Connect with us

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

ปีที่แล้ว Nikon ออกกล้อง D500 มาเพื่อครองมงกุฎกล้องที่ดีที่สุดในกลุ่มกล้องเซนเซอร์ขนาด APS-C (หรือที่นิคอนเรียกว่า DX) ไป มาปีนี้นิคอนก็เอาเทคโนโลยีหลายอย่างจาก D500 มาปรับปรุงกล้องในตระกูลล่างลงมาหน่อยให้เก่งขึ้น แล้วออกมาเป็น Nikon D7500 ตัวนี้ไงครับ

แวะอ่านรีวิว Nikon D500 ได้ที่นี่นะ

กล้อง Nikon ซีรี่ส์ D7x00 นั้นถือเป็นกล้องระดับกลางนะครับ โดยนำเอาเซนเซอร์และหน่วยประมวลผลของ Nikon D500 มาใช้ และเมื่อเทียบกับ D7200 แล้วกล้อง Nikon D7500 นั้นปรับปรุงไปหลายอย่างคือ

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้ว ถือเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon ตอนนี้ที่ถ่าย 4K ได้
  • เพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 6 fps เป็น 8 fps
  • หน้าจอพลิกได้แบบสัมผัส
  • ISO สูงสุด (แบบไม่บูสท์) เป็น 51,200 จาก 25,600
  • บูสท์ ISO ไปสูงสุดได้ 1,638,400 (แต่ภาพแทบดูไม่ได้)
  • มี Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับแอป Snapbridge
  • น้ำหนักลดลง 45 กรัมเมื่อเทียบกับ D7200
  • ความละเอียดลดลงจาก 24 ล้านพิกเซลเหลือ 21 ล้านพิกเซล

การออกแบบกล้อง Nikon D7500

ถ้าเทียบกับ Nikon D500 และ Nikon D7200 แล้ว น้องใหม่อย่าง Nikon D7500 ถือเป็นกล้องที่มีขนาดบอดี้เล็กที่สุด และเปลี่ยนวัสดุหลักเป็น Carbon Fiber ทำให้กล้องตัวนี้มีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่เหลือแค่ 720 กรัม (เบาแล้วสำหรับกล้อง DSLR ไม่ต้องเอาไปเทียบกับ Mirrorless นะ)  แต่เห็นบอดี้เล็กลงแบบนี้ นิคอนก็ได้ปรับปรุงการออกแบบและการจับถือใหม่ ให้ใช้งานได้คล่องขึ้นกว่า D7200 เช่นเอาปุ่ม ISO ไปอยู่ด้านบนใกล้กับปุ่มซัตเตอร์ ทำให้กดง่ายขึ้น กริปจับกล้องลึกขึ้นกว่ารุ่นเดิม ก็ทำให้การจับถือรู้สึกกระชับเข้ามือมากขึ้น

บอดี้ของ D7500 ยังเป็นแบบ Weather-Seal

สิ่งที่ดีงามของ Nikon D7500 คือจอด้านหลังสามารถพับเปลี่ยนองศาได้ และเป็นจอสัมผัสเรียบร้อย ซึ่งจอสัมผัสตัวนี้ใช้สั่งงานได้ทั้งระบบเมนู ปัดดูภาพ และที่สำคัญใช้เลือกจุดโฟกัสได้ด้วย ไม่ต้องลำบากโยก Joystick เพื่อปรับตำแหน่งโฟกัสภาพให้เหนื่อย ใครคิดว่าจอสัมผัสของกล้องถ่ายรูปเป็นเรื่องเด็กเล่นให้คิดใหม่เลยครับ ฟังก์ชั่นอย่าง Tap to Focus นี้มีประโยชน์จริงจัง

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายของกล้องรุ่นนี้ใช้ระบบ SnapBridge เหมือนเคย ก็ถ้าใครที่ชอบระบบนี้ที่ส่งรูปผ่าน Bluetooth ให้เรื่อยๆ แบบอัตโนมัติก็น่าจะชอบครับ

แต่การที่ D7500 ไม่ใช่กล้องรุ่นท็อปในกลุ่ม APS-C แล้ว ทำให้นิคอนเลือกเอาความสามารถบางอย่างสำหรับผู้ใช้ระดับโปรออกไป เพื่อทำให้ราคาของ D7500 ไม่แพงจนเกินไป และทำให้ผู้ใช้กลุ่มโปรตัดสินใจซื้อ Nikon D500 ได้ง่ายขึ้น โดยความสามารถที่ตัดออกไปมีดังนี้

  • ช่องใส่ SD Card ช่องที่ 2 (ใน D7200 มีช่องใส่การ์ด 2 ช่องนะ)
  • D7500 ไม่สามารถใส่กริปเพิ่มแบตเตอรี่ได้ ใครที่ชอบถ่ายรูปแนวตั้งผ่านกริปอาจจะเคืองหน่อย
  • ลดความละเอียดจอด้านหลังลงเหลือ 922,000 พิกเซล​ (D7200 มีจอหลัง 1,228,800 พิกเซล, D500 ให้จอหลังละเอียดสุดที่ 2,359,000 พิกเซล
  • การเชื่อมต่อ NFC กับสมาร์ทโฟน

การถ่ายภาพบน Nikon D7500

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

สิ่งที่บางคนอาจจะติดใจเมื่ออ่านสเปกของ D7500 คือให้ความละเอียดภาพได้ 21 ล้านพิกเซล ซึ่งน้อยกว่า Nikon D7200 ที่ให้ความละเอียดถึง 24 ล้านพิกเซล ซึ่งสำหรับคนที่ต้องนำภาพไปใช้กับงานขนาดใหญ่ พิมพ์ภาพใหญ่มากๆ คงจะไม่ชอบในเรื่องนี้ แต่เชื่อเถอะว่าความละเอียด 21 ล้านพิกเซลนั้นละเอียดมากพอสำหรับการใช้งานทั่วไป และงานกึ่งโปรแล้วครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 40 mm f/2.8

สิ่งที่แลกมาจากเซนเซอร์ตัวใหม่ที่ความละเอียดลดลงคือคุณภาพภาพที่ดีขึ้นครับ ถอดแบบมาจาก Nikon D500 เลย เพราะใช้เซนเซอร์กับหน่วยประมวลผล Expeed 5 ตัวเดียวกัน ถ่าย ISO แบบแท้ๆ ได้ระหว่าง 100 ถึง 51,200 (สูงกว่า D7200 ที่มี ISO แท้แค่ 25,600) และสามารถบูสท์ช่วง ISO ลงไปต่ำสุดที่ 50 และสูงสุดที่ 1,640,000 แต่เราจะไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่กับค่าความไวแสงที่บูสท์ออกมาได้นะครับ เพราะอย่าง ISO 50 มันจะมี Dynamic Range เท่ากับ ISO 100 ส่วน ISO ล้านกว่า ภาพก็จะเละจนใช้การแทบไม่ได้

แผนภาพเปรียบเทียบ Dynamic Range ระหว่าง Nikon D7500 (เส้นสีฟ้า) กับ Nikon D500 (เส้นสีดำ) เห็นว่าแทบจะเท่ากันเลย ที่ ISO 100 มี Dynamic Range เกือบถึง 11 (ภาพจาก photonstophotos.net/Charts/PDR.htm )

ในส่วนของการถ่ายภาพต่อเนื่องกล้องตัวนี้ทำได้ที่ 8 fps แถมยังถ่าย jpeg ต่อเนื่องได้เป็นร้อยๆ ภาพ ส่วนถ่าย RAW ได้ 47 ภาพต่อเนื่อง ถือว่าทำได้ดีกว่า D7200 มากที่ถ่ายได้ 5 fps เอง แล้วถ่ายนิดเดียวบัฟเฟอร์ก็หมด ซึ่งน่าจะถูกใจใครที่ถ่ายรูปรัวมาเผื่อเลือกเนอะ แต่ถ้าจะเอาให้สุดจริงๆ ขยับไปอีกรุ่นครับ Nikon D500 จัดเต็มยิ่งกว่านี้

ระบบโฟกัสของ Nikon D7500 นั้นใช้ Multi-CAM 3500 II DX ระบบเดิมจาก D7200 เอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น มีจุดโฟกัสแค่ 51 จุดเท่าเดิม (เป็นแบบ Cross-type 15 จุด) เทียบกับ Nikon D500 ที่ใช้โมดูล Multi-CAM 20K พร้อมจุดโฟกัส 153 จุดก็ถือว่าห่างกันคนละชั้นเหมือนกัน (เอ๊า เพลงน้องเจ้านายมา) และจุดโฟกัสยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ตรงกลางเฟรม ใครที่เคยใช้ Mirrorless ที่จุดโฟกัสกระจายอยู่ทั่วเฟรม อาจจะต้องปรับนิสัยการใช้สักหน่อย แต่การใช้งานจริงนั้นถือโฟกัสได้รวดเร็วและหวังผลได้ครับ ติดตามวัตถุเคลื่อนไหวได้แม่นยำ ถ้าวัตถุไม่หลุดออกไปขอบเฟรมนะ และระบบโฟกัสของ D7500 รองรับรูรับแสงต่ำสุดที่ f/8 (คนที่ต่อ Teleconverter น่าจะดีใจ) รับแสงน้อยระดับ -3 EV ก็ยังโฟกัสได้ ก็ถือว่ายังทำงานในที่แสงน้อยได้ชิวๆ ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon D7500 และเลนส์ 10-24 mm f/3.5-4.5

อ่อ แล้ว Nikon D7500 ยังมีมอเตอร์ในกล้องให้เหมือนเดิม ใครที่ใช้เลนส์เก่าๆ ยุค AF-D ที่ไม่มีมอเตอร์ในเลนส์ ก็ยังใช้โฟกัสอัตโนมัติได้ครับ ส่วนการชาร์จแบตหนึ่งครั้ง ถ่ายได้ประมาณ 950 ภาพ ก็อึดกว่า Mirrorless ที่ถ่ายได้ประมาณ 300 รูปอย่างเทียบกันไม่ได้ครับ

จุดโฟกัสของ Nikon D7500

การถ่ายวิดีโอบน Nikon D7500

กล้องตัวนี้ถือว่าเป็นกล้อง DSLR ราคาต่ำที่สุดของ Nikon แล้วที่ถ่ายวิดีโอแบบ 4K 30 fps ได้ ซึ่งคุณภาพวิดีโอก็ตามแบบฉบับนิคอนครับ ให้สีสันจัดจ้าน สดใส แบบที่หลายคนหลงรัก แต่การถ่าย 4K บน D7500 นั้นมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่ององศาการรับภาพ เพราะเมื่อถ่าย 4K กล้องจะครอปภาพเข้าไปอีก 1.5 เท่า ทำให้มุมภาพแคบเข้าไปอีก เช่นเราใส่เลนส์ 18 mm เมื่อครอป APS-C ได้จะมุมภาพเทียบเท่าเลนส์ 27 mm และเมื่อถ่าย 4K จะถูกครอป 1,5 เท่าเข้าไปอีกเป็น 40 mm ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K ให้ได้มุมกว้างนั้นทำได้ยากพอสมควร

ส่วนการถ่ายแบบ Full HD 1080p นั้นทำได้ประทับใจครับ ถ่ายได้ที่เฟรมเรทสูงสุด 60 fps แบบไม่โดนครอปภาพเหมือนรุ่นก่อนๆ แล้ว ก็ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์แบบ 3 แกนสำหรับการถ่าย 1080p ด้วย แต่ถ้าเลือกใช้โหมดนี้ วิดีโอจะโดนครอปไปบ้างนะครับ ที่สำคัญคือกล้องรุ่นนี้มีทั้งช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน ก็ทำให้ความวุ่นวายเรื่องการบันทึกเสียงลดลงไปเยอะ

แต่สิ่งที่นิคอนต้องรีบปรับปรุงให้ได้ถ้าจะครองใจผู้ใช้ฝั่งวิดีโอให้ได้คือระบบโฟกัสอัตโนมัติในโหมด Live-view และโหมดถ่ายวิดีโอครับ ที่ยังใช้การหาโฟกัสแบบ Contrast อยู่ ซึ่งมันทำงานช้าและมีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายเมื่อเทียบกับการหาโฟกัสแบบ Phase Detection ที่ใช้ในการถ่ายภาพนิ่งธรรมดา ก็ต้องหาทางนำเทคโนโลยี Phase Detection มาใส่ลงตัวเซนเซอร์ให้ได้

สรุป Nikon D7500 กล้อง DSLR สำหรับผู้จริงจังในการถ่ายภาพ

Nikon D7500 นั้นเคาะราคาในไทยที่ 49,900 บาทสำหรับบอดี้อย่างเดียว และ 59,900 บาทสำหรับชุดคิทพร้อมเลนส์ 18 – 140 VR ซึ่งก็ถือเป็นราคาของกล้องระดับกลางที่มือใหม่อาจจะรู้สึกว่ามันโหดนิดๆ แต่สำหรับคนที่ใช้ DSLR มาก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ครับ เพราะราคานี้เราได้กล้องที่คุณภาพภาพถ่ายไม่ได้ด้อยกว่าใครในสนามรบเซนเซอร์ขนาด APS-C เลย ได้ลักษณะภาพและความจัดจ้านแบบ Nikon ได้รูปแบบการควบคุมที่คุ้นมือ สามารถสั่งงานได้โดยไม่ต้องละสายตาจากช่องมองภาพด้วยซ้ำ ได้กล้องที่มีงานประกอบดี เชื่อใจได้ว่าจะออกลุยในที่ยากๆ แล้วไม่ตายไปก่อน และได้กล้องที่เร็วพอสำหรับการถ่ายภาพกีฬาแบบกึ่งโปรครับ

แต่สำหรับใครที่อยากได้กล้องไปถ่ายวิดีโอ Nikon D7500 อาจจะไม่เหมาะนัก แม้ว่าเราจะมีจอสัมผัสที่ช่วยให้โฟกัสได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่การที่วิดีโอ 4K ถูกครอปไปมากจนถ่ายภาพมุมกว้างลำบาก และระบบโฟกัสที่ไม่ได้เร็วเท่าการถ่ายภาพนิ่ง ก็ทำให้เป็นอุปสรรคไม่น้อยในการทำงานครับ

ตัวอย่างภาพจาก Nikon D7500

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

Netgear Orbi AC3000 บ้านใครใช้เน็ตได้ไม่เท่าโปรฯ ตัวนี้เอาอยู่!

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

เราเตอร์หน้าตาสวยงามที่มาพร้อมกับความสามารถสุดล้ำ ซึ่งสำหรับใครที่อยากใช้อินเตอร์เน็ตภายในบ้านได้ตรงตามความแรงของ Package ที่ได้สมัครเอาไว้โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตบ้านมีความแรงสูงมาก ๆ ก็เรียกได้ว่า Netgear Orbi AC3000 ตัวนี้สามารถตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

การเชื่อมต่ออุปกรณ์

  • 4 พอร์ต 10/100/1000Mbps Gigabit Ethernet
  • 1 WAN + 3 LAN for Router
  • 4 LAN for Satellite
  • พอร์ต  USB 2.0 port

ฟีเจอร์สำคัญ

Orbi home Wi-Fi System ประกอบด้วย Orbi WiFi Router ตัวหลักและ Satellite Orbi ตัวลูกที่สามารถติดตั้งได้เพิ่มสูงสุด 3 ตัว (รวมเป็น 4 ตัว) โดยมีย่านความถี่พิเศษในการส่งสัญญาณระหว่าง Router และ Satellite จึงทำให้การรับ – ส่งข้อมูลมีความรวดเร็วและไม่ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอก มาพร้อมความสามารถต่าง ๆ ที่เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันสุด ๆ

อัตราการรับส่งสูงระดับ AC3000 (1733 + 866 + 400Mbps)

ด้วยความแรงของการส่งสัญญาณระดับ 3000 Mbps จึงมั่นใจได้ว่าการรับ – ส่งข้อมูล จะแรงมากกว่าหรือเท่ากับความเร็วที่เราเช่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาอย่างแน่นอน

ครอบคลุมสัญญาณทั้งบ้าน

Netgear Orbi ออกแบบมาเพื่อให้บ้านที่มีพื้นที่กว้าง ๆ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสะดุด สามารถครอบคลุมสัญญาณได้ถึง 4,000 ตารางฟุต สำหรับการเชื่อมต่อ 2 ตัว หรือสูงกว่านี้เมื่อเชื่อมต่อ 4 ตัวแบบครบชุด (1 router + 3 satellite)

เทคโนโลยี WiFi Mesh

มีเทคโนโลยี WiFi Mesh ระหว่าง Orbi WiFi Router และ Satellite ทำให้การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ ไม่มีสะดุด โดยจะเลือกการเชื่อมต่อให้โดยอัตโนมัติ ลดอาการเน็ตหน่วงเวลาหลุดระยะการเชื่อมต่อระหว่าง router กับ Satellite โดยไม่ต้องทำด้วยตนเองเหมือนการเชื่อมต่อ wifi extender ทั่วไป

เทคโนโลยี Band Steering

เทคโนโลยี Band Steering จะช่วยในการเลือกย่านสัญญาณความถี่ให้กับมือถือ / อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของคุณแบบอัตโนมัติ ทำให้เราใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี MU-MIMO

เทคโนโลยี MU-MIMO เป็นอีก 1 เทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบ้านที่มีการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ที่เยอะ จะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของทุกอุปกรณ์ลื่นไหล ไม่มีสะดุด

ติดตั้งง่าย

สำหรับใครที่ไม่เคยติดตั้งเน็ตเวิร์คมาก่อน Netgear Orbi ตัวนี้เป็น 1 ในตัวที่ติดตั้งง่ายมาก ๆ เพียงแค่โหลดแอปฯ Netgear Orbi ทั้งบน iOS และ Android มาลงที่มือถือ พร้อมกับทำตามขั้นตอนที่บอก เพียงเท่านี้ก็ใช้งานได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าติดตั้งไม่เป็นทาง King IT ก็มีบริการช่วยในการติดตั้ง + หาจุดวางที่มีประสิทธิภาพที่สุดภายในบ้านให้คุณได้อีกด้วย

ราคา/เงื่อนไขการรับประกัน

  • ราคา 23,900 บาทสำหรับรุ่น 2 ตัว Router + Satellite
  • รับประกัน 9 ปี โดยบริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ เทคโนโลยี จำกัด
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

มารู้จัก netgear nighthawk ac2600 pro gaming เราเตอร์สำหรับคอเกมเมอร์โดยเฉพาะ

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

แบไต๋ชวนคุณรู้จักเราเตอร์สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของอินเตอร์เน็ตบ้านสูง มาพร้อมเสาแบบจัดเต็ม 4 เสาที่มีความสามารถในการรับส่งสัญญาณได้สูงสุด 2600 Mbps (รวม 2 ย่านความถี่) มาชมสเปคกันว่ามีอะไรบ้าง

Specification

  • ขนาดตัวเครื่อง 321.9 x 243.7 x 55.0 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 801 กรัม
  • Gigabit Ethernet 10/100/1000 Mbps 5  ports  (1 WAN & 4 LAN)
  • USB 3.0 2 ports รองรับการทำ Share File และ Share Printer
  • เสาอากาศ 4 เสา ประสิทธิภาพสูงแบบภายนอก
  • 802.11 a/b/g/n/ac 2.4GHz & 5.0GHz + 256 QAM support
  • Dual Band WiFi – Tx/Rx 4×4 (2.4GHz) + 4×4 (5GHz)
  • 4×4 11ac 80MHz + 2×2-160/80+80MHz
  • Multi-User MIMO (MU-MIMO)
  • Wireless AC2600 (800Mbps @2.4GHz—256QAM support + 1733Mbps @5GHz 11ac)
  • CPU Dual core 1.7GHz
  • RAM 256MB flash and 512MB RAM
  • รองรับ IPv6
  • รองรับ Guest Network
  • LEDS On/Off LED light switch
  • VPN support – secure remote access
  • WiFi Protected Access (WPA/WPA2PSK)
  • Double firewall protection (SPI and NAT)
  • Denial-of-service (DoS) attack prevention

ฟีเจอร์ต่าง ๆ

Gaming Dashboard

ที่ได้รวบรวมเอาการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมมาไว้ในหน้าเดียว ทำให้ควบคุมได้อย่างง่ายดาย

Geo-Filter

สำหรับคนเล่นเกมออนไลน์ต่างประเทศย่อมมีค่าการเชื่อมต่อ (Ping) ที่สูง แต่ระบบนี้จะช่วยมองหาเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้ถึงขีดสุด

QoS หรือ Quality of Service

ระบบจัดความสำคัญของงานที่ทำอยู่ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ Bandwidth ถูกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการค้างเวลาเล่นเกมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

Network Monitor

ระบบการตรวจสอบว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตัวไหนใน Network ใช้เน็ตเท่าไหร่ พร้อมควบคุมได้ทันที

Game VPN Client

สำหรับคนชอบเล่นเกมออนไลน์ต่างประเทศที่ต้องหาทางอ้อมต่อ VPN เพื่อเข้าไปเล่น Netgear ตัวนี้ก็มีความสามารถในการมอบการเชื่อมต่อ VPN ให้กับเครื่องใน Network ได้ทันที

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเด่น ๆ มากมายดังนี้

  1. ระบบ WiFi แบบ Quad Stream 160 MHz
  2. เทคโนโลยี MU-MIMO เชื่อมต่อสัญญาณพร้อมกันได้หลายอุปกรณ์ในรอบเดียว
  3. เทคโนโลยี Beam Forming ระบบกระจายสัญญาณตามทิศทางของการเชื่อมต่อ ทำให้เราเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi ได้เสถียรกว่าเดิม
  4. เทคโนโลยี ReadySHARE ที่สามารถเปลี่ยนเราเตอร์ของคุณให้กลายเป็น NAS สำหรับเก็บข้อมูลได้เพียงแค่เชื่อมต่อกับ Flashdrive หรือ External HDD เท่านั้น
  5. สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ผ่านแอปฯ Nighthawk (formerly Up) ได้ด้วยโดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ได้เลย

เรียกได้ว่า netgear nighthawk ac2600 pro gaming router (xr500) ตัวนี้จัดหนักจัดเต็มสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของอินเตอร์เน็ตที่สูงมาก ๆ และมีผู้เชื่อมต่อเยอะ ตัวนี้เอาอยู่แน่นอน

ราคา

ปิดท้ายด้วยราคา 15,000 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านไอทีหรือร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมการรับประกันถึง 9 ปีเต็มโดย King IT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Nikon D7500

฿ 49,990
8.7

คุณภาพภาพ

9.0/10

คุณภาพวิดีโอ

8.5/10

การควบคุม-จับถือกล้อง

9.0/10

คุณภาพงานประกอบ

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • งานประกอบดีมาก จับถือแล้วรู้สึกหนักแน่น (แต่น้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR รุ่นกลางทั่วไปนะ)
  • โฟกัสภาพนิ่งรวดเร็วแม้แสงน้อย
  • คุณภาพภาพระดับแถวหน้าของกล้องกลุ่ม APS-C แล้ว
  • ถ่าย 1080p 60 fps ได้แบบไม่ครอป มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหววิดีโอแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 8 fps และมีบัฟเฟอร์มากพอที่จะถ่ายต่อเนื่องเป็นร้อยรูป

จุดสังเกต

  • ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ แต่ถูกครอปไปเยอะ ทำให้มีปัญหาในการถ่ายมุมกว้าง
  • โฟกัสในโหมดวิดีโอช้ากว่าโหมดภาพนิ่ง
  • ใส่กริปเสริมแบตไม่ได้ ทำให้ใช้ซัตเตอร์แนวตั้งแบบที่หลายคนถนัดไม่ได้
  • จอด้านหลังความละเอียดน้อยกว่ารุ่นเดิม
  • ราคาเหมาะสมกับความสามารถ แต่ในยุคที่กล้อง Mirrorless ราคาลดลงไปมาก ก็ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจยากนิดหนึ่ง

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!