Connect with us

Mobile Review

รีวิว Sony Xperia XZ2 เรือธงเปลี่ยนดีไซน์ ใช้แล้วเวิร์คไหมนะ

สมาร์ทโฟนตัวท็อปของ Sony (อย่างน้อยก็ก่อน XZ2 Premium จะขาย) ดีแค่ไหน อ่านรีวิวกัน

Published

on

Sony Xperia XZ2

฿ 25,990
8.9

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

10.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องดีไซน์ใหม่ สร้างความสดใหม่ ดูพรีเมี่ยม ซึ่งสัมผัสจากการจับถือก็เข้ามือดีจริงอย่างที่ผู้ออกแบบต้องการ
  • สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ HDR ได้ ซึ่งวิดีโอที่ออกมาก็คุณภาพดีอย่างที่โฆษณา แต่การใช้งานจะต้องมีความรู้ว่าซีนไหนที่เหมาะกับการถ่าย HDR ไม่งั้นจะได้วิดีโอที่ไม่สดใส
  • Dynamic Vibration System ทำให้เครื่องสั่นตามจังหวะเพลง ดูหนังแล้วสนุกขึ้น
  • 3D Creator ยังเป็นฟีเจอร์ที่ว้าวได้เสมอ สมาร์ทโฟนค่ายอื่นทำไม่ได้
  • ประทับใจหน้าจอสุดๆ เป็นจอ IPS ที่สีสันสดใสสวยงามมาก

จุดสังเกต

  • เครื่องลื่น จะหยิบ จะวางเครื่องก็ต้องระวัง เดี๋ยวหล่นแตก
  • แอปกล้องทำงานช้า และฟีเจอร์ตามคู่แข่งไม่ทัน ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอลำบาก ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้
  • เซนเซอร์รับปรับแสงหน้าจอมีปัญหา ในบางกรณีชอบปรับจอจนมืดเกินไป
  • ไม่มีฟีเจอร์เล็กๆ ที่จำเป็นอย่างการบันทึกเสียงโทรศัพท์ แชร์ WiFi แบบ 5 GHz หรือการบันทึกหน้าจอตามยาว
  • ไม่มีช่องต่อหูฟัง 3.5 mm

เมื่อนึกถึงสมาร์ทโฟนจาก Sony เรื่องที่เราคิดถึงเป็นอันดับแรกคือเรื่องของดีไซน์นะครับ ที่โซนี่จะอ้างอิงดีไซน์พื้นฐานลักษณะหนึ่ง แล้วแตกย่อยเป็นหลายๆ รุ่น ซึ่งดีไซน์พื้นฐานตัวนี้ก็ใช้กันอยู่หลายปีเลยกว่าจะเปลี่ยนสักครั้ง สมาร์ทโฟนจากโซนี่เลยค่อนข้างมีเอกลักษณ์มาก และใน Sony Xperia XZ2 ก็เป็นการเปลี่ยนดีไซน์ครั้งสำคัญจากเครื่องแบนหน้า-หลัง ขอบโค้งที่เรียกว่า OmniBalance มาสู่ Ambient Flow ดีไซน์หลังเต่าครับ ซึ่งเราจะเจาะลึกรายละเอียดของ XZ2 ในรีวิวนี้กัน

ดีไซน์ใหม่ของ Xperia XZ2 “Ambient Flow”

  • ดีไซน์ใหม่ คืนความรู้สึกแปลกใหม่กับมือถือของโซนี่ ทำให้รุ่นนี้เป็นที่สนใจมาก
  • ฝาหลังโค้งแบบหลังเต่าทำด้วยกระจกที่ดัดโค้งด้วยความร้อน เข้ารูปกับฝามือ ทำให้จับแล้วเกาะมือดี
  • แต่ด้วยความที่ฝาหลังโค้งและเป็นแก้ว การใช้งานแบบไม่มีเคส เครื่องจะลื่นมาก ต้องมีสติเวลาจับเครื่องออกจากกระเป๋า และวางเครื่องก็ต้องระวังลื่นตก

Sony Xperia XZ2 เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกที่ใช้ดีไซน์เครื่องแบบใหม่ที่เรียกว่า Ambient Flow โดยฝาหลังเครื่องจะเป็นแบบหลังเต่า เข้ารูปกับอุ้งมือ

ซึ่งหลังจากใช้ในชีวิตประจำวันมาครึ่งเดือนก็พบว่า ดีไซน์ใหม่นี้จับถนัดมือดี เพราะจอปรับเป็นจอยาวสัดส่วน 18:9 แล้ว ทำให้เครื่องไม่กว้างเกินไป ฝาหลังเป็นหลังเต่าก็กระชับอุ้งมือ ขอบมนก็ทำให้ถือมือถือแล้วไม่เจ็บมือ ความรู้สึกของวัสดุที่เป็นแก้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้สัมผัสที่ดีและพรีเมี่ยมมาก มีความลื่น มีความหนักแน่น จับแล้วรู้สึกทนทาน และด้วยความที่ฝาหลังเป็นแก้วทำให้ XZ2 รองรับการชาร์จไร้สายด้วย โดยรวมถือว่าดีไซน์ใหม่ทำให้หยิบจับโทรศัพท์เข้าฝ่ามือได้ดีกว่าเดิม

ดีไซน์ให้ความรู้สึกเป็นโทรศัพท์เกรดพรีเมี่ยม หรูหรา

แต่ข้อเสียคือด้วยความที่ด้านหลังเครื่องทำจากแก้วและดีไซน์หลังเต่าแบบนี้ ทำให้เครื่องลื่นมาก ต้องมีสติเวลาหหยิบเครื่องออกจากกระเป๋า วางที่ไหนก็ต้องมีสติดูว่าพื้นเอียงไหม เพราะต้องระวังเครื่องลื่นตกให้ดี แต่ถ้าใส่เคสก็น่ายึดเกาะดีขึ้น (พอดีเครื่องรีวิวไม่มีเคสมาด้วย ทีมงานเลยต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวังที่สุด)

นอกจากนี้ตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือ ที่อยู่ด้านหลัง กลางเครื่อง ตรงจุดสูงสุดของหลังเต่า ใช้แรกๆ ไม่ถนัดเลย ต้องถือเครื่องต่ำๆ เพื่อจะสแกนนิ้ว ไม่งั้นไปแตะสแกนที่กล้องตลอด ใช้ไปสักพักจะเริ่มชิน แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีอยู่ดี เพราะเป็นจุดที่นูนที่สุดในฝาหลัง ทำให้เครื่องมักไปสแกนนู้นสแกนนี่ เช่นหยิบเครื่องออกจากกระเป๋าก็อาจจะสแกนฝ่ามือแล้ว และเครื่องก็จะสั่นๆ บอกว่าสแกนไม่ผ่าน

หน้าจอ Sony Xperia XZ2 ดีงามพร้อม HDR

  • หน้าจอ XZ2 ทำได้ไม่ทิ้งลายความเป็นโซนี่ ใส่เทคโนโลยีจาก Bravia TV มาเต็ม ให้ภาพสวยมาก
  • เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นในโลกที่รองรับเนื้อหา HDR จาก Netflix และจอยังสามารถเปิดเนื้อหา HDR จากแหล่งอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
  • บางทีเราอาจจะไม่ต้องการจอ 4K หรือจอ OLED บนมือถือ ถ้ามันสามารถแสดงสีสันและ Contrast ได้เนี๊ยบเหมือนจอ XZ2

แม้ว่า Xperia XZ2 จะมีหน้าจอ 5.7 นิ้วในระดับ Full HD+ ความละเอียด 1080 x 2160 pixel แบบ 18:9 ยังไม่ได้กระโดดเป็นจอ 4K เหมือนตระกูล XZ Premium รุ่นพี่ แถมยังไม่ใช่จอ OLED แบบสมัยนิยม แต่ขึ้นชื่อว่า Sony ราชาแห่งวงการจอ TV หน้าจอของ XZ2 จึงไม่ธรรมดาครับ

Netflix รองรับ HDR บน XZ2

ด้วยเทคโนโลยี TRILUMINOS ของโซนี่ที่ขึ้นชื่อจากวงการทีวี ทำให้แม้ XZ2 จะไม่ใช่จอ OLED แต่ก็แสดงสีสันได้เยี่ยม Contrast สูง และการแสดงผลวิดีโอก็ใช้เทคโนโลยี X-Reality เข้ามาช่วยปรับการแสดงผล ทำให้ตัววิดีโอสดใสไปด้วย ซึ่ง XZ2 ถือเป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นในโลกที่ Netflix รองรับการแสดงภาพ HDR เต็มตัว ทำให้เวลาเปิดหนังที่รองรับ HDR จะให้ภาพที่สวยงามมาก

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับรูปแบบการแสดงสีได้ 3 แบบ คือ

  • โหมดโปรจะให้สีจืดหน่อย เหมือนที่สายตาเรามองเห็น ก็ใช้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB
  • โหมดมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยี TRILUMINOS เข้ามาปรับปรุงการแสดงสีสัน ทำให้ได้ภาพจากหน้าจอที่ชวนมอง แต่ไม่สดจนแสบตา ซึ่งเราชอบโหมดนี้มากครับ
  • โหมดสีจัด เร่งความสดของสีและ Contrast ไปสูงสุดที่จะไม่หลอกตาเกินไปนัก ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบจอสีสดๆ จริงๆ

สเปก Sony Xperia XZ2 แรงแถวหน้าของวงการ

  • ใช้ซีพียูตัวท็อปของวงการแอนดรอยด์ตอนนี้ ประสิทธิภาพเครื่องเลยหายห่วง
  • เล่นเกมลื่นมาก เป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปๆ ของวงการเล่นเกมได้
  • แต่ราคานี้ น่าจะได้ RAM 4 GB และหน่วยความจำ 128 GB นะ

Sony Xperia XZ2 นั้นใช้หน่วยประมวลผลตัวท็อปของยุคนี้คือ Snapdragon 845 พร้อม Ram 4 GB และหน่วยความจำในเครื่องแบบ UFS อีก 64 GB

ตัว CPU ไม่ต้องพูดถึง คือแรงมาก แรงที่สุดในโลก Android ตอนนี้แล้ว ทดสอบด้วย Geekbench 4 จัดคะแนน multi-core จัดไปเกือบ 8500 เร็วกว่า Pixel 2 เกือบ 2000 คะแนน (แต่ถ้านับตัวเลขอย่างเดียว ก็ยังไม่เร็วเท่า Apple A11 ใน iPhone 8 ที่ได้คะแนนไปหมื่นกว่านะ)

การใช้งานเครื่องทุกอย่างจึงลื่นหมด พวก facebook, line ไม่ต้องพูดถึง ลื่นมาก เล่น PUBG Mobile ในโหมด High ก็ลื่นไหลตลอดทั้งเกม คือด้วยซีพียูที่เป็น Snapdragon แถมยังเป็นตัวท็อป มันจึงเหมาะสำหรับการเล่นเกมมาก ถ้าเป็นซีพียูค่ายอื่นๆ แม้จะเป็นตัวท็อป แต่ก็ยังอาจกระตุกได้อยู่ดี

แต่ในสเปกนี้ติดอยู่ตรง RAM ที่ให้มาแค่ 4 GB กับหน่วยความจำ 64 GB คือด้วยราคาเปิดตัว 26,000 บาท เราก็อยากให้เป็นแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB อย่างคู่แข่งนะ แม้ว่า XZ2 จะยังใส่ MicroSD ได้สูงสุด 400 GB (ต้องเลือกระหว่างใส่ MicroSD หรือใส่ซิม 2) แต่เราก็อยากได้ความจุเยอะกว่านี้อยู่ดีนะ

เทคโนโลยีเสียงของโซนี่ จัดเต็มใน Xperia XZ2

  • เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเสียงจาก Sony
  • ลำโพงเครื่องเป็นสเตอริโอและดังขึ้นกว่าเดิม 20%! (น้ำตาจะไหล)
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แล้ว ต้องแปลงจาก USB-C อย่างเดียว

โซนี่นั้นเป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีด้านเสียงอยู่ในตัวเยอะมากอยู่แล้ว (ค่ายอื่นอาจจะใช้ Dolby กัน แต่โซนี่มีของดีของตัวเองที่เจ๋งพอเลยไม่แคร์ Dolby ก็ได้) ซึ่งใน Sony Xperia XZ2 ก็ใส่เทคโนโลยีเสียงมาหลายตัว ที่เลือกเปิด-ปิดได้ใน Settings คือ

  • DSEE HX ปรับปรุงคุณภาพเสียงเพลงจากไฟล์ที่ถูกบีบอัดให้กลับมาใกล้เคียงกับไฟล์เสียงระดับ Hi-Res แต่ไม่สามารถใช้ได้กับลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth นะโหมดนี้ ต้องฟังจากลำโพงเครื่อง หรือต่อสายหูฟังผ่านพอร์ต USB-C ก็แนะนำให้เปิดสำหรับเวลาฟังเพลงนะครับ ถ้าใช้งานอื่นๆ อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ก็ลองฟังดู
  • ClearAudio+ ปรับรูปแบบเสียงให้เหมาะสำหรับสิ่งที่เราจะใช้โดยอัตโนมัติ อันนี้เปิดใช้งานได้ตลอด แต่ไม่สามารถเปิดพร้อมกับ DSEE HX ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • S-Force Front Surround ปรับปรุงเสียงจากลำโพงสเตอริโอของเครื่องให้เซอร์ราวมากขึ้น ซึ่งจะเปิดเองเมื่อใช้ ClearAudio+ หรือถ้าปิด ClearAudio+ ก็เข้าไปเปิดจากหน้า Sound Effect ได้

โดยรวมแล้วเราพอใจคุณภาพเสียงจาก XZ2 โดยเฉพาะเสียงที่ผ่านหูฟังแบบสายครับ ไม่ทิ้งความเป็นโซนี่ผู้นำเรื่องเครื่องเสียงเลย ส่วนใครที่ฟังลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth ที่ใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งเสียงของโซนี่ไม่ได้ Xperia XZ2 ก็ยังรองรับ Bluetooth Codec ตัวท็อปทั้ง LDAC ซึ่งรองรับในลำโพงและหูฟังไร้สายของโซนี่เอง และ aptX HD สำหรับอุปกรณ์ระดับท็อปค่ายอื่นๆ เพื่อให้อุปกรณ์ที่รองรับสามารถนำเสียงจาก XZ2 ไปเล่นได้ดีที่สุด

ซึ่งตัวลำโพงของ Xperia XZ2 โซนี่เคลมว่าดังกว่า XZ Premium 20% ถือเป็นสมาร์ทโฟน Xperia ที่มีลำโพงดังที่สุดแล้ว แถมเป็นลำโพงสเตอริโอบนล่างด้วย ซึ่งเราทดสอบแล้วก็จริงตามนั้นครับ ให้เสียงดังจริง แม้จะยังไม่ดังเท่าคู่แข่งหลายตัว แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ดีมาก แถมเสียงจากลำโพงคู่นี้ยังดีใช้ได้อีกด้วย

ระบบเสียงพร้อมระบบสั่น ทำให้การถือ Sony Xperia XZ2 ฟังเพลงสุนทรีย์กว่าเดิม

  • Dynamic Vibration System ทำให้ประสบการณ์การดูหนัง ฟังเพลงเปลี่ยนไป เพราะเครื่องสั่นตามจังหวะเพลงได้
  • รองรับการสั่นจากเกมด้วย แต่ไม่ใช่ทุกเกม ก็ต้องรอนักพัฒนาปรับปรุงให้รองรับ
  • แต่ถ้าถามว่าเป็นฟีเจอร์จำเป็นแบบขาดไม่ได้ไหม ก็ยังไม่ใช่นะ คือมีก็ดี ใช้สนุกดี แต่ถ้าไม่มีระบบสั่นก็ไม่เป็นไร

กิมมิกล่าสุดของ Sony Xperia XZ2 คือ Dynamic Vibration System หรือระบบสั่นเครื่องตามเสียงที่เล่นครับ ซึ่งระบบนี้ทำให้การดูหนังได้อารมณ์มากขึ้น เพราะมันสั่นตามเสียงเบสของหนัง ใครที่ชอบถือมือถือดู Youtube, Line TV ก็น่าจะชอบระบบนี้แน่ๆ เพราะทำให้ประสบการณ์ชมแตกต่างไปเลย แม้จะฟังเพลงจาก Spotify หรือแอปเล่นเพลงในเครื่อง XZ2 ก็สั่นตามจังหวะเพลงไปด้วย โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกระดับความแรงได้ 3 ระดับ คือสั่นน้อย สั่นปกติ สั่นมาก แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ปิดฟังก์ชัี่นสั่นนี้ได้ครับ

แต่การใช้งานร่วมกับแอปอื่นๆ อย่างเกม อาจจะต้องรอผู้พัฒนาปรับปรุงเกมให้รองรับกันสักนิดครับ ตอนนี้ก็มีเกมที่รองรับอย่าง Angry Bird, Clash of Clans, Clash Royale, Boom Beach, Mini Guns, Mini Metro และเกมอื่นๆ ที่รองรับแล้ว เวลาเล่นนั้นได้อารมณ์เหมือนถือจอย Dual Shocked ของ PlayStation เลย แต่บางเกมอย่าง PUBG Mobile ช่วงที่เราทดสอบก็ยังไม่สั่น ก็ต้องรอการพัฒนาต่อไป

เรามองว่า Dynamic Vibration System เป็นกิมมิกที่น่าสนใจ สร้างอารมณ์ร่วมระหว่างชมเนื้อหาได้ดี แต่ก็ไม่ใช่จุดเด่นที่มีน้ำหนักมากพอจนทำให้ตัดสินใจซื้อรุ่นนี้นะ เพราะหลายคนก็ไม่ได้ดูเนื้อหาผ่านหน้าจอมือถือนานๆ เท่าไหร่ เป็นความสามารถที่มีก็ตื่นเต้นดี ได้ใช้เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร

กล้องใหม่ สู่ความคมชัดใหม่ๆ ฟีเจอร์ใหม่ แต่ยังช้าเหมือนเดิม

  • คุณภาพกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • สามารถถ่ายวิดีโอแบบ HDR ได้ในตัว ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ทำได้ตอนนี้
  • แต่แอปกล้องหน้าตายังโบราณ ฟีเจอร์น้อย และช้าเหมือนเดิม

ระบบกล้องตัวใหม่ของ Sony Xperia XZ2 นั้นเรียกว่า Motion Eye Advance นะครับ โดยกล้องหลังความละเอียด 19 ล้าน f/2.0 เป็นกล้องเดี่ยว ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.2

ที่กล้องตัวใหม่นี้เรียกว่า Motion Eye Advance เพราะมีความสามารถสุดเจ๋งคือสามารถถ่ายวิดีโอแบบ HDR ออกมาได้เลยในรูปแบบ HLG (Hybird Log Gamma) ซึ่งเราทดสอบแล้ว สำหรับสภาพแสงที่โอเค คือมีความแตกต่างกันระหว่างส่วนมืดกับส่วนสว่างเยอะๆ วิดีโอที่ออกมาสวยจริง สามารถเก็บรายละเอียดแสงได้ดี และใช้งานได้เลย ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการอะไรอีก เปิดดูได้ทั้งจากจอของ Xperia XZ2 ที่รองรับ HDR อยู่แล้ว และจอทีวีที่รองรับ HDR ทั่วไป

วิดีโอ HDR จาก XZ2 (ตัวบน) เทียบกับการถ่าย SDR ธรรมดา (วิดีโอตัวล่าง)

จุดที่แตกต่างชัดๆ คือวิดีโอ HDR สามารถเก็บรายละเอียดคำว่า Xperia ในหน้าจอทีวีที่มีความสว่างสูงมาได้ แต่วิดีโอ SDR ทำไม่ได้ แต่สีสันวิดีโอ HDR จะชัดเจนเมื่อดูในจอ HDR นะครับ ถ้าดูบนจอปกติจะรู้สึกว่ามันหม่น

แต่สำหรับซีนธรรมดาที่ไม่ได้มีความแตกต่างของแสงเยอะๆ เราก็ยังแนะนำให้ถ่ายแบบ SDR หรือถ่ายแบบเดิมครับ จะให้ภาพที่สดใสกว่า เพราะไม่ต้องดึงช่วงแสงกว้างๆ เหมือน HDR นอกจากนี้การถ่าย SDR นั้นยังทำงานได้ดีกับระบบป้องกันภาพสั่นไหวของเครื่อง ซึ่งถ้าถ่าย HDR เราแนะนำให้ปิดโหมดป้องกันภาพสั่นไหวเพื่อให้ได้ผลลัทธ์ที่ดีที่สุดครับ และวิดีโอแบบ HDR จะสามารถ Trim คลิปได้อย่างเดียวนะครับ ไม่สามารถใช้แอปในเครื่องตัดต่อให้ออกมาเป็นไฟล์ HDR ได้ ก็ต้องเอาไฟล์ HDR มาใส่ในโปรแกรมตัดต่อดีๆ ของคอมพิวเตอร์เพื่อจะคงคุณลักษณะ HDR เอาไว้

นอกจากนี้ Xperia XZ2 ยังสามารถถ่าย Super Slow Motion แบบ 960 fps ได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080P จากรุ่นเดิมที่ได้แค่ HD 720P แต่การใช้โหมดนี้ต้องเข้าใจการทำงานพอสมควร คือต้องถ่ายในที่แสงเยอะ และกดจังหวะให้ทันนะครับ ไม่งั้นภาพจะแตกๆ เพราะมันต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงมาก

ด้านข้างเครื่องมีปุ่มซัตเตอร์ให้กดแยก

ที่นี้มาถึงเรื่องการถ่ายภาพนิ่งธรรมดากันบ้าง คุณภาพไฟล์จากกล้องหลังของ Xperia XZ2 นั้นถือว่าดีมาก ให้ภาพที่เป็นธรรมชาติ สีสันสดใสแบบไม่เกินจริง ดูแล้วไม่เบื่อ ส่วนการถ่ายภาพกลางคืนก็ทำได้ดีครับ ภาพเนียนสวยงาม เก็บแสงสีสันได้ดีกว่า Xperia รุ่นก่อนๆ แถมตัวกล้องยังมาพร้อมปุ่มซัตเตอร์ที่ตัวเครื่อง ก็ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นไปอีก ส่วนคุณภาพไฟล์จากกล้องหน้า อันนี้ยังไม่ได้ลองมากนัก แต่ภาพที่ได้มา ก็ถือว่าโอเคเลย

ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงสุดแค่ 1 วินาที

ที่นี้ส่วนที่ไม่ชอบในกล้องของ Xperia XZ2 คือหน้าตาและฟังก์ชั่นที่เหมือนตกยุคไปหน่อย แอปกล้องของ Xperia ก็ยังคงหน้าตาแบบเดิม รูปแบบการใช้งานแบบเดิมที่มีแอปย่อยหลายๆ ตัวสนับสนุนการถ่ายภาพ เหมือนสมาร์ทโฟนโซนี่เมื่อหลายปีก่อน ในขณะที่คู่แข่งก้าวไปสู่การแข่งขันถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบถ่าย Portrait มืออาชีพ แต่โซนี่ก็ยังใช้การถ่าย 2 ครั้งเพื่อละลายฉากหลัง ซึ่งมันเก่าไปมากแล้ว รวมถึงการควบคุมแบบมืออาชีพที่เลือกเซฟเป็น RAW File ได้ หรือตั้งซัตเตอร์นานๆ ได้ แต่ XZ2 ก็ยังบันทึกเป็น RAW File ไม่ได้ แถมซัตเตอร์ในโหมดโปรลากยาวสุดได้แค่ 1 วินาทีเท่านั้น

แอปกล้องแบบเดิมๆ

ส่วนที่เราขัดใจที่สุดในแอปกล้องของ Xperia XZ2 คือแม้เราจะใช้ซีพียูตัวท็อปเบอร์ไหน แต่กล้องของ Xperia ก็ยังเป็นกล้องที่ต้องรอเสมอ ถ่ายแล้วจะต้องรออึดใจหนึ่ง สัก 1-2 วินาที กว่าภาพจะขึ้น ซึ่งบางทีแอปกล้องก็แฮงค์ไปเลยโดยที่ยังไม่ทันเซฟภาพ ทำให้ภาพนั้นหายไป และจังหวะที่กดถ่ายรูปก็ต้องรอหน่วงแป๊บหนึ่ง อย่างมากก็เกือบวินาทีกว่ากล้องจะบันทึกภาพตรงหน้าให้ ก็ทำให้ต้องเป็นคนใจเย็นนิดหนึ่งเวลาจะใช้กล้องของ Xperia ครับ

ตัวอย่างภาพจาก Sony Xperia XZ2

 

แต่ถ้าแสงเข้าหน้ากล้อง จะเจอแสงแฟลร์ที่โหดมาก ต้องเอามือบังแสงให้เลนส์หน่อย

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบถ่าย 2 ครั้งด้วยกล้องหลัง

เรื่องอื่นๆ จากการใช้งาน Sony Xperia XZ2

  • แบตเตอรี่ 3,180mAh เทสใช้งานจริงแล้ว อยู่ได้ทั้งวัน
  • 3D Creator เป็นฟังก์ชั่นที่ยังว้าวอยู่ เป็นจุดขายของ Sony Xperia ตัวท็อปก็ยังอยู่ใน XZ2 พร้อมสามารถถ่าย 3D ด้วยกล้องหน้าแบบ Selfie ได้ แชร์ขึ้น facebook ก็ได้ เล่นสนุกขึ้นเยอะ
  • เครื่องที่ได้มารีวิวยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ก็ต้องรอซอฟต์แวร์ปรับปรุงอีกนิด (แต่เห็นว่าเครื่องขายจริงนั้นรองรับทั้งคู่แล้ว)
  • หนัก 198 กรัม ก็รู้สึกเครื่องหนาๆ หนักๆ กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ให้ความรู้สึกว่างานประกอบดี ดูหนักแน่น
  • กันน้ำระดับ IP65/68 อันนี้ยังไม่เคยทำตกน้ำ เลยไม่รู้ว่ากันได้ดีจริงแค่ไหน
  • ไม่มีฟังก์ชั่นแฟนซีอย่าง บันทึกเสียงสนทนาโทรศัพท์ บันทึกภาพหน้าจอตามแนวยาว หรือฟังก์ชั่นตกแต่งภาพหลังจากแคปหน้าจอทันที ซึ่งทำให้การใช้งานลำบากขึ้นอีกหน่อย
  • ช่วงที่ทดสอบมีปัญหากับเซนเซอร์ปรับแสงหน้าจอ เมื่อเซนเซอร์ไม่ได้รับแสงจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรงหน้าจอจะมืดลง เช่นถ้าเรานั่งมุมหลังหลอดไฟ หน้าจอจะมืดเพราะคิดว่าเราอยู่ในที่มืด ทั้งที่จริงๆ ควรจะสว่างกว่านี้ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่น่ารำคาญในการใช้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

แกะกล่องพรีวิว OnePlus 6T กับลูกแก้ว นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดมาแล้ว

Published

on

Sony Xperia XZ2

฿ 25,990
8.9

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

10.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องดีไซน์ใหม่ สร้างความสดใหม่ ดูพรีเมี่ยม ซึ่งสัมผัสจากการจับถือก็เข้ามือดีจริงอย่างที่ผู้ออกแบบต้องการ
  • สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ HDR ได้ ซึ่งวิดีโอที่ออกมาก็คุณภาพดีอย่างที่โฆษณา แต่การใช้งานจะต้องมีความรู้ว่าซีนไหนที่เหมาะกับการถ่าย HDR ไม่งั้นจะได้วิดีโอที่ไม่สดใส
  • Dynamic Vibration System ทำให้เครื่องสั่นตามจังหวะเพลง ดูหนังแล้วสนุกขึ้น
  • 3D Creator ยังเป็นฟีเจอร์ที่ว้าวได้เสมอ สมาร์ทโฟนค่ายอื่นทำไม่ได้
  • ประทับใจหน้าจอสุดๆ เป็นจอ IPS ที่สีสันสดใสสวยงามมาก

จุดสังเกต

  • เครื่องลื่น จะหยิบ จะวางเครื่องก็ต้องระวัง เดี๋ยวหล่นแตก
  • แอปกล้องทำงานช้า และฟีเจอร์ตามคู่แข่งไม่ทัน ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอลำบาก ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้
  • เซนเซอร์รับปรับแสงหน้าจอมีปัญหา ในบางกรณีชอบปรับจอจนมืดเกินไป
  • ไม่มีฟีเจอร์เล็กๆ ที่จำเป็นอย่างการบันทึกเสียงโทรศัพท์ แชร์ WiFi แบบ 5 GHz หรือการบันทึกหน้าจอตามยาว
  • ไม่มีช่องต่อหูฟัง 3.5 mm

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
    กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

ตัวอย่างภาพจาก OnePlus 6T ที่ถ่ายในไลฟ์

ภาพจากกล้องหน้าของ OnePlus 6T

จุดเด่นของ OnePlus 6T

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้เซนเซอร์บนหน้าจอด้วยกัน
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกตของ OnePlus 6T

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ชาร์จไร้สายไม่ได้
  • ไม่มีช่องหูฟัง แต่มีหัวแปลงมาให้
  • ในกล่องไม่มีหูฟัง
  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ ส่วนสีม่วง Purple Thunder เปิดตัวแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายในไทยเมื่อไหร่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Sony Xperia XZ2

฿ 25,990
8.9

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

10.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องดีไซน์ใหม่ สร้างความสดใหม่ ดูพรีเมี่ยม ซึ่งสัมผัสจากการจับถือก็เข้ามือดีจริงอย่างที่ผู้ออกแบบต้องการ
  • สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ HDR ได้ ซึ่งวิดีโอที่ออกมาก็คุณภาพดีอย่างที่โฆษณา แต่การใช้งานจะต้องมีความรู้ว่าซีนไหนที่เหมาะกับการถ่าย HDR ไม่งั้นจะได้วิดีโอที่ไม่สดใส
  • Dynamic Vibration System ทำให้เครื่องสั่นตามจังหวะเพลง ดูหนังแล้วสนุกขึ้น
  • 3D Creator ยังเป็นฟีเจอร์ที่ว้าวได้เสมอ สมาร์ทโฟนค่ายอื่นทำไม่ได้
  • ประทับใจหน้าจอสุดๆ เป็นจอ IPS ที่สีสันสดใสสวยงามมาก

จุดสังเกต

  • เครื่องลื่น จะหยิบ จะวางเครื่องก็ต้องระวัง เดี๋ยวหล่นแตก
  • แอปกล้องทำงานช้า และฟีเจอร์ตามคู่แข่งไม่ทัน ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอลำบาก ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้
  • เซนเซอร์รับปรับแสงหน้าจอมีปัญหา ในบางกรณีชอบปรับจอจนมืดเกินไป
  • ไม่มีฟีเจอร์เล็กๆ ที่จำเป็นอย่างการบันทึกเสียงโทรศัพท์ แชร์ WiFi แบบ 5 GHz หรือการบันทึกหน้าจอตามยาว
  • ไม่มีช่องต่อหูฟัง 3.5 mm

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Sony Xperia XZ2

฿ 25,990
8.9

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

10.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องดีไซน์ใหม่ สร้างความสดใหม่ ดูพรีเมี่ยม ซึ่งสัมผัสจากการจับถือก็เข้ามือดีจริงอย่างที่ผู้ออกแบบต้องการ
  • สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ถ่ายวิดีโอ HDR ได้ ซึ่งวิดีโอที่ออกมาก็คุณภาพดีอย่างที่โฆษณา แต่การใช้งานจะต้องมีความรู้ว่าซีนไหนที่เหมาะกับการถ่าย HDR ไม่งั้นจะได้วิดีโอที่ไม่สดใส
  • Dynamic Vibration System ทำให้เครื่องสั่นตามจังหวะเพลง ดูหนังแล้วสนุกขึ้น
  • 3D Creator ยังเป็นฟีเจอร์ที่ว้าวได้เสมอ สมาร์ทโฟนค่ายอื่นทำไม่ได้
  • ประทับใจหน้าจอสุดๆ เป็นจอ IPS ที่สีสันสดใสสวยงามมาก

จุดสังเกต

  • เครื่องลื่น จะหยิบ จะวางเครื่องก็ต้องระวัง เดี๋ยวหล่นแตก
  • แอปกล้องทำงานช้า และฟีเจอร์ตามคู่แข่งไม่ทัน ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอลำบาก ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้
  • เซนเซอร์รับปรับแสงหน้าจอมีปัญหา ในบางกรณีชอบปรับจอจนมืดเกินไป
  • ไม่มีฟีเจอร์เล็กๆ ที่จำเป็นอย่างการบันทึกเสียงโทรศัพท์ แชร์ WiFi แบบ 5 GHz หรือการบันทึกหน้าจอตามยาว
  • ไม่มีช่องต่อหูฟัง 3.5 mm

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!