Connect with us

Mobile Review

รีวิว Sony Xperia XZ2 Premium สานต่อจิตวิญญาณจอ 4K HDR

Published

on

Sony Xperia XZ2 Premium

฿27,990
7.8

รูปลักษณ์ภายนอก

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องแรง ใช้งานทุกอย่างได้ลื่นไหล เล่นเกมก็ดี
  • กล้องวิดีโอดีมาก ทั้งถ่าย 4K HDR และกันสั่นได้ดีเยี่ยม
  • กล้องคู่ถ่ายภาพนิ่งได้ดี ถ่ายกลางคืนเยี่ยม สีสันเป็นธรรมชาติ
  • หน้าจอระดับ 4K HDR ซึ่งน่าจะเป็นมือถือรุ่นเดียวที่มีจอระดับนี้
  • เทคโนโลยีโซนี่มาเต็ม ทั้งระบบสั่นตามเสียง ระบบสแกนวัตถุ 3 มิติ

จุดสังเกต

  • ให้ความจุแค่ 64 GB ซึ่งน้อยไปสำหรับเรือธง Android ตอนนี้
  • หน้าจอดันให้สีอมฟ้ามากเกินไป ทำให้ภาพไม่น่ามอง
  • กล้องช้า กดแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะได้รูป ถ่าย RAW ไม่ได้
  • ดีไซน์หลังเต่าที่ใช้กับอุปกรณ์เสริมทั่วไปไม่ได้ ปุ่มควบคุมกระจายรอบขอบเครื่อง ทำให้มือไปได้ปุ่มต่างๆ ได้ง่าย และเครื่องหนัก
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

เรียกว่าโซนี่นั้นมีแนวทางการในการทำมือถือของตัวเองที่ชัดเจนมากนะครับ คือในรุ่นเรือธงนั้นจะแบ่งออกเป็นรุ่นทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพดี ราคาเหมาะสม แล้วก็รุ่นพรีเมี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเทคโนโลยีสูงสุดจากโซนี่ และเรือธง Premium ตัวล่าสุดอย่าง Sony Xperia XZ2 Premium ก็มาอยู่ในมือของเราพร้อมรีวิวให้อ่านกันแล้ว ซึ่ง Xperia XZ3 ก็เปิดตัวมาเรียบร้อยตอนนี้ ไม่รู้พี่โซนี่จะออกมือถือถี่ไปไหน และล่าสุด Xperia จะหยุดทำตลาดในไทยไปพักหนึ่งด้วย XZ3 จึงไม่ขายในไทย และ XZ2 Premium ก็จะหาเครื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนำเข้าขายไม่เยอะครับ เอาเป็นว่าใครที่มี XZ2 Premium ก็ภูมิใจได้เลยว่าได้เก็บของหายากรุ่นหนึ่ง

ว่าด้วยเรื่องจอ 4K HDR จุดเด่นของ Sony Xperia XZ2 Premium

จุดเด่นของ Xperia ในตระกูล Premium เลยคือเรื่องจอ 4K ครับ ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ใส่หน้าจอ 4K HDR แบบ IPS ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 16:9 มาด้วย ทำให้การดูเนื้อหาที่รองรับ 4K HDR อย่าง Youtube หรือภาพยนตร์ใน Netflix (เรื่องที่รองรับ 4K HDR) ดูดีขึ้นมากจริงๆ รายละเอียดของภาพนั้นคมกริบยิ่งกว่าจอทั่วไป และ HDR ก็ช่วยให้แสดงแสงสีสันจนจัดจ้านกว่าเดิม ดูหนังแล้วก็เพลิน

แต่ประโยชน์ของหน้าจอ 4K หลักๆ ก็จะจบลงแค่การดูภาพหรือวิดีโอ (ที่ต้องรองรับ 4K ด้วยนะ) เป็น เพราะการใช้ปกติจะมองความแตกต่างได้ยากมากระหว่างมือถือทั่วไปที่เป็นจอ Full HD+ กับหน้าจอ Xperia XZ2 Premium ถ้าไม่ได้ช่างสังเกตจริงๆ แบบจับ 2 จอมาเทียบกันจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เราจึงมองว่าจอ 4K HDR นั้นเหมาะสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มที่ต้องความคมชัดของภาพยนตร์ระดับสุดขอบในยุคนี้ ซึ่งความสุดยอดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอายุแบตเตอรี่ที่สั้นลงด้วยนะครับ เพราะจอละเอียดมาก กินไฟเยอะ

เทียบกับ Galaxy Note 9 ตัวบน จะเห็นว่าจอของ Xperia XZ2 Premium อมฟ้ากว่ามาก

จุดที่เราไม่ชอบเกี่ยวกับจอของ Xperia XZ2 Premium นั้นมี 3 ข้อคือ

  1. สัดส่วนเป็น 16:9 ทำให้ขนาดจอ 5.8 นิ้วกลายเป็นทำให้เครื่องอ้วนกว่ามือถือทั่วไป จับมือเดียวลำบาก นอกจากนี้เวลาดูหนังจริงๆ ที่สัดส่วนภาพยาวกว่า 16:9 ก็ทำให้พื้นที่การดูลดลง
  2. สีจออมฟ้ามากไป เราอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ตรงที่เราไม่เคยชอบจอที่ให้แสงอมฟ้าเลย แม้ว่ามันจะทำให้สีขาวดูสะอาดขึ้น แต่ก็ทำให้เวลาชมภาพยนตร์สีสันภาพผิดจากมาตรฐานอุตสาหกรรม (มาตรฐานวงการใช้อุณหภูมิสี 6500 K ซึ่งจะเป็นโทนอุ่นๆ หน่อย)  ซึ่งถ้าเทียบกับ Sony Xperia XZ2 ที่เราเคยรีวิวไป เราว่าสีสันของ XZ2 นั้นดีกว่า XZ2 Premium เยอะครับ ให้โทนภาพที่มีชีวิตชีวากว่า ซึ่งเราพยายามหาทางปรับโทนสีของ XZ2 Premium แล้วนะ แต่ปรับยากเย็นเหลือเกิน
  3. จอไม่ค่อยสว่าง อันนี้เป็นปัญหาเวลาใช้งานกลางแดดครับ จะมองจอยากหน่อย ซึ่งจอตัวนี้จะมืดกว่าจอของ Xperia XZ2 แล้วเวลาดูหนัง HDR ที่แข่งกันเรื่องความสว่างของหน้าจอด้วย ภาพก็จะไม่เด้งเตะตาเท่าจอที่สว่างกว่าครับ

Xperia XZ2 Premium มีกล้องคู่ ถ่ายภาพดีมาก แต่ยังหน่วง!

จุดเด่นสุดๆ ของ XZ2 Premium คือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโซนี่เลยที่มีกล้องคู่ ขนาด Xperia XZ3 ที่ออกตามมายังไม่มีกล้องคู่เลย ซึ่งสเปกของกล้องคู่ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดา กล้องตัวแรกเป็นกล้องสี ความละเอียด 19 ล้านพิกเซล f/1.8 เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว ส่วนกล้องอีกตัวเป็นกล้องขาวดำความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.6 ใช้เซนเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้ว แล้วใช้หน่วยประมวลผลพิเศษที่เรียกว่า AUBE รวมภาพจากกล้อง 2 ตัวนี้เข้ามาเป็นภาพเดียว ซึ่งการรวมภาพจากกล้องขาว-ดำที่มีขนาดเม็กพิกเซลใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ Sony Xperia XZ2 Premium สามารถเร่ง ISO ได้สูงสุดถึง 51,200 สำหรับภาพนิ่ง และ ISO 12,800 สำหรับวิดีโอซึ่งสูงมาก แต่ ISO ที่สูงขนาดนี้กล้องจะเลือกใช้เองในโหมดอัตโนมัตินะครับ ในโหมด Manual สามารถเซ็ต ISO สูงสุดได้ที่ 12,800 เท่านั้น

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Sony Xperia XZ2 Premium

ภาพขาวดำจากกล้องหลัง

จริงๆ เราชอบคุณภาพไฟล์ของโซนี่มาตั้งแต่ Xperia XZ2 แล้ว ซึ่งใน XZ2 Premium ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกด้วยการถ่ายภาพกลางคืนที่สวยขึ้น ในขณะที่สีสันของภาพก็ดูเป็นธรรมชาติไม่ตกแต่งจนโอเวอร์เกินจริงเหมือนกล้องหลายๆ แบรนด์ แล้วยังถ่ายภาพขาวดำได้ละเอียดด้วยเซนเซอร์ขาวดำโดยเฉพาะ และไฮไลท์สำคัญของการเป็นกล้องคู่คือมันถ่ายหน้าชัด หลังเบลอด้วยเลนส์ 2 ตัวได้แล้วครับ ซึ่งก็ถ่ายหลังเบลอได้ดีและเร็วกว่ารุ่นเดิมที่ใช้กล้องเดียว แล้วถ่ายภาพหลายๆ ระยะมาทำให้เบลอ แต่ถ้าถามว่าโหมดนี้ถ่ายแล้วได้ภาพเลยไหม กล้องก็ต้องใช้เวลาถ่ายมากกว่าโหมดปกติอยู่ดีครับ ก็ไม่เหมาะสำหรับเอาไปถ่าย Candid นะ

ภาพโหมดหน้าชัดหลังเบลอ

แต่จุดอ่อนที่เดิมของโซนี่อย่างชัตเตอร์หน่วง หรือถ่ายเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงใน XZ2 Premium ครับ โดยเฉพาะเรื่องชัตเตอร์หน่วงนี้ถือเป็นปัญหากวนใจมาก เพราะเมื่อกดชัตเตอร์ กล้องจะใช้เวลาอีกราววินาทีเพื่อหาโฟกัสก่อนที่จะถ่ายภาพออกมา ซึ่งมันก็แก้ไขได้ด้วยการใช้ปุ่มชัตเตอร์ที่อยู่ข้างเครื่อง แทนการกดชัตเตอร์ในจอ โดยกดปุ่มไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อหาชัตเตอร์รอไว้ แล้วจึงกดลึกลงไปเพื่อถ่ายภาพ ปัญหาชัตเตอร์หน่วงก็จะลดลง แต่เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่ถ่ายภาพให้ทันที แม้จะกดปุ่มถ่ายภาพจากในจอ มันก็น่ารำคาญเหมือนกันเวลารีบๆ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ในส่วนของกล้องหน้าก็ได้รับการปรับปรุงจาก Xperia XZ2 ไปเยอะครับ อัปเกรดความละเอียดจาก 5 ล้านพิกเซลมาเป็น 13 ล้านพิกเซล f/2.0 ซึ่งก็สามารถถ่าย Selfies ได้คมชัดมากขึ้น ซึ่งลักษณะภาพของมือถือตัวนี้ก็จะเป็นโทนที่สมจริงนะครับ ไม่ได้ทำหน้าฟรุ๊งฟริ๊งให้มากแบบมือถือจีน ก็เอาไปแต่งต่อแล้วกันนะ เราเน้นความจริงมากกว่า

วิดีโอแบบ HDR ที่ถ้าไม่ได้เปิดบนจอ HDR สีจะตุ่นๆ

เรื่องเทพที่แท้ทรูของ Xperia XZ2 Premium คือการถ่ายวิดีโอครับ จัดเต็มทุกอย่าง ทั้งการถ่าย 4K HDR ที่ทำได้ตั้งแต่ XZ2 แล้ว อันนี้ยังไม่มีมือถือยี่ห้อไหนทำแบบนี้ได้ แต่การถ่ายวิดีโอ HDR ต้องเข้าใจธรรมชาติการใช้ด้วยนะครับ ไม่ใช่เปิด HDR ค้างไว้แล้วถ่ายอะไรก็สวย มันเหมาะสำหรับซีนที่แสงแตกต่างกันเยอะๆ ซึ่งการถ่ายปกติไม่สามารถเก็บแสงสีมาได้หมด ก็เลือกเป็น HDR แต่ถ้าซีนทั่วไป เช่นถ่ายในห้องที่แสงไม่ได้ต่างกันมาก ปิด HDR ไว้จะทำให้ได้ภาพที่สดใสสวยงามกว่าครับ และอีกเรื่องที่ต้องชมเลยคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีมาก ไม่ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันภาพสั่นไหว แค่เดินถือถ่ายไปมาก็ให้ภาพที่วิดีโอที่เคลื่อนไหวนุ่มนวล น่าประทับใจจริงๆ ครับ

ดีไซน์หลังเต่าเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเครื่องหนัก

Sony Xperia XZ2 Premium น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เราเทสในยุคปัจจุบันแล้วนะครับ ขึ้นชั่งได้น้ำหนักที่ 236 กรัม คือถือในมือนี่รู้สึกว่าเครื่องหนักว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ถ้ายิ่งใส่เคสก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จะไม่ใส่เคสเราก็ไม่แนะนำเพราะด้วยฝาหลังกระจกโค้งหลังเต่าเหมือน XZ2 ทำให้เครื่องลื่นมาก เอาไปวางบนพื้นเอียงนิดเดียวมันก็ลื่นตกได้แล้วครับ

โดยรวมดีไซน์ก็ยังอิง XZ2 อยู่คือตัวสแกนนิ้วอยู่กลางเครื่อง ทำให้ต้องถือเครื่องต่ำๆ ปุ่มล็อกหน้าจอก็อยู่กลางเครื่อง ซึ่งกระจายตัวมากๆ กับปุ่มเร่งเสียง-ลดเสียงที่อยู่บนสุดของเครื่อง และปุ่มชัตเตอร์กล้องที่อยู่ขอบล่างเครื่อง ซึ่งปุ่มทั้งหมดนี้จะอยู่ด้านขวาของเครื่องครับ

ด้วยความที่เป็นเครื่องหลังเต่าหนา และมีปุ่มล็อกเครื่องอยู่ตรงกลางพอดี ทำให้เราเอา Sony Xperia XZ2 Premium ไปติดกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นที่เสียบจอยเกม หรือ Gimbal ป้องกันภาพสั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอที่ขายอยู่ตามท้องตลาดได้ยาก ถ้าจะใช้ได้ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับ XZ2 โดยเฉพาะ ทำให้ใครที่คิดจะเอา XZ2 Premium ไปใช้ถ่ายวิดีโอหรือทำงานไลฟ์ที่ต้องการใช้ Gimbal เราก็ไม่แนะนำรุ่นนี้ครับ

เรื่องเสียงและ Dynamic Vibration System

เรื่องลำโพงของ Sony XZ2 Premium นั้นปรับปรุงจาก XZ Premium ตัวแรกไปเยอะมากครับ มันให้เสียงดังกว่ากันมาก น้ำตาจิไหล (จริงๆ มันปรับปรุงตั้งแต่ XZ2 แล้วนะ แต่เหมือนตัว XZ2 Premium จะดังขึ้นไปอีก) แล้วยังเป็นลำโพงสเตอริโอที่สามารถแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนระบบ Dynamic Vibration System ที่สั่นเครื่องตามจังหวะเพลง ก็ยังอยู่ครบถ้วนในรุ่นนี้ครับ จะดูหนังหรือฟังเพลง ก็ได้ลำโพงเสียงดัง แยกซ้าย-ขวาได้ และการสั่นเครื่องตามจังหวะเสียง ก็ทำให้ความบันเทิงมีรสชาติขึ้นอีกหน่อย

แต่จุดอ่อนเรื่องดนตรีของ XZ2 Premium ก็ยังเหมือนกับ XZ2 ครับ คือมันไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แล้ว ต้องใช้สายแปลงพอร์ต USB-C หรือหูฟังที่รองรับ USB-C โดยตรง หรือหูฟังไร้สาย Bluetooth เอา (ซึ่งจะดีที่สุดก็ต้องหูฟังที่รองรับระบบ LDAC ของโซนี่ด้วย จะทำให้ได้เสียงดีระดับเสียบสาย ซึ่งเรื่องที่เราแอบเสียดายนิดๆ คือชื่อชั้นของ Sony นั้นเป็นเจ้าแห่งเสียงเพลงนะครับ มี Walkman ที่เป็นตำนาน แต่ใน Xperia รุ่นเรือธงกลับไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm หรือชิปประมวลผลเสียงดีๆ หรือ DAC ดีๆ อย่างที่มือถือเรือธงหลายๆ มี มันก็แอบเสียดายเหมือนกัน

ประสิทธิภาพของ XZ2 Premium

เรื่องประสิทธิภาพนั้นไม่น่าเป็นห่วงสำหรับสมาร์ทโฟนตัวท็อปที่ใช้ชิป Snapdragon 845 พร้อมแรม 6 GB อย่าง Xperia XZ2 Premium ก็สามารถทำคะแนน Multi-core จาก Geekbench 4.3 ไปได้ราว 8,000 คะแนน และได้คะแนนจาก 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ไปราว 4,200 คะแนน

ซึ่งแน่นอนว่าคะแนนระดับนี้ ใช้งานเครื่องมันลื่นหมดอยู่แล้วแหละครับ เราเลยเทสกับเกม PUBG แบบปรับทุกอย่างสุดเท่าที่เกมมันจะยอมให้ปรับ เล่นจบไป 1 ตา แอดได้ที่หนึ่ง เอ้ย เกมลื่นไหลตลอดอ่ะครับ อาจจะมีแลคบ้างนานๆ ทีเหมือน Network มันโหลดไม่ทัน แต่ก็ลื่นจนจบเกมที่แอดเป็นผู้ชนะหนึ่งเดียวจริงๆ (ไม่อยากจะโม้)

เล่น PUBG ด้วยคุณภาพภาพแบบนี้ ก็ยังลื่น

สรุป Sony Xperia XZ2 Premium เรือธงกับแนวคิดอินดี้

เราไม่เคยกังขาเรื่องเทคโนโลยีของโซนี่นะครับ บริษัทนี้มีเทคโนโลยีมากมายเป็นทรัพย์สินที่พร้อมจะนำไปใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะวางแผนใช้ถูกจุดรึเปล่า

จุดที่เราชอบเกี่ยวกับ XZ2 Premium คือคุณภาพของกล้องวิดีโอที่ดีมากจริงๆ ส่วนภาพถ่ายก็สวยแบบธรรมชาติ ประสิทธิภาพเครื่องก็ดี

แต่จุดที่เราไม่ชอบคือดีไซน์ตัวเครื่องที่หลังเต่าทำให้ชีวิตลำบากเวลาจะใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ซอฟต์แวร์กล้องที่ยังล้าหลัง ทำงานช้า และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้งานครับ เช่นเซนเซอร์ปรับแสงหน้าจอชอบปรับภาพจอมืดเวลาไม่เจอแหล่งกำเนิดแสงจริงๆ เช่นเวลาหันจอเข้าหาหน้า แต่แหล่งกำเนิดแสงอยู่หลังเครื่อง หรือเซนเซอร์แนบหูที่อาจจะอยู่ห่างจากหูเวลาคุยโทรศัพท์ไปหน่อย ทำให้บางครั้งหน้าจอก็ติดขึ้นมาเวลาคุยโทรศัพท์ หรือหน้าจอ 4K ที่ดันอมฟ้ามากเกินไป ซึ่งแอดไม่ชอบอ่ะ

ส่วนราคาของ Sony Xperia XZ2 Premium นั้นเปิดตัวที่ 27,990 บาท ครับ แต่ไม่รู้ตอนนี้ยังหาซื้อได้รึเปล่านะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

รีวิว OnePlus 6T McLaren Edition หนึ่งในสมาร์ตโฟน Android ที่สมดุลย์ครบเครื่องสำหรับชีวิตประจำวัน

Published

on

Sony Xperia XZ2 Premium

฿27,990
7.8

รูปลักษณ์ภายนอก

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องแรง ใช้งานทุกอย่างได้ลื่นไหล เล่นเกมก็ดี
  • กล้องวิดีโอดีมาก ทั้งถ่าย 4K HDR และกันสั่นได้ดีเยี่ยม
  • กล้องคู่ถ่ายภาพนิ่งได้ดี ถ่ายกลางคืนเยี่ยม สีสันเป็นธรรมชาติ
  • หน้าจอระดับ 4K HDR ซึ่งน่าจะเป็นมือถือรุ่นเดียวที่มีจอระดับนี้
  • เทคโนโลยีโซนี่มาเต็ม ทั้งระบบสั่นตามเสียง ระบบสแกนวัตถุ 3 มิติ

จุดสังเกต

  • ให้ความจุแค่ 64 GB ซึ่งน้อยไปสำหรับเรือธง Android ตอนนี้
  • หน้าจอดันให้สีอมฟ้ามากเกินไป ทำให้ภาพไม่น่ามอง
  • กล้องช้า กดแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะได้รูป ถ่าย RAW ไม่ได้
  • ดีไซน์หลังเต่าที่ใช้กับอุปกรณ์เสริมทั่วไปไม่ได้ ปุ่มควบคุมกระจายรอบขอบเครื่อง ทำให้มือไปได้ปุ่มต่างๆ ได้ง่าย และเครื่องหนัก
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

ที่ผ่านมา OnePlus ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่มีภาพลักษณ์ชัดเจนว่าเป็น “นักฆ่าเรือธง” มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ด้วยความที่อัดสเปกสูงสุดในแต่ละยุคในราคาที่ไม่แพง ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร แต่ช่วงหลังเมื่อสมาร์ตโฟนจีนค่ายอื่นๆ สามารถทำราคาลงมาแข่งได้มากขึ้น จุดเด่นข้อนี้ของ OnePlus ก็ดูจะลดลงไปครับ แต่ OnePlus ก็ยังเป็นสมาร์ตโฟนที่นักรีวิวหรือผู้ใช้สมาร์ตโฟนตัวกลั่นแนะนำอยู่ดีในปัจจุบัน เพราะความเนี๊ยบในการพัฒนาสมาร์ตโฟนของค่ายนี้ จนเราเรียกได้ว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ออกแบบได้สมดุลย์สำหรับการใช้งานทั่วไปเลยทีเดียว และนี่คือ OnePlus 6T McLaren Edition ตัวท็อปของท็อปของ OnePlus ในช่วงต้นปีนี้ครับ

ความแตกต่างระหว่าง OnePlus 6T McLaren Edition และ OnePlus 6T

ซ้าย OnePlus 6T รุ่นธรรมดาสี Thunder Purple แล้วขวาคือ McLaren Edition

  • หน่วยความจำในเครื่องที่รุ่น McLaren จัดเต็มมาที่ 258 GB ส่วนรุ่นปกติจะมีให้เลือก 128 กับ 256 GB
  • RAM ที่มีให้ 10 GB ส่วนรุ่นธรรมดามีให้เลือก 6 กับ 8 GB
  • OnePlus 6T McLaren Edition มาพร้อมหัว Warp Charge 30 Watt เทียบกับรุ่นปกติที่ได้หัว Fast Charge 20 Watt
  • งานดีไซน์ตัวเครื่องและกล่องที่ OnePlus 6T McLaren Edition อลังการกว่าเยอะมาก
  • ราคา OnePlus 6T McLaren Edition อยู่ที่ 25,999 บาท ส่วนรุ่นธรรมดาขายเริ่มต้นที่ 18,999 บาท สำหรับรุ่นแรม 6 GB หน่วยความจำ 128 GB

ความอลังการของกล่อง OnePlus 6T McLaren Edition

แพ็กเกจของ OnePlus 6T McLaren Edition นั้นถือเป็นสุดยอดแพ็กเกจของมือถือตั้งแต่เราเคยแกะกันมาเลยนะครับ รายละเอียดในกล่องนั้นอลังการมากคือนอกจากจะมีตัวเครื่อง OnePlus 6T รุ่นพิเศษแล้วในกล่องยังประกอบด้วย

  • เคสเคฟล่าร์ของ OnePlus 6T
  • หนังสือประวัติของ McLaren ที่สามารถใช้แอป McLaren AR ในเครื่องส่องเพื่อดูวิดีโอประกอบได้ (ตัวแอปอยู่ในหมวด Toolbox ของเครื่อง)
  • ป้าย McLaren Speed Mark ที่ใช้ชิ้นส่วนจากรถยนต์จริงๆ ของ McLaren มาใส่กรอบสวยงาม ตั้งโชว์ได้อย่างเท่
  • หัว Warp Charge 30 Watt พร้อมสายชาร์จสีส้ม ต่างจากรุ่นธรรมที่เป็นสายสีแดง
  • หัวแปลง USB-C to 3.5 mm แต่ไม่มีหูฟังแถมมาด้วย

เอาแอป McLaren AR ส่องไปที่หน้าสือที่มาในชุด ก็จะเห็นวิดีโอแสดงในหน้าหนังสือ

ชิ้นส่วนจริงๆ จากรถ McLaren มาใส่กรอบโชว์อย่างเท่

ถ้าใครรักแบรนด์ McLaren ต้องรักแพ็กเกจนี้มากๆ ครับ ใส่ใจในรายละเอียดสุดๆ ไปเลย

OnePlus 6T ออกแบบร่วมกับ McLaren สวยงามน้ำตาไหล

  • ดีไซน์ฝาหลังได้สวยมาก ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่จับมือกับแบรนด์รถแข่งแล้วออกแบบสวยงามที่สุดรุ่นหนึ่งเลย
  • สแกนนิ้วบนหน้าจอทำงานรวดเร็วดีมาก
  • แถมเคสเคฟล่าร์อย่างดีมาให้ แต่ใส่แล้วรู้สึกว่าเครื่องหนาไปหน่อย

แน่นอนว่ามีโลโก้ของ McLaren มาประดับขนาดนี้แล้ว ดีไซน์ของตัว OnePlus 6T McLaren Edition ก็ต้องร่วมออกแบบโดยแบรนด์รถแข่งชั้นนำของอังกฤษ แม้ว่าดีไซน์พื้นฐานของตัวเครื่อง ทั้งขนาดจอและความหนา-ลึกต่างๆ จะไม่แตกต่างจาก OnePlus 6T รุ่นปกติ แต่ดีไซน์ของฝาหลังนั้นต้องบอกว่าสวยกว่ารุ่นปกติมากครับ ด้วยฝาหลังสีดำพร้อมขอบเครื่องเรืองแสงเป็นสีส้มมะละกอ สีประจำตัวของ McLaren ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของฝาหลังดีๆ จะเห็นลายเคฟล่าร์ถักทอซ่อนอยู่ในฝาหลัง พร้อมกับโลโก้ของ McLaren ที่เห็นเด่นชัดตีคู่มากับโลโก้ของ OnePlus เอง ซึ่งฝาหลังนี้เรายกให้เป็นฝาหลังที่สวยที่สุดตัวหนึ่งในมือถือปัจจุบันเลย

แต่ตัวเครื่องนั้นค่อนข้างลื่นนะครับ ฝาหลังเป็นกระจกลื่น ขอบข้างก็ลื่นเวลาที่เอาไปหนีบกับที่นำทางในรถก็มีการลื่นบ้าง ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่เคสที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่งเคสของ OnePlus 6T McLaren Edition ก็ไม่ใช่เคสยางใสหรือเคสซิลิโคนไก่กา แต่เป็นเคสดีไซน์เคฟล่าร์อย่างเทพ ซึ่งเราก็เคยเห็นเคสหน้าตาประมาณนี้ขายแยกกันเป็นพัน แต่ OnePlus 6T แถมมาให้เลยในกล่อง หลังจากใส่เคสนั้นสัมผัสก็เทพมาก รู้สึกว่าเป็นวัสดุอย่างดี เครื่องก็ไม่ลื่นแล้ว เสียดายที่ไม่เห็นขอบเครื่องสีส้มมะละกอแล้ว และเมื่อใส่เคสก็ทำให้รู้สึกว่าเครื่องหนาไปหน่อยครับ

ส่วนด้านหน้าเครื่องนั้นเป็นหน้าจอ Optic AMOLED ขนาด 6.41 นิ้วความละเอียด Full HD+ 2340 x 1080 pixel ก็ให้สีสันได้สว่างสดใส สีดำลงลึกตามสไตล์ของจอ AMOLED แถมใช้กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งมีความทนทานมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังติดตั้งฟิล์มกันรอยมาให้อยู่ดี เพื่อความสบายใจของคนใช้

จุดเด่นของหน้าจอ OnePlus 6T คือติ่งด้านบนที่ติดตั้งกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลพร้อมลำโพงแนบหูครับ ซึ่งก็ทำให้กินพื้นที่หน้าจอไม่เยอะเมื่อเทียบกับบากแบบก่อนๆ และไฮไลท์เลยคือเซนเซอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอ (In-Display Fingerprint) ที่ทำงานได้เร็วที่สุดตั้งแต่เราเคยเทสเซนเซอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอมาแล้ว ซึ่งทำงานได้เร็วใกล้เคียงกับเซนเซอร์สแกนนิ้วแบบแยกแล้วครับ

พอร์ตและการควบคุมรอบเครื่อง OnePlus 6T

  • จุดเด่นที่ดีงามเสมอคือมีสวิทซ์ปรับโหมดปกติ, สั่น, เงียบอยู่ข้างเครื่อง
  • ชาร์จรวดเร็วทันใจด้วย Warp Charge 30
  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 mm และไม่มีหูฟังแถมมาให้

จุดเด่นของ OnePlus ที่มีมาหลายรุ่นและอยากให้ Android รุ่นอื่นๆ ทำตามมากคือสวิทซ์เลื่อนเข้าโหมดสั่นและโหมดเงียบสนิทที่อยู่ข้างเครื่องนั้นเองครับ (แบบเดียวกับที่ iPhone มีทุกรุ่นนั้นแหละ แต่ของ OnePlus จะเลื่อนได้ 3 ระดับคือมีโหมด Silent ที่เงียบและไม่สั่นมาให้ด้วย) ซึ่งสวิทซ์นี้มีประโยชน์มากกว่าปุ่มเรื่องผู้ช่วยอัจฉริยะที่หลายแบรนด์ขยันใส่กันมาแน่นอน ไม่ต้องคอยเปิดจอก็ปิดเสียงในเครื่องได้ ดีจะตาย

ส่วนพอร์ตรอบๆ เครื่องบอกเลยว่ามีไม่ครบ 555 เพราะมีแค่ช่อง USB-C สำหรับชาร์จเท่านั้น ไม่มีช่องเสียบหูฟัง มีหัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ให้ในกล่อง แต่ไม่มีหูฟังมาให้นะครับ ต้องซื้อแยกเอา ส่วนถาดใส่ซิมก็ใส่ได้แค่ 2 ซิม ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้ แต่เครื่องก็ให้ความจุมาให้ตั้ง 256 GB แล้วก็น่าจะใช้ได้เหลือๆ และที่รู้สึกขัดใจมากหน่อยคือ OnePlus 6T เป็นสมาร์ตโฟนตัวท็อปแล้ว แต่ดันมีลำโพงที่ท้ายเครื่องแค่ตัวเดียว แม้คุณภาพเสียงจะโอเค ให้เสียงได้ดังดี แต่มันไม่ใช่ลำโพงสเตอริโออ่ะ ส่วนการเชื่อมต่อหูฟังไร้สายก็ทำได้ดี รองรับโค้ดเสียง Bluetooth ตัวท็อปๆ อย่าง aptX HD หรือ LDAC เรียบร้อยครับ ถ้าใช้กับหูฟังที่รองรับก็เสียงดีแน่นอน

การชาร์จไฟและแบตเตอรี่ของ OnePlus 6T

ส่วนเรื่องการชาร์จนั้นก็ไว้ใจได้ด้วยเทคโนโลยีชาร์จระดับสูงสุดคือ OnePlus คือ Warp Charge 30 Watt ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 6A นั้นเองซึ่งเราวัดกระแสไฟที่จ่ายได้จริงด้วยเครื่องวัดไฟ USB-C ครับ ซึ่งก็น่าแปลกใจนิดหน่อยว่าช่วงแรกที่ชาร์จ ประมาณ 2-3 นาทีแรกจะสามารถจ่ายไฟได้ 5V 5.5A ซึ่งใกล้เคียงกับสเปกของ Warp Charge แต่หลังจากนั้นจะชาร์จแค่ 5V 3A หรือ 15 Watt ครับ ก็น่าแปลกใจเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตาม การชาร์จจาก 0-100% ของ OnePlus 6T McLaren Edition ถือว่าเร็วน่าประทับใจครับ

  • 10 นาทีแรกชาร์จได้ 15%
  • 20 นาที ชาร์จได้ 32%
  • 1 ชั่วโมง ชาร์จได้ 90%
  • 1 ชั่วโมง 20 นาที ชาร์จเต็ม

ซึ่งประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ความจุ 3700 mAh นั้นคือสามารถใช้งานได้ตลอดวันโดยไม่ต้องชาร์จตามแบบของ Android ยุคใหม่ทั่วไป แต่จบวันแล้วแบตเตอรี่เหลือไม่มากนะครับ ซึ่งก็ไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในวันที่ 2 แน่ สรุปก็แบตอึดระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อึดมากๆ เมื่อเทียบกับ Android หลายตัวในท้องตลาดปัจจุบัน

ประสิทธิภาพของ OnePlus 6T ไม่ต้องพูดเยอะ มันแรง

เรื่องประสิทธิภาพของ OnePlus 6T McLaren Edition นั้นไม่ต้องพูดถึงมากนะครับ ด้วย Snapdragon 845 ชิปตัวท็อปพร้อม RAM 10 GB และหน่วยความจำ 256 GB เล่นเกมทุกเกมได้ลื่นหมด ใช้งาน LINE, facebook ก็ลื่นไม่มีสะดุด แถมด้วยแรมที่มีมหาศาลทำให้ไม่ต้องโหลดหน้าเว็บ หรือเปิดแอปซ้ำกันบ่อยๆ เรียกว่าเป็นการใช้งานเครื่องที่ฟินมากที่สุดเครื่องหนึ่งเลยดีเดียว ทุกอย่างมันเร็ว มันลื่นไปหมด

ซึ่งคะแนนจาก Benchmark ต่างๆ ก็ออกมาตามนี้ครับ อาจจะไม่ได้เร็วที่สุดแต่ก็เร็วในระดับท็อปของโลกมือถือตอนนี้แล้วแหละ

คุณภาพกล้องก็ไม่เป็นรองใคร

  • กล้องหลังให้คุณภาพภาพถ่ายดีงามมาก ภาพสวยสมจริง สีสันอิ่มแน่น
  • กล้องหน้าก็ไม่น้อยให้ ให้คุณภาพภาพดีมาก สวยสมจริง ไม่หลอกตา
  • ถ่ายภาพกลางคืนในโหมด Nightscape ได้สวยงาม แต่ใช้เวลาประมวลผลนานไปหน่อย

ชื่อชั้นของแบรนด์ OnePlus กับเรื่องกล้องนั้นอาจจะไม่เด่นนัก แต่ OnePlus 6T ถือว่าทำกล้องมาดีมาก ใช้งานง่ายๆ แต่ให้สีสันที่อิ่มแน่น ดูดี จนเป็นสมาร์ตโฟนอีกรุ่นที่เราชอบคุณภาพภาพเลย

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ OnePlus 6T ถ่ายย้อนแสงแล้วยังเก็บแสงได้ดีอีก

ภาพจากโหมดถ่ายกลางคืน

การถ่ายทอดสีระดับเทพของ OnePlus 6T

สเปกของกล้องหลัง OnePlus 6T นั้นแปลกหน่อยนะครับ คือกล้องหลังประกอบด้วยกล้อง 2 ตัวที่สเปกใกล้เคียงกัน

  • กล้องหลังตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.7 เป็นเซนเซอร์ Sony IMX519 พร้อม OIS และ EIS
  • กล้องหลังตัวรองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/1.7 เป็นเซนเซอร์ Sony IMX 376K

ซึ่งโดยปกติแล้วกล้องหลัง 2 ตัวของสมาร์ตโฟนทั่วไปจะมีสเปกที่แตกต่างกันเพื่อให้ซูมได้แบบไม่เสียรายละเอียด หรือใช้กล้องรองความละเอียดน้อยเพื่อลดต้นทุน แต่ OnePlus 6T กลับใช้กล้องที่สเปกใกล้เคียงกัน อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเหตุผลในการออกแบบกล้องว่ายังไง อาจจะต้องการความเนียนในการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ได้ แต่คุณภาพภาพได้นั้นดีมากครับ

กล้องหลังถ่ายหลังเบลอ โหมด Portrait

นอกจากนี้ OnePlus 6T ยังมีโหมดที่จำเป็นถ่ายภาพมาครบอย่างโหมดถ่ายกลางคืนที่สามารถถือเครื่องเพื่อเปิดหน้ากล้องนานแล้วเก็บภาพอย่างสวยงามได้ด้วย แต่เสียอย่างเดียวที่ใช้เวลาประมวลผลนานไปหน่อย ส่วนโหมดโปรก็สามารถปรับ ISO ได้สูงสุด 3200 (แต่ถ้า Auto จะปรับได้สูงสุด 6400) ส่วนความเร็วชัตเตอร์ปรับได้ระหว่าง 1/8000 – 30 วินาที แถมยังสามารถถ่าย RAW ได้ด้วย โหมด Slow Motion สามารถถ่ายได้สูงสุด 240 fps สำหรับความละเอียด Full HD และ 480 fps สำหรับ HD โหมด Portrait ก็สามารถถ่ายภาพหลังเบลอได้ แถมปรับ Bokeh ได้ด้วยว่าจะเอาเป็นรูปกลมปกติ, หัวใจ หรือดาว

ตัวอย่างภาพจากกล้องของ OnePlus 6T

แต่เพราะไม่มีเลนส์ซูมจริงๆ ทำให้เวลาซูมภาพ 2 เท่า ก็ดูรู้ว่าเป็นซูมดิจิตอล

ส่วนกล้องวิดีโอนั้นก็สามารถถ่ายด้วยความละเอียดสูงสุด 4K ซึ่งผลที่ได้ก็ออกมาดีเลย กล้องสามารถจัดการกับความสั่นไหวระหว่างถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลย

VID_20190202_190719

และกล้องหน้าก็น่าประทับใจครับ คือถ้าปิดเอฟเฟกหน้าสวยทั้งหมด จะได้ใบหน้าที่สมจริงและยังดูดี ให้โทนสีผิวที่ดีเยี่ยมอยู่ ส่วนถ้าเปิดเอฟเฟกหน้าสวยขึ้นมาก็จะได้หน้าที่เนียนๆ ขึ้นมาหน่อย แต่เราชอบแบบปิดเอฟเฟกมากกว่านะ

สรุปประสบการณ์การใช้ OnePlus 6T McLaren Edition ในชีวิตประจำวัน

  • ที่น่าชื่นชมคือคือ OxygenOS ของ OnePlus นั้นดีไซน์แบบใส่ใจในรายละเอียดมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ Font ในระบบที่มีตัวหนา-ตัวบาง อย่างมีดีไซน์ไปตลอด การใช้ธีมสีที่เข้ากับธีมของ McLaren ซึ่งโดยรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือกัน
  • แต่ OxygenOS กลับไม่ใช่ OS ที่มีความสามารถครบถ้วนอย่างที่เราหวังไว้ตั้งแต่แรก เช่นไม่สามารถบันทึกเสียงสนทนาได้, ไม่รองรับ VoLTE, VoWifi (ในตอนที่เรารีวิว), ไม่รองรับ Wifi Bridge ที่ใช้กระจายสัญญาณ Wifi ต่อจากที่รับได้ ซึ่งก็น่าเสียดายตรงนี้
  • ส่วนการใช้นำทางด้วย GPS ก็ทำได้ดีในระดับมาตรฐานครับ แต่ถ้าขับรถเข้าอุโมงค์สักพัก หรือวิ่งใต้ทางด่วนที่ปิดมากๆ ก็มีการหยุดนำทางเพราะสัญญาณ GPS ขาดหายไปบ้าง
  • Wifi รองรับระบบ 2×2 MIMO ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยความเร็วเกือบ Gbps บนระบบ Wifi ที่รองรับ
  • ทดสอบการเล่นภาพยนตร์ใน Netflix รองรับความละเอียดภาพที่ 720p เหมือนแอนดรอยส่วนใหญ่

สรุป OnePlus 6T (ทั้งรุ่นธรรมดาและ McLaren Edition) เป็นสมาร์ตโฟนที่โอเคมากๆ คือในราคาไม่ถึง 2 หมื่นสำหรับรุ่นธรรมดา และไม่ถึง 26,000 บาทสำหรับรุ่น McLaren (ถ้ายังหาได้นะ ข่าวว่าขาดตลาดไปแล้ว) แต่ได้เครื่องแรง กล้องดี ระบบสมดุลย์

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวหน้าจอ Punch Display ของ Huawei nova 4 ใช้จริงแล้วคล่องไหม!

Published

on

Sony Xperia XZ2 Premium

฿27,990
7.8

รูปลักษณ์ภายนอก

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องแรง ใช้งานทุกอย่างได้ลื่นไหล เล่นเกมก็ดี
  • กล้องวิดีโอดีมาก ทั้งถ่าย 4K HDR และกันสั่นได้ดีเยี่ยม
  • กล้องคู่ถ่ายภาพนิ่งได้ดี ถ่ายกลางคืนเยี่ยม สีสันเป็นธรรมชาติ
  • หน้าจอระดับ 4K HDR ซึ่งน่าจะเป็นมือถือรุ่นเดียวที่มีจอระดับนี้
  • เทคโนโลยีโซนี่มาเต็ม ทั้งระบบสั่นตามเสียง ระบบสแกนวัตถุ 3 มิติ

จุดสังเกต

  • ให้ความจุแค่ 64 GB ซึ่งน้อยไปสำหรับเรือธง Android ตอนนี้
  • หน้าจอดันให้สีอมฟ้ามากเกินไป ทำให้ภาพไม่น่ามอง
  • กล้องช้า กดแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะได้รูป ถ่าย RAW ไม่ได้
  • ดีไซน์หลังเต่าที่ใช้กับอุปกรณ์เสริมทั่วไปไม่ได้ ปุ่มควบคุมกระจายรอบขอบเครื่อง ทำให้มือไปได้ปุ่มต่างๆ ได้ง่าย และเครื่องหนัก
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

Huawei nova 4 ถือเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องแรกที่ขายจริงในไทยที่ใช้ดีไซน์แบบ Punch Display หรือหน้าจอเจาะช่องเป็นรูสำหรับกล้องแทน แทนที่ดีไซน์จอบากของปีที่แล้วนะครับ ซึ่งหลังจากเราได้ใช้ Huawei nova 4 ในชีวิตประจำวันมาพักหนึ่ง เราจะขอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับจอรูตัวนี้ให้ฟังกัน

ว่าด้วยเรื่องเทคนิคของ Punch Display กันก่อน

หน้าจอ IPS LCD ของ Huawei nova 4 นั้นมีขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดเป็น Full HD+ คือ 2310 x 1080 pixel ให้สัดส่วนพื้นที่การแสดงผลต่อพื้นที่ด้านหน้าสูงถึง 86.3% ซึ่งเทคนิคการทำหน้าจอให้ได้พื้นที่แสดงภาพเยอะขนาดนี้คือการออกแบบที่เรียกว่า Blind-hole ที่จะออกแบบกล้องให้อยู่ในแผงวงจรควบคุมของเครื่องแล้วจะใช้กระจกทับลงมาเลย แทนที่จะใช้การเจาะรูที่หน้าจอโทรศัพท์แล้วค่อยใส่กล้องลงไป ซึ่งการออกแบบแบบ Blind-hole จะทำให้ขนาดของรูกล้องเล็กกว่าการออกแบบปกติ โดย nova 4 มีขนาดเลนส์เพียง 3.05 มม. ซึ่งเล็กกว่าหน้าจอแบบรูที่มีในท้องตลาด 20% และการออกแบบแบบนี้ยังลดช่องว่างจากการผลิตที่จะให้อากาศ ฝุ่นฝงเข้าไปในเครื่องด้วย

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างในการขยายขอบบนของหน้าจอให้แสดงผลจนสุดเครื่องได้ ตั้งแต่ช่องลำโพงสนทนาขนาดเล็ก 0.85 มิลลิเมตรที่วางตัวบางเฉียบอยู่ด้านบนสุดของ nova 4 พร้อมซ่อนไฟ LED แสดงสถานะในช่องลำโพงตัวนี้ นอกจากนี้ตัวเซนเซอร์วัดแสงสำหรับปรับแสงหน้าจอยังซ่อนอยู่ที่ขอบจอสุดบางนี้ (สังเกตจากตำแหน่งที่ฟิล์มกันรอยหน้าจอเว้าลงไป) และเทคโนโลยีที่แปลกที่สุดคือเซนเซอร์ตรวจจับการแนบหู (proximity sensor) ย้ายไปอยู่ขอบเครื่องด้านบน แล้วใช้การเอียงทำมุมสะท้อนเข้าหาตัวผู้ใช้เวลาเอามาแนบหูแทน ซึ่งความท้าทายในการการออกแบบทั้งหมดนี้คือเพื่อให้ขอบด้านบนของจอมีน้อยที่สุด ให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ภาพเต็มจอมากที่สุดครับ

proximity sensor ที่ซ่อนอยู่ขอบจอด้านบน แต่ก็ยังใช้งานได้ดี

แต่จุดสังเกตของการทำหน้าจอแบบ Full View ในสมาร์ตโฟนแทบทุกรุ่นคือขอบด้านล่างจะยังไม่สามารถขยายไปจนสุดขอบล่างได้ อาจเพราะข้อจำกัดของเทคโนโลยีหน้าจอที่ต้องเหลือพื้นที่ด้านล่างสำหรับการเชื่อมต่อของหน้าจอ หรือข้อจำกัดด้านการออกแบบเสาอากาศ ซึ่งก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถทำให้ขอบจอล่างไปจนสุดได้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

ว่าด้วยประสบการณ์การใช้ Punch Display

การใช้งานปกติ รูบนหน้าจอจะแสดงอยู่บน Status Bar ทำให้ใช้งานได้เนียน

เอาแหละครับ จบภาคเทคโนโลยีกันไปแล้ว คราวนี้มาเล่าความรู้สึกและประสบการณ์ในการใช้ Huawei nova 4 มือถือ Punch Display รุ่นแรกที่ขายในไทยกันบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่า Punch Display ให้ความรู้สึกในการใช้ที่ดีกว่าหน้าจอบากแบบเดิม คือแม้ว่าหลังๆ หน้าจอบากจะพัฒนามาจนเหลือเป็นแค่ทรงหยดน้ำเล็กจิ๋ว แต่มันก็ยังแอบรำคาญสายตาอยู่ดีเพราะมันอยู่ตรงกลางจอครับ ซึ่งหน้าจอเจาะรูนั้นย้ายกล้องไปอยู่ตรงมุมแทน ซึ่งหลายจังหวะในการใช้ก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีกล้องอยู่ตรงมุมจอ จึงได้ความรู้สึกว่าเป็นหน้าจอเต็มมากกว่า ซึ่งคุณภาพหน้าจอของ Huawei Nova 4 ก็จัดว่าดีเลย เป็นจอ IPS ที่ให้มุมมองภาพกว้าง สีสันสดใส ภาพละเอียดคมชัด ไม่ได้ด้อยไปกว่าจอ IPS ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนตัวท็อปเลย

จากการทดลองใช้ แอปส่วนใหญ่นั้นรองรับ Punch Display ได้สวยงามดีครับ ซึ่งเจ้ารูบนหน้าจอนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ใน Status Bar ด้านบนของเครื่อง ระบบก็มีการปรับให้ไอคอนและข้อความต่างๆ ใน Status Bar หลบหลุมบนหน้าจอได้อย่างดี แอปอย่าง facebook หรือ LINE ก็แสดงผลได้สวยงามเต็มตา แต่เมื่อใช้หน้าจอในแนวนอน พื้นที่ที่เป็นกล้องจะถูกถมดำไปทั้งหมด เหมือนเรียกใช้งานในโหมดซ่อนรูบนหน้าจอ

เวลาเล่นเกมบางเกมอย่าง Contra ก็จะเป็นอย่างนี้เช่นกันครับ พื้นที่บริเวณกล้องจะถูกถมดำไปทั้งแถบเพื่อป้องกันไม่ให้ปุ่มต่างๆ ไปแสดงอยู่ตรงนั้น แต่ก็มีเกมอย่าง Asphalt 9, ROV ที่สามารถแสดงผลได้เต็มจอจริงๆ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ผู้พัฒนาจะปรับแอปให้รองรับหน้าจอแบบนี้รึเปล่านะครับ แต่เกมที่แสดงผลเต็มหน้าจอคือดีย์งามมาก

Youtube สามารถแสดงวิดีโอจนเต็มจอได้ สวยงามมาก

ส่วน Netflix จะแสดงแบบถมดำที่ด้านบน

ส่วนการใช้งานกับแอปวิดีโอต่างๆ เท่าที่ทดสอบจะมีแค่ Youtube ที่สามารถขยายภาพไปจนเต็มจอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p ส่วน LINE TV นั้นสามารถขยายได้แบบถมดำที่บาร์ด้านบนที่ความละเอียดสูงสุด 1080p เช่นกัน และ Netflix ก็ขยายแบบถมดำเช่นกัน แต่แสดงความละเอียดสูงสุดที่ 540p (960 x 540 pixel) ครับ

Huawei nova 4 ผู้นำเทรนด์หน้าจอเจาะรู!

สำหรับใครที่สนใจ Huawei nova 4 ก็เปิดตัวมาด้วยราคาแค่ 16,990 บาท ซึ่งเป็นราคาของสมาร์ตโฟนระดับกลาง/บน แถมได้สเปกน่าสนใจคือใช้ชิป Kirin 970 พร้อม RAM 8 GB และหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 128 GB ซึ่งมาพร้อม EMUI 9.0 ที่เป็น Android 9.0 เรียบร้อย กล้องหลัง 3 เลนส์พร้อมเลนส์มุมกว้าง ตัวเครื่องพร้อมขายแบบจำกัดจำนวนในงาน Thailand Mobile Expo 2019 ระหว่างวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์นี้ และขายออนไลน์ Huawei Flagship store ผ่าน Lazada ในช่วงเดียวกัน ซึ่งหลังจากช่วงนี้แล้วก็ต้องรอสักพักกว่าจะมีกลับมาขายอีกครั้งทั่วประเทศครับ ใครอยากได้ให้รีบจัดนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 มือถือแบตยักษ์ เครื่องลื่น ราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท

Published

on

Sony Xperia XZ2 Premium

฿27,990
7.8

รูปลักษณ์ภายนอก

7.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องแรง ใช้งานทุกอย่างได้ลื่นไหล เล่นเกมก็ดี
  • กล้องวิดีโอดีมาก ทั้งถ่าย 4K HDR และกันสั่นได้ดีเยี่ยม
  • กล้องคู่ถ่ายภาพนิ่งได้ดี ถ่ายกลางคืนเยี่ยม สีสันเป็นธรรมชาติ
  • หน้าจอระดับ 4K HDR ซึ่งน่าจะเป็นมือถือรุ่นเดียวที่มีจอระดับนี้
  • เทคโนโลยีโซนี่มาเต็ม ทั้งระบบสั่นตามเสียง ระบบสแกนวัตถุ 3 มิติ

จุดสังเกต

  • ให้ความจุแค่ 64 GB ซึ่งน้อยไปสำหรับเรือธง Android ตอนนี้
  • หน้าจอดันให้สีอมฟ้ามากเกินไป ทำให้ภาพไม่น่ามอง
  • กล้องช้า กดแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะได้รูป ถ่าย RAW ไม่ได้
  • ดีไซน์หลังเต่าที่ใช้กับอุปกรณ์เสริมทั่วไปไม่ได้ ปุ่มควบคุมกระจายรอบขอบเครื่อง ทำให้มือไปได้ปุ่มต่างๆ ได้ง่าย และเครื่องหนัก
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึดมากๆ แต่ใช้งานทั่วไปได้ลื่น แถมราคาไม่แพงเลย สมาร์ตโฟนจาก Asus ในซีรี่ส์ Zenfone Max คือทางเลือกอันดับต้นๆ เลยครับ มือถือตระกูล Max นี่ให้แบตมาเยอะสม่ำเสมอมายาวนานหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ตัวท็อปในตระกูลอย่าง Zenfone Max Pro M2 ก็มาอยู่ในมือเราแล้ว ซึ่งตัวนี้มีราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาท แต่สิ่งที่ได้มาถือว่าเกินราคาไปพอสมควรเลย

ดีไซน์ของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ดีไซน์ใหม่ ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง ดูพรีเมี่ยมและเกาะมือดีมาก
  • หน้าจอใหญ่ สดใส ใช้กระจก Gorilla Glass 6 ทำให้ทน แต่ขอบล่างของหน้าจอหนาไปหน่อย
  • ลำโพงตัวเครื่องดังมากแม้มีลำโพงเดียว เสียงยังโอเคอยู่แม้จะเร่งจนสุด มีช่องต่อหูฟังด้วย แต่ยังไม่ได้ใช้ USB-C

การออกแบบของ Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นแตกต่างจาก Zenfone Max ในรุ่นเดิมๆ นะครับคือเปลี่ยนมาใช้ฝาหลังแก้วโค้ง ก็ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมขึ้นกว่าฝาหลังพลาสติกแบบเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนมือถือราคาหมื่นกว่าเลยแหละ ซึ่งความโค้งของฝาหลังก็ทำให้จับถือเครื่องได้ถนัด เพราะตัวเครื่องนั้นถือว่าค่อนข้างใหญ่ด้วยจอภาพขนาด 6.3 นิ้ว ทำให้ฝาหลังต้องออกแบบให้เกาะมือแบบนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก แต่ก็เช็คออกได้ง่ายๆ นะ และด้านหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้เร็วมาก และกล้อง 2 ตัวพร้อมแฟลชครับ ซึ่งตัวฝาหลังนี้จะมีให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน Midnight Blue ที่เรารีวิว และสีเงิน Metro Silver ครับ

Asus Zenfone Max Pro M2 มีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080) สัดส่วนภาพ 19:9 ซึ่งสเปคเคลมว่าให้ขอบเขตสี 94% ของ NTSC พร้อมความสว่าง 450 nit และ Contrast Ratio 1500:1 ซึ่งก็ให้ภาพที่สวยสว่างสดใสดีครับ ซึ่งจอก็มีรอยบากขนาดกลางๆ ตามสมัยนิยม ซึ่งรอยบากนี้ไม่ได้เป็นที่อยู่ของกล้องหน้าอย่างเดียว แต่มีไฟแฟลชหน้าให้ด้วยนะครับ ซึ่งมักไม่ค่อยมีในสมาร์ตโฟนทั่วไป แต่ก็ต้องติดีไซน์หน้าจอนิดหนึ่งว่าขอบล่างของจอเหลือเยอะมาก ตอนใช้แรกๆ อาจจะรู้สึกเกะกะตาไปบ้าง

เครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้นไม่ได้ฟิล์มที่กระจกหน้าจอมาด้วยนะครับ เราเลยไม่รู้ว่าเครื่องจริงจะมีฟิล์มติดมาไหม แต่กระจกหน้าจอก็ใช้เป็น Gorilla Glass 6 แล้ว ซึ่งก็เท่าที่เราใช้งานมาหลายสัปดาห์ก็ไม่มีรอยเกิดขึ้นที่กระจกหน้าเลยครับ ถือว่าทนใช้ได้เลย ส่วนกระจกด้านหลัง หลังจากใช้งานมาสักระยะหนึ่งก็มีรอยขนแมวเกิดขึ้น ถ้าใครซีเรียสเรื่องนี้ก็แนะนำให้ใส่เคสนะครับ

พอร์ตด้านล่างและลำโพง

ส่วนเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อนั้นใช้เป็น MicroUSB ครับ ก็ตามสไตล์สมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่ยังไม่ได้อัปเกรดเป็น USB-C และยังมีช่องหูฟังมาให้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีเทคโนโลยีด้านเสียงพิเศษอย่าง Dolby Atmos หรือ Dirac แต่ก็ให้เสียงได้สมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนลำโพง 1 ตัวของเครื่อง อันนี้ต้องชมเลยว่าให้เสียงดีมาก ดังกว่ามือถือทั่วไปไม่พอ เมื่อเร่งความดังไปจนสุด เสียงที่ได้ก็ยังโอเคอยู่ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอก็เถอะ

ประสิทธิภาพแบต 5,000 mAh น่าประทับใจมาก

  • แบตอึดสมคำว่าแบต 5,000 mAh ใช้งานทั่วไปแบบ 2 วันก็ยังไหว
  • ไม่ได้ชาร์จช้านัก แต่ก็ไม่มี Fast Charge มาให้ หัวชาร์จที่แถมเป็นแบบ 5V 2A

อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ให้มาในกล่องเป็นแบบ 5V 2A

จุดเด่นของ Asus Zenfone Max Pro M2 คือให้แบตเตอรี่มาถึง 5,000 mAh ซึ่งจุมากอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ตโฟนตอนนี้ แต่ยังให้ขนาดตัวเครื่องที่เล็กพกพาสะดวกอยู่ดี ซึ่งแบตที่จุระดับนี้ก็ใช้งานทั่วไปได้ระดับ 2 วันแบบไม่ต้องชาร์จเครื่องได้เลยนะครับ ส่วนใครที่เล่นเกมหนักๆ ก็น่าจะเอาอยู่จนจบครบวันนะครับ มันเกิดมาเพื่อเกมเมอร์จริงๆ อึดมาก และเมื่อเทสด้วย GeekBench 4.3 ก็ได้คะแนนแบตเตอรี่ 6577 ซึ่งใช้เวลาทดสอบ 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดไป 25% ครับ

ส่วนการชาร์จแบตนั้น Zenfone Max Pro M2 นั้นมาพร้อมหัวชาร์จ 5V 2A หรือหัวชาร์จ 10W ธรรมดานะครับ ไม่ได้มีเทคโนโลยี Fast Charge อะไร ก็น่าเสียดายตรงนี้ เพราะเครื่องแบตจุมาก อย่างน้อยน่าจะให้ระบบ Quick Change 18 W มา โดยเมื่อทดสอบชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Asus เอง ได้ผลดังนี้

  • ชาร์จ 11 นาที ได้ 7%
  • ชาร์จ 1 ชั่วโมง 25 นาทีได้ 50%
  • ชาร์จ 3 ชั่วโมง 20 นาทีจาก 0-100 ถึงเต็ม
  • หัวชาร์จของ Asus จะชาร์จที่กำลังไฟจริงประมาณ 5v 1.6a แต่ถ้าใช้หัวชาร์จ 10W แบรนด์อื่นๆ มาชาร์จ Zenfone Max Pro M2 ก็ชาร์จได้กำลังไฟแค่ 5W

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 เล่นเกมทั่วไปได้ลื่นๆ

  • Snapdragon 660 คือใช้งานทั่วไปได้ลื่นๆ แล้ว
  • ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 คือเล่นเกมทั่วไปในตลาดได้ลื่น แต่กราฟิกอาจจะยังสู้ตัวท็อปในซีรี่ส์ 8 ไม่ได้
  • ทดสอบเล่นวิดีโอ Netflix ได้ความละเอียด 720p

เอาจริงๆ ประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนระดับเกือบหมื่นในยุคนี้มันใช้งานทั่วไปเกินพออยู่แล้วครับ พวก facebook, LINE, ดู Instagram หรือท่องเว็บได้ลื่นหมดอยู่แล้ว ซึ่ง Asus Zenfone Max Pro M2 ก็มีสเปคที่เหลือกินเหลือใช้ในเรื่องนี้คือ

  • Qualcomm Snapdragon 660 AIE
  • RAM 6 GB (ตัวท็อป ถ้ารุ่นปกติจะมีแรม 4 GB)
  • หน่วยความจำ 64 GB แบบ eMMC

ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพจากแอปเทสต่างๆ ก็ออกมาดังนี้ครับ

  • Antutu 7.1.4 ให้คะแนนไปราว 127,000
  • GeekBench 4.3 ให้คะแนน Multi-Core ที่ 5500 เร็วพอๆ กับ Kirin 960 ตัวท็อป 2 ปีก่อน และ Exynos 8890 ใน Galaxy S7
  • 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ให้คะแนนราว 1200 คะแนนสำหรับ OpenGL
  • และคะแนนความเร็วในการอ่านจาก AndroBench อยู่ที่ 290 MB/s สำหรับการอ่านต่อเนื่อง

และเราได้เอาไปทดสอบเล่นเกมอย่าง Contra ภาคล่าสุด และ Asphalt 9 ก็เล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดครับ ซึ่งเกมอย่าง Asphalt 9 ก็จะมีการปรับกราฟิกให้เหมาะความสามารถของเครื่องอยู่แล้ว ทำให้เล่นไหลลื่นได้เสมอ แต่ถ้าเทียบกราฟิกระดับ High ด้วยกัน เครื่องที่ใช้ชิปตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 ก็ให้ภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าที่ Snapdragon 660 จะทำได้ครับ

ส่วนการทดสอบการเล่นวิดีโอด้วย Netflix แม้ว่าจะรองรับมาตรฐาน Widevine L1 แต่ได้ความละเอียดวิดีโอสูงสุดที่ 1280 x 720 pixel เหมือนสมาร์ตโฟน Android หลายๆ รุ่นครับ

ประสิทธิภาพกล้องของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • คุณภาพถือว่าโอเคเมื่อเทียบกับราคา
  • ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K
  • แต่ช่วงที่เราทดสอบ แอปกล้องยังไม่เสถียร มีค้างบ่อย

สเปคของกล้อง Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นน่าสนใจสำหรับมือถือราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาทนะครับ คือกล้องหลังมีเซนเซอร์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อมเซนเซอร์รองสำหรับวัดระยะชัดลึกชัดตื้นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่น่าสังเกตคืออินเทอร์เฟซหน้า Setting ของกล้องค่อนข้างดิบเอามากๆ ที่เห็นครั้งแรกก็คิดว่านี่เป็นแอปกล้องรุ่นก่อนขายจริงรึเปล่า แต่หลังจากรอเฟิร์มแวร์อัปเดตแล้วอัปเดตเล่า (นี่แหละเหตุผลที่ทำให้รีวิวออกช้า 555) ก็สรุปได้ว่านี่แหละแอปกล้องที่ขายจริงแล้ว มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกพอสมควร

ภาพกลางคืนจาก Asus Zenfone Max Pro M2

  • โหมดหลักที่ใช้เลยคือ Auto ให้กล้องคิดให้หมด ซึ่งมี AI ในการแยกซีนและปรับภาพอัตโนมัติให้ได้
  • โหมด Pro สำหรับปรับ ISO, White Balance, ความเร็วชัตเตอร์ หรือโหมดการโฟกัส
  • โหมด Night สำหรับถ่ายรูปตอนกลางคืนให้มีสีสันดีขึ้น
  • โหมด HDR สำหรับถ่ายภาพที่มีแสงแตกต่างกันเยอะๆ ให้เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น
  • โหมด Sport สำหรับการใช้ชัตเตอร์ที่เร็วกว่าปกติ เพื่อหยุดภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

ซึ่งระหว่างที่เราเทสก็เจอปัญหาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแล้วกล้องค้างไปบ้าง ก็หวังว่าใน Firmware รุ่นถัดๆ ไปจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่หน้าตาหน้าอื่นๆ ของแอปกล้องก็ทำไอคอนต่างๆ ได้ใช้ง่ายดีครับ

คุณภาพภาพที่ได้จาก Zenfone Max Pro M2 นั้นก็ดีในระดับหนึ่งครับ คือในที่แสงเยอะก็ให้ภาพที่ดี การเบลอฉากหลังสำหรับการถ่าย Portrait ก็ทำได้เนียนตาในระดับหนึ่ง สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับมือถือระดับราคาใกล้ๆ ก็ยังให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดีครับ แต่ถ้าเทียบกับมือถือระดับราคาหลักหมื่นแล้ว ก็จะเห็นว่า Zenfone Max Pro M2 ยังเก็บรายละเอียดแสงได้ไม่ดีนัก ส่วนสว่างถูก Burn-out ออกไปได้ง่าย สีสันของภาพไม่สดใสเท่ากล้องตัวพี่ๆ ภาพยังไม่คมเท่า

ภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลัง

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Zenfone Max Pro M2

ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมโหมดหน้าสวยและหน้าชัดหลังเบลอที่แยกกัน ซึ่งถ้าเปิดโหมดหน้าสวย จะเห็นว่าหน้าเนียนและเข้มมาก แต่ก็สามารถปรับระดับการแต่งหน้าให้อ่อนลงได้ครับ ส่วนถ้าไม่เปิดโหมดหน้าสวย หลังเบลอ ก็ให้ภาพที่สมจริงเป็นธรรมชาติอยู่ และกล้องหน้านี้สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ Full HD 30 FPS ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K 30 fps ครับ ซึ่งก็ให้คุณภาพวิดีโอชัดเจนดี เพียงแต่ว่าโหมด 4K นี้จะไม่สามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหวได้นะครับ ต้องปรับมาใช้ความละเอียด Full HD ถึงจะสามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นได้ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบ stabilization ภาพวิดีโอจะถูกครอปขอบข้างออกไปนิดหนึ่งเพื่อเอาไปชดเชยการสั่นไหวครับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เนียนตาดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นอาการภาพสั่นจากการชดเชยการสั่นไหวบ้างครับ

ตัวอย่างวิดีโอ Full HD พร้อมกันสั่นจาก Zenfone Max Pro M2

VID_20190120_182211

สรุปประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ทดสอบการใช้งาน GPS ด้วยการนำทางรถยนต์ ทำงานได้ดี ตำแหน่งไม่หลุดเวลานำทาง
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังทำงานได้ดีมาก สแกนแม่นและติดไว และสามารถสแกนหน้าได้ด้วย
  • แถม Google Drive ให้ใช้ 100 GB อีก 1 ปีเป็นเรื่องที่ดี ประหยัดเงินค่าซื้อพื้นที่ไป 700 บาทต่อปี
  • ตัวระบบหลักอิงพื้นฐานมาจาก Pure Android 8.1 เบาเครื่อง หน้าตาเป็นมาตรฐาน รองรับการอัปเดตในอนาคตได้เยอะ
  • แต่การที่อิงจาก Pure Android มาก็ทำให้มีลูกเล่นน้อย เช่นไม่สามารถสลับตำแหน่งปุ่ม back, home, recent ด้านล่างได้ รวมถึงยังไม่มีการสั่งงานแบบ Gesture หรือฟังก์ชั่นอย่าง Wifi bridge ให้ใช้
  • ตัวเครื่องไม่รองรับ Wifi 5 GHz น่าเสียดายตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณนี้ที่มีไม่กี่รุ่นที่รองรับ Wifi 5 GHz

ถาดใส่ซิมสามารถใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD ที่เพิ่มได้สูงสุด 512 GB

Zenfone Max Pro M2 ราคาเปิดตัวที่ 6,990 บาทสำหรับรุ่นแรม 4 GB (ซื้อที่ Shopee ได้) และ 8,990 สำหรับรุ่นแรม 6 GB ทั้งคู่มีหน่วยความจำ 64 GB เท่ากัน ก็ถือว่าราคารุ่น 4 GB นั้นคุ้มค่ามาก (ส่วนตัว 6 GB อาจจะแพงไป เพราะไม่ได้เพิ่มหน่วยความจำมาให้ด้วย) ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึด ใช้งานได้เกินวัน เล่นเกมสบายๆ Zenfone Max Pro M2 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!