Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Asus Zenfone 5 ม้ามืดตัวจริง ดีจนน้ำตาไหลในราคานี้

หลังจาก Asus เงียบหายในตลาดไทยไปนาน Zenfone 5 นี่แหละที่จะแสดงแสนยานุภาพเทคโนโลยีจากไต้หวันให้ดู!

Published

on

Zenfone 5

฿13,990
8.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอดีงามมาก จอสีสด ความคมชัด รองรับขอบเขตสี DCI-P3 จอดีแบบไม่ง้อว่าต้องเป็น OLED
  • กล้องหลังคุณภาพดีเหนือราคา ถ่ายวิดีโอ 4K พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทำให้วิดีโอนิ่ง มีกล้องมุมกว้างทำให้ถ่ายภาพสนุกขึ้นเยอะ
  • สารพัดฟีเจอร์ AI ที่ใช้งานได้จริง และ GPS จับสัญญาณดีตลอดแม้วิ่งใต้ทางด่วน ไม่หันผิดทิศ ตำแหน่งนำทางไม่เด้ง
  • แบตเตอรี่ใช้ทั้งวันสบายๆ แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน ใช้มาตรฐานชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ทำให้ใช้กับอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อย่างของ Macbook ก็ได้ชาร์จเร็ว
  • ลำโพงเครื่องดีมาก ให้รายละเอียดเสียงดี เสียงดัง และเร่งให้ดังขึ้นไปอีกได้ด้วย Outdoor Mode

จุดสังเกต

  • เครื่องทดสอบยังไม่รองรับ VoLTE และ VoWifi คงต้องรออัปเดทต่อไป
  • ไม่แถมฟิล์มกันรอยมาให้ (มันแอบหายากนะ ของมือถือรุ่นอินดี้แบบนี้)
  • กล้องยังหน่วงบ้าง ถ้าสลับการใช้งานไวๆ
  • อยากให้มีสีเครื่องพิเศษๆ ด้วย สีที่มีตอนนี้มันเรียบไปสำหรับวัยรุ่น!

ถ้าย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนในช่วงที่ Asus Zenfone ออกมาใหม่ๆ ใช้ชิป Intel Atom ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของ Zenfone เลยนะครับ เพราะสามารถทำสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีประสิทธิภาพดีออกมาได้ แต่หลังจากที่ Intel ออกจากตลาดสมาร์ทโฟนไป ชื่อของ Zenfone ก็เริ่มจางหายไปจากตลาด อาจเพราะไม่สามารถทำราคาได้ดีแบบเดิม และวงการสมาร์ทโฟนนั้นแข่งขันกันรุนแรง งัดเทคโนโลยีมาสู้กันหนักมากจน Asus ไม่อาจงัดความสามารถเด่นออกมาสู้ได้ทัน แต่สำหรับ Zenfone 5 รุ่นล่าสุดประจำปี 2018 เรากล้าบอกเลยว่า Zenfone กลับมาแล้ว Asus ได้สร้างสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีน่าทึ่งในราคาแค่หมื่นต้นๆ (ถ้าซื้อในช่วง Pre-Order พร้อมรหัสลูกค้า Asus เก่าจะได้ราคาไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ) เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่เราประทับใจมากที่สุดตั้งแต่รีวิวมาในปีนี้เลย

Technology Asset ของ Asus คือจุดแข็งของ Zenfone 5

สำหรับคอคอมพิวเตอร์เราคงรู้จักแบรนด์ Asus กันมานานมาก เพราะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก จอภาพ อุปกรณ์เครือข่าย และอุปกรณ์เทคโนโลยีอีกมากมาย ด้วยความที่ Asus สร้างผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมานาน จึงมี Technology Asset หรือสินทรัพย์เทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ มากมาย จึงบรรจงยัดเทคโนโลยีเหล่านี้ลงใน Zenfone 5 ครับ

พูดให้เห็นภาพ Zenfone 5 คือเอาบอดี้และเทคโนโลยีตัวท็อปของ Asus มาใส่ซีพียูกลาง เพื่อขายในราคากลางๆ

แล้วเทคโนโลยีของ Asus ที่อยู่ใน Zenfone 5 นั้นมีอะไรบ้าง ไปไล่กันเลยครับ

จอคือหน้าต่างของสมาร์ทโฟน Zenfone 5 ให้จอดีมาก

  • จอของ Zenfone 5 เป็นหนึ่งในจอที่เราชอบมากที่สุดในสมาร์ทโฟนประจำปีนี้ เพราะให้สีสันสดใส ให้ Contrast สูง ดูหนังก็สวย ใช้แอปก็รู้สึกคม
  • จอสามารถปรับสีอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมได้ มีโหมดเปิดหน้าจอค้างเพื่อเครื่องรู้ว่าเรายังมองหน้าจออยู่
  • ไม่มีฟิล์มแถมมาให้ ซึ่งไปตามหาเองก็แอบหายากสำหรับรุ่นนี้

ก่อนจะรีวิวเราก็ทราบสเปกของจอ Super IPS ขนาด 6.2 นิ้วตัวนี้มาว่าให้ความละเอียด FullHD+ 2246 x 1080 pixel คือเป็นหน้าจอยาวพร้อมรอยแหว่งตามสมัยนิยม (ซึ่งสามารถเปิดรอยแหว่งได้ใน Setting) ให้พื้นที่หน้าจอต่อตัวเครื่อง 90% แต่ที่พิเศษในสเปกนี้คือรองรับขอบเขตสีระดับ DCI-P3 100% ที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย ซึ่งหมายความว่าจอนี้จะแสดงสีสันได้เยอะกว่าจอทั่วไป

หลังจากได้ทดลองใช้ Zenfone 5 เราพอใจคุณภาพจากจอตัวนี้มากนะครับ มันให้สีสันสดใส Contrast ของภาพก็ดี สังเกตได้จากอินเทอร์เฟซหรือหน้าตาแอปต่างๆ ที่คมชัด ชัดเจน เมื่อดูภาพ ดูวิดีโอก็จะรู้สึกว่าจอมันน่ามองว่ามือถือเครื่องอื่นๆ ซึ่งเรายกให้จอของ Zenfone 5 เป็นจอมือถือที่เราชอบที่สุดตัวหนึ่งประจำปีนี้ พอๆ กับจอของ Sony Xperia XZ2 เลย

หน้าปรับแต่งสีหน้าจอของ Zenfone 5

ความลับของจอตัวนี้คือเทคโนโลยี Splendid ที่มีในโน้ตบุ๊กหรือจอมอนิเตอร์หลายตัวของ Asus ซึ่งช่วยปรับภาพให้สดใส นอกจากนี้ตัวจอยังสามารถปรับอุณหภูมิสีอัตโนมัติให้ภาพเป็นโทนอุ่นหรือโทนเย็นโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมอีกด้วย (เหมือนที่ iPhone ทำได้) และยังมีฟีเจอร์เสริม Smart Screen On ที่ใช้กล้องหน้าและ AI ช่วยวิเคราะห์ว่าเราจ้องมองจออยู่รึเปล่า ถ้ามันเห็นว่าเรายังมองจออยู่ ก็จะยืดระยะเวลาการดับจอออกไป

ส่วนเรื่องจอแหว่งของ Zenfone 5 ก็ถือว่าจัดการได้ดีครับ ค่ามาตรฐานของระบบ วิดีโอจะไม่ไปแสดงผลทับรอยแหว่งของจอ แม้ว่าเราจะซูมวิดีโอใน Youtube ไปจนสุดก็จะไม่ไปทับรอยแหว่ง Netflix ก็เช่นกันแสดงผลได้หลบรอยแหว่งดีมาก แต่ถ้าต้องการภาพเต็มตาสุดๆ ก็สามารถเปิดใช้โหมด Full Screen จริงๆ ได้ คราวนี้วิดีโอจะวิ่งไปทับรอยแหว่งด้านบนแล้ว นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปิด-เปิดการแสดงรอยแหว่งได้จาก Settings ด้วย

ข้อติอย่างเดียวอย่างเดียวในส่วนหน้าจอของ Zenfone 5 คือมันไม่มีฟิล์มกันรอยติดมาด้วย (ในเครื่องที่เราทดสอบ) ซึ่งสำหรับมือถืออินดี้แบบนี้ ผู้ใช้ก็น่าจะเหนื่อยตามหาฟิล์มกันรอยสักหน่อยครับ (น่าจะต้องสั่งจากอินเทอร์เน็ตกันเป็นหลัก) หรือไม่ก็ต้องให้ร้านตัดฟิล์มพิเศษให้

ดีไซน์เอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone

  • ดีไซน์เรียบหรูดูดี มีเอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone
  • งานประกอบดีรู้สึกว่าเครื่องพรีเมี่ยม
  • แต่น่าจะมีสีเครื่องเด่นๆ สักสีที่แตกต่างจากตลาด

มือถือตระกูล Zenfone จะมีดีไซน์เอกลักษณ์ ฝาหลังสะท้อนแสงเป็นวงๆ มาหลายรุ่นแล้วนะครับ ซึ่งใน Zenfone 5 ก็เหมือนกัน ฝาหลังที่เป็นกระจกนั้นดีไซน์ให้สะท้อนแสงออกมาเป็นวง รวมกันที่จุดศูนย์กลางบริเวณเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งในแง่ความสวยงามนั้นก็แล้วแต่คนชอบนะครับ แต่เราวิจารณ์ได้ในแง่งานประกอบที่ออกมาเนี๊ยบดีมาก สัมผัสของตัวเครื่องแข็งแรง จับแล้วรู้สึกมีน้ำหนัก เป็นของที่มีราคา ขอบเครื่องหนากำลังดีแล้วเป็นอลูมิเนียมที่เจียโค้งเข้ากับฝ่ามือ เวลาจับถือจึงรู้สึกกระชับ เกาะมือดี ไม่ลื่นหลุดไปง่ายๆ

Zenfone 5 นั้นมี 2 สีนะครับคือ Meteor Silver หรือสีเงิน แล้วก็ตัวที่เรารีวิวอยู่นี้คือ Midnight Blue สีน้ำเงินเข้มมากๆ จนคล้ายกับสีดำมากกว่า ซึ่งตัวกระจกทั้งหน้าหลังก็เป็นแบบ 2.5D คือเจียขอบกระจกให้โค้งรับพอดีกับบอดี้เครื่อง เวลาลูบผ่านทำให้รู้สึกว่ากระจกกับเครื่องเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกัน

สรุป Zenfone 5 แม้ว่าจะไม่มีสีเด่นๆ ที่แตกต่างอย่างคู่แข่ง หรือดีไซน์แปลกกว่ามือถือในตลาด แต่ก็ได้งานออกแบบเอกลักษณ์ของ Zenfone มา และงานประกอบดี จึงถือว่าสอบผ่านเรื่องรูปลักษณ์ครับ

ระบบเสียงของ Zenfone 5 ลำโพงดีมาก!

  • Zenfone 5 มีลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง ให้เสียงดังและมีรายละเอียดเสียงดีมาก ถ้ายังดังไม่พอก็มี Outdoor mode ให้ใช้อีก
  • ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แถมมี DTS Headphone X ช่วยปรับ Sound Stage ของเสียงและ AudioWizard ช่วยจูนหูฟังให้เหมาะกับหูเรา
  • แต่ถึง Zenfone 5 จะให้เสียงที่ดีมาก แต่มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ก็ยังให้เสียงดีกว่านี้ และยังสู้ DAC ต่อภายนอกไม่ได้นะจ๊ะ มันคนละชั้นกันอยู่

ลำโพงท้ายเครื่องและช่องหูฟังของ Zenfone 5

Zenfone 5 นั้นมาพร้อมลำโพงสเตอริโอนะครับ แถมไม่ใช่แค่มีลำโพงคู่แต่มือถือราคาหมื่นหน่อยๆ ตัวนี้กลับให้ลำโพงที่ดีมาก ให้เสียงมีรายละเอียด แยกมิติซ้าย-ขวาได้ดี และมีเบสมากกว่าลำโพงมือถือทั่วไป (บอกว่ามีเบสสำหรับสมาร์ทโฟนคือมีนิดๆ นะ อย่าคิดว่าจะได้เบสเยอะระดับลำโพง Bluetooth ภายนอก) ในโหมดปกติเมื่อเร่งลำโพงไปจนสุด ก็ถือว่าให้เสียงดังกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้ว แต่ Zenfone 5 ยังมี Outdoor Mode สำหรับเร่งเสียงให้ดังขึ้นไปอีกสำหรับใช้นอกบ้าน แม้ว่าการเปิดโหมดนี้จะทำให้รายละเอียดเสียงลดลง แต่ก็ถือว่า Zenfone 5 สามารถสร้างความบันเทิงกับกลุ่มเพื่อนได้ดีครับ ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ลำโพงชุดใหม่ของ Asus และชิปแอมป์ตัวใหม่ NXP 9874

ในส่วนของการฟังเพลงผ่านหูฟัง Zenfone 5 ก็ยังมีพอร์ต 3.5 mm ให้ต่อหูฟังได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หัวแปลงพอร์ต USB-C ให้วุ่นวาย และมีโหมดปรับเสียงให้เลือกใช้เพียบ! ตั้งแต่ DTS Headphone X ที่ปรับความกว้างของ Sound stage ได้ตามใจคนฟัง และมีโปรไฟล์หูฟังดังๆ หลายรุ่นให้เลือกตามรุ่นที่เราใช้ จะได้เสียงที่จูนมาจนเหมาะสมที่แล้ว และที่ฟีเจอร์ที่ไม่ค่อยเห็นในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ คือ AudioWizard ผู้ใช้สามารถใส่หูฟังแล้วค่อยๆ ปรับระดับเสียงตามย่านต่างๆ ตามที่แอปแนะนำ เพื่อให้เสียงออกมาเหมาะกับหูของคนฟังมากที่สุด ซึ่งลองฟังปิดกับเปิดโหมดนี้ดู รู้สึกเลยว่าเสียงที่ผ่านการปรับแต่งโดย Audio Wizard นั้นสดใสขึ้นมาก ส่วนถ้าใครต้องการปรับ EQ ก็สามารถปรับได้ในนี้เช่นกันครับ

ส่วนการฟังไร้สายด้วย Bluetooth นั้นเนื่องจากว่า Zenfone 5 ใช้ Android 8 แล้ว ก็สามารถเลือก Codec ได้หลากหลายทั้ง AAC, aptX HD รวมถึง LDAC ครับ ก็มั่นใจว่าเสียงที่ส่งไปหาหูฟังหรือลำโพงไร้สายจะเป็นสัญญาณที่มีคุณภาพที่สุดที่อุปกรณ์ตัวนั้นจะรองรับได้

แต่เดี๋ยวใครอ่านรีวิวนี้แล้วจะคาดหวังกับเสียงของ Zenfone 5 มากเกินไป คือในส่วนของลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง เรายอมรับเลยว่าดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกมือถือตอนนี้แล้ว แต่เสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm ออกมา อาจจะยังสู้มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ไม่ได้ และยังเอาไปเทียบกับการต่อ DAC ภายนอกไม่ได้นะครับ มันคนละชั้นกันอยู่

ประสิทธิภาพของ Zenfone 5

Zenfone 5 รุ่นปี 2018 นี้ใช้หน่วยประมวลผลระดับกลางคือ Snapdragon 636 ซึ่งเป็นชิปที่แรงกลางๆ แต่ Asus เคลมว่าเป็นชิปที่ประหยัดพลังงานมาก มาพร้อมแรม 4 GB แบบ LPDDR4X และหน่วยความจำในตัวเครื่อง 64 GB

ในส่วนของการใช้งานทั่วไปนั้นลื่นไหลทั้งหมดครับ facebook, LINE หรือการท่องเว็บไม่มีอาการกระตุกให้เห็น สลับแอปได้รวดเร็ว และเนื่องจากว่าเป็นซีพียู Snapdragon จึงสามารถเล่นเกมอย่าง ROV ในโหมดกราฟิกสูงได้ลื่นไหลดีครับ

ซึ่งในจุดนี้ Asus เคลมว่ามีเทคโนโลยี 2 ตัวที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของเครื่องอยู่คือ AI Boost ที่ระบบจะปรับแต่งความเร็วซีพียูอัตโนมัติ และ OptiFlex ที่เรียนรู้การใช้งานว่าเราเรียกใช้แอปไหนบ่อย แล้วเลือกแอป 4 ตัวที่จะปรับแต่งหน่วยความจำให้เปิดแอปได้รวดเร็วขึ้นด้วย เข้าใจว่า OptiFlex  คือการเก็บส่วนหนึ่งของแอปไว้ในหน่วยความจำ ทำให้โหลดได้รวดเร็วขึ้น

ที่นี้มาดูคะแนนเป็นตัวเลขกันบ้าง ผลทดสอบจาก GeekBench 4.2 ได้คะแนนไปราว 4800 คะแนน ก็ให้ประสิทธิภาพดีกว่า Snapdragon 821 นะครับ ส่วน 3Dmark ได้คะแนนไป 946 ก็ถือว่ากลางๆ ไม่ได้แรงมาก และประสิทธิหน่วยความจำจาก AndroBench อยู่ที่ 275 MB/s ก็เป็นความเร็วในระดับ eMMC นะครับ ต้องเป็น Zenfone 5z ถึงจะใช้หน่วยความจำความเร็วสูง UFS

ระบบกล้องพร้อมเลนส์มุมกว้างของ Zenfone 5

ภาพจากกล้องหลักของ Zenfone 5

ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Zenfone 5

กล้องหลังของ Zenfone 5 นั้นใช้ระบบกล้องคู่แบบเลนส์หลักเป็นเลนส์ปกติ และเลนส์รองเป็นเลนส์มุมกว้างนะครับ กล้องตัวหลักก็สเปกเทพใช่เล่น ให้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 โดยใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX363 ขนาดพิกเซล 1.4 µm ก็ให้ความยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 24 mm นะครับ หรือให้มุมภาพกว้าง 86 องศา ซึ่งกล้องตัวนี้มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกนที่ชดเชยการสั่นไหวได้ 4 Stop ครับ

ส่วนกล้องตัวรองนั้นมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ให้มุมภาพกว้าง 120 องศา หรือเทียบเท่าความยาวโฟกัส 12 mm ก็ถือว่ากว้างมาก แม้อยู่ในห้องแคบๆ ก็สามารถเก็บภาพมาได้ทั้งหมด

คุณภาพภาพจากกล้องหลังของ Zenfone 5 ถือว่าโอเคมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคานี้นะครับ กล้องมี AI ช่วยประมวลผลแยกซีนได้ 16 ซีน เช่นถ่ายภาพคน ถ่ายภาพอาหาร ถ่ายกลางคืน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายทะเล เพื่อปรับภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ก็ให้ผลลัพธ์ออกมาดี โฟกัสภาพได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยจากทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า ซึ่งก็ให้การเบลอหลังที่ดีระดับหนึ่ง อาจจะยังไม่ได้เนี๊ยบมากนะครับ

ส่วนโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ที่ Zenfone 5 มีมาให้ก็ครบโหมดหลักๆ ที่ใช้กันนะครับ เช่นการถ่าย Panorama ถ่ายภาพให้ออกมาเป็น GIF ถ่าย Slow-motion รวมถึง Time Lapse ส่วนโหมดโปรนั้นสามารถเลือกเซฟเป็น RAW file ได้ และสามารถปรับระยะโฟกัส ความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 32 วินาทีถึง 1/10000 วินาทีได้ ส่วน ISO ดันสูงสุดได้ 3200 และปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินครับ ซึ่งก็ครบถ้วนความต้องการแหละ

ส่วนกล้องมุมกว้างตัวรองนั้นก็ให้ภาพที่ใช้ได้ครับ จุดเด่นคือให้ภาพมุมกว้างมากจริงๆ เหมาะสำหรับถ่ายในห้องแคบๆ หรืออยากได้มุมมองภาพพิเศษที่กล้องทั่วไปให้ไม่ได้ ให้อารมณ์ภาพป่องๆ แบบเลนส์ตาปลา แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคุณภาพจากกล้องตัวนี้จะสู้กล้องตัวหลักไม่ได้นะครับ ไม่เหมาะกับการถ่ายกลางคืนเลย แล้วก็ไม่มีโฟกัสอัตโนมัติด้วย เพราะงั้นเราก็แนะนำให้ใช้กล้องมุมกว้างเฉพาะตอนที่ต้องการมุมกว้างจริงๆ ครับ ถ่ายภาพอื่นๆ ให้ใช้กล้องหลักให้หมด

มาดูส่วนกล้องหน้ากันบ้าง ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 มุมมองภาพกว้าง 84 องศา เทียบกับเลนส์ 24 mm นะครับ มีความสามารถพิเศษในการแต่งหน้าให้สวยได้ ทำหลังเบลอก็ได้ แถมยังสามารถไลฟ์ขึ้น facebook หรือ Youtube แบบหน้าสวยผ่านโหมด BeautyLive ในแอป Selfie Master ได้ด้วย เหมาะมากสำหรับใครที่หามือถือไปจัดไลฟ์แล้วอยากได้หน้าสวยๆ อยู่

Zenfone 5 ก็ถ่ายวิดีโอได้ไม่ธรรมดา

อีกเรื่องที่เราประทับใจเกี่ยวกับกล้องของ Zenfone 5 มากคือมันสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 4K แถมยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว EIS ทำให้ลดการสั่นของมือเวลาถ่ายวิดีโอได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็สามารถซูมดิจิตอลระหว่างถ่ายได้นะครับ แต่ซูมไม่นุ่มนัก กระตุกๆ หน่อย แต่ไม่สามารถซูมสลับเลนส์ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ เช่นถ้าเริ่มถ่ายวิดีโอจากกล้องหลัก แล้วอยากซูมเอาท์ไปเยอะๆ โดยสลับเป็นกล้องมุมกว้าง อันนี้ทำไม่ได้นะครับ ต้องเริ่มถ่ายจากกล้องมุมกว้างตั้งแต่แรก ลองดูวิดีโอตัวอย่างกันเลย

ตัวอย่างวิดีโอจากกล้องหน้า

ส่วนเรื่องที่เราไม่ชอบจากกล้องตัวนี้ก็มีเหมือนกัน คือประสิทธิภาพกล้องยังหน่วงอยู่บ้างนะครับ เวลาเปลี่ยนโหมดเร็วๆ อาจจะต้องรอกันบ้าง ก็หวังว่าเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ตรงนี้ไปบ้าง แล้วก็กล้องมุมกว้างกับกล้องหน้านั้นถ่ายวิดีโอได้แค่ 1080p นะครับ จะมีกล้องหลักตัวเดียวที่ถ่าย 4K ได้ แถม 2 กล้องนี้ไม่มีระบบ Auto focus ด้วย

ตัวอย่างภาพจาก Zenfone 5

ฟีเจอร์พิเศษของ Zenfone 5

Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 นั้นใส่ความสามารถพิเศษเข้ามาหลายอย่างมาก ดังนี้

  • Selfie Master แอปพิเศษสำหรับการถ่าย Selfie ให้มีลูกเล่นมากขึ้น แต่งหน้าสวยออก facebook live ได้ แถมใส่หน้ากากเป็นตัวต่างๆ เพื่อเซฟเป็นวิดีโอแชร์ออกไปได้ (แบบเดียวกับ Animoji ของแอปเปิ้ล แต่ Zenfone เรียก Zenimoji)
  • Game Genie ช่วยปรับแต่งประสบการณ์การเล่นเกม สามารถไลฟ์การเล่นเกมสดๆ ออกไปยัง youtube หรือ twitch ได้
  • Safeguard เมื่อเปิดใช้ ผู้ใช้จะสามารถกดปุ่ม Power 3 ครั้งเพื่อส่งสัญญาณ SOS ไปยังคอนแทกที่ตั้งไว้ได้ หรือฟีเจอร์ Report Location ที่กดเพื่อเปิดการส่งตำแหน่งที่อยู่ไปยังคอนแทกที่เลือก
  • AI Ringtone ระบบจะวิเคราะห์เสียงรอบตัวเพื่อปรับเสียงเรียกเข้าให้มีระดับความดังเหมาะสม เช่นระบบตรวจแล้วว่าอยู่ในผับเสียงดังๆ ก็จะเร่งเสียง Ringtone ให้ดังที่สุด เพื่อให้ผู้รับได้ยิน
  • Twin App ใช้แอปอย่าง facebook, instagram, LINE, Messenger, Youtube, Twitter ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
  • หน้าล็อกสกรีนแสดงสภาพอากาศได้ด้วย เมื่อฝนตกก็จะมีฝนให้เห็นบน Wallpaper ของเรา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 มีแอปติดเครื่องน้อยกว่าเดิมมาก ตัดแอปของ Asus ออกไปเยอะมากเพื่อใช้แอปมาตรฐานของ Google เอง จึงไม่มีพวกเบราวเซอร์ซ้ำซ้อน หรือแอปปฏิทิน 2 ตัวในเครื่อง ขนาดแอปเล่นเพลง mp3 ยังไม่มีมาให้เล่น ก็ไปดาวน์โหลดแอปที่ชอบจาก Play Store เอาเอง

สรุปประสบการณ์การใช้งาน Zenfone 5 ในชีวิตจริง

หลังจากเราใช้ Zenfone 5 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานได้ดังนี้ครับ

  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังทำงานได้รวดเร็วดี และสามารถสแกนใบหน้าได้ด้วย แต่เราไม่ชอบสแกนใบหน้าเลยไม่ได้ลองใช้ อิอิ
  • Zenfone 5 แบตเตอรี่ 3300 mAh แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน แถมรองรับมาตรฐานการชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ด้วย สามารถเอาอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อื่นๆ อย่างของ Macbook มาชาร์จเร็วได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ PowerMaster คอยดูแลสารพัดเรื่องแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
  • รองรับทั้ง Wifi 5 GHz และสามารถแชร์ Hotspot เป็น 5 GHz ได้ด้วย
  • GPS ทำงานได้แม่นยำ Google Maps สามารถระบุตำแหน่งถูกต้องแม้รถวิ่งใต้ทางด่วน ไม่มีอาการจุดกระโดด หันผิดทิศ
  • เครื่องรองรับ 2 ซิม Standby ได้พร้อมกัน แต่ซิมที่สองต้องเลือกระหว่างเป็นซิมหรือใส่ MicroSD (ใส่ได้สูงสุด 2 TB)
  • แต่เท่าที่ทดสอบมา เครื่องยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi ในไทย คงต้องรอการอัปเดทซอฟต์แวร์ต่อไป

สรุป Zenfone 5 สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองในปีนี้

ต้องยอมรับว่าการกลับมาคราวนี้ของ Asus จัดเต็มจริงๆ ทำให้แบรนด์ Zenfone กลับมาน่าจับตาอีกครั้งหลังจากเงียบไปหลายปี แต่ก็ต้องติดตาม Asus ต่อไปว่ามือถือดีขนาดนี้ จะสามารถกระจายช่องทางการจัดจำหน่ายได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะนอกจากช่องทางออนไลน์ที่ Asus ใช้ Shopee เป็นหน้าร้านหลัก ช่องทางตามร้านมือถือก็เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญเหมือนกันครับ

ถ้าเจอ Zenfone 5 วางให้ทดลองที่ไหน ลองเข้าไปสัมผัสดูนะครับว่าหน้าจอและลำโพงของ Zenfone ตัวนี้ทำให้คุณประทับใจได้แค่ไหน

Zenfone 5 เจ๋งขนาดนี้ เอาไปเลยป้ายทอง!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Oppo R15 Pro สมาร์ทโฟนเครื่องสวย ถ่ายรูปสวย คนรีวิวก็สวย!

Published

on

Zenfone 5

฿13,990
8.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอดีงามมาก จอสีสด ความคมชัด รองรับขอบเขตสี DCI-P3 จอดีแบบไม่ง้อว่าต้องเป็น OLED
  • กล้องหลังคุณภาพดีเหนือราคา ถ่ายวิดีโอ 4K พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทำให้วิดีโอนิ่ง มีกล้องมุมกว้างทำให้ถ่ายภาพสนุกขึ้นเยอะ
  • สารพัดฟีเจอร์ AI ที่ใช้งานได้จริง และ GPS จับสัญญาณดีตลอดแม้วิ่งใต้ทางด่วน ไม่หันผิดทิศ ตำแหน่งนำทางไม่เด้ง
  • แบตเตอรี่ใช้ทั้งวันสบายๆ แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน ใช้มาตรฐานชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ทำให้ใช้กับอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อย่างของ Macbook ก็ได้ชาร์จเร็ว
  • ลำโพงเครื่องดีมาก ให้รายละเอียดเสียงดี เสียงดัง และเร่งให้ดังขึ้นไปอีกได้ด้วย Outdoor Mode

จุดสังเกต

  • เครื่องทดสอบยังไม่รองรับ VoLTE และ VoWifi คงต้องรออัปเดทต่อไป
  • ไม่แถมฟิล์มกันรอยมาให้ (มันแอบหายากนะ ของมือถือรุ่นอินดี้แบบนี้)
  • กล้องยังหน่วงบ้าง ถ้าสลับการใช้งานไวๆ
  • อยากให้มีสีเครื่องพิเศษๆ ด้วย สีที่มีตอนนี้มันเรียบไปสำหรับวัยรุ่น!

Oppo R15 Pro เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปของ Oppo ในไทยตอนนี้ (ก่อนที่ Oppo Find X จะขายในไทย) ก็มีทั้งสีม่วงและสีแดงแบบไล่เฉดสวยๆ ฝั่งสีม่วงนี้ก็มีชื่อเก๋ๆ ว่า Cosmic Purple ส่วนฝั่งสีแดงคือแดงทับทิม Ruby Red ครับ ซึ่งวันนี้เราจะรีวิวสมาร์ทโฟนตัวนี้ให้ฟังกัน

สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยคือสีของฝาหลังดีไซน์ 3D Glass ครับ งานนี้ Oppo จับมือกับ Karim Rashid นักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดังชาวแคนาดา เพื่อให้ได้ 2 สีนี้มา ซึ่งมันสะท้อนแสงเป็นประกายสวยมากทั้งสีม่วงและสีแดง ตัวฝาหลังนี้ให้ความสัมผัสที่เรียบลื่นแต่แข็งแรง ขอบเครื่องโค้งเข้ามือทำให้จับถือในมือแล้วกระชับดี ตัวเครื่องโดยรวมให้สัมผัสที่หนักแน่น ให้ความรู้สึกว่าถือของพรีเมี่ยมอยู่ครับ

ภาพถ่ายจาก Oppo R15 Pro

พลิกมาดูหน้าจอบ้าง Oppo R15 Pro ใช้หน้าจอ OLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ สัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากตามสมัยนิยม ซึ่งจอตัวนี้ให้คุณภาพภาพที่ดี ใช้เฟซบุ๊กตัวหนังสือก็คมชัด ดูวิดีโอก็ให้สีสันสดใส สีดำมืดสนิทตามแบบของจอ OLED แต่การใช้งานจอนี้ต้องมีทริกสักหน่อยคือรอยบากด้านบนนี้ครับ ปกติเครื่องจะพยายามแสดงผลทุกแอปให้เต็มจอ ถ้าเป็นแอปวิดีโออย่าง Netflix, Youtube จะขยายวิดีโอไปจนทับรอยบาก แต่ถ้าเราไม่ชอบการแสดงผลที่ทับบากแบบนี้ก็แก้ไขได้ง่ายๆ แค่กดค้างที่แอปนั้นๆ แล้วกด App Info และปิด All Notch Area Display ออกไปเท่านั้นเอง

มาที่เรื่องเสียงกันบ้าง Oppo R15 Pro นั้นมีลำโพงอยู่ด้านล่างตัวเดียวนะครับ ก็ให้เสียงได้ดังและสดใสดี ที่ดีงามคือพอร์ต 3.5 mm ยังอยู่และเมื่อเสียบหูฟังจะสามารถใช้โหมดปรับแต่งเสียง Real HD Sound ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทเสียงจากสวีเดนได้ ก็ให้เสียงที่โปร่ง สดใสขึ้นไปได้อีกครับ

Oppo R15 Pro ใช้ซีพียู Snapdragon 660 พร้อม AIE หรือ Artificial Intelligence Engine หน่วยประมวลผล AI โดยเฉพาะ ถือเป็นซีรี่ส์ 6 ตัวท็อปแล้ว มาพร้อมแรม 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 128 GB ซึ่งสเปกระดับนี้ ใช้งานพื้นฐานในชีวิตประจำวันอย่างเล่นเน็ต แชทไลน์ ใช้เฟซบุ๊กลื่นหมด เล่นเกม ROV ยอดฮิตได้ลื่นๆ เฟรมเรตเฉียด 60 fps ตลอดไม่ตกลงมาเท่าไหร่ แม้จะตั้งค่าเกมเป็นระดับ HIGH
แต่หลายคนก็อาจตะขิดตะขวงใจกับความแรงของ Snapdragon 660 อยู่ ว่าจะสู้ Snapdragon ซีรี่ส์ 8 ตระกูลท็อปได้รึเปล่า เราทดสอบประสิทธิภาพจาก GeekBench 4.2 ก็ได้คะแนนไปเกือบ 5800 คะแนนในส่วน Multi-core ดูจากกราฟแล้วเข้าไปใกล้เคียงกับ Snapdragon 835 ที่ใช้ใน Galaxy S8 เลยนะครับ ก็ไม่ธรรมดานะซีพียูตัวนี้

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 ที่ครอบทับ Android 8.1 ของ Oppo นี้มีความสามารถเด่นๆ ที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ที่เราชอบมากคือสามารถซ่อนปุ่ม back, home, recent app ไปได้เลย ให้ใช้งานเครื่องได้เต็มจอจริงๆ เวลาจะกลับหน้า Home หรือ Back ก็ลากจากขอบแบบนี้
นอกจากนี้ยังมี Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้สูงสุดเท่าที่เครื่องจะทำได้ พร้อมบล็อก Notification ไม่ให้รบกวนได้
แล้วเวลาใช้แอปที่เต็มจอแนวนอนอย่างเกมหรือแอปเล่นวิดีโอ เราสามารถเปิดเมนูลัดจากฝั่งรอยบากนี้ได้ เพื่อแชทโดยที่ไม่ต้องออกจากแอป กดบันทึกวิดีโอหน้าจอหรือตั้งบล็อกการแจ้งเตือนก็ได้ สะดวกดีจัง

ส่วนเรื่องความปลอดภัย Oppo R15 Pro ก็จัดมาเต็มครับ สแกนนิ้วมือด้านหลังอย่างเร็ว แตะแล้วปลดล็อกทันที สแกนหน้าก็ได้ แถมมีคีย์บอร์ดพิเศษเวลาป้อนรหัส ป้องกันการถูกดักรหัสผ่าน และเรื่องชาร์จก็ไม่เสียชื่อ Oppo Vooc Flash Charge ชาร์จ 30 นาทีได้แบตไป 70% จุดเด่นของมือถือ OPPO เค้าเลย ซึ่งแบตเตอรี่ความจุ 3,430 mAh ก็อึดเกินพอสำหรับการใช้งานทั้งวันครับ

ภาพจากกล้องหน้าของ Oppo R15 Pro

กล้องหน้าของ Oppo R15 Pro มีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมเซนเซอร์ HDR ของ Oppo R15 Pro แล้ว ชอบที่กล้อง Selfie ได้ฉลาดดี คือถ้ารีบๆ ก็ปรับโหมด AI Beauty 2.0 เป็นอัตโนมัติไปเลยก็ได้ กล้องจะวิเคราะห์ความเนียนที่เหมาะสมมาให้ ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นหน้าผู้ชายก็ปรับให้เนียนน้อยหน่อย ยังเห็นหนวดหรือรายละเอียดต่างๆ อยู่ แต่ถ้าไม่ชอบหน้าเนียนเลย ก็ปิดโหมด Beauty ได้ อยากให้หลังเบลอก็เปิดใช้ได้ และที่น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหน่อยก็ก็ AR Sticker ตรงนี้ แต่งหน้าได้น่ารักดี

ส่วนกล้องหลัง ก็ให้สีสไตล์เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เร่งให้จัดจ้านเกินไป ก็ถ้าใครที่ชอบแต่งภาพหน่อย ภาพจากกล้องตัวนี้ก็เอาไปแต่งต่อง่ายดี ใครโปรหน่อยก็มีโหมด Expert เพื่อปรับ ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balace ได้นะคะ แต่แอบเสียดายที่ถ่ายเป็นไฟล์ Raw ไม่ได้ และโหมด Portrait ของกล้องหลังก็น่าสนใจ นอกจากจะทำหลังเบลอได้แล้ว ยังสามารถปรับแสงที่หน้าได้ด้วย แล้วกดเพื่อปรับสัดส่วนภาพให้ดูเป็นภาพจากหนัง และปรับการซูมภาพได้ด้วย

ภาพจากกล้องหลังของ Oppo R15 Pro

ภาพจากกล้องหลังนี้เบลอเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่ายเลย กล้องหน้าก็เนียนตาดี ภาพที่ถ่ายมาก็ออกมาดีในหลายๆ สภาพแสงเลยนะ ถ่ายวิดีโอก็ได้ถึงระดับ 4K แต่พี่ติดใจนิดหนึ่งคือวิดีโอมันยังสั่นตามมืออยู่หน่อยๆ ก็แปลว่าระบบ EIS ของ Oppo R15 Pro ยังชดเชยการสั่นไหวน้อยไปนิด

ตัวอย่างภาพของ Oppo R15 Pro

เอาแหละเรารีวิว Oppo R15 Pro อย่างละเอียดเรียบร้อย มาสรุปกันดีกว่า สมาร์ทโฟนราคา 19,990 บาทให้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติดี สีเครื่องก็สวย ไม่ค่อยเห็นเครื่องสีสันแบบนี้ในตลาด ฟังก์ชั่นของ ColorOS ก็น่าสนใจ อย่างการเสริมการเล่นเกม หรือการซ่อนเมนูจนแสดงเนื้อหาเต็มจอได้ ซึ่งระดับราคา 19,990 บาทก็เน้นขายความพรีเมี่ยมไปเลย เอาเป็นว่าใครอยากได้มือถือสีสวยๆ กล้องดีเป็นธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง สเปกแรงเกินพอสำหรับใช้งานทั่วไป และเล่นเกมยอดฮิตได้ลื่นๆ Oppo R15 Pro ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

แบไต๋รีวิวแกะกล่อง “OnePlus6” เครื่องไทยที่นี่ก่อนใคร กับแบไต๋เป็นเจ้าแรก!!

Published

on

Zenfone 5

฿13,990
8.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอดีงามมาก จอสีสด ความคมชัด รองรับขอบเขตสี DCI-P3 จอดีแบบไม่ง้อว่าต้องเป็น OLED
  • กล้องหลังคุณภาพดีเหนือราคา ถ่ายวิดีโอ 4K พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทำให้วิดีโอนิ่ง มีกล้องมุมกว้างทำให้ถ่ายภาพสนุกขึ้นเยอะ
  • สารพัดฟีเจอร์ AI ที่ใช้งานได้จริง และ GPS จับสัญญาณดีตลอดแม้วิ่งใต้ทางด่วน ไม่หันผิดทิศ ตำแหน่งนำทางไม่เด้ง
  • แบตเตอรี่ใช้ทั้งวันสบายๆ แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน ใช้มาตรฐานชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ทำให้ใช้กับอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อย่างของ Macbook ก็ได้ชาร์จเร็ว
  • ลำโพงเครื่องดีมาก ให้รายละเอียดเสียงดี เสียงดัง และเร่งให้ดังขึ้นไปอีกได้ด้วย Outdoor Mode

จุดสังเกต

  • เครื่องทดสอบยังไม่รองรับ VoLTE และ VoWifi คงต้องรออัปเดทต่อไป
  • ไม่แถมฟิล์มกันรอยมาให้ (มันแอบหายากนะ ของมือถือรุ่นอินดี้แบบนี้)
  • กล้องยังหน่วงบ้าง ถ้าสลับการใช้งานไวๆ
  • อยากให้มีสีเครื่องพิเศษๆ ด้วย สีที่มีตอนนี้มันเรียบไปสำหรับวัยรุ่น!

One Plus มือถือที่ได้ฉายาว่า นักฆ่าเรือธง Flagship Killer

สำหรับ OnePlus 6 มีขนาดจอ 6.28 นิ้ว เป็น Full Optic AMOLED Screen ความละเอียด Full HD+ 2280 x 1080 พิกเซล ในอัตราส่วน 19:9 อัตราส่วนของหน้าจอก็จะไม่ติดกับด้านบน มี Notch Screen เว้าแหว่งเข้ามา ด้านหลังตัวเครื่องใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5 เพิ่มความเงางามด้วยการซ้อนกระจก 3 ชั้น ชิปเซ็ต Snapdragon 845 จับคู่กับ RAM 8GB LDDPR4X และ ROM 256GB ที่เป็น UFS2.1

กล้องหลัง

OnePlus 6 มาพร้อมกล้องคู่ ตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ส่วนตัวรองความละเอียด 20MP รูรับแสงเท่ากันทั้ง 2 ตัวที่ f/1.7 เซนเซอร์ใหญ่ขึ้นเป็น 1.2 ไมครอน เพื่อเก็บแสงและสีได้ดีขึ้น Noise ก็น้อยลง ช่วยในเรื่องการถ่ายรูปในที่แสงน้อย มี OIS กันสั่นทั้ง 2 เลนส์ และมี EIS ((ถ่าย 4K 60fps))

Portrait Mode

ทำงานได้ไว และไม่ต้องรอ เพราะเซนเซอร์ที่คู่กันจะช่วยทำงาน คำนวนระยะความตื้น – ลึก

Slow-Mo

ถ่ายคลิปได้ที่ความละเอียด 720P 480FPS และ 1080P 240FPS แต่สามารถถ่ายยาวนานได้ 1 นาที แล้วสามารถมาเลือกช่วง Slow-Mo ที่ต้องการได้ทีหลัง

ดูหนังฟังเพลง

ลำโพงมีด้านล่างแค่ตัวเดียว ฟังดูไม่ค่อยมีเสียงเบสเสียงทุ้ม เวลาเร่งเสียงดังค่อนข้างก้องและแตก ทดลองใส่หูฟัง เสียงดีมาก ผิดกับลำโพงลิบลับ แนะนำให้ใส่หูฟังทั้งดูหนังฟังเพลง

ทดลอง Netflix แสดงผลเต็มจอ ถมดำรอยแหว่ง แต่มุมจอหนังโค้งนิดๆ ความคมชัดสูงสุดที่ดูได้คือ HD เพราะหน้าจอความละเอียด FullHD+ (2280 x 1080) และไม่รองรับ HDR

Gaming Mode

โหมดนี้จะทำการถ่ายเทพลังในการประมวลผลและการเชื่อมต่อข้อมูลให้กับเกมที่เรากำลังเล่นอยู่เป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการกระตุก หรือเน็ตวิ่งไปทำอย่างอื่นจนแลคหรือปิง และป้องกันการรบกวนทุกอย่างที่ทำให้เกมสะดุดทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และเน็ตเวิก การโทรเข้าด้วย

Navigation key

ปุ่มด้านล่างสามารถปิดออกได้ เพื่อประสบการณ์ใช้งานแบบเต็มหน้าจอ โดยจะใช้ระบบ gesture ในการปัดหรือลากนิ้วเพื่อกลับสู๋หน้าโฮม หรือปุ่มย้อนกลับแทน

ทดสอบ Benchmark ด้วย Geekbench

Benchmark 4 Single Core (2428 คะแนน) และ Multi-Core (8965 คะแนน)
AuTuTu ได้คะแนน 258928 เป็นอันดับ 2 ใน Ranking รองจาก Samsung Galaxy S9+ เท่านั้น
จากประสิทธิภาพของชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 845 เล่นเกมส์ลื่นเฟรมเรทไม่ตก

สเปคเครื่อง

  • รองรับเทคโนโลยี 4CA (4-Carrier Aggregation : รวมคลื่นความถี่สูงสุด 4 คลื่น และ Bluetooth 5.0)
  • หน้าจอแสดงผล Full Optic AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว มีอัตราส่วน 19: 9  ความละเอียด FullHD+ (2280 x 1080)
  • ระบบ : Android 8.1 Oreo บน OXYGEN OS 5.1
  • CPU : Qualcomm Snapdragon 845
  • GPU Adreno 630 รองรับการเล่นเกมทุกรูปแบบ
  • RAM : 6GB / 8GB LDDPR4X
  • ความจุ : 64GB/ 128GB / 256GB ไม่มีช่องเสียบการ์ด microSD
  • กล้องหลังคู่ : 16MP f/1.7 Sony IMX519 + 20MP f/1.7 S ใช้เลนส์ Sony IMX376K  ระบบกันสั่น OIS + EIS
  • กล้องหน้า : 16MP f/2.0 Sony IMX371
  • แบต 3,300 mAh รองรับชาร์จเร็ว Dash Charge
  • รองรับ USB-C
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm.
  • รุ่น แรม 6 ความจุ 64GB
  • รุ่น แรม 8 ความจุ 128GB
  • รุ่น แรม 8 ความจุ 256GB
  • สีที่วางจำหน่าย : Mirror Black / Midnight Black / Silk White
  • ความปลอดภัย: สแกนนิ้วมือด้านหลัง 0.2 วินาที และรองรับการปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้า 0.4 วินาที
  • การเชื่อมต่อ : 4×4 MIMO Cat.16/13 4CA, NFC, Bluetooth 5.0, USB C, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • ขนาด : 155.7×75.4×7.75 มม.
  • น้ำหนัก 177 กรัม
  • เคลือบสารนาโนกันน้ำ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Oppo F7 เครื่องบาง แอบแรง กล้องดี ราคาคุ้มนะ!

Published

on

Zenfone 5

฿13,990
8.7

รูปลักษณ์ภายนอก

8.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

8.5/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอดีงามมาก จอสีสด ความคมชัด รองรับขอบเขตสี DCI-P3 จอดีแบบไม่ง้อว่าต้องเป็น OLED
  • กล้องหลังคุณภาพดีเหนือราคา ถ่ายวิดีโอ 4K พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทำให้วิดีโอนิ่ง มีกล้องมุมกว้างทำให้ถ่ายภาพสนุกขึ้นเยอะ
  • สารพัดฟีเจอร์ AI ที่ใช้งานได้จริง และ GPS จับสัญญาณดีตลอดแม้วิ่งใต้ทางด่วน ไม่หันผิดทิศ ตำแหน่งนำทางไม่เด้ง
  • แบตเตอรี่ใช้ทั้งวันสบายๆ แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน ใช้มาตรฐานชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ทำให้ใช้กับอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อย่างของ Macbook ก็ได้ชาร์จเร็ว
  • ลำโพงเครื่องดีมาก ให้รายละเอียดเสียงดี เสียงดัง และเร่งให้ดังขึ้นไปอีกได้ด้วย Outdoor Mode

จุดสังเกต

  • เครื่องทดสอบยังไม่รองรับ VoLTE และ VoWifi คงต้องรออัปเดทต่อไป
  • ไม่แถมฟิล์มกันรอยมาให้ (มันแอบหายากนะ ของมือถือรุ่นอินดี้แบบนี้)
  • กล้องยังหน่วงบ้าง ถ้าสลับการใช้งานไวๆ
  • อยากให้มีสีเครื่องพิเศษๆ ด้วย สีที่มีตอนนี้มันเรียบไปสำหรับวัยรุ่น!

มาแล้วจ้า รีวิว Oppo F7 สมาร์ทโฟนชูโรงรุ่นใหม่จากออปโป้ ตามคอนเชปต์ใช้งานจริง เปลี่ยนซิมมาใช้เป็นเครื่องหลักจริงๆ ใช้งานนานเป็นสัปดาห์ แล้วค่อยมาเขียนรีวิวให้อ่านนั้น (คือพยายามหาข้ออ้างว่าทำไมรีวิวของแบไต๋นั้นออกช้าจัง 555) เอาแหละมาดูกันว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เราเห็นว่าอะไรเด็ดอะไรด้อยกันบ้าง

ดีไซน์ของ Oppo F7 กับฝาหลังแปลกตา

  • เครื่องบาง จอใหญ่ตั้ง 6.23 นิ้ว แถมแบตจุ 3400 mAh แต่ถือในมือรู้สึกเบาคือดีงาม
  • ฝาหลังมีดีไซน์แปลกตากว่าคู่แข่ง สีดำ Black Diamond มีลวดลายที่ฝาหลัง สีแดง Solar Red ก็สดสะใจ
  • แต่หน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป ให้ความรู้สึกว่าออกแบบไม่เนี๊ยบ

Oppo F7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีไซน์ตามเทรนด์ปี 2018 ครับ คือหน้าจอยาวสัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากด้านบน คือแอดก็ได้ Oppo F7 มารีวิวพร้อมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดตอนนี้อีกหลายตัว บอกเลยว่าถ้าวางมือถือรุ่นปัจจุบันตอนนี้ติดกันหลายๆ ตัวบนโต๊ะ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเครื่องไหนคือยี่ห้ออะไร เพราะมันเหมือนกันไปหมด ต้องหยิบขึ้นมาดูฝาหลังหรือเปิดจอเท่านั้นครับ ถึงจะแยกออก

หน้าจอของ Oppo F7 นั้นมีขนาด 6.23 นิ้ว ส่วนด้านบนก็มีรอยบากเป็นที่อยู่ของลำโพงแนบหู กล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 แล้วก็เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหู ก็ถือเป็นรอยบากที่เล็กกว่าสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ นะครับ

ส่วนฝาหลัง ดีไซน์ได้เป็นเอกลักษณ์ดีครับ โดยสีที่เราได้มารีวิวคือสีดำ Black Diamond ซึ่งมีการเพิ่มลวดลายด้านหลังเป็น Polygon ตัดไปตัดมาให้เหมือนอัญมณี เวลาสะท้อนกับแสงก็จะเห็นลวดลายนี้ และสีที่ทำตลาดในไทยคือ Solar Red อันนี้คือแดงแบบแดงจัดเลย และ Moonlight Silver คือสีเงินธรรมดา แต่ไม่มีลวดลายเหมือน Black Diamond ก็แล้วแต่ชอบนะครับว่าถูกใจสีสันไหน

ด้านหลังของ Oppo F7 นั้นเป็นที่อยู่ของกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8 เป็นแบบกล้องเดี่ยวพร้อมแฟลช ไม่ได้เป็นเลนส์คู่เหมือนมือถือหลายตัวตอนนี้นะ แล้วก็มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานเร็วใช้ได้อยู่ด้านหลังนี้

โดยรวมดีไซน์ของ Oppo F7 นั้นโอเคครับ จอใหญ่ เครื่องบางเบา แล้วยิ่งเทียบกับปริมาณแบต 3400 mAh ถือว่ามันเบาจริงๆ จุดที่ไม่ชอบใจมีอยู่อย่างเดียวคือกระจกหน้าจอมันยื่นออกจากตัวเครื่องมากไป มันให้ความรู้สึกเหมือนออกแบบบอดี้เครื่องมาหนาเท่านี้แล้ว แต่ดันยัดจอไม่ลง เลยปล่อยให้มันยื่นๆ อยู่แบบนี้แหละ ไม่อยากออกแบบบอดี้ใหม่ครับ

ว่าด้วยเรื่องจอแหว่งของ Oppo F7

  • หน้าจอของ Oppo F7 กว้างใหญ่ เต็มตามาก แต่ก็ยังจับถนัดมืออยู่
  • ตัวจอแสดงสีสันได้โอเค สดใส คมชัด และสามารถปรับโทนสีของจอให้อมฟ้าหรืออมเหลืองได้ใน Settings
  • รอยบากของจออาจจะมีปัญหาได้ ต้องเข้าไปแก้ App Info เป็นรายตัว

มาเจาะลึกเรื่องหน้าจอของ Oppo F7 กันบ้างครับ เป็นหน้าจอ IPS ขนาด 6.23 นิ้ว ให้ความละเอียด Full HD+ (2280 x 1080) ก็เป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟน Android ยุคนี้นะครับ ปูไปสุดขอบทั้งบน ซ้าย ขวา ส่วนขอบล่างก็จะเหลือพื้นที่เยอะหน่อยเหมือนมือถือค่ายอื่นๆ ซึ่ง Oppo ก็ไม่ได้เคลมเทคโนโลยีหรือมาตรฐานขอบเขตสีอะไรเป็นพิเศษสำหรับหน้าจอนี้นะ

ว่ากันตามเนื้อผ้า จอของ Oppo F7 ให้สีสันที่สดใสดี มองมุมเอียง มุมตะแคงก็ยังให้สีสันที่ดีตามสไตล์จอ IPS โดยรวมไม่ได้แย่กว่าจอของคู่แข่ง แต่ก็ยังไม่ใช่จอที่ให้คุณภาพดีที่สุดในมือถือระดับราคาประมาณนี้นะครับ และค่าสีจอมาตรฐานส่วนตัวว่ามันอมฟ้าไปหน่อย ก็สามารถปรับให้สีจอมันอุ่นขึ้นได้ใน Setting แต่ที่สังเกตได้ชัดหน่อยคือฟิล์มแถมที่ติดมาจากโรงงาน รู้สึกว่ารอยนิ้วมือเกาะง่ายและเห็นชัด ก็ทำให้ความรู้สึกเวลามองจอหมองไปเยอะ ต้องคอยเช็ดหน้าจอบ่อยๆ

ถ้าไม่แก้อะไรเลย ภาพจะสามารถซูมไปทับบากแบบนี้ได้

แต่เรื่องรอยบาก จอแหว่งของ Oppo F7 ที่ต้องมีทริกในการใช้งานสักหน่อย อย่างแรกคือยังไม่มีฟังก์ชั่นซ่อนรอยบากเหมือนที่หลายๆ ยี่ห้อเค้าทำได้นะ ก็รอเฟิร์มแวร์รุ่นต่อๆ ไปอาจจะทำได้ แล้วค่ามาตรฐานของเครื่องจะแสดงผลทับรอยแหว่งครับ เวลาใช้แอปอย่าง Youtube หรือ Netflix แล้วซูมวิดีโอไปเต็มจอ ตัววิดีโอจะไปทับรอยแหว่ง รวมถึง Facebook ด้วย ที่เวลาดูวิดีโอแนวตั้งก็จะไปทับรอยแหว่ง ทางแก้คือต้องกดค้างที่ไอคอนของแอป เลือก App Info แล้วบังคับให้แอปนั้นๆ ไม่แสดงผลไปทับรอยแหว่ง (ปิด Allow Notch Area Display) ซึ่งหลายคนก็ไม่รู้ทริกตรงนี้ ทำให้คิดว่า Oppo F7 ต้องแสดงผลทับรอยแหว่งตลอด ซึ่งสมาร์ทโฟนคู่แข่งจะมีการคิดเรื่องนี้มาอยู่แล้ว ไม่ต้องวุ่นวายคนใช้

ประสิทธิภาพของ Oppo F7

Oppo F7 นั้นใช้หน่วยประมวลผล MediaTek P60 octa-core ความเร็ว 2.0 GHz ส่วน GPU เป็น Mali-G72 MP3 ซึ่งตัวที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นรุ่น Ram 4 GB หน่วยความจำในเครื่อง 64 GB ครับ ส่วนใครที่อยากจัดเต็มกว่านี้ก็มีรุ่น Ram 6 GB ความจุ 128 GB ให้เลือกเหมือนกัน

ว่าด้วยเรื่องของคะแนนกันก่อน ผลทดสอบ Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multi-core ไปราว 5800 คะแนน นี่คะแนนเทียบชั้น Snapdragon 835 เลยนะ (แอบตกใจ P60 นี่แรงได้ขนาดนี้) ส่วน 3Dmark ได้คะแนนในชุด SlingShot Extreme ไป 1082 คะแนน ก็ประมาณ Snapdragon 810 ครับ อันนี้ไม่สูงเท่าไหร่ ส่วนคะแนน Androbench เพื่อวัดความเร็วของหน่วยความจำ ทำคะแนน Sequential Read ไปได้ราว 300 MB/s ก็ไม่สูงนัก และน่าจะยังเป็นหน่วยความจำแบบ eMMC ครับ

ส่วนการใช้งานจริงบอกเลยว่าลื่นมาก ทุกแอปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้ง LINE, Facebook หรือการใช้ท่องเว็บล้วนลื่นไหลหมด ไม่มีการกระตุกให้ปวดหัวใจ ส่วนการเอาไปเล่นเกมพวก RoV หรือเกมดังๆ ตอนนี้ก็ลื่นครับ ถือว่ามั่นใจกับชิป P60 ได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว

กล้องคือจุดขายของ Oppo F7

ภาพจาก Oppo F7

จุดขายของ Oppo F7 คือกล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม A.I. Beauty 2.0 ซึ่งทดลองถ่าย Selfie จริงๆ ก็ออกมาสวยงามเพราะใช้ AI ช่วยเลือกระดับการแต่งหน้าที่เหมาะสมมาให้ครับ แต่ถ้าเราไม่ชอบความเนียนที่เครื่องแต่งมาให้ก็สามารถปิดโหมด Beaty ได้เช่นกัน แน่นอนว่าเราสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหน้าก็ได้ ซึ่งก็เนียนตาใช้ได้ แต่ถ้าเจอแว่นเข้าไปก็อาจจะคิดไม่ออกเหมือนกันว่าตรงไหนต้องเบลอบ้าง

ภาพ Selfie จากกล้องหน้า Oppo F7

ส่วนกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม A.I. Scene ก็ทำหน้าที่ได้ดีครับ สามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หาโฟกัสแล้วถ่ายได้เร็ว โหมดออโต้ทำงานไม่ค่อยพลาด เพราะมี AI ช่วยวิเคราะห์ว่าแต่ละซีนต้องถ่ายภาพยังไง สามารถถ่ายหน้าเบลอหลังชัดได้ด้วย ส่วนโหมด Expert ที่ปรับค่าได้เองก็สามารถปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินเลย ปรับความสว่างหรือ EV ได้ ส่วน ISO ดันได้สูงสุด 3200 และความเร็วชัตเตอร์ทำได้นานสุด 16 วินาที และสูงสุด 1/8000 วินาที แล้วยังสามารถปรับโหมด Ultra HD ให้ความละเอียดภาพสูงพิเศษได้ในโหมด Expert นี้ครับ

ภาพหน้าชัด หลังเบลอจากกล้องหลัง

ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนั้นมีโหมด Super Vivid อยู่นะครับ ให้ภาพสดมหาประลัยมาก จากเขียวเป็นเขียวอี๋ได้เลย 555 เหมาะสำหรับใช้ถ่ายธรรมชาติเท่านั้น แลัวก็มีโหมด Sticker ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่สามารถเติมหูกระต่าย เติมหมวกให้คนถ่ายได้ ก็เป็นโหมดการใช้งานสนุกๆ และแน่นอนว่าต้องมีโหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพตามแนวยาว แล้วก็โหมด Time-Lapse สำหรับการตั้งกล้องเร่งระยะเวลาอะไรนานๆ ด้วย

ถ่ายวิดีโอยังไม่ประทับใจเท่าไหร่

จุดเด่นของวิดีโอจาก Oppo F7 คือให้แสงสว่างและสีสันได้ดีครับ ถ่ายในอาคารยังให้แสงที่ดีออกมาได้ การถ่ายวิดีโอซูมก็ให้ผลที่ดี แต่ข้อจำกัดของวิดีโอจาก Oppo F7 คือไม่สามารถถ่ายที่ความละเอียด 4K ได้ เลือกได้สูงสุดที่ Full HD เท่านั้น และดูเหมือนจะไม่มีระบบป้องกันการสั่นไหวเลย ลองดูวิดีโอการแสดงสดของ BNK48 ดัานล่างนี้ครับ จะเห็นว่าแม้เราจะนั่งถ่ายอยู่เฉยๆ ก็ยังรู้สึกว่ากล้องสั่นนิดๆ ตามแรงมืออยู่

ตัวอย่างภาพจาก Oppo F7

การใช้งาน Oppo F7 ในชีวิตประจำวัน

  • การควบคุมแบบปัดๆ แทน Back, Home, Recent คือดีงาม
  • ตัว OS มีฟังก์ชั่นเยอะมาก ลองขุดๆ Settings ดู จะเจออะไรน่าสนใจเพียบ
  • GPS มีปัญหาระหว่างขับรถ

เรื่องที่เราชอบมากเกี่ยวกับ Oppo F7 คือการควบคุมด้วย Gesture หรือการลากไปลากมาครับ ซึ่งทำออกมาได้ดีมาก ผู้ใช้สามารถปิดปุ่ม Back, Home, Recent App ไปทั้งหมดให้เหลือการลากอย่างเดียวได้ ซึ่งทำให้การใช้งาน Oppo F7 สามารถทำได้เต็มจออย่างแท้จริง โดยการใช้งาน Gesture จะอาศัยการลากจากขอบล่างขึ้นมา ซึ่งถ้าลากจากชอบล่างฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาจะแทนการ Back หรือถ้าลากจากกลางขอบล่างจะกลับหน้าโฮม แล้วถ้าเราลากจากตรงกลางขึ้นมากลางจอแล้วค้างไว้สักพักจะเป็น Recent App ให้กดสลับแอปได้ง่ายๆ ครับ แต่ถ้าไม่ชินการใช้งานแบบนี้ ก็สามารถกลับไปใช้การกดปุ่มบนหน้าจอได้เหมือนเดิมนะ

ตัว Color OS ของ Oppo F7 นั้นมีฟีเจอร์เยอะมากนะครับ มีตั้งแต่ความสามารถพื้นฐานอย่างการแคปหน้าจอตามยาว สามารถแคปแชทหรือหน้าเฟซบุ๊กยาวๆ ได้ บันทึกสายสนทนาได้ แบ่งหน้าจอใช้ 2 แอปพร้อมกัน หรือความสามารถเทพๆ อย่าง Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้เต็มที่ หรือ Full Screen Multitask ที่สามารถเรียกแอปอื่นๆ เป็นหน้าต่างลอยเหนือแอปที่เปิดแบบเต็มจอได้อย่างง่ายๆ เวลาที่เราดูหนัง ดูคลิปเต็มจออยู่ แล้วข้อความเข้า ก็ไม่ต้องสลับไปแอปแชทเพื่อคุย แต่เรียกเป็นหน้าต่างลอยมาคุยได้เลย

รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดูมาเต็มกว่าแบรนด์อื่นๆ ทั้ง Oppo Keyboard ที่จะขึ้นมาเองเมื่อเข้าหน้าป้อนรหัส เพื่อรับรองความปลอดภัยว่ารหัสผ่านของเราจะไม่หลุดออกไปจากกรณีใช้แอปคีย์บอร์ดที่มีมัลแวร์แอบแฝง หรือการเปิด Developer Option จะต้องป้อนข้อความยืนยันว่าผู้ใช้ต้องการเปิดจริงๆ เพื่อป้องกันมัลแวร์มาแอบเปิดโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวครับ

ส่วนเรื่องการสแกนนิ้วก็ทำได้รวดเร็ว แตะปุ๊บผ่านปั้บเหมือน Android รุ่นปัจจุบันตอนนี้นะ และสามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย แต่ตามสไตล์นักเขียนที่ไม่ชอบสแกนหน้าเลยเพราะรู้สึกว่าสแกนนิ้วปลอดภัยกว่าเห็นๆ เลยไม่ได้เทสให้อ่านกันนะครับ

Oppo F7 มีลำโพงที่ตัวเครื่องตรงมุมล่างซ้ายแค่ลำโพงเดียวนะครับ ไม่ได้ให้เสียงสเตอริโอแบบที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นทำได้ แต่ก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่ทางด้านล่าง ซึ่งก็มีระบบปรับแต่งเสียง Real HD Sound Technology ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทวิจัยเรื่องเสียงจากสวีเดน ซึ่งทดลองแล้วก็ให้เสียงที่ดีขึ้นจริงครับ เวลาฟังเพลงผ่านหูฟัง 3.5 mm สนุกขึ้นอีกเยอะ ส่วน Bluetooth ก็ด้วยความที่ใช้ Android 8 แล้ว ทำให้รองรับ Codec ทั้ง AAC, aptX HD และ LDAC ครับ ก็คือรองรับหูฟังและลำโพงทั้งโลกอย่างดีนั้นแหละ

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่นั้นอึดดีมากครับ ใช้จนหมดวันแบตยังเหลือได้เกินครึ่ง เมพไปแล้ว

ปัญหาที่เจอระหว่างการใช้ Oppo F7

ที่นี้มาถึงปัญหาที่เราเจอระหว่างลองใช้ Oppo F7 กันบ้าง เรื่องขัดใจเล็กๆ คือเราไม่สามารถปัดทิ้งการแจ้งเตือนใน Notification Center ตรงๆ ได้ ต้องปัดแล้วเลือก Delete ซึ่งแอบทำให้หงุดหงิดเหมือนกันเพราะแบรนด์อื่นใช้ปัดทิ้งทีเดียวก็จบแล้ว นอกจากนี้ยังใช้พอร์ต Micro USB แทนที่จะเป็น USB-C ตามยุคตามสมัย ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เสริมยุคใหม่ๆ ไม่ได้

และเรื่องที่ขัดใจเรามากที่สุดคือ GPS ครับ เราเทสการขับรถไปต่างจังหวัดจริงๆ เครื่องทดสอบของเรามีอาการเข็มทิศไม่ตรง เบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวาระหว่างนำทาง ทั้งที่ขับรถทางตรงอยู่ (ตามรูป Gif ข้างล่าง) แล้วเวลาวิ่งใต้ทางด่วนก็เจอปัญหาจุดนำทางกระโดดบ้าง จึงไม่เหมาะเป็นเครื่องนำทางเวลาขับรถเท่าไหร่ครับ (เครื่องอื่นไม่รู้ว่าเป็นไหม แต่เครื่องทดสอบนี่เป็นทั้งขาไปและขากลับ)

สรุป Oppo F7 ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในระดับราคาหมื่นต้นครับ (ราคาเปิดตัวของ Oppo F7 รุ่น RAM 4 GB พร้อมหน่วยความจำ 64 GB อยู่ที่ราคา 10,990 บาท ส่วนรุ่น RAM 6 GB พร้อมหน่วยความจำ 128 GB ราคา 14,990 บาท) ด้วยความเร็วเครื่องที่แรงหายห่วง ใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือเล่นเกมได้ลื่นๆ หมด แถมได้เครื่องที่บางและแบตเตอรี่อึดด้วย และเรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้าใครในระดับราคานี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!