Connect with us

Gadget

รีวิว Panasonic Viera DX900 ทีวี 4K จอยักษ์ สีสันเทพ ผ่านมาตรฐาน THX

นี่เป็นการรีวิวทีวีครั้งที่อลังการที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ผมทำรายการมาเลยนะครับ ขอเชิญพบกับ Panasonic Viera DX900 ทีวี 4K ขนาด 65 นิ้วกันเลยครับ โอโห้ จอใหญ่มาก!

Published

on

Panasonic Viera DX900

฿129,900
Panasonic Viera DX900
8.7

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

โครงสร้างเครื่อง

9.0 /10

ดีไซน์

9.0 /10

ความสามารถระบบ Smart TV

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • หน้าจอสีสันสดใสและเที่ยงตรง ผ่านมาตรฐานด้านสีสันมากมาย
  • มีระบบ Ultra Local Dimming ทำให้หรี่แสงจอเป็นจุดๆ ได้ ทำให้สีดำลงลึก
  • ระบบสีปรับแต่งมาเรียบร้อย สามารถเลือกโปรไฟล์ THX เพื่อให้สีสันที่เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์ได้ทันที
  • เสียงแน่น กระหึมพอสมควร ไม่ต้องใช้ลำโพงแยกก็ได้เสียงคุณภาพดี
  • สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ รับภาษาอังกฤษสำเนียงไทยได้สบายๆ

จุดสังเกต

  • ตัว Firefox OS ยังมีความสามารถจำกัด แอปบางส่วนไม่รองรับความละเอียด 4K
  • ในสถานการณ์ที่ภาพเปรียบต่างกันมากๆ เช่นลูกศรเมาส์ในจอสีดำ จะเห็นวงแสงของ Local Dimming
  • เครื่องใหญ่ จอหนัก ต้องระวังมากๆ เวลาขนส่ง
  • ราคาจัดว่าสูง แต่ก็สมเหตุสมผลกับเทคโนโลยีที่ใส่มา

นี่เป็นการรีวิวทีวีครั้งที่อลังการที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ผมทำรายการมาเลยนะครับ ขอเชิญพบกับ Panasonic Viera DX900 ทีวี 4K ขนาด 65 นิ้วกันเลยครับ โอโห้ จอใหญ่มาก!

เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกกัน Panasonic Viera DX900 ออกแบบภายนอกเรียบง่ายมาก เป็นดีไซน์ที่ไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น ปล่อยให้ภาพจากจอคือจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เราจึงเห็นว่าขอบจอค่อนข้างบาง ขาตั้งก็ปรากฏให้เห็นด้านหน้านิดเดียว ซึ่งตัวจอก็จะเอียงขึ้นนิดๆ ให้ชมภาพได้ชัดเจนขึ้น ก็ชอบเลยแหละครับ จอทีวีที่ low-profile แบบนี้

มาดูพอร์ตด้านหลังกันบ้าง ก็ให้มาครบครันครับ ซ่อนอยู่ใต้ฝาครอบสายแบบนี้ ก็เริ่มตั้งแต่ USB 3 ช่อง ก็เอาไว้เสียบแฟลชไดร์ฟหรือคีย์บอร์ดเสริมได้ เป็น USB 3.0 – 1 ช่อง ถัดลงมาก็เป็นช่องต่อ HDMI ซึ่ง DX900 สามารถเชื่อมต่อ HDMI ได้ถึง 4 ช่อง โดยมีหนึ่งช่องที่เป็น HDMI ARC (Audio Return Channel) เพื่อส่งสัญญาณเสียงกลับไปยังชุด Home Thearter ได้ นอกจากนี้ก็พอร์ตอื่นๆ อย่าง AV in, Component, ช่องต่อเสียงดิจิทัล ช่องเสียบสายอากาศ ช่องเสียบสายแลน

เอาแหละ กลับมาดูจุดเด่นสุดพีคของ Panasonic Viera DX900 นั้นคือหน้าจอ 4K ความละเอียด 3,840 x 2,160 px ตัวนี้กันดีกว่าครับ ที่ไม่ใช่แค่ใหญ่และละเอียด ด้วยเทคโนโลยี Hexa Chroma Drive Pro ที่ประมวลผลสีสัน 6 แม่สีในตารางสี 3 มิติ และยังเป็นจอ LED รุ่นแรกของโลกที่ผ่านมาตรฐาน Ultra HD Premium ทำให้แสดงสีได้ครอบคลุม 98% ของขอบเขตสี DCI-P3 ที่ใช้กับหนังฮอลลีวูดใหญ่ๆ แบบที่จอ iPhone 7 และ iMac รองรับ ทำให้แสดงสีสันได้สมบูรณ์อย่างที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการ

นอกจากนี้ด้านหลังจอนี้ยังมีโครงสร้างแบบ Honeycomb Panel หน้าตาแบบแผ่นตัวอย่างที่ผมโชว์นี้ โดยจะมีหลอด LED 512 หลอดกระจายอยู่ทั่วทั้งหน้าจอ เพื่อปรับความสว่างแยกกัน 512 จุดบนจอภาพให้แตกต่างกันที่เรียกว่า Ultra Local Dimming สีดำของ DX900 จึงดำลึกกว่าจอ LED ทั่วไป แสดงซีนกลางคืนได้สวยงาม

แต่จอจะแสดงสีสันได้มากขนาดไหน ก็อาจจะไม่มีประโยชน์ถ้ามันแสดงสีเพี้ยนครับ แต่ Panasonic Viera DX900 นั้นผ่านมาตรฐาน THX Certified Display ด้วย เราจะเห็นในเมนูเลือกโหมดสีเลยว่า THX Cinema และ THX Bright Room ซึ่ง 2 โหมดนี้ให้สีที่เที่ยงตรงอย่างที่ภาพยนตร์ควรจะแสดงจริงๆ ยังไงถ้าได้ลองเล่น DX900 ลองเปลี่ยนโหมดสีเป็น THX ดูนะครับ แถม Panasonic ยังร่วมงานกับ Mike Sowa นักแต่งสีภาพยนตร์จาก Hollywood ผู้จูนสีหนังอย่าง Oblivion, Insurgent ด้วย ก็เชื่อได้เลยว่าสีจาก DX900 นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

เราพูดเรื่องหน้าจอไปก็มาก แล้วเรื่องอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง เริ่มจากเสียง เสียงดี เบสมา กระหึ่มมากด้วยลำโพง 40 W ครับ ถ้าไม่ได้ต้องการเสียงรอบทิศทางก็ไม่ต้องซื้อลำโพงแยกก็ได้ เสียงจากลำโพงทีวีเครื่องนี้เอาอยู่เลย

มาดูที่รีโมทกันบ้าง Panasonic Viera DX900 ให้รีโมทมา 2 ตัวครับ ตัวหนึ่งก็เป็นแบบปุ่มเยอะเหมือนรีโมททั่วไป อีกตัวหนึ่งเป็นรีโมทแบบ TouchPad ให้ใช้นิ้วเลื่อนปัดไปปัดมาได้ง่ายๆ แถมยังสั่งงานด้วยเสียงได้ด้วย ถ้าชอบใช้รูปแบบไหนก็เลือกกันได้ครับ

สุดท้ายเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้คือระบบปฏิบัติการในทีวี เจ้า DX900 ใช้ Firefox OS ครับ ก็อาจจะแปลกตาสักหน่อยเพราะ Panasonic เป็นผู้ผลิตทีวีรายเดียวที่ใช้ OS ตัวนี้ โดยรวมๆ ก็เป็นระบบที่ใช้ง่ายดีครับ มีแอปที่จำเป็นอย่าง Netflix, Youtube, Firefox, Mono Maxx มาให้เรียบร้อย แต่ที่น่าผิดหวังหน่อย ก็ตรงที่แอปส่วนใหญ่ยังไม่รองรับความละเอียดภาพระดับ 4K นี่แหละครับ อย่าง Youtube ก็ต้องเปิดผ่าน firefox จึงจะได้ภาพ 4K แท้ๆ มาแสดง แล้วก็การทำงานอาจจะมีหน่วงๆ บ้าง ไม่ได้รวดเร็วเหมือนกล่องยุคใหม่ๆ

ถ้าจะถามว่าแล้วเราจะหาเนื้อหา 4K ดูได้จากไหนบ้าง ก็ต้องบอกว่าแหล่งที่ง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น Youtube ที่โชว์ไปเมื่อกี้แหละครับ มีคลิป 4K ให้ดูมากมาย ถ้าจะดูจริงจังหน่อย ก็ซื้อแผ่น 4K มาเล่นกับเครื่อง UHD Blu-ray ก็ได้เหมือนกัน หรือซื้อหนังฮอลลีวูด 4K จาก Google Play มาเปิดผ่าน Chromecast Ultra ก็ได้ หรือจะเล่นเกมแบบ 4K ก็มีทางเลือกเป็น PlayStation 4 Pro ที่ให้ภาพบน DX900 ได้สวยงามเลย

(ตามไปดู Viera DX900 กับการเล่นเกม PlayStation 4 Pro ในรีวิวเลย)

ทีวี DX900 ตัวนี้ ถ้าจะมีข้อสังเกตอยู่บ้างก็คงเป็นระบบ Local Dimming ที่มีหลอด LED 512 จุดของจอ ถ้าเจอภาพที่มีความต่างของแสงมากๆ เช่นเคอร์เซอร์เมาส์สีตัดกับพื้นหลัง จะเห็นเป็นวงแสงรอบเคอร์เซอร์ แต่สำหรับการใช้งานด้านวิดีโอทั่วไปจะไม่เห็นลักษณะนี้นะครับ

Panasonic Viera DX900 รุ่นนี้มีค่าตัวอยู่ที่ 129,990 บาท ก็ถือเป็นราคาสำหรับรุ่นท็อปที่จัดเต็มเทคโนโลยีด้านภาพขนาดนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว Huawei EnVizion 360 กล้องจิ๋ว 360 องศา ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น!

กล้องถ่าย 360 องศาตัวจิ๋ว ที่เสียบกับสมาร์ทโฟนแล้วถ่ายรูปรอบตัวได้ในแชะเดียว

Published

on

Panasonic Viera DX900

฿129,900
Panasonic Viera DX900
8.7

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

โครงสร้างเครื่อง

9.0 /10

ดีไซน์

9.0 /10

ความสามารถระบบ Smart TV

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • หน้าจอสีสันสดใสและเที่ยงตรง ผ่านมาตรฐานด้านสีสันมากมาย
  • มีระบบ Ultra Local Dimming ทำให้หรี่แสงจอเป็นจุดๆ ได้ ทำให้สีดำลงลึก
  • ระบบสีปรับแต่งมาเรียบร้อย สามารถเลือกโปรไฟล์ THX เพื่อให้สีสันที่เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์ได้ทันที
  • เสียงแน่น กระหึมพอสมควร ไม่ต้องใช้ลำโพงแยกก็ได้เสียงคุณภาพดี
  • สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ รับภาษาอังกฤษสำเนียงไทยได้สบายๆ

จุดสังเกต

  • ตัว Firefox OS ยังมีความสามารถจำกัด แอปบางส่วนไม่รองรับความละเอียด 4K
  • ในสถานการณ์ที่ภาพเปรียบต่างกันมากๆ เช่นลูกศรเมาส์ในจอสีดำ จะเห็นวงแสงของ Local Dimming
  • เครื่องใหญ่ จอหนัก ต้องระวังมากๆ เวลาขนส่ง
  • ราคาจัดว่าสูง แต่ก็สมเหตุสมผลกับเทคโนโลยีที่ใส่มา

กล้อง Huawei EnVizion 360 Panoramic VR Camera เป็นหนึ่งในของแถมจาก Huawei P20 Pro ที่คนสนใจกันเยอะมากนะครับ (และคาดว่าหลังจาก P20 Pro วางตลาดเรียบร้อย ก็น่าจะมีคนปล่อยขายของแถมตัวนี้กันพอสมควรเลย) วันนี้แบไต๋จึงขอรีวิวให้ดูกันว่ากล้องถ่าย 360 องศาตัวนี้ ที่ถ่ายภาพครั้งเดียวก็เก็บทุกมุมรอบตัวแบบ 360 องศา ไม่ต้องมายืนหมุนมือถือถ่ายทีละนิดละนิด ให้คุณภาพได้แค่ไหน ควรซื้อหามาใช้ หรือใครที่ได้มาเป็นของแถม ควรเก็บไว้ถ่ายเองไหม

การออกแบบ Huawei EnVizion 360

ตัวกล้อง Huawei EnVizion 360 และถุงสำหรับเก็บกล้อง

Huawei EnVizion 360 นั้นมีขนาดเล็กมากนะครับ หนักแค่ 30 กรัม ขนาดพอๆ กับชุดเลนส์ Fish Eye ที่หลายคนใช้แปะมือถือกันนั้นแหละ เล็กกว่ารุ่นพี่ในวงการอย่าง Ricoh Theta แล้วก็เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Insta360 Air อีกหน่อย ซึ่งความเล็กของมันก็เป็นข้อดีที่พกง่ายมาก สามารถใส่ถุงนิ่มๆ ที่ Huawei แถมมาให้พกติดตัวไปไหนก็ได้ ไม่ลำบากชีวิต!

ดีไซน์ของ EnVizion 360 นั้นเรียบง่ายมากครับ ทุกด้านสมมาตรกันหมด ด้านหน้าและหลังมีกล้อง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ฝั่งละตัว เพื่อถ่ายภาพด้านละ 180 องศามารวมกันเป็นภาพ 360 องศาครับ ตัวกล้องเคลือบมันวาว (ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกเคลือบ) ทำให้ดูดีใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว ด้วยขนาดที่เล็กและตัวกล้องมันๆ ลื่นๆ เวลาถือต้องมีสติตลอดเวลา ทั้งระวังไม่ให้นิ้วไปโดนเลนส์ และระวังไม่ให้ตกครับ

การใช้งาน Huawei EnVizion 360

 

วิธีใช้งาน Huawei EnVizion 360 นั้นง่ายมากครับ แค่เสียบกล้องเข้ากับพอร์ต USB-C แล้วเปิดแอป HUAWEI 360 Camera มาถ่ายเท่านั้น ไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei ก็ใช้ถ่ายได้ ข้อจำกัดเดียวของ EnVizion 360 คือต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็น Android 6.0 และใช้พอร์ต USB-C เท่านั้นครับ ใครใช้ iPhone หรือใช้แอนดรอยด์ที่ยังเป็น Micro USB อยู่ หมดสิทธิ์ใช้กล้องตัวนี้นะจ๊ะ

เราสามารถใช้งาน EnVizion 360 ได้ 3 โหมดคือ

  • ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายได้ความละเอียด 5K – 5376 x 2688 pixel
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายได้ความละเอียด Full HD – 1920 x 960 pixel นานสูงสุด 5 นาที
  • ถ่ายทอดสดวิดีโอ 360 องศา ขึ้น Youtube และ Facebook ด้วยความละเอียด HD – 1280 x 640 / 8Mbps

PIC_20180409_124645

คุณภาพของภาพนิ่งในช่วงกลางวันนั้นสีสันคมชัดสดใส

PIC_20180408_190951

ส่วนถ้าเป็นภาพตอนกลางคืน ก็ถือว่าดีกว่ากล้อง 360 องศาหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ถ่ายในที่แสงน้อย

ในส่วนของภาพนิ่งนั้นเราพอใจกับภาพที่ได้นะครับ ภาพคมชัดรายละเอียดดี แต่สำหรับการถ่ายวิดีโอเราว่าความละเอียดระดับ Full HD นั้นน้อยไปสำหรับงาน 360 องศาที่ต้องเอาภาพมาขยายให้เห็นทุกทิศทาง ถ้าสามารถถ่าย 4K ได้จะดีมาก ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นได้ความละเอียดระดับนี้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าละเอียดกว่านี้เน็ตน่าจะเร็วไม่พออัปโหลด แต่ติดอยู่นิดเดียว มันยังไลฟ์ขึ้น facebook pages ไม่ได้ ไลฟ์ขึ้นโปรไฟล์ส่วนตัวได้อย่างเดียว แอดงี้อดไลฟ์ขึ้นเพจแบไต๋ให้ดูบรรยากาศงานต่างๆ เลย

ระหว่างถ่ายรูป 360 องศาเราสามารถหมุนภาพ ซูมภาพตัวอย่างที่แสดงเข้าออกได้ด้วยนะครับ สามารถตั้งนับถอยหลังก่อนถ่ายได้ด้วย เพื่อให้เราจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างก่อนถ่าย (EV) และใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพก็ได้ และถ้าเราไม่ต้องการโลโก้ Huawei 360 (ที่อยู่บริเวณที่ตัวกล้องอยู่ในภาพ) ก็สามารถปิดใน Settings ได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีลายน้ำหัวเว่ยทุกรูป

การใช้ไฟล์ 360 องศา

PIC_20180408_184257

ถ้าเป็นแสงยามเย็น Huawei EnVizion 360 ก็ยังเอาอยู่นะครับ

ยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ รองรับไฟล์ 360 องศามากขึ้นครับ ไม่ต้องอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเฉพาะที่แชร์ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน เราสามารถใช้ไฟล์รูป 360 องศาจาก Huawei EnVizion 360 ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน อัปโหลดขึ้น Facebook หรือส่งใน LINE ได้ทันที โดยที่คนใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์คนอื่นๆ ก็ดูภาพแบบ 360 องศาได้ในแอปเลย ส่วนถ้าเป็นวิดีโอก็สามารถอัปโหลดขึ้น facebook หรือ Youtube ให้เป็นวิดีโอแบบ 360 องศาได้เลยครับ ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการพิเศษ ให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย

Huawei EnVizion 360 สามารถเลือกมุมเซฟภาพออกมาได้ (ภาพนี้เป็นแบบ Little Planet)

ส่วนถ้าเราอยากแชร์แค่ภาพนิ่งที่ปรับมุมสวยๆ อาจจะปรับภาพในแบบ Little Planet ที่เหมือนเรายืนอยู่บนโลกกลมใบเล็กๆ หรือเลือกให้เห็นมุมมองที่ต้องการ ก็สามารถลากบีบมุมภาพที่ต้องการได้ในแอป แล้วกดปุ่ม Screen Shot เพื่อบันทึกภาพนั้นออกมาแชร์ได้เลย หรือจะเซฟออกมาเป็น GIF ก็ได้ โดยถ้าเป็นภาพนิ่ง ไฟล์ GIF ก็จะค่อยๆ หมุนเปลี่ยนมุม ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ ไฟล์ GIF ก็จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของวิดีโอออกมาเล่นครับ

ซึ่งการที่ Huawei EnVizion 360 นั้นเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยตรงก็ทำให้การใช้ไฟล์ 360 องศานั้นสะดวกกว่ากล้องอื่นๆ เยอะครับ แทนที่จะถ่ายแล้วต้องมาโอนใส่เครื่อง ต้องเปิด Wifi ต้องเปิด Bluetooth แชร์เข้ามา อันนี้คือไฟล์ 360 องศาอยู่ในคลังภาพ พร้อมใช้ได้เลยแม้ไม่ได้เสียบตัวกล้องอยู่

สรุปแล้ว Huawei EnVizion 360 นั้นคุ้มไหม

อุปกรณ์ในกล่อง Huawei EnVizion 360

Huawei EnVizion 360 วางราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับกล้องความสามารถแบบนี้นะครับ เพราะคู่แข่งอย่าง Ricoh Theta หรือ Insta360 นั้นมักจะมีราคาสูงกว่านี้ ซึ่งถ้าใช้ทั่วไป ใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว หรือใช้ในครอบครัว เจ้ากล้องตัวนี้เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้าจะใช้จริงจังระดับโปรดักชั่นที่ต้องการไฟล์ชัดมากๆ ต้องการวิดีโอ 4K หรือต้องการเอาไปต่อกับคอมพิวเตอร์เป็น Webcam ก็ต้องดูแบรนด์อื่นที่ความสามารถสูงกว่านี้ครับ

ส่วนใครที่ได้มาพร้อมกับ Huawei P20 Pro แอดมองว่าคุ้มมากนะ มันใช้เสริมความสามารถของกล้อง P20 ได้ดีเลย คือกล้อง P20 จะเทพยังไง มันก็ถ่าย 360 องศาได้ไม่เหมือนที่ Huawei EnVizion 360 ถ่ายได้ ส่วนใครที่ได้กล้องนี้ในราคาปล่อยต่อสักที่ถูกกว่านี้ มันก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Fitbit Ionic นาฬิกาอัจฉริยะ ท้าชิง Apple Watch อย่างสูสี!

Ionic นาฬิกาอัจฉริยะที่ Fitbit บอกว่าเป็นรุ่นแรกที่ทำออกมา ก็มีจิตวิญญาณทั้งของ Fitbit เองและ Pebble ที่ซื้อบริษัทเข้ามา สรุปจะเป็นยังไงเรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Panasonic Viera DX900

฿129,900
Panasonic Viera DX900
8.7

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

โครงสร้างเครื่อง

9.0 /10

ดีไซน์

9.0 /10

ความสามารถระบบ Smart TV

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • หน้าจอสีสันสดใสและเที่ยงตรง ผ่านมาตรฐานด้านสีสันมากมาย
  • มีระบบ Ultra Local Dimming ทำให้หรี่แสงจอเป็นจุดๆ ได้ ทำให้สีดำลงลึก
  • ระบบสีปรับแต่งมาเรียบร้อย สามารถเลือกโปรไฟล์ THX เพื่อให้สีสันที่เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์ได้ทันที
  • เสียงแน่น กระหึมพอสมควร ไม่ต้องใช้ลำโพงแยกก็ได้เสียงคุณภาพดี
  • สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ รับภาษาอังกฤษสำเนียงไทยได้สบายๆ

จุดสังเกต

  • ตัว Firefox OS ยังมีความสามารถจำกัด แอปบางส่วนไม่รองรับความละเอียด 4K
  • ในสถานการณ์ที่ภาพเปรียบต่างกันมากๆ เช่นลูกศรเมาส์ในจอสีดำ จะเห็นวงแสงของ Local Dimming
  • เครื่องใหญ่ จอหนัก ต้องระวังมากๆ เวลาขนส่ง
  • ราคาจัดว่าสูง แต่ก็สมเหตุสมผลกับเทคโนโลยีที่ใส่มา

แม้ว่าเราจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์ Fitbit หลายตัวที่ทำงานเป็นนาฬิกาได้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ Fitbit ก็ถือว่า Ionic เป็น Smart Watch รุ่นแรกของบริษัทครับ จะถือว่าเป็นตัวแทนทางจิตวิญญาณของ Pebble ที่ Fitbit ซื้อไปในช่วงปลายปี 2016 ก็ได้ (แล้วก็ปิด Pebble เลิกผลิตนาฬิกาทุกอย่างไปเลย จะแอบแค้นก็ตรงนี้) เพราะมีความสามารถลงแอปเพิ่มและเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ แล้วการใข้งานจริงเป็นยังไง เราใช้ Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวันมานับเดือน ก็ขอสรุปให้ฟังครับ

Fitbit Ionic มีสายหลายแบบให้เลือกเปลี่ยน

ดีไซน์และรูปแบบการใช้งาน

  • ดีไซน์ดูดี รู้สึกเป็นของที่มีราคา ดูบาง แม้ว่าจริงๆ แล้วจะหนา
  • หน้าจอทนทาน ใช้มานานก็ยังไม่มีริ้วรอย แสดงภาพได้ชัดเจนแม้แดดจัด
  • เปลี่ยนสายได้ง่าย แต่ต้องใช้สายของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้สายนาฬิกาทั่วไปได้

Fitbit Ionic ใส่แล้วดูบาง เพราะดีไซน์สี่เหลี่ยมคางหมู

ขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา สิ่งแรกที่คนสนใจก็หนีไม่พ้นการออกแบบครับ Fitbit Ionic ก็ออกแบบในสไตล์ของอุปกรณ์ Fitbit คือเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามุมเหลี่ยมเลย (ไม่ต้องมาถามหามุมมนๆ จากรุ่นนี้) ดูแข็งแรง หนักแน่น ทำจากวัสดุชั้นดี อลูมิเนียมซีรี่ส์ 6000 หนักแค่ 47 กรัม ที่สำคัญคือใส่แล้วดูนาฬิกาบาง ทั้งที่จริงๆ แล้วนาฬิกามันก็หนาอยู่ เพราะด้านหลังเครื่องทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เวลาอยู่บนข้อมือแล้วหลอกตาว่านาฬิกาไม่หนามาก ไม่เหมือนอย่าง Apple Watch ที่เป็นสี่เหลี่ยมทั้งก้อนทำให้ตัวนาฬิกาดูหนาบนข้อมือครับ

Fitbit Ionic นั้นมีด้วยกัน 3 สีคือ รุ่นที่เรามารีวิวคือ ตัวเรือนสีเงิน-สายสีเทาอมน้ำเงิน (White/Blue-Grey) ตัวเรือนสีเทาเข้ม-สายสีถ่านเข้มๆ (Smoke Gray/Charcoal และตัวเรือนสีทอง-สายสีฟ้าอ่อน (Burnt Orange/Slate Blue)

กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 3 ให้ความแข็งแรงและกันรอยได้ดีมาก ใส่ติดข้อมือทุกวันมาเป็นเดือน หน้าจอยังไม่เป็นรอยเลย และที่ประทับใจคือตัวจอที่ Fitbit เคลมว่าให้ความสว่างสูงถึง 1,000 nit ก็ทำให้ใช้งานกลางแดดได้สบายมากครับ แดดจะแรงแค่ไหนเราก็ยังเห็นข้อมูลจากจอได้ชัดเจน สีสันสดใส

อุปกรณ์ในกล่องของ Fitbit Ionic

ในกล่องของ Fitbit Ionic นั้นมีสายนาฬิกาแบบยางมาให้เลือก 2 ขนาดนะครับ ก็เลือกให้เหมาะสำหรับขนาดข้อมือของตัวเอง เปลี่ยนสายได้ง่ายๆ โดยกดปุ่มที่ด้านหลังของสาย ก็ดึงสายออกมาได้แล้ว ซึ่งตัวสายนี้ทำจากยางชั้นดีครับ แม้เหงื่อจะออกเต็มแขนแต่ไม่รู้สึกคัน ตัวล็อกสายก็มี 2 ชั้น ทั้งแบบเกี่ยวกับรูและเป็นหมุดยึดลงไปกับรู ก็ทำให้มั่นใจว่านาฬิกาจะไม่หลุดออกจากมือง่ายๆ แต่สายที่ใช้กับ Fitbit Ionic จะต้องเป็นสายเฉพาะของมันนะครับ ไม่สามารถหาซื้อสายทั่วไปมาเปลี่ยนได้ ซึ่งในเว็บของ Fitbit เองก็มีสายอีกหลายแบบทั้งสายหนังและสายดีไซน์สปอร์ตให้ซื้อเปลี่ยนครับ

ตัวเรือน Fitbit Ionic และสายที่ถอดออก

Fitbit Ionic นั้นมีปุ่มควบคุม 3 ปุ่มรอบเครื่องทำงานร่วมกับจอสัมผัสนะครับ ก็ถือว่าใช้งานง่ายเลยแหละ ไม่ต้องอ่านคู่มือเยอะแบบ Smart Watch รุ่นอื่นก็ใช้งานพื้นฐานได้เลย

  • ปุ่มซ้ายไว้ถอยหลังหรือปุ่ม Back
  • ปุ่มขวาบนไว้เข้าหน้า Today สรุปว่าวันนี้การใช้ชีวิตของเราเป็นยังไงบ้าง
  • ปุ่มขวาล่างไว้เข้าหน้า Exercise เลือกการออกกำลังกาย

ส่วนหน้าจอสัมผัสก็สามารถลากจากขอบจอทั้ง 4 ด้านเพื่อเข้าหน้าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

  • ลากจากขอบบน เมนูเล่นเพลง
  • ลากจากขอบขวา เข้าเมนูหลักของนาฬิกา
  • ลากจากขอบล่าง โชว์ Notification จากโทรศัพท์
  • ลากจากขอบซ้าย เข้าหน้า Quick Settings

เซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจ และการเสียบสายชาร์จแบบ Hardcore (ปกติก็ไม่ต้องถอดสายนาฬิกาแบบนี้หรอก)

ด้านหลังตัวเรือนเป็นเซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจที่จะยิงแสง LED ลงมาเพื่อจับการเต้นของหัวใจนะครับ และมีช่องเสียบสายชาร์จแบบแม่เหล็กอยู่ตรงนี้ด้วย

Fitbit Ionic สมาร์ทวอทช์ที่ไม่ต้องเพิ่งสมาร์ทโฟน (มากนัก)

  • ตัวนาฬิกาสามารถทำงานได้ครบถ้วนทั้งการตรวจจับการเต้นของหัวใจ นับก้าวเดิน โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • สามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาได้ราว 300 เพลง และเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • แต่การโหลดเพลงลงนาฬิกาต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำจากสมาร์ทโฟนได้ และใช้เวลาโหลดเพลงนานมาก

ด้วยความที่นาฬิกาเรือนนี้เป็น Smart Watch การใช้งานจึงต้องใช้ควบคู่กับ Smart Phone แต่ Ionic ก็ไม่ได้ต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลานะครับ หลังจากเซ็ตอัปครั้งแรกที่ต้องเชื่อมกับสมาร์ทโฟน เราก็สามารถใช้งานมันเดี่ยวๆ ได้ โดยหน่วยความจำในนาฬิกาจะสามารถบันทึกการใช้ชีวิตได้ 7 วัน และบันทึกสรุปรายวันได้ 30 วัน ก่อนนำมาซิงค์บันทึกเข้าระบบของ Fitbit ผ่านสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้เรายังสามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาเพื่อเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง เวลาไปออกกำลังกายก็ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนไป เอาไปแค่ Ionic กับหูฟัง Bluetooth ก็ฟังเพลงพร้อมออกกำลังกายได้แล้ว (หรือถ้ายังรักการฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนอยู่ ก็สามารถใช้ตัวนาฬิกาสั่งเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน)

แต่การซิงก์เพลงเข้า Fitbit Ionic แอบยุ่งยากไปนิดครับ เพราะไม่สามารถซิงก์จากสมาร์ทโฟนได้โดยตรง ต้องทำผ่านโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เท่านั้น และการซิงก์ก็ใช้เวลานานด้วย การซิงก์เพลงสัก 3 อัลบั้ม อาจจะต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง แล้วใน Ionic มีพื้นที่เก็บเพลงอยู่ 2.5 GB สามารถเก็บเพลงได้ราว 300 เพลงครับ ก็ไม่มากไม่น้อยอะไร

ติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาเสริมได้ แต่ตัวเลือกยังน้อย

  • หน้าปัดมีหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเข็มและดิจิตอล แบบที่แสดงข้อมูลเยอะๆ ก็มีให้เลือก
  • สามารถเลือกแอปเสริมให้นาฬิกาได้ตามความต้องการ
  • แต่จำนวนแอปยังมีไม่เยอะ และการติดตั้งใช้เวลานาน

โหลดหน้าปัดนาฬิกาได้จากสมาร์ทโฟน

Fitbit Ionic สามารถเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ มีรูปแบบมากมายให้เลือกโหลดผ่านแอป Fitbit ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาภายนอกได้ทำหน้าปัดนาฬิกาได้ด้วย ทำให้ตัวเลือกหน้าปัดนาฬิกาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

นอกจากนี้เรายังสามารถลงแอปเพิ่มในนาฬิกาได้ แต่เนื่องจาก Fitbit Ionic ยังเป็นระบบใหม่ แอปที่มีให้เลือกจึงมีไม่เยอะครับ บริการด้านกีฬาดังๆ ก็มีแค่ Strava มีแอปอ่านข่าว Flipboard แต่บริการฟังเพลงอย่าง Spotify ก็ยังไม่มีให้โหลด แผนที่แบบนำทางได้ในตัวนาฬิกาเหมือน Apple Watch ก็ยังไม่มี ก็ต้องรอเวลาเพื่อให้นักพัฒนาทำแอปลงมาเพิ่มนะครับ

หน้าปัดนาฬิกาสวยๆ ของ Ionic

และ Ionic ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่การติดตั้งที่ใช้เวลานาน แม้ว่าตัวแอปและหน้าปัดต่างๆ จะไม่ขนาดไม่ใหญ่เลย แต่ก็ต้องใช้เวลาโหลดลงนาฬิกานานนับนาทีครับ

ใช้งาน Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวัน

  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้จนลืมว่าชาร์จครั้งสุดท้ายวันไหน
  • สามารถสั่นและแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและแสดงแจ้งเตือนจากทุกแอปในสมาร์ทโฟนได้
  • แต่ไม่สามารถแสดงการแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ น่าเสียดายมากตรงนี้

แม้ว่าภาพลักษณ์ของ Fitbit จะเป็นในแนวสุขภาพมาตลอด แต่สำหรับ Ionic กลับเหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นอื่นๆ ของ Fitbit ครับ

เมื่อเริ่มต้น Fitbit Ionic จะแสดงการแจ้งเตือนภาษาไทยเป็นแบบนี้

จุดเด่นที่ใช้ได้จริงคือ Fitbit Ionic สามารถแสดงการแจ้งเตือนหรือ Notification ทุกอย่างได้จากสมาร์ทโฟนที่ทั้งสั่นเตือนและแสดงข้อความการแจ้งเตือนได้แบบไม่ต้องหยิบเอาสมาร์ทโฟนออกมาดู มีสายเรียกเข้าก็แสดงรายละเอียด แต่น่าเสียดาย (มากๆ) ที่ยังไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้ครับ ถ้าค่ามาตรฐานของนาฬิกาเลย ฟอนต์ไทยจะแสดงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมทั้งหมด แต่ก็สามารถเซ็ทผ่านแอปของ Fitbit ให้ถอดเสียงจากภาษาไทยมาแสดงเป็นภาษาอังกฤษแบบคาราโอเกะได้ ก็ทำให้พออ่านได้แต่ก็ไม่ดีเท่าการแสดงภาษาไทยจริงๆ อยู่ดี

แต่เราสั่งให้ถอดเสียงภาษาไทยเพื่อแสดงแบบคาราโอเกะได้ (อ่านยากหน่อย แต่ก็พอรู้เรื่อง)

อีกเรื่องที่เป็นจุดขายของนาฬิการุ่นนี้เลยแบตเตอรี่ทนมาก ตามสเปกเคลมว่าใช้งานได้ 5 วัน แต่ใช้จริงน่าจะใช้ได้เป็นสัปดาห์ครับ คือลืมไปเลยว่าชาร์จครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีนาฬิกาเตือนว่าแบตอ่อน (หลังจากนาฬิกาเตือนก็ใช้ได้ต่ออีกเป็นวันนะ) ก็ค่อยกลับมาชาร์จ เรื่องนี้น่าประทับใจมากๆ

ส่วน Fitbit Pay นั้นไม่ต้องพูดถึงครับ มันใช้ในเมืองไทยไม่ได้ แล้วดูทรงไม่น่าจะได้ในเร็วๆ นี้ด้วย เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบ QR Code แต่ Fitbit Pay เป็นเทคโนโลยีแบบ NFC ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในไทย ถ้าจะทำให้เกิดก็ต้องใช้เวลาและทุนผลักดันมหาศาล จึงไม่น่าเป็นไปได้ในไทยครับ

การใช้งานในเชิงสุขภาพ

ในตัว Fitbit Ionic นั้นมีเซนเซอร์เยอะมากสำหรับการตรวจจับสุขภาพและการออกกำลังกายนะครับ คือ

  • เซนเซอร์ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ (เรียกว่า PUREPULSE) วัดการเต้นของหัวใจตลอดทั้งวัน แล้วนำไปสรุปในแอป Fitbit ให้ดูว่าลักษณะการเต้นของหัวใจเราเป็นอย่างไร มีค่าหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate) เท่าไหร่ ร่างกายเรามีความฟิตเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอายุ และระหว่างออกกำลังกายก็แสดงโซนการเต้นของหัวใจได้
  • เซนเซอร์ตรวจการเคลื่อนไหว Accelerometer และ Gyroscope นับก้าวเดินแต่ละวัน เตือนให้ผู้ใส่เคลื่อนไหวในกรณีที่นั่งนิ่งนานๆ และสามารถบันทึกการออกกำลังกายอัตโนมัติได้ ทำงานเองแม้ลืมสั่งให้เริ่มบันทึก ใช้วัดรอบการว่ายน้ำได้ด้วย
  • เซนเซอร์วัดความสูง ระบุได้ว่าเราเดินขึ้นลงกี่ชั้นในแต่ละวัน
  • GPS บันทึกเส้นทางการออกกำลังกาย โดยไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน

ติดตามการเต้นของหัวใจในระหว่างออกกำลังกาย แล้วแสดงผลสรุปในแอป Fitbit ให้อ่านเข้าใจง่าย

จากเซนเซอร์สารพัดทำให้ Ionic สามารถบันทึกและวิเคราะห์การใช้ชีวิตของเรา แล้วมานำสรุปให้อ่านในแอป Fitbit ได้หลายอย่าง ทั้งสถิติการเดิน สถิติช่วงเวลาแอคทีฟต่างๆ รวมถึงลักษณะการเต้นของหัวใจ และรูปแบบการนอนหลับได้ โดยตรวจจากการเคลื่อนไหวในขณะนอนหลับและการเต้นของหัวใจ เพื่อดูว่าเรามีช่วงหลับตื้น หลับลึกอย่างไร แล้วยังสามารถวิเคราะห์ความฟิตจากระดับ Cario ของเราได้ด้วย

สรุปข้อมูลการนอนของเรา

รูปแบบการออกกำลังกายพื้นฐานที่ Fitbit Ionic สามารถตรวจจับได้นั้นมีหลายอย่างเช่น การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, วิ่งในลู่ออกกำลังกาย, ยกน้ำหนัก หรือสามารถเพิ่มการเล่นโยคะหรือการตีกอล์ฟลงไปด้วยก็ได้ ซึ่งตัว Ionic นั้นกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เราทดสอบเอาไปเล่นน้ำทะเลมาเรียบร้อย กันน้ำได้สบายมาก จึงสามารถใช้วัดการว่ายน้ำได้ด้วย

ถ้าออกกำลังกายแบบ Outdoor ก็บันทึกการเคลื่อนที่ลงในแผนที่ได้ เพราะ Ionic มี GPS ในตัว

นอกจากนี้ Fitbit Ionic ยังมี Coach ในตัว สามารถเลือกชุดการออกกำลังกายตามแบบที่เราต้องการได้ด้วย

เทียบกับสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่นๆ

ถ้าหากเทียบกับนาฬิกาที่เน้นเรื่องการออกกำลังกายเป็นหลักอย่าง Garmin Fenix 5 (อ่านรีวิว Garmin Fenix 5s ได้เลย) ฟังก์ชั่นเรื่องการออกกำลังกายนั้นยังสู้ฝั่ง Garmin ไม่ได้ ที่ละเอียดหยุบหยับกว่า แต่ถ้าวัดเรื่องการใช้ชีวิตทั่วไปและความคุ้มค่า Fitbit Ionic ทำได้ดีกว่าครับ เป็นนาฬิกาที่สมดุลในการใช้ชีวิตและการออกกำลังกาย แถมราคาของ Ionic ที่ 11,690 ยังถูกกว่า Garmin Fenix 5 มากครับ

ส่วนถ้าเทียบกับ Apple Watch อันนี้ต้องบอกว่าสูสี จุดที่ Apple Watch เด่นกว่าคือแอปหลากหลายกว่า และแสดงข้อความภาษาไทยได้ แต่จุดที่ Fitbit Ionic เด่นกว่าคือมันใช้กับ Android ได้ดีครับ (Apple Watch ใช้กับ iPhone อย่างเดียว) มีหน้าปัดให้เลือกเยอะกว่า และแบตอึดกว่ามากๆ และราคา Ionic อยู่ที่ 11,690 ส่วน Apple Watch Series 3 ก็เริ่มต้นที่ 11,900 บาท ก็ใกล้เคียงกันมากด้วย สรุป ถ้าใช้ Android เจ้า Fitbit Ionic ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

ตัวเรือนเมื่ออยู่บนข้อมือ

โหมด Workout บนนาฬิกา

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Acer Holo360 กล้อง 360 องศา ที่ดันเป็นสมาร์ทโฟนได้เต็มตัว (โทรได้ด้วย!)

Published

on

Panasonic Viera DX900

฿129,900
Panasonic Viera DX900
8.7

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

โครงสร้างเครื่อง

9.0 /10

ดีไซน์

9.0 /10

ความสามารถระบบ Smart TV

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • หน้าจอสีสันสดใสและเที่ยงตรง ผ่านมาตรฐานด้านสีสันมากมาย
  • มีระบบ Ultra Local Dimming ทำให้หรี่แสงจอเป็นจุดๆ ได้ ทำให้สีดำลงลึก
  • ระบบสีปรับแต่งมาเรียบร้อย สามารถเลือกโปรไฟล์ THX เพื่อให้สีสันที่เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์ได้ทันที
  • เสียงแน่น กระหึมพอสมควร ไม่ต้องใช้ลำโพงแยกก็ได้เสียงคุณภาพดี
  • สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ รับภาษาอังกฤษสำเนียงไทยได้สบายๆ

จุดสังเกต

  • ตัว Firefox OS ยังมีความสามารถจำกัด แอปบางส่วนไม่รองรับความละเอียด 4K
  • ในสถานการณ์ที่ภาพเปรียบต่างกันมากๆ เช่นลูกศรเมาส์ในจอสีดำ จะเห็นวงแสงของ Local Dimming
  • เครื่องใหญ่ จอหนัก ต้องระวังมากๆ เวลาขนส่ง
  • ราคาจัดว่าสูง แต่ก็สมเหตุสมผลกับเทคโนโลยีที่ใส่มา

หนึ่งในตลาดกล้องที่สนใจตอนนี้คือหมวดกล้อง 360 องศานะครับ ที่แม้ความนิยมจะยังสู้กล้องหมวดอื่นๆ ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจและเริ่มมีผู้เล่นที่ทยอยลงตลาดเรื่อยๆ ซึ่ง Acer ก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ส่งอุปกรณ์ชุดแรกของบริษัทอย่าง Holo360 มาตอบรับผู้ใช้ด้วยจุดเด่นที่กล้อง 360 องศารุ่นอื่นๆ ไม่มีคือ “มันเป็นสมาร์ทโฟนได้ด้วย”

ดีไซน์ควบรวมระหว่างกล้อง 360 องศาและสมาร์ทโฟน

  • Acer Holo360 ไม่ใช่แค่กล้อง 360 องศา แต่เป็นสมาร์ทโฟนเต็มตัว
  • เล่นเน็ต 4G โทรเข้ารับสายได้!
  • แต่จอสัมผัสและปุ่มควบคุมแบบสัมผัสก็ทำให้มือลั่นไปโดนง่ายเหมือนกัน

การออกแบบของ Acer Holo360 นั้นเป็นเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมทรงสั้นๆ ป้อมๆ ครับ คือหนากว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปประมาณเท่าตัว แต่สั้นและแคบกว่า ก็ถือว่าเป็นรูปทรงที่ยังจับถ่าย 360 องศาได้ง่ายอยู่นะครับ

ด้านหน้าของเครื่องเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้วสัดส่วน 4:3 ความละเอียด 640 x 480 พิกเซล พร้อม 3 ปุ่มหลักของ Android (Recent App, Home, Back) อยู่ด้านล่างจอ ส่วนด้านหลังเครื่องเป็นกระจกเรียบๆ พร้อมลำโพงแบบแนบหูอยู่ด้านล่างเอาไว้คุยโทรศัพท์ ส่วนข้างเครื่องก็เป็นที่อยู่ของปุ่มเร่งเสียง-ลดเสียง และอีกด้านหนึ่งก็เป็นปุ่มล็อกจอกับซัตเตอร์ครับ

Acer Holo360 ใส่ซิมกับ MicroSD ได้จริงๆ นะ

Acer Holo360 นั้นสามารถใส่ซิมเพื่อรองรับการใช้งาน 4G และโทรออกรับสายได้ ซึ่งการจากทดลองใช้มันก็ใช้เป็นโทรศัพท์ได้จริงๆ ครับ เสียงสนทนาชัดเจนดี ทำให้เราไม่ต้องซื้อมือถือเครื่องที่ 2 ก็ได้ ซื้อกล้อง 360 องศาแล้วได้มือถือมาด้วย ดีจริงๆ และสามารถเพิ่ม MicroSD เพื่อบันทึกภาพได้อีกด้วย

แต่ข้อสังเกตในงานออกแบบมีอยู่นิดหนึ่งตรงหน้าจอสัมผัสครับ บางจังหวะที่เราถือกล้องจะถ่าย 360 องศาอยู่ อาจจะไปเผลอไปโดนหน้าจอสัมผัสได้เหมือนกัน รวมทั้งปุ่ม Back ปุ่มโฮมด้านล่าง เวลาใช้ก็ต้องระวังนิดหนึ่งครับ

ด้านหลังเครื่องเป็นช่องหูฟังแบบแนบหู

กระบวนการถ่ายภาพและวิดีโอ 360 องศา

  • ทำงานจบในตัว เพราะรวมฟังก์ชั่นสมาร์ทโฟนเข้าไปแล้ว
  • สามารถไลฟ์ Youtube, facebook ได้ด้วย
  • แต่แปลงไฟล์ช้า และใช้เวลาอึดใจหนึ่งกว่าจะเปิดดูรูปได้

เนื่องจาก Acer Holo360 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนเต็มตัว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 7.1 พร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 625 มีแรม 2 GB หน่วยความจำในตัว 16 GB แถมใส่ซิมได้อีก จึงทำให้การใช้งานนั้นจบในตัวครับ ตั้งแต่ถ่ายจนโพสต์ขึ้น Social Media ต่างๆ ลงแอปแต่งภาพก็ได้ ไม่ต้องเชื่อม Wifi เข้ามามือถือเพื่อโอนรูปไปใช้งานต่อ

การใช้งานก็เรียบง่าย เปิดเข้าแอปกล้องไปก็จะเห็นภาพกลมๆ เป็นตัวอย่างของภาพ 360 องศาแล้วก็ถ่ายได้เลย สามารถเปลี่ยนโหมดให้กล้องบันทึกตำแหน่งสถานที่ถ่ายลงในรูป หรือจะถ่ายภาพปกติแบบกล้องหน้า กล้องหลังของสมาร์ทโฟนก็ได้ และยังสามารถสลับโหมดเป็นกล้องวิดีโอ 360 องศา สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้นาน 10 วินาทีครับ

ความสามารถเด่นสุดๆ ของ Acer Holo360 คือสามารถไลฟ์ facebook และ Youtube แบบ 360 องศาโดยตรงจากกล้องได้เลยนะครับ แต่กระบวนการเซ็ตอัปขึ้นเพจอาจจะยุ่งๆ หน่อย ไม่เหมือนการไลฟ์ขึ้นหน้าโปรไฟล์ตัวเองที่เปิดแอปแล้วไลฟ์ได้เลย

แต่จุดที่ขัดใจมากสุดคือ Acer Holo360 นั้นไม่ได้บันทึกไฟล์พร้อมใช้งานครับ จากการทดสอบถ่ายภาพความละเอียดสูงสุดของกล้อง (ในกล้องเรียกว่า 6K แต่ก็สามารถเลือกถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 4K ได้) เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วกล้องจะบันทึกภาพจากกล้องเป็นวงกลม 2 วงที่เรียกว่า 360 RAW

ภาพไฟล์ดิบของกล้อง Acer Holo360

ภาพที่โปรเซสแล้ว พร้อมแชร์ต่อ

ซึ่งเวลาจะดูแต่ละภาพจะต้องรอกล้องประมวลผลก่อน ไม่สามารถกดแล้วดูได้ทันที และถ้าจะแชร์ขึ้นเครือข่ายอื่นๆ หรือจะเซฟ JPEG ไปอัปโหลดที่อื่นก็ต้องนั่งแปลงไฟล์ 360 RAW ทุกภาพที่จะใช้เป็นไฟล์ jpeg มาตรฐานก่อน (กดแปลงได้สูงสุดครั้งละ 10 ไฟล์ ถ้าถ่ายมาเยอะๆ กระบวนการแปลงไฟล์นี้จะน่าเบื่อมาก เพราะต้องวนซ้ำหลายรอบ) ซึ่งมันเสียเวลาพอสมควรเลย แทนที่จะบันทึกภาพออกมาให้พร้อมใช้เลยเหมือนกล้องตัวอื่นๆ

ภาพแบบ Little Planet ก็สามารถทำจากในเครื่องได้เช่นกัน

คุณภาพภาพจาก Acer Holo360

  • คุณภาพภาพนิ่งถือว่าโอเค ภาพกลางวันสว่างสดใสคมชัด ภาพกลางคืนหวังผลได้
  • ถ่ายวิดีโอ 4K 360 องศาได้
  • แต่ถ่ายได้แค่ 10 วินาที

สเปกของ Acer Holo360 บอกว่ากล้องตัวนี้ใช้เซนเซอร์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล 2 ตัว ใช้เลนส์ f/2.1 ส่วนไฟล์จริงจาก Holo 360 ที่โปรเซสออกมาแล้วได้ภาพขนาด 6992 x 3496 pixel หรือ 24 ล้านพิกเซลครับ ซึ่งถือเป็นความละเอียดที่ดีครับ เพราะภาพแบบ 360 องศาจำเป็นต้องใช้พิกเซลมากกว่าภาพปกติจึงจะสามารถขยายปูรอบตัวแบบ 360 องศาได้ดี

IMG_SAVE_HOLO_20180211_171954_360

IMG_SAVE_HOLO_20180221_140816_360

IMG_SAVE_HOLO_20180212_142947_360

IMG_SAVE_HOLO_20180211_195846_360

คุณภาพของภาพนิ่ง 360 องศาจาก Holo360 ถือว่าดีเลยครับ ถ่ายตอนกลางวันให้ภาพคมชัด สีสันสดใส ถ่ายตอนกลางคืนก็ยังพอหวังผลได้ ภาพอาจจะมี Noise บ้างแต่ก็ยังเห็นรายละเอียดในภาพชัดเจนอยู่ ส่วนความเนียนของรอยต่อระหว่างกล้องหน้ากับกล้องหลัง บางทีก็เห็นความเหลื่อมอยู่บ้างครับ ก็ต้องรอปรับปรุงซอฟต์แวร์กันต่อไป

ส่วนคุณภาพวิดีโอระดับ 4K ก็ถือว่าโอเคครับ ด้วยความละเอียดระดับ 4K ก็รักษารายละเอียด 360 องศารอบตัวไว้ได้ แต่สำหรับภาพที่เคลื่อนไหวเร็วหน่อยอย่างการถ่ายระหว่างการเดิน จะรู้สึกว่าไม่นุ่มนวลบ้าง และน่าเสียดายที่ถ่ายได้ยาวแค่ 10 วินาที สั้นไปหน่อย

Holo360 ก้าวแรกของ Acer ในโลก 360 องศา

Acer นั้นไม่เคยหยุดนิ่งแค่การสร้างคอมพิวเตอร์นะครับ แต่ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ออกมาเรื่อยๆ ซึ่ง Acer Holo360 ที่เปิดตัวไปเมื่องาน IFA 2017 ก็เป็นประตูสู่โลก 360 องศาของเอเซอร์ ที่เป้าหมายของเอเซอร์ก็ไม่ได้หยุดแค่กล้องรอบตัว แต่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสนับสนุนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่จะมุ่งสู่โลก VR ด้วย

ตัวเครื่อง Acer Holo360 กับซองใส่

ซึ่งตัว Acer Holo360 กับระดับราคา 10,990 บาทนั้นถือว่าน่าสนใจมากครับ เพราะได้ทั้งกล้องรอบทิศทางกับโทรศัพท์เครื่องสำรองที่เอาไว้ใช้งานได้จริง ใครที่กำลังมองหากล้อง 360 องศา ก็ลองเก็บตัว Holo360 เข้าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!