Connect with us

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0 /10

คุณภาพวิดีโอ

8.0 /10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0 /10

การควบคุม จับถือ

8.5 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ต้องสารภาพเลยว่าตั้งแต่แอดมีอายุมากขึ้น คติในการซื้อข้าวของมาใช้คือ “จะถูกจะแพง ขอเบาไว้ก่อน” คือเราไม่อยากแบกกล้อง แบกคอมหนักๆ อีกแล้ว แอดจึงสนใจกล้องตัวเล็ก น้ำหนักเบา แต่ให้คุณภาพไฟล์ดีมาตลอด ซึ่งหนึ่งในกล้องในฝันของแอดคือซีรี่ส์ Fuji X100 ที่วันนี้เราจะรีวิวตัวล่าสุดให้ดูกัน

สเปกของ Fuji X100F

  • เซนเซอร์ X-Trans CMOS III ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ 23mm f/2 (เทียบเท่าเลนส์ 35 mm ในกล้อง Full frame)
  • จุดโฟกัส 325 จุด เป็นจุดโฟกัสแบบ Phase Detection Auto Focus (PDAF) 169 จุด
  • มี Wifi ในตัว ทำให้ส่งภาพได้ง่ายๆ
  • Viewfinder สามารถเลือกให้เป็นได้ทั้ง OVF (ภาพจริงผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) โดย EVF มีความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล
  • หน้าจอหลังขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล
  • ISO สูงสุด 51,200
  • ความเร็วซัตเตอร์สูงสุด 1/32,000 ในโหมดซัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 ภาพต่อวินาที
  • ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p 60 fps เสียบไมค์แบบ 2.5 mm ได้

การควบคุมกล้องที่พัฒนาขึ้น

X100F เป็นกล้องรุ่นที่ 4 ในตระกูลต้นกำเนิด Fuji X (F คือ Fourth หรือสี่) ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าตากล้องเป็นจะทรง Retro Rangefinder คล้ายรุ่นก่อนๆ แต่รูปแบบการใช้งานหลายอย่างก็ปรับปรุงให้เหมาะสมกับการทำงานในยุคนี้มากขึ้น จุดแตกต่างหลักคือใน X100F ได้เพิ่ม Joystick สำหรับเลื่อนจุดโฟกัสเข้ามา แม้กล้องตัวนี้จะไม่มีจอสัมผัส ก็สามารถโยกจอยเลื่อนตำแหน่งโฟกัสได้รวดเร็ว ถ้าใช้จนคล่อง อาจจะใช้ดีกว่าจอสัมผัสอีก

4 ปุ่มควบคุมที่อยู่ด้านซ้ายของจอคือ View mode, ดูรูป, ลบรูป และเปิด Wifi ที่เคยมีตั้งแต่ X100 กล้องรุ่นแรกก็เอาออกไป แล้วย้ายมากระจายอยู่ทางด้านขวามือแทน ทำให้สามารถควบคุมด้วยมือเดียวได้มากขึ้น ปุ่ม Drive ที่ต้องกดกันบ่อยๆ (เอาไว้ใช้เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพเดี่ยว ถ่ายภาพต่อเนื่อง และเปลี่ยนโหมดไปถ่ายวิดีโอ) ก็มาอยู่เป็นหนึ่งในปุ่ม 4 ทิศทาง

ที่น่าสนใจคือใน X100F วงแหวนโฟกัสด้านหน้าเลนส์สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น เปลี่ยนรูปแบบสีของภาพ หรือปรับอัตราซูมดิจิทัล (Digital Teleconverter) ซึ่งทำให้กล้องเลนส์ฟิกที่ซูมไม่ได้ตัวนี้ สามารถซูมดิจิทัลได้สะดวกขึ้น และที่วงแหวนปรับความเร็วซัตเตอร์ด้านบน ยังมีวงแหวนปรับ ISO ซ้อนอยู่ด้านล่าง เพื่อยกวงแหวนขึ้นแล้วจะสามารถปรับ ISO ได้ง่ายๆ

อีกอย่างที่เด่นคือผู้ใช้สามารถปรับลักษณะการควบคุมกล้องได้หลากหลายมาก สามารถปรับการทำงานของปุ่มและวงแหวนรอบกล้องได้ 7 จุด ตั้งแต่วงแหวนหน้าเลนส์, ปุ่มที่ตัวเลือกโหมด EVF, 3 ปุ่มของชุดปุ่ม 4 ทิศทาง, ปุ่ม AEL และวงแหวนด้านหลังครับ เพื่อจูนให้เข้าถึงการปรับตั้งค่าที่ต้องใช้บ่อยๆ ได้

โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาลักษณะการใช้งานกล้องให้คล่องตัวขึ้นนะครับ รวมกับเมนูที่ออกแบบใหม่ หาอะไรๆ เจอง่ายขึ้น ก็ทำให้เริ่มใช้ X100F ได้ไม่ยาก แต่ถึงยังไงก็ตามมันก็เป็นกล้องที่ลักษณะการใช้งานแตกต่างจากกล้องทั่วไปอยู่ดี เพราะมีวงแหวนหลายตัวแยกกัน จะเปลี่ยนรูรับแสงก็ต้องหมุนวงแหวนหน้าเลนส์ ปรับ EV, ความเร็วซัตเตอร์, ISO ก็หมุนวงแหวน 3 ตัวด้านบน แถมมีวงแหวนด้านหน้า ด้านหลังมาให้อีก 2 ตัวให้ใช้แบบงงๆ อีก ก็ต้องหัดใช้ให้คล่องมือสักระยะครับ

Viewfinder ยังเจ๋งเหมือน X100T

ภาพจาก Viewfinder ในโหมด OVF ที่มีจอเล็กอยู่ที่มุมล่างขวา เอาไว้ช่วยหาโฟกัส

สิ่งที่เป็นเสน่ห์มากของกล้องตระกูล X100 คือ Viewfinder ที่ใช้งานได้จริงจัง แถมสามารถเปลี่ยนโหมดระหว่าง OVF (ภาพจริงๆ ผ่านช่องมองภาพ) และ EVF (ภาพจากจอในช่องมองภาพ) ได้ง่ายๆ ด้วยคันโยกด้านหน้ากล้อง

คนที่ชอบใช้โหมด OVF เพราะเห็นภาพแบบที่ตาเห็น ดูไม่เวียนหัวก็มีตัวช่วยเยอะ ทั้งแสงกรอบภาพ ให้เรารู้ชัดเจนว่าขอบภาพอยู่ที่ไหน และมี EVF เล็กๆ เพื่อช่วยโฟกัสเวลาต้องการหมุนโฟกัสด้วยมือเองด้วย ส่วนโหมดจอ EVF เองก็ละเอียด ให้ภาพชัดเจนด้วย

แม้ว่าความสามารถของ Viewfinder แบบนี้จะมีตั้งแต่ X100T แล้ว แต่ยังไงมันเป็นเรื่องที่น่าว้าวของกล้องตัวนี้อยู่ดีครับ

ทำไมใช้โหมด OVF ต้องมีกรอบภาพแสดง

คุณภาพภาพ

กล้อง Fujifilm X-Series นั้นเลื่องลือเรื่องคุณภาพภาพที่ออกมาอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะภาพ JPEG ที่ออกจากกล้อง ที่ถ้าปรับดีๆ เลือกรูปแบบฟิล์มให้ตรงใจ ก็แทบจะเอาภาพไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องตกแต่งต่อ ซึ่ง X100F ก็ใช้ระบบประมวลผลล่าสุดของฟูจิ มีรูปแบบสีให้เลือกครบครันคือ

  • โหมดมาตรฐาน Provia ให้สีสดใสสำหรับงานทั่วไป
  • โหมดถ่ายทิวทัศน์ Velvia ให้สีสดมาก โดยเฉพาะโทนน้ำเงินและเขียวของธรรมชาติ
  • โหมดถ่ายภาพบุคคล Astia ให้สีนุ่มนวล โทนผิวสวยงาม
  • โหมด Classic Chrome ให้สีจืดกว่าปกติในโทนที่ดูคลาสสิก
  • โหมด Pro Negative Hi และ Standard ให้สีผิวเฉพาะตัว ความเปรียบต่างสูงกว่าโหมด Astia
  • โหมด Acros ถ่ายภาพขาวดำในลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของฟิล์ม Acros
  • โหมด Monochrome ถ่ายภาพขาวดำแบบปกติ
  • โหมด Sepia

แม้ว่าเลนส์ของ X100F จะยังเป็นเลนส์ Super EBC 23 mm f/2 รุ่นที่ใช้ตั้งแต่ X100 ตัวแรก แต่ภาพถ่ายจาก X100F ก็ยังพิสูจน์ว่าเลนส์ชุดยังยังคงสามารถให้ภาพคมชัดบนเซนเซอร์ขนาด 24 ล้านพิกเซลรุ่นใหม่ตัวนี้ เพียงแต่ว่าจะต้องหรี่รูรับแสงลงสักนิด ราว f/4 – 5.6 ถ้าต้องการความคมชัดสูงสุด

คุณภาพจาก ISO 12,800 ที่ถือว่ายังดีใช้ได้เลย

ในส่วนของการจัดการ Noise ถือว่า X100F ทำได้ดีครับ คือถ่ายปกตินี้ใช้ ISO 400, 800 กันอย่างไม่คิดอะไรมาก (ถ้าเปิดโหมด DR มันจะดัน ISO เอง เพื่อเก็บข้อมูลส่วนมืด แม้ว่าจะอยู่กลางแดดจ้า มันก็ใช้ ISO 400, 800 นี่แหละ) ถ้าเป็นงานไม่ซีเรียสมาก เช่นเอาไปโพสต์ลง Social Network ก็ ISO เป็นหมื่นได้สบายๆ ครับ รูปเล็กๆ ดูไม่ออกเลย แต่ที่ขัดใจเกี่ยวกับ ISO นิดหนึ่งตรงที่มันเริ่มต้นที่ ISO 200 ครับ ถึงจะมีโหมด L ให้ ISO 100 ก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกดีเท่า ISO 100 แท้ๆ อยู่ดี (ความรู้สึกล้วนของจริง)

ตัวอย่างภาพจากกล้อง X100F (ชุดที่ 1)

ระบบโฟกัสที่รวดเร็ว

จุดที่ Fuji X100F ปรับปรุงไปมากอีกจุดหนึ่งคือระบบโฟกัสครับ จากภาพจำของตระกูล X100 คือกล้องที่ถ่ายภาพสวย แต่ต้องให้เวลาโฟกัสสักนิด จะเร่งรีบถ่ายไม่ได้ แต่ระบบโฟกัสของ X100F ถือว่าสู้กับกล้องสมัยใหม่ได้สบายๆ ทั้งจุดโฟกัสที่กระจายทั่วเฟรมภาพ ทำให้สามารถใช้โหมด AF-C เพื่อแทร็กการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพได้แม่นยำใช้ได้ เมื่อใช้โหมด AF-S ก็สามารถโฟกัสวัตถุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และใช้จอยสติ้กที่เพิ่งมีในรุ่นนี้เพื่อกำหนดจุดโฟกัสอย่างรวดเร็วก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

X100F สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ภาพต่อวินาที (สูงสุด 60 ภาพสำหรับ jpeg) ซึ่งเมื่อรวมกับระบบโฟกัส 325 จุดและการโฟกัสติดตามวัตถุ ก็ถือว่าถ่ายวัตถุเคลื่อนไหวได้เข้าเป้าเป็นส่วนใหญ่นะครับ ใครที่ต้องการกล้องสำหรับถ่ายเด็กๆ หรือถ่ายสัตว์เลี้ยง (เราคงไม่เอา X100F ไปถ่ายกีฬาเท่าไหร่เนอะ เพราะมันเปลี่ยนเป็นเลนส์ Telephoto ไม่ได้) ก็ถือว่าทำหน้าที่นี้ได้ดีเลยแหละครับ

การถ่ายวิดีโอที่ไม่มี 4K

X100F สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดได้ที่ 1080p 60 fps ครับ ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังเล็กน้อยสำหรับกล้องระดับราคานี้ แต่ยังไม่สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ ก็เข้าใจว่าคนใช้กล้อง X100F คงไม่ได้เน้นความสามารถด้านนี้เท่าใดนัก หากมองข้ามเรื่อง 4K ไป ก็ถือว่า X100F นั้นถ่ายวิดีโอสวยไม่ใช่เล่นนะครับ แถมเสียบไมค์ 2.5 mm (ถ้ามือคนถ่ายนิ่งพอ เพราะเราสามารถเปิดรูรับแสง F/2 เพื่อถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัด หลังเบลอได้อย่างสวยงาม สามารถเลือกโหมดสีที่สวยงามเหมือนการถ่ายภาพนิ่งได้ด้วย จะใช้ Provia, Velvia, Classic Chrome ก็จัดไป

ระบบสนับสนุนการถ่ายอย่างเยี่ยม

เช่นเดียวกับกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ของฟูจิ เจ้า X100F มีความสามารถเล็กๆ ที่ดีงามหลายอย่างครับ

  • สามารถใช้ช่อง MicroUSB ของกล้องเพื่อเสียบชาร์จโดยไม่ต้องใช้แท่นชาร์จได้ (แต่ในกล่องยังมีแท่นชาร์จมาให้นะ) ทำให้ชาร์จสะดวก เสียบชาร์จกับ power bank ก็ได้
  • แบตเตอรี่ลูกใหญ่กว่า X100 รุ่นอื่นๆ ทำให้ถ่ายภาพได้ยาวนาน สูงสุดตามสเปกคือ 390 ภาพเมื่อใช้ OVF
  • ควบคุมกล้อง และโอนภาพแบบไร้สายเข้ามือถือได้
  • หมุนวงแหวนหน้ากล้องเพื่อซูมแบบดิจิทัลได้ง่ายๆ เป็นฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยมาก แต่การซูมแบบนี้จะไม่ได้ครอปภาพ แล้วได้ไฟล์ขนาดเล็กเหมือนกล้องอื่นๆ นะครับ ภาพที่ซูมมาก็ยังมีความละเอียดเท่ากับความละเอียดที่กำหนดนั้นแหละ คือครอปภาพแล้วเอาไปขยายในกล้องนั้นเอง ซึ่งก็แอบเป็นข้อเสียนะ

สรุป Fujifilm X100F

จุดตัดสินว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้ X100F มีจุดหลักอยู่ข้อเดียวเลยครับ เราถนัดกับช่วงเลนส์ 35 mm รึเปล่า คือเลนส์ช่วง 35 mm มันก็ไม่ได้กว้างเหมือนเลนส์ 28 mm ที่เราคุ้นเคยจากกล้องของสมาร์ทโฟน และมันก็ไม่ได้แคบแบบเลนส์ 50 mm ที่หลายคนเคยใช้ในกล้อง DSLR ครับ ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้ เราจึงแนะนำให้ลองใช้ช่วง 35 mm ให้คล่องก่อน เอากล้องเลนส์ซูมมาหมุนเป็นช่วง 35 mm แล้วลองถ่ายก่อนก็ได้ ว่ามันใช่ไหมสำหรับเรา

แต่ส่วนตัวแอดหลังจากทดลองใช้ Fujifilm X100F มาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าช่วง 35 mm นี้แอบใช้ยากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่เรามักอยู่ในห้องที่ไม่ได้มีพื้นที่มากมายนัก ถ้าต้องการภาพกว้างๆ หน่อยก็ต้องถอยไปไกลเลย หรือบางทีก็ถ่ายไม่ได้เลยเพราะถอยไปถ่ายไม่ได้ เทียบกับ Ricoh GR ที่เป็นกล้องเลนส์ฟิกซ์ 28 mm ก็รู้สึกว่า GR ถ่ายสนุกกว่า แต่เรื่องนี้ก็เป็นความชอบเฉพาะบุคคลเนอะ

ส่วนประเด็นเรื่องการจับถือและการควบคุมกล้อง แรกๆ จะไม่ชินกับการควบคุมที่แยกส่วน และมีแป้นหมุนเต็มไปหมดแบบนี้ครับ แต่ใช้ไปไม่นานก็จะถนัดได้ไม่ยาก ถือว่าไม่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งาน แถมยังสามารถเซ็ตฟังก์ชั่นของปุ่มรอบตัวกล้องได้ง่ายๆ ควบคุมง่ายเข้าไปอีก

สุดท้ายที่เราหลงรักกล้องตัวนี้คือ กล้องหล่อมาก ใช้แล้วรู้สึกว่าช่างภาพหน้าตาดีขึ้น แถมไฟล์ภาพก็ยังดีน้ำตาไหลครับ 🙂

ตัวอย่างภาพจาก X100F (ชุดที่ 2)

 

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว หลอดไฟ “Philips Hue” แบบควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0 /10

คุณภาพวิดีโอ

8.0 /10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0 /10

การควบคุม จับถือ

8.5 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

ในที่สุดบริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ทำตลาดฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) หลอดไฟอัจฉริยะ อย่างเป็นทางการในไทยสักที หลอดไฟที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้หลากหลายสี ทำงานได้ด้วยการควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ การสั่งงานด้วยเสียง (Voice control) วันนี้แบไต๋ขอรีวิวให้ดูกันเบื้องต้นกับการควบคุมผ่าน แอปพลิเคชั่น นะคะ

ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำมาเพื่อเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่สนใจในการสร้างบรรยากาศให้กับความบันเทิงภายในห้องหรือบริเวณบ้าน พร้อมผนวกเทรนด์ Internet of Things” (IoT) เข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) 

ตัวที่เราจะมีรีวิวให้ดูกันคือ Philips Hue Starter Kit – หลอดไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 3 หลอด พร้อม Philips Hue Bridge (ราคา 6,990 บาท)

  • ชุดเริ่มต้น Bridge+Bulbs พร้อมใช้งานได้ทันที
  • หลอดไฟขั้วมาตรฐานแบบ E27
  • ปรับค่าสีได้สูงสุด 16 ล้านสี
  • Sync ได้กับทุก Mood & Tone เช่น หนัง เพลง หรือ เกมส์
  • สั่งงานผ่าน Voice Control บน Smartphone
  • เชื่อมต่อกับ Smartphone ได้สูงสุด 10 เครื่อง
  • รองรับการใช้งานผ่าน Application ทั้งระบบ iOS และ Android

เริ่มต้นด้วยการติดตั้งกันก่อนเลยค่ะ (แอบยากนิดหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องติดตั้งเอง T T)

  • ก่อนอื่นเลยคือการต่อหลอดไฟค่ะ (ซึ่งตัว “ฟิลิปส์ ฮิว” มี 3 รูปแบบด้วยกัน ไปตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.beartai.com/news/it-thai-news/227015)
  • จากนั้นคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ซึ่งภายในกล่องมีอุปกรณ์มาให้ดังนี้
    • ตัวกล่องปล่อยสัญญาณ
    • สายแลน
    • ตัวปลั้กที่ใช้เสียบเพื่อเปิดการทำงาน
    • และก็หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) แบบหัวเกลียวค่ะ
  • การเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็คือ
    • นำตัวกล่องปล่อยสัญญาณมาเชื่อมต่อกับสายแลน (จริง ๆ ใช้สายแลนของที่มีที่บ้านก็ได้นะคะ ไม่ต้องใช้สายที่เขาให้มาก็ได้อ่ะ)
    • จากนั้นก็เชื่อมต่อกับปลั้ก แล้วก็เสียบปลั้กเข้ากับเต้าเสียบภายในห้อง หรือ ภายในบ้าน (สังเกตการทำงานคือ จะมีสัญญาณไฟสีฟ้าขึ้นมา 3 จุดค่ะ)

ต่อมาคือการโหลดตัวแอปพลิเคชั่นเพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue)

  • แอปพลิเคชั่นหลักที่เราต้องโหลดคือ แอปฯที่ชื่อว่า Philips Hue สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android (ไม่มีค่าใช้จ่ายน้า
  • ซึ่งแอป “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) จะสามารถควบคุมการเปิด-ปิด , การลดแสง-เพิ่มแสง , หรือตั้งระยะเวลาการเปิด-ปิดหลอดไฟ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นได้เลยด้วย (เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจลุกขึ้นไปปิดปุ่มสวิตช์ไฟ)

This slideshow requires JavaScript.

  • เราจะต้องโหลดแอปฯย่อยเพื่อให้หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำงานตามกิจกรรมที่เราต้องการด้วย ได้แก่
    • แอปฯ Philips Hue gen 1 : เพื่อช่วยเชื่อมต่อกับแอปฯย่อยอีกที (แอบยุ่งยากนิดหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแอปพลิเคชั่นที่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ

This slideshow requires JavaScript.

แต่เดี๋ยวก่อนเรามีแอปฯฟรีมาให้ด้วยค่า ^^ นั่นคือ

  • แอปพลิเคชั่น(ฟรี) ที่ใช้เชื่อมต่อคลังเพลงของคุณเพื่อให้หลอดไฟเปลี่ยนสีคือ Musicbox ซึ่งจะมีให้เราเลือกว่าต้องการจะเชื่อมต่อเพลงจากที่ไหนมาฟัง
  • แต่ถ้าไม่อยากเลือกเพลงให้ยุ่งยากก็โหลดแอปฯที่ชื่อว่า HueManic : เป็นแอปฯที่มีดนตรีมาให้เราเลือกเล่นได้เลย

This slideshow requires JavaScript.

  • ส่วนแอปพลิเคชั่น(ฟรี) อีกตัวที่ทำให้หลอดไฟเปลี่ยนสีเมื่อเราดูวิดีโอจาก Youtube คือ Hue Ambilight ค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สรุป (ตามความสามารถที่เราใช้งานจริง) คือ… เจ้าหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) เขาก็ช่วยสร้างความบันเทิงเพิ่มมากขึ้นไปจากเดิม ช่วยเพิ่มสีสัน เพิ่มบรรยากาศได้โอเคเลยค่ะ ซึ่งหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ก็เปลี่ยนสีตามภาพบรรยากาศในวิดีโอได้ถูกต้องจริง ๆ ตามวิดีโอจาก Youtube หรือดนตรีที่เราเลือกเลย จากที่เราดูวิดีโอหรือฟังเพลงกับบรรยากาศภายในห้อง หรือ ภายในบ้านแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในความบันเทิงให้เราตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ว่าอยากจะมีเจ้าตัวหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ไว้ใช้งานรึเปล่า!!

หากสนใจผลิตภัณฑ์หลอดไฟอัจฉริยะ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ ร้านขายอุปกรณ์ Gadget ชั้นนำ หรือ เว็บไซต์ www.lazada.co.th ค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

เปลี่ยนบ้านให้อัจฉริยะ สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ ด้วยชุดอุปกรณ์สุดคุ้ม Lamptan Smart Home Solution

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0 /10

คุณภาพวิดีโอ

8.0 /10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0 /10

การควบคุม จับถือ

8.5 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

แนวคิดบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home นั้นย้อนไปกันไกลมาก เอาที่ใกล้ตัวและเห็นภาพกันหน่อยก็ในการ์ตูนโดราเอมอนที่บ้านสามารถสั่งงานผ่านอุปกรณ์ศูนย์กลางได้ สั่งด้วยเสียงได้ มายุคนี้เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะได้ง่ายมากครับ ไม่ต้องปลูกบ้าน ซื้อคอนโดใหม่ หรือเดินระบบใหม่ให้ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์จากแลมป์ตั้นแบรนด์ของคนไทยในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็สามารถเปลี่ยนบ้านให้สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ แล้ว

ตัวอย่างการใช้อุปกรณ์ Lamptan Smart Home Solution ในคอนโดแบบห้องนอนเดียว

อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution นั้นมีมากมายหลายชิ้น เพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของบ้านนะครับ เช่น เครื่องตรวจก๊าซรั่ว, เครื่องตรวจควันไฟ, เครื่องตรวจน้ำล้น, มอเตอร์ควบคุมผ้าม่าน, สวิซท์ไฟอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวของหน้าต่าง, กล้อง WiFi อัจฉริยะ, ลูกบิดประตูอัจฉริยะ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณ Zigbee สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในมาตรฐาน Zigbee

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของแลมป์ตั้นนี้จะทำงานร่วมกับแอป Lamptan Home ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งใน iOS และ Android ครับ ทำให้เราสามารถประสานการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมดได้ สามารถเซ็ตเป็นสถานการณ์เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ เช่นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็สามารถตั้งเวลา หรือเซ็ตปุ่มเดียวเพื่อควบคุมให้ม่านเปิด แอร์เริ่มทำงาน ทีวีติดขึ้นมาก็ทำได้ หรือถ้ามีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอย่างเซนเซอร์หน้าต่าง หรือเซนเซอร์ตัวจับการเคลื่อนไหว ก็สามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น เปิดไฟในบ้าน และแจ้งเตือนให้เราทราบ เมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาในบ้านได้เช่นกัน

และวันนี้แบไต๋ขอรีวิวอุปกรณ์ 2 ตัวจากชุด Lamptan Smart Home Solution ให้ดูกันก่อนครับ จะได้เป็นแนวทางอัปเกรดบ้านตัวเองเป็นสมาร์ทโฮมกัน

Lamptan Smart Cube กล่องมหัศจรรย์แทนรีโมทได้!

สำหรับอุปกรณ์ที่ควบคุมผ่านรีโมทอินฟราเรดอย่างทีวี, แอร์, เครื่องเสียง, ฯลฯ ก็สามารถใช้เจ้า Smart Cube เป็นตัวแทนรีโมทให้เราสั่งงานผ่านมือถือได้เลยครับ เราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ สามารถกดมือถือกลับมาเหมือนกดรีโมทอยู่ที่บ้านได้เลย โดยอาศัยหลักการทำงานง่ายๆ คือเมื่อเราสั่งงานจากแอป Lamptan Home ในมือถือ สัญญาณก็จะวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ไปที่กล่อง Smart Cube แล้วตัวกล่องก็ส่งแสงอินฟราเรดออกไปสั่งอุปกรณ์ที่เรากำหนดไว้ครับ โดย Smart cube ที่สามารถ add ได้ทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีรีโมทอินฟราเรด ทำให้เราสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านมือถือได้เลย แถมยังสามารถกำหนดเวลาเป็น Timer เพื่อตั้งเวลาเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ด้วย

สำหรับอุปกรณ์บางตัวอย่างแอร์ สามารถบอกสถานะเปิด-ปิดเครื่องจากในแอปได้เลย

สำหรับขั้นตอนการเซ็ตอัปก็ง่ายๆ คือต่อไฟให้ Lamptan Smart Cube ผ่านพอร์ต MicroUSB แล้วกดตัวเครื่องลง 6 วินาทีเพื่อรีเซ็ตการตั้งค่า และเปิดแอป Lamptan Home มาเชื่อมต่อเจ้ากล่องกับเครือข่าย WiFi ในบ้านครับ

หลังจากตั้งค่าเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนสำคัญคือระบุว่าจะให้ Smart Cube ควบคุมอุปกรณ์อินฟราเรดตัวไหนบ้าง ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือเลือกหมวดอุปกรณ์เช่น TV, แอร์ แล้วค้นหาตามยี่ห้อ เสร็จแล้วก็ลองกดรีโมทผ่านแอป Lamptan Home ว่าสามารถควบคุมการทำงานได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบรีโมทไปเรื่อยๆ จนหาแบบที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ของเราเจอครับ

แต่ถ้าอุปกรณ์ของเราเป็นแบบที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Lamptan Home ก็ใช้วิธีที่ 2 ครับ คือเรียนรู้สัญญาณจากรีโมทตัวจริง ทำได้ง่ายๆ แค่เข้าโหมดเรียนรู้ เลือกปุ่มที่ต้องการจะเรียนรู้สัญญาณ เช่นปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ แล้วหันรีโมทเข้ากล่อง Smart Cube กดปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อรับสัญญาณจากรีโมท กล่องก็จะเรียนรู้ว่าถ้าเพิ่มอุณหภูมิจะใช้สัญญาณอินฟราเรดแบบนี้ เสร็จแล้วก็กดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบปุ่มที่ต้องการก็ใช้ได้แล้ว

สามารถจ่อรีโมทแบบนี้เพื่อให้ Smart Cube เรียนรู้รูปแบบสัญญาณได้

จากการทดลองของเรา เราสามารถวาง Lamptan Smart Cube ไว้กลางห้องเพื่อสั่งงานอุปกรณ์หลายชิ้นในระยะที่ไม่มีวัตถุอะไรมาบังระหว่างตัวกล่องกับตัวอุปกรณ์ได้ (เหมือนการสั่งรีโมทปกติที่ต้องไม่มีอะไรขวางระหว่างรีโมทกับอุปกรณ์) แต่ถ้ามีอุปกรณ์หลายห้อง ก็ต้องอาศัย Smart Cube หลายตัววางไว้ในแต่ละห้องนะครับ โดยสั่งงานผ่านแอป Lamptan Home ตัวเดียวนี่แหละ

แต่ข้อสังเกตของเราสำหรับ Lamptan Smart Cube คือในกล่องจะไม่มีตัวหม้อแปลงไฟมาให้นะครับ มีแค่สาย Micro USB สำหรับต่อไฟเข้าอย่างเดียว ก็ต้องหาหัวแปลงสำหรับมือถือแบบที่จ่ายไฟได้ 5V 1A มาใช้

สำหรับ Lamptan Smart Cube นั้นวางราคาขายอยู่ที่ 1,400 บาท ซึ่งโปรโมชั่นตอนนี้จะแถมหลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิแสงได้ไปด้วย

Lamptan Smart WiFi Socket ปลั้กไฟควบคุมผ่านเน็ต!

อุปกรณ์ชิ้นพื้นฐานสำหรับเปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home ก็ขาดปลั้กไฟที่สั่งงานผ่านมือถือไปไม่ได้ครับ ในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็มี Lamptan Smart WiFi Socket ที่ทำหน้าที่ในจุดนี้

จุดแรกที่เราชอบเกี่ยวกับปลั้กไฟตัวนี้คือดีไซน์และวัสดุครับ ที่ดูโมเดิร์น ดูแข็งแรง ถ้าอยากติดตั้งแล้วไม่ให้สะดุดตามากนักก็เลือกเป็นสีเทา แต่ถ้าอยากทำให้เป็นเหมือนของตกแต่งบ้าน ก็มีเป็นสีแดงเข้มๆ ให้เลือก เวลาใช้งานก็มีดวงไฟติดขึ้นที่ตัวปลั้กด้วย น่ารักดีครับ แต่จุดสังเกตของดีไซน์อยู่ที่ช่องเสียบปลั้กนั้นเป็นแบบขาแบนอย่างเดียว ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นปลั้กขากลมก็ต้องเสียบผ่านตัวแปลงขาอีกที แล้วก็ออกแบบมาสำหรับใช้งานในบ้านอย่างเดียวนะครับ เอาไปตากแดดตากฝนนอกบ้านไม่ได้นะ

เซ็ตอัปปลั้กผ่านแอป Lampton Home

วิธีการใช้งาน Lamptan Smart WiFi Socket นั้นง่ายมาก แค่เอาปลั้กไปเสียบกับไฟบ้าน เสร็จแล้วกดปุ่มที่ตัวปลั้กค้างไว้เพื่อรีเซ็ทการตั้งค่า เสร็จแล้วก็เข้าแอป Lamptan Home ในมือถือ (ดาวน์โหลดมาให้เรียบร้อยก่อนเซ็ตอัปนะ) กดเพิ่มอุปกรณ์ในแอป แล้วหา Smart WiFi Socket ในแเอป เสร็จแล้วตัวแอปจะให้เราเชื่อมไวไฟกับ Smart WiFi Socket เพื่อเข้าไปตั้งค่าให้ตัวปลั้กเข้าใช้ WiFi ของบ้านได้ หลังจากเซ็ตค่าเรียบร้อยก็ใช้งานได้เลยครับ

กดปิด-เปิด Lamptan Smart WiFi Socket ผ่านแอปได้แล้ว! เปิด-ปิดพัดลมผ่านแอปนี่แหละ

วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือกดปิด-เปิดสวิทซ์ของปลั้กจากในแอป Lamptan Home ได้เลยครับ ซึ่งตราบใดที่ Lamptan Smart WiFi Socket ยังเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถสั่งปิด-เปิดปลั้กไฟจากที่ไหนในโลกก็ได้ครับ เช่นเอาไปเสียบกับปั้มอากาศของตู้ปลา เราก็ควบคุมการปิดเปิดปั้มได้แม้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่! หรือจะเอาไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเป็นทีมร่วมกับอุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution หลายตัวก็ได้

นอกจากเปิด-ปิดสวิทซ์ไฟจากระยะไกลได้แล้ว Lamptan Smart WiFi Socket ยังมีความสามารถสุดเจ๋งอีกอย่างคือสามารถรายงานการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ตัวที่กำลังเชื่อมต่อได้ทันที ว่ามันกำลังกินไฟกี่ Watt แถมดูเป็นกราฟแสดงอัตราการใช้ไฟในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ด้วย (นี่เอาไปใช้แทน Watt Meter ได้เลยนะเนี่ย) นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปตั้ง Countdown นับถอยหลังเวลาเปิด-ปิดสวิทซ์ หรือจะกำหนดเวลาเปิด-ปิด เช่นให้เปิด-ปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ เห็นเรียบง่ายแบบนี้ ความสามารถไม่น้อยเลย

สเปกของ Lamptan Smart WiFi Socket นั้นรองรับกำลังไฟได้สูงสุด 10A ที่ 220V นะครับ ก็เอาไปใช้กับงานทั่วไปได้สบาย ส่วนราคาขาย ในหน้าเว็บของ Lamptan ตั้งราคาไว้ที่ 1,200 บาท พร้อมแถมหลอด LED 5W ให้อีก 2 หลอด ราคานี้ก็คุ้มอยู่นะ

Lamptan Smart Home Solution เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทโฮมด้วยราคาคุ้มค่า

เรื่องที่เราประทับใจที่สุดสำหรับอุปกรณ์ชุด Lamptan Smart Home Solution คือราคาที่คุ้มค่ามาก อย่างกล้องวงจรปิด WiFi ตั้งราคาขายไว้ 1,750 บาท หรือตัว Smart SOS สำหรับกดแจ้งเตือนเหตุด่วนเหตุร้าย (เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ) ก็ขาย 1,750 บาทเท่ากัน ซึ่งเมื่อรวมกับระบบที่สามารถจัดการอุปกรณ์ทุกตัวผ่านแอป Lamptan Home จบครบในตัวเดียว ก็ถือเป็นทางเลือกอุปกรณ์แปลงบ้านเป็นบ้านอัจฉริยะที่ราคาไม่แพง แถมได้ระบบจัดการที่เข้าใจง่ายไปใช้ด้วย

แต่ตอนนี้อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution ยังไม่สนับสนุน IFTTT (บริการบนเว็บที่ช่วยให้อุปกรณ์ Smart Home หรือ IoT สามารถเชื่อมต่อกับบริการในเว็บอื่นๆ ได้ เช่นถ้าเมลเข้า ให้ไฟติดกระพริบ) ก็หวังว่าในอนาคตจะเพิ่มการรองรับบริการนี้นะครับ ก็จะขยายโอกาสในการใช้ออกไปได้มากทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Huawei EnVizion 360 กล้องจิ๋ว 360 องศา ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น!

กล้องถ่าย 360 องศาตัวจิ๋ว ที่เสียบกับสมาร์ทโฟนแล้วถ่ายรูปรอบตัวได้ในแชะเดียว

Published

on

Fujifilm X100F

฿ 46,990
Fujifilm X100F
8.5

คุณภาพภาพถ่าย

9.0 /10

คุณภาพวิดีโอ

8.0 /10

ดีไซน์ตัวกล้อง

10.0 /10

การควบคุม จับถือ

8.5 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพภาพถ่ายดีงาม ถ่ายคนสวยมากด้วยเลนส์ f/2
  • โฟกัสปรับปรุงใหม่ ลืมภาพ X100 ที่โฟกัสช้าๆ ไปได้เลย ถ่ายติดตามวัตถุ พร้อมรัว 8 fps สบายๆ
  • กล้องหล่อ แบบแค่ห้อยไว้ที่คอก็ทำให้ช่างภาพหล่อขึ้น 34%
  • ช่องมองภาพดีงามมาก สามารถมองได้ทั้งแบบ EVF และ OVF
  • เสียบชาร์จไฟผ่าน MicroUSB ของกล้องได้ ชาร์จผ่าน Power Bank ได้

จุดสังเกต

  • กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ทำให้ต้องคิดดีๆ ว่าเลนส์ช่วง 35 mm นั้นเหมาะกับเราไหม มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ช่วงที่คุ้นเคยเหมือนเลนส์ 28 mm ของกล้องสมาร์ทโฟน
  • แฟลชติดกล้องไม่ค่อยเวิร์ค ดวงเล็ก ถ่ายให้สวยยาก เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
  • ถ่ายวิดีโอ 4K ไม่ได้
  • การซูมดิจิทัลดันขยายภาพให้ด้วย แทนที่จะ Crop มาให้อย่างเดียว
  • ราคาสูง

กล้อง Huawei EnVizion 360 Panoramic VR Camera เป็นหนึ่งในของแถมจาก Huawei P20 Pro ที่คนสนใจกันเยอะมากนะครับ (และคาดว่าหลังจาก P20 Pro วางตลาดเรียบร้อย ก็น่าจะมีคนปล่อยขายของแถมตัวนี้กันพอสมควรเลย) วันนี้แบไต๋จึงขอรีวิวให้ดูกันว่ากล้องถ่าย 360 องศาตัวนี้ ที่ถ่ายภาพครั้งเดียวก็เก็บทุกมุมรอบตัวแบบ 360 องศา ไม่ต้องมายืนหมุนมือถือถ่ายทีละนิดละนิด ให้คุณภาพได้แค่ไหน ควรซื้อหามาใช้ หรือใครที่ได้มาเป็นของแถม ควรเก็บไว้ถ่ายเองไหม

การออกแบบ Huawei EnVizion 360

ตัวกล้อง Huawei EnVizion 360 และถุงสำหรับเก็บกล้อง

Huawei EnVizion 360 นั้นมีขนาดเล็กมากนะครับ หนักแค่ 30 กรัม ขนาดพอๆ กับชุดเลนส์ Fish Eye ที่หลายคนใช้แปะมือถือกันนั้นแหละ เล็กกว่ารุ่นพี่ในวงการอย่าง Ricoh Theta แล้วก็เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Insta360 Air อีกหน่อย ซึ่งความเล็กของมันก็เป็นข้อดีที่พกง่ายมาก สามารถใส่ถุงนิ่มๆ ที่ Huawei แถมมาให้พกติดตัวไปไหนก็ได้ ไม่ลำบากชีวิต!

ดีไซน์ของ EnVizion 360 นั้นเรียบง่ายมากครับ ทุกด้านสมมาตรกันหมด ด้านหน้าและหลังมีกล้อง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ฝั่งละตัว เพื่อถ่ายภาพด้านละ 180 องศามารวมกันเป็นภาพ 360 องศาครับ ตัวกล้องเคลือบมันวาว (ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกเคลือบ) ทำให้ดูดีใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว ด้วยขนาดที่เล็กและตัวกล้องมันๆ ลื่นๆ เวลาถือต้องมีสติตลอดเวลา ทั้งระวังไม่ให้นิ้วไปโดนเลนส์ และระวังไม่ให้ตกครับ

การใช้งาน Huawei EnVizion 360

 

วิธีใช้งาน Huawei EnVizion 360 นั้นง่ายมากครับ แค่เสียบกล้องเข้ากับพอร์ต USB-C แล้วเปิดแอป HUAWEI 360 Camera มาถ่ายเท่านั้น ไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei ก็ใช้ถ่ายได้ ข้อจำกัดเดียวของ EnVizion 360 คือต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็น Android 6.0 และใช้พอร์ต USB-C เท่านั้นครับ ใครใช้ iPhone หรือใช้แอนดรอยด์ที่ยังเป็น Micro USB อยู่ หมดสิทธิ์ใช้กล้องตัวนี้นะจ๊ะ

เราสามารถใช้งาน EnVizion 360 ได้ 3 โหมดคือ

  • ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายได้ความละเอียด 5K – 5376 x 2688 pixel
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายได้ความละเอียด Full HD – 1920 x 960 pixel นานสูงสุด 5 นาที
  • ถ่ายทอดสดวิดีโอ 360 องศา ขึ้น Youtube และ Facebook ด้วยความละเอียด HD – 1280 x 640 / 8Mbps

PIC_20180409_124645

คุณภาพของภาพนิ่งในช่วงกลางวันนั้นสีสันคมชัดสดใส

PIC_20180408_190951

ส่วนถ้าเป็นภาพตอนกลางคืน ก็ถือว่าดีกว่ากล้อง 360 องศาหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ถ่ายในที่แสงน้อย

ในส่วนของภาพนิ่งนั้นเราพอใจกับภาพที่ได้นะครับ ภาพคมชัดรายละเอียดดี แต่สำหรับการถ่ายวิดีโอเราว่าความละเอียดระดับ Full HD นั้นน้อยไปสำหรับงาน 360 องศาที่ต้องเอาภาพมาขยายให้เห็นทุกทิศทาง ถ้าสามารถถ่าย 4K ได้จะดีมาก ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นได้ความละเอียดระดับนี้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าละเอียดกว่านี้เน็ตน่าจะเร็วไม่พออัปโหลด แต่ติดอยู่นิดเดียว มันยังไลฟ์ขึ้น facebook pages ไม่ได้ ไลฟ์ขึ้นโปรไฟล์ส่วนตัวได้อย่างเดียว แอดงี้อดไลฟ์ขึ้นเพจแบไต๋ให้ดูบรรยากาศงานต่างๆ เลย

ระหว่างถ่ายรูป 360 องศาเราสามารถหมุนภาพ ซูมภาพตัวอย่างที่แสดงเข้าออกได้ด้วยนะครับ สามารถตั้งนับถอยหลังก่อนถ่ายได้ด้วย เพื่อให้เราจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างก่อนถ่าย (EV) และใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพก็ได้ และถ้าเราไม่ต้องการโลโก้ Huawei 360 (ที่อยู่บริเวณที่ตัวกล้องอยู่ในภาพ) ก็สามารถปิดใน Settings ได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีลายน้ำหัวเว่ยทุกรูป

การใช้ไฟล์ 360 องศา

PIC_20180408_184257

ถ้าเป็นแสงยามเย็น Huawei EnVizion 360 ก็ยังเอาอยู่นะครับ

ยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ รองรับไฟล์ 360 องศามากขึ้นครับ ไม่ต้องอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเฉพาะที่แชร์ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน เราสามารถใช้ไฟล์รูป 360 องศาจาก Huawei EnVizion 360 ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน อัปโหลดขึ้น Facebook หรือส่งใน LINE ได้ทันที โดยที่คนใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์คนอื่นๆ ก็ดูภาพแบบ 360 องศาได้ในแอปเลย ส่วนถ้าเป็นวิดีโอก็สามารถอัปโหลดขึ้น facebook หรือ Youtube ให้เป็นวิดีโอแบบ 360 องศาได้เลยครับ ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการพิเศษ ให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย

Huawei EnVizion 360 สามารถเลือกมุมเซฟภาพออกมาได้ (ภาพนี้เป็นแบบ Little Planet)

ส่วนถ้าเราอยากแชร์แค่ภาพนิ่งที่ปรับมุมสวยๆ อาจจะปรับภาพในแบบ Little Planet ที่เหมือนเรายืนอยู่บนโลกกลมใบเล็กๆ หรือเลือกให้เห็นมุมมองที่ต้องการ ก็สามารถลากบีบมุมภาพที่ต้องการได้ในแอป แล้วกดปุ่ม Screen Shot เพื่อบันทึกภาพนั้นออกมาแชร์ได้เลย หรือจะเซฟออกมาเป็น GIF ก็ได้ โดยถ้าเป็นภาพนิ่ง ไฟล์ GIF ก็จะค่อยๆ หมุนเปลี่ยนมุม ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ ไฟล์ GIF ก็จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของวิดีโอออกมาเล่นครับ

ซึ่งการที่ Huawei EnVizion 360 นั้นเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยตรงก็ทำให้การใช้ไฟล์ 360 องศานั้นสะดวกกว่ากล้องอื่นๆ เยอะครับ แทนที่จะถ่ายแล้วต้องมาโอนใส่เครื่อง ต้องเปิด Wifi ต้องเปิด Bluetooth แชร์เข้ามา อันนี้คือไฟล์ 360 องศาอยู่ในคลังภาพ พร้อมใช้ได้เลยแม้ไม่ได้เสียบตัวกล้องอยู่

สรุปแล้ว Huawei EnVizion 360 นั้นคุ้มไหม

อุปกรณ์ในกล่อง Huawei EnVizion 360

Huawei EnVizion 360 วางราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับกล้องความสามารถแบบนี้นะครับ เพราะคู่แข่งอย่าง Ricoh Theta หรือ Insta360 นั้นมักจะมีราคาสูงกว่านี้ ซึ่งถ้าใช้ทั่วไป ใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว หรือใช้ในครอบครัว เจ้ากล้องตัวนี้เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้าจะใช้จริงจังระดับโปรดักชั่นที่ต้องการไฟล์ชัดมากๆ ต้องการวิดีโอ 4K หรือต้องการเอาไปต่อกับคอมพิวเตอร์เป็น Webcam ก็ต้องดูแบรนด์อื่นที่ความสามารถสูงกว่านี้ครับ

ส่วนใครที่ได้มาพร้อมกับ Huawei P20 Pro แอดมองว่าคุ้มมากนะ มันใช้เสริมความสามารถของกล้อง P20 ได้ดีเลย คือกล้อง P20 จะเทพยังไง มันก็ถ่าย 360 องศาได้ไม่เหมือนที่ Huawei EnVizion 360 ถ่ายได้ ส่วนใครที่ได้กล้องนี้ในราคาปล่อยต่อสักที่ถูกกว่านี้ มันก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!