Connect with us

Gadget Review

รีวิว Garmin Fenix 5s นาฬิกาอัจฉริยะที่ครบเครื่อง

แม้ว่ากระแสของ Smart Watch หรือนาฬิกาอัจฉริยะจะซาๆ ลงไปบ้างในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีนาฬิกาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีที่ยืนในตลาดเสมอนั้นคือกลุ่มเพื่อสุขภาพ พวกตรวจวัดการเต้นของหัวใจ จับการเคลื่อนไหวเพื่อสรุปเป็นข้อมูลให้ดู เพราะการทำงานในลักษณะนี้เหมาะกับรูปแบบของนาฬิกา ซึ่งแบรนด์ที่ทำนาฬิกาด้านนี้ได้ดีเลยก็คือ Garmin ครับ

Garmin Fenix 5s

฿ 23,500
8.4

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

10.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ดีไซน์ดูดี ดูมีราคา ดูภูมิฐาน สามารถใส่คู่กับชุดต่างๆ ได้ง่าย
  • ที่สุดของนาฬิกาเพื่อนักกีฬา สามารถติดตามการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ และให้ข้อมูลละเอียดมาก
  • หน้าจอเหมาะสมกับความเป็นนาฬิกา จอติดตลอด มองได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแดด
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนาน ขนาดเป็น 5s รุ่นเล็กสุดยังใส่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จได้สบายๆ
  • แสดงการแจ้งเตือนจากมือถือทั้ง Android และ iOS เป็นภาษาไทย

จุดสังเกต

  • ต้องเรียนรู้เยอะ (มาก) กว่าจะใช้ได้คล่อง
  • สายต้องใช้แบบ QuickFit เท่านั้น ซื้อสายจากร้านนาฬิกาทั่วไปมาใช้ไม่ได้
  • ไม่มีตัวแผนที่มาให้ (จะมีในรุ่น 5x) ทำให้การนำทางแสดงแค่ทิศทางและหน้าจอโล่งๆ
  • เซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจเชื่อได้ระดับหนึ่ง แต่ยังแม่นยำสู้สายคาดอกไม่ได้
  • ราคาสูง ถ้าไม่ได้ใช้ออกกำลังกายจริงจังอาจจะไม่คุ้มราคาที่ต้องลงทุน

แม้ว่ากระแสของ Smart Watch หรือนาฬิกาอัจฉริยะจะซาๆ ลงไปบ้างในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีนาฬิกาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีที่ยืนในตลาดเสมอนั้นคือกลุ่มเพื่อสุขภาพ พวกตรวจวัดการเต้นของหัวใจ จับการเคลื่อนไหวเพื่อสรุปเป็นข้อมูลให้ดู เพราะการทำงานในลักษณะนี้เหมาะกับรูปแบบของนาฬิกา ซึ่งแบรนด์ที่ทำนาฬิกาด้านนี้ได้ดีเลยก็คือ Garmin ครับ

Garmin Fenix 5s ที่เราได้มารีวิวในวันนี้เป็น Smart Watch ตระกูลล่าสุดของการ์มินครับ ที่เด่นทั้งเรื่องการใช้งานด้านการออกกำลังกาย และดีไซน์ตัวนาฬิกาที่สวยพอจะใส่ในชีวิตประจำวันได้ตลอด ไม่เหมือนนาฬิกาบางรุ่นที่เหมาะสำหรับการใส่ออกกำลังกายเท่านั้นครับ

Garmin Fenix 5 กับรุ่นย่อย

Garmin Fenix 5 นั้นแบ่งเป็น 3 รุ่นหลักคือ

  • Fenix 5S ตัวเรือนจะเล็กที่สุดในตระกูลคือ 42 mm (แต่ก็ใหญ่เทียบเท่า Apple Watch รุ่นใหญ่แล้วนะ) พอ Fenix 5s อยู่ในข้อมือผู้ชายก็ถือว่าใหญ่พอดี ส่วนคุณผู้หญิงอาจจะใหญ่ไปนิด แต่ก็ยังใส่ได้ และเนื่องว่าตัวเรือนเล็กที่สุด เบาที่สุด อายุแบตเตอรี่ก็เลยสั้นที่สุดไปด้วย คืออยู่ได้สูงสุด 9 วัน
  • Fenix 5 ตัวเรือนใหญ่ 47 mm แบตเตอรี่อยู่ได้นานสุด 2 สัปดาห์
  • Fenix 5X นาฬิกาสำหรับนักกอล์ฟ ตัวเรือนใหญ่สุด 51 mm แต่แบตเตอรี่อยู่ได้ 2 สัปดาห์เหมือน Fenix 5

โดย Fenix 5 และ Fenix 5s จะมีรุ่นย่อยอีก 2 รุ่นคือรุ่นที่ใช้กระจกธรรมดากับกระจก Sapphire ที่ทนทานขึ้นมาครับ ราคาก็จะแตกต่างกัน 2,400 บาท ก็ลองเลือกใช้ดูครับ ส่วนรุ่นที่แบไต๋ได้มารีวิวคือ Fenix 5s Sapphire ครับ

ดีไซน์ตัวนาฬิกา

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Fenix 5s นั้นมีตัวเรือนขนาด 42 mm นะครับ เมื่ออยู่บนข้อมือแอดที่เป็นชายหน้าตาดีประมาณหนึ่ง มันก็มีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดข้อมืออยู่ครับ ตัวเรือนนาฬิกาก็ไม่หนามากจนน่าเกลียด น้ำหนัก 69 กรัมก็กำลังดี ใส่ได้เรื่อยๆ ทั้งวันครับ ถือเป็นนาฬิกาที่แมทซ์กับเครื่องแต่งกายของผู้ชายได้ง่าย ส่วนสำหรับผู้หญิง ก็มี Garmin Fenix 5s รุ่นตัวเรือนสีขาวครับ ก็น่าจะเข้ากับชุดได้ดีกว่านะ

ตัวหน้าปัดของ Fenix 5s นั้นเป็นจอแสดงผลทั้งหมด เราเรียกจอนี้ว่า Garmin Chroma Display ซึ่งลักษณะมันจะคล้ายๆ e-ink ที่หน้าจอติดตลอดให้ดูข้อมูลและเวลาได้แบบไม่ต้องรอเปิดหน้าจอ เห็นชัดเจนเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนก็จะมีไฟส่องให้ ซึ่งจอก็แสดงสีได้ 64 สีครับ แต่ก็ไม่ได้สดใส คมชัดแบบจอของ Apple Watch แต่จอแบบนี้เหมาะสำหรับการใช้เป็นนาฬิกามากกว่า เชื่อสิ

หน้าปัดหลากหลาย เปลี่ยน face watch ได้

หน้าปัดหลากหลาย เปลี่ยน face watch ได้

รอบตัวเรือนมีปุ่มทั้งหมด 5 ปุ่ม ก็มีตั้งแต่ปุ่มเปิดไฟ เลื่อนขึ้นลง ตกลง-ยกเลิก ที่ต้องหัดใช้กันสักระยะแหละ ถึงจะควบคุมนาฬิกาได้คล่อง

ด้านหลังจะมีช่องสำหรับเสียบสายชาร์จอยู่ ก็เป็นหัวชาร์จเฉพาะของ Garmin นะครับ และไม่ใช่การชาร์จไร้สายด้วย แต่ชาร์จไม่นานก็เต็ม แล้วด้านหลังก็มีเซนเซอร์ตรวจจับการเต้นของหัวใจสีเขียวๆ ซึ่งดูรวมๆ แล้วก็ถูกสร้างมาอย่างดี สามารถกันน้ำได้ลึก 100 เมตร ก็สามารถใส่เพื่อว่ายน้ำได้ครับ

ด้านหลังจะเห็นเซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ พร้อมสายแบบ QuickFit

จุดที่น่าสนใจด้านหลังของตัวเรือนคือสายนาฬิกาแบบ QuickFit ครับ ที่ใช้เล็บเกี่ยวด้านหลังของสายนาฬิกาก็เปลี่ยนสายได้ง่ายๆ แล้ว ก็เหมาะสำหรับนาฬิกากีฬาที่อาจจะต้องเปลี่ยนสายกันบ่อยๆ แล้วตัวสายที่ให้มาเป็นยางซิลิโคนอย่างดี ใส่แล้วรู้สึกนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง ไม่คัน

ความสามารถเยอะจนงง

เลือกชนิดของกิจกรรมได้เพียบบบ

จุดขายของ Garmin Fenix 5 คือเป็นนาฬิกาสำหรับการออกกำลังกายที่ครอบจักรวาลมากๆ ครับ สามารถติดตามลักษณะการออกกำลังกายได้แทบทุกอย่างที่มนุษย์ทั่วไปจะออกกำลังกายได้ เช่น วิ่งในลู่วิ่ง, ปีนเขา, ไตรกีฬา, ว่ายน้ำ, ตีกอล์ฟ หรือกระโดดร่ม ซึ่งเราสามารถจัดแอปออกกำลังกายในนาฬิกาเหล่านี้ (การ์มินเรียกแอปพวกนี้ว่า Connect IQ) รวมถึงติดตั้งเพิ่มและลบออกผ่านแอป Garmin Connect ในสมาร์ทโฟนครับ

เนื่องจากแอดไม่ใช่เป็นคอกีฬามาก ก็เลยไม่ได้ลองฟังก์ชั่นเกี่ยวกับกีฬาของ Fenix 5 มากเท่าไหร่นะครับ ก็ด้วยความที่ Fenix 5 เป็นนาฬิกาที่มีเซนเซอร์เยอะมาก ทั้งเซนเซอร์ของ Elevate วัดการเต้นของหัวใจ, เซนเซอร์วัดความสูง (Altimeter), เซนเซอร์วัดความกดอากาศ (barometer), เข็มทิศ 3 แกน รวมถึง GPS ในตัว จึงทำให้ Smart Watch เรือนนี้รายงานค่าที่ผู้ออกกำลังกายจริงจังต้องการได้เพียบ เช่น VO2 Max Estimator หรือระดับการใช้ออกซิเจนเวลาออกกำลังกาย หรือประเมินระยะเวลาที่ควรพักหลังการออกกำลังกายได้ด้วย แถมยังใช้นำทางระหว่างเคลื่อนที่ได้ด้วย โดยเฉพาะการเดินทางในป่าที่ต้องการข้อมูลความสูง ความกดอากาศไปประกอบด้วย

นอกจากนี้ Garmin Fenix 5 ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมมากมายผ่านระบบ ANT+ และ Bluetooth อย่างสายคาดอกตระกูล HRM เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกของการออกกำลังกายเช่นค่า Vertical Oscillation and Ratio (ค่าการโยกตัวขณะวิ่งและอัตราส่วน), Ground Contact Time and Balance (ระยะที่เท้าเหยียบพื้นขณะวิ่งและสมดุล) ได้ด้วย

ก็จะเห็นว่าความสามารถเกี่ยวกับกีฬาของ Fenix 5 นั้นเยอะมาก สมความเป็นนาฬิกาแบบ Multisport ของมัน แต่จุดนี้ก็เหมือนเป็นกำแพงของการใช้งานสำหรับบางคนเหมือนกันนะครับ มันให้ความรู้สึกแบบเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกว่าจะใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

การใช้งานในวิถีชีวิตปกติ

แจ้งเตือนจากมือถือเข้านาฬิกา

ที่นี้มนุษย์คอมพิวเตอร์อย่างแอดมินที่ไม่สันทัดเรื่องการออกกำลังกายจะใช้ Garmin Fenix 5 ทำอะไรได้บ้าง ก็ขอบอกว่ามันไม่น้อยหน้าใครครับ

  • ความสามารถนับก้าวเดินเป็นความสามารถพื้นฐานที่ต้องทำได้อยู่แล้ว แต่ Fenix 5 มีลูกเล่นสนุกๆ มีสั่นเตือนให้ออกไปเคลื่อนไหวมากขึ้น และถ้าเดินมากพอ จะจุดพลุฉลองให้ในหน้าปัดนาฬิกาเลย
  • สามารถซิงค์กับสมาร์ทโฟนเพื่อแสดงการแจ้งเตือนได้ จะเมลเข้า ไลน์เข้า ก็แสดงที่ข้อมือเป็นภาษาไทย ทำให้ไม่ต้องงัดสมาร์ทโฟนออกมาดูบ่อยๆ หรือกำลังวิ่งอยู่ก็ดูข้อความเข้าได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ชอบก็ปิดไม่ได้เตือนได้
  • แสดงปฏิทินจากสมาร์ทโฟนที่หน้าจอนาฬิกาได้ด้วย ดูตารางนัดหมายได้ไวๆ
  • ควบคุมเพลงจากสมาร์ทโฟนก็ได้
  • ถ้าหาโทรศัพท์ไม่เจอ สั่งจากนาฬิกาให้โทรศัพท์ส่งเสียงได้
  • หน้าปัดนาฬิกาเปลี่ยนตามความต้องการได้ ต้องการให้แสดงข้อมูลเยอะๆ หรือหน้าเรียบๆ สำหรับใส่ทำงานก็ทำได้ง่ายๆ หรือถ้าต้องการนำรูปไปใส่เป็นหน้าปัดนาฬิกาก็ทำผ่านแอป Garmin Face-It ได้
  • ด้วยความสามารถวัดการเต้นของหัวใจตลอดเวลา และแสดงผลให้ดูง่ายๆ โดยระบุ Zone การเต้นของหัวใจ ทำให้รู้สึกอยากทำกิจกรรม เช่นแอดใส่เล่นเกมเต้น เห็นหัวใจเต้นไปได้ถึงโซน 4 ก็ทำให้มีกำลังใจในการเต้นต่อไป แต่ความแม่นยำของเซนเซอร์ที่อ่านจากข้อมือก็มีจำกัด ถ้าต้องการอ่านการเต้นของหัวใจแม่นยำจริงๆ ต้องใช้สายคาดอก

Garmin Fenix 5s จึงเป็น Smart Watch ที่ดีมากครับ สมกับราคาระดับพรีเมี่ยมของมันนั้นแหละ เอาเป็นว่าใครที่ต้องการนาฬิกาเรือนเดียวที่ใส่ได้ทั้งยามใช้ชีวิตประจำวัน และใส่ออกกำลังกายได้ Fenix 5 เรือนเดียวจบครับ

ราคา Garmin Fenix 5

  • รุ่น Fenix 5S                      ราคา       23,500 บาท
  • รุ่น Fenix 5S Sapphire      ราคา       25,900 บาท
  • รุ่น Fenix 5                        ราคา       23,500 บาท
  • รุ่น Fenix 5 Sapphire        ราคา       25,900 บาท
  • รุ่น Fenix 5X                     ราคา        27,900 บาท

หน้าจอแบบไม่ได้เปิดแสงจอ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Garmin Fenix 5s

฿ 23,500
8.4

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

10.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ดีไซน์ดูดี ดูมีราคา ดูภูมิฐาน สามารถใส่คู่กับชุดต่างๆ ได้ง่าย
  • ที่สุดของนาฬิกาเพื่อนักกีฬา สามารถติดตามการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ และให้ข้อมูลละเอียดมาก
  • หน้าจอเหมาะสมกับความเป็นนาฬิกา จอติดตลอด มองได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแดด
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนาน ขนาดเป็น 5s รุ่นเล็กสุดยังใส่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จได้สบายๆ
  • แสดงการแจ้งเตือนจากมือถือทั้ง Android และ iOS เป็นภาษาไทย

จุดสังเกต

  • ต้องเรียนรู้เยอะ (มาก) กว่าจะใช้ได้คล่อง
  • สายต้องใช้แบบ QuickFit เท่านั้น ซื้อสายจากร้านนาฬิกาทั่วไปมาใช้ไม่ได้
  • ไม่มีตัวแผนที่มาให้ (จะมีในรุ่น 5x) ทำให้การนำทางแสดงแค่ทิศทางและหน้าจอโล่งๆ
  • เซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจเชื่อได้ระดับหนึ่ง แต่ยังแม่นยำสู้สายคาดอกไม่ได้
  • ราคาสูง ถ้าไม่ได้ใช้ออกกำลังกายจริงจังอาจจะไม่คุ้มราคาที่ต้องลงทุน

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Garmin Fenix 5s

฿ 23,500
8.4

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

10.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ดีไซน์ดูดี ดูมีราคา ดูภูมิฐาน สามารถใส่คู่กับชุดต่างๆ ได้ง่าย
  • ที่สุดของนาฬิกาเพื่อนักกีฬา สามารถติดตามการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ และให้ข้อมูลละเอียดมาก
  • หน้าจอเหมาะสมกับความเป็นนาฬิกา จอติดตลอด มองได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแดด
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนาน ขนาดเป็น 5s รุ่นเล็กสุดยังใส่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จได้สบายๆ
  • แสดงการแจ้งเตือนจากมือถือทั้ง Android และ iOS เป็นภาษาไทย

จุดสังเกต

  • ต้องเรียนรู้เยอะ (มาก) กว่าจะใช้ได้คล่อง
  • สายต้องใช้แบบ QuickFit เท่านั้น ซื้อสายจากร้านนาฬิกาทั่วไปมาใช้ไม่ได้
  • ไม่มีตัวแผนที่มาให้ (จะมีในรุ่น 5x) ทำให้การนำทางแสดงแค่ทิศทางและหน้าจอโล่งๆ
  • เซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจเชื่อได้ระดับหนึ่ง แต่ยังแม่นยำสู้สายคาดอกไม่ได้
  • ราคาสูง ถ้าไม่ได้ใช้ออกกำลังกายจริงจังอาจจะไม่คุ้มราคาที่ต้องลงทุน

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Published

on

Garmin Fenix 5s

฿ 23,500
8.4

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

10.0/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ดีไซน์ดูดี ดูมีราคา ดูภูมิฐาน สามารถใส่คู่กับชุดต่างๆ ได้ง่าย
  • ที่สุดของนาฬิกาเพื่อนักกีฬา สามารถติดตามการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ และให้ข้อมูลละเอียดมาก
  • หน้าจอเหมาะสมกับความเป็นนาฬิกา จอติดตลอด มองได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแดด
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนาน ขนาดเป็น 5s รุ่นเล็กสุดยังใส่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จได้สบายๆ
  • แสดงการแจ้งเตือนจากมือถือทั้ง Android และ iOS เป็นภาษาไทย

จุดสังเกต

  • ต้องเรียนรู้เยอะ (มาก) กว่าจะใช้ได้คล่อง
  • สายต้องใช้แบบ QuickFit เท่านั้น ซื้อสายจากร้านนาฬิกาทั่วไปมาใช้ไม่ได้
  • ไม่มีตัวแผนที่มาให้ (จะมีในรุ่น 5x) ทำให้การนำทางแสดงแค่ทิศทางและหน้าจอโล่งๆ
  • เซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจเชื่อได้ระดับหนึ่ง แต่ยังแม่นยำสู้สายคาดอกไม่ได้
  • ราคาสูง ถ้าไม่ได้ใช้ออกกำลังกายจริงจังอาจจะไม่คุ้มราคาที่ต้องลงทุน

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!