Connect with us

Mobile Review

รีวิว Oppo F7 เครื่องบาง แอบแรง กล้องดี ราคาคุ้มนะ!

Published

on

Oppo F7

฿10,990
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องเมื่อเทียบกับราคาดีมาก เครื่องแรง ใช้งานลื่นตลอด
  • เครื่องบาง เบา แต่แบตทนมาก ใช้จนหมดวันยังเหลือเกือบครึ่ง
  • ระบบควบคุมเครื่องด้วยการลากดี (Gesture) สามารถแสดงผลเต็มจอได้ตลอดโดยไม่มีปุ่มมากวนใจ
  • กล้องหน้าถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็ถ่ายทุกอย่างได้ง่าย และคุณภาพใช้ได้ เพราะมี AI ช่วยคิด
  • ยังมีรูหูฟัง 3.5 mm อยู่ และมีระบบเสียงจาก Dirac ที่ช่วยให้เสียงจากช่องหูฟังดีขึ้น แถม Bluetooth ยังรองรับ Codec เสียงหลากหลายด้วย

จุดสังเกต

  • GPS มีปัญหา เครื่องทดสอบเจออาการเข็มทิศจะไม่สามารถชี้ให้ตรงได้ตลอด และจุดนำทางกระโดด
  • วิดีโอ Youtube, Netflix ซูมสุดจอแล้วแหว่ง แอป Facebook ก็ติดจอแหว่งเวลาดูวิดีโอ ผู้ใช้ต้องแก้เองเป็นรายแอป
  • กระจกหน้ายื่นจากตัวเครื่องมากไปหน่อย
  • ถ่ายวิดีโอแบบ 4K ไม่ได้ ไม่มีระบบกันสั่น ถ่ายวิดีโอแล้วภาพสั่น
  • มีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ และยังใช้ Micro USB

มาแล้วจ้า รีวิว Oppo F7 สมาร์ทโฟนชูโรงรุ่นใหม่จากออปโป้ ตามคอนเชปต์ใช้งานจริง เปลี่ยนซิมมาใช้เป็นเครื่องหลักจริงๆ ใช้งานนานเป็นสัปดาห์ แล้วค่อยมาเขียนรีวิวให้อ่านนั้น (คือพยายามหาข้ออ้างว่าทำไมรีวิวของแบไต๋นั้นออกช้าจัง 555) เอาแหละมาดูกันว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เราเห็นว่าอะไรเด็ดอะไรด้อยกันบ้าง

ดีไซน์ของ Oppo F7 กับฝาหลังแปลกตา

  • เครื่องบาง จอใหญ่ตั้ง 6.23 นิ้ว แถมแบตจุ 3400 mAh แต่ถือในมือรู้สึกเบาคือดีงาม
  • ฝาหลังมีดีไซน์แปลกตากว่าคู่แข่ง สีดำ Black Diamond มีลวดลายที่ฝาหลัง สีแดง Solar Red ก็สดสะใจ
  • แต่หน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป ให้ความรู้สึกว่าออกแบบไม่เนี๊ยบ

Oppo F7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีไซน์ตามเทรนด์ปี 2018 ครับ คือหน้าจอยาวสัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากด้านบน คือแอดก็ได้ Oppo F7 มารีวิวพร้อมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดตอนนี้อีกหลายตัว บอกเลยว่าถ้าวางมือถือรุ่นปัจจุบันตอนนี้ติดกันหลายๆ ตัวบนโต๊ะ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเครื่องไหนคือยี่ห้ออะไร เพราะมันเหมือนกันไปหมด ต้องหยิบขึ้นมาดูฝาหลังหรือเปิดจอเท่านั้นครับ ถึงจะแยกออก

หน้าจอของ Oppo F7 นั้นมีขนาด 6.23 นิ้ว ส่วนด้านบนก็มีรอยบากเป็นที่อยู่ของลำโพงแนบหู กล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 แล้วก็เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหู ก็ถือเป็นรอยบากที่เล็กกว่าสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ นะครับ

ส่วนฝาหลัง ดีไซน์ได้เป็นเอกลักษณ์ดีครับ โดยสีที่เราได้มารีวิวคือสีดำ Black Diamond ซึ่งมีการเพิ่มลวดลายด้านหลังเป็น Polygon ตัดไปตัดมาให้เหมือนอัญมณี เวลาสะท้อนกับแสงก็จะเห็นลวดลายนี้ และสีที่ทำตลาดในไทยคือ Solar Red อันนี้คือแดงแบบแดงจัดเลย และ Moonlight Silver คือสีเงินธรรมดา แต่ไม่มีลวดลายเหมือน Black Diamond ก็แล้วแต่ชอบนะครับว่าถูกใจสีสันไหน

ด้านหลังของ Oppo F7 นั้นเป็นที่อยู่ของกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8 เป็นแบบกล้องเดี่ยวพร้อมแฟลช ไม่ได้เป็นเลนส์คู่เหมือนมือถือหลายตัวตอนนี้นะ แล้วก็มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานเร็วใช้ได้อยู่ด้านหลังนี้

โดยรวมดีไซน์ของ Oppo F7 นั้นโอเคครับ จอใหญ่ เครื่องบางเบา แล้วยิ่งเทียบกับปริมาณแบต 3400 mAh ถือว่ามันเบาจริงๆ จุดที่ไม่ชอบใจมีอยู่อย่างเดียวคือกระจกหน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป มันให้ความรู้สึกเหมือนออกแบบบอดี้เครื่องมาหนาเท่านี้แล้ว แต่ดันยัดจอไม่ลง เลยปล่อยให้มันยื่นๆ อยู่แบบนี้แหละ ไม่อยากออกแบบบอดี้ใหม่ครับ

ว่าด้วยเรื่องจอแหว่งของ Oppo F7

  • หน้าจอของ Oppo F7 กว้างใหญ่ เต็มตามาก แต่ก็ยังจับถนัดมืออยู่
  • ตัวจอแสดงสีสันได้โอเค สดใส คมชัด และสามารถปรับโทนสีของจอให้อมฟ้าหรืออมเหลืองได้ใน Settings
  • รอยบากของจออาจจะมีปัญหาได้ ต้องเข้าไปแก้ App Info เป็นรายตัว

มาเจาะลึกเรื่องหน้าจอของ Oppo F7 กันบ้างครับ เป็นหน้าจอ IPS ขนาด 6.23 นิ้ว ให้ความละเอียด Full HD+ (2280 x 1080) ก็เป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟน Android ยุคนี้นะครับ ปูไปสุดขอบทั้งบน ซ้าย ขวา ส่วนขอบล่างก็จะเหลือพื้นที่เยอะหน่อยเหมือนมือถือค่ายอื่นๆ ซึ่ง Oppo ก็ไม่ได้เคลมเทคโนโลยีหรือมาตรฐานขอบเขตสีอะไรเป็นพิเศษสำหรับหน้าจอนี้นะ

ว่ากันตามเนื้อผ้า จอของ Oppo F7 ให้สีสันที่สดใสดี มองมุมเอียง มุมตะแคงก็ยังให้สีสันที่ดีตามสไตล์จอ IPS โดยรวมไม่ได้แย่กว่าจอของคู่แข่ง แต่ก็ยังไม่ใช่จอที่ให้คุณภาพดีที่สุดในมือถือระดับราคาประมาณนี้นะครับ และค่าสีจอมาตรฐานส่วนตัวว่ามันอมฟ้าไปหน่อย ก็สามารถปรับให้สีจอมันอุ่นขึ้นได้ใน Setting แต่ที่สังเกตได้ชัดหน่อยคือฟิล์มแถมที่ติดมาจากโรงงาน รู้สึกว่ารอยนิ้วมือเกาะง่ายและเห็นชัด ก็ทำให้ความรู้สึกเวลามองจอหมองไปเยอะ ต้องคอยเช็ดหน้าจอบ่อยๆ

ถ้าไม่แก้อะไรเลย ภาพจะสามารถซูมไปทับบากแบบนี้ได้

แต่เรื่องรอยบาก จอแหว่งของ Oppo F7 ที่ต้องมีทริกในการใช้งานสักหน่อย อย่างแรกคือยังไม่มีฟังก์ชั่นซ่อนรอยบากเหมือนที่หลายๆ ยี่ห้อเค้าทำได้นะ ก็รอเฟิร์มแวร์รุ่นต่อๆ ไปอาจจะทำได้ แล้วค่ามาตรฐานของเครื่องจะแสดงผลทับรอยแหว่งครับ เวลาใช้แอปอย่าง Youtube หรือ Netflix แล้วซูมวิดีโอไปเต็มจอ ตัววิดีโอจะไปทับรอยแหว่ง รวมถึง Facebook ด้วย ที่เวลาดูวิดีโอแนวตั้งก็จะไปทับรอยแหว่ง ทางแก้คือต้องกดค้างที่ไอคอนของแอป เลือก App Info แล้วบังคับให้แอปนั้นๆ ไม่แสดงผลไปทับรอยแหว่ง (ปิด Allow Notch Area Display) ซึ่งหลายคนก็ไม่รู้ทริกตรงนี้ ทำให้คิดว่า Oppo F7 ต้องแสดงผลทับรอยแหว่งตลอด ซึ่งสมาร์ทโฟนคู่แข่งจะมีการคิดเรื่องนี้มาอยู่แล้ว ไม่ต้องวุ่นวายคนใช้

ประสิทธิภาพของ Oppo F7

Oppo F7 นั้นใช้หน่วยประมวลผล MediaTek P60 octa-core ความเร็ว 2.0 GHz ส่วน GPU เป็น Mali-G72 MP3 ซึ่งตัวที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นรุ่น Ram 4 GB หน่วยความจำในเครื่อง 64 GB ครับ ส่วนใครที่อยากจัดเต็มกว่านี้ก็มีรุ่น Ram 6 GB ความจุ 128 GB ให้เลือกเหมือนกัน

ว่าด้วยเรื่องของคะแนนกันก่อน ผลทดสอบ Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multi-core ไปราว 5800 คะแนน นี่คะแนนเทียบชั้น Snapdragon 835 เลยนะ (แอบตกใจ P60 นี่แรงได้ขนาดนี้) ส่วน 3Dmark ได้คะแนนในชุด SlingShot Extreme ไป 1082 คะแนน ก็ประมาณ Snapdragon 810 ครับ อันนี้ไม่สูงเท่าไหร่ ส่วนคะแนน Androbench เพื่อวัดความเร็วของหน่วยความจำ ทำคะแนน Sequential Read ไปได้ราว 300 MB/s ก็ไม่สูงนัก และน่าจะยังเป็นหน่วยความจำแบบ eMMC ครับ

ส่วนการใช้งานจริงบอกเลยว่าลื่นมาก ทุกแอปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้ง LINE, Facebook หรือการใช้ท่องเว็บล้วนลื่นไหลหมด ไม่มีการกระตุกให้ปวดหัวใจ ส่วนการเอาไปเล่นเกมพวก RoV หรือเกมดังๆ ตอนนี้ก็ลื่นครับ ถือว่ามั่นใจกับชิป P60 ได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว

กล้องคือจุดขายของ Oppo F7

ภาพจาก Oppo F7

จุดขายของ Oppo F7 คือกล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม A.I. Beauty 2.0 ซึ่งทดลองถ่าย Selfie จริงๆ ก็ออกมาสวยงามเพราะใช้ AI ช่วยเลือกระดับการแต่งหน้าที่เหมาะสมมาให้ครับ แต่ถ้าเราไม่ชอบความเนียนที่เครื่องแต่งมาให้ก็สามารถปิดโหมด Beaty ได้เช่นกัน แน่นอนว่าเราสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหน้าก็ได้ ซึ่งก็เนียนตาใช้ได้ แต่ถ้าเจอแว่นเข้าไปก็อาจจะคิดไม่ออกเหมือนกันว่าตรงไหนต้องเบลอบ้าง

ภาพ Selfie จากกล้องหน้า Oppo F7

ส่วนกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม A.I. Scene ก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ สามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หาโฟกัสแล้วถ่ายได้เร็ว โหมดออโต้ทำงานไม่ค่อยพลาด เพราะมี AI ช่วยวิเคราะห์ว่าแต่ละซีนต้องถ่ายภาพยังไง สามารถถ่ายหน้าเบลอหลังชัดได้ด้วย ส่วนโหมด Expert ที่ปรับค่าได้เองก็สามารถปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินเลย ปรับความสว่างหรือ EV ได้ ส่วน ISO ดันได้สูงสุด 3200 และความเร็วชัตเตอร์ทำได้นานสุด 16 วินาที และสูงสุด 1/8000 วินาที แล้วยังสามารถปรับโหมด Ultra HD ให้ความละเอียดภาพสูงพิเศษได้ในโหมด Expert นี้ครับ

ภาพหน้าชัด หลังเบลอจากกล้องหลัง

ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนั้นมีโหมด Super Vivid อยู่นะครับ ให้ภาพสดมหาประลัยมาก จากเขียวเป็นเขียวอี๋ได้เลย 555 เหมาะสำหรับใช้ถ่ายธรรมชาติเท่านั้น แลัวก็มีโหมด Sticker ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่สามารถเติมหูกระต่าย เติมหมวกให้คนถ่ายได้ ก็เป็นโหมดการใช้งานสนุกๆ และแน่นอนว่าต้องมีโหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามแนวยาว แล้วก็โหมด Time-Lapse สำหรับการตั้งกล้องเร่งระยะเวลาอะไรนานๆ ด้วย

ถ่ายวิดีโอยังไม่ประทับใจเท่าไหร่

จุดเด่นของวิดีโอจาก Oppo F7 คือให้แสงสว่างและสีสันได้ดีครับ ถ่ายในอาคารยังให้แสงที่ดีออกมาได้ การถ่ายวิดีโอซูมก็ให้ผลที่ดี แต่ข้อจำกัดของวิดีโอจาก Oppo F7 คือไม่สามารถถ่ายที่ความละเอียด 4K ได้ เลือกได้สูงสุดที่ Full HD เท่านั้น และดูเหมือนจะไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวเลย ลองดูวิดีโอการแสดงสดของ BNK48 ดัานล่างนี้ครับ จะเห็นว่าแม้เราจะนั่งถ่ายอยู่เฉยๆ ก็ยังรู้สึกว่ากล้องสั่นนิดๆ ตามแรงมืออยู่

ตัวอย่างภาพจาก Oppo F7

การใช้งาน Oppo F7 ในชีวิตประจำวัน

  • การควบคุมแบบปัดๆ แทน Back, Home, Recent คือดีงาม
  • ตัว OS มีฟังก์ชั่นเยอะมาก ลองขุดๆ Settings ดู จะเจออะไรน่าสนใจเพียบ
  • GPS มีปัญหาระหว่างขับรถ

เรื่องที่เราชอบมากเกี่ยวกับ Oppo F7 คือการควบคุมด้วย Gesture หรือการลากไปลากมาครับ ซึ่งทำออกมาได้ดีมาก ผู้ใช้สามารถปิดปุ่ม Back, Home, Recent App ไปทั้งหมดให้เหลือการลากอย่างเดียวได้ ซึ่งทำให้การใช้งาน Oppo F7 สามารถทำได้เต็มจออย่างแท้จริง โดยการใช้งาน Gesture จะอาศัยการลากจากขอบล่างขึ้นมา ซึ่งถ้าลากจากชอบล่างฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาจะแทนการ Back หรือถ้าลากจากกลางขอบล่างจะกลับหน้าโฮม แล้วถ้าเราลากจากตรงกลางขึ้นมากลางจอแล้วค้างไว้สักพักจะเป็น Recent App ให้กดสลับแอปได้ง่ายๆ ครับ แต่ถ้าไม่ชินการใช้งานแบบนี้ ก็สามารถกลับไปใช้การกดปุ่มบนหน้าจอได้เหมือนเดิมนะ

ตัว Color OS ของ Oppo F7 นั้นมีฟีเจอร์เยอะมากนะครับ มีตั้งแต่ความสามารถพื้นฐานอย่างการแคปหน้าจอตามยาว สามารถแคปแชทหรือหน้าเฟซบุ๊กยาวๆ ได้ บันทึกสายสนทนาได้ แบ่งหน้าจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน หรือความสามารถเทพๆ อย่าง Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้เต็มที่ หรือ Full Screen Multitask ที่สามารถเรียกแอปอื่นๆ เป็นหน้าต่างลอยเหนือแอปที่เปิดแบบเต็มจอได้อย่างง่ายๆ เวลาที่เราดูหนัง ดูคลิปเต็มจออยู่ แล้วข้อความเข้า ก็ไม่ต้องสลับไปแอปแชทเพื่อคุย แต่เรียกเป็นหน้าต่างลอยมาคุยได้เลย

รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดูมาเต็มกว่าแบรนด์อื่นๆ ทั้ง Oppo Keyboard ที่จะขึ้นมาเองเมื่อเข้าหน้าป้อนรหัส เพื่อรับรองความปลอดภัยว่ารหัสผ่านของเราจะไม่หลุดออกไปจากกรณีใช้แอปคีย์บอร์ดที่มีมัลแวร์แอบแฝง หรือการเปิด Developer Option จะต้องป้อนข้อความยืนยันว่าผู้ใช้ต้องการเปิดจริงๆ เพื่อป้องกันมัลแวร์มาแอบเปิดโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวครับ

ส่วนเรื่องการสแกนนิ้วก็ทำได้รวดเร็ว แตะปุ๊บผ่านปั้บเหมือน Android รุ่นปัจจุบันตอนนี้นะ และสามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย แต่ตามสไตล์นักเขียนที่ไม่ชอบสแกนหน้าเลยเพราะรู้สึกว่าสแกนนิ้วปลอดภัยกว่าเห็นๆ เลยไม่ได้เทสให้อ่านกันนะครับ

Oppo F7 มีลำโพงที่ตัวเครื่องตรงมุมล่างซ้ายแค่ลำโพงเดียวนะครับ ไม่ได้ให้เสียงสเตอริโอแบบที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นทำได้ แต่ก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่ทางด้านล่าง ซึ่งก็มีระบบปรับแต่งเสียง Real HD Sound Technology ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทวิจัยเรื่องเสียงจากสวีเดน ซึ่งทดลองแล้วก็ให้เสียงที่ดีขึ้นจริงครับ เวลาฟังเพลงผ่านหูฟัง 3.5 mm สนุกขึ้นอีกเยอะ ส่วน Bluetooth ก็ด้วยความที่ใช้ Android 8 แล้ว ทำให้รองรับ Codec ทั้ง AAC, aptX HD และ LDAC ครับ ก็คือรองรับหูฟังและลำโพงทั้งโลกอย่างดีนั้นแหละ

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่นั้นอึดดีมากครับ ใช้จนหมดวันแบตยังเหลือได้เกินครึ่ง เมพไปแล้ว

ปัญหาที่เจอระหว่างการใช้ Oppo F7

ที่นี้มาถึงปัญหาที่เราเจอระหว่างลองใช้ Oppo F7 กันบ้าง เรื่องขัดใจเล็กๆ คือเราไม่สามารถปัดทิ้งการแจ้งเตือนใน Notification Center ตรงๆ ได้ ต้องปัดแล้วเลือก Delete ซึ่งแอบทำให้หงุดหงิดเหมือนกันเพราะแบรนด์อื่นใช้ปัดทิ้งทีเดียวก็จบแล้ว นอกจากนี้ยังใช้พอร์ต Micro USB แทนที่จะเป็น USB-C ตามยุคตามสมัย ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมยุคใหม่ๆ ไม่ได้

และเรื่องที่ขัดใจเรามากที่สุดคือ GPS ครับ เราเทสการขับรถไปต่างจังหวัดจริงๆ เครื่องทดสอบของเรามีอาการเข็มทิศไม่ตรง เบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวาระหว่างนำทาง ทั้งที่ขับรถทางตรงอยู่ (ตามรูป Gif ข้างล่าง) แล้วเวลาวิ่งใต้ทางด่วนก็เจอปัญหาจุดนำทางกระโดดบ้าง จึงไม่เหมาะเป็นเครื่องนำทางเวลาขับรถเท่าไหร่ครับ (เครื่องอื่นไม่รู้ว่าเป็นไหม แต่เครื่องทดสอบนี่เป็นทั้งขาไปและขากลับ)

สรุป Oppo F7 ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในระดับราคาหมื่นต้นครับ (ราคาเปิดตัวของ Oppo F7 รุ่น RAM 4 GB พร้อมหน่วยความจำ 64 GB อยู่ที่ราคา 10,990 บาท ส่วนรุ่น RAM 6 GB พร้อมหน่วยความจำ 128 GB ราคา 14,990 บาท) ด้วยความเร็วเครื่องที่แรงหายห่วง ใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือเล่นเกมได้ลื่นๆ หมด แถมได้เครื่องที่บางและแบตเตอรี่อึดด้วย และเรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้าใครในระดับราคานี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

แกะกล่องพรีวิว OnePlus 6T กับลูกแก้ว นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดมาแล้ว

Published

on

Oppo F7

฿10,990
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องเมื่อเทียบกับราคาดีมาก เครื่องแรง ใช้งานลื่นตลอด
  • เครื่องบาง เบา แต่แบตทนมาก ใช้จนหมดวันยังเหลือเกือบครึ่ง
  • ระบบควบคุมเครื่องด้วยการลากดี (Gesture) สามารถแสดงผลเต็มจอได้ตลอดโดยไม่มีปุ่มมากวนใจ
  • กล้องหน้าถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็ถ่ายทุกอย่างได้ง่าย และคุณภาพใช้ได้ เพราะมี AI ช่วยคิด
  • ยังมีรูหูฟัง 3.5 mm อยู่ และมีระบบเสียงจาก Dirac ที่ช่วยให้เสียงจากช่องหูฟังดีขึ้น แถม Bluetooth ยังรองรับ Codec เสียงหลากหลายด้วย

จุดสังเกต

  • GPS มีปัญหา เครื่องทดสอบเจออาการเข็มทิศจะไม่สามารถชี้ให้ตรงได้ตลอด และจุดนำทางกระโดด
  • วิดีโอ Youtube, Netflix ซูมสุดจอแล้วแหว่ง แอป Facebook ก็ติดจอแหว่งเวลาดูวิดีโอ ผู้ใช้ต้องแก้เองเป็นรายแอป
  • กระจกหน้ายื่นจากตัวเครื่องมากไปหน่อย
  • ถ่ายวิดีโอแบบ 4K ไม่ได้ ไม่มีระบบกันสั่น ถ่ายวิดีโอแล้วภาพสั่น
  • มีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ และยังใช้ Micro USB

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
    กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

ตัวอย่างภาพจาก OnePlus 6T ที่ถ่ายในไลฟ์

ภาพจากกล้องหน้าของ OnePlus 6T

จุดเด่นของ OnePlus 6T

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้เซนเซอร์บนหน้าจอด้วยกัน
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกตของ OnePlus 6T

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ชาร์จไร้สายไม่ได้
  • ไม่มีช่องหูฟัง แต่มีหัวแปลงมาให้
  • ในกล่องไม่มีหูฟัง
  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ ส่วนสีม่วง Purple Thunder เปิดตัวแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายในไทยเมื่อไหร่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Oppo F7

฿10,990
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องเมื่อเทียบกับราคาดีมาก เครื่องแรง ใช้งานลื่นตลอด
  • เครื่องบาง เบา แต่แบตทนมาก ใช้จนหมดวันยังเหลือเกือบครึ่ง
  • ระบบควบคุมเครื่องด้วยการลากดี (Gesture) สามารถแสดงผลเต็มจอได้ตลอดโดยไม่มีปุ่มมากวนใจ
  • กล้องหน้าถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็ถ่ายทุกอย่างได้ง่าย และคุณภาพใช้ได้ เพราะมี AI ช่วยคิด
  • ยังมีรูหูฟัง 3.5 mm อยู่ และมีระบบเสียงจาก Dirac ที่ช่วยให้เสียงจากช่องหูฟังดีขึ้น แถม Bluetooth ยังรองรับ Codec เสียงหลากหลายด้วย

จุดสังเกต

  • GPS มีปัญหา เครื่องทดสอบเจออาการเข็มทิศจะไม่สามารถชี้ให้ตรงได้ตลอด และจุดนำทางกระโดด
  • วิดีโอ Youtube, Netflix ซูมสุดจอแล้วแหว่ง แอป Facebook ก็ติดจอแหว่งเวลาดูวิดีโอ ผู้ใช้ต้องแก้เองเป็นรายแอป
  • กระจกหน้ายื่นจากตัวเครื่องมากไปหน่อย
  • ถ่ายวิดีโอแบบ 4K ไม่ได้ ไม่มีระบบกันสั่น ถ่ายวิดีโอแล้วภาพสั่น
  • มีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ และยังใช้ Micro USB

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Oppo F7

฿10,990
8.1

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพเครื่องเมื่อเทียบกับราคาดีมาก เครื่องแรง ใช้งานลื่นตลอด
  • เครื่องบาง เบา แต่แบตทนมาก ใช้จนหมดวันยังเหลือเกือบครึ่ง
  • ระบบควบคุมเครื่องด้วยการลากดี (Gesture) สามารถแสดงผลเต็มจอได้ตลอดโดยไม่มีปุ่มมากวนใจ
  • กล้องหน้าถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็ถ่ายทุกอย่างได้ง่าย และคุณภาพใช้ได้ เพราะมี AI ช่วยคิด
  • ยังมีรูหูฟัง 3.5 mm อยู่ และมีระบบเสียงจาก Dirac ที่ช่วยให้เสียงจากช่องหูฟังดีขึ้น แถม Bluetooth ยังรองรับ Codec เสียงหลากหลายด้วย

จุดสังเกต

  • GPS มีปัญหา เครื่องทดสอบเจออาการเข็มทิศจะไม่สามารถชี้ให้ตรงได้ตลอด และจุดนำทางกระโดด
  • วิดีโอ Youtube, Netflix ซูมสุดจอแล้วแหว่ง แอป Facebook ก็ติดจอแหว่งเวลาดูวิดีโอ ผู้ใช้ต้องแก้เองเป็นรายแอป
  • กระจกหน้ายื่นจากตัวเครื่องมากไปหน่อย
  • ถ่ายวิดีโอแบบ 4K ไม่ได้ ไม่มีระบบกันสั่น ถ่ายวิดีโอแล้วภาพสั่น
  • มีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ และยังใช้ Micro USB

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!