้เหมือนกันครับ

ส่วนด้านหน้าของเครื่องก็ให้พื้นที่กับหน้าจอขนาด 5.84 นิ้วเต็มที่ตามเทรนด์ของสมาร์ทโฟนยุคนี้ที่เป็นหน้าจอยาว Full View สัดส่วน 19:9 ซึ่งพอจอยาว ความกว้างของเครื่องก็เลยไม่เยอะ แถมบางแค่ 7.7 mm ผู้หญิงยังใช้งานก็ยังพอดีมือ แต่พอดูหนังเล่นเกมก็ให้ภาพเต็มตาครับ 

หน้าจอของ Honor 10 นั้นมาพร้อมรอยบากด้านบนนะครับ (ต้องยอมรับว่าการมีรอยบากที่หน้าจอทำให้เรารู้สึกว่านี่เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ตามเทรนด์การออกแบบมือถือยุคนี้ทัน) แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบการแสดงผลให้เห็นรอยบาก ก็สามารถเข้าไปปิดได้จาก Settings เพื่อถมสีดำลงไปให้เนียน โดยหน้าจอตัวนี้มีความละเอียด 2280 x 1080 พิกเซล หรือความละเอียด Full HD+ ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนยุคนี้ 

ลองดู Netflix บนหน้าจอของ Honor 10 ซึ่ง Netflix นั้นขึ้นชื่อเรื่องความใส่ใจในการแสดงผลอยู่แล้ว ทำให้วิดีโอจาก Netflix นั้นจะไม่ได้แสดงภาพขยายไปจนสุดจอ จะปรับภาพให้ใหญ่ที่สุดโดยไม่เสียสัดส่วนการแสดงผล แล้วมีการถมดำช่วงรอยแหว่งให้สมดุลกับด้านล่างตัวเครื่องที่เป็นจุดสแกนนิ้ว ทำให้ได้ประสบการณ์ดีที่สุด

และด้านหน้าของเครื่องก็เป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultra Sonic ที่ฝังอยู่ใต้กระจกนะครับ แตะแล้วก็ทำงานได้เลย ไม่ต้องกดบุ๋มลงไปก็ทำให้มั่นใจได้ว่าปุ่มสแกนนิ้วตัวนี้จะไม่พังง่ายๆ แน่

ปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้าแบบ 360 องศา

ไม่ว่าจะถือสแกนแนวตั้ง แนวนอน มุมไหนก็ปลดล็อกได้ ทดลองสแกนในที่แสงน้อยก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาครับ และที่สำคัญป้องกันการสแกนปลดล็อกขณะหลับตา (กันคนอื่นเอามาสแกนตอนเราหลับ) ก็สแกนได้รวดเร็วมีความหน่วงน้อยมาก แต่ความรวดเร็วนี้ก็ต้องแลกกับการอ่านการแจ้งเตือนในจอล็อกที่ยากขึ้นนะครับ เพราะพอโผล่หน้าไปมันก็สแกนปลดล็อกให้เลย ทีมงานแบไต๋เลยนิยมปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือมากกว่า

ประสิทธิภาพของ Honor 10

Honor 10 นั้นใช้ซีพียูตัวท็อปของ Hisilicon เป็นซีพียู 8 แกน ความเร็วสูงสุด 2.4 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลพิเศษ NPU สำหรับประมวลผลเรื่องปัญญาประดิษฐ์หรือ AI โดยเฉพาะ โดยรุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมีแรม 4 GB และหน่วยความจำในตัวเครื่องอีก 128 GB

การทดสอบแรกกับ Geekbench 4.2 ได้คะแนน Mulit-core ไปราวๆ 6500 คะแนน ก็ประมาณเดียวกับ Huawei Mate 10 Pro (แน่แหละ ใช้ชิปตัวเดียวกัน) แล้วก็คะแนนระดับเดียวกับ Galaxy S8 ครับ ซึ่งสเปกระดับนี้ คะแนนแบบนี้ ใช้งานในชีวิตประจำวันพวกแซท LINE หรืออ่าน facebook ก็ลื่นหมดครับ ไม่ต้องเป็นห่วง แต่มาดูการทดสอบกับเกมดีกว่า

เราทดสอบประสิทธิภาพของ Honor 10 กับเกม ROV ยอดนิยมโดยปรับโหมด HD ก็ได้เฟรมเรทประมาณ 35-45 fps ก็สูงกว่าค่ามาตรฐานที่ 30 fps นะ แต่ก็ยังไปไม่ถึง 60 fps ที่หลายคนถามหา คงต้องรอการอัปเดททั้งฝั่ง Firmware เครื่องและตัวเกมเพื่อจูนประสิทธิภาพเข้าหากันมากขึ้น

ส่วนการทดสอบกับเกม PUBG ตั้งค่ากราฟิก UHD และเฟรมเรท Ultra จะยังมีกระตุกบ้าง แต่ถ้าลดลงมาเป็นกราฟิก HD และเฟรมเรทสูงจะเล่นลื่นเลย ส่วนเกมอื่นตามท้องตลาดก็เล่นได้สบาย เช่น Dragon Ball Legends ปล่อยพลังคลื่นเต่ากันได้ไม่สะดุด

Honor Super Charge ชาร์จเร็วมาก

Honor 10 มากับแบตเตอร์รีขนาด 3,400 mAh ซึ่งถือว่าให้มาเยอะ เมื่อทดสอบการใช้งานจริง ก็สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันสบายๆ จบวันก็ยังมีแบตเหลืออยู่

ส่วนที่ชาร์จให้แบบ Super Charge มา สามารถจ่ายไฟได้ 5V – 4.5A จากการทดสอบของเรา การชาร์จให้ได้ 50% นั้นใช้เวลาแค่ 25 นาที แต่ถ้าปิดเครื่องแล้วชาร์จไปเลย จะใช้เวลาราว 15 นาทีในการชาร์จให้ได้ 50% เท่านั้นเอง (ถ้ารีบให้ปิดเครื่องชาร์จไปเลยนะ เวิร์ค!)

ฟังเพลงไป ชาร์จแบตฯไป ไม่มีปัญหา

มีลำโพงด้านล่างของเครื่องด้านเดียวแต่ให้เสียงทุ้ม และดังได้ดี ส่วนตัวยอมรับว่าลำโพงให้เสียงที่ดีฟังลื่นหูกว่าหลาย ๆ รุ่นเลยทีเดียวครับ เพราะหลาย ๆ รุ่นที่เปลี่ยนมาใช้ Type-C มักจะตัดรูหูฟัง 3.5 mm. ออกไปด้วย แต่ Honor 10 ฟังเพลงไปด้วยชาร์จแบตเตอร์รีไปด้วยได้แล้ว ดีงาม

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Honor 10

Honor 10 มาพร้อมกับกล้องหน้า 24MP และกล้องหลังคู่ เลนส์ตัวแรกใช้เซนเซอร์เก็บภาพขาว-ดำ ให้ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ส่วนอีกเลนส์หนึ่งเก็บภาพสีที่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งด้วยความที่เป็นกล้องคู่เลนส์ขาว-ดำ + เลนส์สี ก็ทำให้ Honor 10 สามารถวิเคราะห์ความลึกของภาพเพื่อทำหน้าชัดหลังเบลอได้ และสามารถนำข้อมูลที่มากกว่าจากเลนส์ขาวดำมาเสริมกับเลนส์สีเพื่อให้ภาพออกมาดีได้ แถมยังมีระบบ PDAF ทำให้โฟกัสได้รวดเร็ว

แน่นอนว่ายุคนี้แล้ว กล้องของ Honor 10 ก็มาพร้อม AI ปรับภาพอัจฉริยะนะครับ โดย AI สามารถวิเคราะห์ภาพออกเป็น 22 หมวดหมู่ แล้วปรับภาพให้เหมาะสมกับหมวดนั้นๆ เช่นวิเคราะห์ว่าเป็นดอกไม้ ก็เร่งสีให้สดขึ้น หรือวิเคราะห์ว่าเป็นอาหารก็ทำให้ภาพอุ่นขึ้นมาหน่อย แล้วทำให้สีสดน่ากินขึ้น ซึ่งที่เก๋คือหลังถ่ายภาพสามารถกดดูภาพก่อนใช้ AI ได้ จะได้รู้ว่า AI ช่วยปรับภาพให้เราอย่างไรบ้าง

AI จะแสดงเป็นไอคอนให้เห็น (เหนือคำว่ารูปภาพ) ว่ากำลังถ่ายโหมดอะไรอยู่

คุณภาพจากกล้องหลังนั้นถือว่าออกมาใช้ได้ ด้วยความที่มี AI ช่วยการในถ่ายภาพ ผู้ใช้จึงสามารถยกกล้องและถ่ายภาพได้ทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ส่วนโหมดหน้าชัดหลังเบลอ เราก็แนะนำให้ลองหาค่าความเบลอที่เหมาะสม ไม่เบลอจนดูหลอกตาเกินไปครับ ก็จะได้ภาพที่ดูดี

และยังมีโหมดอื่นๆ ที่น่าจะได้ใช้กันบ่อยๆ เช่น Panorama สำหรับถ่ายภาพแนวยาว โหมด Light Painting สำหรับการเปิดหน้ากล้องนานๆ ลากแสงไฟต่างๆ ให้เป็นเส้นสายได้ ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ได้ และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์และ ISO ในโหมดโปรได้ นอกจากนี้ Honor 10 ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้ในระดับ 4K ได้ด้วยนะ

ภาพจากกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ปรับผิวให้สว่าง เกลี่ยหน้าให้เนียนสวย

Honor 10 มีระบบจัดแสงเมื่อถ่ายรูปใบหน้า (Facial lighting compensation) กล้องจะจับจุดบนใบหน้าเน้นจัดแสงที่ทีโซน แก้ม เงาบนแก้ม และจมูก เติมแสง จัดสี การถ่ายภาพหมู่ เซลฟี่กลุ่ม ก็จับหน้าได้แม่นยำแบบที่ไม่ต้องกลัวคนข้างหลังเบลอเลยครับ

โหมดถ่ายภาพสนุกๆ ของ Honor 10

สรุป Honor 10 ราคาดี สเปกเยี่ยม

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตลาดสมาร์ทโฟนสู้กันดุเดือดมาก แต่ถึงจะสู้กันเดือดยังไง Honor 10 ก็น่าจะสู้ค่ายอื่นๆ ได้สบายครับ ด้วยราคาเปิดตัวที่ 13,990 บาท แต่ได้สเปกระดับนี้

  • การประมวลผล : ชิปเซ็ต AI หน่วยประมวลผลพิเศษ NPU, Octa-Core CPU, 12 Core GPU
  • ROM 128 GB
  • RAM 4 GB
  • ระบบปฏิบัติการล่าสุด EMUI 8.1 ครอบทับ Android 8.1
  • หน้าจอ : FullView ขนาด 5.84 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด 2280×1080 พิกเซล FHD+ 16 ล้านสี และ 432 PPI
  • แบตเตอรี่ : 3,400 มิลลิแอมป์
  • น้ำหนัก : 153 กรัม (รวมน้ำหนักของแบตเตอรี่)
  • นำมาขายในไทย 2 สี Phantom Blue และ Midnight Black

โดย Honor 10 จะเริ่มจำหน่ายที่ Lazada ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2561 และจะขายผ่านร้าน CSC, ห้าง Big C และร้าน TG Fone ตั้งแต่ 8 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป โดยเปิด Pre-Order เพื่อรับสิทธิ์ได้ของขวัญพิเศษตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!