Connect with us

Gadget

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้
  • Light คือโซนที่หัวใจเต้นน้อยกว่า 60% ของอัตราการเต้นของหัวใจที่หนักสุด (maximum hr ซึ่ง Jabra Elite Sport จะค่อยๆ ประเมินให้เราเอง) ในโซนนี้ เราจะ burn แคลอรี่จากอาหารที่เรากินเข้าไป และช่วยใน การวอร์มร่างกาย แต่ยังไม่ค่อยมีการดึงไขมันมาใช้
  • Fat burn (60-70% of max hr) เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มออกกําลังกายใหม่ๆ และจะลดความอ้วน เพราะไม่หนักเกินไป และร่างกายจะดึงไขมันมาใช้ในปริมาณค่อนข้างสูง แต่โดยรวมจะเผาผลาญพลังงานได้ไม่เยอะมาก และร่างกายจะไม่เผาผลาญพลังงานต่อเนื่องหลังออกกําลังกายเสร็จ
  • Cardio (70-80% of max hr) ร่างกายจะเผาผลาญแคลลอรี่ได้เยอะขึ้น และจะสร้าง ความแข็งแรงของหัวใจได้มากขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มว่ิงใน fat burn ได้แล้ว และพัฒนาขึ้นในโซนนี้ ก็จะทําให้ใช้พลังงานมากขึ้น รวมถึงโดยรวมจะดึงไขมันมาใช้มากขึ้นด้วย
  • Intense (80-90% of max hr) จะเผาผลาญพลังงานได้เยอะขึ้น และมีการเผาผลาญ ต่อเนื่องหลังออกกําลังกาย แต่ว่าไม่ควรทําเกิน 15 นาทีต่อเนื่อง เพราะจะอันตรายกับหัวใจ
  • Maximum (มากกว่า 90% ของ max hr) โซนนี้ไม่ควรจะอยู่เกิน 5 นาที เพราะอันตราย

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิวแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 Pro จะใช้แทนโน้ตบุ๊กได้แค่ไหน?

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

Huawei MediaPad M5 Pro เป็นแท็บเล็ตรุ่นที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้นะครับ เพราะเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่อง ใช้ปากกาได้ ใส่ซิมได้ในราคาไม่แพง แถมยังมีเคสคีย์บอร์ดเสริมการใช้งานอีก

Huawei MediaPad M5 นั้นมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ MediaPad M5 รุ่นเล็กที่มีจอ 8.4 นิ้ว ไม่มีปากกา ใช้สำหรับความบันเทิงหรือใช้อ่านเนื้อหาเป็นหลัก ราคา 13,990 บาท และ MediaPad M5 Pro รุ่นใหญ่ที่เรารีวิวในวันนี้ มีจอขนาด 10.8 นิ้ว และใช้ปากกาได้ มีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดด้วย ราคา 18,990 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600 pixel หรือ 2K เหมือนกันครับ ก็ทำให้ภาพสวยแจ่มเหมือนกัน

การใช้งาน Huawei MediaPad M5 Pro แบบกองบก. แบไต๋

ความสามารถพิเศษของ Huawei MediaPad M5 Pro คือด้านหลังเครื่องมีพอร์ต 3 พินอยู่เพื่อเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดได้ ซึ่งเราแนะนำเลยว่าถ้าคุณซื้อ MediaPad M5 Pro มา เคสคีย์บอร์ดคือสิ่งจำเป็นครับ ของเค้าดีย์มากๆ มันต้องมี ไม่งั้นใช้ความสามารถของ M5 Pro ไม่คุ้ม

ว่าด้วยเรื่องการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro กันก่อน

  • เคสคีย์บอร์ดให้ตัวคีย์บอร์ดที่ดีมาก การันตีโดยทีมงานแบไต๋ที่พิมพ์บทความนี้ด้วยแป้นคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro
  • Android รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่านคีย์บอร์ดภายนอกได้แย่มาก แต่ไม่เป็นไรเรามีแอปที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ สามารถใช้ปุ่มตัวหนอนเปลี่ยนภาษาได้
  • เคสคีย์บอร์ดเป็นแบบใช้ขาตั้งยันด้านหลังจอ วางบนโต๊ะพิมพ์สบาย แต่ถ้าจะวางบนตักต้องเกร็งขาดีๆ เดี๋ยวจอล้ม

แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ หลับตาพิมพ์ได้!
เราใช้ MediaPad M5 Pro พิมพ์บทความรีวิวอย่างยาวที่คุณได้อ่านกันอยู่บทความนี้ เราจึงบอกได้ว่าคีย์บอร์ดของเคสตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่ดีครับ แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ ทำให้ถ้าเราพิมพ์คีย์บอร์ดทั่วไปคล่องอยู่แล้ว ก็จะพิมพ์คีย์บอร์ดตัวนี้คล่องทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ แป้นลัดอย่าง Ctrl + C ก็อปปี๊ หรือ Ctrl + Z เพื่อ Undo ก็กดได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ Alt + <- เพื่อแทนปุ่ม Home และ Alt + -> เพื่อแทนปุ่ม End แค่นี้สำหรับนักเขียนก็ฟินแล้ว

นอกจากนี้ คีย์บอร์ดที่เคสของ M5 Pro ยังมี Trackpad มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสิ่งบนหน้าจอด้วยการเลือกเคอร์เซอร์แบบเมาส์ หรือจะจิ้มที่จอโดยตรงก็ได้ ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ลื่นไหลดี เหมือนใช้โน้ตบุ๊กจอสัมผัสอยู่เลย และที่คีย์บอร์ดยังมีแป้นที่ใช้งานบ่อยๆ ครบ เช่น Back, Home, Recent เพิ่มเสียง, ลดเสียง เร่ง-ลดแสงหน้าจอ รวมถึงปุ่มบันทึกหน้าจอด้วย ครบสำหรับการใช้งานจริงๆ

ปัญหาโลกแตกของการพิมพ์ภาษาไทยนั้นอยู่ที่ระบบปฏิบัติการ Android ครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลย การใช้คีย์บอร์ดจริงพิมพ์ภาษาไทยนั้นเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดที่เสียบตรงกับแท็บเล็ตอย่างเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro หรือจะต่อคีย์บอร์ด Bluetooth เราจะงงงวยก่อนเลยว่ามันเปลี่ยนภาษายังไง อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาด้วยแป้นลูกโลกบนหน้าจอ หรือกดปุ่มค้นหาด้วยเสียงร่วมกับ space bar เพื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งก็แล้วแต่แอปคีย์บอร์ดที่เราใช้ด้วย แต่สำหรับนักเขียนที่พิมพ์งานเร็วๆ แล้วนี้คือฝันร้ายที่ทำให้เกลียดการพิมพ์ภาษาไทยบนแท็บเล็ตไปเลย เพราะต้องเสียพลังงานกับการเปลี่ยนภาษาในแป้นแปลกๆ

วิธีแก้ไขให้พิมพ์คีย์บอร์ดไทยลื่น!
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางออกครับ โชคดีที่มีนักพัฒนาไทยได้สร้างแอป Thai HW Keyboard ที่พัฒนาโดย sukoom2001 เท่าที่เราทดสอบดูแอปตัวนี้เป็นแอปคีย์บอร์ดไทยสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดภายนอกที่ดีที่สุดแล้ว (และอีกตัวที่เห็นบางเว็บแนะนำก็ Hardware Thai Keyboard ของ Gadgetdoor ครับ ลองใช้กันดูนะ) คือสามารถใช้แป้นตัวหนอนตรงมุมเพื่อเปลี่ยนภาษาได้เหมือนบนคอมพิวเตอร์เลย ทำให้การพิมพ์ไหลลื่นมาก แต่แอปตัวนี้ก็มีบักอยู่บ้างเวลาพิมพ์ภาษาไทยบนแอปของ Google บางตัวเช่น Chrome ที่จะกลายเป็นพิมพ์จากขวามาซ้ายแทน ก็ต้องคอยสลับไปใช้แอปอื่นๆ แทน อย่างเบราว์เซอร์ก็เปลี่ยนมาใช้ Firefox แทน ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ (เสียจัย มันเกือบดีแล้ว)

และต้องเข้าใจว่าเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro นั้นเป็นแบบมีขาเพื่อยันจอให้ตั้งขึ้นนะครับ ไม่ใช่แบบโน้ตบุ๊กที่จอสามารถตั้งได้ด้วยแรงฝืดจากบานพับจอ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะกับการตั้งพิมพ์บนโต๊ะมากกว่าวางพิมพ์บนตักครับ

ปากกา M-Pen ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ขนาดและน้ำหนักของปากกา M-Pen เหมือนกับปากกาจริง ทำให้การจับถือถนัดมือ
  • ปากกา M-Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถกดหนัก-เบาเพื่อให้เส้นต่างกันได้ มีปุ่ม Shortcut บนปากกา 2 ปุ่ม วางมือบนหน้าจอเขียนได้เลย (ในแอปที่รองรับปากกา) ตอบสนองรวดเร็วไม่มีแลค
  • แต่ที่ตัว Huawei MediaPad M5 Pro ไม่มีที่เก็บปากกา ต้องมีเคสคีย์บอร์ดถึงจะมีหูเสียบเก็บปากกา

จุดเด่นอีกอย่างของ Huawei MediaPad M5 Pro คือมีปากกา M-Pen แถมมาด้วยในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกเหมือนหลายๆ ค่าย ซึ่งปากกา M-Pen ตัวนี้สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถใช้กับแอปวาดรูปหรือแอปจดบันทึกที่รองรับแล้วเส้นจะหนาบางตามแรงกดได้ (เราเทสกับแอป Squid ก็ใช้ดีเลยทีเดียว) นอกจากนี้ที่ปากกายังมีปุ่ม Shortcut ให้กด 2 ปุ่มสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยรวมเราชอบปากกา M-Pen ตัวนี้นะครับ ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากปากกาจริงๆ ที่เราใช้เลย แถมเวลาใช้งานในแอปที่รองรับก็สามารถวางมือลงไปบนจอได้เหมือนเขียนบนกระดาษเลย ก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้นั้นเหมือนเขียนลงบนกระดาษครับ ซึ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษาก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF แล้วใช้แอปเปิดไฟล์มาเขียนเน้นทับได้เลย ซึ่งก็ทำงานรวดเร็วใช้ได้

ปากกา M-Pen ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ครับ โดยมีช่องชาร์จซ่อนอยู่หลังคลิปหนีบปากกา ก็บิดคลิปหนีบออกแล้วชาร์จได้เลย หัวเว่ยว่าชาร์จครั้งหนึ่งอยู่ได้ 2 เดือน เราก็ไม่เคยใช้จนหมด แต่น่าเสียดายนิดหนึ่งที่ตัวเครื่องนั้นไม่มีวิธีเก็บปากกาเลย ไม่สามารถแปะด้วยแม่เหล็กข้างเครื่อง หรือเก็บไว้ในเครื่อง หรือเก็บด้วยวิธีใดๆ ได้ ก็ต้องเก็บปากกาตัวนี้ในถุงดินสอ หรือซื้อเคสคีย์บอร์ดครับ จะมีห่วงเก็บปากกาอยู่ข้างๆ คีย์บอร์ดให้แทน

Desktop Mode ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • โหมด Desktop นั้นมีหน้าตาเหมือน Windows ทำให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้ทันทึ
  • สามารถใช้หลายๆ แอปพร้อมกันในรูปแบบหน้าต่างซ้อนกันไปมาได้จริงเหมือนใช้คอมพิวเตอร์อยู่
  • แต่การเข้า-ออก Desktop Mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด และบางแอปก็ไม่สามารถใช้งานในโหมด Desktop ได้

ความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจของ Huawei MediaPad M5 Pro คือ Desktop Mode ครับ สามารถเปลี่ยน Android ให้มีหน้าตาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ คือสามารถเปิดหลายๆ แอปได้ในรูปแบบหน้าต่างแล้วใช้งานได้พร้อมกัน

หน้าตาของ Desktop Mode นั้นเหมือนกับการใช้งาน Windows ครับ มุมล่างซ้ายเป็นปุ่มเริ่มต้นสำหรับหาแอปต่างๆ ด้านล่างก็เป็น Task Bar สำหรับกดเปลี่ยนแอปไปมา ถัดมาหน่อยก็จะเป็นบริเวณโชว์สถานะต่างๆ ของเครื่องเช่นความดังเสียง ความแรงของ WiFi ระดับแบตเตอรี่ ซึ่งถ้ากดบริเวณนี้ก็จะโชว์ Notification และปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง WiFi หรือ Bluetooth ส่วนตรงมุมล่างขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Back, Home, Recent

ในโหมด Desktop กดเปิดดู Notification จากบาร์ด้านล่าง

สิ่งที่เราประทับใจกับ Desktop Mode ของ MediaPad M5 Pro คือมันสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปเพื่อสลับไปสลับมาทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ ครับ แต่การใช้งานจริงต้องบอกว่า Android มีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดครับ คือไม่ใช่ทุกแอปจะสามารถเปิดใช้งานใน Desktop Mode ได้ เช่น Youtube, Netflix, Facebook, Facebook Messenger หาไอคอนเปิดในโหมด Desktop ไม่เจอเลย อย่าง facebook นี่ยังสามารถบังคับเรียกขึ้นมาผ่านการกด Notification แต่บางแอปก็เปิดไม่ขึ้นเลย ซึ่งก็เข้าใจว่าแอปที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับ Desktop Mode นั้นมีไม่เยอะ อย่าง Microsoft Word ก็ไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างใน Desktop Mode ได้ ก็จะเป็นแอปขนาดเท่าหน้าจอสมาร์ทโฟน เพราะงั้นถ้าจะทำงานบนโหมด Desktop เราแนะนำให้ใช้ WPS ที่แถมมากับเครื่องจะทำงานได้ดีกว่าครับ

โหมดแท็บเล็ตก็สามารถแบ่งครึ่ง 2 จอ ทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าต้องการใช้งานแอปพร้อมกันแค่ 2 ตัว แนะนำโหมดแท็บเล็ตธรรมดาแล้วแบ่งครึ่งจอเอาดีกว่า

นอกจากนี้การเข้า Desktop mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมดนะครับ ทำงานอะไรค้างอยู่ก็เซฟให้หมดก่อนเข้าโหมด Desktop ด้วยนะ เราจึงแนะนำว่าถ้าไม่ต้องเปิดแอปใช้งานพร้อมกันเยอะๆ ให้ใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้วใช้ความสามารถแบ่ง 2 จอของ Android ในการทำงานพร้อมกัน 2 แอปแทนจะดีกว่า (เข้าโหมดนี้ได้โดยกดปุ่มสลับแอปค้างไว้) เพราะมันสามารถเปิดแอปใช้งานได้หมดทุกตัวด้วย

ความบันเทิงกับ Huawei MediaPad M5 Pro

  • หน้าจอดีมาก สว่างสดใส ขนาดใหญ่ ดูหนังเรื่องไหนก็ฟิน ลำโพงที่จูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงดังและดีมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นไหนๆ
  • เป็นอีกครั้งที่เคสคีย์บอร์ดโชว์พาว เมื่อเสียบ MediaPad M5 Pro กับเคสปรากฎว่าให้เสียงดังว่าถอดเครื่องมาถือเพียวๆ อีก
  • แต่อ้าววว ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm ซะงั้นอ่ะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ที่แถมมาในกล่องแทน

พูดถึงเรื่องการใช้งานแท็บเล็ตตัวนี้เพื่อการทำงานไปเสียมาก แต่นี่คือ MediaPad นะ มันต้องเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิงด้วยสิ! ก็ต้องบอกว่าความสามารถด้านนี้ของมันนั้นเด่นไม่แพ้เรื่องการใช้เพื่อการทำงานเลย ด้วยจอ 10.8 นิ้วความละเอียด 2K พร้อมเทคโนโลยี Enhanced ClariVu ทำให้คุณภาพภาพจากจอตัวนี้จัดว่าดีเลย ให้ภาพสว่างและสีสันสดใส เทียบกับแท็บเล็ตราคาใกล้ๆ กันจะรู้สึกเลยว่าจอของหัวเว่ยมันให้ความสว่างดีมาก และเป็นจอแบบยาวเหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ด้วย

ลำโพงดังระดับที่เรียกได้ว่าลั่นห้อง
Huawei MediaPad M5 Pro มาพร้อมลำโพง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านบนและด้านล่างของเครื่อง (เมื่อวางเครื่องแบบแนวนอน) ซึ่งลำโพงชุดนี้ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงที่ดังและมีคุณภาพมากกว่าลำโพงในแท็บเล็ตทั่วไปมากครับ ดังระดับสามารถเปิดในห้องแล้วเร่งเสียงให้ดังทั้งห้องได้สบายๆ และที่แปลกคือเมื่อเสียบแท็บเล็ตเข้ากับเคสคีย์บอร์ด กลายเป็นเสียงดังขึ้นกว่าถอดแท็บเล็ตแล้วถืออีก เพราะเคสช่วยสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านล่างให้เข้ามาหาคนฟังมากขึ้นนั่นเอง แต่คำว่าเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเบสเป็นลูกๆ แบบลำโพงใหญ่นะครับ เอาเป็นว่าฟังแล้วไม่ง้องแง้งหูแบบที่เคยได้ยินกับลำโพงแท็บเล็ตทั่วไปแน่นอน

ช่องลำโพงด้านหลังเครื่องใหญ่มาก

แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเอ๊ะดังๆ กับซีรี่ส์ MediaPad M5 คือมันไม่มีช่องหูฟัง ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนเราอาจจะให้เหตุผลได้ว่าต้องการพื้นที่ไปติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่นี่เป็นแท็บเล็ตขนาดใหญ่ มันก็ควรมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งช่องหูฟังบ้างสิ เอาเป็นว่าถ้าจะฟังเพลงผ่านสายก็ต้องใช้หัวแปลง USB-C to 3.5 mm ที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่ง Huawei ก็เคลมว่า MediaPad M5 Pro นั้นรองรับเสียงระดับ Hi-Res Audio ด้วยนะ (แต่ดันไม่มีช่องหูฟัง โถ่ชีวิตมาก)

ถ้าถามว่า Huawei MediaPad M5 Pro ใช้อ่านการ์ตูนเป็นยังไงบ้าง ก็ตามรูปนี้ครับ จอใหญ่เหมือนอ่าน Boom อยู่ แต่เครื่องหนักไปนิดสำหรับการถืออ่านมือเดียว

การถ่ายภาพด้วย MediaPad M5 Pro

  • กล้องดีกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แถมได้ซอฟต์แวร์กล้องที่เก่งรอบด้านของหัวเว่ย ถ่ายกลางคืน ถ่ายไฟรถวิ่ง ถ่าย RAW ได้หมดเลย ลองดูตัวอย่างภาพกันเลย
  • กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ด้วย!
  • กล้องหน้าเหมาะสำหรับใช้ทำ Video Call มากกว่าเอาไป Selfie นะ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นทำหน้าชัดหลังเบลอด้วย

แท็บเล็ตทั่วไปเราจะไม่เน้นเรื่องการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นะครับ เพราะขนาดมันใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ถ่ายภาพจริงๆ จังๆ แล้ว Huawei MediaPad M5 Pro ก็ไม่ได้โปรโมทเรื่องถ่ายภาพเท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้ถ่ายจริงปรากฎว่ามันก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ

สเปคของกล้อง MediaPad M5 Pro คือ

  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF ไม่มีแฟลช
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ฟิกซ์โฟกัส

เมื่อเอา MediaPad M5 Pro ตั้งขาตั้งของเคส แล้วถ่ายโหมด Night Shot ก็จะได้ภาพแบบนี้ครับ

ถ่ายภาพกลางวันบ้าง

ภาพสวนตอนกลางวัน

แต่ส่วนที่ทำให้กล้องของแท็บเล็ตตัวนี้เก่งขึ้นมาได้จริงๆ คือซอฟต์แวร์กล้องครับ ที่หัวเว่ยก็ยกชุดซอฟต์แวร์กล้องมาตรฐานที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ มาใช้เลย ทำให้มีความสามารถอย่างโหมดโปรที่ปรับ ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ได้ แถมในโหมดโปรถ่ายแบบ RAW ได้ด้วย รวมถึงโหมดถ่ายแสงไฟให้เป็นเส้น หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืน (แบบต้องใช้ขาตั้งนะ) ก็ทำให้ภาพที่ได้ดูน่าทึ่งไม่น้อยว่านี่เหรอเป็นภาพที่ออกจากแท็บเล็ต

ถ่าย Selfie ด้วยกล้องหน้า ทำหลังเบลอด้วยนะ

กล้องหน้าก็สามารถถ่าย Selfie ได้ดีระดับหนึ่งครับ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ แต่เทียบคุณภาพกับสมาร์ทโฟนไม่ได้นะครับ ก็เน้นเอาไว้ใช้ Video Call กันมากกว่า

ส่วนวิดีโอก็แปลกใจเลยแหละที่กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย เรียกว่าจัดมาให้เต็มๆ ก่อนแบบไม่มีกั้ก ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ส่วนกล้องหน้าจะได้แค่ 720P นะครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ประสิทธิภาพดีเกินพอสำหรับงานทั่วๆ ไป และการที่เครื่องมีแรมมาให้ 4 GB ก็ทำให้เปิดแอป-เปิดเว็บพร้อมกันได้มากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง Asphalt 9 ได้ลื่นไหลดี ทำให้กลายเป็นเครื่องจอใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมเหมือนกันนะ และในอนาคตได้น่าจะอัปเดท GPU-Turbo ทำให้ประสิทธิภาพกับเกมดีขึ้นไปอีก
  • จอใหญ่แบบนี้ ต้องหาซื้อจอยเกมมาเล่นด้วยกันแล้วแหละ

แม้ว่า MediaPad M5 Pro จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของปีที่แล้วคือ Kirin 960 แต่ประสิทธิภาพของมันก็แรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยแหละครับ โดยเฉพาะแรมที่มีมาให้ 4 GB ก็ทำให้สลับแอปหรือเปิดหน้าเว็บได้พร้อมกันได้มากกว่าฝั่ง iPad ที่มีแรมน้อยนิดจริงๆ ในส่วนของหน่วยความจำมีมาให้ 64 GB สามารถเพิ่มผ่าน MicroSD ได้อีก 256 GB ก็น่าจะพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

เล่น Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหล

แล้วถ้าเอา Huawei MediaPad M5 Pro ไปเล่นเกมจะเป็นยังไง เราเทสกับเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Asphalt 9 โดยปรับกราฟิกเป็นระดับ High ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ยังสามารถขับรถได้อย่างลื่นไหลแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนทดสอบจากแอปออกมาว่า Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,454 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S8 เลยนะ ส่วน 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนไป 2,236 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ เล่นเกมทั่วไปได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีการอัปเดท GPU-Turbo ให้ MediaPad M5 Pro ด้วย ก็น่าจะเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีก

สรุปประสบการณ์ Huawei MediaPad M5 Pro ในประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาเทส MediaPad M5 Pro นานนัก เราจึงขอสรุปประสบการณ์ที่ได้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ครับ

  • MediaPad M5 Pro ใส่ซิมได้ 1 ซิม รองรับ 4G แถมยังโทรออกรับสายได้ด้วย! แต่ไม่ใช่เอาไปแนบหูโทรนะ จะเป็นการโทรแบบ Speakphone ซึ่งถือเป็นความสามารถที่โอเคมากๆ สำหรับแท็บเล็ตราคาแค่นี้ ต่อเน็ตผ่านซิมได้ตลอดเวลาเนี่ย
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านขวาของจอ (ถ้าวางเครื่องแนวนอน) ก็เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์หัวเว่ย
  • หัวเว่ยเคลมว่าใช้เวลาชาร์จ 2.9 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 7,500 mAh ให้เต็มด้วยหัวชาร์จ Huawei Fast Charge (9V 2A) ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ไม่ต้องพูดถึง ใช้งานได้ยาวๆ ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยหมดระหว่างวันเลย แม้ว่าจะกางเครื่องเพื่อใช้พิมพ์งานนานหลายชั่วโมง
  • เราทดสอบเอาภาพต่อออกจอผ่านหัวแปลง USB-C เป็น HDMI ของหัวเว่ยนะครับ (Huawei MateDock 2) พบว่า MediaPad M5 Pro ไม่สามารถต่อภาพแบบมีสายออกจอได้ แต่สามารถเสียบอุปกรณ์ USB ได้ตามปกติครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสายรุ่นอื่นๆ จะต่อภาพออกได้ไหมนะครับ

พอร์ต USB-C ของ MediaPad M5 Pro สามารถเสียบหัวแปลงแบบนี้เพื่ออ่าน SD Card หรือ USB ได้ แต่ไม่สามารถแปลงเป็น HDMI เพื่อเอาภาพออกจอใหญ่ได้

  • LINE เป็นแอปเจ้าปัญหาสำหรับ Android เพราะไลน์ไม่ได้พัฒนาเป็นแอปรุ่นแท็บเล็ตเหมือนที่พัฒนาให้ iPad ทำให้เราไม่สามารถใช้ล็อกอินเดียวกับในสมาร์ทโฟนบน MediaPad M5 Pro ได้ ถ้าล็อกอินเข้าไป ไลน์ในสมาร์ทโฟนจะหลุด แล้วประวัติการสนทนาที่ไม่ได้ backup ไว้จะหายไป
  • เนื่องการสัดส่วนการใช้ Android เพื่อเป็นแท็บเล็ตนั้นน้อยกว่าฝั่งสมาร์ทโฟนมาก ทำให้แอปจำนวนมากไม่รองรับการทำงานในรูปแบบแท็บเล็ต คือเป็นการใช้งานแอปโดยเอารุ่นสมาร์ทโฟนมาขยายให้ใหญ่ขึ้น เช่นแอป Twitter บางแอปไม่พลิกเป็นจอแนวนอนด้วยซะงั้น

เทียบน้ำหนักของ Huawei MediaPad M5 Pro กัน

Huawei MediaPad M5 Pro ตัวเครื่องอย่างเดียวหนัก 507 กรัม

เคสคีย์บอร์ดพร้อมปากกาหนัก 399 กรัม

รวมทั้งชุดเคสคีย์บอร์ดพร้อมเครื่องหนัก 905 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องจอ 10.8 นิ้ว พร้อมทำงาน

เทียบให้เห็นภาพ MacBook 12 นิ้ว ราคาเกือบห้าหมื่น ยังหนักกว่าเลย

สเปคของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • CPU Processor : Kirin 960
  • RAM : 4 GB
  • หน่วยความจำ 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอ : 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 (280 PPI)
  • กล้องหลัง : 13 MP (F2.2+PDAF) ไม่มีไฟแฟลช
  • กล้องหน้า : 8 MP (F2.2+Fixed focus)
  • ลำโพง : สเตอริโอ 4 ตัว Tuned by Harman/Kardon
  • Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ผ่านปุ่มโฮมด้านหน้าจอ
  • รองรับปากกา M-PEN, เคสคีย์บอร์ดและ PC Mode
  • Battery : 7,500 mAh รองรับ Quick Charge at 9V/2A ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สรุป Huawei MediaPad M5 Pro พร้อมเคสคีย์บอร์ด น่าจะเป็นชุดแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่ใช้ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมาครับ ในฐานะนักเขียน เราฟินกับคีย์บอร์ดตัวนี้ ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ เราชอบจอที่ใหญ่ สว่าง สดใสตัวนี้ แถมได้ลำโพงเสียงดีที่ดังอีกด้วย ก็ให้ป้ายทอง แบไต๋การันตี “น่าซื้อมาก” ไปเลย!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget

รีวิว Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จ USB-C ครองพิภพ ชาร์จโน้ตบุ๊ก/มือถือได้หมด!

หัวชาร์จไฟ USB-C ขนาดเล็กเทียบเท่าหัวชาร์จมือถือ แต่จ่ายไฟได้แรงและหลากหลาย ทำให้ชาร์จมือถือก็เร็ว ชาร์จโน้ตบุ๊กก็ได้

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

ทำไมจะต้องซื้อที่ชาร์จไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนใหม่ ในเมื่อของเดิมที่มากับโน้ตบุ๊กหรือมือถือก็ใช้ดีอยู่แล้ว! เราเชื่อว่าคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่ถูกถามเมื่อพูดถึงหัวชาร์จ Innergie PowerGear 60C แต่เชื่อผมเถอะครับว่าอแดปเตอร์ตัวนี้มันทำให้ชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากๆ (เบาพอๆ กับอแดปเตอร์โทรศัพท์มือถือ) แต่จ่ายไฟได้ 60 Watt มากพอสำหรับโน้ตบุ๊กขนาดกลาง มีชุดเสริมแปลงหัวต่อสำหรับโน้ตบุ๊กหลากหลายแบรนด์ แถมยังรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟ USB-PD (Power Delivery) หลายโปรไฟล์มาก จึงรองรับการชาร์จเร็วในหลายอุปกรณ์!

PowerGear 60C กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ทรงพลัง

Innergie นั้นเป็นแบรนด์ลูกของ Delta Electronics บริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบกำลังไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าจากไต้หวันนะครับ ถ้าสังเกตดูที่อแดปเตอร์ของอุปกรณ์จำนวนมากที่อยู่ในบ้านเราจะมีตรายี่ห้อ Delta ติดอยู่ด้วย จึงถือเป็นแบรนด์ที่ใกล้ตัวผู้ใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ความแตกต่างของแบรนด์ Delta กับ Innergie นั้นอยู่ที่ Delta จะเน้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรม หรือเป็นโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าให้แบรนด์อื่นๆ นำไปใช้ แต่ Innergie นั้นเป็นเหมือนตัวแทนที่เอาเทคโนโลยีของ Delta มาออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป

จากประสบการณ์ของ Delta เราเลยไม่แปลกใจที่ Innergie PowerGear 60C จะเป็นหัวชาร์จที่มีขนาดเล็กมาก (คิดเป็นปริมาตรก็ 55 cc) เมื่อเทียบกับการจ่ายไฟสูงสุด 60 Watt ของมัน (ประสิทธิภาพการแปลงไฟฟ้า 92%) โดย PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่นย่อยให้เลือกซื้อดังนี้

Innergie PowerGear 60C รุ่นเปลี่ยนหัวปลั้กสำหรับใช้นานาชาติได้

  1. รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) มีขนาด 30.4 x 30.4 x 60 mm (กว้าง x ยาว x สูง) และเบามากแค่ 85 กรัม รุ่นนี้แนะนำสำหรับซื้อใช้ในไทยเพราะถูกกว่า และตัวเล็กกว่า
  2. รุ่นขาปลั้กนานาชาติ (International) มาพร้อมขาปลั้ก 3 แบบที่ถอดเปลี่ยนได้ (ขาแบน, ขากลม, ขาเหลี่ยม 3 ขา) แต่รุ่นนี้จะเทอะทะหน่อยเพราะพับขาไม่ได้ และราคาขายแพงกว่า

ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น Innergie ก็ชูเทคโนโลยี InnerShield ที่ติดตั้งอยู่ในตัวหัวชาร์จและสายครับ เพื่อป้องกันการช็อต ป้องกันอุณหภูมิสูง ป้องกันกระแสเกิน สารพัดจะป้องกันเพื่อสร้างความมั่นใจ โดย Innergie PowerGear 60C นั้นรับประกันสินค้านาน 3 ปี

อุปกรณ์ในชุด PowerGear 60C คือหัวชาร์จ USB-C 60 Watt (ในรูปคือพับขาเก็บแล้ว) พร้อมสาย USB-C to USB-C ยาว 1.5 เมตร

นอกจากนี้ในชุดยังมาพร้อมสาย USB-C to USB-C อย่างดี ความยาว 1.5 เมตรด้วย ไม่ต้องไปซื้อสายแยกเหมือนกับหัวชาร์จ USB-C ของแอปเปิ้ล!

ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟของ PowerGear 60C

นำ Innergie PowerGear 60C จ่ายไฟให้ MacBook 12 นิ้ว โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดกำลังไฟ

Innergie PowerGear 60C นั้นรองรับการจ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ 5 โปรไฟล์คือ 5V/3A, 9V/3A, 12V/3A, 15V/3A, 20V/3A ซึ่งในระดับ 20V นี้เองที่จ่ายไฟได้สูงสุด 60 Watt ซึ่งเราก็ได้ทดสอบการจ่ายไฟของ PowerGear 60C กับอุปกรณ์ที่ใช้พอร์ต USB-C หลายชนิดมาก โดยใช้ Satechi Type-C Power Meter Tester วัดการจ่ายกระแสไฟ ซึ่งผลออกมาเป็นดังนี้

  • อุปกรณ์ที่จ่ายไฟ 5V 2A ตามปกติ : OPPO Find X
  • ทดสอบกับอุปกรณ์ของ Huawei พบว่า PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟแบบ Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเต็มเร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไป หรือพูดอีกอย่างว่า Fast Charge ของหัวเว่ยคือมาตรฐาน USB-PD ที่ใช้ความดันไฟฟ้า 9V โดยเมื่อเสียบแล้วอุปกรณ์จะขึ้นคำว่า Fast Charge
    • Huawei Mate 10 Pro ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei nova 3 ใช้กระแส 9V 1A
    • Huawei MediaPad M5 Pro ใช้กระแส 9V 2A
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่ PowerGear 60C สามารถชาร์จเร็วแบบ 9V ได้
    • Vivo NEX S – 9V 1.1A
    • Sony Xperia XZ2 Premium – 9V 1.5A
  • ทดสอบกับ Nintendo Switch สามารถเอา PowerGear 60C จ่ายไฟให้ Dock แล้วต่อภาพออกทีวีได้ โดยใช้กระแส 15V 1.2A ซึ่งหัวชาร์จ USB-C ทั่วไปที่ไม่ใช่ของ Nintendo จะไม่สามารถจ่ายไฟแรงพอที่จะต่อภาพออกทีวีได้
  • ชาร์จ MacBook ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแส 20V 1.4A

นำ PowerGear 60C ไปจ่ายไฟให้ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอที่จะนำภาพออกจอได้

เมื่อเทียบกับหัวชาร์จ USB-C 29W ของ Apple ที่ได้มาพร้อมกับ MacBook 12 นิ้ว พบว่าไม่สามารถชาร์จไฟในระดับ 9V ได้ ทำให้ไม่สามารถทำ Fast Charge กับอุปกรณ์ของ Huawei ได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเอาไปจ่ายไฟกับ Dock ของ Nintendo Switch เพื่อต่อภาพออกจอทีวีได้ (วัดกระแสที่จ่ายให้ Switch ได้ 14.5V ไม่ใช่ 15V ทำให้ภาพไม่ขึ้น) และเมื่อเสียบชาร์จกับ MacBook 12 นิ้ว จะได้กระแสที่ 15V 2A

อแดปเตอร์ตัวสุดท้ายที่เราใช้ทดสอบคือหัวชาร์จ USB-C ของ Nintendo Switch ที่สเปคระบุว่าจ่ายไฟได้ 15V 2.6A แน่นอนว่าเป็นหัวชาร์จของ Switch เอง จึงสามารถต่อกับ Dock เพื่อเอาภาพขึ้นจอทีวีได้โดยใช้กระแส 15V 1.2A นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จ MacBook 12 นิ้วได้ด้วยกระแส 15V 2A แต่ที่แปลกสำหรับอแดปเตอร์ตัวนี้คือมันไม่สามารถชาร์จ OPPO Find X และ Vivo NEX S ได้ครับ ไฟไม่เข้าเลย

ตารางประสิทธิภาพการจ่ายไฟของหัวชาร์จต่างๆ

อุปกรณ์ชาร์จInnergie PowerGear 60CApple USB-C 29 W (ของ MacBook 12 นิ้ว)Nintendo Switch USB-C Adapter
OPPO Find X5V 2A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Huawei Mate 10 Pro9V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei nova 39V 1A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.7A5V 1.5A
Huawei MediaPad M5 Pro9V 2A (ขึ้น Fast Charge)5V 1.4A5V 1.5A
Vivo NEX S9V 1.1A5V 2Aชาร์จไม่เข้า
Sony Xperia XZ2 Premium9V 1.5A5V 2A5V 1.5A
Nintendo Switch15V 1.2A (ภาพออกทีวี)14.5V 1.1A (ภาพไม่ออกทีวี)15V 1.2A (ภาพออกทีวี)
MacBook 12 นิ้ว20V 1.4A14.5V 2A15V 2A
Microsoft Surface Go19.5V 2.3A14.5V 2A14.5v 2.6A
Mi Laptop Air20V 2.5Aชาร์จไม่เข้าชาร์จไม่เข้า
HP Envy 36020V 2.7A14.5V 2A15V 2.25A

สรุป Innergie PowerGear 60C สามารถจ่ายไฟได้หลากหลายระดับ และรองรับอุปกรณ์มากที่สุดแล้ว เสียบมือถือก็ชาร์จเร็ว เสียบ Dock ของ Nintendo Switch ก็จ่ายไฟมากพอจนส่งภาพออกทีวีได้ เสียบกับ MacBook ก็ชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถจ่ายไฟในเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC Flash Charge ได้ ซึ่งเมื่อเราสอบถามเรื่องนี้จากทาง Innergie ประเทศไทยก็ได้คำตอบว่า Innergie โฟกัสที่เทคโนโลยีมาตรฐานอย่าง USB-C ที่ใช้รูปแบบการจ่ายไฟเป็น USB-PD เป็นหลัก การรองรับมาตรฐาน Quick Charge บางตัวทำให้เกิดผลกระทบเมื่อไม่ได้ใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ QC ทำให้การชาร์จช้าลงเหลือแค่ 5V 1A แทนที่จะเป็น 5V 2A อย่างที่ Innergie ทำได้ตอนนี้ครับ

Innergie PowerGear 60C ชาร์จโน้ตบุ๊กยี่ห้ออะไรก็ได้!

อุปกรณ์เสริมอีก 2 ตัวของ PowerGear 60C

นอกจากเราจะใช้ PowerGear 60C ชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลายแล้ว Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกตัวหนึ่งเรียกว่า MagiCable 150 ที่เป็นสายพิเศษเพื่อต่อไฟจาก PowerGear 60C ไปชาร์จโน้ตบุ๊กได้แทบทุกรุ่นในตลาดครับ (ยกเว้น MacBook ที่ใช้หัวต่อแบบ MagSafe เพราะแอปเปิ้ลไม่ให้สิทธิ์บริษัทอื่นๆ ทำหัวต่อแบบนี้เลย) ทำให้เราไม่ต้องพกอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กตัวหนักๆ แล้ว พกแค่ PowerGear 60C กับสาย MagiCable 150 ก็พอ

ชุด MagiCable 150 ประกอบด้วยสายและหัวแปลง 6 ตัว

ในชุดของ MagiCable 150 นั้นมีหัวต่อสำหรับเสียบกับโน้ตบุ๊กแบรนด์ต่างๆ มาอีก 6 หัว รองรับแบรนด์หลักๆ อย่าง Asus, Acer, Dell, HP, Lenovo วิธีใช้ก็ง่ายๆ หาให้เจอว่าโน้ตบุ๊กของเราใช้หัวต่อตัวไหน แล้วเสียบหัวต่อเข้ากับสาย MagiCable 150 แล้วเอาสายไปต่อกับช่อง USB-C ของ PowerGear 60C ก็เรียบร้อย

พอดีหัวแปลง 6 ตัวที่ได้มานั้นใช้กับโน้ตบุ๊กของทีมงานไม่ได้ เราเลยขอหัวใหม่ผ่าน Free Tip Program ก็ได้มาเป็นซองจดหมายแบบนี้

แต่ถ้า 6 หัวที่แถมมาให้นั้นดันใช้กับโน้ตบุ๊กของเราไม่ได้สักหัว Innergie ก็มีโครงการที่เรียกว่า Free Tip Program แค่ค้นกูเกิ้ลว่า “Free Tip Program” หรือ “โปรแกรมหัวต่อฟรี” เพื่อหาหน้าเว็บของ Innergie ประเทศไทย แล้วเข้าไปกรอกข้อมูลรวมถึงยี่ห้อและรุ่นของโน้ตบุ๊กที่ไม่มีหัวต่อ ทีมงานก็จะติดต่อกลับมาทางอีเมลและส่งหัวต่อที่เข้ากันได้กับโน้ตบุ๊กของเรามาให้ฟรีทางไปรษณีย์ ซึ่งทีมงานแบไต๋ก็ได้ลองใช้บริการนี้เพราะหัวต่อที่ให้มานั้นต่อกับ Lenovo IdeaPad รุ่นเก่าไม่ได้ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้หัวต่อใหม่มาใช้แล้วครับ สบายใจแล้วทีนี้

เสียบ Innergie PowerGear 60C เข้ากับ MagiCable 150 และ WizardTip ก็จะชาร์จอุปกรณ์ USB และชาร์จโน้ตบุ๊กไปได้พร้อมกัน

และ Innergie ยังมีอุปกรณ์เสริมของสาย MagiCable 150 อีกตัว (เรียกว่าอุปกรณ์เสริมของอุปกรณ์เสริมก็ได้) เรียกว่า WizardTip ครับ ใช้เสียบคั่นกลางระหว่างปลายของ MagiCable 150 กับหัวต่อโน้ตบุ๊ก เพื่อเพิ่มพอร์ต USB-A สำหรับชาร์จอุปกรณ์มาอีก 1 ช่อง ซึ่งพอร์ตที่เพิ่มเข้ามานี้สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 2.4A ก็แรงพอที่จะชาร์จ iPad เต็มได้อย่างรวดเร็วครับ ก็เหมาะสำหรับคนที่อยากชาร์จโน้ตบุ๊กพร้อมอุปกรณ์ USB ไปพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว

ราคาของ Innergie PowerGear 60C

อย่างที่บอกไปว่า PowerGear 60C นั้นมี 2 รุ่น ซึ่งมีราคาดังนี้

  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาแบนพับได้ (ขา US) – 2,890 บาท
  • Innergie PowerGear 60C รุ่นขาปลั้กนานาชาติ มี 3 ขาให้เลือกเปลี่ยน – 3,190 บาท

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จึงขอเทียบราคากับ Apple USB-C Adapter

  • Apple USB-C Adapter 30 Watt (มากับ MacBook 12 นิ้ว) – 1,700 บาท
  • Apple USB-C Adapter 61 Watt (มากับ MacBook Pro 13 นิ้ว และตัวนี้จ่ายไฟได้สูงเท่า PowerGear 60C) – 2,500 บาท
  • Apple USB-C Adapter 87 Watt (มากับ MacBook Pro 15 นิ้ว) – 2,800 บาท
  • สาย USB-C to USB-C ยาว 2 เมตร (ต้องซื้อแยก ไม่ได้แถมมากับอแดปเดอร์ของแอปเปิ้ล) – 790 บาท

เทียบขนาด ซ้ายคือ Apple USB-C 29 Watt ส่วนขวาคือ Innergie PowerGear 60C แบบขาแบนที่พับขาเก็บ

ถ้าเทียบที่ตัว Apple USB-C 61 Watt พร้อมซื้อสาย USB-C ด้วย ราคาจะสูงกว่า Innergie PowerGear 60C ที่ความสามารถรอบด้านกว่าและเบากว่า แต่ถ้าใช้แค่ 30 Watt ซื้อหัวชาร์จของแอปเปิ้ลจะได้ราคาที่ถูกกว่าครับ ส่วนจะชาร์จกับอุปกรณ์อะไร ได้ผลเป็นยังไง ย้อนกลับไปดูตารางข้างบนที่เราทำเทียบประสิทธิภาพไว้นะครับ

ส่วนราคาของอุปกรณ์เสริมเป็นดังนี้

  • MagiCable 150 (สายสำหรับเสียบชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ) – 790 บาท
  • WizardTip (อุปกรณ์เสริมของ MagiCable ให้ชาร์จ USB เพิ่มได้) – 490 บาท

สรุป Innergie PowerGear 60C หัวชาร์จครองพิภพ

ชุดสาย MagiCable 150 พร้อม WizardTip (ตัวขวา)

ต้องยอมรับว่า Innergie PowerGear 60C เป็นหัวชาร์จที่ยืดหยุ่นที่สุดตัวหนึ่งตั้งแต่เราเคยใช้มา คือชาร์จอุปกรณ์ USB-C ได้หลากหลาย แถมหลายอุปกรณ์ยังรองรับการชาร์จเร็วด้วย ทำให้พกหัวชาร์จแค่ตัวเดียวก็สามารถจัดการกับอุปกรณ์ USB-C ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง MagiCable 150 ทำให้ชาร์จโน้ตบุ๊กอื่นๆ ได้ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าอแดปเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปมากด้วย

แต่จุดอ่อนของ PowerGear 60C นั้นอยู่ที่ราคาครับ อาจจะสูงไปสักนิด แล้วก็ไม่รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเฉพาะตัวอย่าง Huawei SuperCharge หรือ OPPO VOOC แต่ก็แลกกับน้ำหนักที่เบากว่า และความยืดหยุ่นในการชาร์จอุปกรณ์ที่มากกว่า

เปรียบเทียบน้ำหนักของชุดชาร์จต่างๆ

ชุด PowerGear 60C พร้อมสาย หนัก 140 กรัม

ชุด Apple USB-C Adapter 29 Watt พร้อมสาย USB-C ยาว 2 เมตร หนัก 158 กรัม

ชุดสายไฟเครื่อง Lenovo IdeaPad หนัก 444 กรัม ขุ่นพระ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวท็อป Dyson V8 Carbon Fibre สินค้ายอดรักคุณพ่อบ้าน!

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

ในสังคมปัจจุบันชีวิตในแต่ละวันของเราวุ่นวายอยู่นอกบ้านกันเป็นส่วนมาก กลับเข้าบ้านมาก็ใช่จะได้พัก… บางคนหอบงานมาทำอีก พอมาถึงวันหยุดงานบ้านก็มา เหนื่อยและหนักก็งานทำความสะอาด แต่พ่อบ้านที่อ่านเว็บแบไต๋ เรื่องอุปกรณ์ดี…ใช้เวลาน้อย…เบาแรง…แถมสะอาดมากมายดังใจหวัง ทำอาทิตย์ละครั้งก็สบายชิวๆ ต้องมาที่หนึ่ง เพราะพวกเราเป็นสายอุปกรณ์เทพ! นี่เลยครับ… Dyson V8 Carbon Fibre เครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวท็อปสุดของ Dyson ที่ขายในไทยตอนนี้

ผมได้รับ Dyson V8 Carbon Fibre มาทดลองใช้งานเก็บบ้านแสนรก เอ้ย แสนรักของผม ก็จะเป็นบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากการใช้งานจริงในมุมมองของผู้ชายที่ไม่ถนัดทำงานบ้านอย่างผม เริ่มจากเรามาแกะกล่องดูกันว่ามีอุปกรณ์อะไรกันบ้างนะครับ ผมแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการหยิบจับตอนใช้งานจริง (เริ่มเป็นมืออาชีพกับเค้าบ้างแล้วละสิครับ) การใช้งานผมว่าเข้าใจได้ไม่ยาก การเปลี่ยนอุปกรณ์ก็สะดวกดีครับ…ง่ายไม่ยาก…คู่มือมีความจำเป็นในเรื่องยากๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจ ซึ่งสามารถเข้าใจได้ง่ายและมีความละเอียด อ่านผ่านๆ สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วครับทำให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้ แก้ไขได้เมื่อเกิดปัญหา

ประสิทธิภาพของ Dyson V8 Carbon Fibre

Dyson V8 Carbon Fibre ใช้มอเตอร์ดิจิตอล V8 มีพลังการดูดสูงสุด 155AW (Air-Watt) เทียบกับ Dyson V8 รุ่นเดิมที่มีกำลังดูดสูงสุด 115 AW และมีความเร็วในการหมุนสูงสุดถึง 110,000 ครั้งต่อนาทีเร็วกว่ามอเตอร์ของเครื่องยนต์รถแข่งกันทีเดียวครับ โดยในโหมดพลังดูดสูงนี้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ 5 นาทีต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ถ้าใช้ Dyson V8 Carbon Fibre ในโหมดพลังดูดปกติ จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้นาน 40 นาทีต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

แน่นอนว่าเครื่องดูดฝุ่นจาก Dyson ก็ต้องใช้เทคโนโลยีไซโคลน โดย Dyson V8 มีท่ออากาศ 15 ชุด จัดเรียงสองชั้น ทำงานคู่ขนานกันช่วยเพิ่มกระแสลมซึ่งใช้แรงเหวี่ยงหมุนเร็วมากๆ จนเหมือนพายุไซโคลน เพื่อแยกฝุ่นให้แยกออกจากอากาศก่อนปล่อยเข้าไปในกล่องเก็บฝุ่น ฝุ่นจึงไม่ไปอุดที่ไส้กรอง ทำให้กำลังดูดไม่ลดลงแม้ฝุ่นจะเต็มกล่อง และไม่ต้องทำความสะอาดฟิลเตอร์กรองกันบ่อยๆครับ ตัวเครื่องผนึกอย่างแน่นหนาป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นละอองก่อนผ่านตัวกรอง ซึ่งก็สร้างความมั่นใจด้วย HEPA Filter ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อกรองฝุ่นละเอียด ออกไป ดักจับได้แม้กระทั่งสารก่อภูมิแพ้

ความพิเศษของ Dyson V8 Carbon Fibre

  • ออกแบบมาให้ไม่มีสายไฟ จึงเคลื่อนย้ายได้สะดวกไปได้ทุกที่
  • ถังเก็บฝุ่นชนิดใสทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตเป็นวัสดุชนิดเดียวกับโล่ห์ใช้ปราบจราจลกันทีเดียว
  • พลังแรงดูดทำความสะอาดเพิ่มขึ้น 30% แต่ความดังของเสียงดังเพียง 88 เดซิเบลเท่านั้น
  • ขณะเปิดถังทิ้งสิ่งสกปรก เพียงแค่ดึงคันปล่อยสิ่งสกปรกลงในถังขยะซึ่ง แถบยางจะเลื่อนผ้าที่หุ้มลงและผลักฝุ่นออกไปผู้ใช้จึงไม่ต้องสัมผัสโดนสิ่งสกปรกขณะทิ้งฝุ่นและเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกได้ในขั้นตอนเดียว
  • การวางตำแหน่งมอเตอร์และแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับแรงโน้มถ่วง ขณะใช้มือจับเครื่องใช้งาน ไม่ว่าจะใช้ทำความสะอาดในที่สูงหรือในโหมดมือจับ ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 2.5 กก. ช่วยให้ยกและจับทำความสะอาดในพื้นที่สูงและบริเวณต่างๆ ได้สะดวก
  • ตัวเครื่องมาพร้อมแท่นติดตั้งที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในเวลาเดียวกันและเป็นการจัดเก็บอุปกรณ์ เสริมได้อย่างเป็นระเบียบ

เจาะลึกอุปกรณ์ทำความสะอาดในกล่อง Dyson V8 Carbon Fibre

ชุดอุปกรณ์ในกล่องของ Dyson V8 Carbon Fibre เยอะมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะยัดอยู่ในกล่องเล็กๆ ได้

ด้วยความที่ Dyson V8 Carbon Fibre เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นท็อป หัวดูดและอุปกรณ์เสริมต่างๆ อุปกรณ์ในกล่องมากมายครับรองรับการใช้งานได้หลากหลายครับ

1. อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นแบบลูกกลิ้งนุ่ม (Fluffy Head)

ซ้ายคือหัว Fluffy แบบนุ่ม ขวาคือหัว Carbon Fibre แบบแข็ง

สำหรับดูดบนพื้นแข็งทั่วไปครับ หัวแปรงเป็นลูกกลิ้งขนาดใหญ่ และมีมอเตอร์ในตัว ห่อหุ้มด้วยแถบไนล่อนสลับกับเส้นใยไฟเบอร์ บอกก่อนแบบไม่อายเลยนะครับ …ห้องผมไม่ได้ทำความสะอาดมา…นานมาก ไม่ค่อยอยู่ห้องเท่าไหร่… ผมเริ่มดูดฝุ่นที่พื้นก่อนเลยทยอยทำทีละภาคส่วน ถูพื้นไปด้วย ทีนี้มาสังเกตตรงรอยต่อของการทำความสะอาด ระหว่างถูพื้นกับที่ยังไม่ถู…สะอาดเหมือนกันเลยครับ แสดงว่าการดูดทำความสะอาดหมดจดมากครับ ทั้งเส้นใยฝุ่นและฝุ่นละเอียด…น่าทึ่งมากจริงๆครับใช้เวลาไม่นานเลยครับ การเคลื่อนไหวก็คล่องตัวดีครับไม่สะดุด การหันทิศทางก็ไม่ลำบากเวลาเจอมุมที่ทำความสะอาดยาก สามารถดูดฝุ่นทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นครับ

2. อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นแบบ Direct-drive

หัว Carbon Fibre แบบ Direct-Drive ขณะทำงาน หมุนติ๋วๆ

สำหรับดูดบนพรมครับ หัวแปรงเป็นลูกกลิ้งขนาดใหญ่พอๆ กับข้อ 1 มีเส้นเกลียวไนล่อนสลับกับเกลียวเส้นใยไฟเบอร์ มีมอเตอร์ในตัว และข้อต่อออกแบบมาแบบเปลี่ยนทิศทางตั้งได้-นอนได้ครับ ข้อต่อมีความคล่องตัวมากกว่าข้อ 1 ผมมีแต่พรมเช็ดเท้าขนาดใหญ่พอสมควร เก็บฝุ่นได้ดีครับ พรมนี่ปกติดูดฝุ่นยากนะครับเพราะมันมีฝุ่นฝังที่พื้นผิวพรมเยอะไม่ใช่ดูดแต่ส่วนบนๆ บ้านใครไม่มีพรมก็พิจารณาใช้ได้ตามความเหมาะสมได้ครับ ทุกอย่างเราสามารถปรับใช้ได้เพื่อความเหมาะสมครับ ผมลอง ดูดพื้นผิวธรรมดาดู ก็ใช้ได้นะครับ มีความคล่องตัวดี

3. อุปกรณ์หัวดูดฝุ่นที่นอน

เป็นหัวดูดที่ไม่มีลูกกลิ้งผมว่าเหมาะกับผ้าที่ตึงหรือทำให้ตึงนะครับ เช่นหมอนหรือ หมอนข้าง สำหรับที่นอนอาจจะต้องออกแรงมากหน่อย เพราะเวลาใช้งานมันมีความฝืด ดูดติดพื้นผิวมากตามแรงดูดของเครื่อง ต้องออกแรงดึงเยอะ หัวนี้เลยไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่

4. อุปกรณ์หัวดูดแบบมอเตอร์เล็ก

เป็นลูกกลิ้งขนาดย่อมลงมา มีแปรงไนล่อนหมุนๆ อยู่ด้านใน เหมาะกับเบาะโซฟา ม่านหนาๆ ฟูกที่นอน ผมใช้ตัวนี้ดูดฝุ่นที่นอนครับ…ดีมากเลย…ฝุ่นละเอียดออกมาเพียบ นี่แหละสำคัญเลยครับ ภูมิแพ้ผมคงหายคราวนี้แหละ!!! การใช้งานราบรื่นดีครับ ตัวนี้ผมชอบครับขนาดก็กำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป

5. อุปกรณ์หัวดูดแบบ 2 in 1

เป็นหัวดูดแบบแบนลักษณะเฉียงที่สามารถเลื่อนแปรงปัดลงมาใช้งานร่วมด้วยได้ครับ ผมใช้ดูดฝุ่นแป้นคอม การใช้ผมว่าการลากทำความสะอาดได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมใช้วิธียกแล้วปัดขนแปรงไปเรื่อยมันทำความสะอาดได้ดีกว่า การใช้ท่อเปล่าผมว่ามันดูดได้ไม่ดีครับต้องใช้แปรงปัดช่วย แต่ถ้าดูดฝุ่นผงขนาดใหญ่ก็พอใช้ได้ครับ ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวแบบช่องแอร์เป็นช่องชั้นก็สะดวกครับองศาได้แต่ พอเอาไปดูดในรถยนต์สำหรับผมไม่คล่องตัวเลยครับเพราะปลายแบบเฉียงอย่างนี้มันปาดไม่ถนัดครับ อุปกรณ์นี้ต้องท่อต่อใช้แบบยืดหยุ่นจึงจะเหมาะสมกว่าต่อตรงๆ

6. อุปกรณ์แบบแปรงปัดขนนิ่ม

หัวขนนิ่มพร้อมข้อต่อปรับความโค้ง (ในข้อ 11)

ดูดไปบนพื้นผิวต่างๆ ได้ตามต้องการเลยครับ ผมใช้ดูดฝุ่นบนหลังตู้ ตามชั้นวางของต่างๆ ใช้ร่วมกับข้องอสำหรับดูดที่สูงที่ปรับเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ แต่การใช้ท่อยาวร่วมด้วยผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ถนัดมันเหมาะกับแบบมือถือมากกว่าแบบว่ามันต้องมีแรงกดนิดนึงในการเลื่อนแปรงไปมานะครับ ทำความสะอาดตามขื่อขอบหน้าต่างพอได้ครับ แม้จะคิดว่ามันใหญ่ไปดูจากช่องข้างใต้แล้วไม่น่าเหมาะ

7. อุปกรณ์ดูดปากแคบ

ใช้ดูดตามซอกได้ดีครับ โดยเฉพาะตามขอบเข้ามุมต่างๆ ซอกแคบๆ คิ้วผนัง ผมนำไป ใช้ในรถยนต์ร่วมกับท่อยืดหยุ่นแต่ผมว่าปลายมันเฉียงมากไปครับ เลยมีพื้นที่ดูดได้แค่ตรงปลายแหลมมันดูดได้ช้าครับ

8. อุปกรณ์ดูดปากแคบแบบมีแปรงปัดขนนุ่ม

ยืดออกเป็นท่ออ่อนโค้งงอได้ ซอกซอนได้ดีขึ้นครับ แต่ระวังตอนเก็บท่ออ่อนกลับต้องกดปุ่มกลมไว้ด้วยนะครับ อย่ากดแบบใช้แรงลงไปทันทีอาจเกิดความเสียหายได้ นุ่ม นวลกันหน่อยครับ อุปกรณ์อันนี้ท่ออ่อนช่วยให้มีการหักมุมได้คล่องขึ้น ขนอ่อนก็ช่วยเรื่องปัดฝุ่นได้ดี ในพื้นที่แคบทำความสะอาดได้ดีขึ้น

9. ท่อยาว

ช่วยเพิ่มความยาวหรือความสูง ในการทำความสะอาดได้สะดวกมากขึ้น ไม่หนักมาก แต่เมื่อต่อท่ออุปกรณ์แล้วถ่วงน้ำหน้าไปที่ปลาย ก็ทำให้เมื่อยเหมือนกันครับ

10. ท่อแบบยืดออกได้

ท่อแบบยืดออก พร้อมเสียบหัวแหลม

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ในการซอกซอนซ้ายขวาที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ใช้ในระยะสั้นแบบมือถือเหมาะสุดครับแต่มีข้อเสียตรงที่ยืดแล้วเด้งกลับ ทำให้เวลาใช้งานเราต้องออกแรงดึงให้ยืดออก เมื่อยมือครับ

11. ข้อต่อปรับความโค้งงอได้

เหมาะสำหรับทำความสะอาดในที่สูงครับ ใช้ต่ออุปกรณ์ทำความสะอาดบนหลังตู้ ตามขื่อต่างๆ รูดไปตามแนวสะดวกมากเลยครับเหมาะสำหรับแม่บ้านที่ค่อนข้างตัวเล็กที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องยาก ตอนนี้ง่ายมากครับ

12. แท่นชาร์จแบบแขวนผนัง

สะดวกดีนะครับ เป็นทั้งที่เก็บเครื่องและชาร์จไฟไม่กินพื้นที่เลยครับ สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่เราแขวนเครื่องติดกับผนัง สามารถหยิบใช้งานได้สะดวก พร้อมตัดไฟอัตโนมัติเมื่อไฟเต็มปลอดภัย ตัวนี้ผมงงอยู่พักใหญ่… ถึงสังเกตด้านหลังแท่นชาร์จจะมีช่องรางเล็กๆ ให้เราวางสายไฟตามแนวหัวชาร์จจะเข้าตำแหน่งพอดี ตัวเครื่องตรงด้ามจับจะมีช่องกลมให้เสียบสายชาร์จครับ

การทิ้งขยะใน Dyson V8 ที่ใช้การดึงด้านบนขึ้น ทำให้ไม่ต้องโดนฝุ่น

ขณะที่ได้ใช้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ไดสัน จะมีลมเป่าออกมาเพียงเล็กน้อยเป็นลมที่ไม่ร้อน ในขณะที่ใช้งานไม่รู้สึกเหนื่อยเลยครับลากแปรงดูดฝุ่นไปกับพื้นไม่ต้องออกแรงกันเลยทีเดียวครับ สามารถทำให้ห้องสะอาดได้ภายในเวลาไม่ทันจะเหนื่อยเลยครับ การทิ้งเศษผงก็ง่ายดายแค่ดึงอุปกรณ์ขึ้นตามคู่มือ ผงก็หล่นลงไปไม่ฟุ้งกระจายมือ แต่ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างตรงฝุ่นผงละเอียดยังมีติดอยู่ด้านในต้องเคาะอุปกรณ์ฝุ่นจะฟุ้งนิดหน่อยตรงนี้แหล่ะครับ การดูแลรักษาต่างๆ ในคู่มือมีบอกอย่างละเอียดแล้วครับ ทำความเข้าใจกันได้ง่ายเลยทีเดียวครับ

ไส้กรองตัวนี้สามารถดึงออกมาล้างน้ำทำความสะอาดได้

HEPA Filter ที่ท้ายเครื่องก็สามารถถอดมาทำความสะอาดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้บริโภคเท่านั้นครับที่จะเป็นผู้เลือกสินค้าที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง บางคนอาจจะยอมจ่ายแพงถ้าคิดว่าเหมาะสมและมีความพร้อมจากกำลังทรัพย์ จากการได้ใช้งานที่ผ่านมาทำให้ผมคิดว่า ด้วยฟังก์ชั่นที่หลากหลายทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะครับ จากการที่เคยมองว่างานบ้านเป็นเรื่องที่น่าเบื่อแต่เมื่อใช้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ก็ทำความสะอาดทั่วทั้งห้องได้สะดวกสบายขึ้นทำให้มีเวลาเหลือให้ตัวเองและครอบครัวได้พักผ่อนกัน…ชิวๆ ครับ ไปสนุกกับการทำงานบ้านกันดีกว่าครับ ชีวิตผมวิวัฒน์ขึ้นละ คราวหน้าผมคงสนุกกับการเอาอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้งาน…ได้อย่างคล่องมากขึ้นครับหน้าที่หลักๆมีไม่กี่อย่างหรอกครับถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับและใช้กันไปนานๆ รับประกันเครื่องดูดฝุ่นนานถึง 2 ปีกันทีเดียวครับ

ตัวเครื่องเพียวๆ ก่อนประกอบหัวต่อต่างๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!