Connect with us

Nikon D7500

฿ 49,990
Nikon D7500
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

ปีที่แล้ว Nikon ออกกล้อง D500 มาเพื่อครองมงกุฎกล้องที่ดีที่สุดในกลุ่มกล้องเซนเซอร์ขนาด APS-C (หรือที่นิคอนเรียกว่า DX) ไป มาปีนี้นิคอนก็เอาเทคโนโลยีหลายอย่างจาก D500 มาปรับปรุงกล้องในตระกูลล่างลงมาหน่อยให้เก่งขึ้น แล้วออกมาเป็น Nikon D7500 ตัวนี้ไงครับ

แวะอ่านรีวิว Nikon D500 ได้ที่นี่นะ

กล้อง Nikon ซีรี่ส์ D7x00 นั้นถือเป็นกล้องระดับกลางนะครับ โดยนำเอาเซนเซอร์และหน่วยประมวลผลของ Nikon D500 มาใช้ และเมื่อเทียบกับ D7200 แล้วกล้อง Nikon D7500 นั้นปรับปรุงไปหลายอย่างคือ

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้ว ถือเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon ตอนนี้ที่ถ่าย 4K ได้
  • เพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 6 fps เป็น 8 fps
  • หน้าจอพลิกได้แบบสัมผัส
  • ISO สูงสุด (แบบไม่บูสท์) เป็น 51,200 จาก 25,600
  • บูสท์ ISO ไปสูงสุดได้ 1,638,400 (แต่ภาพแทบดูไม่ได้)
  • มี Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับแอป Snapbridge
  • น้ำหนักลดลง 45 กรัมเมื่อเทียบกับ D7200
  • ความละเอียดลดลงจาก 24 ล้านพิกเซลเหลือ 21 ล้านพิกเซล

การออกแบบกล้อง Nikon D7500

ถ้าเทียบกับ Nikon D500 และ Nikon D7200 แล้ว น้องใหม่อย่าง Nikon D7500 ถือเป็นกล้องที่มีขนาดบอดี้เล็กที่สุด และเปลี่ยนวัสดุหลักเป็น Carbon Fiber ทำให้กล้องตัวนี้มีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่เหลือแค่ 720 กรัม (เบาแล้วสำหรับกล้อง DSLR ไม่ต้องเอาไปเทียบกับ Mirrorless นะ)  แต่เห็นบอดี้เล็กลงแบบนี้ นิคอนก็ได้ปรับปรุงการออกแบบและการจับถือใหม่ ให้ใช้งานได้คล่องขึ้นกว่า D7200 เช่นเอาปุ่ม ISO ไปอยู่ด้านบนใกล้กับปุ่มซัตเตอร์ ทำให้กดง่ายขึ้น กริปจับกล้องลึกขึ้นกว่ารุ่นเดิม ก็ทำให้การจับถือรู้สึกกระชับเข้ามือมากขึ้น

บอดี้ของ D7500 ยังเป็นแบบ Weather-Seal

สิ่งที่ดีงามของ Nikon D7500 คือจอด้านหลังสามารถพับเปลี่ยนองศาได้ และเป็นจอสัมผัสเรียบร้อย ซึ่งจอสัมผัสตัวนี้ใช้สั่งงานได้ทั้งระบบเมนู ปัดดูภาพ และที่สำคัญใช้เลือกจุดโฟกัสได้ด้วย ไม่ต้องลำบากโยก Joystick เพื่อปรับตำแหน่งโฟกัสภาพให้เหนื่อย ใครคิดว่าจอสัมผัสของกล้องถ่ายรูปเป็นเรื่องเด็กเล่นให้คิดใหม่เลยครับ ฟังก์ชั่นอย่าง Tap to Focus นี้มีประโยชน์จริงจัง

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายของกล้องรุ่นนี้ใช้ระบบ SnapBridge เหมือนเคย ก็ถ้าใครที่ชอบระบบนี้ที่ส่งรูปผ่าน Bluetooth ให้เรื่อยๆ แบบอัตโนมัติก็น่าจะชอบครับ

แต่การที่ D7500 ไม่ใช่กล้องรุ่นท็อปในกลุ่ม APS-C แล้ว ทำให้นิคอนเลือกเอาความสามารถบางอย่างสำหรับผู้ใช้ระดับโปรออกไป เพื่อทำให้ราคาของ D7500 ไม่แพงจนเกินไป และทำให้ผู้ใช้กลุ่มโปรตัดสินใจซื้อ Nikon D500 ได้ง่ายขึ้น โดยความสามารถที่ตัดออกไปมีดังนี้

  • ช่องใส่ SD Card ช่องที่ 2 (ใน D7200 มีช่องใส่การ์ด 2 ช่องนะ)
  • D7500 ไม่สามารถใส่กริปเพิ่มแบตเตอรี่ได้ ใครที่ชอบถ่ายรูปแนวตั้งผ่านกริปอาจจะเคืองหน่อย
  • ลดความละเอียดจอด้านหลังลงเหลือ 922,000 พิกเซล​ (D7200 มีจอหลัง 1,228,800 พิกเซล, D500 ให้จอหลังละเอียดสุดที่ 2,359,000 พิกเซล
  • การเชื่อมต่อ NFC กับสมาร์ทโฟน

การถ่ายภาพบน Nikon D7500

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

สิ่งที่บางคนอาจจะติดใจเมื่ออ่านสเปกของ D7500 คือให้ความละเอียดภาพได้ 21 ล้านพิกเซล ซึ่งน้อยกว่า Nikon D7200 ที่ให้ความละเอียดถึง 24 ล้านพิกเซล ซึ่งสำหรับคนที่ต้องนำภาพไปใช้กับงานขนาดใหญ่ พิมพ์ภาพใหญ่มากๆ คงจะไม่ชอบในเรื่องนี้ แต่เชื่อเถอะว่าความละเอียด 21 ล้านพิกเซลนั้นละเอียดมากพอสำหรับการใช้งานทั่วไป และงานกึ่งโปรแล้วครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 40 mm f/2.8

สิ่งที่แลกมาจากเซนเซอร์ตัวใหม่ที่ความละเอียดลดลงคือคุณภาพภาพที่ดีขึ้นครับ ถอดแบบมาจาก Nikon D500 เลย เพราะใช้เซนเซอร์กับหน่วยประมวลผล Expeed 5 ตัวเดียวกัน ถ่าย ISO แบบแท้ๆ ได้ระหว่าง 100 ถึง 51,200 (สูงกว่า D7200 ที่มี ISO แท้แค่ 25,600) และสามารถบูสท์ช่วง ISO ลงไปต่ำสุดที่ 50 และสูงสุดที่ 1,640,000 แต่เราจะไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่กับค่าความไวแสงที่บูสท์ออกมาได้นะครับ เพราะอย่าง ISO 50 มันจะมี Dynamic Range เท่ากับ ISO 100 ส่วน ISO ล้านกว่า ภาพก็จะเละจนใช้การแทบไม่ได้

แผนภาพเปรียบเทียบ Dynamic Range ระหว่าง Nikon D7500 (เส้นสีฟ้า) กับ Nikon D500 (เส้นสีดำ) เห็นว่าแทบจะเท่ากันเลย ที่ ISO 100 มี Dynamic Range เกือบถึง 11 (ภาพจาก photonstophotos.net/Charts/PDR.htm )

ในส่วนของการถ่ายภาพต่อเนื่องกล้องตัวนี้ทำได้ที่ 8 fps แถมยังถ่าย jpeg ต่อเนื่องได้เป็นร้อยๆ ภาพ ส่วนถ่าย RAW ได้ 47 ภาพต่อเนื่อง ถือว่าทำได้ดีกว่า D7200 มากที่ถ่ายได้ 5 fps เอง แล้วถ่ายนิดเดียวบัฟเฟอร์ก็หมด ซึ่งน่าจะถูกใจใครที่ถ่ายรูปรัวมาเผื่อเลือกเนอะ แต่ถ้าจะเอาให้สุดจริงๆ ขยับไปอีกรุ่นครับ Nikon D500 จัดเต็มยิ่งกว่านี้

ระบบโฟกัสของ Nikon D7500 นั้นใช้ Multi-CAM 3500 II DX ระบบเดิมจาก D7200 เอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น มีจุดโฟกัสแค่ 51 จุดเท่าเดิม (เป็นแบบ Cross-type 15 จุด) เทียบกับ Nikon D500 ที่ใช้โมดูล Multi-CAM 20K พร้อมจุดโฟกัส 153 จุดก็ถือว่าห่างกันคนละชั้นเหมือนกัน (เอ๊า เพลงน้องเจ้านายมา) และจุดโฟกัสยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ตรงกลางเฟรม ใครที่เคยใช้ Mirrorless ที่จุดโฟกัสกระจายอยู่ทั่วเฟรม อาจจะต้องปรับนิสัยการใช้สักหน่อย แต่การใช้งานจริงนั้นถือโฟกัสได้รวดเร็วและหวังผลได้ครับ ติดตามวัตถุเคลื่อนไหวได้แม่นยำ ถ้าวัตถุไม่หลุดออกไปขอบเฟรมนะ และระบบโฟกัสของ D7500 รองรับรูรับแสงต่ำสุดที่ f/8 (คนที่ต่อ Teleconverter น่าจะดีใจ) รับแสงน้อยระดับ -3 EV ก็ยังโฟกัสได้ ก็ถือว่ายังทำงานในที่แสงน้อยได้ชิวๆ ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

อ่อ แล้ว Nikon D7500 ยังมีมอเตอร์ในกล้องให้เหมือนเดิม ใครที่ใช้เลนส์เก่าๆ ยุค AF-D ที่ไม่มีมอเตอร์ในเลนส์ ก็ยังใช้โฟกัสอัตโนมัติได้ครับ ส่วนการชาร์จแบตหนึ่งครั้ง ถ่ายได้ประมาณ 950 ภาพ ก็อึดกว่า Mirrorless ที่ถ่ายได้ประมาณ 300 รูปอย่างเทียบกันไม่ได้ครับ

จุดโฟกัสของ Nikon D7500

การถ่ายวิดีโอบน Nikon D7500

กล้องตัวนี้ถือว่าเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon แล้วที่ถ่ายวิดีโอแบบ 4K 30 fps ได้ ซึ่งคุณภาพวิดีโอก็ตามแบบฉบับนิคอนครับ ให้สีสันจัดจ้าน สดใส แบบที่หลายคนหลงรัก แต่การถ่าย 4K บน D7500 นั้นมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่ององศาการรับภาพ เพราะเมื่อถ่าย 4K กล้องจะครอปภาพเข้าไปอีก 1.5 เท่า ทำให้มุมภาพแคบเข้าไปอีก เช่นเราใส่เลนส์ 18 mm เมื่อครอป APS-C ได้จะมุมภาพเทียบเท่าเลนส์ 27 mm และเมื่อถ่าย 4K จะถูกครอป 1,5 เท่าเข้าไปอีกเป็น 40 mm ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K ให้ได้มุมกว้างนั้นทำได้ยากพอสมควร

ส่วนการถ่ายแบบ Full HD 1080p นั้นทำได้ประทับใจครับ ถ่ายได้ที่เฟรมเรทสูงสุด 60 fps แบบไม่โดนครอปภาพเหมือนรุ่นก่อนๆ แล้ว ก็ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์แบบ 3 แกนสำหรับการถ่าย 1080p ด้วย แต่ถ้าเลือกใช้โหมดนี้ วิดีโอจะโดนครอปไปบ้างนะครับ ที่สำคัญคือกล้องรุ่นนี้มีทั้งช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน ก็ทำให้ความวุ่นวายเรื่องการบันทึกเสียงลดลงไปเยอะ

แต่สิ่งที่นิคอนต้องรีบปรับปรุงให้ได้ถ้าจะครองใจผู้ใช้ฝั่งวิดีโอให้ได้คือระบบโฟกัสอัตโนมัติในโหมด Live-view และโหมดถ่ายวิดีโอครับ ที่ยังใช้การหาโฟกัสแบบ Contrast อยู่ ซึ่งมันทำงานช้าและมีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายเมื่อเทียบกับการหาโฟกัสแบบ Phase Detection ที่ใช้ในการถ่ายภาพนิ่งธรรมดา ก็ต้องหาทางนำเทคโนโลยี Phase Detection มาใส่ลงตัวเซนเซอร์ให้ได้

สรุป Nikon D7500 กล้อง DSLR สำหรับผู้จริงจังในการถ่ายภาพ

Nikon D7500 นั้นเคาะราคาในไทยที่ 49,900 บาทสำหรับบอดี้อย่างเดียว และ 59,900 บาทสำหรับชุดคิทพร้อมเลนส์ 18 – 140 VR ซึ่งก็ถือเป็นราคาของกล้องระดับกลางที่มือใหม่อาจจะรู้สึกว่ามันโหดนิดๆ แต่สำหรับคนที่ใช้ DSLR มาก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ครับ เพราะราคานี้เราได้กล้องที่คุณภาพภาพถ่ายไม่ได้ด้อยกว่าใครในสนามรบเซนเซอร์ขนาด APS-C เลย ได้ลักษณะภาพและความจัดจ้านแบบ Nikon ได้รูปแบบการควบคุมที่คุ้นมือ สามารถสั่งงานได้โดยไม่ต้องละสายตาจากช่องมองภาพด้วยซ้ำ ได้กล้องที่มีงานประกอบดี เชื่อใจได้ว่าจะออกลุยในที่ยากๆ แล้วไม่ตายไปก่อน และได้กล้องที่เร็วพอสำหรับการถ่ายภาพกีฬาแบบกึ่งโปรครับ

แต่สำหรับใครที่อยากได้กล้องไปถ่ายวิดีโอ Nikon D7500 อาจจะไม่เหมาะนัก แม้ว่าเราจะมีจอสัมผัสที่ช่วยให้โฟกัสได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่การที่วิดีโอ 4K ถูกครอปไปมากจนถ่ายภาพมุมกว้างลำบาก และระบบโฟกัสที่ไม่ได้เร็วเท่าการถ่ายภาพนิ่ง ก็ทำให้เป็นอุปสรรคไม่น้อยในการทำงานครับ

ตัวอย่างภาพจาก Nikon D7500

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิวอย่างกระชับ! Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟพร้อมสำรองข้อมูล

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
Nikon D7500
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม iXpand ของ Sandisk นั้นมีคอนเซปต์เฉพาะตัวอยู่คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื่อมต่อข้อมูลกับอุปกรณ์ iOS นะครับ ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็มีหลายตัวทั้งแฟลชไดร์ฟสำหรับ iOS เคสเพิ่มหน่วยความจำของ iOS และตัวที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้คือ Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์ iOS ที่สามารถสำรองข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอพร้อมรายชื่อติดต่อมาเก็บไว้ใน SD Card ได้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base เหมือนแท่นชาร์จไร้สายของสมาร์ทโฟนครับ ต่างกันที่มันชาร์จ iPhone ไร้สายไม่ได้ ฮาา (ถ้าชาร์จไร้สายได้ แล้วเราจะแบ็กอัปข้อมูลยังไงเล่า มันก็ต้องเสียบสายข้อมูลอยู่ดี) ผิวด้านบนจะเป็นยางพร้อมลวดลายกันลื่น ซึ่งลองใช้แล้วก็ยึดติดกับเครื่องดีครับ วาง iPhone บนนี้ก็ไม่ได้ไหลตกลงไปง่ายๆ ตัวฐานมีน้ำหนัก 189 กรัม ก็ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป วัสดุที่สร้างก็เป็นโลหะดูดี แข็งแรงทนทานครับ

หัวชาร์จไฟกำลัง 5V 3A แต่เครื่องที่รีวิวเป็นหัวต่างประเทศนะ ของที่ขายในไทยจะเป็นปลั้กไทย

ในชุด iXpand Base นั้นมาพร้อมหัวจ่ายไฟแบบ MicroUSB (เสียบเข้าที่แท่น) จ่ายไฟได้ 5V 3A ก็ไม่ต้องถามหาการชาร์จเร็วกับ iPhone ครับ มันรับไฟได้ราวๆ 5V 1.5A เท่านั้นเอง นี่ให้หัวชาร์จ 3A มา กำลังเหลือๆ จนชาร์จ iPad ก็ได้

iXpand Base นั้นไม่มีหน่วยความจำในตัว แต่บันทึกข้อมูลลงใน SD Card ก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดความจุได้ หรือเปลี่ยนการ์ดเวลาข้อมูลเต็มได้ สามารถดึงการ์ดออกไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ ดูรูปที่แบ็กอัปก็ได้ (แต่ถ้าคิดในเชิงความปลอดภัย ใครก็ดึงการ์ดออกไปดูดข้อมูลของเราได้นะ)

เสียบสายแล้วพันๆ รอบ iXpand Base แบบนี้

จุดที่ขัดใจที่สุดคือในชุด iXpand Base นั้นไม่แถมสาย Lighting สำหรับเชื่อมต่อกับ iPhone มาครับ ผู้ใช้ต้องใช้สายตัวเองมาเสียบกับ USB ที่แท่น ซึ่งถ้าสายยาวไปก็สามารถเอามาพันขดๆ รอบแท่นแล้วเสียบ iPhone ได้ ก็กลายเป็นภาระผู้ใช้ต้องถอดสาย Lighting เข้าๆ ออกๆ แทนที่ iXpand Base จะแถมสายสั้นๆ มาให้ชุดหนึ่ง เราจะได้เสียบทิ้งไว้กับแท่นไปเลย (ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ นะเจ้า Base เนี่ย)

การใช้งาน Sandisk iXpand Base

ชาร์จไฟพร้อมโหลดรูปจากเครื่องมาแบ็กอัป

การทำงานของ iXpand Base จะทำงานร่วมกับแอป iXpand Base ใน iPhone ครับ ถ้าไม่มีแอปนี้ แท่นมหัศจรรย์ของเราก็จะชาร์จไฟได้อย่างเดียว ซึ่งก็ใช้งานง่ายมาก เปิดแอป กดยอมรับ Permission ต่างๆ ให้เรียบร้อย แล้วเสียบแท่นมันก็จะดูดรูปภาพและวิดีโอทั้งหมดที่เราถ่ายไว้ใน Camera Roll แล้วก็รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดมาเก็บไว้ใน SD Card แล้วการใช้งานครั้งต่อๆ ไปมันก็จะดึงข้อมูลมาบันทึกอัตโนมัติแล้ว

การดึงข้อมูลมาเก็บในการ์ดของ iXpand Base ถือว่าเร็วมากครับ เพราะข้อมูลผ่านสายมาเก็บไว้ในแท่นเลย ไม่ต้องผ่านเครือข่ายที่ไหน ในเวลาไม่นานมันก็ดูดรูปจนหมดเครื่องแล้ว เร็วกว่าแบ็กอัปขึ้น Google Photo เยอะ แถมไม่ต้องเปิดหน้าแอปค้างไว้มันก็ดูดรูปได้ และรูปที่อยู่ใน iCloud ไม่ได้มีรูปเต็มเก็บอยู่ในเครื่องมันก็ดูดมาให้นะครับ โดยสั่งให้ iOS โหลดรูปเต็มจาก iCloud ลงมาก่อน แล้วค่อยดึงเข้าฐาน ก็จะ backup ได้ช้าลงหน่อยตามความเร็วของอินเทอร์เน็ตบ้านครับ

บันทึกรายชื่อติดต่อจาก iPhone ได้

นอกจากรูปแล้วแท่นตัวนี้ก็สามารถเก็บ contact รายชื่อผู้ติดต่อให้ได้ด้วย (แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าผู้ใช้เก็บรายชื่ออยู่ในบัญชี Gmail หรือ iCloud อยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่สำคัญเท่าไหร่) และข้อมูลทั้งรูปและรายชื่อติดต่อก็สามารถสั่ง Restore กลับเข้า iPhone ผ่านแอปได้ง่ายๆ ครับ

ซึ่งข้อมูลที่แบ็กอัปใน iXpand Base จะแยกตาม iPhone แต่ละเครื่องด้วย รูปที่เก็บไว้จึงไม่ไปปนกันครับ เมื่อ backup ข้อมูลแล้วก็สามารถสั่งผ่านแอปเพื่อลบภาพที่เก็บลงการ์ดเรียบร้อยออกจากเครื่องได้เลย ก็จะได้พื้นที่กลับมา

การตั้งค่าต่างๆ ของ iXpand Base

และที่ต้องเน้นย้ำคือ iXpand Base มันบันทึกแค่รูป วิดีโอใน Camera Roll และรายชื่อติดต่อนะครับ ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลอื่นๆ พวกแชทในไลน์ รูปที่ตกแต่งอยู่ในแอปอื่นๆ หรือล็อกอินเข้าแอปที่เป็นความลับต่างๆ ไม่เหมือนกับ iCloud Backup หรือ iTunes Backup ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างของเครื่อง มันจึงไม่สามารถแทนการแบ็กอัปหลักของแอปเปิ้ลได้ครับ

ราคาของ Sandisk iXpand Base

iXpand Base มีหลายความจุให้เลือกใช้นะครับคือ

  • ความจุ 32GB ราคา 1,990 บาท
  • ความจุ 64GB ราคา 2,990 บาท
  • ความจุ 128GB ราคา 4,290 บาท
  • ความจุ 256GB ราคา 6,990 บาท

แต่อย่างที่บอกไปครับ ความจุของ iXpand มันก็คือความจุของการ์ด SD ที่แถมให้ ถ้าเราซื้อ iXpand Base ความจุต่ำสุด 32 GB ราคา 1,990 บาท แล้วซื้อการ์ด SD 128 GB ราคา 1,800 บาทมาใส่แทน (คิดว่าใส่ได้นะ มันไม่น่าจะล็อกเฟิร์มแวร์อะไรเอาไว้) ราคาก็จะตกอยู่ที่ 3,800 ก็ประหยัดไปได้ 500 บาทนะครับ แถมได้ SD Card มาใช้เพิ่มอีกใบหนึ่ง

สรุป Sandisk iXpand Base ก็เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนที่ถ่ายรูปด้วย iPhone เยอะๆ แล้วอยากที่แท่นชาร์จ iPhone ที่ดูดีมีความสามารถครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
Nikon D7500
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

#แบไต๋เครื่องต่อไป #4 ทีวีอะไรบางเป็นกระดาษ! LG Signature OLED TV 65W7T

เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
Nikon D7500
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

ปีนี้ผมก็รีวิวทีวีมาเยอะหลายรุ่นมาก แต่ไม่มีทีวีรุ่นไหนที่ดีไซน์ฉีกกฎจนตาค้างเท่ารุ่นนี้ เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

LG SIGNATURE OLED TV 65W7T จะติดตั้งให้กดว้าวได้รัวๆ ต้องติดแปะลงไปบนกำแพงเลยนะครับตามคอนเซปต์ Picture on Wall จอที่บางแค่ 2.57 มม. ถึงจะดูเลิศเลอที่สุด ตอนนี้ทีวีก็เปิดแอป OLED Gallery อยู่ อารมณ์เหมือนเจาะหน้าต่างบ้านเจอทะเลตรงนี้จริงๆ

ตอนช่างจาก LG มาติดตั้งให้ที่บ้าน ผมนี่อยากอุทิศกำแพงบ้านให้ช่างมาแปะทีวีสวยๆ บนผนัง จะได้ไม่ต้องขนกลับไป แต่ LG ก็มีขาตั้งมาสำหรับโชว์จอพร้อม ผมนี่ตบเข่าฉาดเลยว่ารีวิวเสร็จก็ต้องส่งคืนสินะ T T

จอ OLED ตัวนี้บางแค่ไหน ลองถามใจเธอดู ทีมงานครับ ช่วยทำเรื่องที่พี่เสียวเงินในกระเป๋าพี่มาก ที่ผู้ใช้ตามบ้านเค้าไม่ทำกัน ยกจอออกจากผนังโชว์ความบางให้ดูหน่อย จอ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ตัวนี้จะมีแผ่นเหล็กเพื่อยึดจอด้วยแม่เหล็กจากด้านหลังนะครับ และด้านบนก็จะมีหมุดเตี้ยๆ เพื่อเกี่ยวจอไว้ไม่ให้ตก

จอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม.

นี่ไงครับจอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม. บางจนโค้งได้และยังเปิดทำงานได้ด้วย แล้วทำไมมันบางได้ขนาดนี้ ก็เพราะส่วนหน้าจอก็มีแต่จออย่างเดียวเลยไงครับ ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างลำโพง พอร์ตเชื่อมต่ออื่นๆ จะวิ่งผ่านสายแพเส้นนี้ไปทำงานที่กล่อง Soundbar ตัวนี้ครับ (พอเถอะ พี่เสียว ยกจอกลับไปติดที่กำแพงเหมือนเดิมนะ)

เห็นจอ 65 นิ้วบางขนาดนี้ อย่าคิดนะครับว่ามีข้อจำกัดด้านการแสดงภาพ สเปกทุกอย่างของจอจัดเต็มสมกับเป็นทีวีตัวท็อป

แน่นอนแหละเป็นจอชนิด OLED ก็ต้องให้ภาพจัดจ้านสดใส ให้ contrast สูงสุด สีดำก็ลงลึกเพราะเป็นการปิดพิกเซลสีไปเลย แต่จอของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T นั้นเป็นจอ OLED ที่ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม ลดแสงสะท้อนสีอมม่วงที่เคยมีใน OLED TV รุ่นก่อนๆ ตัวจอก็สว่างขึ้นทำให้แสดงผลภาพ HDR ได้ดีขึ้น พร้อมจูนการไล่เฉดในโทนมืดให้ดีขึ้น สีเข้มไม่จมหายไปเร็วเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ในส่วนของการรองรับ HDR ก็รองรับทั้งมาตรฐาน HDR10 ยอดนิยม มาตรฐาน HLG สำหรับการออกอากาศและมาตรฐานตัวท็อปอย่าง Dolby Vision พร้อมโหมดปรับภาพระดับโปร อย่างโหมดภาพจาก ISF (Imaging Science Foundation) หรือ technicolor เพื่อถ่ายทอดสีสันให้ได้อย่างที่ผู้กำกับหนังต้องการ

ที่นี้มาดูกล่อง Soundbar All in One หัวใจของทีวีกันบ้าง เห็นครั้งแรกก็คิดเลยว่ามันมีขนาดใหญ่กว่า soundbar ทั่วไปพอสมควรเลยนะ เพราะทุกอย่างของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T รวมอยู่ในกล่องนี้ อย่างพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI 4 ช่อง, USB 3 ช่อง ช่องต่อสาย LAN และพอร์ตอื่นๆ ก็เสียบที่นี่ครับ

ลำโพงใน Sound bar ชุดนี้ก็ไม่ธรรมดานะครับ ผมลองปิดทีวีให้ดู… แล้วเปิดทีวีอีกที เห็นไหมครับลำโพงคู่บนที่เรียกว่า Moving Speaker จะยื่นออกมาเมื่อเปิดเครื่อง และหดเก็บไปเมื่อปิดเครื่อง ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ทุกครั้งที่เปิดปิดเครื่อง ลำโพงที่เลื่อนออกมาด้านบนก็เพื่อให้เสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos ได้ดีขึ้นครับ ให้เสียงกระทบบนเพดานและตกกลับลงมาเหมือนเสียงมาจากเหนือหัวเราได้ ก็ยิ่งเพิ่มความสมจริงในการรับฟังมากขึ้น

โดยรวมคือ Sound bar กำลังขับ 60 วัตต์ของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T คือให้เสียงดีกว่าทีวีทั่วไปมาก รุ่น W7T นี้เสียงจึงอยู่ในลำดับต้นๆ ของทีวีที่มาพร้อม Sound bar เลย แต่ก็ยังไม่แยกมิติเสียงได้ชัดเจนเท่า Sound bar แท้ๆ ตัวท็อปนะ

สุดท้ายในส่วนของระบบปฏิบัติการก็ใช้ WebOS 3.5 รุ่นล่าสุด ก็สั่งงานได้ง่ายด้วย Magic Remote พร้อมแอปที่ใช้บ่อยๆ มากมายอย่าง Netflix, youtube, Google Play Movie ที่สำคัญคือค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยได้ด้วย หาคลิป Youtube ภาษาไทยได้ง่ายๆ เลย

มาถึงข้อสังเกตกันบ้าง

อย่างแรกคือตัวสายแพสายนี้จะค่อนข้างหนา ก็เข้าใจแหละว่าเพื่อให้สัญญาณภาพและเสียงไม่ได้ถูกลดทอนลงจากการแยกหน้าจอและตัวเครื่อง AIO ออกจากกัน ถ้าจะติดตั้ง LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ให้เรียบเนียนสวย ก็ต้องหาวิธีซ่อนสายแพเข้าผนังไป ซึ่งเมื่อรวมกับการตั้งเจาะผนังเพื่อติดตัวยึดทีวีแล้ว ก็ถือว่าเป็นทีวีที่ติดตั้งยากเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องกังวลเพราะรุ่นนี้ช่างจากแอลจีเข้าไปติดตั้งให้อยู่แล้วครับ) และหากใครอยากดูแอปอย่าง AIS Play, iflix ก็ต้องซื้อ Chrome cast มาติดตั้งเพิ่มกับทีวีครับ

ราคา 299,990 บาท

ปิดท้ายที่ราคา หลังจากโชว์เสียวจะเสียเงินในกระเป๋าตังส์กันมามาก LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้วตัวนี้ มีราคา 299,990 บาท ราคาสมศักดิ์ศรีดีไซน์และความเป็นตัวท็อปของทีวีแห่งยุคมาก ซึ่ง LG รับประกันฟรีให้ 3 ปี และถ้าซื้อทีวีรุ่น W7T ภายในปี 2017 จะได้รับ LG OLED TV C7T ขนาด 55 นิ้วมูลค่า 99,990 บาทแถมไปอีก 1 ตัว! เรียกได้ว่า ซื้อ OLED TV 1 เครื่อง แถม OLED TV อีก 1 เครื่องไปเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!