Connect with us

Fujifilm X100F

฿ 46,990
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ต้องสารภาพเลยว่าตั้งแต่แอดมีอายุมากขึ้น คติในการซื้อข้าวของมาใช้คือ “จะถูกจะแพง ขอเบาไว้ก่อน” คือเราไม่อยากแบกกล้อง แบกคอมหนักๆ อีกแล้ว แอดจึงสนใจกล้องตัวเล็ก น้ำหนักเบา แต่ให้คุณภาพไฟล์ดีมาตลอด ซึ่งหนึ่งในกล้องในฝันของแอดคือซีรี่ส์ Fuji X100 ที่วันนี้เราจะรีวิวตัวล่าสุดให้ดูกัน

สเปกของ Fuji X100F

  • เซนเซอร์ X-Trans CMOS III ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ 23mm f/2 (เทียบเท่าเลนส์ 35 mm ในกล้อง Full frame)
  • จุดโฟกัส 325 จุด เป็นจุดโฟกัสแบบ Phase Detection Auto Focus (PDAF) 169 จุด
  • มี Wifi ในตัว ทำให้ส่งภาพได้ง่ายๆ
  • Viewfinder สามารถเลือกให้เป็นได้ทั้ง OVF (ภาพจริงผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) โดย EVF มีความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล
  • หน้าจอหลังขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล
  • ISO สูงสุด 51,200
  • ความเร็วซัตเตอร์สูงสุด 1/32,000 ในโหมดซัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 ภาพต่อวินาที
  • ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p 60 fps เสียบไมค์แบบ 2.5 mm ได้

การควบคุมกล้องที่พัฒนาขึ้น

X100F เป็นกล้องรุ่นที่ 4 ในตระกูลต้นกำเนิด Fuji X (F คือ Fourth หรือสี่) ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าตากล้องเป็นจะทรง Retro Rangefinder คล้ายรุ่นก่อนๆ แต่รูปแบบการใช้งานหลายอย่างก็ปรับปรุงให้เหมาะสมกับการทำงานในยุคนี้มากขึ้น จุดแตกต่างหลักคือใน X100F ได้เพิ่ม Joystick สำหรับเลื่อนจุดโฟกัสเข้ามา แม้กล้องตัวนี้จะไม่มีจอสัมผัส ก็สามารถโยกจอยเลื่อนตำแหน่งโฟกัสได้รวดเร็ว ถ้าใช้จนคล่อง อาจจะใช้ดีกว่าจอสัมผัสอีก

4 ปุ่มควบคุมที่อยู่ด้านซ้ายของจอคือ View mode, ดูรูป, ลบรูป และเปิด Wifi ที่เคยมีตั้งแต่ X100 กล้องรุ่นแรกก็เอาออกไป แล้วย้ายมากระจายอยู่ทางด้านขวามือแทน ทำให้สามารถควบคุมด้วยมือเดียวได้มากขึ้น ปุ่ม Drive ที่ต้องกดกันบ่อยๆ (เอาไว้ใช้เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพเดี่ยว ถ่ายภาพต่อเนื่อง และเปลี่ยนโหมดไปถ่ายวิดีโอ) ก็มาอยู่เป็นหนึ่งในปุ่ม 4 ทิศทาง

ที่น่าสนใจคือใน X100F วงแหวนโฟกัสด้านหน้าเลนส์สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น เปลี่ยนรูปแบบสีของภาพ หรือปรับอัตราซูมดิจิทัล (Digital Teleconverter) ซึ่งทำให้กล้องเลนส์ฟิกที่ซูมไม่ได้ตัวนี้ สามารถซูมดิจิทัลได้สะดวกขึ้น และที่วงแหวนปรับความเร็วซัตเตอร์ด้านบน ยังมีวงแหวนปรับ ISO ซ้อนอยู่ด้านล่าง เพื่อยกวงแหวนขึ้นแล้วจะสามารถปรับ ISO ได้ง่ายๆ

อีกอย่างที่เด่นคือผู้ใช้สามารถปรับลักษณะการควบคุมกล้องได้หลากหลายมาก สามารถปรับการทำงานของปุ่มและวงแหวนรอบกล้องได้ 7 จุด ตั้งแต่วงแหวนหน้าเลนส์, ปุ่มที่ตัวเลือกโหมด EVF, 3 ปุ่มของชุดปุ่ม 4 ทิศทาง, ปุ่ม AEL และวงแหวนด้านหลังครับ เพื่อจูนให้เข้าถึงการปรับตั้งค่าที่ต้องใช้บ่อยๆ ได้

โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาลักษณะการใช้งานกล้องให้คล่องตัวขึ้นนะครับ รวมกับเมนูที่ออกแบบใหม่ หาอะไรๆ เจอง่ายขึ้น ก็ทำให้เริ่มใช้ X100F ได้ไม่ยาก แต่ถึงยังไงก็ตามมันก็เป็นกล้องที่ลักษณะการใช้งานแตกต่างจากกล้องทั่วไปอยู่ดี เพราะมีวงแหวนหลายตัวแยกกัน จะเปลี่ยนรูรับแสงก็ต้องหมุนวงแหวนหน้าเลนส์ ปรับ EV, ความเร็วซัตเตอร์, ISO ก็หมุนวงแหวน 3 ตัวด้านบน แถมมีวงแหวนด้านหน้า ด้านหลังมาให้อีก 2 ตัวให้ใช้แบบงงๆ อีก ก็ต้องหัดใช้ให้คล่องมือสักระยะครับ

Viewfinder ยังเจ๋งเหมือน X100T

ภาพจาก Viewfinder ในโหมด OVF ที่มีจอเล็กอยู่ที่มุมล่างขวา เอาไว้ช่วยหาโฟกัส

สิ่งที่เป็นเสน่ห์มากของกล้องตระกูล X100 คือ Viewfinder ที่ใช้งานได้จริงจัง แถมสามารถเปลี่ยนโหมดระหว่าง OVF (ภาพจริงๆ ผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) ได้ง่ายๆ ด้วยคันโยกด้านหน้ากล้อง

คนที่ชอบใช้โหมด OVF เพราะเห็นภาพแบบที่ตาเห็น ดูไม่เวียนหัวก็มีตัวช่วยเยอะ ทั้งแสงกรอบภาพ ให้เรารู้ชัดเจนว่าขอบภาพอยู่ที่ไหน และมี EVF เล็กๆ เพื่อช่วยโฟกัสเวลาต้องการหมุนโฟกัสด้วยมือเองด้วย ส่วนโหมดจอ EVF เองก็ละเอียด ให้ภาพชัดเจนด้วย

แม้ว่าความสามารถของ Viewfinder แบบนี้จะมีตั้งแต่ X100T แล้ว แต่ยังไงมันเป็นเรื่องที่น่าว้าวของกล้องตัวนี้อยู่ดีครับ

ทำไมใช้โหมด OVF ต้องมีกรอบภาพแสดง

ก็เพราะว่า X100F เป็นกล้องแบบ Rangefinder ที่ตำแหน่งของช่องมองภาพกับตัวเลนส์นั้นอยู่คนละจุดกัน ทำให้ภาพที่เราเห็นจากช่องภาพภาพกับภาพจริงๆ ที่ได้นั้นไม่ตรงกัน ซึ่งจะเลื่อมกันแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระยะของกล้องกับวัตถุว่าห่างกันขนาดไหน ใน X100F จึงมีกรอบแสดงเพื่อโชว์ขอบเขตภาพให้เห็นได้ง่ายๆ แทน

คุณภาพภาพ

กล้อง Fujifilm X-Series นั้นเลื่องลือเรื่องคุณภาพภาพที่ออกมาอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะภาพ JPEG ที่ออกจากกล้อง ที่ถ้าปรับดีๆ เลือกรูปแบบฟิล์มให้ตรงใจ ก็แทบจะเอาภาพไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องตกแต่งต่อ ซึ่ง X100F ก็ใช้ระบบประมวลผลล่าสุดของฟูจิ มีรูปแบบสีให้เลือกครบครันคือ

  • โหมดมาตรฐาน Provia ให้สีสดใสสำหรับงานทั่วไป
  • โหมดถ่ายทิวทัศน์ Velvia ให้สีสดมาก โดยเฉพาะโทนน้ำเงินและเขียวของธรรมชาติ
  • โหมดถ่ายภาพบุคคล Astia ให้สีนุ่มนวล โทนผิวสวยงาม
  • โหมด Classic Chrome ให้สีจืดกว่าปกติในโทนที่ดูคลาสสิก
  • โหมด Pro Negative Hi และ Standard ให้สีผิวเฉพาะตัว ความเปรียบต่างสูงกว่าโหมด Astia
  • โหมด Acros ถ่ายภาพขาวดำในลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของฟิล์ม Acros
  • โหมด Monochrome ถ่ายภาพขาวดำแบบปกติ
  • โหมด Sepia

แม้ว่าเลนส์ของ X100F จะยังเป็นเลนส์ Super EBC 23 mm f/2 รุ่นที่ใช้ตั้งแต่ X100 ตัวแรก แต่ภาพถ่ายจาก X100F ก็ยังพิสูจน์ว่าเลนส์ชุดยังยังคงสามารถให้ภาพคมชัดบนเซนเซอร์ขนาด 24 ล้านพิกเซลรุ่นใหม่ตัวนี้ เพียงแต่ว่าจะต้องหรี่รูรับแสงลงสักนิด ราว f/4 – 5.6 ถ้าต้องการความคมชัดสูงสุด

คุณภาพจาก ISO 12,800 ที่ถือว่ายังดีใช้ได้เลย

ในส่วนของการจัดการ Noise ถือว่า X100F ทำได้ดีครับ คือถ่ายปกตินี้ใช้ ISO 400, 800 กันอย่างไม่คิดอะไรมาก (ถ้าเปิดโหมด DR มันจะดัน ISO เอง เพื่อเก็บข้อมูลส่วนมืด แม้ว่าจะอยู่กลางแดดจ้า มันก็ใช้ ISO 400, 800 นี่แหละ) ถ้าเป็นงานไม่ซีเรียสมาก เช่นเอาไปโพสต์ลง Social Network ก็ ISO เป็นหมื่นได้สบายๆ ครับ รูปเล็กๆ ดูไม่ออกเลย แต่ที่ขัดใจเกี่ยวกับ ISO นิดหนึ่งตรงที่มันเริ่มต้นที่ ISO 200 ครับ ถึงจะมีโหมด L ให้ ISO 100 ก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกดีเท่า ISO 100 แท้ๆ อยู่ดี (ความรู้สึกล้วนของจริง)

ตัวอย่างภาพจากกล้อง X100F (ชุดที่ 1)

ระบบโฟกัสที่รวดเร็ว

จุดที่ Fuji X100F ปรับปรุงไปมากอีกจุดหนึ่งคือระบบโฟกัสครับ จากภาพจำของตระกูล X100 คือกล้องที่ถ่ายภาพสวย แต่ต้องให้เวลาโฟกัสสักนิด จะเร่งรีบถ่ายไม่ได้ แต่ระบบโฟกัสของ X100F ถือว่าสู้กับกล้องสมัยใหม่ได้สบายๆ ทั้งจุดโฟกัสที่กระจายทั่วเฟรมภาพ ทำให้สามารถใช้โหมด AF-C เพื่อแทร็กการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพได้แม่นยำใช้ได้ เมื่อใช้โหมด AF-S ก็สามารถโฟกัสวัตถุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และใช้จอยสติ้กที่เพิ่งมีในรุ่นนี้เพื่อกำหนดจุดโฟกัสอย่างรวดเร็วก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

X100F สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ภาพต่อวินาที (สูงสุด 60 ภาพสำหรับ jpeg) ซึ่งเมื่อรวมกับระบบโฟกัส 325 จุดและการโฟกัสติดตามวัตถุ ก็ถือว่าถ่ายวัตถุเคลื่อนไหวได้เข้าเป้าเป็นส่วนใหญ่นะครับ ใครที่ต้องการกล้องสำหรับถ่ายเด็กๆ หรือถ่ายสัตว์เลี้ยง (เราคงไม่เอา X100F ไปถ่ายกีฬาเท่าไหร่เนอะ เพราะมันเปลี่ยนเป็นเลนส์ Telephoto ไม่ได้) ก็ถือว่าทำหน้าที่นี้ได้ดีเลยแหละครับ

การถ่ายวิดีโอที่ไม่มี 4K

X100F สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดได้ที่ 1080p 60 fps ครับ ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังเล็กน้อยสำหรับกล้องระดับราคานี้ แต่ยังไม่สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ ก็เข้าใจว่าคนใช้กล้อง X100F คงไม่ได้เน้นความสามารถด้านนี้เท่าใดนัก หากมองข้ามเรื่อง 4K ไป ก็ถือว่า X100F นั้นถ่ายวิดีโอสวยไม่ใช่เล่นนะครับ แถมเสียบไมค์ 2.5 mm (ถ้ามือคนถ่ายนิ่งพอ เพราะเราสามารถเปิดรูรับแสง F/2 เพื่อถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัด หลังเบลอได้อย่างสวยงาม สามารถเลือกโหมดสีที่สวยงามเหมือนการถ่ายภาพนิ่งได้ด้วย จะใช้ Provia, Velvia, Classic Chrome ก็จัดไป

ระบบสนับสนุนการถ่ายอย่างเยี่ยม

เช่นเดียวกับกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ของฟูจิ เจ้า X100F มีความสามารถเล็กๆ ที่ดีงามหลายอย่างครับ

  • สามารถใช้ช่อง MicroUSB ของกล้องเพื่อเสียบชาร์จโดยไม่ต้องใช้แท่นชาร์จได้ (แต่ในกล่องยังมีแท่นชาร์จมาให้นะ) ทำให้ชาร์จสะดวก เสียบชาร์จกับ power bank ก็ได้
  • แบตเตอรี่ลูกใหญ่กว่า X100 รุ่นอื่นๆ ทำให้ถ่ายภาพได้ยาวนาน สูงสุดตามสเปกคือ 390 ภาพเมื่อใช้ OVF
  • ควบคุมกล้อง และโอนภาพแบบไร้สายเข้ามือถือได้
  • หมุนวงแหวนหน้ากล้องเพื่อซูมแบบดิจิทัลได้ง่ายๆ เป็นฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยมาก แต่การซูมแบบนี้จะไม่ได้ครอปภาพ แล้วได้ไฟล์ขนาดเล็กเหมือนกล้องอื่นๆ นะครับ ภาพที่ซูมมาก็ยังมีความละเอียดเท่ากับความละเอียดที่กำหนดนั้นแหละ คือครอปภาพแล้วเอาไปขยายในกล้องนั้นเอง ซึ่งก็แอบเป็นข้อเสียนะ

สรุป Fujifilm X100F

จุดตัดสินว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้ X100F มีจุดหลักอยู่ข้อเดียวเลยครับ เราถนัดกับช่วงเลนส์ 35 mm รึเปล่า คือเลนส์ช่วง 35 mm มันก็ไม่ได้กว้างเหมือนเลนส์ 28 mm ที่เราคุ้นเคยจากกล้องของสมาร์ทโฟน และมันก็ไม่ได้แคบแบบเลนส์ 50 mm ที่หลายคนเคยใช้ในกล้อง DSLR ครับ ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้ เราจึงแนะนำให้ลองใช้ช่วง 35 mm ให้คล่องก่อน เอากล้องเลนส์ซูมมาหมุนเป็นช่วง 35 mm แล้วลองถ่ายก่อนก็ได้ ว่ามันใช่ไหมสำหรับเรา

แต่ส่วนตัวแอดหลังจากทดลองใช้ Fujifilm X100F มาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าช่วง 35 mm นี้แอบใช้ยากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่เรามักอยู่ในห้องที่ไม่ได้มีพื้นที่มากมายนัก ถ้าต้องการภาพกว้างๆ หน่อยก็ต้องถอยไปไกลเลย หรือบางทีก็ถ่ายไม่ได้เลยเพราะถอยไปถ่ายไม่ได้ เทียบกับ Ricoh GR ที่เป็นกล้องเลนส์ฟิกซ์ 28 mm ก็รู้สึกว่า GR ถ่ายสนุกกว่า แต่เรื่องนี้ก็เป็นความชอบเฉพาะบุคคลเนอะ

ส่วนประเด็นเรื่องการจับถือและการควบคุมกล้อง แรกๆ จะไม่ชินกับการควบคุมที่แยกส่วน และมีแป้นหมุนเต็มไปหมดแบบนี้ครับ แต่ใช้ไปไม่นานก็จะถนัดได้ไม่ยาก ถือว่าไม่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งาน แถมยังสามารถเซ็ตฟังก์ชั่นของปุ่มรอบตัวกล้องได้ง่ายๆ ควบคุมง่ายเข้าไปอีก

สุดท้ายที่เราหลงรักกล้องตัวนี้คือ กล้องหล่อมาก ใช้แล้วรู้สึกว่าช่างภาพหน้าตาดีขึ้น แถมไฟล์ภาพก็ยังดีน้ำตาไหลครับ 🙂

ตัวอย่างภาพจาก X100F (ชุดที่ 2)

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิวแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 Pro จะใช้แทนโน้ตบุ๊กได้แค่ไหน?

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

Huawei MediaPad M5 Pro เป็นแท็บเล็ตรุ่นที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้นะครับ เพราะเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่อง ใช้ปากกาได้ ใส่ซิมได้ในราคาไม่แพง แถมยังมีเคสคีย์บอร์ดเสริมการใช้งานอีก

Huawei MediaPad M5 นั้นมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ MediaPad M5 รุ่นเล็กที่มีจอ 8.4 นิ้ว ไม่มีปากกา ใช้สำหรับความบันเทิงหรือใช้อ่านเนื้อหาเป็นหลัก ราคา 13,990 บาท และ MediaPad M5 Pro รุ่นใหญ่ที่เรารีวิวในวันนี้ มีจอขนาด 10.8 นิ้ว และใช้ปากกาได้ มีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดด้วย ราคา 18,990 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600 pixel หรือ 2K เหมือนกันครับ ก็ทำให้ภาพสวยแจ่มเหมือนกัน

การใช้งาน Huawei MediaPad M5 Pro แบบกองบก. แบไต๋

ความสามารถพิเศษของ Huawei MediaPad M5 Pro คือด้านหลังเครื่องมีพอร์ต 3 พินอยู่เพื่อเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดได้ ซึ่งเราแนะนำเลยว่าถ้าคุณซื้อ MediaPad M5 Pro มา เคสคีย์บอร์ดคือสิ่งจำเป็นครับ ของเค้าดีย์มากๆ มันต้องมี ไม่งั้นใช้ความสามารถของ M5 Pro ไม่คุ้ม

ว่าด้วยเรื่องการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro กันก่อน

  • เคสคีย์บอร์ดให้ตัวคีย์บอร์ดที่ดีมาก การันตีโดยทีมงานแบไต๋ที่พิมพ์บทความนี้ด้วยแป้นคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro
  • Android รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่านคีย์บอร์ดภายนอกได้แย่มาก แต่ไม่เป็นไรเรามีแอปที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ สามารถใช้ปุ่มตัวหนอนเปลี่ยนภาษาได้
  • เคสคีย์บอร์ดเป็นแบบใช้ขาตั้งยันด้านหลังจอ วางบนโต๊ะพิมพ์สบาย แต่ถ้าจะวางบนตักต้องเกร็งขาดีๆ เดี๋ยวจอล้ม

แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ หลับตาพิมพ์ได้!
เราใช้ MediaPad M5 Pro พิมพ์บทความรีวิวอย่างยาวที่คุณได้อ่านกันอยู่บทความนี้ เราจึงบอกได้ว่าคีย์บอร์ดของเคสตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่ดีครับ แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ ทำให้ถ้าเราพิมพ์คีย์บอร์ดทั่วไปคล่องอยู่แล้ว ก็จะพิมพ์คีย์บอร์ดตัวนี้คล่องทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ แป้นลัดอย่าง Ctrl + C ก็อปปี๊ หรือ Ctrl + Z เพื่อ Undo ก็กดได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ Alt + <- เพื่อแทนปุ่ม Home และ Alt + -> เพื่อแทนปุ่ม End แค่นี้สำหรับนักเขียนก็ฟินแล้ว

นอกจากนี้ คีย์บอร์ดที่เคสของ M5 Pro ยังมี Trackpad มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสิ่งบนหน้าจอด้วยการเลือกเคอร์เซอร์แบบเมาส์ หรือจะจิ้มที่จอโดยตรงก็ได้ ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ลื่นไหลดี เหมือนใช้โน้ตบุ๊กจอสัมผัสอยู่เลย และที่คีย์บอร์ดยังมีแป้นที่ใช้งานบ่อยๆ ครบ เช่น Back, Home, Recent เพิ่มเสียง, ลดเสียง เร่ง-ลดแสงหน้าจอ รวมถึงปุ่มบันทึกหน้าจอด้วย ครบสำหรับการใช้งานจริงๆ

ปัญหาโลกแตกของการพิมพ์ภาษาไทยนั้นอยู่ที่ระบบปฏิบัติการ Android ครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลย การใช้คีย์บอร์ดจริงพิมพ์ภาษาไทยนั้นเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดที่เสียบตรงกับแท็บเล็ตอย่างเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro หรือจะต่อคีย์บอร์ด Bluetooth เราจะงงงวยก่อนเลยว่ามันเปลี่ยนภาษายังไง อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาด้วยแป้นลูกโลกบนหน้าจอ หรือกดปุ่มค้นหาด้วยเสียงร่วมกับ space bar เพื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งก็แล้วแต่แอปคีย์บอร์ดที่เราใช้ด้วย แต่สำหรับนักเขียนที่พิมพ์งานเร็วๆ แล้วนี้คือฝันร้ายที่ทำให้เกลียดการพิมพ์ภาษาไทยบนแท็บเล็ตไปเลย เพราะต้องเสียพลังงานกับการเปลี่ยนภาษาในแป้นแปลกๆ

วิธีแก้ไขให้พิมพ์คีย์บอร์ดไทยลื่น!
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางออกครับ โชคดีที่มีนักพัฒนาไทยได้สร้างแอป Thai HW Keyboard ที่พัฒนาโดย sukoom2001 เท่าที่เราทดสอบดูแอปตัวนี้เป็นแอปคีย์บอร์ดไทยสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดภายนอกที่ดีที่สุดแล้ว (และอีกตัวที่เห็นบางเว็บแนะนำก็ Hardware Thai Keyboard ของ Gadgetdoor ครับ ลองใช้กันดูนะ) คือสามารถใช้แป้นตัวหนอนตรงมุมเพื่อเปลี่ยนภาษาได้เหมือนบนคอมพิวเตอร์เลย ทำให้การพิมพ์ไหลลื่นมาก แต่แอปตัวนี้ก็มีบักอยู่บ้างเวลาพิมพ์ภาษาไทยบนแอปของ Google บางตัวเช่น Chrome ที่จะกลายเป็นพิมพ์จากขวามาซ้ายแทน ก็ต้องคอยสลับไปใช้แอปอื่นๆ แทน อย่างเบราว์เซอร์ก็เปลี่ยนมาใช้ Firefox แทน ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ (เสียจัย มันเกือบดีแล้ว)

และต้องเข้าใจว่าเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro นั้นเป็นแบบมีขาเพื่อยันจอให้ตั้งขึ้นนะครับ ไม่ใช่แบบโน้ตบุ๊กที่จอสามารถตั้งได้ด้วยแรงฝืดจากบานพับจอ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะกับการตั้งพิมพ์บนโต๊ะมากกว่าวางพิมพ์บนตักครับ

ปากกา M-Pen ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ขนาดและน้ำหนักของปากกา M-Pen เหมือนกับปากกาจริง ทำให้การจับถือถนัดมือ
  • ปากกา M-Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถกดหนัก-เบาเพื่อให้เส้นต่างกันได้ มีปุ่ม Shortcut บนปากกา 2 ปุ่ม วางมือบนหน้าจอเขียนได้เลย (ในแอปที่รองรับปากกา) ตอบสนองรวดเร็วไม่มีแลค
  • แต่ที่ตัว Huawei MediaPad M5 Pro ไม่มีที่เก็บปากกา ต้องมีเคสคีย์บอร์ดถึงจะมีหูเสียบเก็บปากกา

จุดเด่นอีกอย่างของ Huawei MediaPad M5 Pro คือมีปากกา M-Pen แถมมาด้วยในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกเหมือนหลายๆ ค่าย ซึ่งปากกา M-Pen ตัวนี้สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถใช้กับแอปวาดรูปหรือแอปจดบันทึกที่รองรับแล้วเส้นจะหนาบางตามแรงกดได้ (เราเทสกับแอป Squid ก็ใช้ดีเลยทีเดียว) นอกจากนี้ที่ปากกายังมีปุ่ม Shortcut ให้กด 2 ปุ่มสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยรวมเราชอบปากกา M-Pen ตัวนี้นะครับ ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากปากกาจริงๆ ที่เราใช้เลย แถมเวลาใช้งานในแอปที่รองรับก็สามารถวางมือลงไปบนจอได้เหมือนเขียนบนกระดาษเลย ก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้นั้นเหมือนเขียนลงบนกระดาษครับ ซึ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษาก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF แล้วใช้แอปเปิดไฟล์มาเขียนเน้นทับได้เลย ซึ่งก็ทำงานรวดเร็วใช้ได้

ปากกา M-Pen ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ครับ โดยมีช่องชาร์จซ่อนอยู่หลังคลิปหนีบปากกา ก็บิดคลิปหนีบออกแล้วชาร์จได้เลย หัวเว่ยว่าชาร์จครั้งหนึ่งอยู่ได้ 2 เดือน เราก็ไม่เคยใช้จนหมด แต่น่าเสียดายนิดหนึ่งที่ตัวเครื่องนั้นไม่มีวิธีเก็บปากกาเลย ไม่สามารถแปะด้วยแม่เหล็กข้างเครื่อง หรือเก็บไว้ในเครื่อง หรือเก็บด้วยวิธีใดๆ ได้ ก็ต้องเก็บปากกาตัวนี้ในถุงดินสอ หรือซื้อเคสคีย์บอร์ดครับ จะมีห่วงเก็บปากกาอยู่ข้างๆ คีย์บอร์ดให้แทน

Desktop Mode ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • โหมด Desktop นั้นมีหน้าตาเหมือน Windows ทำให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้ทันทึ
  • สามารถใช้หลายๆ แอปพร้อมกันในรูปแบบหน้าต่างซ้อนกันไปมาได้จริงเหมือนใช้คอมพิวเตอร์อยู่
  • แต่การเข้า-ออก Desktop Mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด และบางแอปก็ไม่สามารถใช้งานในโหมด Desktop ได้

ความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจของ Huawei MediaPad M5 Pro คือ Desktop Mode ครับ สามารถเปลี่ยน Android ให้มีหน้าตาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ คือสามารถเปิดหลายๆ แอปได้ในรูปแบบหน้าต่างแล้วใช้งานได้พร้อมกัน

หน้าตาของ Desktop Mode นั้นเหมือนกับการใช้งาน Windows ครับ มุมล่างซ้ายเป็นปุ่มเริ่มต้นสำหรับหาแอปต่างๆ ด้านล่างก็เป็น Task Bar สำหรับกดเปลี่ยนแอปไปมา ถัดมาหน่อยก็จะเป็นบริเวณโชว์สถานะต่างๆ ของเครื่องเช่นความดังเสียง ความแรงของ WiFi ระดับแบตเตอรี่ ซึ่งถ้ากดบริเวณนี้ก็จะโชว์ Notification และปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง WiFi หรือ Bluetooth ส่วนตรงมุมล่างขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Back, Home, Recent

ในโหมด Desktop กดเปิดดู Notification จากบาร์ด้านล่าง

สิ่งที่เราประทับใจกับ Desktop Mode ของ MediaPad M5 Pro คือมันสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปเพื่อสลับไปสลับมาทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ ครับ แต่การใช้งานจริงต้องบอกว่า Android มีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดครับ คือไม่ใช่ทุกแอปจะสามารถเปิดใช้งานใน Desktop Mode ได้ เช่น Youtube, Netflix, Facebook, Facebook Messenger หาไอคอนเปิดในโหมด Desktop ไม่เจอเลย อย่าง facebook นี่ยังสามารถบังคับเรียกขึ้นมาผ่านการกด Notification แต่บางแอปก็เปิดไม่ขึ้นเลย ซึ่งก็เข้าใจว่าแอปที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับ Desktop Mode นั้นมีไม่เยอะ อย่าง Microsoft Word ก็ไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างใน Desktop Mode ได้ ก็จะเป็นแอปขนาดเท่าหน้าจอสมาร์ทโฟน เพราะงั้นถ้าจะทำงานบนโหมด Desktop เราแนะนำให้ใช้ WPS ที่แถมมากับเครื่องจะทำงานได้ดีกว่าครับ

โหมดแท็บเล็ตก็สามารถแบ่งครึ่ง 2 จอ ทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าต้องการใช้งานแอปพร้อมกันแค่ 2 ตัว แนะนำโหมดแท็บเล็ตธรรมดาแล้วแบ่งครึ่งจอเอาดีกว่า

นอกจากนี้การเข้า Desktop mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมดนะครับ ทำงานอะไรค้างอยู่ก็เซฟให้หมดก่อนเข้าโหมด Desktop ด้วยนะ เราจึงแนะนำว่าถ้าไม่ต้องเปิดแอปใช้งานพร้อมกันเยอะๆ ให้ใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้วใช้ความสามารถแบ่ง 2 จอของ Android ในการทำงานพร้อมกัน 2 แอปแทนจะดีกว่า (เข้าโหมดนี้ได้โดยกดปุ่มสลับแอปค้างไว้) เพราะมันสามารถเปิดแอปใช้งานได้หมดทุกตัวด้วย

ความบันเทิงกับ Huawei MediaPad M5 Pro

  • หน้าจอดีมาก สว่างสดใส ขนาดใหญ่ ดูหนังเรื่องไหนก็ฟิน ลำโพงที่จูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงดังและดีมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นไหนๆ
  • เป็นอีกครั้งที่เคสคีย์บอร์ดโชว์พาว เมื่อเสียบ MediaPad M5 Pro กับเคสปรากฎว่าให้เสียงดังว่าถอดเครื่องมาถือเพียวๆ อีก
  • แต่อ้าววว ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm ซะงั้นอ่ะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ที่แถมมาในกล่องแทน

พูดถึงเรื่องการใช้งานแท็บเล็ตตัวนี้เพื่อการทำงานไปเสียมาก แต่นี่คือ MediaPad นะ มันต้องเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิงด้วยสิ! ก็ต้องบอกว่าความสามารถด้านนี้ของมันนั้นเด่นไม่แพ้เรื่องการใช้เพื่อการทำงานเลย ด้วยจอ 10.8 นิ้วความละเอียด 2K พร้อมเทคโนโลยี Enhanced ClariVu ทำให้คุณภาพภาพจากจอตัวนี้จัดว่าดีเลย ให้ภาพสว่างและสีสันสดใส เทียบกับแท็บเล็ตราคาใกล้ๆ กันจะรู้สึกเลยว่าจอของหัวเว่ยมันให้ความสว่างดีมาก และเป็นจอแบบยาวเหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ด้วย

ลำโพงดังระดับที่เรียกได้ว่าลั่นห้อง
Huawei MediaPad M5 Pro มาพร้อมลำโพง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านบนและด้านล่างของเครื่อง (เมื่อวางเครื่องแบบแนวนอน) ซึ่งลำโพงชุดนี้ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงที่ดังและมีคุณภาพมากกว่าลำโพงในแท็บเล็ตทั่วไปมากครับ ดังระดับสามารถเปิดในห้องแล้วเร่งเสียงให้ดังทั้งห้องได้สบายๆ และที่แปลกคือเมื่อเสียบแท็บเล็ตเข้ากับเคสคีย์บอร์ด กลายเป็นเสียงดังขึ้นกว่าถอดแท็บเล็ตแล้วถืออีก เพราะเคสช่วยสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านล่างให้เข้ามาหาคนฟังมากขึ้นนั่นเอง แต่คำว่าเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเบสเป็นลูกๆ แบบลำโพงใหญ่นะครับ เอาเป็นว่าฟังแล้วไม่ง้องแง้งหูแบบที่เคยได้ยินกับลำโพงแท็บเล็ตทั่วไปแน่นอน

ช่องลำโพงด้านหลังเครื่องใหญ่มาก

แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเอ๊ะดังๆ กับซีรี่ส์ MediaPad M5 คือมันไม่มีช่องหูฟัง ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนเราอาจจะให้เหตุผลได้ว่าต้องการพื้นที่ไปติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่นี่เป็นแท็บเล็ตขนาดใหญ่ มันก็ควรมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งช่องหูฟังบ้างสิ เอาเป็นว่าถ้าจะฟังเพลงผ่านสายก็ต้องใช้หัวแปลง USB-C to 3.5 mm ที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่ง Huawei ก็เคลมว่า MediaPad M5 Pro นั้นรองรับเสียงระดับ Hi-Res Audio ด้วยนะ (แต่ดันไม่มีช่องหูฟัง โถ่ชีวิตมาก)

ถ้าถามว่า Huawei MediaPad M5 Pro ใช้อ่านการ์ตูนเป็นยังไงบ้าง ก็ตามรูปนี้ครับ จอใหญ่เหมือนอ่าน Boom อยู่ แต่เครื่องหนักไปนิดสำหรับการถืออ่านมือเดียว

การถ่ายภาพด้วย MediaPad M5 Pro

  • กล้องดีกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แถมได้ซอฟต์แวร์กล้องที่เก่งรอบด้านของหัวเว่ย ถ่ายกลางคืน ถ่ายไฟรถวิ่ง ถ่าย RAW ได้หมดเลย ลองดูตัวอย่างภาพกันเลย
  • กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ด้วย!
  • กล้องหน้าเหมาะสำหรับใช้ทำ Video Call มากกว่าเอาไป Selfie นะ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นทำหน้าชัดหลังเบลอด้วย

แท็บเล็ตทั่วไปเราจะไม่เน้นเรื่องการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นะครับ เพราะขนาดมันใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ถ่ายภาพจริงๆ จังๆ แล้ว Huawei MediaPad M5 Pro ก็ไม่ได้โปรโมทเรื่องถ่ายภาพเท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้ถ่ายจริงปรากฎว่ามันก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ

สเปคของกล้อง MediaPad M5 Pro คือ

  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF ไม่มีแฟลช
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ฟิกซ์โฟกัส

เมื่อเอา MediaPad M5 Pro ตั้งขาตั้งของเคส แล้วถ่ายโหมด Night Shot ก็จะได้ภาพแบบนี้ครับ

ถ่ายภาพกลางวันบ้าง

ภาพสวนตอนกลางวัน

แต่ส่วนที่ทำให้กล้องของแท็บเล็ตตัวนี้เก่งขึ้นมาได้จริงๆ คือซอฟต์แวร์กล้องครับ ที่หัวเว่ยก็ยกชุดซอฟต์แวร์กล้องมาตรฐานที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ มาใช้เลย ทำให้มีความสามารถอย่างโหมดโปรที่ปรับ ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ได้ แถมในโหมดโปรถ่ายแบบ RAW ได้ด้วย รวมถึงโหมดถ่ายแสงไฟให้เป็นเส้น หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืน (แบบต้องใช้ขาตั้งนะ) ก็ทำให้ภาพที่ได้ดูน่าทึ่งไม่น้อยว่านี่เหรอเป็นภาพที่ออกจากแท็บเล็ต

ถ่าย Selfie ด้วยกล้องหน้า ทำหลังเบลอด้วยนะ

กล้องหน้าก็สามารถถ่าย Selfie ได้ดีระดับหนึ่งครับ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ แต่เทียบคุณภาพกับสมาร์ทโฟนไม่ได้นะครับ ก็เน้นเอาไว้ใช้ Video Call กันมากกว่า

ส่วนวิดีโอก็แปลกใจเลยแหละที่กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย เรียกว่าจัดมาให้เต็มๆ ก่อนแบบไม่มีกั้ก ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ส่วนกล้องหน้าจะได้แค่ 720P นะครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ประสิทธิภาพดีเกินพอสำหรับงานทั่วๆ ไป และการที่เครื่องมีแรมมาให้ 4 GB ก็ทำให้เปิดแอป-เปิดเว็บพร้อมกันได้มากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง Asphalt 9 ได้ลื่นไหลดี ทำให้กลายเป็นเครื่องจอใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมเหมือนกันนะ และในอนาคตได้น่าจะอัปเดท GPU-Turbo ทำให้ประสิทธิภาพกับเกมดีขึ้นไปอีก
  • จอใหญ่แบบนี้ ต้องหาซื้อจอยเกมมาเล่นด้วยกันแล้วแหละ

แม้ว่า MediaPad M5 Pro จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของปีที่แล้วคือ Kirin 960 แต่ประสิทธิภาพของมันก็แรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยแหละครับ โดยเฉพาะแรมที่มีมาให้ 4 GB ก็ทำให้สลับแอปหรือเปิดหน้าเว็บได้พร้อมกันได้มากกว่าฝั่ง iPad ที่มีแรมน้อยนิดจริงๆ ในส่วนของหน่วยความจำมีมาให้ 64 GB สามารถเพิ่มผ่าน MicroSD ได้อีก 256 GB ก็น่าจะพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

เล่น Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหล

แล้วถ้าเอา Huawei MediaPad M5 Pro ไปเล่นเกมจะเป็นยังไง เราเทสกับเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Asphalt 9 โดยปรับกราฟิกเป็นระดับ High ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ยังสามารถขับรถได้อย่างลื่นไหลแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนทดสอบจากแอปออกมาว่า Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,454 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S8 เลยนะ ส่วน 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนไป 2,236 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ เล่นเกมทั่วไปได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีการอัปเดท GPU-Turbo ให้ MediaPad M5 Pro ด้วย ก็น่าจะเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีก

สรุปประสบการณ์ Huawei MediaPad M5 Pro ในประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาเทส MediaPad M5 Pro นานนัก เราจึงขอสรุปประสบการณ์ที่ได้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ครับ

  • MediaPad M5 Pro ใส่ซิมได้ 1 ซิม รองรับ 4G แถมยังโทรออกรับสายได้ด้วย! แต่ไม่ใช่เอาไปแนบหูโทรนะ จะเป็นการโทรแบบ Speakphone ซึ่งถือเป็นความสามารถที่โอเคมากๆ สำหรับแท็บเล็ตราคาแค่นี้ ต่อเน็ตผ่านซิมได้ตลอดเวลาเนี่ย
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านขวาของจอ (ถ้าวางเครื่องแนวนอน) ก็เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์หัวเว่ย
  • หัวเว่ยเคลมว่าใช้เวลาชาร์จ 2.9 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 7,500 mAh ให้เต็มด้วยหัวชาร์จ Huawei Fast Charge (9V 2A) ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ไม่ต้องพูดถึง ใช้งานได้ยาวๆ ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยหมดระหว่างวันเลย แม้ว่าจะกางเครื่องเพื่อใช้พิมพ์งานนานหลายชั่วโมง
  • เราทดสอบเอาภาพต่อออกจอผ่านหัวแปลง USB-C เป็น HDMI ของหัวเว่ยนะครับ (Huawei MateDock 2) พบว่า MediaPad M5 Pro ไม่สามารถต่อภาพแบบมีสายออกจอได้ แต่สามารถเสียบอุปกรณ์ USB ได้ตามปกติครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสายรุ่นอื่นๆ จะต่อภาพออกได้ไหมนะครับ

พอร์ต USB-C ของ MediaPad M5 Pro สามารถเสียบหัวแปลงแบบนี้เพื่ออ่าน SD Card หรือ USB ได้ แต่ไม่สามารถแปลงเป็น HDMI เพื่อเอาภาพออกจอใหญ่ได้

  • LINE เป็นแอปเจ้าปัญหาสำหรับ Android เพราะไลน์ไม่ได้พัฒนาเป็นแอปรุ่นแท็บเล็ตเหมือนที่พัฒนาให้ iPad ทำให้เราไม่สามารถใช้ล็อกอินเดียวกับในสมาร์ทโฟนบน MediaPad M5 Pro ได้ ถ้าล็อกอินเข้าไป ไลน์ในสมาร์ทโฟนจะหลุด แล้วประวัติการสนทนาที่ไม่ได้ backup ไว้จะหายไป
  • เนื่องการสัดส่วนการใช้ Android เพื่อเป็นแท็บเล็ตนั้นน้อยกว่าฝั่งสมาร์ทโฟนมาก ทำให้แอปจำนวนมากไม่รองรับการทำงานในรูปแบบแท็บเล็ต คือเป็นการใช้งานแอปโดยเอารุ่นสมาร์ทโฟนมาขยายให้ใหญ่ขึ้น เช่นแอป Twitter บางแอปไม่พลิกเป็นจอแนวนอนด้วยซะงั้น

เทียบน้ำหนักของ Huawei MediaPad M5 Pro กัน

Huawei MediaPad M5 Pro ตัวเครื่องอย่างเดียวหนัก 507 กรัม

เคสคีย์บอร์ดพร้อมปากกาหนัก 399 กรัม

รวมทั้งชุดเคสคีย์บอร์ดพร้อมเครื่องหนัก 905 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องจอ 10.8 นิ้ว พร้อมทำงาน

เทียบให้เห็นภาพ MacBook 12 นิ้ว ราคาเกือบห้าหมื่น ยังหนักกว่าเลย

สเปคของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • CPU Processor : Kirin 960
  • RAM : 4 GB
  • หน่วยความจำ 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอ : 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 (280 PPI)
  • กล้องหลัง : 13 MP (F2.2+PDAF) ไม่มีไฟแฟลช
  • กล้องหน้า : 8 MP (F2.2+Fixed focus)
  • ลำโพง : สเตอริโอ 4 ตัว Tuned by Harman/Kardon
  • Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ผ่านปุ่มโฮมด้านหน้าจอ
  • รองรับปากกา M-PEN, เคสคีย์บอร์ดและ PC Mode
  • Battery : 7,500 mAh รองรับ Quick Charge at 9V/2A ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สรุป Huawei MediaPad M5 Pro พร้อมเคสคีย์บอร์ด น่าจะเป็นชุดแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่ใช้ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมาครับ ในฐานะนักเขียน เราฟินกับคีย์บอร์ดตัวนี้ ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ เราชอบจอที่ใหญ่ สว่าง สดใสตัวนี้ แถมได้ลำโพงเสียงดีที่ดังอีกด้วย ก็ให้ป้ายทอง แบไต๋การันตี “น่าซื้อมาก” ไปเลย!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จ USB-C ครองพิภพ ชาร์จโน้ตบุ๊ก/มือถือได้หมด!

หัวชาร์จไฟ USB-C ขนาดเล็กเทียบเท่าหัวชาร์จมือถือ แต่จ่ายไฟได้แรงและหลากหลาย ทำให้ชาร์จมือถือก็เร็ว ชาร์จโน้ตบุ๊กก็ได้

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ทำไมจะต้องซื้อที่ชาร์จไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนใหม่ ในเมื่อของเดิมที่มากับโน้ตบุ๊กหรือมือถือก็ใช้ดีอยู่แล้ว! เราเชื่อว่าคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่ถูกถามเมื่อพูดถึงหัวชาร์จ Innergie PowerGear 60C แต่เชื่อผมเถอะครับว่าอแดปเตอร์ตัวนี้มันทำให้ชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากๆ (เบาพอๆ กับอแดปเตอร์โทรศัพท์มือถือ) แต่จ่ายไฟได้ 60 Watt มากพอสำหรับโน้ตบุ๊กขนาดกลาง มีชุดเสริมแปลงหัวต่อสำหรับโน้ตบุ๊กหลากหลายแบรนด์ แถมยังรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟ USB-PD (Power Delivery) หลายโปรไฟล์มาก จึงรองรับการชาร์จเร็วในหลายอุปกรณ์!

PowerGear 60C กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ทรงพลัง

Innergie นั้นเป็นแบรนด์ลูกของ Delta Electronics บริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบกำลังไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าจากไต้หวันนะครับ ถ้าสังเกตดูที่อแดปเตอร์ของอุปกรณ์จำนวนมากที่อยู่ในบ้านเราจะมีตรายี่ห้อ Delta ติดอยู่ด้วย จึงถือเป็นแบรนด์ที่ใกล้ตัวผู้ใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ความแตกต่างของแบรนด์ Delta กับ Innergie นั้นอยู่ที่ Delta จะเน้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม หรือเป็นโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าให้แบรนด์อื่นๆ นำไปใช้ แต่ Innergie นั้นเป็นเหมือนตัวแทนที่เอาเทคโนโลยีของ Delta มาออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป

จากประสบการณ์ของ Delta เราเลยไม่แปลกใจที่ Innergie PowerGear 60C จะเป็นหัวชาร์จที่มีขนาดเล็กมาก (คิดเป็นปริมาตรก็ 55 cc) เมื่อเทียบกับการจ่ายไฟสูงสุด 60 Watt ของมัน (ประสิทธิภาพการแปลงไฟฟ้า 92%) โดย PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่นย่อยให้เลือกซื้อดังนี้

Innergie PowerGear 60C รุ่นเปลี่ยนหัวปลั้กสำหรับใช้นานาชาติได้

  1. รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) มีขนาด 30.4 x 30.4 x 60 mm (กว้าง x ยาว x สูง) และเบามากแค่ 85 กรัม รุ่นนี้แนะนำสำหรับซื้อใช้ในไทยเพราะถูกกว่า และตัวเล็กกว่า
  2. รุ่นขาปลั้กนานาชาติ (International) มาพร้อมขาปลั้ก 3 แบบที่ถอดเปลี่ยนได้ (ขาแบน, ขากลม, ขาเหลี่ยม 3 ขา) แต่รุ่นนี้จะเทอะทะหน่อยเพราะพับขาไม่ได้ และราคาขายแพงกว่า

ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น Innergie ก็ชูเทคโนโลยี InnerShield ที่ติดตั้งอยู่ในตัวหัวชาร์จและสายครับ เพื่อป้องกันการช็อต ป้องกันอุณหภูมิสูง ป้องกันกระแสเกิน สารพัดจะป้องกันเพื่อสร้างความมั่นใจ โดย Innergie PowerGear 60C นั้นรับประกันสินค้านาน 3 ปี

อุปกรณ์ในชุด PowerGear 60C คือหัวชาร์จ USB-C 60 Watt (ในรูปคือพับขาเก็บแล้ว) พร้อมสาย USB-C to USB-C ยาว 1.5 เมตร

นอกจากนี้ในชุดยังมาพร้อมสาย USB-C to USB-C อย่างดี ความยาว 1.5 เมตรด้วย ไม่ต้องไปซื้อสายแยกเหมือนกับหัวชาร์จ USB-C ของแอปเปิ้ล!

ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟของ PowerGear 60C

นำ Innergie PowerGear 60C จ่ายไฟให้ MacBook 12 นิ้ว โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดกำลังไฟ

Innergie PowerGear 60C นั้นรองรับการจ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ 5 โปรไฟล์คือ 5V/3A, 9V/3A, 12V/3A, 15V/3A, 20V/3A ซึ่งในระดับ 20V นี้เองที่จ่ายไฟได้สูงสุด 60 Watt ซึ่งเราก็ได้ทดสอบการจ่ายไฟของ PowerGear 60C กับอุปกรณ์ที่ใช้พอร์ต USB-C หลายชนิดมาก โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดการจ่ายกระแสไฟ ซึ่งผลออกมาเป็นดังนี้

  • อุปกรณ์ที่จ่ายไฟ 5V 2A ตามปกติ : OPPO Find X
  • ทดสอบกับอุปกรณ์ของ Huawei พบว่า PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟแบบ Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเต็มเร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไป หรือพูดอีกอย่างว่า Fast Charge ของหัวเว่ยคือมาตรฐาน USB-PD ที่ใช้ความดันไฟฟ้า 9V โดยเมื่อเสียบแล้วอุปกรณ์จะขึ้นคำว่า Fast Charge
    • Huawei Mate 10 Pro ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei nova 3 ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei MediaPad M5 Pro ใช้กระแส 9V 2A
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่ PowerGear 60C สามารถชาร์จเร็วแบบ 9V ได้
    • Vivo NEX S – 9V 1.1A
    • Sony Xperia XZ2 Premium – 9V 1.5A
  • ทดสอบกับ Nintendo Switch สามารถเอา PowerGear 60C จ่ายไฟให้ Dock แล้วต่อภาพออกทีวีได้ โดยใช้กระแส 15V 1.2A ซึ่งหัวชาร์จ USB-C ทั่วไปที่ไม่ใช่ของ Nintendo จะไม่สามารถจ่ายไฟแรงพอที่จะต่อภาพออกทีวีได้
  • ชาร์จ MacBook ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแส 20V 1.4A

นำ PowerGear 60C ไปจ่ายไฟให้ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอที่จะนำภาพออกจอได้

เมื่อเทียบกับหัวชาร์จ USB-C 29W ของ Apple ที่ได้มาพร้อมกับ MacBook 12 นิ้ว พบว่าไม่สามารถชาร์จไฟในระดับ 9V ได้ ทำให้ไม่สามารถทำ Fast Charge กับอุปกรณ์ของ Huawei ได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเอาไปจ่ายไฟกับ Dock ของ Nintendo Switch เพื่อต่อภาพออกจอทีวีได้ (วัดกระแสที่จ่ายให้ Switch ได้ 14.5V ไม่ใช่ 15V ทำให้ภาพไม่ขึ้น) และเมื่อเสียบชาร์จกับ MacBook 12 นิ้ว จะได้กระแสที่ 15V 2A

อแดปเตอร์ตัวสุดท้ายที่เราใช้ทดสอบคือหัวชาร์จ USB-C ของ Nintendo Switch ที่สเปคระบุว่าจ่ายไฟได้ 15V 2.6A แน่นอนว่าเป็นหัวชาร์จของ Switch เอง จึงสามารถต่อกับ Dock เพื่อเอาภาพขึ้นจอทีวีได้โดยใช้กระแส 15V 1.2A นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จ MacBook 12 นิ้วได้ด้วยกระแส 15V 2A แต่ที่แปลกสำหรับอแดปเตอร์ตัวนี้คือมันไม่สามารถชาร์จ OPPO Find X และ Vivo NEX S ได้ครับ ไฟไม่เข้าเลย

ตารางประสิทธิภาพการจ่ายไฟของหัวชาร์จต่างๆ

อุปกรณ์ชาร์จInnergie PowerGear 60CApple USB-C 29 W (ของ MacBook 12 นิ้ว)Nintendo Switch USB-C Adapter
OPPO Find X5V 2A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Huawei Mate 10 Pro9V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei nova 39V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei MediaPad M5 Pro9V 2A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.4A5V 1.5A
Vivo NEX S9V 1.1A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Sony Xperia XZ2 Premium9V 1.5A5V 2A5V 1.5A
Nintendo Switch15V 1.2A (ภาพออกทีวี)14.5V 1.1A (ภาพไม่ออกทีวี)15V 1.2A (ภาพออกทีวี)
MacBook 12 นิ้ว20V 1.4A14.5V 2A15V 2A
Microsoft Surface Go19.5V 2.3A14.5V 2A14.5v 2.6A
Mi Laptop Air20V 2.5Aชาร์จไม่เข้าชาร์จไม่เข้า
HP Envy 36020V 2.7A14.5V 2A15V 2.25A

สรุป Innergie PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟได้หลากหลายระดับ และรองรับอุปกรณ์มากที่สุดแล้ว เสียบมือถือก็ชาร์จเร็ว เสียบ Dock ของ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอจนส่งภาพออกทีวีได้ เสียบกับ MacBook ก็ชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถจ่ายไฟในเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC Flash Charge ได้ ซึ่งเมื่อเราสอบถามเรื่องนี้จากทาง Innergie ประเทศไทยก็ได้คำตอบว่า Innergie โฟกัสที่เทคโนโลยีมาตรฐานอย่าง USB-C ที่ใช้รูปแบบการจ่ายไฟเป็น USB-PD เป็นหลัก การรองรับมาตรฐาน Quick Charge บางตัวทำให้เกิดผลกระทบเมื่อไม่ได้ใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ QC ทำให้การชาร์จช้าลงเหลือแค่ 5V 1A แทนที่จะเป็น 5V 2A อย่างที่ Innergie ทำได้ตอนนี้ครับ

Innergie PowerGear 60C ชาร์จโน้ตบุ๊กยี่ห้ออะไรก็ได้!

อุปกรณ์เสริมอีก 2 ตัวของ PowerGear 60C

นอกจากเราจะใช้ PowerGear 60C ชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลายแล้ว Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกตัวหนึ่งเรียกว่า MagiCable 150 ที่เป็นสายพิเศษเพื่อต่อไฟจาก PowerGear 60C ไปชาร์จโน้ตบุ๊กได้แทบทุกรุ่นในตลาดครับ (ยกเว้น MacBook ที่ใช้หัวต่อแบบ MagSafe เพราะแอปเปิ้ลไม่ให้สิทธิ์บริษัทอื่นๆ ทำหัวต่อแบบนี้เลย) ทำให้เราไม่ต้องพกอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กตัวหนักๆ แล้ว พกแค่ PowerGear 60C กับสาย MagiCable 150 ก็พอ

ชุด MagiCable 150 ประกอบด้วยสายและหัวแปลง 6 ตัว

ในชุดของ MagiCable 150 นั้นมีหัวต่อสำหรับเสียบกับโน้ตบุ๊กแบรนด์ต่างๆ มาอีก 6 หัว รองรับแบรนด์หลักๆ อย่าง Asus, Acer, Dell, HP, Lenovo วิธีใช้ก็ง่ายๆ หาให้เจอว่าโน้ตบุ๊กของเราใช้หัวต่อตัวไหน แล้วเสียบหัวต่อเข้ากับสาย MagiCable 150 แล้วเอาสายไปต่อกับช่อง USB-C ของ PowerGear 60C ก็เรียบร้อย

พอดีหัวแปลง 6 ตัวที่ได้มานั้นใช้กับโน้ตบุ๊กของทีมงานไม่ได้ เราเลยขอหัวใหม่ผ่าน Free Tip Program ก็ได้มาเป็นซองจดหมายแบบนี้

แต่ถ้า 6 หัวที่แถมมาให้นั้นดันใช้กับโน้ตบุ๊กของเราไม่ได้สักหัว Innergie ก็มีโครงการที่เรียกว่า Free Tip Program แค่ค้นกูเกิ้ลว่า “Free Tip Program” หรือ “โปรแกรมหัวต่อฟรี” เพื่อหาหน้าเว็บของ Innergie ประเทศไทย แล้วเข้าไปกรอกข้อมูลรวมถึงยี่ห้อและรุ่นของโน้ตบุ๊กที่ไม่มีหัวต่อ ทีมงานก็จะติดต่อกลับมาทางอีเมลและส่งหัวต่อที่เข้ากันได้กับโน้ตบุ๊กของเรามาให้ฟรีทางไปรษณีย์ ซึ่งทีมงานแบไต๋ก็ได้ลองใช้บริการนี้เพราะหัวต่อที่ให้มานั้นต่อกับ Lenovo IdeaPad รุ่นเก่าไม่ได้ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้หัวต่อใหม่มาใช้แล้วครับ สบายใจแล้วทีนี้

เสียบ Innergie PowerGear 60C เข้ากับ MagiCable 150 และ WizardTip ก็จะชาร์จอุปกรณ์ USB และชาร์จโน้ตบุ๊กไปได้พร้อมกัน

และ Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมของสาย MagiCable 150 อีกตัว (เรียกว่าอุปกรณ์เสริมของอุปกรณ์เสริมก็ได้) เรียกว่า WizardTip ครับ ใช้เสียบคั่นกลางระหว่างปลายของ MagiCable 150 กับหัวต่อโน้ตบุ๊ก เพื่อเพิ่มพอร์ต USB-A สำหรับชาร์จอุปกรณ์มาอีก 1 ช่อง ซึ่งพอร์ตที่เพิ่มเข้ามานี้สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 2.4A ก็แรงพอที่จะชาร์จ iPad เต็มได้อย่างรวดเร็วครับ ก็เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จโน้ตบุ๊กพร้อมอุปกรณ์ USB ไปพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว

ราคาของ Innergie PowerGear 60C

อย่างที่บอกไปว่า PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่น ซึ่งมีราคาดังนี้

  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) – 2,890 บาท
  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาปลั้กนานาชาติ มี 3 ขาให้เลือกเปลี่ยน – 3,190 บาท

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จึงขอเทียบราคากับ Apple USB-C Adapter

  • Apple USB-C Adapter 30 Watt (มากับ MacBook 12 นิ้ว) – 1,700 บาท
  • Apple USB-C Adapter 61 Watt (มากับ MacBook Pro 13 นิ้ว และตัวนี้จ่ายไฟได้สูงเท่า PowerGear 60C) – 2,500 บาท
  • Apple USB-C Adapter 87 Watt (มากับ MacBook Pro 15 นิ้ว) – 2,800 บาท
  • สาย USB-C to USB-C ยาว 2 เมตร (ต้องซื้อแยก ไม่ได้แถมมากับอแดปเดอร์ของแอปเปิ้ล) – 790 บาท

เทียบขนาด ซ้ายคือ Apple USB-C 29 Watt ส่วนขวาคือ Innergie PowerGear 60C แบบขาแบนที่พับขาเก็บ

ถ้าเทียบที่ตัว Apple USB-C 61 Watt พร้อมซื้อสาย USB-C ด้วย ราคาจะสูงกว่า Innergie PowerGear 60C ที่ความสามารถรอบด้านกว่าและเบากว่า แต่ถ้าใช้แค่ 30 Watt ซื้อหัวชาร์จของแอปเปิ้ลจะได้ราคาที่ถูกกว่าครับ ส่วนจะชาร์จกับอุปกรณ์อะไร ได้ผลเป็นยังไง ย้อนกลับไปดูตารางข้างบนที่เราทำเทียบประสิทธิภาพไว้นะครับ

ส่วนราคาของอุปกรณ์เสริมเป็นดังนี้

  • MagiCable 150 (สายสำหรับเสียบชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ) – 790 บาท
  • WizardTip (อุปกรณ์เสริมของ MagiCable ให้ชาร์จ USB เพิ่มได้) – 490 บาท

สรุป Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จครองพิภพ

ชุดสาย MagiCable 150 พร้อม WizardTip (ตัวขวา)

ต้องยอมรับว่า Innergie PowerGear 60C เป็นหัวชาร์จที่ยืดหยุ่นที่สุดตัวหนึ่งตั้งแต่เราเคยใช้มา คือชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลาย แถมหลายอุปกรณ์ยังรองรับการชาร์จเร็วด้วย ทำให้พกหัวชาร์จแค่ตัวเดียวก็สามารถจัดการกับอุปกรณ์ USB-C ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง MagiCable 150 ทำให้ชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ ได้ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากด้วย

แต่จุดอ่อนของ PowerGear 60C นั้นอยู่ที่ราคาครับ อาจจะสูงไปสักนิด แล้วก็ไม่รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC แต่ก็แลกกับน้ำหนักที่เบากว่า และความยืดหยุ่นในการชาร์จอุปกรณ์ที่มากกว่า

เปรียบเทียบน้ำหนักของชุดชาร์จต่างๆ

ชุด PowerGear 60C พร้อมสาย หนัก 140 กรัม

ชุด Apple USB-C Adapter 29 Watt พร้อมสาย USB-C ยาว 2 เมตร หนัก 158 กรัม

ชุดสายไฟเครื่อง Lenovo IdeaPad หนัก 444 กรัม ขุ่นพระ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!