Connect with us

Mobile Review

รีวิวระยะยาว Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ หลังใช้ในชีวิตจริงมา 4 เดือน จนได้ใช้ OneUI 2!

Samsung Galaxy Note10 Note10+

Samsung Galaxy Note10 / Note10+

32,900
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

10.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

ประสิทธิภาพกล้อง

9.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • จอสวยที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดจริงๆ
  • กล้องไว้ใจได้ว่าจะถ่ายภาพสวยในแทบทุกสถานการณ์ ถ่ายวิดีโอ 4K 60 fps ได้นุ่มนวล
  • คุณภาพการผลิตดีเยี่ยม แม้จอใหญ่แต่เครื่องบางเบาและแข็งแรง
  • เรื่องการใช้งานปากกา เก่งที่สุดแล้วในโลกสมาร์ตโฟน แปลงลายมือภาษาไทยเป็นข้อความก็ได้
  • ประสิทธิภาพดีในระดับเรือธง

จุดสังเกต

  • อายุแบตเตอรี่สั้น โดยเฉพาะ Note10 ที่อยู่ได้ไม่ครบวัน
  • กล้องซูมด้วยเลนส์ได้แค่ 2 เท่า และไม่มี Hybrid Zoom ทำให้เรื่องซูมยังแพ้คู่แข่ง
  • หลังจากใช้งานมานานหลายเดือน รู้สึกว่าเครื่องช้าลง แต่น่าจะดีขึ้นใน OneUI 2
  • สแกนนิ้วบนหน้าจอ ยังเร็วและแม่นสู้คู่แข่งไม่ได้ และหน้าจอขอบโค้งทำให้มีปัญหากับการใช้ปากกาในบางแอป
  • ไม่มีช่องหูฟัง และไม่แถมสายแปลง 3.5 mm มาให้ อยากได้ต้องซื้อเพิ่ม

Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในตลาดไทยนะครับ ถือเป็นหนึ่งในเรือธงของฝั่งแอนดรอยด์ที่คนไทยถือเยอะมาก (วัดจากนิสัยชอบส่องมือถือคนอื่นของผู้เขียน) และในฐานะที่เราก็ถือทั้ง Samsung Note10 และ Note10+ มาตั้งแต่เปิดตัว ก่อนหมดปี 2019 เราขอสรุปเป็นรีวิวว่าการใช้จริงในชีวิตประจำวันจะเป็นอย่างไรบ้าง!

การออกแบบ ความแตกต่างระหว่าง Note10 และ Note10+

Samsung Galaxy Note10 Note10+

ดีไซน์พื้นฐานของ Samsung Galaxy Note10 และ Note10+ นั้นเหมือนกันนะครับ คือเป็นเอกลักษณ์การออกแบบมือถือยุคใหม่ ๆ ของซัมซุงที่เป็นเครื่องสี่เหลี่ยมแบน ๆ เรียบ ๆ ปูหน้าจอไปจนแทบสุดขอบของทุกด้าน ซึ่งกระจกเครื่องทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็มีการโค้งรับฝ่ามือทำให้จับง่าย ซึ่งสัมผัสของเครื่องนั้นทำออกมาได้ดีเลย รู้สึกเป็นเครื่องพรีเมี่ยมที่แข็งแรง

ตัวเครื่องมีปุ่มแค่ 3 ปุ่มคือเพิ่ม-ลดเสียง, ล็อกจอหรือเรียก Bixby โดยตัดปุ่มเฉพาะของ Bixby ออก ซึ่งก็ดีแล้วครับ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้เรียกใช้ Bixby เลยจริงๆ เพียงแต่ว่าการเปิด-ปิดเครื่อง หรือการรีเซ็ตเครื่อง เราจะสั่งจากเมนูในเครื่องแทน และ Galaxy Note10 กับ Note10+ นั้นไม่มีช่องหูฟัง ซึ่งสำหรับคนทั่วไปก็สามารถใช้หูฟังไร้สายมาทำงานได้ดี แต่สำหรับคนที่ต้องบันทึกวิดีโอและต่อไมค์นอก ก็ต้องซื้อหัวแปลง USB-C to 3.5 mm ของซัมซุงมาต่อเพิ่มครับ ถึงจะทำงานได้สมบูรณ์

Samsung Galaxy Note10 Note10+

จุดที่แตกต่างกันในแง่การออกแบบนั้นมีอยู่เรื่องเดียวคือขนาดหน้าจอคือ

  • Note10 มีขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD+
  • Note10+ มีขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว ความละเอียด qHD+

ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วขนาดหน้าจอของ Note 10 รุ่นธรรมดานั้นก็เทียบเท่า Galaxy S10+ ที่มีจอขนาด 6.4 นิ้วเลยทีเดียว ทำให้คิดได้ว่าแม้ Note 10 จะดูขนาดเล็ก มีน้ำหนักแค่ 168 กรัม เมื่อเอาไปเทียบกับ Note 10+ ที่ใหญ่กว่าชัดเจน และหนักกว่าด้วยน้ำหนัก 196 กรัม แต่เราก็ถือว่า Note 10 เป็นมือถือที่จอใหญ่มากอยู่ดีเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนอื่น ๆ

เราใช้งานมาหลายเดือน เราไม่มีปัญหากับการใช้งานหน้าจอโค้งของ Note 10 และ Note 10+ นะครับ ถือว่าซัมซุงทำการบ้านเรื่องการออกแบบเครื่องให้ป้องกันหน้าจอลั่นได้ดีเลย แต่ปัญหาจากหน้าจอโค้งนั้นมีอยู่อย่างหนึ่งคือการใช้กับปากกา ที่ว่ากันตรง ๆ จอขอบโค้งนั้นไม่เหมาะสำหรับการใช้งานคู่กับปากกาเท่าไหร่ เพราะเขียนยากเมื่อต้องลากเส้นไปที่ขอบหน้าจอ ซึ่งในจุดนี้ชุดเครื่องมือวาดเขียนของเครื่องเองจะแก้ไขโดยไม่ให้พื้นที่ใช้งานปากกาลามไปถึงขอบจอ แต่สำหรับการใช้งานในแอปอื่น ๆ เช่นเขียนใน LINE มันจะมีประเด็นเรื่องจุดที่ต้องการเขียนไปอยู่ขอบจออยู่บ้างครับ

Samsung Galaxy Note10 Note10+

ส่วนฝาหลังในตระกูลสี Aura ทั้งหลายก็สวยงามสะดุดตาดีครับ ด้วยสีสะท้อนแสงต่างๆ โดย Note10 เราได้มาเป็นสี Aura Pink ส่วน Note10+ เราได้เป็นสี Aura Glow ซึ่งเราใช้งานโดยไม่ใส่เคสมาตลอด มันก็เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายครับ แต่ก็ทนทานพอที่จะใช้งานมาหลายเดือนโดยที่ไม่มีริ้วรอยอะไรทีฝาหลัง

หน้าจอของ Samsung Galaxy Note10 และ Note10+

Samsung Galaxy Note10

เรื่องที่เราประทับใจมาก คือหน้าจอของ Note ทั้งสองรุ่นนี้ดีมากจริง ๆ สมแล้วที่เป็นหน้าจอสมาร์ตโฟนอันดับต้น ๆ ของตลาด ซัมซุงสามารถพัฒนาจอ Dynamic AMOLED ให้แสดงสีสันได้สดใสจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นชัดเมื่อดูหนังผ่าน Netflix หรือ Youtube ที่รองรับระบบ HDR ครับ ภาพจะสว่างเด้งขึ้นมาเลย แถมยังให้รายละเอียดได้ครบถ้วนดีด้วย ซึ่งทำให้การดูหนังผ่าน Note10 นั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีจริง ๆ

ซึ่งรูกล้องบนหน้าจอทำออกมาได้ดี เวลาใช้งานจริงก็ไม่รบกวนสายตามาก เวลาดูหนัง แอปก็จะแสดงภาพหลบรูหน้าจอตรงนี้ให้ด้วย ส่วนฟิล์มกันรอยที่ติดมาจากโรงงาน ก็ถือเป็นฟิล์มกันรอยที่ดีครับ แข็งแรง แม้ว่าใช้ ๆ ไปจะมีรอยขนแมวขึ้นบ้างแต่ก็ไม่รบกวนสายตาเวลาใช้ แถมยังไม่มีปัญหากับการใช้ปากกาหรือการสแกนลายนิ้วมือของเครื่องด้วย เราจึงไม่แนะนำให้คนที่พึ่งซื้อเครื่องมาลอกออกแล้วเปลี่ยนเป็นฟิล์มหรือกระจกกันรอยอื่น ๆ นะครับ ทั้งเปลืองและมีโอกาสไม่ดีเท่าด้วย ใช้จนฟิล์มแถมตัวนี้สภาพไม่ไหวแล้วก็ค่อยเปลี่ยนก็ได้

ส่วนการใช้งานตัวสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic บนหน้าจอนี้ หลังจากใช้ไปสักพัก พูดตรง ๆ ว่ายังสู้สมาร์ตโฟนค่ายอื่น ๆ ที่ใช้ตัวสแกนนิ้วแบบ Optical บนหน้าจอไม่ได้ ที่ฝั่งของ Note10 นั้นช้ากว่าและกดติดยากกว่า แต่หลังจากอัปเดตเป็น OneUI 2.0 ตัวสแกนนิ้วนี้ก็เร็วขึ้น และน่ารำคาญน้อยลงครับ

ปากกาของ Samsung Galaxy Note10 และ Note10+

Samsung Galaxy Note10 S-Pen

สิ่งแรกที่คุณต้องถามและตอบตัวเองให้ได้ก่อนซื้อ Galaxy Note คือคุณเป็นคนติดปากกาหรือไม่ คุณชอบจดด้วยปากกาหรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่ใช่คนใช้ปากกา คุณก็มีทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าคือ Galaxy S10 ให้เลือกซึ่งประสิทธิภาพ คุณภาพกล้องและคุณภาพหน้าจอไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ได้จดหรือขีดเขียนอะไรเลย ทุกอย่างใช้การพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดหมด จึงค่อนข้างหนักใจที่จะต้องรีวิวในส่วนนี้ เพราะในช่วงที่ใช้เครื่องมา 4 เดือน เราหยิบปากกาออกมาใช้ไม่เกิน 10 ครั้งครับ (ซึ่งถ้าต้องซื้อเครื่องใช้เองคงเลือกใช้ S10 แทน Note10 เพราะทดสอบแล้วว่าปากกาไม่ใช่สิ่งจำเป็นของเรา)

Samsung Galaxy Note10+ S-Pen

S-Pen ของ Note ก็ยังเป็นระบบจัดบันทึกด้วยการเขียนที่ดีที่สุดในสมาร์ตโฟนตอนนี้อยู่ดี ด้วยความแม่นยำในการเขียน และความสามารถใหม่ ๆ ที่ซัมซุงเพิ่มขึ้นมาตลอด ซึ่งฟีเจอร์ที่เราคิดว่าดีมากใน Note10 คือการแปลงลายมือภาษาไทยให้เป็นตัวอักษรภาษาไทยที่ก็อปไปใช้ที่อื่น ๆ ได้ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จดข้อมูลด้วยปากกาได้เร็วกว่าการพิมพ์ (แต่สำหรับผู้เขียนนั้นพิมพ์ใส่มือถือเร็วกว่าเขียนด้วยลายมือมาก เลยไม่ได้ใช้ฟีเจอร์นี้) ส่วนความสามารถอื่นๆ ที่เพิ่มมาใน Note10 อย่าง AR Doodle ที่สามารถเขียนลายมือเข้าไปในภาพแล้วแสดงในอากาศได้ หรือการใช้ Air Gesture ที่ใช้ S-Pen มาปัด สั่งงานเครื่องจากระยะไกล ความสามารถพวกนี้เราแค่เปิดมาลองดูว่ามันคืออะไร ส่วนในชีวิตจริงเราไม่ได้ใช้เลยครับ มันหาโอกาสที่จะได้ใช้ความสามารถพวกนี้ได้น้อยจริงๆ ขนาดการสั่งกล้องระยะไกลด้วย S-Pen เรายังไม่ค่อยได้ใช้เลย เพราะรู้สึกว่ามันยุ่งยากในการหาตำแหน่งที่วางมือถือ

คุณภาพภาพของ Galaxy Note10 และ Note10+

ภาพจาก Samsung Galaxy Note10

ภาพจาก Samsung Galaxy Note10

ภาพจาก Samsung Galaxy Note10

กล้องหลังของ Note10 ทั้ง 2 รุ่นนั้นมี 3 ตัวนะครับ คือ

  • เลนส์หลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.2-2.4 เทียบเท่าระยะ 27 mm
  • เลนส์ซูม 2 เท่า 12 ล้านพิกเซล f/2.1 เทียบเท่าระยะ 52 mm
  • เลนส์มุมกว้าง 16 ล้านพิกเซล f/2.2 เทียบเท่าระยะ 12 mm

ซึ่งเราประทับใจการทำงานของเลนส์หลักและเลนส์มุมกว้างมากครับ คือตัวเลนส์หลักนั้น ถ่ายอะไรก็สวย กล้องสามารถวิเคราะห์สิ่งต่างๆ และปรับจูนโทนภาพออกมาได้ดูดีจริงๆ ไม่ต้องใช้โหมดโปร ถ่ายแต่ออโต้ก็สวย ถ่ายกลางคืนก็เก็บแสงสีมาได้อย่างดีเพราะมีรูรับแสงกว้างถึง f/1.5 ส่วนกล้องมุมกว้างก็ให้ภาพกว้างที่ 0.5x กว้างกว่ามือถือทั่วไปที่มักจะกว้างได้ที่ 0.6x ทำให้เก็บภาพกว้างได้สนุกมาก ส่วนกล้องที่เฉยๆ ที่สุดคือกล้องซูม 2 เท่าครับ เพราะถือว่าซูมได้น้อยเมื่อเทียบกับเรือธงอื่น ๆ ในปัจจุบัน และซัมซุงก็ไม่ได้มีเทคโนโลยี Hybrid Zoom ที่ซูมไป 3 เท่า 5 เท่าโดยไม่เสียรายละเอียด ก็ทำให้มือถือทั้ง 2 รุ่นนี้ถือซูมไม่สนุกเท่าไหร่

ส่วนการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอก็ทำได้สวยงามในโหมด Live Focus นะครับ ที่มีรูปแบบการละลายหรือจัดการกับฉากหลัง 5 แบบให้เลือก ซึ่งก็สามารถละลายฉากหลังได้เนียนตาดีครับ เพียงแต่ว่าการถ่ายในโหมดนี้ต้องใจเย็นนิดหนึ่ง ถึงจะได้ผลงานที่ดี

การถ่ายวิดีโอ ก็ถือว่าทั้งสองโน้ตทำได้ดีครับ สามารถสลับ 3 กล้องไปมาระหว่างถ่ายวิดีโอได้ตลอด สามารถถ่ายได้ถึงระดับ 4K 60 fps ซึ่งก็ให้ผลงานวิดีโอออกมาได้ดีใช้ได้ มีโหมดป้องกันความสั่นไหวพิเศษเพื่อช่วยให้วิดีโอเคลื่อนที่ได้นิ่มขึ้นด้วย แต่โหมดนี้จะถ่ายได้ในระดับ 1080p อย่างเดียว และมีการครอปเฟรมวิดีโอเข้าไปเยอะมากด้วยเพื่อชดเชยการสั่นไหว

และกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล f/2.2 ก็ให้สีสันภาพออกมาได้ดี เหมาะมากสำหรับการถ่าย Selfies ครับ สมแล้วที่เป็นกล้องเซลฟี่อันดับหนึ่งในใจหลายคน เพียงแต่ว่าก่อนถ่ายต้องดูโหมดหน้าสวยดี ๆ ว่าปรับระดับไหน หรือปรับเป็นออโต้รึเปล่า เพราะบางทีถ้าปรับอัตโนมัติมันจะมีการตกแต่งใบหน้าเยอะไปนิดครับ

OneUI ซอฟต์แวร์ที่ปรับปรุงไปมากของ Note10

Samsung Galaxy Note10+

โดยรวมแล้ว OneUI ของซัมซุงนั้นเป็นการครอบระบบปฏิบัติการที่ดูดีเลย งานออกแบบและฟีเจอร์ต่าง ๆ นั้นตอกย้ำความเป็นสมาร์ตโฟน Android ชั้นนำที่จัดวางองค์ประกอบของการใช้งานมาอย่างดี รวมถึงการควบรวมบริการต่าง ๆ ของซัมซุงอย่าง Samsung Pay สำหรับชำระเงินโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต, SmartThings เพื่อควบคุมอุปกรณ์ในบ้านในแบรนด์ที่รองรับ, Samsung Wearable เพื่อการใช้งานอุปกรณ์สวมใส่ของซัมซุงอย่างง่ายดาย ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสทดลองอยู่ใน Ecosystem หรือระบบนิเวศน์ของอุปกรณ์ซัมซุงอยู่พักหนึ่ง โดยใช้นาฬิกาเป็น Galaxy Watch Active และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่เชื่อมไวไฟได้จากซัมซุง ก็สามารถสั่งงานได้อย่างไร้รอยต่อผ่าน Note10 ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำออกมาได้ดีมาก

นอกจากนี้ฟีเจอร์อย่าง Samsung Dex หรือการส่งภาพไปออกจอใหญ่เหมือนกับการใช้จอมอนิเตอร์เพื่อทำงานในแบบ PC ก็ทำได้ดี ด้วยซอฟต์แวร์ที่ปรับปรุงให้รองรับการทำงานในหน้าจอใหญ่ด้วย และมีฟีเจอร์การทำงานร่วมกับ Windows ติดตั้งมาในเครื่องเลย ด้วยฟังก์ชัน Link to Windows ก็ทำให้การใช้งานสะดวกมาก ทั้งการแสดง Notification จากเครื่องไปแสดงบน Windows หรือ mirror หน้าจอโทรศัพท์ไปออกบนวินโดวส์ก็ได้ (แต่ชาวแมคก็เสียใจที่ใช้งานแบบนี้ไม่ได้)

เอาภาพจากหน้าจอ Note10 ไปออกบน Windows 10 ได้เลยแบบไร้สาย

เอาภาพจากหน้าจอ Note10 ไปออกบน Windows 10 ได้เลยแบบไร้สาย

ส่วนการควบคุมเครื่องด้วยการปัดแทนการกดปุ่ม Recent, Home, Back ใน OneUI 1.5 นั้นมีอยู่รูปแบบเดียวคือแบ่งพื้นที่ปัดด้านล่างออกเป็น 3 ส่วน ถ้าปัดส่วนล่างซ้ายของจอขึ้นจะเจอหน้า Recent app, ปัดตรงกลางขึ้น จะเข้าหน้าโฮม และถ้าปัดทางขวาขึ้นจะเป็นการ Back ซึ่งสำหรับคนมือเล็กๆ จะเอื้อมไปปัดอีกฝั่งก็ยากเหมือนกัน ส่วนถ้าเป็น OneUI 2 จะมีรูปแบบการปัดที่คล้ายๆ กับแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆ ในตลาดออกมา คือสามารถปัดขอบจอด้านซ้ายหรือขวาเพื่อแทนการ Back ปัดจากล่างขึ้นบนเพื่อกลับ Home และปัดจากล่างมาค้างตรงกลางเพื่อเป็น Recent App ซึ่งก็ทำให้ใช้ง่ายขึ้นเยอะ และไม่งงเวลาเปลี่ยนมาจากมือถือรุ่นอื่นๆ ครับ

OneUI 2 Gesture

รูปแบบการปัดหน้าจอเพื่อสั่งงานแบบใหม่ของ OneUI 2

ในช่วง 3 เดือนแรกของการใช้งาน เราใช้งาน Note10 และ Note10+ บน OneUI 1.5 ที่อยู่บนพื้นฐานของ Android 9 ซึ่งหลังจากใช้งานต่อเนื่องมานาน 3 เดือน ก็พบว่า OneUI 1.5 นั้นยังต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของระบบที่ผ่านการใช้งานระดับนี้มาก็รู้สึกได้เลยว่าเครื่องช้าลงกว่าวันแรกที่เริ่มใช้ โดยเฉพาะใน Galaxy Note10+ ที่พบอาการหน่วงเป็นระยะจนต้องเปลี่ยนมาใช้งาน Note10 ในชีวิตประจำวันแทน ซึ่งเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์แบรนด์อื่นที่เริ่มต้นใช้งานในฐานะเครื่องหลักมาตั้งแต่ต้นปีโดยไม่มีการล้างเครื่อง ก็ยังไม่มีการอาการหน่วงมากเท่าที่เจอกับ Note10+

Samsung Galaxy Note10+

อย่างไรก็ตามหลังจากอัปเดตเป็น OneUI 2 ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็รู้สึกได้เลยว่าเครื่องทำงานได้เร็วขึ้น แอนิเมชันต่างๆ ของเครื่องทำได้สมูธขึ้น แต่เรายังไม่กลับไปลองกับ Note10+ ที่หน่วงตอนแรกนะครับว่าดีขึ้นหรือไม่

ระบบการแจ้งเตือนก็เป็นอีกเรื่องที่ OneUI ของซัมซุงทำได้ไม่เหมือนใคร ซึ่งถ้าใครใช้ซัมซุงมานาน ๆ ก็คงจะชิน แต่สำหรับคนที่มาจาก iPhone หรือแอนดรอยด์อื่น ๆ อย่างผู้เขียนก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง คือค่ามาตรฐานเวลาการแจ้งเตือนของ OneUI เมื่อมีโนติใหม่เด้งเข้ามาจอจะไม่เปิด จะมีแค่เสียงหรือการสั่นเตือน ถ้าต้องการดูโนติให้เปิดจอ แล้วแตะไอคอนที่หน้าจอล็อก 1 ครั้งเพื่อดูเนื้อหา (จริง ๆ ปรับให้โชว์เลยก็ได้ แต่มันก็ดีไซน์ได้ไม่สวยอีก) นอกจากนี้ถ้าเราปลดล็อกเครื่องไป แล้วกลับมาใหม่ โนติที่ไม่ได้ปัดทิ้งก็ยังแสดงอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ iOS จะเปิดจอเพื่อแสดงโนติขึ้นมาทันทีที่ได้รับ และเมื่อเปิดหน้าจอจะเห็นข้อมูลการแจ้งเตือนทั้งหมดโดยไม่ต้องกดไอคอนอีกรอบ (ถ้าเป็นรุ่นที่มี Face ID ก็จะสแกนหน้าอัตโนมัติ ก่อนที่จะแสดงเนื้อหาของการแจ้งเตือนนั้นให้ดู) และเมื่อปลดล็อกเครื่องไปแล้ว กลับมาดูโนติในหน้าจอล็อกอีก การแจ้งเตือนที่เห็นไปแล้วก็จะไม่แสดงซ้ำ ซึ่งรูปแบบโนติของซัมซุงนั้นเป็นแบบที่ต้องให้ผู้ใช้ออกแรงเยอะ อยากเห็นการแจ้งเตือนก็ต้องกดดู 1 ครั้ง แล้วผู้ใช้ก็ต้องมั่นคอยล้างโนติที่ไม่สนใจแล้วออกเอง ในขณะที่ iOS คุณจะใช้เครื่องทั้งปีโดยไม่ล้างโนติออกเลยก็ได้ เพราะมันไม่คอยอยู่กวนใจในหน้าล็อกครับ

สรุปประสบการณ์การใช้งานของ Note10 ทั้ง 2 รุ่น

Samsung Galaxy Note10+

  • Samsung Galaxy Note10 ทั้ง 2 รุ่นสามารถนำทางระหว่างขับรถได้แม่นยำ ระบุตำแหน่งปัจจุบันไม่ค่อยพลาด ซึ่งเราใช้นำทางหลายทริปตลอด 4 เดือนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
  • เรื่องประสิทธิภาพของชิป Exynos 9825 (ตัว Note10 มีแรม 8 GB และ Note10+ มีแรม 12 GB) ถือว่าทำงานได้รวดเร็ว เล่นเกมได้ลื่นไหวดี ได้คะแนน Geekbench 5 ไปราว 2100 คะแนน เพียงแต่ว่ามีปัญหาเครื่องหน่วงเมื่อใช้ไปนาน ๆ อย่างที่เล่าไป
  • เสียงลำโพงดังดี มีรายละเอียด และเป็นลำโพงสเตอริโออย่างไม่น่าเชื่อ เพราะด้านบนเครื่องไม่มีรูลำโพงแนบหู แต่ใช้การสั่นของเครื่องเพื่อส่งเสียงออกมา ซึ่งก็ทำได้ดี
  • การคุยโทรศัพท์ทำได้ชัดเจน เสียงดังฟังชัด จับสัญญาณดี ใช้ VoWiFi, VoLTE ได้ทั้งหมด
  • การเล่น Netflix รองรับความละเอียดสูงสุดที่ Full HD – 1080p พร้อมรองรับ HDR10
  • ไม่รองรับการกระจายสัญญาณ Wifi ผ่านคลื่น 5 GHz แต่สามารถจับ Wifi มาปล่อยต่อได้
  • แบตเตอรี่คือปัญหาใหญ่ของรุ่นนี้ Galaxy Note10 เป็นมือถือแอนดรอยด์รุ่นเดียวที่เราเทสต์ในปีนี้ ที่ต้องชาร์จระหว่างวันทุกวัน โดยการใช้งานของเราจะเน้นโซเซียล อ่านเฟซบุ๊ก ใช้ไลน์ อ่านเว็บ ไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้ดูหนัง ก็ได้ผลประมาณนี้
    • Galaxy Note10 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 3500 mAh รุ่นนี้ชัดเจนว่าต้องชาร์จระหว่างวันทุกวัน คือทุกวันเราจะปลดจากสายชาร์จช่วงประมาณ 9.00 น. พอถึงประมาณ 17.00 น. แบตเตอรี่ก็ใกล้หมด ก็ต้องชาร์จใหม่แล้ว
    • Galaxy Note10+ มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh ก็ใช้งานได้แบบลุ้น ๆ ว่าจะจบวันไหม ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้จบวันได้ครับ
    • แต่การชาร์จกลับทำได้รวดเร็วด้วยหัวชาร์จความเร็วสูงที่แถมให้ในกล่อง แต่เราก็ไม่ได้แกะมาใช้ 555 เพราะใช้หัวชาร์จ USB-C ที่รองรับมาตรฐาน PD ทั่วไปก็ชาร์จได้รวดเร็วแล้ว

หลังจากใช้งานมา 4 เดือน Samsung Galaxy Note10 น่าใช้ไหม

Samsung Galaxy Note10 Note10+

Galaxy Note10 ทั้ง 2 รุ่นถือเป็นการพัฒนาที่ดีในซีรีส์โน้ต โดยเฉพาะการออกแบบเครื่องที่บางเบากว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน รวมถึงกล้องที่ดีสมความเป็นมือถือเรือธงของซัมซุง ซึ่งก็เป็นมือถือไม่กี่รุ่นในตลาดไทยที่เราจะคิดถึงเมื่อต้องการใช้งานปากกา

  • Samsung Galaxy Note10 เปิดตัวที่ราคา 32,900 บาท
  • Samsung Galaxy Note10+ เปิดตัวที่ราคา 37,900 บาท

ซึ่งปัจจุบันเราน่าจะหาโน้ตสิบได้ในราคาเริ่มต้นราวสองหมื่นนิด ๆ ด้วยซ้ำครับ ก็ถือเป็นสมาร์ตโฟนตัวท็อปที่ราคาคุ้มมาก แม้ว่าแบตเตอรี่จะอึดน้อยไปหน่อย แต่โดยรวมก็ใช้งานได้ดีครับ

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น