Connect with us

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

ปีที่แล้ว Nikon ออกกล้อง D500 มาเพื่อครองมงกุฎกล้องที่ดีที่สุดในกลุ่มกล้องเซนเซอร์ขนาด APS-C (หรือที่นิคอนเรียกว่า DX) ไป มาปีนี้นิคอนก็เอาเทคโนโลยีหลายอย่างจาก D500 มาปรับปรุงกล้องในตระกูลล่างลงมาหน่อยให้เก่งขึ้น แล้วออกมาเป็น Nikon D7500 ตัวนี้ไงครับ

แวะอ่านรีวิว Nikon D500 ได้ที่นี่นะ

กล้อง Nikon ซีรี่ส์ D7x00 นั้นถือเป็นกล้องระดับกลางนะครับ โดยนำเอาเซนเซอร์และหน่วยประมวลผลของ Nikon D500 มาใช้ และเมื่อเทียบกับ D7200 แล้วกล้อง Nikon D7500 นั้นปรับปรุงไปหลายอย่างคือ

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้ว ถือเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon ตอนนี้ที่ถ่าย 4K ได้
  • เพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 6 fps เป็น 8 fps
  • หน้าจอพลิกได้แบบสัมผัส
  • ISO สูงสุด (แบบไม่บูสท์) เป็น 51,200 จาก 25,600
  • บูสท์ ISO ไปสูงสุดได้ 1,638,400 (แต่ภาพแทบดูไม่ได้)
  • มี Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับแอป Snapbridge
  • น้ำหนักลดลง 45 กรัมเมื่อเทียบกับ D7200
  • ความละเอียดลดลงจาก 24 ล้านพิกเซลเหลือ 21 ล้านพิกเซล

การออกแบบกล้อง Nikon D7500

ถ้าเทียบกับ Nikon D500 และ Nikon D7200 แล้ว น้องใหม่อย่าง Nikon D7500 ถือเป็นกล้องที่มีขนาดบอดี้เล็กที่สุด และเปลี่ยนวัสดุหลักเป็น Carbon Fiber ทำให้กล้องตัวนี้มีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่เหลือแค่ 720 กรัม (เบาแล้วสำหรับกล้อง DSLR ไม่ต้องเอาไปเทียบกับ Mirrorless นะ)  แต่เห็นบอดี้เล็กลงแบบนี้ นิคอนก็ได้ปรับปรุงการออกแบบและการจับถือใหม่ ให้ใช้งานได้คล่องขึ้นกว่า D7200 เช่นเอาปุ่ม ISO ไปอยู่ด้านบนใกล้กับปุ่มซัตเตอร์ ทำให้กดง่ายขึ้น กริปจับกล้องลึกขึ้นกว่ารุ่นเดิม ก็ทำให้การจับถือรู้สึกกระชับเข้ามือมากขึ้น

บอดี้ของ D7500 ยังเป็นแบบ Weather-Seal

สิ่งที่ดีงามของ Nikon D7500 คือจอด้านหลังสามารถพับเปลี่ยนองศาได้ และเป็นจอสัมผัสเรียบร้อย ซึ่งจอสัมผัสตัวนี้ใช้สั่งงานได้ทั้งระบบเมนู ปัดดูภาพ และที่สำคัญใช้เลือกจุดโฟกัสได้ด้วย ไม่ต้องลำบากโยก Joystick เพื่อปรับตำแหน่งโฟกัสภาพให้เหนื่อย ใครคิดว่าจอสัมผัสของกล้องถ่ายรูปเป็นเรื่องเด็กเล่นให้คิดใหม่เลยครับ ฟังก์ชั่นอย่าง Tap to Focus นี้มีประโยชน์จริงจัง

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายของกล้องรุ่นนี้ใช้ระบบ SnapBridge เหมือนเคย ก็ถ้าใครที่ชอบระบบนี้ที่ส่งรูปผ่าน Bluetooth ให้เรื่อยๆ แบบอัตโนมัติก็น่าจะชอบครับ

แต่การที่ D7500 ไม่ใช่กล้องรุ่นท็อปในกลุ่ม APS-C แล้ว ทำให้นิคอนเลือกเอาความสามารถบางอย่างสำหรับผู้ใช้ระดับโปรออกไป เพื่อทำให้ราคาของ D7500 ไม่แพงจนเกินไป และทำให้ผู้ใช้กลุ่มโปรตัดสินใจซื้อ Nikon D500 ได้ง่ายขึ้น โดยความสามารถที่ตัดออกไปมีดังนี้

  • ช่องใส่ SD Card ช่องที่ 2 (ใน D7200 มีช่องใส่การ์ด 2 ช่องนะ)
  • D7500 ไม่สามารถใส่กริปเพิ่มแบตเตอรี่ได้ ใครที่ชอบถ่ายรูปแนวตั้งผ่านกริปอาจจะเคืองหน่อย
  • ลดความละเอียดจอด้านหลังลงเหลือ 922,000 พิกเซล​ (D7200 มีจอหลัง 1,228,800 พิกเซล, D500 ให้จอหลังละเอียดสุดที่ 2,359,000 พิกเซล
  • การเชื่อมต่อ NFC กับสมาร์ทโฟน

การถ่ายภาพบน Nikon D7500

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

สิ่งที่บางคนอาจจะติดใจเมื่ออ่านสเปกของ D7500 คือให้ความละเอียดภาพได้ 21 ล้านพิกเซล ซึ่งน้อยกว่า Nikon D7200 ที่ให้ความละเอียดถึง 24 ล้านพิกเซล ซึ่งสำหรับคนที่ต้องนำภาพไปใช้กับงานขนาดใหญ่ พิมพ์ภาพใหญ่มากๆ คงจะไม่ชอบในเรื่องนี้ แต่เชื่อเถอะว่าความละเอียด 21 ล้านพิกเซลนั้นละเอียดมากพอสำหรับการใช้งานทั่วไป และงานกึ่งโปรแล้วครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 40 mm f/2.8

สิ่งที่แลกมาจากเซนเซอร์ตัวใหม่ที่ความละเอียดลดลงคือคุณภาพภาพที่ดีขึ้นครับ ถอดแบบมาจาก Nikon D500 เลย เพราะใช้เซนเซอร์กับหน่วยประมวลผล Expeed 5 ตัวเดียวกัน ถ่าย ISO แบบแท้ๆ ได้ระหว่าง 100 ถึง 51,200 (สูงกว่า D7200 ที่มี ISO แท้แค่ 25,600) และสามารถบูสท์ช่วง ISO ลงไปต่ำสุดที่ 50 และสูงสุดที่ 1,640,000 แต่เราจะไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่กับค่าความไวแสงที่บูสท์ออกมาได้นะครับ เพราะอย่าง ISO 50 มันจะมี Dynamic Range เท่ากับ ISO 100 ส่วน ISO ล้านกว่า ภาพก็จะเละจนใช้การแทบไม่ได้

แผนภาพเปรียบเทียบ Dynamic Range ระหว่าง Nikon D7500 (เส้นสีฟ้า) กับ Nikon D500 (เส้นสีดำ) เห็นว่าแทบจะเท่ากันเลย ที่ ISO 100 มี Dynamic Range เกือบถึง 11 (ภาพจาก photonstophotos.net/Charts/PDR.htm )

ในส่วนของการถ่ายภาพต่อเนื่องกล้องตัวนี้ทำได้ที่ 8 fps แถมยังถ่าย jpeg ต่อเนื่องได้เป็นร้อยๆ ภาพ ส่วนถ่าย RAW ได้ 47 ภาพต่อเนื่อง ถือว่าทำได้ดีกว่า D7200 มากที่ถ่ายได้ 5 fps เอง แล้วถ่ายนิดเดียวบัฟเฟอร์ก็หมด ซึ่งน่าจะถูกใจใครที่ถ่ายรูปรัวมาเผื่อเลือกเนอะ แต่ถ้าจะเอาให้สุดจริงๆ ขยับไปอีกรุ่นครับ Nikon D500 จัดเต็มยิ่งกว่านี้

ระบบโฟกัสของ Nikon D7500 นั้นใช้ Multi-CAM 3500 II DX ระบบเดิมจาก D7200 เอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น มีจุดโฟกัสแค่ 51 จุดเท่าเดิม (เป็นแบบ Cross-type 15 จุด) เทียบกับ Nikon D500 ที่ใช้โมดูล Multi-CAM 20K พร้อมจุดโฟกัส 153 จุดก็ถือว่าห่างกันคนละชั้นเหมือนกัน (เอ๊า เพลงน้องเจ้านายมา) และจุดโฟกัสยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ตรงกลางเฟรม ใครที่เคยใช้ Mirrorless ที่จุดโฟกัสกระจายอยู่ทั่วเฟรม อาจจะต้องปรับนิสัยการใช้สักหน่อย แต่การใช้งานจริงนั้นถือโฟกัสได้รวดเร็วและหวังผลได้ครับ ติดตามวัตถุเคลื่อนไหวได้แม่นยำ ถ้าวัตถุไม่หลุดออกไปขอบเฟรมนะ และระบบโฟกัสของ D7500 รองรับรูรับแสงต่ำสุดที่ f/8 (คนที่ต่อ Teleconverter น่าจะดีใจ) รับแสงน้อยระดับ -3 EV ก็ยังโฟกัสได้ ก็ถือว่ายังทำงานในที่แสงน้อยได้ชิวๆ ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

อ่อ แล้ว Nikon D7500 ยังมีมอเตอร์ในกล้องให้เหมือนเดิม ใครที่ใช้เลนส์เก่าๆ ยุค AF-D ที่ไม่มีมอเตอร์ในเลนส์ ก็ยังใช้โฟกัสอัตโนมัติได้ครับ ส่วนการชาร์จแบตหนึ่งครั้ง ถ่ายได้ประมาณ 950 ภาพ ก็อึดกว่า Mirrorless ที่ถ่ายได้ประมาณ 300 รูปอย่างเทียบกันไม่ได้ครับ

จุดโฟกัสของ Nikon D7500

การถ่ายวิดีโอบน Nikon D7500

กล้องตัวนี้ถือว่าเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon แล้วที่ถ่ายวิดีโอแบบ 4K 30 fps ได้ ซึ่งคุณภาพวิดีโอก็ตามแบบฉบับนิคอนครับ ให้สีสันจัดจ้าน สดใส แบบที่หลายคนหลงรัก แต่การถ่าย 4K บน D7500 นั้นมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่ององศาการรับภาพ เพราะเมื่อถ่าย 4K กล้องจะครอปภาพเข้าไปอีก 1.5 เท่า ทำให้มุมภาพแคบเข้าไปอีก เช่นเราใส่เลนส์ 18 mm เมื่อครอป APS-C ได้จะมุมภาพเทียบเท่าเลนส์ 27 mm และเมื่อถ่าย 4K จะถูกครอป 1,5 เท่าเข้าไปอีกเป็น 40 mm ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K ให้ได้มุมกว้างนั้นทำได้ยากพอสมควร

ส่วนการถ่ายแบบ Full HD 1080p นั้นทำได้ประทับใจครับ ถ่ายได้ที่เฟรมเรทสูงสุด 60 fps แบบไม่โดนครอปภาพเหมือนรุ่นก่อนๆ แล้ว ก็ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์แบบ 3 แกนสำหรับการถ่าย 1080p ด้วย แต่ถ้าเลือกใช้โหมดนี้ วิดีโอจะโดนครอปไปบ้างนะครับ ที่สำคัญคือกล้องรุ่นนี้มีทั้งช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน ก็ทำให้ความวุ่นวายเรื่องการบันทึกเสียงลดลงไปเยอะ

แต่สิ่งที่นิคอนต้องรีบปรับปรุงให้ได้ถ้าจะครองใจผู้ใช้ฝั่งวิดีโอให้ได้คือระบบโฟกัสอัตโนมัติในโหมด Live-view และโหมดถ่ายวิดีโอครับ ที่ยังใช้การหาโฟกัสแบบ Contrast อยู่ ซึ่งมันทำงานช้าและมีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายเมื่อเทียบกับการหาโฟกัสแบบ Phase Detection ที่ใช้ในการถ่ายภาพนิ่งธรรมดา ก็ต้องหาทางนำเทคโนโลยี Phase Detection มาใส่ลงตัวเซนเซอร์ให้ได้

สรุป Nikon D7500 กล้อง DSLR สำหรับผู้จริงจังในการถ่ายภาพ

Nikon D7500 นั้นเคาะราคาในไทยที่ 49,900 บาทสำหรับบอดี้อย่างเดียว และ 59,900 บาทสำหรับชุดคิทพร้อมเลนส์ 18 – 140 VR ซึ่งก็ถือเป็นราคาของกล้องระดับกลางที่มือใหม่อาจจะรู้สึกว่ามันโหดนิดๆ แต่สำหรับคนที่ใช้ DSLR มาก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ครับ เพราะราคานี้เราได้กล้องที่คุณภาพภาพถ่ายไม่ได้ด้อยกว่าใครในสนามรบเซนเซอร์ขนาด APS-C เลย ได้ลักษณะภาพและความจัดจ้านแบบ Nikon ได้รูปแบบการควบคุมที่คุ้นมือ สามารถสั่งงานได้โดยไม่ต้องละสายตาจากช่องมองภาพด้วยซ้ำ ได้กล้องที่มีงานประกอบดี เชื่อใจได้ว่าจะออกลุยในที่ยากๆ แล้วไม่ตายไปก่อน และได้กล้องที่เร็วพอสำหรับการถ่ายภาพกีฬาแบบกึ่งโปรครับ

แต่สำหรับใครที่อยากได้กล้องไปถ่ายวิดีโอ Nikon D7500 อาจจะไม่เหมาะนัก แม้ว่าเราจะมีจอสัมผัสที่ช่วยให้โฟกัสได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่การที่วิดีโอ 4K ถูกครอปไปมากจนถ่ายภาพมุมกว้างลำบาก และระบบโฟกัสที่ไม่ได้เร็วเท่าการถ่ายภาพนิ่ง ก็ทำให้เป็นอุปสรรคไม่น้อยในการทำงานครับ

ตัวอย่างภาพจาก Nikon D7500

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!