Connect with us

Gadget

รีวิว Panasonic EZ1000 ทีวี OLED รุ่นท็อป พร้อมชาวน์บาร์เสียงเฉียบ

ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกว่าปี 2017 เป็นปีที่โลกเข้าสู่ยุคของ OLED TV อย่างเต็มตัวนะครับ เพราะทุกค่ายหลักที่ผลิตทีวีส่ง OLED TV ออกมาในฐานะทีวีรุ่นท็อปหมด และ EZ1000 ตัวนี้คือทีวีตัวท็อปประจำปี 2017 ของ Panasonic ครับ

Published

on

ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกว่าปี 2017 เป็นปีที่โลกเข้าสู่ยุคของ OLED TV อย่างเต็มตัวนะครับ เพราะทุกค่ายหลักที่ผลิตทีวีส่ง OLED TV ออกมาในฐานะทีวีรุ่นท็อปหมด และ EZ1000 ตัวนี้คือทีวีตัวท็อปประจำปี 2017 ของ Panasonic ครับ

จุดเด่นของทีวี Panasonic โดยเฉพาะในรุ่นท็อปที่มีมาโดยตลอดคือคุณภาพภาพและความเที่ยงตรงของสี ด้วยความที่ Panasonic EZ1000 นั้นเป็นจอ OLED แล้ว การแสดงสีดำจึงดำสนิท เพราะมันคือการปิดพิกเซลของจอไม่ให้มีแสงเลย ต่างจากจอ LCD ทั่วไปที่ได้ความดำแค่เทาๆ Contrast ของภาพจาก EZ1000 จึงดีกว่าจอ LCD อย่างเทียบกันไม่ได้ บอกตรงๆ เลยว่า Panasonic EZ1000 ไม่ใช่จอ OLED ที่ให้สีสดที่สุด ถ้าเปิดโหมดที่สีสดเทียบกับแบรนด์อื่นๆ สีจะไม่โดดเด้งเท่า แต่สำหรับการเสพย์เนื้อหาจริงๆ แล้ว คอหนังจะไม่สนใจความสดของสีมากเท่าสีที่เที่ยงตรงตามที่ผู้กำกับเห็นในจอมอนิเตอร์ ซึ่ง EZ1000 รุ่นนี้จริงจังกับเรื่องสีมากจนเป็นหนึ่งในจอ OLED TV ที่ให้สีตรงตามมาตรฐานฮอลลีวู้ดที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ผ่านมาตรฐาน UHD Premium และ THX 4K ด้วย

Panasonic EZ1000 เป็นหนึ่งในจอ OLED TV ที่ให้สีสันเที่ยงตรงที่สุดในตลาด

EZ1000 ใช้เทคโนโลยีในการประมวลผลสีหลัก 2 ตัวคือ 4K HEXA Chroma Drive Pro ที่ใช้ตารางสี 3 มิติในการจัดการสีสันที่แสดงออกมา และชิปประมวลผล Studio Color HCX2 เพื่อปรับปรุงภาพให้เหมาะสำหรับจอ 4K พร้อมได้รับการปรับแต่งสีโดยผู้เชี่ยวชาญในฮอลลีวู้ดให้ได้สีสันที่ตรงตามมาตรฐาน โดยเฉพาะโหมดภาพ THX ใน Panasonic EZ1000 ครับ โหมดนี้ได้รับการจูนสีให้เหมาะสมสำหรับภาพยนตร์มาเรียบร้อย ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์ชั้นดีสุดๆ

แน่นอนว่าเป็น OLED TV รุ่นท็อป ก็ต้องรองรับ 4K HDR เรียบร้อย ที่ปัจจุบันหาเนื้อหารับชมได้ง่ายมาก ทั้งจากแอป Youtube ในเครื่องที่เปิดคลิป 4K เล่นได้สบายๆ หรือ Netflix ที่มีเนื้อหารองรับทั้ง 4K และ HDR เรียบร้อย ดูหนังถ่ายเนี๊ยบๆ ภาพชัดๆ นี้มันก็ฟินนะครับ และรองรับสัญญาณ 4K HDR จากภายนอกด้วย จะเครื่องเล่น UHD Blu-ray player หรือ PlayStation 4 ก็รับได้สบายๆ โดย Panasonic EZ1000 นั้นรองรับมาตรฐาน HDR ทั้ง HDR10 ที่ใช้กันทั่วไป และ Hybrid Log-Gamma HDR แต่ไม่รองรับ Dolby Vision ครับ

EZ1000 รองรับ HDR10 แต่ไม่รองรับ Dolby Vision

ดีไซน์ของ Panasonic EZ1000 ก็ตามสมัยนิยมครับ เป็นทีวีขอบจอบาง มีโลโกพานาโซนิคเล็กๆ อยู่ด้านล่าง ตัวทีวีก็บาง เอาไปวางในห้องดูเรียบหรูดี ก็ตามสไตล์ของพานาโซนิคที่ไม่ออกแบบตัวทีวีให้เป็นจุดเด่นสายตา เพราะจุดเด่นของทีวีคือภาพที่แสดงออกมาต่างหาก
แต่ดีไซน์ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ เลยคือตัว EZ1000 มาพร้อม Sound bar ในตัวที่เรียกว่า Blade Soundbar วางเอียงให้เสียงชิ่งสะท้อนเพดานอยู่ด้านหน้าจอ ให้คุณภาพเสียงที่ดีมากด้วยลำโพงภายใน 14 ตัว ทั้งลำโพงเสียงเบส เสียงแหลม ซึ่งลำโพงภายในกระจายตัวได้ดี ทำให้แยกมิติเสียงซ้าย-ขวาที่เล่นได้ชัดเจน และสามารถปรับโหมดเสียงให้เหมาะสมกับสื่อที่เล่นได้ เช่นโหมดดนตรีจะปรับเสียงให้กังวาลมากขึ้น เบสชัดขึ้น สรุปว่าถ้าเราไม่ได้ต้องการเสียงรอบทิศทาง ก็ไม่ต้องหาลำโพงใหม่แล้วครับ Sound Bar ของ EZ1000 ดีมากแล้ว

Sound Bar ของ EZ1000 ดีมาก ไม่ต้องไปซื้อเพิ่มเลย

ในส่วนของระบบปฏิบัติการ Panasonic EZ1000 นั้นเรียกว่า My Home Screen 2.0 ซึ่งมีรากฐานมาจาก Firefox OS ครับ ก็ใช้งานง่ายดี สามารถ pin แอปหรือเนื้อหาที่เรียกใช้บ่อยๆ ไว้ในหน้าแรกได้ สั่งงานผ่านแอป TV Remote 2 ได้ ซึ่งที่เจ๋งคือเราสามารถปรับแต่งสีภาพอย่างละเอียดได้จากแอปเลย โยนภาพหรือวิดีโอจากมือถือไปขึ้นจอก็ได้ ใช้รีโมทแบบสัมผัสสั่งงานด้วยเสียงได้ด้วย แต่ไม่รองรับภาษาไทยนะครับ
Panasonic EZ1000 ถือว่าเป็นทีวีตัวท็อปที่ให้ภาพและเสียงน่าประทับใจมากนะครับ ถ้าจะมีจุดให้ติอยู่บ้างก็น่าจะเป็นการค้นหาภาษาไทยครับ อย่างในแอป Youtube ของเครื่อง เราไม่สามารถป้อนภาษาไทยเพื่อค้นหาคลิปไทยได้เลย พูดภาษาไทยไปมันก็ไม่เข้าใจ ฮือ

ปิดท้ายกันที่เรื่องราคา Panasonic EZ1000 นั้นตั้งราคาขาย 249,990 บาท สำหรับรุ่นจอ 65 นิ้วที่เรารีวิวในครั้งนี้ ก็เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาด ใครที่เน้นความเที่ยงตรงของสีแบบที่ผู้กำกับหนังต้องการ เสียงกระหึม ก็เป็นรุ่นหนึ่งที่ควรพิจารณาครับ

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จ USB-C ครองพิภพ ชาร์จโน้ตบุ๊ก/มือถือได้หมด!

หัวชาร์จไฟ USB-C ขนาดเล็กเทียบเท่าหัวชาร์จมือถือ แต่จ่ายไฟได้แรงและหลากหลาย ทำให้ชาร์จมือถือก็เร็ว ชาร์จโน้ตบุ๊กก็ได้

Published

on

ทำไมจะต้องซื้อที่ชาร์จไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนใหม่ ในเมื่อของเดิมที่มากับโน้ตบุ๊กหรือมือถือก็ใช้ดีอยู่แล้ว! เราเชื่อว่าคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่ถูกถามเมื่อพูดถึงหัวชาร์จ Innergie PowerGear 60C แต่เชื่อผมเถอะครับว่าอแดปเตอร์ตัวนี้มันทำให้ชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากๆ (เบาพอๆ กับอแดปเตอร์โทรศัพท์มือถือ) แต่จ่ายไฟได้ 60 Watt มากพอสำหรับโน้ตบุ๊กขนาดกลาง มีชุดเสริมแปลงหัวต่อสำหรับโน้ตบุ๊กหลากหลายแบรนด์ แถมยังรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟ USB-PD (Power Delivery) หลายโปรไฟล์มาก จึงรองรับการชาร์จเร็วในหลายอุปกรณ์!

PowerGear 60C กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ทรงพลัง

Innergie นั้นเป็นแบรนด์ลูกของ Delta Electronics บริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบกำลังไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าจากไต้หวันนะครับ ถ้าสังเกตดูที่อแดปเตอร์ของอุปกรณ์จำนวนมากที่อยู่ในบ้านเราจะมีตรายี่ห้อ Delta ติดอยู่ด้วย จึงถือเป็นแบรนด์ที่ใกล้ตัวผู้ใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ความแตกต่างของแบรนด์ Delta กับ Innergie นั้นอยู่ที่ Delta จะเน้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม หรือเป็นโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าให้แบรนด์อื่นๆ นำไปใช้ แต่ Innergie นั้นเป็นเหมือนตัวแทนที่เอาเทคโนโลยีของ Delta มาออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป

จากประสบการณ์ของ Delta เราเลยไม่แปลกใจที่ Innergie PowerGear 60C จะเป็นหัวชาร์จที่มีขนาดเล็กมาก (คิดเป็นปริมาตรก็ 55 cc) เมื่อเทียบกับการจ่ายไฟสูงสุด 60 Watt ของมัน (ประสิทธิภาพการแปลงไฟฟ้า 92%) โดย PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่นย่อยให้เลือกซื้อดังนี้

Innergie PowerGear 60C รุ่นเปลี่ยนหัวปลั้กสำหรับใช้นานาชาติได้

  1. รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) มีขนาด 30.4 x 30.4 x 60 mm (กว้าง x ยาว x สูง) และเบามากแค่ 85 กรัม รุ่นนี้แนะนำสำหรับซื้อใช้ในไทยเพราะถูกกว่า และตัวเล็กกว่า
  2. รุ่นขาปลั้กนานาชาติ (International) มาพร้อมขาปลั้ก 3 แบบที่ถอดเปลี่ยนได้ (ขาแบน, ขากลม, ขาเหลี่ยม 3 ขา) แต่รุ่นนี้จะเทอะทะหน่อยเพราะพับขาไม่ได้ และราคาขายแพงกว่า

ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น Innergie ก็ชูเทคโนโลยี InnerShield ที่ติดตั้งอยู่ในตัวหัวชาร์จและสายครับ เพื่อป้องกันการช็อต ป้องกันอุณหภูมิสูง ป้องกันกระแสเกิน สารพัดจะป้องกันเพื่อสร้างความมั่นใจ โดย Innergie PowerGear 60C นั้นรับประกันสินค้านาน 3 ปี

อุปกรณ์ในชุด PowerGear 60C คือหัวชาร์จ USB-C 60 Watt (ในรูปคือพับขาเก็บแล้ว) พร้อมสาย USB-C to USB-C ยาว 1.5 เมตร

นอกจากนี้ในชุดยังมาพร้อมสาย USB-C to USB-C อย่างดี ความยาว 1.5 เมตรด้วย ไม่ต้องไปซื้อสายแยกเหมือนกับหัวชาร์จ USB-C ของแอปเปิ้ล!

ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟของ PowerGear 60C

นำ Innergie PowerGear 60C จ่ายไฟให้ MacBook 12 นิ้ว โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดกำลังไฟ

Innergie PowerGear 60C นั้นรองรับการจ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ 5 โปรไฟล์คือ 5V/3A, 9V/3A, 12V/3A, 15V/3A, 20V/3A ซึ่งในระดับ 20V นี้เองที่จ่ายไฟได้สูงสุด 60 Watt ซึ่งเราก็ได้ทดสอบการจ่ายไฟของ PowerGear 60C กับอุปกรณ์ที่ใช้พอร์ต USB-C หลายชนิดมาก โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดการจ่ายกระแสไฟ ซึ่งผลออกมาเป็นดังนี้

  • อุปกรณ์ที่จ่ายไฟ 5V 2A ตามปกติ : OPPO Find X
  • ทดสอบกับอุปกรณ์ของ Huawei พบว่า PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟแบบ Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเต็มเร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไป หรือพูดอีกอย่างว่า Fast Charge ของหัวเว่ยคือมาตรฐาน USB-PD ที่ใช้ความดันไฟฟ้า 9V โดยเมื่อเสียบแล้วอุปกรณ์จะขึ้นคำว่า Fast Charge
    • Huawei Mate 10 Pro ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei nova 3 ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei MediaPad M5 Pro ใช้กระแส 9V 2A
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่ PowerGear 60C สามารถชาร์จเร็วแบบ 9V ได้
    • Vivo NEX S – 9V 1.1A
    • Sony Xperia XZ2 Premium – 9V 1.5A
  • ทดสอบกับ Nintendo Switch สามารถเอา PowerGear 60C จ่ายไฟให้ Dock แล้วต่อภาพออกทีวีได้ โดยใช้กระแส 15V 1.2A ซึ่งหัวชาร์จ USB-C ทั่วไปที่ไม่ใช่ของ Nintendo จะไม่สามารถจ่ายไฟแรงพอที่จะต่อภาพออกทีวีได้
  • ชาร์จ MacBook ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแส 20V 1.4A

นำ PowerGear 60C ไปจ่ายไฟให้ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอที่จะนำภาพออกจอได้

เมื่อเทียบกับหัวชาร์จ USB-C 29W ของ Apple ที่ได้มาพร้อมกับ MacBook 12 นิ้ว พบว่าไม่สามารถชาร์จไฟในระดับ 9V ได้ ทำให้ไม่สามารถทำ Fast Charge กับอุปกรณ์ของ Huawei ได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเอาไปจ่ายไฟกับ Dock ของ Nintendo Switch เพื่อต่อภาพออกจอทีวีได้ (วัดกระแสที่จ่ายให้ Switch ได้ 14.5V ไม่ใช่ 15V ทำให้ภาพไม่ขึ้น) และเมื่อเสียบชาร์จกับ MacBook 12 นิ้ว จะได้กระแสที่ 15V 2A

อแดปเตอร์ตัวสุดท้ายที่เราใช้ทดสอบคือหัวชาร์จ USB-C ของ Nintendo Switch ที่สเปคระบุว่าจ่ายไฟได้ 15V 2.6A แน่นอนว่าเป็นหัวชาร์จของ Switch เอง จึงสามารถต่อกับ Dock เพื่อเอาภาพขึ้นจอทีวีได้โดยใช้กระแส 15V 1.2A นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จ MacBook 12 นิ้วได้ด้วยกระแส 15V 2A แต่ที่แปลกสำหรับอแดปเตอร์ตัวนี้คือมันไม่สามารถชาร์จ OPPO Find X และ Vivo NEX S ได้ครับ ไฟไม่เข้าเลย

ตารางประสิทธิภาพการจ่ายไฟของหัวชาร์จต่างๆ

อุปกรณ์ชาร์จInnergie PowerGear 60CApple USB-C 29 W (ของ MacBook 12 นิ้ว)Nintendo Switch USB-C Adapter
OPPO Find X5V 2A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Huawei Mate 10 Pro9V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei nova 39V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei MediaPad M5 Pro9V 2A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.4A5V 1.5A
Vivo NEX S9V 1.1A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Sony Xperia XZ2 Premium9V 1.5A5V 2A5V 1.5A
Nintendo Switch15V 1.2A (ภาพออกทีวี)14.5V 1.1A (ภาพไม่ออกทีวี)15V 1.2A (ภาพออกทีวี)
MacBook 12 นิ้ว20V 1.4A15V 2A15V 2A

สรุป Innergie PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟได้หลากหลายระดับ และรองรับอุปกรณ์มากที่สุดแล้ว เสียบมือถือก็ชาร์จเร็ว เสียบ Dock ของ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอจนส่งภาพออกทีวีได้ เสียบกับ MacBook ก็ชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถจ่ายไฟในเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC Flash Charge ได้ ซึ่งเมื่อเราสอบถามเรื่องนี้จากทาง Innergie ประเทศไทยก็ได้คำตอบว่า Innergie โฟกัสที่เทคโนโลยีมาตรฐานอย่าง USB-C ที่ใช้รูปแบบการจ่ายไฟเป็น USB-PD เป็นหลัก การรองรับมาตรฐาน Quick Charge บางตัวทำให้เกิดผลกระทบเมื่อไม่ได้ใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ QC ทำให้การชาร์จช้าลงเหลือแค่ 5V 1A แทนที่จะเป็น 5V 2A อย่างที่ Innergie ทำได้ตอนนี้ครับ

Innergie PowerGear 60C ชาร์จโน้ตบุ๊กยี่ห้ออะไรก็ได้!

อุปกรณ์เสริมอีก 2 ตัวของ PowerGear 60C

นอกจากเราจะใช้ PowerGear 60C ชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลายแล้ว Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกตัวหนึ่งเรียกว่า MagiCable 150 ที่เป็นสายพิเศษเพื่อต่อไฟจาก PowerGear 60C ไปชาร์จโน้ตบุ๊กได้แทบทุกรุ่นในตลาดครับ (ยกเว้น MacBook ที่ใช้หัวต่อแบบ MagSafe เพราะแอปเปิ้ลไม่ให้สิทธิ์บริษัทอื่นๆ ทำหัวต่อแบบนี้เลย) ทำให้เราไม่ต้องพกอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กตัวหนักๆ แล้ว พกแค่ PowerGear 60C กับสาย MagiCable 150 ก็พอ

ชุด MagiCable 150 ประกอบด้วยสายและหัวแปลง 6 ตัว

ในชุดของ MagiCable 150 นั้นมีหัวต่อสำหรับเสียบกับโน้ตบุ๊กแบรนด์ต่างๆ มาอีก 6 หัว รองรับแบรนด์หลักๆ อย่าง Asus, Acer, Dell, HP, Lenovo วิธีใช้ก็ง่ายๆ หาให้เจอว่าโน้ตบุ๊กของเราใช้หัวต่อตัวไหน แล้วเสียบหัวต่อเข้ากับสาย MagiCable 150 แล้วเอาสายไปต่อกับช่อง USB-C ของ PowerGear 60C ก็เรียบร้อย

พอดีหัวแปลง 6 ตัวที่ได้มานั้นใช้กับโน้ตบุ๊กของทีมงานไม่ได้ เราเลยขอหัวใหม่ผ่าน Free Tip Program ก็ได้มาเป็นซองจดหมายแบบนี้

แต่ถ้า 6 หัวที่แถมมาให้นั้นดันใช้กับโน้ตบุ๊กของเราไม่ได้สักหัว Innergie ก็มีโครงการที่เรียกว่า Free Tip Program แค่ค้นกูเกิ้ลว่า “Free Tip Program” หรือ “โปรแกรมหัวต่อฟรี” เพื่อหาหน้าเว็บของ Innergie ประเทศไทย แล้วเข้าไปกรอกข้อมูลรวมถึงยี่ห้อและรุ่นของโน้ตบุ๊กที่ไม่มีหัวต่อ ทีมงานก็จะติดต่อกลับมาทางอีเมลและส่งหัวต่อที่เข้ากันได้กับโน้ตบุ๊กของเรามาให้ฟรีทางไปรษณีย์ ซึ่งทีมงานแบไต๋ก็ได้ลองใช้บริการนี้เพราะหัวต่อที่ให้มานั้นต่อกับ Lenovo IdeaPad รุ่นเก่าไม่ได้ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้หัวต่อใหม่มาใช้แล้วครับ สบายใจแล้วทีนี้

เสียบ Innergie PowerGear 60C เข้ากับ MagiCable 150 และ WizardTip ก็จะชาร์จอุปกรณ์ USB และชาร์จโน้ตบุ๊กไปได้พร้อมกัน

และ Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมของสาย MagiCable 150 อีกตัว (เรียกว่าอุปกรณ์เสริมของอุปกรณ์เสริมก็ได้) เรียกว่า WizardTip ครับ ใช้เสียบคั่นกลางระหว่างปลายของ MagiCable 150 กับหัวต่อโน้ตบุ๊ก เพื่อเพิ่มพอร์ต USB-A สำหรับชาร์จอุปกรณ์มาอีก 1 ช่อง ซึ่งพอร์ตที่เพิ่มเข้ามานี้สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 2.4A ก็แรงพอที่จะชาร์จ iPad เต็มได้อย่างรวดเร็วครับ ก็เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จโน้ตบุ๊กพร้อมอุปกรณ์ USB ไปพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว

ราคาของ Innergie PowerGear 60C

อย่างที่บอกไปว่า PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่น ซึ่งมีราคาดังนี้

  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) – 2,890 บาท
  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาปลั้กนานาชาติ มี 3 ขาให้เลือกเปลี่ยน – 3,190 บาท

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จึงขอเทียบราคากับ Apple USB-C Adapter

  • Apple USB-C Adapter 30 Watt (มากับ MacBook 12 นิ้ว) – 1,700 บาท
  • Apple USB-C Adapter 61 Watt (มากับ MacBook Pro 13 นิ้ว และตัวนี้จ่ายไฟได้สูงเท่า PowerGear 60C) – 2,500 บาท
  • Apple USB-C Adapter 87 Watt (มากับ MacBook Pro 15 นิ้ว) – 2,800 บาท
  • สาย USB-C to USB-C ยาว 2 เมตร (ต้องซื้อแยก ไม่ได้แถมมากับอแดปเดอร์ของแอปเปิ้ล) – 790 บาท

เทียบขนาด ซ้ายคือ Apple USB-C 29 Watt ส่วนขวาคือ Innergie PowerGear 60C แบบขาแบนที่พับขาเก็บ

ถ้าเทียบที่ตัว Apple USB-C 61 Watt พร้อมซื้อสาย USB-C ด้วย ราคาจะสูงกว่า Innergie PowerGear 60C ที่ความสามารถรอบด้านกว่าและเบากว่า แต่ถ้าใช้แค่ 30 Watt ซื้อหัวชาร์จของแอปเปิ้ลจะได้ราคาที่ถูกกว่าครับ ส่วนจะชาร์จกับอุปกรณ์อะไร ได้ผลเป็นยังไง ย้อนกลับไปดูตารางข้างบนที่เราทำเทียบประสิทธิภาพไว้นะครับ

ส่วนราคาของอุปกรณ์เสริมเป็นดังนี้

  • MagiCable 150 (สายสำหรับเสียบชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ) – 790 บาท
  • WizardTip (อุปกรณ์เสริมของ MagiCable ให้ชาร์จ USB เพิ่มได้) – 490 บาท

สรุป Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จครองพิภพ

ชุดสาย MagiCable 150 พร้อม WizardTip (ตัวขวา)

ต้องยอมรับว่า Innergie PowerGear 60C เป็นหัวชาร์จที่ยืดหยุ่นที่สุดตัวหนึ่งตั้งแต่เราเคยใช้มา คือชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลาย แถมหลายอุปกรณ์ยังรองรับการชาร์จเร็วด้วย ทำให้พกหัวชาร์จแค่ตัวเดียวก็สามารถจัดการกับอุปกรณ์ USB-C ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง MagiCable 150 ทำให้ชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ ได้ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากด้วย

แต่จุดอ่อนของ PowerGear 60C นั้นอยู่ที่ราคาครับ อาจจะสูงไปสักนิด แล้วก็ไม่รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC แต่ก็แลกกับน้ำหนักที่เบากว่า และความยืดหยุ่นในการชาร์จอุปกรณ์ที่มากกว่า

เปรียบเทียบน้ำหนักของชุดชาร์จต่างๆ

ชุด PowerGear 60C พร้อมสาย หนัก 140 กรัม

ชุด Apple USB-C Adapter 29 Watt พร้อมสาย USB-C ยาว 2 เมตร หนัก 158 กรัม

ชุดสายไฟเครื่อง Lenovo IdeaPad หนัก 444 กรัม ขุ่นพระ!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวท็อป Dyson V8 Carbon Fibre สินค้ายอดรักคุณพ่อบ้าน!

Published

on

ในสังคมปัจจุบันชีวิตในแต่ละวันของเราวุ่นวายอยู่นอกบ้านกันเป็นส่วนมาก กลับเข้าบ้านมาก็ใช่จะได้พัก… บางคนหอบงานมาทำอีก พอมาถึงวันหยุดงานบ้านก็มา เหนื่อยและหนักก็งานทำความสะอาด แต่พ่อบ้านที่อ่านเว็บแบไต๋ เรื่องอุปกรณ์ดี…ใช้เวลาน้อย…เบาแรง…แถมสะอาดมากมายดังใจหวัง ทำอาทิตย์ละครั้งก็สบายชิวๆ ต้องมาที่หนึ่ง เพราะพวกเราเป็นสายอุปกรณ์เทพ! นี่เลยครับ… Dyson V8 Carbon Fibre เครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวท็อปสุดของ Dyson ที่ขายในไทยตอนนี้

ผมได้รับ Dyson V8 Carbon Fibre มาทดลองใช้งานเก็บบ้านแสนรก เอ้ย แสนรักของผม ก็จะเป็นบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากการใช้งานจริงในมุมมองของผู้ชายที่ไม่ถนัดทำงานบ้านอย่างผม เริ่มจากเรามาแกะกล่องดูกันว่ามีอุปกรณ์อะไรกันบ้างนะครับ ผมแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการหยิบจับตอนใช้งานจริง (เริ่มเป็นมืออาชีพกับเค้าบ้างแล้วละสิครับ) การใช้งานผมว่าเข้าใจได้ไม่ยาก การเปลี่ยนอุปกรณ์ก็สะดวกดีครับ…ง่ายไม่ยาก…คู่มือมีความจำเป็นในเรื่องยากๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจ ซึ่งสามารถเข้าใจได้ง่ายและมีความละเอียด อ่านผ่านๆ สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วครับทำให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้ แก้ไขได้เมื่อเกิดปัญหา

ประสิทธิภาพของ Dyson V8 Carbon Fibre

Dyson V8 Carbon Fibre ใช้มอเตอร์ดิจิตอล V8 มีพลังการดูดสูงสุด 155AW (Air-Watt) เทียบกับ Dyson V8 รุ่นเดิมที่มีกำลังดูดสูงสุด 115 AW และมีความเร็วในการหมุนสูงสุดถึง 110,000 ครั้งต่อนาทีเร็วกว่ามอเตอร์ของเครื่องยนต์รถแข่งกันทีเดียวครับ โดยในโหมดพลังดูดสูงนี้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ 5 นาทีต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ถ้าใช้ Dyson V8 Carbon Fibre ในโหมดพลังดูดปกติ จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้นาน 40 นาทีต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

แน่นอนว่าเครื่องดูดฝุ่นจาก Dyson ก็ต้องใช้เทคโนโลยีไซโคลน โดย Dyson V8 มีท่ออากาศ 15 ชุด จัดเรียงสองชั้น ทำงานคู่ขนานกันช่วยเพิ่มกระแสลมซึ่งใช้แรงเหวี่ยงหมุนเร็วมากๆ จนเหมือนพายุไซโคลน เพื่อแยกฝุ่นให้แยกออกจากอากาศก่อนปล่อยเข้าไปในกล่องเก็บฝุ่น ฝุ่นจึงไม่ไปอุดที่ไส้กรอง ทำให้กำลังดูดไม่ลดลงแม้ฝุ่นจะเต็มกล่อง และไม่ต้องทำความสะอาดฟิลเตอร์กรองกันบ่อยๆครับ ตัวเครื่องผนึกอย่างแน่นหนาป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นละอองก่อนผ่านตัวกรอง ซึ่งก็สร้างความมั่นใจด้วย HEPA Filter ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อกรองฝุ่นละเอียด ออกไป ดักจับได้แม้กระทั่งสารก่อภูมิแพ้

ความพิเศษของ Dyson V8 Carbon Fibre

  • ออกแบบมาให้ไม่มีสายไฟ จึงเคลื่อนย้ายได้สะดวกไปได้ทุกที่
  • ถังเก็บฝุ่นชนิดใสทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตเป็นวัสดุชนิดเดียวกับโล่ห์ใช้ปราบจราจลกันทีเดียว
  • พลังแรงดูดทำความสะอาดเพิ่มขึ้น 30% แต่ความดังของเสียงดังเพียง 88 เดซิเบลเท่านั้น
  • ขณะเปิดถังทิ้งสิ่งสกปรก เพียงแค่ดึงคันปล่อยสิ่งสกปรกลงในถังขยะซึ่ง แถบยางจะเลื่อนผ้าที่หุ้มลงและผลักฝุ่นออกไปผู้ใช้จึงไม่ต้องสัมผัสโดนสิ่งสกปรกขณะทิ้งฝุ่นและเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกได้ในขั้นตอนเดียว
  • การวางตำแหน่งมอเตอร์และแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับแรงโน้มถ่วง ขณะใช้มือจับเครื่องใช้งาน ไม่ว่าจะใช้ทำความสะอาดในที่สูงหรือในโหมดมือจับ ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 2.5 กก. ช่วยให้ยกและจับทำความสะอาดในพื้นที่สูงและบริเวณต่างๆ ได้สะดวก
  • ตัวเครื่องมาพร้อมแท่นติดตั้งที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในเวลาเดียวกันและเป็นการจัดเก็บอุปกรณ์ เสริมได้อย่างเป็นระเบียบ

เจาะลึกอุปกรณ์ทำความสะอาดในกล่อง Dyson V8 Carbon Fibre

ชุดอุปกรณ์ในกล่องของ Dyson V8 Carbon Fibre เยอะมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะยัดอยู่ในกล่องเล็กๆ ได้

ด้วยความที่ Dyson V8 Carbon Fibre เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นท็อป หัวดูดและอุปกรณ์เสริมต่างๆ อุปกรณ์ในกล่องมากมายครับรองรับการใช้งานได้หลากหลายครับ

1. อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นแบบลูกกลิ้งนุ่ม (Fluffy Head)

ซ้ายคือหัว Fluffy แบบนุ่ม ขวาคือหัว Carbon Fibre แบบแข็ง

สำหรับดูดบนพื้นแข็งทั่วไปครับ หัวแปรงเป็นลูกกลิ้งขนาดใหญ่ และมีมอเตอร์ในตัว ห่อหุ้มด้วยแถบไนล่อนสลับกับเส้นใยไฟเบอร์ บอกก่อนแบบไม่อายเลยนะครับ …ห้องผมไม่ได้ทำความสะอาดมา…นานมาก ไม่ค่อยอยู่ห้องเท่าไหร่… ผมเริ่มดูดฝุ่นที่พื้นก่อนเลยทยอยทำทีละภาคส่วน ถูพื้นไปด้วย ทีนี้มาสังเกตตรงรอยต่อของการทำความสะอาด ระหว่างถูพื้นกับที่ยังไม่ถู…สะอาดเหมือนกันเลยครับ แสดงว่าการดูดทำความสะอาดหมดจดมากครับ ทั้งเส้นใยฝุ่นและฝุ่นละเอียด…น่าทึ่งมากจริงๆครับใช้เวลาไม่นานเลยครับ การเคลื่อนไหวก็คล่องตัวดีครับไม่สะดุด การหันทิศทางก็ไม่ลำบากเวลาเจอมุมที่ทำความสะอาดยาก สามารถดูดฝุ่นทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นครับ

2. อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นแบบ Direct-drive

หัว Carbon Fibre แบบ Direct-Drive ขณะทำงาน หมุนติ๋วๆ

สำหรับดูดบนพรมครับ หัวแปรงเป็นลูกกลิ้งขนาดใหญ่พอๆ กับข้อ 1 มีเส้นเกลียวไนล่อนสลับกับเกลียวเส้นใยไฟเบอร์ มีมอเตอร์ในตัว และข้อต่อออกแบบมาแบบเปลี่ยนทิศทางตั้งได้-นอนได้ครับ ข้อต่อมีความคล่องตัวมากกว่าข้อ 1 ผมมีแต่พรมเช็ดเท้าขนาดใหญ่พอสมควร เก็บฝุ่นได้ดีครับ พรมนี่ปกติดูดฝุ่นยากนะครับเพราะมันมีฝุ่นฝังที่พื้นผิวพรมเยอะไม่ใช่ดูดแต่ส่วนบนๆ บ้านใครไม่มีพรมก็พิจารณาใช้ได้ตามความเหมาะสมได้ครับ ทุกอย่างเราสามารถปรับใช้ได้เพื่อความเหมาะสมครับ ผมลอง ดูดพื้นผิวธรรมดาดู ก็ใช้ได้นะครับ มีความคล่องตัวดี

3. อุปกรณ์หัวดูดฝุ่นที่นอน

เป็นหัวดูดที่ไม่มีลูกกลิ้งผมว่าเหมาะกับผ้าที่ตึงหรือทำให้ตึงนะครับ เช่นหมอนหรือ หมอนข้าง สำหรับที่นอนอาจจะต้องออกแรงมากหน่อย เพราะเวลาใช้งานมันมีความฝืด ดูดติดพื้นผิวมากตามแรงดูดของเครื่อง ต้องออกแรงดึงเยอะ หัวนี้เลยไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่

4. อุปกรณ์หัวดูดแบบมอเตอร์เล็ก

เป็นลูกกลิ้งขนาดย่อมลงมา มีแปรงไนล่อนหมุนๆ อยู่ด้านใน เหมาะกับเบาะโซฟา ม่านหนาๆ ฟูกที่นอน ผมใช้ตัวนี้ดูดฝุ่นที่นอนครับ…ดีมากเลย…ฝุ่นละเอียดออกมาเพียบ นี่แหละสำคัญเลยครับ ภูมิแพ้ผมคงหายคราวนี้แหละ!!! การใช้งานราบรื่นดีครับ ตัวนี้ผมชอบครับขนาดก็กำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป

5. อุปกรณ์หัวดูดแบบ 2 in 1

เป็นหัวดูดแบบแบนลักษณะเฉียงที่สามารถเลื่อนแปรงปัดลงมาใช้งานร่วมด้วยได้ครับ ผมใช้ดูดฝุ่นแป้นคอม การใช้ผมว่าการลากทำความสะอาดได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมใช้วิธียกแล้วปัดขนแปรงไปเรื่อยมันทำความสะอาดได้ดีกว่า การใช้ท่อเปล่าผมว่ามันดูดได้ไม่ดีครับต้องใช้แปรงปัดช่วย แต่ถ้าดูดฝุ่นผงขนาดใหญ่ก็พอใช้ได้ครับ ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวแบบช่องแอร์เป็นช่องชั้นก็สะดวกครับองศาได้แต่ พอเอาไปดูดในรถยนต์สำหรับผมไม่คล่องตัวเลยครับเพราะปลายแบบเฉียงอย่างนี้มันปาดไม่ถนัดครับ อุปกรณ์นี้ต้องท่อต่อใช้แบบยืดหยุ่นจึงจะเหมาะสมกว่าต่อตรงๆ

6. อุปกรณ์แบบแปรงปัดขนนิ่ม

หัวขนนิ่มพร้อมข้อต่อปรับความโค้ง (ในข้อ 11)

ดูดไปบนพื้นผิวต่างๆ ได้ตามต้องการเลยครับ ผมใช้ดูดฝุ่นบนหลังตู้ ตามชั้นวางของต่างๆ ใช้ร่วมกับข้องอสำหรับดูดที่สูงที่ปรับเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ แต่การใช้ท่อยาวร่วมด้วยผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ถนัดมันเหมาะกับแบบมือถือมากกว่าแบบว่ามันต้องมีแรงกดนิดนึงในการเลื่อนแปรงไปมานะครับ ทำความสะอาดตามขื่อขอบหน้าต่างพอได้ครับ แม้จะคิดว่ามันใหญ่ไปดูจากช่องข้างใต้แล้วไม่น่าเหมาะ

7. อุปกรณ์ดูดปากแคบ

ใช้ดูดตามซอกได้ดีครับ โดยเฉพาะตามขอบเข้ามุมต่างๆ ซอกแคบๆ คิ้วผนัง ผมนำไป ใช้ในรถยนต์ร่วมกับท่อยืดหยุ่นแต่ผมว่าปลายมันเฉียงมากไปครับ เลยมีพื้นที่ดูดได้แค่ตรงปลายแหลมมันดูดได้ช้าครับ

8. อุปกรณ์ดูดปากแคบแบบมีแปรงปัดขนนุ่ม

ยืดออกเป็นท่ออ่อนโค้งงอได้ ซอกซอนได้ดีขึ้นครับ แต่ระวังตอนเก็บท่ออ่อนกลับต้องกดปุ่มกลมไว้ด้วยนะครับ อย่ากดแบบใช้แรงลงไปทันทีอาจเกิดความเสียหายได้ นุ่ม นวลกันหน่อยครับ อุปกรณ์อันนี้ท่ออ่อนช่วยให้มีการหักมุมได้คล่องขึ้น ขนอ่อนก็ช่วยเรื่องปัดฝุ่นได้ดี ในพื้นที่แคบทำความสะอาดได้ดีขึ้น

9. ท่อยาว

ช่วยเพิ่มความยาวหรือความสูง ในการทำความสะอาดได้สะดวกมากขึ้น ไม่หนักมาก แต่เมื่อต่อท่ออุปกรณ์แล้วถ่วงน้ำหน้าไปที่ปลาย ก็ทำให้เมื่อยเหมือนกันครับ

10. ท่อแบบยืดออกได้

ท่อแบบยืดออก พร้อมเสียบหัวแหลม

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ในการซอกซอนซ้ายขวาที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ใช้ในระยะสั้นแบบมือถือเหมาะสุดครับแต่มีข้อเสียตรงที่ยืดแล้วเด้งกลับ ทำให้เวลาใช้งานเราต้องออกแรงดึงให้ยืดออก เมื่อยมือครับ

11. ข้อต่อปรับความโค้งงอได้

เหมาะสำหรับทำความสะอาดในที่สูงครับ ใช้ต่ออุปกรณ์ทำความสะอาดบนหลังตู้ ตามขื่อต่างๆ รูดไปตามแนวสะดวกมากเลยครับเหมาะสำหรับแม่บ้านที่ค่อนข้างตัวเล็กที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องยาก ตอนนี้ง่ายมากครับ

12. แท่นชาร์จแบบแขวนผนัง

สะดวกดีนะครับ เป็นทั้งที่เก็บเครื่องและชาร์จไฟไม่กินพื้นที่เลยครับ สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่เราแขวนเครื่องติดกับผนัง สามารถหยิบใช้งานได้สะดวก พร้อมตัดไฟอัตโนมัติเมื่อไฟเต็มปลอดภัย ตัวนี้ผมงงอยู่พักใหญ่… ถึงสังเกตด้านหลังแท่นชาร์จจะมีช่องรางเล็กๆ ให้เราวางสายไฟตามแนวหัวชาร์จจะเข้าตำแหน่งพอดี ตัวเครื่องตรงด้ามจับจะมีช่องกลมให้เสียบสายชาร์จครับ

การทิ้งขยะใน Dyson V8 ที่ใช้การดึงด้านบนขึ้น ทำให้ไม่ต้องโดนฝุ่น

ขณะที่ได้ใช้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ไดสัน จะมีลมเป่าออกมาเพียงเล็กน้อยเป็นลมที่ไม่ร้อน ในขณะที่ใช้งานไม่รู้สึกเหนื่อยเลยครับลากแปรงดูดฝุ่นไปกับพื้นไม่ต้องออกแรงกันเลยทีเดียวครับ สามารถทำให้ห้องสะอาดได้ภายในเวลาไม่ทันจะเหนื่อยเลยครับ การทิ้งเศษผงก็ง่ายดายแค่ดึงอุปกรณ์ขึ้นตามคู่มือ ผงก็หล่นลงไปไม่ฟุ้งกระจายมือ แต่ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตรงฝุ่นผงละเอียดยังมีติดอยู่ด้านในต้องเคาะอุปกรณ์ฝุ่นจะฟุ้งนิดหน่อยตรงนี้แหล่ะครับ การดูแลรักษาต่างๆ ในคู่มือมีบอกอย่างละเอียดแล้วครับ ทำความเข้าใจกันได้ง่ายเลยทีเดียวครับ

ไส้กรองตัวนี้สามารถดึงออกมาล้างน้ำทำความสะอาดได้

HEPA Filter ที่ท้ายเครื่องก็สามารถถอดมาทำความสะอาดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้บริโภคเท่านั้นครับที่จะเป็นผู้เลือกสินค้าที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง บางคนอาจจะยอมจ่ายแพงถ้าคิดว่าเหมาะสมและมีความพร้อมจากกำลังทรัพย์ จากการได้ใช้งานที่ผ่านมาทำให้ผมคิดว่า ด้วยฟังก์ชั่นที่หลากหลายทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะครับ จากการที่เคยมองว่างานบ้านเป็นเรื่องที่น่าเบื่อแต่เมื่อใช้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ก็ทำความสะอาดทั่วทั้งห้องได้สะดวกสบายขึ้นทำให้มีเวลาเหลือให้ตัวเองและครอบครัวได้พักผ่อนกัน…ชิวๆ ครับ ไปสนุกกับการทำงานบ้านกันดีกว่าครับ ชีวิตผมวิวัฒน์ขึ้นละ คราวหน้าผมคงสนุกกับการเอาอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้งาน…ได้อย่างคล่องมากขึ้นครับหน้าที่หลักๆมีไม่กี่อย่างหรอกครับถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับและใช้กันไปนานๆ รับประกันเครื่องดูดฝุ่นนานถึง 2 ปีกันทีเดียวครับ

ตัวเครื่องเพียวๆ ก่อนประกอบหัวต่อต่างๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Sony WF-SP700N หูฟังออกกำลังกายแบบ True Wireless จัดเต็ม EXTRA BASS กระหึ่ม!

หูฟังไร้สายตัวจิ๋วรุ่นล่าสุดจากโซนี่ จะใช้จริงแล้วเป็นยังไง วันนี้เราแบไต๋ให้อ่านกัน

Published

on

ดูเหมือนว่าตอนนี้ตลาดหูฟังกลุ่ม True Wireless กำลังฟาดฟันกันหนักมากนะครับ ทุกค่ายล้วนส่งหูฟังไร้สายที่แยกหูซ้ายและหูขวาอย่างอิสระออกมาทั้งนั้น เพราะกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคถามหาไปแล้ว ซึ่ง Sony เองก็มี WF-1000X เป็นทัพหน้าของหูฟัง True Wireless ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ก็ส่ง Sony WF-SP700N หูฟังที่ออกแบบแนว Sport สำหรับการออกกำลังกายมากขึ้นออกมาเสริมทัพ โซนี่เคลมว่าหูฟังรุ่นนี้เป็นหูฟังรุ่นแรกในโลกที่มี Noise Canceling พร้อมความสามารถกันน้ำกระเซ็น ซึ่งเราทดลองใช้แล้วค่อนข้างพอใจกับเสียงของมันเลยทีเดียว

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้รอบการใช้งานของแบตเตอรี่ไปเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้

การออกแบบหูฟัง Sony WF-SP700N

  • ดีไซน์เหมือนเม็ดถั่ว โค้งรับสรีระใบหู
  • จุกหูฟังแบบยาวทำจากยาง Hybrid silicone ใส่สบายนุ่มนวลหูดีมาก
  • ตัวกล่องมีขนาดใหญ่ไปหน่อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

Sony WF-SP700N นั้นเป็นหูฟังแบบ In-Ear ไร้สายนะครับ ดีไซน์จะคล้ายเม็ดถั่วที่งอโค้งรับสรีระของใบหู โดยทำสีแบบ 2-tone และมีสีให้ผู้ใช้เลือก 4 สีคือ ดำ, ชมพู, เหลืองสปอร์ตและสีขาว ข้างหนึ่งหนักประมาณ 8 กรัม โดยส่วนตัวเราว่าหูฟังตัวนี้ดีไซน์ได้ Low Profile ดีครับ (โดยเฉพาะรุ่นสีดำที่เราได้มารีวิว) เมื่อเสียบใช้งานจริงแล้วกลมกลืนไปกับผู้ใช้ ไม่สะดุดตามากเท่ารุ่นพี่ WF-1000X ที่เป็นสีวาวๆ สะท้อนแสง

เป็นหูฟังแบบ Inear ที่ใส่สบาย ไม่รำคาญหูมากนัก
จุดที่เราชอบมากในการออกแบบนี้คือจุกหูฟัง Hybrid Silicone แบบยาวที่ใส่ลึกลงไปในหูพร้อมปีกยางซิลิโคนเกี่ยวหู ที่โซนี่ออกแบบทั้งคู่ได้นุ่มนวลดีมาก ทำให้ Sony WF-SP700N เป็นหูฟังที่สามารถใส่ได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกรำคาญหูมากเกินไปเหมือนหูฟังแบบ In-ear ทั่วไป แถมยังยึดเกาะหูดีมากด้วย จนเชื่อว่าจะไม่หลุดหายระหว่างออกกำลังกาย ซึ่งโซนี่ก็มีจุกยางแบบยาวตัวนี้ให้เลือก 4 ขนาด และปีกเกี่ยวหู 2 ขนาดให้เลือกในชุด ก็เลือกให้เหมาะกับหูของเราครับ (เรื่องนี้สำคัญมาก เลือกจุกหูฟังผิดไซส์ ทำให้เสียงไม่ดีได้เลยนะ)

ตัวกล่องเก็บหูฟังนั้นดีไซน์ได้น่ารักดีครับ เป็นกล่องสี่เหลี่ยมมนๆ ขนาดกำลังเต็มไม้เต็มมือ โดยวิธีเปิดกล่องจะแตกต่างจากชาวบ้านหน่อยคือใช้การหมุนฝากล่องด้านบนแบบใบพัดเพื่อเปิดกล่องออกมาหยิบหูฟัง และตัวกล่องยังมี NFC ให้เอามือถือมาแตะเชื่อมต่อกับหูฟังได้ง่ายๆ ด้วย แต่ถ้าเทียบกล่องเก็บหูฟังตัวนี้กับคู่แข่งอย่าง Apple Airpods หรือ Jabra Elite Sport ที่เราเคยรีวิวไป เราว่ากล่องของ Sony WF-SP700N นั้นใหญ่ไปหน่อย เก็บในกระเป๋ากางเกงลำบาก และให้สัมผัสหลวมๆ ไปหน่อย ความรู้สึกตอนเปิดฝาไม่กระชับหนักแน่น แล้วจังหวะการเก็บหูฟังจะต้องกดหูลงกล่องนิดหนึ่งให้ไฟแดงที่หูฟังขึ้นก่อน ไม่เหมือนคู่แข่งที่แค่วางแล้วปิดฝาได้เลย

เทียบขนาดกล่องกับ Jabra Elite Sport

การควบคุมหูฟัง Sony WF-SP700N

เมื่อเปิดหูฟังเราจะได้ยินเสียงผู้หญิงสวยๆ รายงานสถานะหูฟังกับเราว่า พาวเวอร์อ้อนนน, บลูทูธคอนเนคเต็ด, แบตเตอรี่เลเวลไฮ้ ซึ่งเราชอบสุ้มเสียงและสำเนียงที่เป็นเสียงมนุษย์พูดกับเราด้วยความสดใส ไม่ใช่เสียงหุ่นยนต์หรือเสียงแบบโมโนโทน ถือว่าโซนี่ใส่ใจรายละเอียดตรงนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ส่วนที่ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างมีปุ่มควบคุมใสๆ อยู่ข้างละปุ่มนะครับ โดยมีคำสั่งตามนี้

หูซ้าย

  • กดค้างเพื่อเปิด-ปิดหูฟัง หรือกดค้างนานๆ เพื่อเริ่มกระบวนการเชื่อมต่อหูฟังกับอุปกรณ์ใหม่
  • กดสั้นๆ เพื่อเปลี่ยนโหมดการทำงาน โดยเมื่อเปิดหูฟังจะอยู่ในโหมดตัดเสียงรบกวน Noise Canceling มาเป็นมาตรฐาน กด 1 ครั้งเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดเสียงรอบข้าง Ambient Sound และกดอีกครั้งเพื่อปิดระบบปรับเสียง

หูขวา

  • กดสั้นๆ เพื่อรับสาย, เล่นเพลงหรือหยุดเพลง
  • กดสั้นๆ 2 ครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลง กด 3 ครั้งเพื่อย้อนเพลง
  • กดค้างเพื่อเรียกผู้ช่วยอย่าง Siri หรือ Google Assistant ขึ้นมาเพื่อพูดสั่งงาน

แต่ฟังก์ชั่นที่ดันขาดไปในหูฟังรุ่นนี้คือการปรับระดับเสียง ต้องปรับเสียงผ่านโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่เท่านั้น ไม่สามารถกดเร่งเสียง-ลดเสียงที่ตัวหูฟังได้

การจะควบคุมหูฟัง WF-SP700N ให้เต็มความสามารถต้องสั่งงานผ่านแอป Sony | Headphones Connect ซึ่งจะทำให้เราเลือก EQ ของหูฟังได้ 9 แบบ แต่ไม่สามารถปรับ EQ ตามใจชอบได้นะครับ ต้องเลือกตามแบบที่มีมาให้เท่านั้น และสำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่น (โดยเฉพาะแบรนด์จีน) ที่มีปัญหาไม่สามารถควบคุมระดับเสียงของหูฟังได้ดั่งใจ เร่งจนสุดแล้วก็ยังไม่ดังเนื่องจากมีปัญหากับมาตรฐาน Bluetooth ก็ต้องเข้ามาเร่งเสียงผ่านแอป Headphones Connect ตัวนี้ครับ แล้วจึงค่อยไปลดระดับเสียงจากปุ่ม Volume ของเครื่องอีกที

เชื่อมต่อกับ Sony Xperia XZ2 จะรองรับ AAC Codec

ในแอป Headphones Connect ผู้ใช้ยังสามารถปรับโหมดการส่งสัญญาณเสียงจากโหมดมาตรฐาน Priority on Stable Connection ที่ใช้ SBC Codec มาเป็นโหมด Priority on Sound Quality ที่ใช้ AAC Codec ซึ่งให้คุณภาพเสียงดีกว่าได้ แต่ก็แลกมากับการเชื่อมต่อก็อาจจะเสถียรลดลง แล้วที่แอบเสียดายเยอะหน่อยคือหูฟังตัวนี้ไม่รองรับ LDAC Codec ของโซนี่เอง ทำให้ผู้ใช้ Sony Walkman อย่างเราไม่สามารถเลือกการเชื่อมต่อที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีได้ อาจจะด้วยข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่ก็ได้ที่ LDAC นั้นต้องรับส่งข้อมูลจำนวนมากทำให้หูฟังอาจจะแบตหมดไว

คลิกอ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียง

แต่การเชื่อมต่อแบบ AAC ก็ไม่ได้จะใช้ได้กับทุกอุปกรณ์นะครับ แม้ว่า Android 8 จะรองรับ AAC Codec แล้ว แต่เท่าที่เราทดสอบก็มีแต่ Sony Xperia XZ2 เท่านั้นที่เรียกใช้ AAC ได้ สมาร์ทโฟนแบรนด์จากจีนที่เราทดสอบเรียกใช้ได้แค่ SBC ครับ

  • Huawei Mate 10 Pro – SBC
  • Vivo Nex – SBC
  • Oppo R15 Pro – SBC
  • Sony Xperia XZ2 – AAC
  • iPad mini 4 – AAC
  • iPhone 7 – AAC
  • Macbook 12″ – SBC

แน่นอนว่า Bluetooth ของ WF-SP700N นั้นใช้คลื่น 2.4 GHz เมื่อใช้งานในพื้นที่สาธารณะที่มีสัญญาณเยอะๆ เช่นในห้างก็จะเกิดอาการเสียงหลุดบ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวสมาร์ทโฟนด้วย ซึ่งเมื่อจับคู่กับ Sony Xperia XZ2 เราพบว่าสัญญาณเสถียรกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ มีอาการหลุดน้อยกว่าครับ

คุณภาพเสียงของ Sony WF-SP700N

  • หูฟังในตระกูล Extra Bass ไม่ทำให้ผิดหวัง เบสมาเป็นลูก และยังกระชับไม่กวนเสียงอื่น
  • ฟังก์ชั่น Noise Canceling ใช้งานได้จริง และ Ambient Sound ที่ดีงาม เสียงภายนอกเข้ามากำลังพอดี
  • เนื่องจากเป็นหูฟังออกกำลังกาย เลยไม่ได้เน้นรายละเอียดเสียงยุบยับแพรวพราว เน้นฟังสนุกมากกว่า

ให้เบสมาเป็นลูกแบบกระชับ ไม่ไปตีกวนเสียงอื่น
หูฟังรุ่นนี้อยู่ในตระกูล Extra Bass นะครับ ก็คาดหวังได้เลยว่าจะมีเบสที่บึ้มบั้ม ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หูฟัง Sony WF-SP700N ที่ใช้ไดรเวอร์ Neodymium ขนาด 6 mm แบบ Dome type ให้เสียงต่ำได้ชัดเจนมาก แต่ก็ยังเป็นเบสที่กระชับ มาเป็นลูกๆ แล้วจบไม่ไปกวนกับเสียงอื่นๆ ยิ่งใส่เวลาออกกำลังกายแล้วเปิดเพลงเหมาะๆ ก็น่าจะสร้างความสนุกระหว่างการออกกำลังกายได้มากเลยทีเดียว ส่วนเสียงกลางกับเสียงแหลมก็สดใสดี ให้เสียงได้ดังมากด้วยสำหรับหูฟังแบบ In-ear ให้ Sound Stage ได้กว้างพอสมควร แต่รายละเอียดเสียงก็จะไม่ได้ให้ยิบยับแพรวพราวเหมือนกับหูเพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะนะครับ เพราะโซนี่เน้นกลุ่มกีฬาเป็นหลักสำหรับหูฟังรุ่นนี้

ความสามารถเด่นที่สุดแล้วของ Sony WF-SP700N คือเป็นหูฟังขนาดเล็กที่สามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกและเปิดเสียงภายนอกเข้ามาได้ โดยความสามารถ Noise Canceling ของหูฟังรุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับตัดเสียงรบกวนโทนต่ำพวกเสียงเครื่องยนต์ เสียงบรรยากาศ พูดง่ายๆ คือตัดเสียงหึ่มๆ ทั้งหลายให้ออกไปเป็นหลัก ถ้าเป็นเสียงพูดของคน หรือเสียงแหลมๆ จะลบออกไปได้ไม่เท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าน่าพอใจแล้วสำหรับการใช้ชีวิตกับหูฟังตัวนี้ครับ

เราชอบโหมด Ambient Sound ที่ดึงเสียงภายนอกเข้ามาในหูฟังมาก
ส่วนโหมด Ambient Sound ที่เปิดเสียงภายนอกให้เข้ามาถือว่าทำได้น่าประทับใจสำหรับเรามาก คือเราก็เทสหูฟังที่สามารถเปิดเสียงภายนอกเข้ามาได้หลายรุ่นนะครับ และทุกรุ่นคือเสียงภายนอกจะเข้ามาเยอะมากจนกลบเสียงเพลงไปหมด ทำให้ไม่อยากเปิดเลย แต่สำหรับ Sony WF-SP700N โหมด Ambient Sound ปรับสมดุลย์เสียงภายนอกมาดีมาก ให้อารมณ์เหมือนเรากำลังฟังเพลงผ่านลำโพง แล้วยังได้ยินเสียงภายนอกกำลังดี รู้ว่าใครเรียก ยังคุยกับชาวบ้านรู้เรื่องอยู่ ในขณะที่เสียงเพลงก็ยังไม่เสียอรรถรสด้วย

การใช้งาน Sony WF-SP700N ในชีวิตประจำวัน

  • กันน้ำได้ระดับ IPX4 สามารถกันน้ำกระเด็นหรือเหงื่อได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 3 ชั่วโมง ชาร์จผ่านเคสได้อีก 2 รอบ รวมเป็นใช้งานได้ 9 ชั่วโมง
  • ไม่เหมาะสำหรับการใช้คุยโทรศัพท์ในพื้นที่ที่มีเสียงรอบข้างเยอะๆ

เก็บลงกล่อง ดันเข้าไปนิดหนึ่งจนไฟแดงที่หูฟังติดเพื่อชาร์จหูฟัง WF-SP700N

ตามสเปคแล้ว ตัวหูฟัง Sony WF-SP700N สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 3 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งสามารถนำตัวหูฟังไปชาร์จจนเต็มผ่านเคสได้อีก 2 รอบ รวมแล้วสามารถใช้งานได้ 9 ชั่วโมง ซึ่งเราทดสอบแล้วก็ได้เวลาประมาณนั้นจริงๆ แม้ว่าจะใช้งานแบบเปิด Noise Canceling ตลอดก็ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าถามว่าใช้งานจริงติดขัดอะไรไหม ส่วนตัวจะไม่ได้ฟังเพลงต่อเนื่องนานเกิน 3 ชั่วโมงเลยไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะเมื่อใช้เสร็จเราก็เก็บลงเคส มันก็ชาร์จไฟกลับมาให้ใช้งานต่อได้อีก 3 ชั่วโมงในครั้งต่อไป ทำให้เราใช้ได้เรื่อยๆ แบบไม่เคยมีประสบการณ์แบตหมดคาหู แต่เมื่อเทียบกับ Apple Airpods ที่ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมงและชาร์จผ่านเคสได้ระยะเวลารวม 24 ชั่วโมง หรือ Jabra Elite Sport ที่ใช้งานต่อเนื่องได้ 4.5 ชั่วโมงและชาร์จผ่านเคสได้เวลารวม 13.5 ชั่วโมง ก็ถือว่า WF-SP700N มีสเปคที่ด้อยกว่าคู่แข่งครับ

WF-SP700N ไม่เน้นการโทรออกรับสาย
แม้ว่า Sony WF-SP700N จะไม่ได้เป็น Headset ที่เน้นการคุยโทรศัพท์ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเราฟังเพลงอยู่แล้วมีคนโทรเข้ามา เราก็ต้องใช้หูฟังตัวนี้แหละคุยโทรศัพท์ เราจึงต้องเทสการสนทนาผ่านหูฟังตัวนี้ด้วย ซึ่งความสามารถด้านนี้ของมันค่อนข้างจำกัดนะครับ เพราะตัวไมโครโฟนที่หูฟังนั้นออกแบบมาสำหรับตัดเสียงรบกวนหรือเปิดให้เสียงรอบข้างเข้ามาระหว่างฟังเพลง ทำให้ไมโครโฟนตัวนี้เป็นแบบรับเสียงจากทุกทิศทาง ไม่ได้เป็นแบบบีบเข้าหาปากเพื่อรับเสียงพูด และมีไมโครโฟนแค่ตัวเดียวต่อหูฟัง 1 ข้าง ไม่มีไมค์ตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนเวลาคุยโทรศัพท์ ทำให้มีปัญหาเมื่ออยู่ในที่เสียงรอบข้างเยอะๆ เช่นริมถนน หรือในห้างที่ผู้คนพลุกพล่าน จะใช้ WF-SP700N คุยโทรศัพท์ได้ลำบาก นอกจากนี้เมื่อใช้งานโทรศัพท์ เสียงจะออกที่หูฟังซ้ายข้างเดียว ไม่ได้ออกพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ก็แอบเสียดายนิดๆ เราจึงแนะนำให้ถอดหูฟังออกแล้วเปลี่ยนเป็นการโทรแนบหูแทนจะดีกว่า

คลิกเพื่อฟังเสียงจากไมโครโฟนของ Sony WF-SP700N

เสียงบันทึกจาก WF-SP700N ในห้อง

เสียงบันทึกจาก WF-SP700N ริมถนน

Sony WF-SP700N นั้นมีสเปกกันน้ำที่ IPX4 หรือป้องกันน้ำกระเด็นใส่ เป็นระดับที่สามารถป้องกันเหงื่อหรือฝนตกเบาๆ ได้นะครับ ก็เหมาะสำหรับการใส่เล่นกีฬาทั่วไป หรือใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สำหรับใส่ว่ายน้ำ (อันที่จริงหูฟังสำหรับใส่ว่ายน้ำจะต้องสามารถเก็บเพลงได้ในตัวด้วย เพราะเมื่อลงน้ำ Bluetooth จะใช้ไม่ได้)

ควบคุมหูฟังผ่านแอปของ Sony

และเรื่องปกติของหูฟังแบบ Bluetooth ส่วนใหญ่คือเสียงจะดีเลย์นิดหน่อยนะครับ จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับโทรศัพท์ที่ใช้ด้วย ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการใส่เล่นเกมหรือดูหนังเท่าไหร่ และ WF-SP700N ไม่มีฟังก์ชั่นเชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อมกัน 2 ตัวนะ ต้องกดสลับเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เอาเอง

สรุป Sony WF-SP700N ไว้ใจได้เรื่องเสียงและการออกกำลังกาย

ถ้าโจทย์ของโซนี่คือสร้างหูฟังที่ดีสำหรับการออกกำลังกายและใช้งานทั่วไป Sony WF-SP700N ก็ถือว่าตอบโจทย์นี้ได้ดีครับ ด้วยคุณภาพเสียงที่เกินตัว ใส่สบาย เกาะหูดี มั่นใจว่าจะไม่หลุดไปไหน กันน้ำกันเหงื่อได้ระดับหนึ่ง สามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกและปล่อยเสียงภายนอกเข้ามาได้ด้วย

ส่วนข้อจำกัดเรื่องความจุแบตเตอรี่ที่ต่อเนื่องได้ 3 ชั่วโมง อันนี้เท่าที่ใช้มายังไม่เคยหมดคาหู ก็ถือว่าโอเค แต่ที่แอบใช้ลำบากหน่อยคือเราไม่สามารถปรับระดับเสียงจากตัวหูฟังได้ และใช้คุยโทรศัพท์ไม่ดีเท่าไหร่จนต้องถอดหูฟังมาใช้โทรศัพท์แนบหูบ่อยๆ

ความสามารถทั้งหมดเมื่อเทียบกับราคา 7,490 บาท ก็ถือว่าโอเคนะครับ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพเสียงที่ต้องยอมรับว่าหูฟังตัวนี้ฟังเพลงสนุกจริงๆ

เอาไปเลยแบไต๋การันตี “น่าซื้อ”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!