Connect with us

Gadget

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
Jabra Sport Elite Upgrade
8.8

คุณภาพเสียง

8.0 /10

คุณภาพงานผลิต

9.0 /10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0 /10

ความสามารถพิเศษ

10.0 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว หลอดไฟ “Philips Hue” แบบควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
Jabra Sport Elite Upgrade
8.8

คุณภาพเสียง

8.0 /10

คุณภาพงานผลิต

9.0 /10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0 /10

ความสามารถพิเศษ

10.0 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

ในที่สุดบริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ทำตลาดฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) หลอดไฟอัจฉริยะ อย่างเป็นทางการในไทยสักที หลอดไฟที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้หลากหลายสี ทำงานได้ด้วยการควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ การสั่งงานด้วยเสียง (Voice control) วันนี้แบไต๋ขอรีวิวให้ดูกันเบื้องต้นกับการควบคุมผ่าน แอปพลิเคชั่น นะคะ

ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำมาเพื่อเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่สนใจในการสร้างบรรยากาศให้กับความบันเทิงภายในห้องหรือบริเวณบ้าน พร้อมผนวกเทรนด์ Internet of Things” (IoT) เข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) 

ตัวที่เราจะมีรีวิวให้ดูกันคือ Philips Hue Starter Kit – หลอดไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 3 หลอด พร้อม Philips Hue Bridge (ราคา 6,990 บาท)

  • ชุดเริ่มต้น Bridge+Bulbs พร้อมใช้งานได้ทันที
  • หลอดไฟขั้วมาตรฐานแบบ E27
  • ปรับค่าสีได้สูงสุด 16 ล้านสี
  • Sync ได้กับทุก Mood & Tone เช่น หนัง เพลง หรือ เกมส์
  • สั่งงานผ่าน Voice Control บน Smartphone
  • เชื่อมต่อกับ Smartphone ได้สูงสุด 10 เครื่อง
  • รองรับการใช้งานผ่าน Application ทั้งระบบ iOS และ Android

เริ่มต้นด้วยการติดตั้งกันก่อนเลยค่ะ (แอบยากนิดหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องติดตั้งเอง T T)

  • ก่อนอื่นเลยคือการต่อหลอดไฟค่ะ (ซึ่งตัว “ฟิลิปส์ ฮิว” มี 3 รูปแบบด้วยกัน ไปตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.beartai.com/news/it-thai-news/227015)
  • จากนั้นคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ซึ่งภายในกล่องมีอุปกรณ์มาให้ดังนี้
    • ตัวกล่องปล่อยสัญญาณ
    • สายแลน
    • ตัวปลั้กที่ใช้เสียบเพื่อเปิดการทำงาน
    • และก็หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) แบบหัวเกลียวค่ะ
  • การเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็คือ
    • นำตัวกล่องปล่อยสัญญาณมาเชื่อมต่อกับสายแลน (จริง ๆ ใช้สายแลนของที่มีที่บ้านก็ได้นะคะ ไม่ต้องใช้สายที่เขาให้มาก็ได้อ่ะ)
    • จากนั้นก็เชื่อมต่อกับปลั้ก แล้วก็เสียบปลั้กเข้ากับเต้าเสียบภายในห้อง หรือ ภายในบ้าน (สังเกตการทำงานคือ จะมีสัญญาณไฟสีฟ้าขึ้นมา 3 จุดค่ะ)

ต่อมาคือการโหลดตัวแอปพลิเคชั่นเพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue)

  • แอปพลิเคชั่นหลักที่เราต้องโหลดคือ แอปฯที่ชื่อว่า Philips Hue สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android (ไม่มีค่าใช้จ่ายน้า
  • ซึ่งแอป “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) จะสามารถควบคุมการเปิด-ปิด , การลดแสง-เพิ่มแสง , หรือตั้งระยะเวลาการเปิด-ปิดหลอดไฟ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นได้เลยด้วย (เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจลุกขึ้นไปปิดปุ่มสวิตช์ไฟ)

This slideshow requires JavaScript.

  • เราจะต้องโหลดแอปฯย่อยเพื่อให้หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำงานตามกิจกรรมที่เราต้องการด้วย ได้แก่
    • แอปฯ Philips Hue gen 1 : เพื่อช่วยเชื่อมต่อกับแอปฯย่อยอีกที (แอบยุ่งยากนิดหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแอปพลิเคชั่นที่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ

This slideshow requires JavaScript.

แต่เดี๋ยวก่อนเรามีแอปฯฟรีมาให้ด้วยค่า ^^ นั่นคือ

  • แอปพลิเคชั่น(ฟรี) ที่ใช้เชื่อมต่อคลังเพลงของคุณเพื่อให้หลอดไฟเปลี่ยนสีคือ Musicbox ซึ่งจะมีให้เราเลือกว่าต้องการจะเชื่อมต่อเพลงจากที่ไหนมาฟัง
  • แต่ถ้าไม่อยากเลือกเพลงให้ยุ่งยากก็โหลดแอปฯที่ชื่อว่า HueManic : เป็นแอปฯที่มีดนตรีมาให้เราเลือกเล่นได้เลย

This slideshow requires JavaScript.

  • ส่วนแอปพลิเคชั่น(ฟรี) อีกตัวที่ทำให้หลอดไฟเปลี่ยนสีเมื่อเราดูวิดีโอจาก Youtube คือ Hue Ambilight ค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สรุป (ตามความสามารถที่เราใช้งานจริง) คือ… เจ้าหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) เขาก็ช่วยสร้างความบันเทิงเพิ่มมากขึ้นไปจากเดิม ช่วยเพิ่มสีสัน เพิ่มบรรยากาศได้โอเคเลยค่ะ ซึ่งหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ก็เปลี่ยนสีตามภาพบรรยากาศในวิดีโอได้ถูกต้องจริง ๆ ตามวิดีโอจาก Youtube หรือดนตรีที่เราเลือกเลย จากที่เราดูวิดีโอหรือฟังเพลงกับบรรยากาศภายในห้อง หรือ ภายในบ้านแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในความบันเทิงให้เราตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ว่าอยากจะมีเจ้าตัวหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ไว้ใช้งานรึเปล่า!!

หากสนใจผลิตภัณฑ์หลอดไฟอัจฉริยะ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ ร้านขายอุปกรณ์ Gadget ชั้นนำ หรือ เว็บไซต์ www.lazada.co.th ค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

เปลี่ยนบ้านให้อัจฉริยะ สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ ด้วยชุดอุปกรณ์สุดคุ้ม Lamptan Smart Home Solution

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
Jabra Sport Elite Upgrade
8.8

คุณภาพเสียง

8.0 /10

คุณภาพงานผลิต

9.0 /10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0 /10

ความสามารถพิเศษ

10.0 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

แนวคิดบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home นั้นย้อนไปกันไกลมาก เอาที่ใกล้ตัวและเห็นภาพกันหน่อยก็ในการ์ตูนโดราเอมอนที่บ้านสามารถสั่งงานผ่านอุปกรณ์ศูนย์กลางได้ สั่งด้วยเสียงได้ มายุคนี้เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะได้ง่ายมากครับ ไม่ต้องปลูกบ้าน ซื้อคอนโดใหม่ หรือเดินระบบใหม่ให้ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์จากแลมป์ตั้นแบรนด์ของคนไทยในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็สามารถเปลี่ยนบ้านให้สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ แล้ว

ตัวอย่างการใช้อุปกรณ์ Lamptan Smart Home Solution ในคอนโดแบบห้องนอนเดียว

อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution นั้นมีมากมายหลายชิ้น เพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของบ้านนะครับ เช่น เครื่องตรวจก๊าซรั่ว, เครื่องตรวจควันไฟ, เครื่องตรวจน้ำล้น, มอเตอร์ควบคุมผ้าม่าน, สวิซท์ไฟอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวของหน้าต่าง, กล้อง WiFi อัจฉริยะ, ลูกบิดประตูอัจฉริยะ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณ Zigbee สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในมาตรฐาน Zigbee

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของแลมป์ตั้นนี้จะทำงานร่วมกับแอป Lamptan Home ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งใน iOS และ Android ครับ ทำให้เราสามารถประสานการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมดได้ สามารถเซ็ตเป็นสถานการณ์เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ เช่นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็สามารถตั้งเวลา หรือเซ็ตปุ่มเดียวเพื่อควบคุมให้ม่านเปิด แอร์เริ่มทำงาน ทีวีติดขึ้นมาก็ทำได้ หรือถ้ามีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอย่างเซนเซอร์หน้าต่าง หรือเซนเซอร์ตัวจับการเคลื่อนไหว ก็สามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น เปิดไฟในบ้าน และแจ้งเตือนให้เราทราบ เมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาในบ้านได้เช่นกัน

และวันนี้แบไต๋ขอรีวิวอุปกรณ์ 2 ตัวจากชุด Lamptan Smart Home Solution ให้ดูกันก่อนครับ จะได้เป็นแนวทางอัปเกรดบ้านตัวเองเป็นสมาร์ทโฮมกัน

Lamptan Smart Cube กล่องมหัศจรรย์แทนรีโมทได้!

สำหรับอุปกรณ์ที่ควบคุมผ่านรีโมทอินฟราเรดอย่างทีวี, แอร์, เครื่องเสียง, ฯลฯ ก็สามารถใช้เจ้า Smart Cube เป็นตัวแทนรีโมทให้เราสั่งงานผ่านมือถือได้เลยครับ เราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ สามารถกดมือถือกลับมาเหมือนกดรีโมทอยู่ที่บ้านได้เลย โดยอาศัยหลักการทำงานง่ายๆ คือเมื่อเราสั่งงานจากแอป Lamptan Home ในมือถือ สัญญาณก็จะวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ไปที่กล่อง Smart Cube แล้วตัวกล่องก็ส่งแสงอินฟราเรดออกไปสั่งอุปกรณ์ที่เรากำหนดไว้ครับ โดย Smart cube ที่สามารถ add ได้ทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีรีโมทอินฟราเรด ทำให้เราสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านมือถือได้เลย แถมยังสามารถกำหนดเวลาเป็น Timer เพื่อตั้งเวลาเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ด้วย

สำหรับอุปกรณ์บางตัวอย่างแอร์ สามารถบอกสถานะเปิด-ปิดเครื่องจากในแอปได้เลย

สำหรับขั้นตอนการเซ็ตอัปก็ง่ายๆ คือต่อไฟให้ Lamptan Smart Cube ผ่านพอร์ต MicroUSB แล้วกดตัวเครื่องลง 6 วินาทีเพื่อรีเซ็ตการตั้งค่า และเปิดแอป Lamptan Home มาเชื่อมต่อเจ้ากล่องกับเครือข่าย WiFi ในบ้านครับ

หลังจากตั้งค่าเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนสำคัญคือระบุว่าจะให้ Smart Cube ควบคุมอุปกรณ์อินฟราเรดตัวไหนบ้าง ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือเลือกหมวดอุปกรณ์เช่น TV, แอร์ แล้วค้นหาตามยี่ห้อ เสร็จแล้วก็ลองกดรีโมทผ่านแอป Lamptan Home ว่าสามารถควบคุมการทำงานได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบรีโมทไปเรื่อยๆ จนหาแบบที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ของเราเจอครับ

แต่ถ้าอุปกรณ์ของเราเป็นแบบที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Lamptan Home ก็ใช้วิธีที่ 2 ครับ คือเรียนรู้สัญญาณจากรีโมทตัวจริง ทำได้ง่ายๆ แค่เข้าโหมดเรียนรู้ เลือกปุ่มที่ต้องการจะเรียนรู้สัญญาณ เช่นปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ แล้วหันรีโมทเข้ากล่อง Smart Cube กดปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อรับสัญญาณจากรีโมท กล่องก็จะเรียนรู้ว่าถ้าเพิ่มอุณหภูมิจะใช้สัญญาณอินฟราเรดแบบนี้ เสร็จแล้วก็กดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบปุ่มที่ต้องการก็ใช้ได้แล้ว

สามารถจ่อรีโมทแบบนี้เพื่อให้ Smart Cube เรียนรู้รูปแบบสัญญาณได้

จากการทดลองของเรา เราสามารถวาง Lamptan Smart Cube ไว้กลางห้องเพื่อสั่งงานอุปกรณ์หลายชิ้นในระยะที่ไม่มีวัตถุอะไรมาบังระหว่างตัวกล่องกับตัวอุปกรณ์ได้ (เหมือนการสั่งรีโมทปกติที่ต้องไม่มีอะไรขวางระหว่างรีโมทกับอุปกรณ์) แต่ถ้ามีอุปกรณ์หลายห้อง ก็ต้องอาศัย Smart Cube หลายตัววางไว้ในแต่ละห้องนะครับ โดยสั่งงานผ่านแอป Lamptan Home ตัวเดียวนี่แหละ

แต่ข้อสังเกตของเราสำหรับ Lamptan Smart Cube คือในกล่องจะไม่มีตัวหม้อแปลงไฟมาให้นะครับ มีแค่สาย Micro USB สำหรับต่อไฟเข้าอย่างเดียว ก็ต้องหาหัวแปลงสำหรับมือถือแบบที่จ่ายไฟได้ 5V 1A มาใช้

สำหรับ Lamptan Smart Cube นั้นวางราคาขายอยู่ที่ 1,400 บาท ซึ่งโปรโมชั่นตอนนี้จะแถมหลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิแสงได้ไปด้วย

Lamptan Smart WiFi Socket ปลั้กไฟควบคุมผ่านเน็ต!

อุปกรณ์ชิ้นพื้นฐานสำหรับเปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home ก็ขาดปลั้กไฟที่สั่งงานผ่านมือถือไปไม่ได้ครับ ในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็มี Lamptan Smart WiFi Socket ที่ทำหน้าที่ในจุดนี้

จุดแรกที่เราชอบเกี่ยวกับปลั้กไฟตัวนี้คือดีไซน์และวัสดุครับ ที่ดูโมเดิร์น ดูแข็งแรง ถ้าอยากติดตั้งแล้วไม่ให้สะดุดตามากนักก็เลือกเป็นสีเทา แต่ถ้าอยากทำให้เป็นเหมือนของตกแต่งบ้าน ก็มีเป็นสีแดงเข้มๆ ให้เลือก เวลาใช้งานก็มีดวงไฟติดขึ้นที่ตัวปลั้กด้วย น่ารักดีครับ แต่จุดสังเกตของดีไซน์อยู่ที่ช่องเสียบปลั้กนั้นเป็นแบบขาแบนอย่างเดียว ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นปลั้กขากลมก็ต้องเสียบผ่านตัวแปลงขาอีกที แล้วก็ออกแบบมาสำหรับใช้งานในบ้านอย่างเดียวนะครับ เอาไปตากแดดตากฝนนอกบ้านไม่ได้นะ

เซ็ตอัปปลั้กผ่านแอป Lampton Home

วิธีการใช้งาน Lamptan Smart WiFi Socket นั้นง่ายมาก แค่เอาปลั้กไปเสียบกับไฟบ้าน เสร็จแล้วกดปุ่มที่ตัวปลั้กค้างไว้เพื่อรีเซ็ทการตั้งค่า เสร็จแล้วก็เข้าแอป Lamptan Home ในมือถือ (ดาวน์โหลดมาให้เรียบร้อยก่อนเซ็ตอัปนะ) กดเพิ่มอุปกรณ์ในแอป แล้วหา Smart WiFi Socket ในแเอป เสร็จแล้วตัวแอปจะให้เราเชื่อมไวไฟกับ Smart WiFi Socket เพื่อเข้าไปตั้งค่าให้ตัวปลั้กเข้าใช้ WiFi ของบ้านได้ หลังจากเซ็ตค่าเรียบร้อยก็ใช้งานได้เลยครับ

กดปิด-เปิด Lamptan Smart WiFi Socket ผ่านแอปได้แล้ว! เปิด-ปิดพัดลมผ่านแอปนี่แหละ

วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือกดปิด-เปิดสวิทซ์ของปลั้กจากในแอป Lamptan Home ได้เลยครับ ซึ่งตราบใดที่ Lamptan Smart WiFi Socket ยังเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถสั่งปิด-เปิดปลั้กไฟจากที่ไหนในโลกก็ได้ครับ เช่นเอาไปเสียบกับปั้มอากาศของตู้ปลา เราก็ควบคุมการปิดเปิดปั้มได้แม้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่! หรือจะเอาไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเป็นทีมร่วมกับอุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution หลายตัวก็ได้

นอกจากเปิด-ปิดสวิทซ์ไฟจากระยะไกลได้แล้ว Lamptan Smart WiFi Socket ยังมีความสามารถสุดเจ๋งอีกอย่างคือสามารถรายงานการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ตัวที่กำลังเชื่อมต่อได้ทันที ว่ามันกำลังกินไฟกี่ Watt แถมดูเป็นกราฟแสดงอัตราการใช้ไฟในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ด้วย (นี่เอาไปใช้แทน Watt Meter ได้เลยนะเนี่ย) นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปตั้ง Countdown นับถอยหลังเวลาเปิด-ปิดสวิทซ์ หรือจะกำหนดเวลาเปิด-ปิด เช่นให้เปิด-ปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ เห็นเรียบง่ายแบบนี้ ความสามารถไม่น้อยเลย

สเปกของ Lamptan Smart WiFi Socket นั้นรองรับกำลังไฟได้สูงสุด 10A ที่ 220V นะครับ ก็เอาไปใช้กับงานทั่วไปได้สบาย ส่วนราคาขาย ในหน้าเว็บของ Lamptan ตั้งราคาไว้ที่ 1,200 บาท พร้อมแถมหลอด LED 5W ให้อีก 2 หลอด ราคานี้ก็คุ้มอยู่นะ

Lamptan Smart Home Solution เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทโฮมด้วยราคาคุ้มค่า

เรื่องที่เราประทับใจที่สุดสำหรับอุปกรณ์ชุด Lamptan Smart Home Solution คือราคาที่คุ้มค่ามาก อย่างกล้องวงจรปิด WiFi ตั้งราคาขายไว้ 1,750 บาท หรือตัว Smart SOS สำหรับกดแจ้งเตือนเหตุด่วนเหตุร้าย (เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ) ก็ขาย 1,750 บาทเท่ากัน ซึ่งเมื่อรวมกับระบบที่สามารถจัดการอุปกรณ์ทุกตัวผ่านแอป Lamptan Home จบครบในตัวเดียว ก็ถือเป็นทางเลือกอุปกรณ์แปลงบ้านเป็นบ้านอัจฉริยะที่ราคาไม่แพง แถมได้ระบบจัดการที่เข้าใจง่ายไปใช้ด้วย

แต่ตอนนี้อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution ยังไม่สนับสนุน IFTTT (บริการบนเว็บที่ช่วยให้อุปกรณ์ Smart Home หรือ IoT สามารถเชื่อมต่อกับบริการในเว็บอื่นๆ ได้ เช่นถ้าเมลเข้า ให้ไฟติดกระพริบ) ก็หวังว่าในอนาคตจะเพิ่มการรองรับบริการนี้นะครับ ก็จะขยายโอกาสในการใช้ออกไปได้มากทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Huawei EnVizion 360 กล้องจิ๋ว 360 องศา ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น!

กล้องถ่าย 360 องศาตัวจิ๋ว ที่เสียบกับสมาร์ทโฟนแล้วถ่ายรูปรอบตัวได้ในแชะเดียว

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
Jabra Sport Elite Upgrade
8.8

คุณภาพเสียง

8.0 /10

คุณภาพงานผลิต

9.0 /10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0 /10

ความสามารถพิเศษ

10.0 /10

ความคุ้มค่า

7.0 /10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

กล้อง Huawei EnVizion 360 Panoramic VR Camera เป็นหนึ่งในของแถมจาก Huawei P20 Pro ที่คนสนใจกันเยอะมากนะครับ (และคาดว่าหลังจาก P20 Pro วางตลาดเรียบร้อย ก็น่าจะมีคนปล่อยขายของแถมตัวนี้กันพอสมควรเลย) วันนี้แบไต๋จึงขอรีวิวให้ดูกันว่ากล้องถ่าย 360 องศาตัวนี้ ที่ถ่ายภาพครั้งเดียวก็เก็บทุกมุมรอบตัวแบบ 360 องศา ไม่ต้องมายืนหมุนมือถือถ่ายทีละนิดละนิด ให้คุณภาพได้แค่ไหน ควรซื้อหามาใช้ หรือใครที่ได้มาเป็นของแถม ควรเก็บไว้ถ่ายเองไหม

การออกแบบ Huawei EnVizion 360

ตัวกล้อง Huawei EnVizion 360 และถุงสำหรับเก็บกล้อง

Huawei EnVizion 360 นั้นมีขนาดเล็กมากนะครับ หนักแค่ 30 กรัม ขนาดพอๆ กับชุดเลนส์ Fish Eye ที่หลายคนใช้แปะมือถือกันนั้นแหละ เล็กกว่ารุ่นพี่ในวงการอย่าง Ricoh Theta แล้วก็เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Insta360 Air อีกหน่อย ซึ่งความเล็กของมันก็เป็นข้อดีที่พกง่ายมาก สามารถใส่ถุงนิ่มๆ ที่ Huawei แถมมาให้พกติดตัวไปไหนก็ได้ ไม่ลำบากชีวิต!

ดีไซน์ของ EnVizion 360 นั้นเรียบง่ายมากครับ ทุกด้านสมมาตรกันหมด ด้านหน้าและหลังมีกล้อง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ฝั่งละตัว เพื่อถ่ายภาพด้านละ 180 องศามารวมกันเป็นภาพ 360 องศาครับ ตัวกล้องเคลือบมันวาว (ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกเคลือบ) ทำให้ดูดีใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว ด้วยขนาดที่เล็กและตัวกล้องมันๆ ลื่นๆ เวลาถือต้องมีสติตลอดเวลา ทั้งระวังไม่ให้นิ้วไปโดนเลนส์ และระวังไม่ให้ตกครับ

การใช้งาน Huawei EnVizion 360

 

วิธีใช้งาน Huawei EnVizion 360 นั้นง่ายมากครับ แค่เสียบกล้องเข้ากับพอร์ต USB-C แล้วเปิดแอป HUAWEI 360 Camera มาถ่ายเท่านั้น ไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei ก็ใช้ถ่ายได้ ข้อจำกัดเดียวของ EnVizion 360 คือต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็น Android 6.0 และใช้พอร์ต USB-C เท่านั้นครับ ใครใช้ iPhone หรือใช้แอนดรอยด์ที่ยังเป็น Micro USB อยู่ หมดสิทธิ์ใช้กล้องตัวนี้นะจ๊ะ

เราสามารถใช้งาน EnVizion 360 ได้ 3 โหมดคือ

  • ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายได้ความละเอียด 5K – 5376 x 2688 pixel
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายได้ความละเอียด Full HD – 1920 x 960 pixel นานสูงสุด 5 นาที
  • ถ่ายทอดสดวิดีโอ 360 องศา ขึ้น Youtube และ Facebook ด้วยความละเอียด HD – 1280 x 640 / 8Mbps

PIC_20180409_124645

คุณภาพของภาพนิ่งในช่วงกลางวันนั้นสีสันคมชัดสดใส

PIC_20180408_190951

ส่วนถ้าเป็นภาพตอนกลางคืน ก็ถือว่าดีกว่ากล้อง 360 องศาหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ถ่ายในที่แสงน้อย

ในส่วนของภาพนิ่งนั้นเราพอใจกับภาพที่ได้นะครับ ภาพคมชัดรายละเอียดดี แต่สำหรับการถ่ายวิดีโอเราว่าความละเอียดระดับ Full HD นั้นน้อยไปสำหรับงาน 360 องศาที่ต้องเอาภาพมาขยายให้เห็นทุกทิศทาง ถ้าสามารถถ่าย 4K ได้จะดีมาก ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นได้ความละเอียดระดับนี้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าละเอียดกว่านี้เน็ตน่าจะเร็วไม่พออัปโหลด แต่ติดอยู่นิดเดียว มันยังไลฟ์ขึ้น facebook pages ไม่ได้ ไลฟ์ขึ้นโปรไฟล์ส่วนตัวได้อย่างเดียว แอดงี้อดไลฟ์ขึ้นเพจแบไต๋ให้ดูบรรยากาศงานต่างๆ เลย

ระหว่างถ่ายรูป 360 องศาเราสามารถหมุนภาพ ซูมภาพตัวอย่างที่แสดงเข้าออกได้ด้วยนะครับ สามารถตั้งนับถอยหลังก่อนถ่ายได้ด้วย เพื่อให้เราจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างก่อนถ่าย (EV) และใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพก็ได้ และถ้าเราไม่ต้องการโลโก้ Huawei 360 (ที่อยู่บริเวณที่ตัวกล้องอยู่ในภาพ) ก็สามารถปิดใน Settings ได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีลายน้ำหัวเว่ยทุกรูป

การใช้ไฟล์ 360 องศา

PIC_20180408_184257

ถ้าเป็นแสงยามเย็น Huawei EnVizion 360 ก็ยังเอาอยู่นะครับ

ยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ รองรับไฟล์ 360 องศามากขึ้นครับ ไม่ต้องอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเฉพาะที่แชร์ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน เราสามารถใช้ไฟล์รูป 360 องศาจาก Huawei EnVizion 360 ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน อัปโหลดขึ้น Facebook หรือส่งใน LINE ได้ทันที โดยที่คนใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์คนอื่นๆ ก็ดูภาพแบบ 360 องศาได้ในแอปเลย ส่วนถ้าเป็นวิดีโอก็สามารถอัปโหลดขึ้น facebook หรือ Youtube ให้เป็นวิดีโอแบบ 360 องศาได้เลยครับ ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการพิเศษ ให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย

Huawei EnVizion 360 สามารถเลือกมุมเซฟภาพออกมาได้ (ภาพนี้เป็นแบบ Little Planet)

ส่วนถ้าเราอยากแชร์แค่ภาพนิ่งที่ปรับมุมสวยๆ อาจจะปรับภาพในแบบ Little Planet ที่เหมือนเรายืนอยู่บนโลกกลมใบเล็กๆ หรือเลือกให้เห็นมุมมองที่ต้องการ ก็สามารถลากบีบมุมภาพที่ต้องการได้ในแอป แล้วกดปุ่ม Screen Shot เพื่อบันทึกภาพนั้นออกมาแชร์ได้เลย หรือจะเซฟออกมาเป็น GIF ก็ได้ โดยถ้าเป็นภาพนิ่ง ไฟล์ GIF ก็จะค่อยๆ หมุนเปลี่ยนมุม ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ ไฟล์ GIF ก็จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของวิดีโอออกมาเล่นครับ

ซึ่งการที่ Huawei EnVizion 360 นั้นเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยตรงก็ทำให้การใช้ไฟล์ 360 องศานั้นสะดวกกว่ากล้องอื่นๆ เยอะครับ แทนที่จะถ่ายแล้วต้องมาโอนใส่เครื่อง ต้องเปิด Wifi ต้องเปิด Bluetooth แชร์เข้ามา อันนี้คือไฟล์ 360 องศาอยู่ในคลังภาพ พร้อมใช้ได้เลยแม้ไม่ได้เสียบตัวกล้องอยู่

สรุปแล้ว Huawei EnVizion 360 นั้นคุ้มไหม

อุปกรณ์ในกล่อง Huawei EnVizion 360

Huawei EnVizion 360 วางราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับกล้องความสามารถแบบนี้นะครับ เพราะคู่แข่งอย่าง Ricoh Theta หรือ Insta360 นั้นมักจะมีราคาสูงกว่านี้ ซึ่งถ้าใช้ทั่วไป ใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว หรือใช้ในครอบครัว เจ้ากล้องตัวนี้เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้าจะใช้จริงจังระดับโปรดักชั่นที่ต้องการไฟล์ชัดมากๆ ต้องการวิดีโอ 4K หรือต้องการเอาไปต่อกับคอมพิวเตอร์เป็น Webcam ก็ต้องดูแบรนด์อื่นที่ความสามารถสูงกว่านี้ครับ

ส่วนใครที่ได้มาพร้อมกับ Huawei P20 Pro แอดมองว่าคุ้มมากนะ มันใช้เสริมความสามารถของกล้อง P20 ได้ดีเลย คือกล้อง P20 จะเทพยังไง มันก็ถ่าย 360 องศาได้ไม่เหมือนที่ Huawei EnVizion 360 ถ่ายได้ ส่วนใครที่ได้กล้องนี้ในราคาปล่อยต่อสักที่ถูกกว่านี้ มันก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!