Connect with us

Gadget

รีวิว Sony HT-MT500 ลำโพง Sound Bar กะทัดรัด ฟีเจอร์แน่น!

ลำโพง Sound Bar รุ่นใหม่จาก Sony ที่เล็กและสั้นกว่าซาวน์บาร์ปกติมาก แต่ให้เสียงดี และมีฟังก์ชั่นแบบลำโพง WiFi ครบ!

Published

on

Sony HT-MT500 Sound Bar

฿ 21,990
Sony HT-MT500 Sound Bar
8.7

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

การเชื่อมต่อ

8.0/10

ความสามารถพิเศษเช่น Bluetooth

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

จุดเด่น

  • ให้เสียงได้ดีเยี่ยมทั้งการดูหนังและฟังเพลง แยกมิติเสียงได้ดี รองรับเสียงระดับ Hi-res Audio
  • ตัวเล็ก ติดตั้งง่าย เอาซัฟวูฟเฟอร์ไร้สายไปวางใต้โซฟาก็ได้
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในตัว พร้อมรองรับ Chromecast Audio, Spotify Connect และการเปิดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ในบ้าน
  • Bluetooth รองรับทั้งการนำสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์อื่นมาเปิด และส่งสัญญาณไปเปิดที่หูฟังหรือลำโพงอื่นๆ
  • มีฟังก์ชั่น IR Repeater แก้ปัญหาลำโพงบังช่องรีโมททีวีได้อยู่หมัด

จุดสังเกต

  • ราคาเมื่อเทียบกับความสามารถก็คุ้ม แต่ก็เป็นราคาที่ต้องคิดเยอะก่อนซื้อ
  • ไม่รองรับ aptX เมื่อใช้กับสมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับ LDAC และ AAC จะได้รูปแบบเสียงพื้นฐาน SBC ไปเลย
  • ไม่รองรับ LPCM 5.1 ch, LPCM 7.1 ch, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus, DTS-HD
  • ไม่แสดงภาษาไทยในหน้าเล่นเพลงจาก Sound Bar โดยตรง
  • ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าลำโพงจะติด (ก็เป็นเรื่องปกติของลำโพง Home Theater นะ ถ้าชินลำโพงปกติมาจะแปลกใจนิดหนึ่ง)

 

ตั้งแต่ทีวีแข่งกันทำจอบางออกมา จนไม่ค่อยมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งลำโพงดีๆ ในตัวทีวี ชุดลำโพง Home Theater ก็กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับคนซีเรียสเรื่องคุณภาพเสียงนะครับ ซึ่ง Sound Bar ก็เป็นรูปแบบลำโพงยอดนิยมสำหรับทีวียุคนี้ เพราะติดตั้งง่ายและใช้พื้นที่น้อย วันนี้เว็บแบไต๋จึงขอรีวิวลำโพง Sony HT-MT500 ซาวด์บาร์ตระกูลใหม่ตัวท็อปของโซนี่ให้รู้กันไปว่าคุ้มค่ากับค่าตัวของมันไหม

การออกแบบ Sony HT-MT500

  • Subwoofer ไร้สาย วางตรงไหนของห้องก็ได้
  • มี Sofa Mode สำหรับปรับเสียงให้เหมาะกับการวาง Subwoofer ใต้โซฟา
  • ตะแกรงด้านหน้าลำโพงยึดด้วยแม่เหล็ก สามารถถอดตะแกรงออกได้ง่าย

ชุดลำโพงหลักของ Sony HT-MT500

Sony HT-MT500 เป็นลำโพงแบบ Compact Sound Bar ที่ตัวลำโพงหลักมีขนาดสั้นกว่าซาวด์บาร์ทั่วไปราวครึ่งหนึ่งเลย ทำให้กินพื้นที่หน้าทีวีน้อยลงไปอีก โดย Sony HT-MT500 จะประกอบด้วยลำโพง 2 ชุด ชุดแรกคือลำโพงหลักที่ใช้วางหน้าทีวี และอีกชุดหนึ่งคือลำโพง Subwoofer แบบไร้สายที่สามารถวางจุดใดในห้องก็ได้ แล้วลำโพงหลักจะส่งสัญญาณเสียงไร้สายไปหาเอง (ขอแค่มีปลั้กให้ Subwoofer เสียบก็พอ) ซึ่งสำหรับห้องที่มีพื้นที่จำกัด จะเอา Subwoofer ไปวางใต้โซฟาก็ได้ แค่เปลี่ยนโหมดเสียงเป็น Sofa Mode ก็จะได้เสียงที่เหมาะสมสำหรับการวางในลักษณะนี้แล้ว

ลักษณะการวาง Subwoofer ของ Sound Bar Sony HT-MT500 ใต้โซฟา

ดีไซน์ของ Sony HT-MT500 นั้นเรียบง่ายครับ ทั้งตัวลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์เป็นกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ทั้งคู่ ด้านบนของชุดลำโพงหลักจะพื้นผิวแบบหนัง ก็เสริมความหรูหราของลำโพงขึ้นอีกหน่อย และตัวตะแกรงด้านหน้าลำโพงนั้นยึดด้วยแม่เหล็ก ดึงออกได้ง่ายสำหรับคนที่ต้องการดีไซน์ที่เห็นดอกลำโพงชัดๆ หรือต้องการคุณภาพเสียงดีขั้นสุดแบบไม่ต้องการให้ตะแกรงมากั้นเสียงให้ดรอป โดยรวมแล้ว Sony HT-MT500 ก็เป็นลำโพงเรียบหรูที่ไม่ได้สร้างความเด่นสะดุดตาจนแย่งความสนใจจากหน้าจอทีวีไป

โฉมหน้าของลำโพง HT-MT500 จริงๆ ที่อยู่หลังตะแกรง

การเชื่อมต่อของ Sony HT-MT500

  • เชื่อมต่อกับทีวีผ่าน HDMI ARC จะให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด และควบคุมการทำงานผ่านทีวีได้
  • เชื่อมต่อ Bluetooth ได้ทั้งรับสัญญาณมาเล่นที่ลำโพง หรือส่งสัญญาณ Bluetooth จาก Sony HT-MT500 ไปยังลำโพงหรือหูฟังอื่นๆ
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับเครือข่ายได้

Sony HT-MT500 นั้นไม่ได้มีแค่ความสามารถเสียบสายกับทีวีแล้วจบแค่เป็น Home Theater นะครับ แต่มันยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลายมากจนเหมือนกล่องความบันเทิงประจำบ้านเลย

HT-MT500 ใช้เป็นตัวส่งสัญญาณ Bluetooth ไปหาหูฟังก็ได้

เริ่มต้นจากการเชื่อมต่อ Sony HT-MT500 เข้ากับระบบทีวีก่อน ซึ่งซาวด์บาร์ตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อ 3 วิธีคือ

  1. เสียบผ่านช่อง 3.5 mm สำหรับอุปกรณ์รุ่นเก่า
  2. เสียบผ่านสาย Optical เพื่อให้เสียงที่ดีขึ้น
  3. (วิธีแนะนำ) สำหรับคนที่ใช้ทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่มีช่อง HDMI ARC (Audio Return Channel) ให้เชื่อมต่อ Sony HT-MT500 เข้ากับช่องนี้ผ่านสาย HDMI ครับ จะได้สัญญาณเสียงดิจิทัลที่ดี แล้วยังสามารถสั่งงานซาวด์บาร์ผ่านทีวี เช่นการเพิ่มลดเสียงจากรีโมททีวีได้เลย แถมสามารถเปิดหน้าควบคุมซาวด์บาร์ในทีวี เพื่อสลับโหมดการใช้งานต่างๆ ได้ง่าย

ถ้า Sony HT-MT500 จะเชื่อมต่อได้แค่ทีวีก็จะเสียชื่อ Sound Bar ตัวท็อปไปนะครับ ตัวมันยังมีความสามารถเชื่อมต่ออีกหลากหลายคือ

เมื่อเชื่อมต่อ Sony Xperia เข้ากับลำโพง Sound Bar Sony HT-MT500 ก็จะให้รูปแบบเสียงเป็น LDAC ความละเอียดสูงได้

  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wifi (รองรับ Wifi 5 GHz ด้วย) และสาย LAN เพื่อใช้งานความสามารถที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตต่างๆ
  • เชื่อม Bluetooth กับอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้ Sony HT-MT500 กลายเป็นลำโพง Bluetooth ประจำบ้าน ฟังเพลงจากมือถือเพลินๆ ได้เลย พร้อมรองรับ NFC สามารถเอามือถือ Android ที่มี NFC ด้วยกันมาแตะใช้ได้ โดยรองรับ Codec เสียงทั้ง AAC ที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นใช้ และ LDAC ที่อุปกรณ์ Sony ใช้ เพื่อให้ได้เสียงระดับ Hires ที่ดีที่สุด
  • ส่งสัญญาณ Bluetooth ไปหาหูฟังได้ด้วย สำหรับคนที่ต้องการดูทีวี ดูหนัง แบบไม่อยากให้เสียงไปรบกวนคนอื่น ก็สามารถใช้หูฟังไร้สายมาเชื่อมต่อกับ Sony HT-MT500 ได้ แต่การใช้งานบางรูปแบบ เช่นเอาไปเล่นเกมจะมีปัญหาเสียงแลคไม่ตรงกับจังหวะในเกม
  • เชื่อมต่อลำโพงไร้สายตัวอื่นๆ ของ Sony เพื่อสร้างลำโพง Surround ด้านหลัง หรือใช้สตรีมเพลงไปยังห้องอื่นๆ
  • เสียบแฟลชไดร์ฟเพื่อเล่นเพลงโดยตรง (พอร์ต USB ซ่อนอยู่ข้างขวาของลำโพงหลัก) รองรับไฟล์สกุล mp3, mp4 (AAC, HE-AAC, ALAC), wma, wav, flac, ac3, dsf, dff, aiff, ogg, ape

ตำแหน่งพอร์ต USB ที่ต้องเปิดจากข้างลำโพงซาวด์บาร์ HT-MT500

(คลิกอ่าน) Codec เสียงของ Bluetooth ตัวชี้วัดคุณภาพเสียงไร้สาย!

เมื่อ Sony HT-MT500 ต่ออินเทอร์เน็ต ก็ทำอะไรได้อีกเพียบ

ปุ่มควบคุมด้านบนตัว Sony HT-MT500 ที่ใช้ควบคุมระดับเสียง เลือกช่องสัญญาณ เชื่อมต่อ Bluetooth รวมถึงใช้บริการจากอินเทอร์เน็ต

Sony HT-MT500 นั้นเป็นลำโพงสมัยใหม่ครับ สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อเปิดความสามารถได้อีกหลายอย่างคือ

  • รองรับ Chromecast Audio สามารถยิงเพลงจากบริการที่รองรับในมือถือเช่น Deezer, TuneIn Radio, Tidal, Spotify ไปเข้าลำโพง Sony HT-MT500 ได้โดยตรง ซึ่งให้คุณภาพเสียงดีกว่าเพราะลำโพงเป็นตัวรับไฟล์เสียงมาเล่นเอง แบบไม่ต้องผ่านมาที่สมาร์ทโฟนก่อน และหลังจากยิงเพลงไปแล้ว จะใช้มือถือคุยโทรศัพท์ เล่นเกม หรือแม้กระทั่งปิดเครื่องไปเลย เพลงก็จะยังเปิดต่อไปไม่สะดุด ซึ่งต่างการยิงด้วย Bluetooth ที่เสียงเพลงจะตัดทันทีเมื่อมีอะไรมาขัดจังหวะ
  • รองรับ Spotify Connect เมื่อ Sony HT-MT500 เชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้วจะเลือกซาวด์บาร์ตัวนี้จากในแอป Spotify ได้ทันที และเล่นเพลงได้ไม่มีสะดุดเหมือน Chromecast Audio (แต่ Spotify ยังไม่เปิดให้บริการในไทย เลยใช้ยากหน่อย)
  • เปิดไฟล์เพลงในเซิร์ฟเวอร์ DLNA ในบ้านก็ได้ (เช่นเราเตอร์บางตัวจะสามารถเสียบฮาร์ดดิสก์และสตรีมไฟล์ออกมาให้ตัวลำโพงเข้าไปเปิดได้เลย โดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์อื่นๆ อีก

คุณภาพเสียงของ Sony HT-MT500

  • เสียงเยี่ยม เหมาะทั้งใช้ดูหนัง ดูทีวี หรือจะเอาไปฟังเพลงก็ได้ทั้งนั้น
  • ใส่เทคโนโลยีปรับปรุงเสียงของ Sony มาเพียบ
  • ไม่รองรับบางมาตรฐานเช่น LPCM 5.1, Dolby TrueHD, DTS-HD

Sound Bar Sony HT-MT500 พร้อม Subwoofer ไร้สาย

เอาแหละ มาถึงเรื่องคุณภาพเสียง ประเด็นสำคัญที่หลายคนอยากรู้เมื่อจะซื้อลำโพงสักตัวมาใช้ ซึ่ง Sony HT-MT500 ไม่ทำให้ผิดหวังกับมูลค่าลำโพงราคา 2 หมื่นบาทครับ เสียงของซาวด์บาร์ตัวนี้โปร่ง กว้าง แต่หนักแน่นด้วยเบสจาก subwoofer ที่สามารถปรับระดับความแรงของเสียงเบสได้ด้วย แถมรายละเอียดของเสียงมาเต็ม จะใช้เป็นลำโพงสำหรับดูหนัง ดูทีวีก็เหมาะ เพราะให้มิติของเสียงได้ดี แยกทิศทางเสียงได้ชัดเจน จะใช้ฟังเพลงก็เพราะ ด้วยเสียงโปร่ง ใส และมีเบสลื่นหู

ถ้าเทียบกับลำโพง Harman / Kardon SoundStick II ที่ผู้เขียนใช้เป็นลำโพงทีวีก่อนหน้านี้ ก็ต้องบอกว่าความใส และความหนักแน่นของเบสไปในทิศทางเดียวกัน ฟังสบายเหมือนกัน แต่ที่ Sony HT-MT500 มาเหนือกว่าคือเรื่องมิติของเสียงครับ ที่แยกทิศเสียงออกจากกันง่ายกว่า เสียงมีมิติกว่า ส่วนลำโพงเดิมจะเหมือนเสียงมาเป็นก้อนๆ กองอยู่หน้าทีวี ไม่ได้แยกซ้าย/ขวาชัดเจนขนาดนี้

คลิปเปรียบเทียบลักษณะเสียงจากลำโพง 3 ตัว

ลองดูลักษณะของเสียงคร่าวๆ ได้จากวิดีโอ 3 ตัวนี้ครับ จะเห็นว่าเสียงลำโพงทีวีด้อยกว่าลำโพงจริงๆ มาก แต่ด้วยข้อจำกัดของอุปกรณ์บันทึก ผู้เขียนแนะนำว่าให้ไปลองฟังเสียงของ Sony HT-MT500 ที่ร้านดีกว่าครับ แจ่มกว่าในคลิปเยอะ

Sony HT-MT500 นั้นรองรับสัญญาณเสียงได้ 3 รูปแบบหลักคือ LPCM 2.1 สำหรับเสียงสเตอริโอทั่วไป, Dolby Digital สำหรับเสียง 5.1 ช่องสัญญาณที่ใช้กันทั่วไป และ DTS สำหรับเสียง 5.1 อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าถามว่าเสียง 5.1 ของซาวด์บาร์ตัวนี้สามารถแทนชุด Home Theater ลำโพง 6 ตัว (5.1 ช่องสัญญาณ) แท้ๆ ที่มี 2 ลำโพงด้านหลังได้เลยไหม ก็ต้องบอกว่ายังไม่ได้นะครับ คือ Sony HT-MT500 ให้มิติเสียงซ้าย-ขวาได้ดี แต่เสียงจากด้านหลังก็ยังสู้ลำโพงจริงๆ ไม่ได้นั้นแหละ ซึ่งอาจจะหาลำโพงไร้สายที่รองรับระบบของโซนี่มาใช้เป็นลำโพงด้านหลังได้ถ้าต้องการครับ

ส่วนรูปแบบเสียงที่ไม่สนับสนุนใน Sony HT-MT500 คือ LPCM 5.1 ch, LPCM 7.1 ch, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus และ DTS-HD ครับ ซึ่งก็เป็นรูปแบบเสียงที่ได้รับความนิยมน้อยลงมานั้นเอง

Sound Bar ตัวนี้อัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีด้านเสียงของโซนี่

ซาวด์บาร์ตัวนี้อัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีด้านเสียงของโซนี่ ตั้งแต่ DSEE HX ที่ปรับปรุงคุณภาพเสียงจากไฟล์ที่บีบอัดให้ใกล้เคียงกับไฟล์คุณภาพสูง, S-Force Pro Front Surround ช่วยทำให้เสียงมีมิติขึ้น, ClearAudio+ ที่เลือกรูปแบบเสียงให้เหมาะสมกับการใช้งานอัตโนมัติ (หรือจะเลือกเองก็ได้ มีรูปแบบ กีฬา, ภาพยนตร์, มาตรฐาน, สตูดิโอเกมดิจิตอล และเพลงให้เลือกใช้) นอกจากนี้ยังมีโหมดกลางคืนเพื่อช่วยให้เสียงเบาลงสำหรับใช้ตอนกลางคืน แต่ยังได้ยินรายละเอียดเสียงชัด, โหมด Voice up ที่เร่งเสียงพูดให้ชัดเจนขึ้น

การควบคุม Sony HT-MT500

  • ควบคุมทุกอย่างผ่านรีโมทของตัวลำโพง แต่สามารถควบคุมฟังก์ชั่นหลักๆ ผ่านรีโมททีวีได้ ถ้าต่อผ่าน HDMI ARC
  • ถ้าใช้กับทีวี BRAVIA ของ Sony ก็ควบคุมได้มากขึ้นผ่านทีวี
  • มีความสามารถ IR Repeater ช่วยแก้ปัญหาลำโพงบังช่องรับสัญญาณรีโมททีวี

เราสามารถควบคุมการทำงานของ Sony HT-MT500 ได้ทั้งหมดจากรีโมทของมันครับ แต่ถ้าเชื่อมต่อตัวซาวด์บาร์กับทีวีผ่านช่อง HDMI ARC จะสามารถควบคุมระดับเสียงผ่านรีโมทของทีวีได้ เมื่อปิดทีวีตัวลำโพงก็จะปิดตาม และถ้าเป็นทีวีโซนี่ด้วยกันเองที่มีระบบ BRAVIA Sync จะสามารถเข้าไปตั้งค่าเกือบทั้งหมดของ Sony HT-MT500 ได้จากทีวีเลย เช่นระดับเสียงเบส รูปแบบของ ClearAudio+ ทำให้แทบไม่ต้องใช้รีโมทของซาวด์บาร์เลยก็ได้

อีกฟังก์ชั่นที่ดีงามที่มีใน Sony HT-MT500 ตัวนี้คือ IR Repeater ครับ คือหลายคนจะมีปัญหาว่า Sound Bar มันไปบังช่องรับสัญญาณรีโมทของโทรทัศน์ ทำให้ต้องกดรีโมทสูงๆ เพื่อหลบ Sound Bar แต่ลำโพงรุ่นนี้จะมีช่องส่งสัญญาณอินฟาเรดอยู่หลังเครื่องด้วย เมื่อเปิดฟังก์ชั่น IR Repeater ตัวลำโพงก็จะรับสัญญาณจากรีโมททีวีให้เรา แล้วเอาไปปล่อยต่อหลังเครื่อง ทำให้ยังควบคุมทีวีได้อย่างไม่มีปัญหา แถมยังใช้กับทีวียี่ห้ออะไรก็ได้ด้วย

พอร์ตเชื่อมต่อด้านหลังของ Sony HT-MT500 จะเห็นว่ามีโดมกลมๆ อยู่ข้างพอร์ต HDMI ด้วย เพื่อส่งต่อสัญญาณรีโมท

เทียบกับรุ่นน้อง Sony HT-MT300

ลำโพงในกลุ่ม Compact Sound Bar นั้นโซนี่ออกมา 2 รุ่นนะครับ คือ HT-MT500 รุ่นท็อปราคา 21,990 บาทที่เรารีวิวกัน และ HT-MT300 รุ่นน้องราคา 9,990 บาท ซึ่งด้วยระดับราคาที่แตกต่างกันมากขนาดนี้ ก็ทำให้ความสามารถต่างกันเยอะครับ คือ

Sony HT-MT300 จะมีขนาดที่บางกว่ารุ่น MT500

  • HT-MT300 ไม่รองรับการเชื่อมต่อผ่าน HDMI ARC ต่อได้แต่สายอนาล็อกกับ Optical ทำให้ควบคุมลำโพงผ่านรีโมททีวีไม่ได้ แล้วก็ไม่มีหน้าเมนูให้ตั้งผ่านจอทีวี แถมไม่มีจอสถานะหน้าลำโพงด้วย
  • HT-MT300 คุณสมบัติยังไม่ถึงมาตรฐาน Hi-res Audio ส่วน MT500 ได้มาตรฐานนี้ (น่าจะเป็น Sound Bar รุ่นแรกในไทยที่รองรับ Hi-res Audio)
  • HT-MT300 ไม่รองรับระบบเสียง DTS รองรับแต่ LPCM และ Dolby Digital
  • HT-MT300 ไม่รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wifi ทำให้ใช้ Chromecast Audio, Spotify Connect และเปิดเพลงผ่านเซิร์ฟเวอร์ DLNA ไม่ได้
  • HT-MT300 ไม่มีฟังก์ชั่นปรับปรุงเสียง DSEE HX, ไม่รองรับ LDAC, ต่อลำโพงไร้สายอื่นๆ ไม่ได้
  • HT-MT300 มีกำลังขับ 100W ส่วน HT-MT500 มีกำลังขับ 155 Watt

แต่ความสามารถที่จำเป็นอย่าง Subwoofer ไร้สาย, ฟังเพลงผ่าน Bluetooth (พร้อม NFC) หรือเปิดเพลงจาก USB ก็ยังทำได้อยู่ครับ

สรุป Sony HT-MT500 ซาวด์บาร์ตัวเล็ก แต่ความสามารถไม่เล็ก

เมื่อต่อกับเครื่อง PlayStation 4 ลำโพง Sony HT-MT500 ก็สามารถเล่นเสียง DTS ได้เลย

เมื่อเทียบถ้าความคุ้มค่าของ Sony HT-MT500 ที่ตั้งราคาไว้ 21,990 บาท กับคุณภาพเสียงและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใส่มา ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะครับ กัดฟันหน่อยแต่ได้ลำโพงอเนกประสงค์ประจำบ้าน ทั้งดูหนัง ฟังเพลง ทำได้ดีหมด แถมยังใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย เอาซับวูฟเฟอร์ไปวางใต้โซฟาก็ได้

แต่ถ้างบน้อยหน่อย และบ้านมีพื้นที่อยู่บ้าง ก็อาจจะดูเป็น Sony HT-CT800 ลำโพงซาวด์บาร์ตัวยาวๆ ที่ความสามารถเยอะเหมือนกัน ราคาอยู่ประมาณ 15,000 บาท ขนหน้าแข้งอาจจะร่วงน้อยลงครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง Sony Sound Bar HT-MT500 ประกอบด้วยลำโพง 2 ชุด, อแดปเตอร์ไฟ, สาย HDMI 1 เส้น, รีโมท, แผ่นรองใต้ซับวูฟเฟอร์

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิวอย่างกระชับ! Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟพร้อมสำรองข้อมูล

Published

on

Sony HT-MT500 Sound Bar

฿ 21,990
Sony HT-MT500 Sound Bar
8.7

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

การเชื่อมต่อ

8.0/10

ความสามารถพิเศษเช่น Bluetooth

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

จุดเด่น

  • ให้เสียงได้ดีเยี่ยมทั้งการดูหนังและฟังเพลง แยกมิติเสียงได้ดี รองรับเสียงระดับ Hi-res Audio
  • ตัวเล็ก ติดตั้งง่าย เอาซัฟวูฟเฟอร์ไร้สายไปวางใต้โซฟาก็ได้
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในตัว พร้อมรองรับ Chromecast Audio, Spotify Connect และการเปิดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ในบ้าน
  • Bluetooth รองรับทั้งการนำสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์อื่นมาเปิด และส่งสัญญาณไปเปิดที่หูฟังหรือลำโพงอื่นๆ
  • มีฟังก์ชั่น IR Repeater แก้ปัญหาลำโพงบังช่องรีโมททีวีได้อยู่หมัด

จุดสังเกต

  • ราคาเมื่อเทียบกับความสามารถก็คุ้ม แต่ก็เป็นราคาที่ต้องคิดเยอะก่อนซื้อ
  • ไม่รองรับ aptX เมื่อใช้กับสมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับ LDAC และ AAC จะได้รูปแบบเสียงพื้นฐาน SBC ไปเลย
  • ไม่รองรับ LPCM 5.1 ch, LPCM 7.1 ch, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus, DTS-HD
  • ไม่แสดงภาษาไทยในหน้าเล่นเพลงจาก Sound Bar โดยตรง
  • ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าลำโพงจะติด (ก็เป็นเรื่องปกติของลำโพง Home Theater นะ ถ้าชินลำโพงปกติมาจะแปลกใจนิดหนึ่ง)

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม iXpand ของ Sandisk นั้นมีคอนเซปต์เฉพาะตัวอยู่คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื่อมต่อข้อมูลกับอุปกรณ์ iOS นะครับ ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็มีหลายตัวทั้งแฟลชไดร์ฟสำหรับ iOS เคสเพิ่มหน่วยความจำของ iOS และตัวที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้คือ Sandisk iXpand Base แท่นชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์ iOS ที่สามารถสำรองข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอพร้อมรายชื่อติดต่อมาเก็บไว้ใน SD Card ได้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base

หน้าตาของ Sandisk iXpand Base เหมือนแท่นชาร์จไร้สายของสมาร์ทโฟนครับ ต่างกันที่มันชาร์จ iPhone ไร้สายไม่ได้ ฮาา (ถ้าชาร์จไร้สายได้ แล้วเราจะแบ็กอัปข้อมูลยังไงเล่า มันก็ต้องเสียบสายข้อมูลอยู่ดี) ผิวด้านบนจะเป็นยางพร้อมลวดลายกันลื่น ซึ่งลองใช้แล้วก็ยึดติดกับเครื่องดีครับ วาง iPhone บนนี้ก็ไม่ได้ไหลตกลงไปง่ายๆ ตัวฐานมีน้ำหนัก 189 กรัม ก็ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป วัสดุที่สร้างก็เป็นโลหะดูดี แข็งแรงทนทานครับ

หัวชาร์จไฟกำลัง 5V 3A แต่เครื่องที่รีวิวเป็นหัวต่างประเทศนะ ของที่ขายในไทยจะเป็นปลั้กไทย

ในชุด iXpand Base นั้นมาพร้อมหัวจ่ายไฟแบบ MicroUSB (เสียบเข้าที่แท่น) จ่ายไฟได้ 5V 3A ก็ไม่ต้องถามหาการชาร์จเร็วกับ iPhone ครับ มันรับไฟได้ราวๆ 5V 1.5A เท่านั้นเอง นี่ให้หัวชาร์จ 3A มา กำลังเหลือๆ จนชาร์จ iPad ก็ได้

iXpand Base นั้นไม่มีหน่วยความจำในตัว แต่บันทึกข้อมูลลงใน SD Card ก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดความจุได้ หรือเปลี่ยนการ์ดเวลาข้อมูลเต็มได้ สามารถดึงการ์ดออกไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ ดูรูปที่แบ็กอัปก็ได้ (แต่ถ้าคิดในเชิงความปลอดภัย ใครก็ดึงการ์ดออกไปดูดข้อมูลของเราได้นะ)

เสียบสายแล้วพันๆ รอบ iXpand Base แบบนี้

จุดที่ขัดใจที่สุดคือในชุด iXpand Base นั้นไม่แถมสาย Lighting สำหรับเชื่อมต่อกับ iPhone มาครับ ผู้ใช้ต้องใช้สายตัวเองมาเสียบกับ USB ที่แท่น ซึ่งถ้าสายยาวไปก็สามารถเอามาพันขดๆ รอบแท่นแล้วเสียบ iPhone ได้ ก็กลายเป็นภาระผู้ใช้ต้องถอดสาย Lighting เข้าๆ ออกๆ แทนที่ iXpand Base จะแถมสายสั้นๆ มาให้ชุดหนึ่ง เราจะได้เสียบทิ้งไว้กับแท่นไปเลย (ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ นะเจ้า Base เนี่ย)

การใช้งาน Sandisk iXpand Base

ชาร์จไฟพร้อมโหลดรูปจากเครื่องมาแบ็กอัป

การทำงานของ iXpand Base จะทำงานร่วมกับแอป iXpand Base ใน iPhone ครับ ถ้าไม่มีแอปนี้ แท่นมหัศจรรย์ของเราก็จะชาร์จไฟได้อย่างเดียว ซึ่งก็ใช้งานง่ายมาก เปิดแอป กดยอมรับ Permission ต่างๆ ให้เรียบร้อย แล้วเสียบแท่นมันก็จะดูดรูปภาพและวิดีโอทั้งหมดที่เราถ่ายไว้ใน Camera Roll แล้วก็รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดมาเก็บไว้ใน SD Card แล้วการใช้งานครั้งต่อๆ ไปมันก็จะดึงข้อมูลมาบันทึกอัตโนมัติแล้ว

การดึงข้อมูลมาเก็บในการ์ดของ iXpand Base ถือว่าเร็วมากครับ เพราะข้อมูลผ่านสายมาเก็บไว้ในแท่นเลย ไม่ต้องผ่านเครือข่ายที่ไหน ในเวลาไม่นานมันก็ดูดรูปจนหมดเครื่องแล้ว เร็วกว่าแบ็กอัปขึ้น Google Photo เยอะ แถมไม่ต้องเปิดหน้าแอปค้างไว้มันก็ดูดรูปได้ และรูปที่อยู่ใน iCloud ไม่ได้มีรูปเต็มเก็บอยู่ในเครื่องมันก็ดูดมาให้นะครับ โดยสั่งให้ iOS โหลดรูปเต็มจาก iCloud ลงมาก่อน แล้วค่อยดึงเข้าฐาน ก็จะ backup ได้ช้าลงหน่อยตามความเร็วของอินเทอร์เน็ตบ้านครับ

บันทึกรายชื่อติดต่อจาก iPhone ได้

นอกจากรูปแล้วแท่นตัวนี้ก็สามารถเก็บ contact รายชื่อผู้ติดต่อให้ได้ด้วย (แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าผู้ใช้เก็บรายชื่ออยู่ในบัญชี Gmail หรือ iCloud อยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่สำคัญเท่าไหร่) และข้อมูลทั้งรูปและรายชื่อติดต่อก็สามารถสั่ง Restore กลับเข้า iPhone ผ่านแอปได้ง่ายๆ ครับ

ซึ่งข้อมูลที่แบ็กอัปใน iXpand Base จะแยกตาม iPhone แต่ละเครื่องด้วย รูปที่เก็บไว้จึงไม่ไปปนกันครับ เมื่อ backup ข้อมูลแล้วก็สามารถสั่งผ่านแอปเพื่อลบภาพที่เก็บลงการ์ดเรียบร้อยออกจากเครื่องได้เลย ก็จะได้พื้นที่กลับมา

การตั้งค่าต่างๆ ของ iXpand Base

และที่ต้องเน้นย้ำคือ iXpand Base มันบันทึกแค่รูป วิดีโอใน Camera Roll และรายชื่อติดต่อนะครับ ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลอื่นๆ พวกแชทในไลน์ รูปที่ตกแต่งอยู่ในแอปอื่นๆ หรือล็อกอินเข้าแอปที่เป็นความลับต่างๆ ไม่เหมือนกับ iCloud Backup หรือ iTunes Backup ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างของเครื่อง มันจึงไม่สามารถแทนการแบ็กอัปหลักของแอปเปิ้ลได้ครับ

ราคาของ Sandisk iXpand Base

iXpand Base มีหลายความจุให้เลือกใช้นะครับคือ

  • ความจุ 32GB ราคา 1,990 บาท
  • ความจุ 64GB ราคา 2,990 บาท
  • ความจุ 128GB ราคา 4,290 บาท
  • ความจุ 256GB ราคา 6,990 บาท

แต่อย่างที่บอกไปครับ ความจุของ iXpand มันก็คือความจุของการ์ด SD ที่แถมให้ ถ้าเราซื้อ iXpand Base ความจุต่ำสุด 32 GB ราคา 1,990 บาท แล้วซื้อการ์ด SD 128 GB ราคา 1,800 บาทมาใส่แทน (คิดว่าใส่ได้นะ มันไม่น่าจะล็อกเฟิร์มแวร์อะไรเอาไว้) ราคาก็จะตกอยู่ที่ 3,800 ก็ประหยัดไปได้ 500 บาทนะครับ แถมได้ SD Card มาใช้เพิ่มอีกใบหนึ่ง

สรุป Sandisk iXpand Base ก็เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจโดยเฉพาะคนที่ถ่ายรูปด้วย iPhone เยอะๆ แล้วอยากที่แท่นชาร์จ iPhone ที่ดูดีมีความสามารถครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Sony HT-MT500 Sound Bar

฿ 21,990
Sony HT-MT500 Sound Bar
8.7

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

การเชื่อมต่อ

8.0/10

ความสามารถพิเศษเช่น Bluetooth

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

จุดเด่น

  • ให้เสียงได้ดีเยี่ยมทั้งการดูหนังและฟังเพลง แยกมิติเสียงได้ดี รองรับเสียงระดับ Hi-res Audio
  • ตัวเล็ก ติดตั้งง่าย เอาซัฟวูฟเฟอร์ไร้สายไปวางใต้โซฟาก็ได้
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในตัว พร้อมรองรับ Chromecast Audio, Spotify Connect และการเปิดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ในบ้าน
  • Bluetooth รองรับทั้งการนำสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์อื่นมาเปิด และส่งสัญญาณไปเปิดที่หูฟังหรือลำโพงอื่นๆ
  • มีฟังก์ชั่น IR Repeater แก้ปัญหาลำโพงบังช่องรีโมททีวีได้อยู่หมัด

จุดสังเกต

  • ราคาเมื่อเทียบกับความสามารถก็คุ้ม แต่ก็เป็นราคาที่ต้องคิดเยอะก่อนซื้อ
  • ไม่รองรับ aptX เมื่อใช้กับสมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับ LDAC และ AAC จะได้รูปแบบเสียงพื้นฐาน SBC ไปเลย
  • ไม่รองรับ LPCM 5.1 ch, LPCM 7.1 ch, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus, DTS-HD
  • ไม่แสดงภาษาไทยในหน้าเล่นเพลงจาก Sound Bar โดยตรง
  • ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าลำโพงจะติด (ก็เป็นเรื่องปกติของลำโพง Home Theater นะ ถ้าชินลำโพงปกติมาจะแปลกใจนิดหนึ่ง)

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

#แบไต๋เครื่องต่อไป #4 ทีวีอะไรบางเป็นกระดาษ! LG Signature OLED TV 65W7T

เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

Published

on

Sony HT-MT500 Sound Bar

฿ 21,990
Sony HT-MT500 Sound Bar
8.7

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

การเชื่อมต่อ

8.0/10

ความสามารถพิเศษเช่น Bluetooth

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

จุดเด่น

  • ให้เสียงได้ดีเยี่ยมทั้งการดูหนังและฟังเพลง แยกมิติเสียงได้ดี รองรับเสียงระดับ Hi-res Audio
  • ตัวเล็ก ติดตั้งง่าย เอาซัฟวูฟเฟอร์ไร้สายไปวางใต้โซฟาก็ได้
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในตัว พร้อมรองรับ Chromecast Audio, Spotify Connect และการเปิดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ในบ้าน
  • Bluetooth รองรับทั้งการนำสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์อื่นมาเปิด และส่งสัญญาณไปเปิดที่หูฟังหรือลำโพงอื่นๆ
  • มีฟังก์ชั่น IR Repeater แก้ปัญหาลำโพงบังช่องรีโมททีวีได้อยู่หมัด

จุดสังเกต

  • ราคาเมื่อเทียบกับความสามารถก็คุ้ม แต่ก็เป็นราคาที่ต้องคิดเยอะก่อนซื้อ
  • ไม่รองรับ aptX เมื่อใช้กับสมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับ LDAC และ AAC จะได้รูปแบบเสียงพื้นฐาน SBC ไปเลย
  • ไม่รองรับ LPCM 5.1 ch, LPCM 7.1 ch, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus, DTS-HD
  • ไม่แสดงภาษาไทยในหน้าเล่นเพลงจาก Sound Bar โดยตรง
  • ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าลำโพงจะติด (ก็เป็นเรื่องปกติของลำโพง Home Theater นะ ถ้าชินลำโพงปกติมาจะแปลกใจนิดหนึ่ง)

ปีนี้ผมก็รีวิวทีวีมาเยอะหลายรุ่นมาก แต่ไม่มีทีวีรุ่นไหนที่ดีไซน์ฉีกกฎจนตาค้างเท่ารุ่นนี้ เอ้ามาดู LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้ว ทีวีที่บางเป็นกระดาษ ติดกำแพงแล้วนึกว่าเป็นกรอบรูปหรือหน้าต่างกัน!!

LG SIGNATURE OLED TV 65W7T จะติดตั้งให้กดว้าวได้รัวๆ ต้องติดแปะลงไปบนกำแพงเลยนะครับตามคอนเซปต์ Picture on Wall จอที่บางแค่ 2.57 มม. ถึงจะดูเลิศเลอที่สุด ตอนนี้ทีวีก็เปิดแอป OLED Gallery อยู่ อารมณ์เหมือนเจาะหน้าต่างบ้านเจอทะเลตรงนี้จริงๆ

ตอนช่างจาก LG มาติดตั้งให้ที่บ้าน ผมนี่อยากอุทิศกำแพงบ้านให้ช่างมาแปะทีวีสวยๆ บนผนัง จะได้ไม่ต้องขนกลับไป แต่ LG ก็มีขาตั้งมาสำหรับโชว์จอพร้อม ผมนี่ตบเข่าฉาดเลยว่ารีวิวเสร็จก็ต้องส่งคืนสินะ T T

จอ OLED ตัวนี้บางแค่ไหน ลองถามใจเธอดู ทีมงานครับ ช่วยทำเรื่องที่พี่เสียวเงินในกระเป๋าพี่มาก ที่ผู้ใช้ตามบ้านเค้าไม่ทำกัน ยกจอออกจากผนังโชว์ความบางให้ดูหน่อย จอ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ตัวนี้จะมีแผ่นเหล็กเพื่อยึดจอด้วยแม่เหล็กจากด้านหลังนะครับ และด้านบนก็จะมีหมุดเตี้ยๆ เพื่อเกี่ยวจอไว้ไม่ให้ตก

จอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม.

นี่ไงครับจอ OLED ที่บางแค่ 2.57 มม. บางจนโค้งได้และยังเปิดทำงานได้ด้วย แล้วทำไมมันบางได้ขนาดนี้ ก็เพราะส่วนหน้าจอก็มีแต่จออย่างเดียวเลยไงครับ ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างลำโพง พอร์ตเชื่อมต่ออื่นๆ จะวิ่งผ่านสายแพเส้นนี้ไปทำงานที่กล่อง Soundbar ตัวนี้ครับ (พอเถอะ พี่เสียว ยกจอกลับไปติดที่กำแพงเหมือนเดิมนะ)

เห็นจอ 65 นิ้วบางขนาดนี้ อย่าคิดนะครับว่ามีข้อจำกัดด้านการแสดงภาพ สเปกทุกอย่างของจอจัดเต็มสมกับเป็นทีวีตัวท็อป

แน่นอนแหละเป็นจอชนิด OLED ก็ต้องให้ภาพจัดจ้านสดใส ให้ contrast สูงสุด สีดำก็ลงลึกเพราะเป็นการปิดพิกเซลสีไปเลย แต่จอของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T นั้นเป็นจอ OLED ที่ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม ลดแสงสะท้อนสีอมม่วงที่เคยมีใน OLED TV รุ่นก่อนๆ ตัวจอก็สว่างขึ้นทำให้แสดงผลภาพ HDR ได้ดีขึ้น พร้อมจูนการไล่เฉดในโทนมืดให้ดีขึ้น สีเข้มไม่จมหายไปเร็วเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ในส่วนของการรองรับ HDR ก็รองรับทั้งมาตรฐาน HDR10 ยอดนิยม มาตรฐาน HLG สำหรับการออกอากาศและมาตรฐานตัวท็อปอย่าง Dolby Vision พร้อมโหมดปรับภาพระดับโปร อย่างโหมดภาพจาก ISF (Imaging Science Foundation) หรือ technicolor เพื่อถ่ายทอดสีสันให้ได้อย่างที่ผู้กำกับหนังต้องการ

ที่นี้มาดูกล่อง Soundbar All in One หัวใจของทีวีกันบ้าง เห็นครั้งแรกก็คิดเลยว่ามันมีขนาดใหญ่กว่า soundbar ทั่วไปพอสมควรเลยนะ เพราะทุกอย่างของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T รวมอยู่ในกล่องนี้ อย่างพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI 4 ช่อง, USB 3 ช่อง ช่องต่อสาย LAN และพอร์ตอื่นๆ ก็เสียบที่นี่ครับ

ลำโพงใน Sound bar ชุดนี้ก็ไม่ธรรมดานะครับ ผมลองปิดทีวีให้ดู… แล้วเปิดทีวีอีกที เห็นไหมครับลำโพงคู่บนที่เรียกว่า Moving Speaker จะยื่นออกมาเมื่อเปิดเครื่อง และหดเก็บไปเมื่อปิดเครื่อง ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ทุกครั้งที่เปิดปิดเครื่อง ลำโพงที่เลื่อนออกมาด้านบนก็เพื่อให้เสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos ได้ดีขึ้นครับ ให้เสียงกระทบบนเพดานและตกกลับลงมาเหมือนเสียงมาจากเหนือหัวเราได้ ก็ยิ่งเพิ่มความสมจริงในการรับฟังมากขึ้น

โดยรวมคือ Sound bar กำลังขับ 60 วัตต์ของ LG SIGNATURE OLED TV 65W7T คือให้เสียงดีกว่าทีวีทั่วไปมาก รุ่น W7T นี้เสียงจึงอยู่ในลำดับต้นๆ ของทีวีที่มาพร้อม Sound bar เลย แต่ก็ยังไม่แยกมิติเสียงได้ชัดเจนเท่า Sound bar แท้ๆ ตัวท็อปนะ

สุดท้ายในส่วนของระบบปฏิบัติการก็ใช้ WebOS 3.5 รุ่นล่าสุด ก็สั่งงานได้ง่ายด้วย Magic Remote พร้อมแอปที่ใช้บ่อยๆ มากมายอย่าง Netflix, youtube, Google Play Movie ที่สำคัญคือค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยได้ด้วย หาคลิป Youtube ภาษาไทยได้ง่ายๆ เลย

มาถึงข้อสังเกตกันบ้าง

อย่างแรกคือตัวสายแพสายนี้จะค่อนข้างหนา ก็เข้าใจแหละว่าเพื่อให้สัญญาณภาพและเสียงไม่ได้ถูกลดทอนลงจากการแยกหน้าจอและตัวเครื่อง AIO ออกจากกัน ถ้าจะติดตั้ง LG SIGNATURE OLED TV 65W7T ให้เรียบเนียนสวย ก็ต้องหาวิธีซ่อนสายแพเข้าผนังไป ซึ่งเมื่อรวมกับการตั้งเจาะผนังเพื่อติดตัวยึดทีวีแล้ว ก็ถือว่าเป็นทีวีที่ติดตั้งยากเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องกังวลเพราะรุ่นนี้ช่างจากแอลจีเข้าไปติดตั้งให้อยู่แล้วครับ) และหากใครอยากดูแอปอย่าง AIS Play, iflix ก็ต้องซื้อ Chrome cast มาติดตั้งเพิ่มกับทีวีครับ

ราคา 299,990 บาท

ปิดท้ายที่ราคา หลังจากโชว์เสียวจะเสียเงินในกระเป๋าตังส์กันมามาก LG SIGNATURE OLED TV W7T ขนาด 65 นิ้วตัวนี้ มีราคา 299,990 บาท ราคาสมศักดิ์ศรีดีไซน์และความเป็นตัวท็อปของทีวีแห่งยุคมาก ซึ่ง LG รับประกันฟรีให้ 3 ปี และถ้าซื้อทีวีรุ่น W7T ภายในปี 2017 จะได้รับ LG OLED TV C7T ขนาด 55 นิ้วมูลค่า 99,990 บาทแถมไปอีก 1 ตัว! เรียกได้ว่า ซื้อ OLED TV 1 เครื่อง แถม OLED TV อีก 1 เครื่องไปเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!