Connect with us

Gadget Review

รีวิว Jimu Astrobot เปลี่ยนการเรียนรู้ให้สนุกทุกเพศทุกวัย

เมื่อวิทยาการต่างๆ กลายเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนโลก การศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องให้ความสำคัญกับศาสตร์ที่สามารถนำไปประยุกต์เพื่อสร้างวิทยาการใหม่ๆ ซึ่งเราเรียกศาสตร์ในกลุ่มนี้ว่า STEM ครับ และหุ่นยนต์ Jimu Astrobot ที่เราจะรีวิวในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในของเล่นที่เสริมการเรียนรู้ STEM ได้ง่ายและสนุกครับ

Jimu Astrobot

8.4

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพแอป

9.0/10

ความยืดหยุ่นในการเล่น

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ STEM ได้จริงๆ ทั้งหัดทำจริง เขียนโปรแกรมจริง และเห็นผลลัพธ์ของการเล่นทันที
  • ประกอบหุ่นง่ายด้วยวิธีประกอบแบบ 3 มิติผ่านแอป ชิ้นส่วนต่างๆ ก็มีสัญลักษณ์ชัดเจนเพื่อระบุ
  • ตัวแอปมีการควบคุมหลากหลาย ทั้งเล่นแบบ Remote Control เหมือนรถบังคับ ไปจนเขียนโค้ดเพื่อเล่น
  • แอปมีทั้งโหมดเนื้อเรื่อง ถ่ายวิดีโอแชร์ภาพหุ่น สร้างโมเดลหุ่นแชร์ Comunity ของ Jimu ก็ได้
  • ชุด Jimu Astrobot สามารถประกอบหุ่นได้ 3 แบบ และสามารถสร้างสรรค์แบบใหม่จากอุปกรณ์ที่มีให้ก็ได้

จุดสังเกต

  • ชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดจากตัวหุ่นได้ง่ายมาก เวลาเล่นต้องระหว่างชิ้นส่วนหาย
  • ต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในการเล่นเสมอ (เชื่อมต่อกับหุ่นด้วย Bluetooth) ถ้าไม่มีมือถือก็ควบคุมไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนการประกอบให้ดูด้วย
  • ตัวแอปไม่มีภาษาไทย ถือว่าได้ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานไปด้วยแล้วกัน

เมื่อวิทยาการต่างๆ กลายเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนโลก การศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องให้ความสำคัญกับศาสตร์ที่สามารถนำไปประยุกต์เพื่อสร้างวิทยาการใหม่ๆ ซึ่งเราเรียกศาสตร์ในกลุ่มนี้ว่า STEM ครับ และหุ่นยนต์ Jimu Astrobot ที่เราจะรีวิวในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในของเล่นที่เสริมการเรียนรู้ STEM ได้ง่ายและสนุกครับ

คลิกเพื่อรู้จัก STEM Education

STEM Education นั้นเป็นคำย่อของ 4 ศาสตร์หลักที่นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในโลกวิทยาการคือ

  • Science – วิทยาศาสตร์
  • Technology – เทคโนโลยี
  • Engineering  – วิศวกรรมศาสตร์
  • Mathematics – คณิตศาสตร์

โดยการเรียนรู้นั้นจะไม่เน้นการท่องจำครับ แต่เน้นความเข้าใจจากการได้ทำจริง เพื่อเชื่อมโยงความสำคัญของศาสตร์ทั้ง 4 และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ดีขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น

Jimu Robot ให้อะไรผู้เล่นบ้าง

จุดขายหลักของชุดหุ่น Jimu จาก UBTECH คือการแทรกการเรียนรู้แบบ STEM เข้าไปในขั้นตอนการสร้างและเล่นกับหุ่นครับ

  • ฝึกลำดับวิธีคิด แม้ชิ้นส่วนของหุ่น Jimu จะมีเยอะ แต่เราสามารถเริ่มเล่นหุ่น Jimu แบบไม่ถูกทิ้งไว้กลางทาง ก็ทำตามขั้นตอนประกอบตามแอปที่แสดงให้เห็นแบบ 3 มิติได้เลย ถ้าเด็กๆ งงก็เรียกพ่อเรียกแม่มาช่วยประกอบได้ (แต่ส่วนใหญ่เด็กจะไม่งง พ่อแม่จะเป็นฝ่ายงงมากกว่า)
  • ฝึกความเชื่อมโยง เมื่อผู้เล่นเป็นคนประกอบหุ่นขึ้นมาเอง ก็จะเข้าใจพื้นฐานการทำงานของหุ่น อย่างชิ้นส่วนนี้เคลื่อนที่ได้เพราะมอเตอร์ Servo ชุดนี้ทำงาน, ชิ้นส่วนนี้เกิดปัญหา เพราะไปขัดการทำงานของอีกชิ้นส่วนหนึ่ง จนเกิดความคิดเชื่อมโยงระหว่างกัน
  • ฝึกพื้นฐานการเขียนโปรแกรม เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเขียนโปรแกรม ไม่ใช่การเขียนเป็นภาษาอะไร แต่เป็นคิดยังไงให้คอมพิวเตอร์นำไปใช้งานได้ การเขียนโปรแกรมสั่งงานหุ่น Jimu จึงไม่ต้องท่องจำโค้ดและรูปแบบการเขียน แต่เป็นการต่อ Flow chart การทำงานเพื่อสั่งหุ่นยนต์
  • สร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ เมื่อประกอบหุ่น Jimu และเขียนโปรแกรมสั่งงานจนเชี่ยวชาญแล้ว ก็นำความรู้ที่ได้ทั้งหมดมาผสมกับจินตนาการ (และอาจซื้อชิ้นส่วนเพิ่มบ้าง) เพื่อประกอบเป็นหุ่นรูปร่างใหม่ๆ ของตัวเอง เขียนโปรแกรมชุดใหม่ เพื่อให้หุ่นเดินหรือเล่นตามที่คิดไว้

หุ่นตระกูล Jimu นั้นมีหลายชุดมากครับ เช่นชุด KarBot ก็จะประกอบเป็นรถได้ 3 รูปแบบ หรือชุด BuzzBot & MuttBot จะสามารถต่อเป็นหุ่นยนต์ตัวน้อยกับน้องหมาสุดน่ารักได้ หรือชุดใหญ่อย่าง Jimu Inventor Kit ก็ต่อเป็นหุ่นยนต์รูปสัตว์ที่มีความซับซ้อนได้ 6 แบบ

ซึ่งจริงๆ แล้วพื้นฐานของหุ่นตระกูล Jimu นั้นเหมือนกัน เราจึงสามารถใช้อุปกรณ์ข้ามชุดกันได้ การจัดชุดต่างๆ ของ Jimu ก็คือการเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการประกอบเป็นหุ่นพื้นฐานที่กำหนดมาให้ เช่นชุดใหญ่ Jimu Inventor Kit จะเตรียมอุปกรณ์มาให้มากที่สุด มีมอเตอร์ Servo 16 ตัว ชิ้นส่วนสำหรับประกอบร่าง 675 ชิ้น สมองกล 1 ชุด ส่วนชุด Jimu Astrobot ที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้ก็จะมีความซับซ้อนน้อยกว่า คือมีมอเตอร์ Servo 5 ตัว สมองกล 1 ชุด ชิ้นส่วนประกอบร่าง 397 ชิ้น อย่างชิ้นส่วนล้อตีนตะขาบ มือจับ และชิ้นส่วนอื่นๆ ให้ประกอบเป็นหุ่นยนต์สำรวจอวกาศได้

Jimu Astrobot หุ่นชุดสำรวจอวกาศ

หุ่น Rover

หุ่น Astron

หุ่นชุด Astrobot ที่เรารีวิวในครั้งนี้สามารถประกอบเป็นหุ่นได้ 3 รูปแบบหลักๆ คือ

  • Astrobot หุ่นล้อตีนตะขาบสำรวจดาว ซึ่งเป็นหุ่นที่มีความซับซ้อนที่สุดในชุดนี้
  • Rover รถ 4 ล้อสำรวจดาว สามารถหันจานเสาอากาศซ้าย-ขวาได้
  • Astron หุ่นยนต์เดิน 2 ขา แต่มีความซับซ้อนที่ขาสามารถบิดไปบิดมาได้

เซนเซอร์ IR ที่ประกอบอยู่ด้านหน้าหุ่น Astrobot

ล้อตีนตะขาบของหุ่น Jimu Astrobot

หุ่นที่เราทดลองประกอบให้ดูคือ Astrobot หรือหุ่นล้อตีนตะขาบสำรวจดาวจากชุด Astrobot นะครับ ซึ่งการประกอบเป็นหุ่นตัวนี้ใช้มอเตอร์ Servo ครบ 5 ตำแหน่งคือ แขน 2 ข้างใช้มอเตอร์ 2 ตัวเพื่อขยับทั้งแขน ที่เอวใช้มอเตอร์อีกตัวหนึ่งเพื่อขยับตัวขึ้นบนลงล่าง และที่ล้อตีนตะขาบมอเตอร์อีกข้างละตัวเพื่อให้ควบคุมการวิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้

ที่น่าสนใจคือด้านหน้าหุ่น เราประกอบให้มีเซนเซอร์วัดระยะติดเข้าไปด้วย สร้างความยืดหยุ่นในการเขียนโปรแกรมได้หลากหลาย และจุดเด่นของชุด Jimu Astrobot คือมีดวงตา 2 ดวงมาให้ในชุด ที่สามารถสั่งงานให้ไฟ LED ในตาเปล่งแสงต่างๆ ได้ ซึ่งไม่มีในชุดหุ่น Jimu รุ่นอื่นๆ และยังมีลำโพง Bluetooth เพื่อส่งเสียงด้วย

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจหุ่น Astrobot ในรูปมีแสงสีเหลืองๆ ที่ตาด้วยนะ

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ซึ่งการประกอบนั้นทำตามได้ไม่ยาก เริ่มต้นจากเลือกแบบหุ่นที่ต้องการประกอบในแอป Jimu ก่อน แล้วทำตามขั้นตอนที่แสดงให้เห็นชัดเจนด้วยโมเดล 3 มิติ ซึ่งผู้เล่นสามารถหมุนโมเดลดูในมุมต่างๆ ให้เข้าใจได้ว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นนั้นต่อเชื่อมกันยังไง

นอกจากนี้สำหรับใครที่อยากเล่นแบบเป็นขั้นเป็นตอนจริงๆ (อารมณ์เหมือนเรียนทีละบท เริ่มจากบทที่ง่ายก่อน) Jimu ยังมีการนำเสนอในโหมดเนื้อเรื่องหรือ Story ที่เล่าเรื่องราวของหุ่นสำรวจอวกาศต่างๆ (มีชื่อเรื่องด้วยนะ ชื่อว่า “Interstellar Adventure”) ผ่านการประกอบหุ่น ฝึกการเขียนโปรแกรมประกอบเรื่องราวต่างๆ อีกด้วย!

ขั้นตอนการประกอบหุ่น โชว์อย่างละเอียดแบบ 3 มิติภายในแอป

เรียนรู้ผ่านเรื่องราวของหุ่นสำรวจอวกาศ!

เมื่อประกอบหุ่นเสร็จแล้ว ได้เวลาเล่น!

เมื่อประกอบหุ่นเสร็จแล้ว ก็ต้องอยากให้มันเคลื่อนที่ให้ชื่นใจจริงไหมครับ ซึ่ง Jimu ก็มีวิธีควบคุมหลายแบบคือ

ฉันสั่งงานนายอยู่นะ Jimu Astrobot

  1. กดปุ่ม Controls เพื่อให้หุ่นเดินซ้ายขวาหน้าหลัง หรือออกแอคชั่นต่างๆ เหมือนบังคับรถวิทยุอยู่ ซึ่งหน้าควบคุมนี้สามารถปรับแต่ง ลากเอาแป้นควบคุมต่างๆ มาใส่จอเพิ่มได้ แล้วไปเอาผูกการเคลื่อนไหวกับมอเตอร์ชุดต่างๆ เพื่อสั่งงานได้ด้วย
  2. กดปุ่ม Action เพื่อเลือกท่าทางต่างๆ ที่ผู้สร้างกำหนดไว้ เช่นสั่งให้หุ่นเต้น ปรบมือ ที่เจ๋งคือเราสามารถสร้างแอคชั่นใหม่ได้จากฟังก์ชั่น PRP (Pose, Record, Playback) ที่ใช้มือปรับท่าหุ่น แล้วให้แอปจำตำแหน่งของมอเตอร์ไว้ พอเสร็จแล้วตั้งชื่อท่า และกดเล่นท่าทางที่บันทึกไว้ได้เลย
  3. เขียนโปรแกรมแบบ flowchart ควบคุมหุ่นไปเล้ย

การสร้างแอคชั่นใหม่ สามารถกดบันทึกการเคลื่อนไหวของมอเตอร์ Servo ได้เลย

มาเจาะลึกความสามารถ PRP (Pose, Record, Playback) กันอีกสักนิดครับ คือเมื่อกดปุ่ม Actions เราจะเห็นปุ่ม New Action เพื่อกำหนดการเคลื่อนที่ของมอเตอร์ Servo ซึ่งในหน้านี้เราสามารถลากไอคอนมอเตอร์เบอร์ต่างๆ และกำหนดองศาการหมุนและระยะเวลาการหมุนได้

นอกจากนี้ยังสามารถกดปุ่ม O เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ่นได้ ซึ่งจะเป็นการบันทึกทีละขั้นนะครับ เช่นจะบันทึกให้หุ่นปรบมือ ก็ต้องบันทึกท่าทาง 2 ครั้งคือจังหวะอ้าแขนกับหุบแขน หรือถ้าต้องการบันทึกให้หุ่นเดินก็ต้องบันทึกท่าทาง 4 ครั้งคือยกขาซ้ายขึ้น ยกขาซ้ายลง ยกขาขวาขึ้น ยกขาขวาลงเป็นต้น ก็ต้องสั่งงานในเชิงคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดมากกว่าการสั่งงานในชีวิตประจำวันครับ (ฝึกไว้ เป็นหนึ่งในรากฐานการเขียนโปรแกรมเหมือนกัน)

เขียนโปรแกรมปลดล็อกจินตนาการหุ่น Jimu

การเขียนโปรแกรมในแบบ flowchart ของหุ่น Jimu

อยากเห็นโค้ดโปรแกรมแบบภาษาต่างดาวใช่ไหม ได้! (ภาษา Swift)

การสั่งงานด้วยปุ่ม Control และ Action นั้นเป็นแค่น้ำจิ้มสู่การควบคุมของจริงด้วยการสร้าง flowchart ของโปรแกรมครับ ที่จะเป็นการเสริมสร้างทักษะความเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์สู่การต่อยอดลงสนามเขียนโปรแกรมจริงๆ ในอนาคต ซึ่งฟังก์ชั่นการเขียนโปรแกรมของ Jimu ถือว่าครอบคลุมเรื่องพื้นฐานโปรแกรมมิ่งเป็นอย่างดี มีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอย่าง

  • เริ่มต้นกระบวนการเมื่อมือถือผู้ใช้เอียงซ้าย/ขวา/หน้า/หลังตามที่กำหนด
  • ดึงแอคชั่นที่สร้างไว้ในหมวด Action มาใช้ได้เลย
  • คำสั่งอย่าง If-Do (ถ้าเข้าเงื่อนไขนี้ ให้ทำแบบนี้), If-Else (ถ้าเข้าเงื่อนไขทำแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ให้ทำแบบนี้), Repeat-Until (ทำซ้ำสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไข) เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการทำงานอย่างยืดหยุ่น
  • ตั้งเงื่อนไขการจับระยะของเซนเซอร์ Infrared ได้ด้วย เช่นเมื่อเซนเซอร์จับวัตถุเข้าใกล้กว่าระยะที่กำหนดให้ทำตามเงื่อนไขนี้
  • เล่นเสียง แสดงอารมณ์ทาง
  • แน่นอนการเขียนโปรแกรมก็ต้องมียุ่งกับเรื่องตัวแปร ทั้งการกำหนดตัวแปร ตึงตัวแปรมาใช้ สุ่มเลขขึ้นมาใหม่ ทำได้ทั้งนั้น

ซึ่งโปรแกรมทั้งหมดที่เขียนใน Jimu เกิดจากการเลือกบล็อกคำสั่งมาวางแล้วโปรแกรมจะวิ่งจากบนลงล่าง ผ่านเงื่อนไขต่างๆ จนสำเร็จเป็นผลครับ

มอเตอร์ Servo แต่ละตัวจะมีรหัสเขียนไว้ชัดเจน เพื่อสะดวกในการสั่งงานและประกอบ ในภาพคือ ID-04

ราคาของหุ่นชุด Jimu

Systems2000 ผู้นำเข้าหุ่นชุด Jimu อย่างเป็นทางการจาก UBTECH ในไทยนั้นนำเข้าหุ่นหลายชุดครับ ซึ่งสามารถหาซื้อหุ่นชุด Jimu ได้จากร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศครับ เช่น iStudio, .Life, Jaymart, B trend (Siam Paragon), King Power, Loft และ iGenious

Jimu Astrobot Kit ที่เรารีวิว

Jimu Karbot Kit ชุดประกอบรถ

JIMU Inventor Kit ชุดใหญ่ มอเตอร์ 16 ตัว

Jimu Buzzbot &  Muttbot Kit

Alpha 1 Pro หุ่นยนต์แบบ Humanoid เขียนโค้ดได้หลากหลาย

สรุปแบไต๋การันตี Jimu Astrobot น่าซื้อมาก!

หลังจากได้ทดลองเล่น Jimu Astrobot มาระยะหนึ่ง ก็พบว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ที่คิดมาจบ ทั้งตัวรูปแบบหุ่น การสั่งงาน การสร้างแอป ที่มีรายละเอียดความใส่ใจเยอะ จนสามารถทำตามได้ง่าย ถือเป็นประตูบานแรกๆ ที่แนะนำให้เด็กๆ เข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์และโปรแกรมมิ่งได้ครับ (ยิ่งถ้าน้องๆ ชอบทางสายนี้อยู่แล้ว น่าจะเห็นการสร้างสรรค์สนุกๆ อีกเยอะ) ก็เป็นอีกหนึ่งของเล่นที่น่าลงทุนซื้อหาให้เด็กๆ เล่นครับ

ถ้าคิดว่า Jimu แพง ก็ลองเทียบกับสมาร์ทโฟนที่ผู้ใหญ่ใช้กันดูนะครับ ผู้ใหญ่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนกันทุก 2-3 ปีในราคาที่แพงกว่านี้ และไม่ได้มีความทรงจำอะไรเท่าไหร่ แต่เด็กๆ จะจดจำของเล่นชิ้นเยี่ยมของพวกเขาไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะของเล่นที่เปลี่ยนชีวิตครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Jimu Astrobot

8.4

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพแอป

9.0/10

ความยืดหยุ่นในการเล่น

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ STEM ได้จริงๆ ทั้งหัดทำจริง เขียนโปรแกรมจริง และเห็นผลลัพธ์ของการเล่นทันที
  • ประกอบหุ่นง่ายด้วยวิธีประกอบแบบ 3 มิติผ่านแอป ชิ้นส่วนต่างๆ ก็มีสัญลักษณ์ชัดเจนเพื่อระบุ
  • ตัวแอปมีการควบคุมหลากหลาย ทั้งเล่นแบบ Remote Control เหมือนรถบังคับ ไปจนเขียนโค้ดเพื่อเล่น
  • แอปมีทั้งโหมดเนื้อเรื่อง ถ่ายวิดีโอแชร์ภาพหุ่น สร้างโมเดลหุ่นแชร์ Comunity ของ Jimu ก็ได้
  • ชุด Jimu Astrobot สามารถประกอบหุ่นได้ 3 แบบ และสามารถสร้างสรรค์แบบใหม่จากอุปกรณ์ที่มีให้ก็ได้

จุดสังเกต

  • ชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดจากตัวหุ่นได้ง่ายมาก เวลาเล่นต้องระหว่างชิ้นส่วนหาย
  • ต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในการเล่นเสมอ (เชื่อมต่อกับหุ่นด้วย Bluetooth) ถ้าไม่มีมือถือก็ควบคุมไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนการประกอบให้ดูด้วย
  • ตัวแอปไม่มีภาษาไทย ถือว่าได้ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานไปด้วยแล้วกัน

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Jimu Astrobot

8.4

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพแอป

9.0/10

ความยืดหยุ่นในการเล่น

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ STEM ได้จริงๆ ทั้งหัดทำจริง เขียนโปรแกรมจริง และเห็นผลลัพธ์ของการเล่นทันที
  • ประกอบหุ่นง่ายด้วยวิธีประกอบแบบ 3 มิติผ่านแอป ชิ้นส่วนต่างๆ ก็มีสัญลักษณ์ชัดเจนเพื่อระบุ
  • ตัวแอปมีการควบคุมหลากหลาย ทั้งเล่นแบบ Remote Control เหมือนรถบังคับ ไปจนเขียนโค้ดเพื่อเล่น
  • แอปมีทั้งโหมดเนื้อเรื่อง ถ่ายวิดีโอแชร์ภาพหุ่น สร้างโมเดลหุ่นแชร์ Comunity ของ Jimu ก็ได้
  • ชุด Jimu Astrobot สามารถประกอบหุ่นได้ 3 แบบ และสามารถสร้างสรรค์แบบใหม่จากอุปกรณ์ที่มีให้ก็ได้

จุดสังเกต

  • ชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดจากตัวหุ่นได้ง่ายมาก เวลาเล่นต้องระหว่างชิ้นส่วนหาย
  • ต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในการเล่นเสมอ (เชื่อมต่อกับหุ่นด้วย Bluetooth) ถ้าไม่มีมือถือก็ควบคุมไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนการประกอบให้ดูด้วย
  • ตัวแอปไม่มีภาษาไทย ถือว่าได้ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานไปด้วยแล้วกัน

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Published

on

Jimu Astrobot

8.4

คุณภาพวัสดุ

8.0/10

คุณภาพแอป

9.0/10

ความยืดหยุ่นในการเล่น

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ STEM ได้จริงๆ ทั้งหัดทำจริง เขียนโปรแกรมจริง และเห็นผลลัพธ์ของการเล่นทันที
  • ประกอบหุ่นง่ายด้วยวิธีประกอบแบบ 3 มิติผ่านแอป ชิ้นส่วนต่างๆ ก็มีสัญลักษณ์ชัดเจนเพื่อระบุ
  • ตัวแอปมีการควบคุมหลากหลาย ทั้งเล่นแบบ Remote Control เหมือนรถบังคับ ไปจนเขียนโค้ดเพื่อเล่น
  • แอปมีทั้งโหมดเนื้อเรื่อง ถ่ายวิดีโอแชร์ภาพหุ่น สร้างโมเดลหุ่นแชร์ Comunity ของ Jimu ก็ได้
  • ชุด Jimu Astrobot สามารถประกอบหุ่นได้ 3 แบบ และสามารถสร้างสรรค์แบบใหม่จากอุปกรณ์ที่มีให้ก็ได้

จุดสังเกต

  • ชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดจากตัวหุ่นได้ง่ายมาก เวลาเล่นต้องระหว่างชิ้นส่วนหาย
  • ต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในการเล่นเสมอ (เชื่อมต่อกับหุ่นด้วย Bluetooth) ถ้าไม่มีมือถือก็ควบคุมไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนการประกอบให้ดูด้วย
  • ตัวแอปไม่มีภาษาไทย ถือว่าได้ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานไปด้วยแล้วกัน

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!