Connect with us

Mobile Review

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Honor 8X

8.2

รูปลักษณ์ ดีไซน์

8.0/10

วัสดุ/ ผิวสัมผัส

9.0/10

กล้อง

7.5/10

สเปค

7.5/10

ราคา / ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอกว้างและสว่างสู้แสงได้สบาย ๆ
  • สเปคแรงเมื่อเทียบกับราคาของเครื่อง
  • ดีไซน์สวยงาม

จุดสังเกต

  • ฟิล์มที่แถมมากับเครื่องเป็นรอยง่าย
  • ยังใช้ Micro USB อยู่
  • กระจกหลังเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

รีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 มือถือแบตยักษ์ เครื่องลื่น ราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท

Published

on

Honor 8X

8.2

รูปลักษณ์ ดีไซน์

8.0/10

วัสดุ/ ผิวสัมผัส

9.0/10

กล้อง

7.5/10

สเปค

7.5/10

ราคา / ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอกว้างและสว่างสู้แสงได้สบาย ๆ
  • สเปคแรงเมื่อเทียบกับราคาของเครื่อง
  • ดีไซน์สวยงาม

จุดสังเกต

  • ฟิล์มที่แถมมากับเครื่องเป็นรอยง่าย
  • ยังใช้ Micro USB อยู่
  • กระจกหลังเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก

สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึดมากๆ แต่ใช้งานทั่วไปได้ลื่น แถมราคาไม่แพงเลย สมาร์ตโฟนจาก Asus ในซีรี่ส์ Zenfone Max คือทางเลือกอันดับต้นๆ เลยครับ มือถือตระกูล Max นี่ให้แบตมาเยอะสม่ำเสมอมายาวนานหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ตัวท็อปในตระกูลอย่าง Zenfone Max Pro M2 ก็มาอยู่ในมือเราแล้ว ซึ่งตัวนี้มีราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาท แต่สิ่งที่ได้มาถือว่าเกินราคาไปพอสมควรเลย

ดีไซน์ของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ดีไซน์ใหม่ ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง ดูพรีเมี่ยมและเกาะมือดีมาก
  • หน้าจอใหญ่ สดใส ใช้กระจก Gorilla Glass 6 ทำให้ทน แต่ขอบล่างของหน้าจอหนาไปหน่อย
  • ลำโพงตัวเครื่องดังมากแม้มีลำโพงเดียว เสียงยังโอเคอยู่แม้จะเร่งจนสุด มีช่องต่อหูฟังด้วย แต่ยังไม่ได้ใช้ USB-C

การออกแบบของ Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นแตกต่างจาก Zenfone Max ในรุ่นเดิมๆ นะครับคือเปลี่ยนมาใช้ฝาหลังแก้วโค้ง ก็ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมขึ้นกว่าฝาหลังพลาสติกแบบเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนมือถือราคาหมื่นกว่าเลยแหละ ซึ่งความโค้งของฝาหลังก็ทำให้จับถือเครื่องได้ถนัด เพราะตัวเครื่องนั้นถือว่าค่อนข้างใหญ่ด้วยจอภาพขนาด 6.3 นิ้ว ทำให้ฝาหลังต้องออกแบบให้เกาะมือแบบนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก แต่ก็เช็คออกได้ง่ายๆ นะ และด้านหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้เร็วมาก และกล้อง 2 ตัวพร้อมแฟลชครับ ซึ่งตัวฝาหลังนี้จะมีให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน Midnight Blue ที่เรารีวิว และสีเงิน Metro Silver ครับ

Asus Zenfone Max Pro M2 มีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080) สัดส่วนภาพ 19:9 ซึ่งสเปคเคลมว่าให้ขอบเขตสี 94% ของ NTSC พร้อมความสว่าง 450 nit และ Contrast Ratio 1500:1 ซึ่งก็ให้ภาพที่สวยสว่างสดใสดีครับ ซึ่งจอก็มีรอยบากขนาดกลางๆ ตามสมัยนิยม ซึ่งรอยบากนี้ไม่ได้เป็นที่อยู่ของกล้องหน้าอย่างเดียว แต่มีไฟแฟลชหน้าให้ด้วยนะครับ ซึ่งมักไม่ค่อยมีในสมาร์ตโฟนทั่วไป แต่ก็ต้องติดีไซน์หน้าจอนิดหนึ่งว่าขอบล่างของจอเหลือเยอะมาก ตอนใช้แรกๆ อาจจะรู้สึกเกะกะตาไปบ้าง

เครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้นไม่ได้ฟิล์มที่กระจกหน้าจอมาด้วยนะครับ เราเลยไม่รู้ว่าเครื่องจริงจะมีฟิล์มติดมาไหม แต่กระจกหน้าจอก็ใช้เป็น Gorilla Glass 6 แล้ว ซึ่งก็เท่าที่เราใช้งานมาหลายสัปดาห์ก็ไม่มีรอยเกิดขึ้นที่กระจกหน้าเลยครับ ถือว่าทนใช้ได้เลย ส่วนกระจกด้านหลัง หลังจากใช้งานมาสักระยะหนึ่งก็มีรอยขนแมวเกิดขึ้น ถ้าใครซีเรียสเรื่องนี้ก็แนะนำให้ใส่เคสนะครับ

พอร์ตด้านล่างและลำโพง

ส่วนเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อนั้นใช้เป็น MicroUSB ครับ ก็ตามสไตล์สมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่ยังไม่ได้อัปเกรดเป็น USB-C และยังมีช่องหูฟังมาให้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีเทคโนโลยีด้านเสียงพิเศษอย่าง Dolby Atmos หรือ Dirac แต่ก็ให้เสียงได้สมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนลำโพง 1 ตัวของเครื่อง อันนี้ต้องชมเลยว่าให้เสียงดีมาก ดังกว่ามือถือทั่วไปไม่พอ เมื่อเร่งความดังไปจนสุด เสียงที่ได้ก็ยังโอเคอยู่ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอก็เถอะ

ประสิทธิภาพแบต 5,000 mAh น่าประทับใจมาก

  • แบตอึดสมคำว่าแบต 5,000 mAh ใช้งานทั่วไปแบบ 2 วันก็ยังไหว
  • ไม่ได้ชาร์จช้านัก แต่ก็ไม่มี Fast Charge มาให้ หัวชาร์จที่แถมเป็นแบบ 5V 2A

อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ให้มาในกล่องเป็นแบบ 5V 2A

จุดเด่นของ Asus Zenfone Max Pro M2 คือให้แบตเตอรี่มาถึง 5,000 mAh ซึ่งจุมากอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ตโฟนตอนนี้ แต่ยังให้ขนาดตัวเครื่องที่เล็กพกพาสะดวกอยู่ดี ซึ่งแบตที่จุระดับนี้ก็ใช้งานทั่วไปได้ระดับ 2 วันแบบไม่ต้องชาร์จเครื่องได้เลยนะครับ ส่วนใครที่เล่นเกมหนักๆ ก็น่าจะเอาอยู่จนจบครบวันนะครับ มันเกิดมาเพื่อเกมเมอร์จริงๆ อึดมาก และเมื่อเทสด้วย GeekBench 4.3 ก็ได้คะแนนแบตเตอรี่ 6577 ซึ่งใช้เวลาทดสอบ 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดไป 25% ครับ

ส่วนการชาร์จแบตนั้น Zenfone Max Pro M2 นั้นมาพร้อมหัวชาร์จ 5V 2A หรือหัวชาร์จ 10W ธรรมดานะครับ ไม่ได้มีเทคโนโลยี Fast Charge อะไร ก็น่าเสียดายตรงนี้ เพราะเครื่องแบตจุมาก อย่างน้อยน่าจะให้ระบบ Quick Change 18 W มา โดยเมื่อทดสอบชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Asus เอง ได้ผลดังนี้

  • ชาร์จ 11 นาที ได้ 7%
  • ชาร์จ 1 ชั่วโมง 25 นาทีได้ 50%
  • ชาร์จ 3 ชั่วโมง 20 นาทีจาก 0-100 ถึงเต็ม
  • หัวชาร์จของ Asus จะชาร์จที่กำลังไฟจริงประมาณ 5v 1.6a แต่ถ้าใช้หัวชาร์จ 10W แบรนด์อื่นๆ มาชาร์จ Zenfone Max Pro M2 ก็ชาร์จได้กำลังไฟแค่ 5W

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 เล่นเกมทั่วไปได้ลื่นๆ

  • Snapdragon 660 คือใช้งานทั่วไปได้ลื่นๆ แล้ว
  • ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 คือเล่นเกมทั่วไปในตลาดได้ลื่น แต่กราฟิกอาจจะยังสู้ตัวท็อปในซีรี่ส์ 8 ไม่ได้
  • ทดสอบเล่นวิดีโอ Netflix ได้ความละเอียด 720p

เอาจริงๆ ประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนระดับเกือบหมื่นในยุคนี้มันใช้งานทั่วไปเกินพออยู่แล้วครับ พวก facebook, LINE, ดู Instagram หรือท่องเว็บได้ลื่นหมดอยู่แล้ว ซึ่ง Asus Zenfone Max Pro M2 ก็มีสเปคที่เหลือกินเหลือใช้ในเรื่องนี้คือ

  • Qualcomm Snapdragon 660 AIE
  • RAM 6 GB (ตัวท็อป ถ้ารุ่นปกติจะมีแรม 4 GB)
  • หน่วยความจำ 64 GB แบบ eMMC

ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพจากแอปเทสต่างๆ ก็ออกมาดังนี้ครับ

  • Antutu 7.1.4 ให้คะแนนไปราว 127,000
  • GeekBench 4.3 ให้คะแนน Multi-Core ที่ 5500 เร็วพอๆ กับ Kirin 960 ตัวท็อป 2 ปีก่อน และ Exynos 8890 ใน Galaxy S7
  • 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ให้คะแนนราว 1200 คะแนนสำหรับ OpenGL
  • และคะแนนความเร็วในการอ่านจาก AndroBench อยู่ที่ 290 MB/s สำหรับการอ่านต่อเนื่อง

และเราได้เอาไปทดสอบเล่นเกมอย่าง Contra ภาคล่าสุด และ Asphalt 9 ก็เล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดครับ ซึ่งเกมอย่าง Asphalt 9 ก็จะมีการปรับกราฟิกให้เหมาะความสามารถของเครื่องอยู่แล้ว ทำให้เล่นไหลลื่นได้เสมอ แต่ถ้าเทียบกราฟิกระดับ High ด้วยกัน เครื่องที่ใช้ชิปตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 ก็ให้ภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าที่ Snapdragon 660 จะทำได้ครับ

ส่วนการทดสอบการเล่นวิดีโอด้วย Netflix แม้ว่าจะรองรับมาตรฐาน Widevine L1 แต่ได้ความละเอียดวิดีโอสูงสุดที่ 1280 x 720 pixel เหมือนสมาร์ตโฟน Android หลายๆ รุ่นครับ

ประสิทธิภาพกล้องของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • คุณภาพถือว่าโอเคเมื่อเทียบกับราคา
  • ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K
  • แต่ช่วงที่เราทดสอบ แอปกล้องยังไม่เสถียร มีค้างบ่อย

สเปคของกล้อง Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นน่าสนใจสำหรับมือถือราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาทนะครับ คือกล้องหลังมีเซนเซอร์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อมเซนเซอร์รองสำหรับวัดระยะชัดลึกชัดตื้นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่น่าสังเกตคืออินเทอร์เฟซหน้า Setting ของกล้องค่อนข้างดิบเอามากๆ ที่เห็นครั้งแรกก็คิดว่านี่เป็นแอปกล้องรุ่นก่อนขายจริงรึเปล่า แต่หลังจากรอเฟิร์มแวร์อัปเดตแล้วอัปเดตเล่า (นี่แหละเหตุผลที่ทำให้รีวิวออกช้า 555) ก็สรุปได้ว่านี่แหละแอปกล้องที่ขายจริงแล้ว มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกพอสมควร

ภาพกลางคืนจาก Asus Zenfone Max Pro M2

  • โหมดหลักที่ใช้เลยคือ Auto ให้กล้องคิดให้หมด ซึ่งมี AI ในการแยกซีนและปรับภาพอัตโนมัติให้ได้
  • โหมด Pro สำหรับปรับ ISO, White Balance, ความเร็วชัตเตอร์ หรือโหมดการโฟกัส
  • โหมด Night สำหรับถ่ายรูปตอนกลางคืนให้มีสีสันดีขึ้น
  • โหมด HDR สำหรับถ่ายภาพที่มีแสงแตกต่างกันเยอะๆ ให้เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น
  • โหมด Sport สำหรับการใช้ชัตเตอร์ที่เร็วกว่าปกติ เพื่อหยุดภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

ซึ่งระหว่างที่เราเทสก็เจอปัญหาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแล้วกล้องค้างไปบ้าง ก็หวังว่าใน Firmware รุ่นถัดๆ ไปจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่หน้าตาหน้าอื่นๆ ของแอปกล้องก็ทำไอคอนต่างๆ ได้ใช้ง่ายดีครับ

คุณภาพภาพที่ได้จาก Zenfone Max Pro M2 นั้นก็ดีในระดับหนึ่งครับ คือในที่แสงเยอะก็ให้ภาพที่ดี การเบลอฉากหลังสำหรับการถ่าย Portrait ก็ทำได้เนียนตาในระดับหนึ่ง สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับมือถือระดับราคาใกล้ๆ ก็ยังให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดีครับ แต่ถ้าเทียบกับมือถือระดับราคาหลักหมื่นแล้ว ก็จะเห็นว่า Zenfone Max Pro M2 ยังเก็บรายละเอียดแสงได้ไม่ดีนัก ส่วนสว่างถูก Burn-out ออกไปได้ง่าย สีสันของภาพไม่สดใสเท่ากล้องตัวพี่ๆ ภาพยังไม่คมเท่า

ภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลัง

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Zenfone Max Pro M2

ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมโหมดหน้าสวยและหน้าชัดหลังเบลอที่แยกกัน ซึ่งถ้าเปิดโหมดหน้าสวย จะเห็นว่าหน้าเนียนและเข้มมาก แต่ก็สามารถปรับระดับการแต่งหน้าให้อ่อนลงได้ครับ ส่วนถ้าไม่เปิดโหมดหน้าสวย หลังเบลอ ก็ให้ภาพที่สมจริงเป็นธรรมชาติอยู่ และกล้องหน้านี้สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ Full HD 30 FPS ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K 30 fps ครับ ซึ่งก็ให้คุณภาพวิดีโอชัดเจนดี เพียงแต่ว่าโหมด 4K นี้จะไม่สามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหวได้นะครับ ต้องปรับมาใช้ความละเอียด Full HD ถึงจะสามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นได้ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบ stabilization ภาพวิดีโอจะถูกครอปขอบข้างออกไปนิดหนึ่งเพื่อเอาไปชดเชยการสั่นไหวครับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เนียนตาดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นอาการภาพสั่นจากการชดเชยการสั่นไหวบ้างครับ

ตัวอย่างวิดีโอ Full HD พร้อมกันสั่นจาก Zenfone Max Pro M2

VID_20190120_182211

สรุปประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ทดสอบการใช้งาน GPS ด้วยการนำทางรถยนต์ ทำงานได้ดี ตำแหน่งไม่หลุดเวลานำทาง
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังทำงานได้ดีมาก สแกนแม่นและติดไว และสามารถสแกนหน้าได้ด้วย
  • แถม Google Drive ให้ใช้ 100 GB อีก 1 ปีเป็นเรื่องที่ดี ประหยัดเงินค่าซื้อพื้นที่ไป 700 บาทต่อปี
  • ตัวระบบหลักอิงพื้นฐานมาจาก Pure Android 8.1 เบาเครื่อง หน้าตาเป็นมาตรฐาน รองรับการอัปเดตในอนาคตได้เยอะ
  • แต่การที่อิงจาก Pure Android มาก็ทำให้มีลูกเล่นน้อย เช่นไม่สามารถสลับตำแหน่งปุ่ม back, home, recent ด้านล่างได้ รวมถึงยังไม่มีการสั่งงานแบบ Gesture หรือฟังก์ชั่นอย่าง Wifi bridge ให้ใช้
  • ตัวเครื่องไม่รองรับ Wifi 5 GHz น่าเสียดายตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณนี้ที่มีไม่กี่รุ่นที่รองรับ Wifi 5 GHz

ถาดใส่ซิมสามารถใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD ที่เพิ่มได้สูงสุด 512 GB

Zenfone Max Pro M2 ราคาเปิดตัวที่ 6,990 บาทสำหรับรุ่นแรม 4 GB (ซื้อที่ Shopee ได้) และ 8,990 สำหรับรุ่นแรม 6 GB ทั้งคู่มีหน่วยความจำ 64 GB เท่ากัน ก็ถือว่าราคารุ่น 4 GB นั้นคุ้มค่ามาก (ส่วนตัว 6 GB อาจจะแพงไป เพราะไม่ได้เพิ่มหน่วยความจำมาให้ด้วย) ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึด ใช้งานได้เกินวัน เล่นเกมสบายๆ Zenfone Max Pro M2 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิว Samsung Galaxy A9 สมาร์ทโฟน 4 กล้องรุ่นแรกของซัมซุง

Published

on

Honor 8X

8.2

รูปลักษณ์ ดีไซน์

8.0/10

วัสดุ/ ผิวสัมผัส

9.0/10

กล้อง

7.5/10

สเปค

7.5/10

ราคา / ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอกว้างและสว่างสู้แสงได้สบาย ๆ
  • สเปคแรงเมื่อเทียบกับราคาของเครื่อง
  • ดีไซน์สวยงาม

จุดสังเกต

  • ฟิล์มที่แถมมากับเครื่องเป็นรอยง่าย
  • ยังใช้ Micro USB อยู่
  • กระจกหลังเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก

ต้องยอมรับว่าหลังจากสมาร์ทโฟนจีนรุกตลาดอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ส่งผลกระทบกับเจ้าตลาดอย่างซัมซุงไม่น้อยที่ต้องเร่งปรับแนวคิดของผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อไม่ให้เสียพื้นที่ในตลาดสมาร์ทโฟนไป (มากกว่านี้) ซึ่ง Samsung Galaxy A9 (2018) ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ให้กลิ่นอายที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนซัมซุงรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ทั้งกล้องหลายตัวทำงานหลายหน้าที่ และสีสันของเครื่องที่เป็นแนวไล่เฉดสี ซึ่งวันนี้แบไต๋จะรีวิวเจาะลึกให้อ่านกันว่าสมาร์ทโฟนระดับรองท็อปของซัมซุงในตอนนี้มันเจ๋งยังไงบ้าง

ดีไซน์และหน้าจอของ Galaxy A9

สิ่งที่แปลกตาที่สุดของ Samsung Galaxy A9 คือดีไซน์ของกล้องด้านหลังเครื่องครับ ซึ่งวางเรียงกัน 4 กล้อง ซึ่งถ้ารวมแฟลชด้วยก็จะเห็นเป็น 5 ตุ่มอยู่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งการเรียงกล้องแบบนี้ใครจะว่าสวยหรือไม่สวย อันนี้ก็แล้วแต่ความเห็นส่วนตัวกันแล้วกันนะครับ เรื่องนี้แบไต๋จะไม่ยุ่ง!

Samsung Galaxy A9 นั้นมีให้เลือก 3 สีครับ ซึ่งสีที่เราได้มาคือสีน้ำเงิน Lemonade ซึ่งจะไล่จากสีฟ้าไปถึงสีน้ำเงิน ซึ่งก็เป็นสีสันที่สวยสะดุดตาดีครับ สะท้อนแสงได้สดใส เมื่อรวมกับฝาหลังที่เป็นกระจกแล้วยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่ แล้วอีก 2 สีที่ซัมซุงมีให้เลือกคือสีชมพู Bubble Gum ที่ไล่จากสีชมพูอ่อนไปหาชมพูเข้ม ซึ่งคุณผู้หญิงน่าจะชอบกัน และสีดำ Caviar ที่ก็แค่เป็นสีดำอ่ะครับ ไม่ได้ไล่เฉดอะไร

นอกจากนี้ฝาหลังยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือซึ่งก็ทำงานได้ดีในระดับหนึ่งครับ แต่ยังไม่เร็วเท่าสมาร์ทโฟนจากจีนหลายๆ รุ่น แต่ก็สามารถใช้การสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งสามารถใช้พร้อมกันได้ทั้งสแกนหน้าและนิ้วพร้อมกัน แต่เราหาวิธีสแกนหน้าแล้วไม่ปลดล็อกเครื่องทันทีไม่เจอนะครับ ที่เทสคือเมื่อเจอหน้าเวลาอยู่ใน Lock Screen จะปลดล็อกให้เลย ซึ่งหลายคนก็ไม่ชอบรูปแบบนี้เท่าไหร่

ส่วนด้านหน้านั้นเป็นที่อยู่ของจอภาพขนาด 6.3 นิ้วแบบ Super AMOLED ความละเอียด FullHD+ ซึ่งแน่นอนว่าสมาร์ทโฟนจากซัมซุงนั้นยังไม่มีติ่งหรือรอยบากให้กวนใจในตอนนี้ครับ (แต่อนาคตรุ่นมีรูบนจอมาแล้ว) ก็เป็นด้านหน้าเครื่องที่ดูสมดุลดีระหว่างขอบจอด้านล่างและด้านบน แต่ถ้าใครชินกับมือถือจอบากมาก็จะรู้สึกว่าขอบบนและขอบล่างนั้นหนาไปหน่อย ส่วนคุณภาพของหน้าจอนั้นดีงามอยู่แล้วในสไตล์ซัมซุง ซึ่งก็ให้สีสันได้สดใสเป็นธรรมชาติ ไม่สดจนเกินไป แถมยังมีโหมด AMOLED Cinema เพื่อช่วยให้การดูหนังได้อรรสรสมากขึ้นด้วยปรับจอให้มีสีโทนอุ่นหน่อยๆ

ที่ขอบด้านข้างเครื่องก็เป็นที่อยู่ของสารพัดสิ่งครับ ขอบซ้ายนั้นมีปุ่ม Bixby ที่หลายคนไม่ชอบอยู่ 555, ขอบขวาเป็นปุ่มเร่ง-ลดเสียงกับปุ่มล็อกจอ, ขอบบนเป็นถาดใส่ซิม และขอบล่างเป็นที่อยู่ของพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ช่องหูฟัง 3.5 mm ที่ให้เสียงดีใช้ได้เลยหลังจากเปิดใช้ Dolby Atmos ในเครื่อง และด้านล่างของเครื่องยังเป็นที่อยู่ของลำโพงครับ ซึ่ง Galaxy A9 นั้นมีลำโพงแค่ตัวเดียวนะครับ ไม่ได้เป็นลำโพงสเตอริโอ และเสียงที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของลำโพงจากสมาร์ทโฟน คือเสียงดังแต่เบสไม่มีครับ

ประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy A9 (2018)

สเปคของ Samsung Galaxy A9 นั้นเป็นแบบนี้ครับ

  • CPU: Snapdragon 660 พร้อม AI Engine 2 + 6 cores (2.0 GHz Kryo 360 Gold – Cortex-A75 derivative + 1.7 GHz Kryo 360 Silver – Cortex-A55 derivative)
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB

ซึ่งผลการทดสอบ Samsung Galaxy A9 นั้นได้คะแนนดังนี้

  • Geekbench 4 ได้คะแนน Multi-core ไปราว 5600 คะแนน
  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนในส่วน OpenGL ไป 1300 คะแนน
  • Antutu 7.1 ได้คะแนนไปราว 140,000 คะแนน

ซึ่งประสิทธิภาพระดับนี้ก็ดีพอที่จะเล่นเกมยอดนิยมในปัจจุบันอย่าง Contra: Return ได้ลื่นๆ แบบไม่มีกระตุกครับ หรือ PUBG ก็สามารถปรับคุณภาพภาพเป็น High และเล่นได้ลื่นๆ เช่นกัน ก็สมฐานะความเป็น Snapdragon ที่ชื่นชั้นการันตีว่าเล่นเกมลื่น ซึ่งเมื่อเล่นไปสักพักจะรู้สึกว่าเครื่องอุ่นๆ นอกจากนี้การที่เราเล่นเกมผ่าน Game Launcher ของซัมซุงก็ทำให้สามารถประสบการณ์การเล่นเกมได้ด้วย ทั้งการปิด Notification ระหว่างเล่นเกม หรือการปรับประสิทธิภาพเครื่องไปให้ถึงขีดสุดเพื่อให้เล่นเกมได้ลื่นก็ทำได้

ส่วนการใช้งานทั่วไปเล่น facebook เล่น LINE ก็ทำได้ลื่นไหลอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าในบางจังหวะก็แอบรู้สึกว่ามีความหน่วงอยู่บ้าง ซึ่งก็หวังว่าซัมซุงจะปรับตัว Samsung Experience 9.0 ที่เป็นซอฟต์แวร์ครอบ Android 8 ให้สามารถจัดการประสิทธิภาพเครื่องให้ได้ลื่นไหลกว่าเดิมอีกหน่อยนะครับ

เรื่องกล้อง การปรับปรุงครั้งสำคัญของ Galaxy A9

Samsung Galaxy A9 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซัมซุง (และน่าจะเป็นรุ่นแรกของโลกด้วยมั้ง) ที่มีกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบไปด้วย (ไล่จากกล้องบนลงล่างนะ)

  1. เลนส์มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4
  2. เลนส์ซูม 2 เท่า ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล f/2.4
  3. เลนส์หลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/1.7
  4. เลนส์วัดระยะ เอาไว้ทำหน้าชัดหลังเบลอความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.2

ก็เป็นเทรนด์ไปแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมเลนส์ซูมและเลนส์มุมกว้าง เพื่อถ่ายภาพให้ได้หลากหลายระยะ ผู้ใช้สามารถกดสลับเปลี่ยนระยะได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูป ซึ่งจากสเปคของตัวกล้อง ถ้าถ่ายภาพกลางคืนก็พยายามใช้เลนส์หลักให้ได้มากที่สุดดีกว่าครับ เพราะจะเก็บแสงได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับเลนส์มุมกว้างและเลนส์ซูม 2 เท่า แต่การสลับเลนส์นี้เราขอตินิดหนึ่งว่าการสลับเลนส์ทำได้ช้าไปหน่อย คือหลังจากกดแล้วต้องรออึดใจหนึ่งเพื่อดูเอฟเฟกภาพซูมเข้า-ออก ถ้า Firmware รุ่นต่อๆ จะพัฒนาให้การเปลี่ยนเลนส์ทำได้เร็วขึ้นกว่านี้จะดีมากเลย

ส่วนคุณภาพรูปถ่ายจาก Galaxy A9 นั้นจะเป็นอย่างไร สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เราไปดูภาพตัวอย่างจาก Galaxy A9 กันครับ

ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Samsung Galaxy A9

ภาพจากกล้องมุมกว้าง

เรื่องที่เราประทับใจเกี่ยวกับกล้องของ Samsung Galaxy A9 คือเลนส์มุมกว้างครับ ที่ทำให้การถ่ายรูปสนุกขึ้นอีกเยอะ จากกล้องทั่วไปที่มักมีปัญหาเวลาต้องถ่ายภาพในพื้นที่แคบๆ หรือไม่สามารถเก็บภาพวิวทิวทัศน์ทั้งหมดได้ แต่เมื่อ Galaxy A9 นั้นมีกล้องมุมกว้างก็แก้ไขจุดอ่อนในเรื่องนี้ไปได้ ซึ่งเทรนด์กล้องมือถือมาพร้อมเลนส์มุมกว้างก็น่าจะลากยาวไปถึงสมาร์ทโฟนเรือธงในปีหน้าด้วย เพราะมันเป็นความสามารถที่ได้ลองแล้วจะลืมมันไม่ลงจริงๆ

This slideshow requires JavaScript.

แต่การใช้เลนส์มุมกว้างก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่สามารถรับแสงได้น้อยกว่าเลนส์หลักนะครับ เพราะมีรูรับแสงที่แคบกว่า ซึ่งจาก 3 ภาพด้านบนจะเห็นว่าในซีนกลางคืนเหมือนกัน ภาพจากเลนส์หลักนั้นจะให้ภาพสว่างสดใสและมีรายละเอียดมากที่สุด ส่วนการใช้เลนส์มุมกว้างนั้นจะให้ภาพที่มืดลงไปเยอะ ส่วนกล้องเลนส์ซูมก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ดีนักในพื้นที่แสงน้อยขนาดนี้ครับ

แต่เรื่องหนึ่งที่สังเกตได้จากกล้องของ Samsung Galaxy A9 คือสีสันและ Contrast ของภาพนั้นจะไม่สดใสนักครับ ให้ภาพออกไปในแนวทึมๆ โดยเฉพาะภาพถ่ายในที่ร่มครับ ซึ่งต้องเอาไปแต่งต่อเพื่อดึงความสดใสของภาพออกมา ซึ่งก็เป็นความแตกต่างของกล้องในสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง A9 เมื่อเทียบกับกล้องของรุ่นท็อปอย่าง S9 หรือ Note 9 นะครับ ที่ให้ภาพแบบ “สวยเลย” ได้มากกว่า

อีกเรื่องหนึ่งที่เราก็แอบสงสัยเวลาใช้งานกล้องคือทำไมซัมซุงต้องแยกโหมด Automatic กับ Scene Optimizer หรือการใช้ AI เพื่อตรวจสอบซีนภาพแล้วปรับให้เหมาะสมออกจากกัน เพราะในสถานการณ์ทั่วไป 2 โหมดนี้ให้ภาพที่คล้ายกันมากครับ แยกกันไม่ออก มีบางสถานการณ์เท่านั้นแหละที่ Scene Optimizer ก็จะให้ภาพที่สดใสกว่า เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามใช้โหมด Scene Optimizer ตลอดเวลาที่ถ่ายภาพครับ

ดูภาพถ่ายหน้าชัดหลังเบลอกันบ้าง

การถ่ายภาพบุคคลให้หลังเบลอด้วยโหมด Live Focus

ส่วนในเรื่องการถ่ายวิดีโอนั้นก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งครับ มีการป้องกันภาพสั่นไหว ทำให้ได้วิดีโอที่ดูคมชัดแม้ว่าจะถือถ่าย แต่ข้อจำกัดของการถ่ายวิดีโอคือไม่สามารถสลับไปใช้เลนส์มุมกว้างได้ การถ่ายในโหมดปกติจะสามารถสลับได้ระหว่างภาพจากเลนส์ปกติและเลนส์ซูม 2 เท่าเท่านั้น ส่วนการใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายจะต้องเลือกเป็นเลนส์มุมกว้างจากโหมดภาพนิ่งก่อน แล้วค่อยกดถ่ายวิดีโอ แล้วเมื่อเริ่มถ่ายแล้วก็ไม่สามารถสลับไปใช้เลนส์อื่นๆ ได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Huawei Mate 20 ที่เป็นระบบซูม 3 ระยะเหมือนกัน แต่สามารถสลับเลนส์ไปมาได้ระหว่างถ่ายวิดีโอ ก็น่าเสียดายกับ A9 ตรงนี้ครับ

ภาพจากเลนส์ซูม 2 เท่า

ภาพจากกล้องหน้า

สรุปว่า 4 กล้องของ Samsung Galaxy A9 นั้นทำงานได้ดีครับ โดยเฉพาะเลนส์มุมกว้างที่เปิดโอกาสให้ได้ภาพเก๋ๆ อีกเยอะมาก แต่คุณภาพภาพจากกล้องก็ยังไปไม่สุดทางนะครับ น่าจะต้องดูกล้องของ Galaxy S10 ที่น่าจะใช้ระบบ 4 เลนส์เหมือนกัน แต่น่าจะให้ความสดใสของภาพได้ดีกว่านี้

สรุปประสบการณ์การใช้ Samsung Galaxy A9

  • Galaxy A9 นั้นมาพร้อมระบบ Fast Charge 15W มาตรฐานของซัมซุงซึ่งชาร์จ 10 นาทีได้ 12% และชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 3800 mAh เต็มใน 1.36 ชั่วโมง
  • GPS ของ A9 ทำงานได้ดี ใช้นำทางตำแหน่งไม่หลุด ซึ่งเราเทสนำทางไปเที่ยวต่างจังหวัดจติดกันหลายวัน ก็ไม่มีปัญหาใดๆ
  • เสียงจากช่องหูฟัง 3.5 มม. นั้นออกมาได้ดี และเสียงจะก้องกังวาลน่าฟังขึ้นไปอีกเมื่อเปิดใช้ Dolby Atmos ในตัวเครื่อง
  • แต่แอบสงสัยว่าทำไมถึงไม่มี Samsung Pay ให้ใช้ในมือถือรุ่นนี้นะ
  • รองรับ MicroSD สูงสุด 512 GB ซึ่งมาพร้อมถาดซิมแบบ 3 ช่อง สามารถใส่ 2 ซิมได้พร้อม MicroSD เลย
  • ราคาเปิดตัว 19,990 บาท
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

แกะกล่องพรีวิว OnePlus 6T กับลูกแก้ว นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดมาแล้ว

Published

on

Honor 8X

8.2

รูปลักษณ์ ดีไซน์

8.0/10

วัสดุ/ ผิวสัมผัส

9.0/10

กล้อง

7.5/10

สเปค

7.5/10

ราคา / ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอกว้างและสว่างสู้แสงได้สบาย ๆ
  • สเปคแรงเมื่อเทียบกับราคาของเครื่อง
  • ดีไซน์สวยงาม

จุดสังเกต

  • ฟิล์มที่แถมมากับเครื่องเป็นรอยง่าย
  • ยังใช้ Micro USB อยู่
  • กระจกหลังเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
    กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

ตัวอย่างภาพจาก OnePlus 6T ที่ถ่ายในไลฟ์

ภาพจากกล้องหน้าของ OnePlus 6T

จุดเด่นของ OnePlus 6T

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้เซนเซอร์บนหน้าจอด้วยกัน
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกตของ OnePlus 6T

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ชาร์จไร้สายไม่ได้
  • ไม่มีช่องหูฟัง แต่มีหัวแปลงมาให้
  • ในกล่องไม่มีหูฟัง
  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ ส่วนสีม่วง Purple Thunder เปิดตัวแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายในไทยเมื่อไหร่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!