Connect with us

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ต้องสารภาพเลยว่าตั้งแต่แอดมีอายุมากขึ้น คติในการซื้อข้าวของมาใช้คือ “จะถูกจะแพง ขอเบาไว้ก่อน” คือเราไม่อยากแบกกล้อง แบกคอมหนักๆ อีกแล้ว แอดจึงสนใจกล้องตัวเล็ก น้ำหนักเบา แต่ให้คุณภาพไฟล์ดีมาตลอด ซึ่งหนึ่งในกล้องในฝันของแอดคือซีรี่ส์ Fuji X100 ที่วันนี้เราจะรีวิวตัวล่าสุดให้ดูกัน

สเปกของ Fuji X100F

  • เซนเซอร์ X-Trans CMOS III ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ 23mm f/2 (เทียบเท่าเลนส์ 35 mm ในกล้อง Full frame)
  • จุดโฟกัส 325 จุด เป็นจุดโฟกัสแบบ Phase Detection Auto Focus (PDAF) 169 จุด
  • มี Wifi ในตัว ทำให้ส่งภาพได้ง่ายๆ
  • Viewfinder สามารถเลือกให้เป็นได้ทั้ง OVF (ภาพจริงผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) โดย EVF มีความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล
  • หน้าจอหลังขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล
  • ISO สูงสุด 51,200
  • ความเร็วซัตเตอร์สูงสุด 1/32,000 ในโหมดซัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 ภาพต่อวินาที
  • ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p 60 fps เสียบไมค์แบบ 2.5 mm ได้

การควบคุมกล้องที่พัฒนาขึ้น

X100F เป็นกล้องรุ่นที่ 4 ในตระกูลต้นกำเนิด Fuji X (F คือ Fourth หรือสี่) ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าตากล้องเป็นจะทรง Retro Rangefinder คล้ายรุ่นก่อนๆ แต่รูปแบบการใช้งานหลายอย่างก็ปรับปรุงให้เหมาะสมกับการทำงานในยุคนี้มากขึ้น จุดแตกต่างหลักคือใน X100F ได้เพิ่ม Joystick สำหรับเลื่อนจุดโฟกัสเข้ามา แม้กล้องตัวนี้จะไม่มีจอสัมผัส ก็สามารถโยกจอยเลื่อนตำแหน่งโฟกัสได้รวดเร็ว ถ้าใช้จนคล่อง อาจจะใช้ดีกว่าจอสัมผัสอีก

4 ปุ่มควบคุมที่อยู่ด้านซ้ายของจอคือ View mode, ดูรูป, ลบรูป และเปิด Wifi ที่เคยมีตั้งแต่ X100 กล้องรุ่นแรกก็เอาออกไป แล้วย้ายมากระจายอยู่ทางด้านขวามือแทน ทำให้สามารถควบคุมด้วยมือเดียวได้มากขึ้น ปุ่ม Drive ที่ต้องกดกันบ่อยๆ (เอาไว้ใช้เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพเดี่ยว ถ่ายภาพต่อเนื่อง และเปลี่ยนโหมดไปถ่ายวิดีโอ) ก็มาอยู่เป็นหนึ่งในปุ่ม 4 ทิศทาง

ที่น่าสนใจคือใน X100F วงแหวนโฟกัสด้านหน้าเลนส์สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น เปลี่ยนรูปแบบสีของภาพ หรือปรับอัตราซูมดิจิทัล (Digital Teleconverter) ซึ่งทำให้กล้องเลนส์ฟิกที่ซูมไม่ได้ตัวนี้ สามารถซูมดิจิทัลได้สะดวกขึ้น และที่วงแหวนปรับความเร็วซัตเตอร์ด้านบน ยังมีวงแหวนปรับ ISO ซ้อนอยู่ด้านล่าง เพื่อยกวงแหวนขึ้นแล้วจะสามารถปรับ ISO ได้ง่ายๆ

อีกอย่างที่เด่นคือผู้ใช้สามารถปรับลักษณะการควบคุมกล้องได้หลากหลายมาก สามารถปรับการทำงานของปุ่มและวงแหวนรอบกล้องได้ 7 จุด ตั้งแต่วงแหวนหน้าเลนส์, ปุ่มที่ตัวเลือกโหมด EVF, 3 ปุ่มของชุดปุ่ม 4 ทิศทาง, ปุ่ม AEL และวงแหวนด้านหลังครับ เพื่อจูนให้เข้าถึงการปรับตั้งค่าที่ต้องใช้บ่อยๆ ได้

โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาลักษณะการใช้งานกล้องให้คล่องตัวขึ้นนะครับ รวมกับเมนูที่ออกแบบใหม่ หาอะไรๆ เจอง่ายขึ้น ก็ทำให้เริ่มใช้ X100F ได้ไม่ยาก แต่ถึงยังไงก็ตามมันก็เป็นกล้องที่ลักษณะการใช้งานแตกต่างจากกล้องทั่วไปอยู่ดี เพราะมีวงแหวนหลายตัวแยกกัน จะเปลี่ยนรูรับแสงก็ต้องหมุนวงแหวนหน้าเลนส์ ปรับ EV, ความเร็วซัตเตอร์, ISO ก็หมุนวงแหวน 3 ตัวด้านบน แถมมีวงแหวนด้านหน้า ด้านหลังมาให้อีก 2 ตัวให้ใช้แบบงงๆ อีก ก็ต้องหัดใช้ให้คล่องมือสักระยะครับ

Viewfinder ยังเจ๋งเหมือน X100T

ภาพจาก Viewfinder ในโหมด OVF ที่มีจอเล็กอยู่ที่มุมล่างขวา เอาไว้ช่วยหาโฟกัส

สิ่งที่เป็นเสน่ห์มากของกล้องตระกูล X100 คือ Viewfinder ที่ใช้งานได้จริงจัง แถมสามารถเปลี่ยนโหมดระหว่าง OVF (ภาพจริงๆ ผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) ได้ง่ายๆ ด้วยคันโยกด้านหน้ากล้อง

คนที่ชอบใช้โหมด OVF เพราะเห็นภาพแบบที่ตาเห็น ดูไม่เวียนหัวก็มีตัวช่วยเยอะ ทั้งแสงกรอบภาพ ให้เรารู้ชัดเจนว่าขอบภาพอยู่ที่ไหน และมี EVF เล็กๆ เพื่อช่วยโฟกัสเวลาต้องการหมุนโฟกัสด้วยมือเองด้วย ส่วนโหมดจอ EVF เองก็ละเอียด ให้ภาพชัดเจนด้วย

แม้ว่าความสามารถของ Viewfinder แบบนี้จะมีตั้งแต่ X100T แล้ว แต่ยังไงมันเป็นเรื่องที่น่าว้าวของกล้องตัวนี้อยู่ดีครับ

ทำไมใช้โหมด OVF ต้องมีกรอบภาพแสดง

คุณภาพภาพ

กล้อง Fujifilm X-Series นั้นเลื่องลือเรื่องคุณภาพภาพที่ออกมาอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะภาพ JPEG ที่ออกจากกล้อง ที่ถ้าปรับดีๆ เลือกรูปแบบฟิล์มให้ตรงใจ ก็แทบจะเอาภาพไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องตกแต่งต่อ ซึ่ง X100F ก็ใช้ระบบประมวลผลล่าสุดของฟูจิ มีรูปแบบสีให้เลือกครบครันคือ

  • โหมดมาตรฐาน Provia ให้สีสดใสสำหรับงานทั่วไป
  • โหมดถ่ายทิวทัศน์ Velvia ให้สีสดมาก โดยเฉพาะโทนน้ำเงินและเขียวของธรรมชาติ
  • โหมดถ่ายภาพบุคคล Astia ให้สีนุ่มนวล โทนผิวสวยงาม
  • โหมด Classic Chrome ให้สีจืดกว่าปกติในโทนที่ดูคลาสสิก
  • โหมด Pro Negative Hi และ Standard ให้สีผิวเฉพาะตัว ความเปรียบต่างสูงกว่าโหมด Astia
  • โหมด Acros ถ่ายภาพขาวดำในลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของฟิล์ม Acros
  • โหมด Monochrome ถ่ายภาพขาวดำแบบปกติ
  • โหมด Sepia

แม้ว่าเลนส์ของ X100F จะยังเป็นเลนส์ Super EBC 23 mm f/2 รุ่นที่ใช้ตั้งแต่ X100 ตัวแรก แต่ภาพถ่ายจาก X100F ก็ยังพิสูจน์ว่าเลนส์ชุดยังยังคงสามารถให้ภาพคมชัดบนเซนเซอร์ขนาด 24 ล้านพิกเซลรุ่นใหม่ตัวนี้ เพียงแต่ว่าจะต้องหรี่รูรับแสงลงสักนิด ราว f/4 – 5.6 ถ้าต้องการความคมชัดสูงสุด

คุณภาพจาก ISO 12,800 ที่ถือว่ายังดีใช้ได้เลย

ในส่วนของการจัดการ Noise ถือว่า X100F ทำได้ดีครับ คือถ่ายปกตินี้ใช้ ISO 400, 800 กันอย่างไม่คิดอะไรมาก (ถ้าเปิดโหมด DR มันจะดัน ISO เอง เพื่อเก็บข้อมูลส่วนมืด แม้ว่าจะอยู่กลางแดดจ้า มันก็ใช้ ISO 400, 800 นี่แหละ) ถ้าเป็นงานไม่ซีเรียสมาก เช่นเอาไปโพสต์ลง Social Network ก็ ISO เป็นหมื่นได้สบายๆ ครับ รูปเล็กๆ ดูไม่ออกเลย แต่ที่ขัดใจเกี่ยวกับ ISO นิดหนึ่งตรงที่มันเริ่มต้นที่ ISO 200 ครับ ถึงจะมีโหมด L ให้ ISO 100 ก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกดีเท่า ISO 100 แท้ๆ อยู่ดี (ความรู้สึกล้วนของจริง)

ตัวอย่างภาพจากกล้อง X100F (ชุดที่ 1)

ระบบโฟกัสที่รวดเร็ว

จุดที่ Fuji X100F ปรับปรุงไปมากอีกจุดหนึ่งคือระบบโฟกัสครับ จากภาพจำของตระกูล X100 คือกล้องที่ถ่ายภาพสวย แต่ต้องให้เวลาโฟกัสสักนิด จะเร่งรีบถ่ายไม่ได้ แต่ระบบโฟกัสของ X100F ถือว่าสู้กับกล้องสมัยใหม่ได้สบายๆ ทั้งจุดโฟกัสที่กระจายทั่วเฟรมภาพ ทำให้สามารถใช้โหมด AF-C เพื่อแทร็กการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพได้แม่นยำใช้ได้ เมื่อใช้โหมด AF-S ก็สามารถโฟกัสวัตถุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และใช้จอยสติ้กที่เพิ่งมีในรุ่นนี้เพื่อกำหนดจุดโฟกัสอย่างรวดเร็วก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

X100F สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ภาพต่อวินาที (สูงสุด 60 ภาพสำหรับ jpeg) ซึ่งเมื่อรวมกับระบบโฟกัส 325 จุดและการโฟกัสติดตามวัตถุ ก็ถือว่าถ่ายวัตถุเคลื่อนไหวได้เข้าเป้าเป็นส่วนใหญ่นะครับ ใครที่ต้องการกล้องสำหรับถ่ายเด็กๆ หรือถ่ายสัตว์เลี้ยง (เราคงไม่เอา X100F ไปถ่ายกีฬาเท่าไหร่เนอะ เพราะมันเปลี่ยนเป็นเลนส์ Telephoto ไม่ได้) ก็ถือว่าทำหน้าที่นี้ได้ดีเลยแหละครับ

การถ่ายวิดีโอที่ไม่มี 4K

X100F สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดได้ที่ 1080p 60 fps ครับ ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังเล็กน้อยสำหรับกล้องระดับราคานี้ แต่ยังไม่สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ ก็เข้าใจว่าคนใช้กล้อง X100F คงไม่ได้เน้นความสามารถด้านนี้เท่าใดนัก หากมองข้ามเรื่อง 4K ไป ก็ถือว่า X100F นั้นถ่ายวิดีโอสวยไม่ใช่เล่นนะครับ แถมเสียบไมค์ 2.5 mm (ถ้ามือคนถ่ายนิ่งพอ เพราะเราสามารถเปิดรูรับแสง F/2 เพื่อถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัด หลังเบลอได้อย่างสวยงาม สามารถเลือกโหมดสีที่สวยงามเหมือนการถ่ายภาพนิ่งได้ด้วย จะใช้ Provia, Velvia, Classic Chrome ก็จัดไป

ระบบสนับสนุนการถ่ายอย่างเยี่ยม

เช่นเดียวกับกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ของฟูจิ เจ้า X100F มีความสามารถเล็กๆ ที่ดีงามหลายอย่างครับ

  • สามารถใช้ช่อง MicroUSB ของกล้องเพื่อเสียบชาร์จโดยไม่ต้องใช้แท่นชาร์จได้ (แต่ในกล่องยังมีแท่นชาร์จมาให้นะ) ทำให้ชาร์จสะดวก เสียบชาร์จกับ power bank ก็ได้
  • แบตเตอรี่ลูกใหญ่กว่า X100 รุ่นอื่นๆ ทำให้ถ่ายภาพได้ยาวนาน สูงสุดตามสเปกคือ 390 ภาพเมื่อใช้ OVF
  • ควบคุมกล้อง และโอนภาพแบบไร้สายเข้ามือถือได้
  • หมุนวงแหวนหน้ากล้องเพื่อซูมแบบดิจิทัลได้ง่ายๆ เป็นฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยมาก แต่การซูมแบบนี้จะไม่ได้ครอปภาพ แล้วได้ไฟล์ขนาดเล็กเหมือนกล้องอื่นๆ นะครับ ภาพที่ซูมมาก็ยังมีความละเอียดเท่ากับความละเอียดที่กำหนดนั้นแหละ คือครอปภาพแล้วเอาไปขยายในกล้องนั้นเอง ซึ่งก็แอบเป็นข้อเสียนะ

สรุป Fujifilm X100F

จุดตัดสินว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้ X100F มีจุดหลักอยู่ข้อเดียวเลยครับ เราถนัดกับช่วงเลนส์ 35 mm รึเปล่า คือเลนส์ช่วง 35 mm มันก็ไม่ได้กว้างเหมือนเลนส์ 28 mm ที่เราคุ้นเคยจากกล้องของสมาร์ทโฟน และมันก็ไม่ได้แคบแบบเลนส์ 50 mm ที่หลายคนเคยใช้ในกล้อง DSLR ครับ ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้ เราจึงแนะนำให้ลองใช้ช่วง 35 mm ให้คล่องก่อน เอากล้องเลนส์ซูมมาหมุนเป็นช่วง 35 mm แล้วลองถ่ายก่อนก็ได้ ว่ามันใช่ไหมสำหรับเรา

แต่ส่วนตัวแอดหลังจากทดลองใช้ Fujifilm X100F มาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าช่วง 35 mm นี้แอบใช้ยากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่เรามักอยู่ในห้องที่ไม่ได้มีพื้นที่มากมายนัก ถ้าต้องการภาพกว้างๆ หน่อยก็ต้องถอยไปไกลเลย หรือบางทีก็ถ่ายไม่ได้เลยเพราะถอยไปถ่ายไม่ได้ เทียบกับ Ricoh GR ที่เป็นกล้องเลนส์ฟิกซ์ 28 mm ก็รู้สึกว่า GR ถ่ายสนุกกว่า แต่เรื่องนี้ก็เป็นความชอบเฉพาะบุคคลเนอะ

ส่วนประเด็นเรื่องการจับถือและการควบคุมกล้อง แรกๆ จะไม่ชินกับการควบคุมที่แยกส่วน และมีแป้นหมุนเต็มไปหมดแบบนี้ครับ แต่ใช้ไปไม่นานก็จะถนัดได้ไม่ยาก ถือว่าไม่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งาน แถมยังสามารถเซ็ตฟังก์ชั่นของปุ่มรอบตัวกล้องได้ง่ายๆ ควบคุมง่ายเข้าไปอีก

สุดท้ายที่เราหลงรักกล้องตัวนี้คือ กล้องหล่อมาก ใช้แล้วรู้สึกว่าช่างภาพหน้าตาดีขึ้น แถมไฟล์ภาพก็ยังดีน้ำตาไหลครับ 🙂

ตัวอย่างภาพจาก X100F (ชุดที่ 2)

 

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิวอย่างกระชับ! Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟพร้อมสำรองข้อมูล

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม iXpand ของ Sandisk นั้นมีคอนเซปต์เฉพาะตัวอยู่คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื่อมต่อข้อมูลกับอุปกรณ์ iOS นะครับ ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็มีหลายตัวทั้งแฟลชไดร์ฟสำหรับ iOS เคสเพิ่มหน่วยความจำของ iOS และตัวที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้คือ Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์ iOS ที่สามารถสำรองข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอพร้อมรายชื่อติดต่อมาเก็บไว้ใน SD Card ได้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base เหมือนแท่นชาร์จไร้สายของสมาร์ทโฟนครับ ต่างกันที่มันชาร์จ iPhone ไร้สายไม่ได้ ฮาา (ถ้าชาร์จไร้สายได้ แล้วเราจะแบ็กอัปข้อมูลยังไงเล่า มันก็ต้องเสียบสายข้อมูลอยู่ดี) ผิวด้านบนจะเป็นยางพร้อมลวดลายกันลื่น ซึ่งลองใช้แล้วก็ยึดติดกับเครื่องดีครับ วาง iPhone บนนี้ก็ไม่ได้ไหลตกลงไปง่ายๆ ตัวฐานมีน้ำหนัก 189 กรัม ก็ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป วัสดุที่สร้างก็เป็นโลหะดูดี แข็งแรงทนทานครับ

หัวชาร์จไฟกำลัง 5V 3A แต่เครื่องที่รีวิวเป็นหัวต่างประเทศนะ ของที่ขายในไทยจะเป็นปลั้กไทย

ในชุด iXpand Base นั้นมาพร้อมหัวจ่ายไฟแบบ MicroUSB (เสียบเข้าที่แท่น) จ่ายไฟได้ 5V 3A ก็ไม่ต้องถามหาการชาร์จเร็วกับ iPhone ครับ มันรับไฟได้ราวๆ 5V 1.5A เท่านั้นเอง นี่ให้หัวชาร์จ 3A มา กำลังเหลือๆ จนชาร์จ iPad ก็ได้

iXpand Base นั้นไม่มีหน่วยความจำในตัว แต่บันทึกข้อมูลลงใน SD Card ก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดความจุได้ หรือเปลี่ยนการ์ดเวลาข้อมูลเต็มได้ สามารถดึงการ์ดออกไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ ดูรูปที่แบ็กอัปก็ได้ (แต่ถ้าคิดในเชิงความปลอดภัย ใครก็ดึงการ์ดออกไปดูดข้อมูลของเราได้นะ)

เสียบสายแล้วพันๆ รอบ iXpand Base แบบนี้

จุดที่ขัดใจที่สุดคือในชุด iXpand Base นั้นไม่แถมสาย Lighting สำหรับเชื่อมต่อกับ iPhone มาครับ ผู้ใช้ต้องใช้สายตัวเองมาเสียบกับ USB ที่แท่น ซึ่งถ้าสายยาวไปก็สามารถเอามาพันขดๆ รอบแท่นแล้วเสียบ iPhone ได้ ก็กลายเป็นภาระผู้ใช้ต้องถอดสาย Lighting เข้าๆ ออกๆ แทนที่ iXpand Base จะแถมสายสั้นๆ มาให้ชุดหนึ่ง เราจะได้เสียบทิ้งไว้กับแท่นไปเลย (ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ นะเจ้า Base เนี่ย)

การใช้งาน Sandisk iXpand Base

ชาร์จไฟพร้อมโหลดรูปจากเครื่องมาแบ็กอัป

การทำงานของ iXpand Base จะทำงานร่วมกับแอป iXpand Base ใน iPhone ครับ ถ้าไม่มีแอปนี้ แท่นมหัศจรรย์ของเราก็จะชาร์จไฟได้อย่างเดียว ซึ่งก็ใช้งานง่ายมาก เปิดแอป กดยอมรับ Permission ต่างๆ ให้เรียบร้อย แล้วเสียบแท่นมันก็จะดูดรูปภาพและวิดีโอทั้งหมดที่เราถ่ายไว้ใน Camera Roll แล้วก็รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดมาเก็บไว้ใน SD Card แล้วการใช้งานครั้งต่อๆ ไปมันก็จะดึงข้อมูลมาบันทึกอัตโนมัติแล้ว

การดึงข้อมูลมาเก็บในการ์ดของ iXpand Base ถือว่าเร็วมากครับ เพราะข้อมูลผ่านสายมาเก็บไว้ในแท่นเลย ไม่ต้องผ่านเครือข่ายที่ไหน ในเวลาไม่นานมันก็ดูดรูปจนหมดเครื่องแล้ว เร็วกว่าแบ็กอัปขึ้น Google Photo เยอะ แถมไม่ต้องเปิดหน้าแอปค้างไว้มันก็ดูดรูปได้ และรูปที่อยู่ใน iCloud ไม่ได้มีรูปเต็มเก็บอยู่ในเครื่องมันก็ดูดมาให้นะครับ โดยสั่งให้ iOS โหลดรูปเต็มจาก iCloud ลงมาก่อน แล้วค่อยดึงเข้าฐาน ก็จะ backup ได้ช้าลงหน่อยตามความเร็วของอินเทอร์เน็ตบ้านครับ

บันทึกรายชื่อติดต่อจาก iPhone ได้

นอกจากรูปแล้วแท่นตัวนี้ก็สามารถเก็บ contact รายชื่อผู้ติดต่อให้ได้ด้วย (แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าผู้ใช้เก็บรายชื่ออยู่ในบัญชี Gmail หรือ iCloud อยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่สำคัญเท่าไหร่) และข้อมูลทั้งรูปและรายชื่อติดต่อก็สามารถสั่ง Restore กลับเข้า iPhone ผ่านแอปได้ง่ายๆ ครับ

ซึ่งข้อมูลที่แบ็กอัปใน iXpand Base จะแยกตาม iPhone แต่ละเครื่องด้วย รูปที่เก็บไว้จึงไม่ไปปนกันครับ เมื่อ backup ข้อมูลแล้วก็สามารถสั่งผ่านแอปเพื่อลบภาพที่เก็บลงการ์ดเรียบร้อยออกจากเครื่องได้เลย ก็จะได้พื้นที่กลับมา

การตั้งค่าต่างๆ ของ iXpand Base

และที่ต้องเน้นย้ำคือ iXpand Base มันบันทึกแค่รูป วิดีโอใน Camera Roll และรายชื่อติดต่อนะครับ ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลอื่นๆ พวกแชทในไลน์ รูปที่ตกแต่งอยู่ในแอปอื่นๆ หรือล็อกอินเข้าแอปที่เป็นความลับต่างๆ ไม่เหมือนกับ iCloud Backup หรือ iTunes Backup ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างของเครื่อง มันจึงไม่สามารถแทนการแบ็กอัปหลักของแอปเปิ้ลได้ครับ

ราคาของ Sandisk iXpand Base

iXpand Base มีหลายความจุให้เลือกใช้นะครับคือ

  • ความจุ 32GB ราคา 1,990 บาท
  • ความจุ 64GB ราคา 2,990 บาท
  • ความจุ 128GB ราคา 4,290 บาท
  • ความจุ 256GB ราคา 6,990 บาท

แต่อย่างที่บอกไปครับ ความจุของ iXpand มันก็คือความจุของการ์ด SD ที่แถมให้ ถ้าเราซื้อ iXpand Base ความจุต่ำสุด 32 GB ราคา 1,990 บาท แล้วซื้อการ์ด SD 128 GB ราคา 1,800 บาทมาใส่แทน (คิดว่าใส่ได้นะ มันไม่น่าจะล็อกเฟิร์มแวร์อะไรเอาไว้) ราคาก็จะตกอยู่ที่ 3,800 ก็ประหยัดไปได้ 500 บาทนะครับ แถมได้ SD Card มาใช้เพิ่มอีกใบหนึ่ง

สรุป Sandisk iXpand Base ก็เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนที่ถ่ายรูปด้วย iPhone เยอะๆ แล้วอยากที่แท่นชาร์จ iPhone ที่ดูดีมีความสามารถครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

#แบไต๋เครื่องต่อไป #4 ทีวีอะไรบางเป็นกระดาษ! LG Signature OLED TV 65W7T

เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.0/10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0/10

การควบคุม จับถือ

8.5/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ปีนี้ผมก็รีวิวทีวีมาเยอะหลายรุ่นมาก แต่ไม่มีทีวีรุ่นไหนที่ดีไซน์ฉีกกฎจนตาค้างเท่ารุ่นนี้ เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

LG SIGNATURE OLED TV 65W7T จะติดตั้งให้กดว้าวได้รัวๆ ต้องติดแปะลงไปบนกำแพงเลยนะครับตามคอนเซปต์ Picture on Wall จอที่บางแค่ 2.57 มม. ถึงจะดูเลิศเลอที่สุด ตอนนี้ทีวีก็เปิดแอป OLED Gallery อยู่ อารมณ์เหมือนเจาะหน้าต่างบ้านเจอทะเลตรงนี้จริงๆ

ตอนช่างจาก LG มาติดตั้งให้ที่บ้าน ผมนี่อยากอุทิศกำแพงบ้านให้ช่างมาแปะทีวีสวยๆ บนผนัง จะได้ไม่ต้องขนกลับไป แต่ LG ก็มีขาตั้งมาสำหรับโชว์จอพร้อม ผมนี่ตบเข่าฉาดเลยว่ารีวิวเสร็จก็ต้องส่งคืนสินะ T T

จอ OLED ตัวนี้บางแค่ไหน ลองถามใจเธอดู ทีมงานครับ ช่วยทำเรื่องที่พี่เสียวเงินในกระเป๋าพี่มาก ที่ผู้ใช้ตามบ้านเค้าไม่ทำกัน ยกจอออกจากผนังโชว์ความบางให้ดูหน่อย จอ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ตัวนี้จะมีแผ่นเหล็กเพื่อยึดจอด้วยแม่เหล็กจากด้านหลังนะครับ และด้านบนก็จะมีหมุดเตี้ยๆ เพื่อเกี่ยวจอไว้ไม่ให้ตก

จอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม.

นี่ไงครับจอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม. บางจนโค้งได้และยังเปิดทำงานได้ด้วย แล้วทำไมมันบางได้ขนาดนี้ ก็เพราะส่วนหน้าจอก็มีแต่จออย่างเดียวเลยไงครับ ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างลำโพง พอร์ตเชื่อมต่ออื่นๆ จะวิ่งผ่านสายแพเส้นนี้ไปทำงานที่กล่อง Soundbar ตัวนี้ครับ (พอเถอะ พี่เสียว ยกจอกลับไปติดที่กำแพงเหมือนเดิมนะ)

เห็นจอ 65 นิ้วบางขนาดนี้ อย่าคิดนะครับว่ามีข้อจำกัดด้านการแสดงภาพ สเปกทุกอย่างของจอจัดเต็มสมกับเป็นทีวีตัวท็อป

แน่นอนแหละเป็นจอชนิด OLED ก็ต้องให้ภาพจัดจ้านสดใส ให้ contrast สูงสุด สีดำก็ลงลึกเพราะเป็นการปิดพิกเซลสีไปเลย แต่จอของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T นั้นเป็นจอ OLED ที่ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม ลดแสงสะท้อนสีอมม่วงที่เคยมีใน OLED TV รุ่นก่อนๆ ตัวจอก็สว่างขึ้นทำให้แสดงผลภาพ HDR ได้ดีขึ้น พร้อมจูนการไล่เฉดในโทนมืดให้ดีขึ้น สีเข้มไม่จมหายไปเร็วเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ในส่วนของการรองรับ HDR ก็รองรับทั้งมาตรฐาน HDR10 ยอดนิยม มาตรฐาน HLG สำหรับการออกอากาศและมาตรฐานตัวท็อปอย่าง Dolby Vision พร้อมโหมดปรับภาพระดับโปร อย่างโหมดภาพจาก ISF (Imaging Science Foundation) หรือ technicolor เพื่อถ่ายทอดสีสันให้ได้อย่างที่ผู้กำกับหนังต้องการ

ที่นี้มาดูกล่อง Soundbar All in One หัวใจของทีวีกันบ้าง เห็นครั้งแรกก็คิดเลยว่ามันมีขนาดใหญ่กว่า soundbar ทั่วไปพอสมควรเลยนะ เพราะทุกอย่างของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T รวมอยู่ในกล่องนี้ อย่างพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI 4 ช่อง, USB 3 ช่อง ช่องต่อสาย LAN และพอร์ตอื่นๆ ก็เสียบที่นี่ครับ

ลำโพงใน Sound bar ชุดนี้ก็ไม่ธรรมดานะครับ ผมลองปิดทีวีให้ดู… แล้วเปิดทีวีอีกที เห็นไหมครับลำโพงคู่บนที่เรียกว่า Moving Speaker จะยื่นออกมาเมื่อเปิดเครื่อง และหดเก็บไปเมื่อปิดเครื่อง ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ทุกครั้งที่เปิดปิดเครื่อง ลำโพงที่เลื่อนออกมาด้านบนก็เพื่อให้เสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos ได้ดีขึ้นครับ ให้เสียงกระทบบนเพดานและตกกลับลงมาเหมือนเสียงมาจากเหนือหัวเราได้ ก็ยิ่งเพิ่มความสมจริงในการรับฟังมากขึ้น

โดยรวมคือ Sound bar กำลังขับ 60 วัตต์ของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T คือให้เสียงดีกว่าทีวีทั่วไปมาก รุ่น W7T นี้เสียงจึงอยู่ในลำดับต้นๆ ของทีวีที่มาพร้อม Sound bar เลย แต่ก็ยังไม่แยกมิติเสียงได้ชัดเจนเท่า Sound bar แท้ๆ ตัวท็อปนะ

สุดท้ายในส่วนของระบบปฏิบัติการก็ใช้ WebOS 3.5 รุ่นล่าสุด ก็สั่งงานได้ง่ายด้วย Magic Remote พร้อมแอปที่ใช้บ่อยๆ มากมายอย่าง Netflix, youtube, Google Play Movie ที่สำคัญคือค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยได้ด้วย หาคลิป Youtube ภาษาไทยได้ง่ายๆ เลย

มาถึงข้อสังเกตกันบ้าง

อย่างแรกคือตัวสายแพสายนี้จะค่อนข้างหนา ก็เข้าใจแหละว่าเพื่อให้สัญญาณภาพและเสียงไม่ได้ถูกลดทอนลงจากการแยกหน้าจอและตัวเครื่อง AIO ออกจากกัน ถ้าจะติดตั้ง LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ให้เรียบเนียนสวย ก็ต้องหาวิธีซ่อนสายแพเข้าผนังไป ซึ่งเมื่อรวมกับการตั้งเจาะผนังเพื่อติดตัวยึดทีวีแล้ว ก็ถือว่าเป็นทีวีที่ติดตั้งยากเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องกังวลเพราะรุ่นนี้ช่างจากแอลจีเข้าไปติดตั้งให้อยู่แล้วครับ) และหากใครอยากดูแอปอย่าง AIS Play, iflix ก็ต้องซื้อ Chrome cast มาติดตั้งเพิ่มกับทีวีครับ

ราคา 299,990 บาท

ปิดท้ายที่ราคา หลังจากโชว์เสียวจะเสียเงินในกระเป๋าตังส์กันมามาก LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้วตัวนี้ มีราคา 299,990 บาท ราคาสมศักดิ์ศรีดีไซน์และความเป็นตัวท็อปของทีวีแห่งยุคมาก ซึ่ง LG รับประกันฟรีให้ 3 ปี และถ้าซื้อทีวีรุ่น W7T ภายในปี 2017 จะได้รับ LG OLED TV C7T ขนาด 55 นิ้วมูลค่า 99,990 บาทแถมไปอีก 1 ตัว! เรียกได้ว่า ซื้อ OLED TV 1 เครื่อง แถม OLED TV อีก 1 เครื่องไปเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!