Connect with us

Gadget Review

รีวิว Jabra Elite Sport Upgrade หูฟังออกกำลังไร้สายที่แท้ทรู

รีวิวหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุดจาก Jabra ที่เน้นไลฟ์สไลต์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ และเป็นหูฟังที่เทคโนโลยีสูงที่สุดรุ่นหนึ่งตอนนี้ด้วย

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

เทรนด์หูฟังที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้คือหูฟังแบบ True Wireless ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเป็นกระแสมาสักพักแล้วแหละครับ เพราะมีขนาดเล็ก พกง่ายแต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักหูฟังประเภทนี้เพราะ Apple ออกตัว AirPod มานั้นแหละ ผู้คนจึงเริ่มมองหาหูฟังแบบนี้แบรนด์อื่นๆ ที่ให้เสียงดีกว่า หรือมีความสามารถมากกว่า ซึ่งล่าสุด Jabra ก็ส่งหูฟังรุ่น Elite Sport ตัวอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นออกมา ที่เว็บแบไต๋จะรีวิวให้อ่านกันในวันนี้ไงครับ

คุณสมบัติสำคัญของหูฟังแบบ True Wireless

  1. หูฟัง True Wireless จะแยกหูฟัง 2 ข้างออกจากกันไม่มีสายเชื่อมใดๆ ทั้งจากเครื่องไปหูฟัง หรือระหว่างหูฟังซ้าย-ขวา ทำให้หูฟังชนิดนี้มีขนาดเล็ก
  2. หูฟังแบบนี้จะมาพร้อมกล่องเก็บหูฟังเก๋ๆ ที่เป็นแบตสำรองให้ตัวหูฟัง สามารถชาร์จระหว่างอยู่นอกบ้านได้ (เพราะหูฟังตัวเล็กมาก ไม่สามารถใส่แบตลงในตัวหูได้มากนัก) แล้วก็ใช้เก็บหูฟังไม่ให้หาย
  3. แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หูฟังขนาดนี้มีแบตเตอรี่ที่เล็กมาก ทำให้การใช้งานนั้นต้องชาร์จบ่อย อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าหูฟังที่มีแบตขนาดใหญ่กว่านี้นะครับ แต่ Jabra Elite Sport ตัวนี้รับประกัน 3 ปี ก็น่าจะหายห่วงได้นะครับ

ซึ่งตัว Jabra Elite Sport ก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีก 2 อย่างตามชื่อของมันเลย อย่างแรกคือมันใส่ออกกำลังกายได้ครับ ดีไซน์เกาะแน่นกับหู แถมยังกันน้ำในระดับ IP67 คือกันเหงื่อและลงน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรได้ (แต่จะใส่ว่ายน้ำก็ไม่แนะนำนะครับ) แล้วก็สามารถวัดการเต้นของหัวใจได้ มันจึงเป็นหูฟังไร้สายแท้ๆ ที่เทคโนโลยีสูงสุดรุ่นหนึ่งตอนนี้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง Jabra Elite Sport และ Jabra Elite Sport Upgrade

ปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Jabra เคยออกหูฟัง Elite Sport มาก่อนแล้ว แล้วก็ออกรุ่นใหม่ในช่วงกลางปี 2017 เรียกว่า Jabra Elite Sport Upgrade หรือบางร้านจะเรียกว่า Elite Sport 4.5 ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่นี้ปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเป็น 4.5 ชั่วโมงแถมสามารถชาร์จผ่านกล่องเก็บหูฟังได้อีก 2 รอบ รวมแล้วใช้งานได้ 13.5 ชั่วโมง ซึ่งรุ่นเดิมนั้นสามารถใช้งานได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าแบตเตอรี่อึดขึ้นอีก 50% เลย

อีกเรื่องคือตัวแอปก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นสามารถปรับแต่ง EQ เพื่อจูนเสียงหูฟังให้เหมาะกับเรามากขึ้นได้จากในแอปแล้ว แต่ความสามารถนี้ตัว Elite Sport รุ่นแรกก็ได้รับเหมือนกันครับ

แกะกล่อง Jabra Elite Sport Upgrade

Jabra Elite Sport ในรุ่นอัปเกรดนี้มีให้เลือก 2 สีครับ คือสีดำเท่กับสีเขียวมะนาว ให้ลุคสปอร์ตหน่อย ซึ่งเราก็ได้รุ่นสีเขียวมะนาวมารีวิว เมื่อแกะกล่องมาครั้งแรกก็แอบตกใจ ทำไมอุปกรณ์ในกล่องมันเยอะจังคือประกอบด้วย

  • ตัวหูฟัง Jabra Elite Sport 1 คู่
  • กล่องเก็บและชาร์จหูฟัง
  • ชุด EarWing (ยางเกี่ยวด้านในหู) ให้เลือกเปลี่ยนอีก 2 คู่ (รวมกับที่ติดมากับหูแล้ว ก็จะมีให้เลือก 3 ขนาด)
  • ชุด EarGel (จุกหูฟัง) อีก 2 ชุดคือแบบซิลิโคนและแบบโฟม อย่างละ 3 ขนาด (สรุปมีให้เลือก 6 คู่)

ที่นี้งานยากแต่สำคัญของผู้ใช้คือต้องเลือก EarWing และ EarGel ให้เหมาะกับหูตัวเอง หูฟังตัวนี้จะใส่สบาย เสียงดี ก็อยู่ที่เจ้ายาง 2 ชุดนี้แหละ ถ้าเราเลือก EarWing ใหญ่เกินไป ใส่แล้วจะอึดอัด เจ็บหู แต่ถ้าใส่ขนาดเล็กไป หูฟังอาจจะหลุดเวลาออกกำลังกายได้ ส่วนเจ้า EarGel ถ้าใส่ขนาดเล็กไป เสียงเบสก็ไม่ออก ใส่ขนาดใหญ่ไปก็อึดอัด คันหู

ส่วนจุกโฟมกับจุกซิลิโคนก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จุกโฟมจะใช้ฟังเพลงได้นานโดยไม่เกิดอาการล้า เพราะมันสามารถปรับตัวเข้ากับรูหูได้ดี แต่ก็มีอายุการใช้งานจำกัดเพราะมันจะสะสมเหงื่อและแบคทีเรียได้ ส่วนจุกซิลิโคนนั้นจะทนทานกว่า ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ก็อาจจะไม่สบายหูนักเพราะอากาศในหูไม่สามารถออกมาด้านนอกได้ง่ายๆ

สุดท้ายเราอาจต้องใช้เวลาทดลอง EarWing และ EarGel ทุกแบบ

เพื่อหาแบบที่เหมาะกับหูเรามากที่สุดครับ แต่แอดทดลองเปลี่ยนมาเยอะ ก็ยังใส่ไม่ค่อยสบายหูเท่าไหร่อยู่ดี เพราะ Jabra Sport Elite มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ

การควบคุม Jabra Elite Sport

หูฟังจะเริ่มทำงานและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อเปิดกล่องครับ (ส่วนการใช้งานครั้งแรกต้อง Pair bluetooth ตามปกตินะ) และจะปิดการทำงานเองเมื่อเก็บลงกล่องไป ก็ใช้ง่ายดีครับ

ส่วนปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4 ปุ่ม กระจายไปข้างละ 2 ปุ่มคือ

  • หูขวาเป็นชุดปุ่มควบคุม ปุ่มล่างกดครั้งเดียวเล่นเพลง/หยุดเพลง, กดค้างเพื่อเข้าโหมด HearThrough เพื่อรับเสียงภายนอกเข้าหูฟัง และกดค้างนานๆ เพื่อปิดหูฟัง/เปิดหูฟัง เข้าสู่โหมด Pair ส่วนปุ่มบนเอาไว้ควบคุมการทำงานของแอป Jabra Sport Life
  • หูซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และถ้ากดค้างจะเลื่อนเพลงถัดไปหรือย้อนกลับเพลงก่อนหน้า

และตัว Jabra Elite Sport สามารถตรวจจับได้ว่าเรากำลังใส่หรือถอดหูฟัง แต่ตรวจจับจากหูฟังข้างขวาอย่างเดียวนะ ถ้าเราถอดหูฟังข้างขวาออก เพลงจะหยุดเล่น แล้วถ้าใส่กลับเข้าไป เพลงก็จะเล่นต่อ ก็สะดวกดีเหมือนกัน

คุณภาพเสียงของ Jabra Elite Sport

ที่หูขวามีเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจอยู่ (ที่เห็นเป็นสีดำๆ)

เสียงที่ได้จาก Jabra Elite Sport Upgrade นั้นโอเคเลยแหละครับ เสียงใส เบสมาชัด ฟังได้สบายๆ แต่ Sound Stage กับมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างนัก รายละเอียดเสียงลึกๆ มีไม่มาก อาจเพราะหูฟังรุ่นนี้ออกแบบสำหรับใช้งานระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้เน้นขับเสียงที่ฟังชัดเจนเป็นหลัก (คิดถึงเวลาใส่วิ่ง หรือใส่เล่นกีฬาที่เสียงรอบข้างดัง แล้วก็ไม่ได้มีสมาธิแยกมิติเสียงเท่าไหร่)

ใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC
ส่วนการเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็น Bluetooth 4.1 พร้อมใช้ Codec เสียงสูงสุดเป็น AAC แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็จะใช้โค้ดเสียง SBC ตามปกติ ระบบโค้ดเสียง AAC ก็ให้เสียงที่ดีเทียบเท่า aptX และเหมาะสำหรับใช้กับ iPhone ด้วย เพราะ iPhone รองรับโค้ดเสียงบลูทูธแค่ AAC กับ SBC ไม่เหมือน Android ที่รองรับทั้ง aptX และ LDAC

การใช้งานสนทนา

ในส่วนของไมโครโฟน Jabra Elite Sport นั้นมีมาให้ถึง 4 ตัว อยู่ที่หูข้างละ 2 ตัว ซึ่ง Jabra เคลมว่ามันช่วยตัดเสียงรบกวนและทำให้เสียงสนทนาชัดเจนขึ้น แต่จากการใช้จริง ก็ต้องพูดดังกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติสักหน่อยครับ เพราะตัวไมโครโฟนอยู่ไกลจากปาก ทำให้บางครั้งคู่สนทนาก็ต้องขอให้เราพูดใหม่บ้าง

ในส่วนของไมโครโฟนนี้เราสามารถกดปุ่มที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเปิดโหมด HearThrough ได้ ทำให้ได้ยินเสียงภายนอกผสมเข้ามากับเสียงเพลง (หรือถ้าปิดเพลงอยู่ก็จะได้ยินเสียงภายนอกชัดๆ) ทำให้เราใส่ Jabra Elite Sport ออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น เพราะได้ยินเสียงรอบข้าง และสะดวกสบาย ไม่ต้องถอดหูฟังเพื่อฟังเสียงภายนอกบ่อยๆ

ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน

Jabra Elite Sport สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ทีละชิ้น ถ้าจะสลับไปฟังเพลงจากอีกอุปกรณ์ก็ต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วให้อีกอุปกรณ์หนึ่งเชื่อมเข้ามา ไม่มีความสามารถ Multipoint ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ก็ทำให้การใช้งานในลักษณะ ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต แล้วรอรับโทรศัพท์จากสมาร์ทโฟนทำได้ยากหน่อย เพราะไม่สามารถกดรับโทรศัพท์ที่เข้ามาจากตัวหูฟังได้ทันที ต้องรอตัดการเชื่อมต่อแล้วเชื่อมกับโทรศัพท์ใหม่

การใช้งานออกกำลังกาย

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังที่จริงจังเรื่องการออกกำลังกายขั้นสุดเลยนะครับ โดยเฉพาะตัวแอป Jabra Sport Life ที่ใช้งานด้วยกันนั้นมีความสามารถด้านกีฬาและการวัดความแข็งแรงของหัวใจและร่างกายอัดแน่นมาก

การทำ Fitness Test

เมื่อเริ่มใช้ เราสามารถเข้าทำ Fitness Test เพื่อประเมินร่างกายของตัวเองก่อนได้ และติดตามผลการออกกำลังกายว่าทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นได้แค่ไหน โดยการประเมินร่างกายที่ Jabra Elite Sport ทำได้นั้นมีหลายรูปแบบคือ (ดึงมาจากคู่มือให้อ่านเลยนะ)

  • VO2Max การวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ออกซิเจนของร่างกายว่าสามารถที่จะดึงออกซิเจนจากเลือด เพื่อส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อใช้เผาผลาญสารอาหารได้สูงสุดเพียงใด (อันนี้ต้องเทสแบบให้เครื่องจับ GPS ได้ด้วยนะ เคยลองวิ่งในลู่จนเหนื่อย แต่สุดท้ายเฟลเพราะจับ GPS ไม่ได้ 555)
  • Cooper test วัดความฟิตของ ร่างกาย ในแง่ของ cardio ว่าใน 12 นาทีสามารถวิ่งไกลสุดได้เท่าไหร่
  • The Orthostatic Heart Rate Test คือการทดสอบสุขภาพหัวใจ และเพื่อ ประเมินว่าการออกกําลังกายเท่าไหร่ จะหนักเกินไปกับร่างกาย โดยหาค่าเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการพักผ่อนและการออกกําลังกาย
  • The Resting Heart Rate Test คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการเต้นของ หัวใจในขณะพักผ่อน ทําให้เราสามารถประเมินความแข็งแรงของหัวใจและร่างกาย

ออกกำลังกายพร้อมเสียงโค้ชแนะนำ

เมื่อปิดกล่อง Jabra Sport Elite จะมีไฟสถานะแจ้งการชาร์จ

เมื่อเราประเมินร่างกายของเราคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลังกายกัน ซึ่งในแอป Jabra Sport Life จะมีรูปแบบการออกกำลังกายไม่มาก หลักๆ คือ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ปีนเขา, วิ่งหรือปั่นจักรยานในยิม แต่แอปสามารถโค้ชเราได้หลากหลาย เช่น

  • Just track me แอปจะติดตามและบันทึกผลเราปกติ ไม่ได้มีการโค้ชเป็นพิเศษ
  • Target Pace แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตาม Pace (ใช้เวลากี่นาทีในการวิ่ง 1 กม.) ที่เราตั้งไว้
  • Target cadence แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งเร็ว หรือช้า เพื่อให้เราได้เป้าตามจํานวนก้าวต่อนาทีที่ตั้งไว้
  • Heart rate zone training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนด (โซนเดียวตลอดการวิ่ง)
  • Interval Training แอปจะคอยบอกให้เราวิ่งช้าหรือเร็ว เพื่อให้หัวใจเรา เต้นอยู่ในโซนที่เรากําหนดตามช่วงเวลาที่เรากําหนด

ซึ่งระหว่างวิ่งหรือปั่นจักรยาน สามารถเปิดหน้าแผนที่ขึ้นมาดูข้อมูลการออกกำลังกายของเราได้ด้วย และข้อมูลออกกำลังกายของเราสามารถซิงค์ไป Strava หรือ Endomondo ที่เราใช้งานอยู่ได้

โซนการเต้นของหัวใจ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ซึ่งโซนการเต้นของหัวใจนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายและความปลอดภัยในการออกกำลังกายมากนะครับ ซึ่งเมื่อ Jabra Elite Sport สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้ จึงสามารถแจ้งเตือนได้ เช่น การเต้นของหัวใจเราช้าเกินไป เบิร์นน้อยนะ ให้เร่งความเร็วอีกหน่อย หรือหัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดการออกกำลังกายลงนะ

(คลิกเพื่ออ่าน) การเต้นของหัวใจมี 5 โซนดังนี้
  • Light คือโซนที่หัวใจเต้นน้อยกว่า 60% ของอัตราการเต้นของหัวใจที่หนักสุด (maximum hr ซึ่ง Jabra Elite Sport จะค่อยๆ ประเมินให้เราเอง) ในโซนนี้ เราจะ burn แคลอรี่จากอาหารที่เรากินเข้าไป และช่วยใน การวอร์มร่างกาย แต่ยังไม่ค่อยมีการดึงไขมันมาใช้
  • Fat burn (60-70% of max hr) เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มออกกําลังกายใหม่ๆ และจะลดความอ้วน เพราะไม่หนักเกินไป และร่างกายจะดึงไขมันมาใช้ในปริมาณค่อนข้างสูง แต่โดยรวมจะเผาผลาญพลังงานได้ไม่เยอะมาก และร่างกายจะไม่เผาผลาญพลังงานต่อเนื่องหลังออกกําลังกายเสร็จ
  • Cardio (70-80% of max hr) ร่างกายจะเผาผลาญแคลลอรี่ได้เยอะขึ้น และจะสร้าง ความแข็งแรงของหัวใจได้มากขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มว่ิงใน fat burn ได้แล้ว และพัฒนาขึ้นในโซนนี้ ก็จะทําให้ใช้พลังงานมากขึ้น รวมถึงโดยรวมจะดึงไขมันมาใช้มากขึ้นด้วย
  • Intense (80-90% of max hr) จะเผาผลาญพลังงานได้เยอะขึ้น และมีการเผาผลาญ ต่อเนื่องหลังออกกําลังกาย แต่ว่าไม่ควรทําเกิน 15 นาทีต่อเนื่อง เพราะจะอันตรายกับหัวใจ
  • Maximum (มากกว่า 90% ของ max hr) โซนนี้ไม่ควรจะอยู่เกิน 5 นาที เพราะอันตราย

Cross Training

ในแอป Jabra Sport Life ยังมีอีกโหมดหนึ่งเรียกว่า Cross Training เป็นการจัดกลุ่มท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงเฉพาะส่วน เช่นชุดออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ขา ซึ่งจะมาพร้อมวิดีโอแนะนำท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง และเสียงโค้ชตลอดการออกกำลังกาย

และระหว่างที่ออกกำลังตามท่าที่แอประบุ ระบบยังตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่หูฟังเพื่อนับการเคลื่อนไหวของเราว่าทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดแล้วหรือยัง (วิดพื้นไป 20 มันก็นับจังหวะขึ้นลง 20 ครั้ง) ถึงเป็นการนับคร่าวๆ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวหลอกมันได้ง่ายๆ แต่ก็ทำให้การออกกำลังกายตามท่าสะดวกดีครับ

Jabra Sport Elite Upgrade หูฟังชั้นยอดเพื่อคอกีฬา

Jabra Sport Elite Upgrade มีค่าตัวที่ 9,900 บาท ซึ่งถือเป็นราคากลุ่มบนของหูฟังแบบ True Wireless แต่ถ้าคุณเป็นนักกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะหูฟังคู่เดียวใช้ได้ทั้งฟังเพลง ขนาดเล็กพกง่าย วัดการเต้นของหัวใจ แถมยังโค้ชการออกกำลังกายได้ด้วย (และจะยิ่งคุ้มค่าขึ้นถ้าคุณยังไม่ได้ลงทุนซื้อกำไลอัจฉริยะที่วัดการเต้นของหัวใจได้)

แต่ถ้าคุณเน้นหูฟังเล็กๆ ที่ใช้ฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ออกกำลังกาย การลงทุนกับ Jabra Sport Elite อาจจะเกินตัวไปหน่อยนะครับ เพราะยังมีตัวเลือกหูฟังที่ถูกกว่านี้แบบที่ไม่มีเซนเซอร์วัดหัวใจ และตัว Jabra Sport Elite ไม่ใช่หูฟังที่ใส่สบายนักเวลาใส่ฟังเพลงนานๆ เพราะเป็นหูสำหรับออกกำลังกาย ก็ต้องทนแรงกระแทกได้โดยไม่หลุดจากหู การออกแบบเลยต้องฟิตกับหูสุดๆ แล้วตัวเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจก็ต้องแนบกับใบหูตลอด อาจทำให้ระคายเคืองบ้างครับ

แบไต๋การันตี Jabra Elite Sport Upgrade “น่าซื้อ”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

มารู้จัก netgear nighthawk ac2600 pro gaming เราเตอร์สำหรับคอเกมเมอร์โดยเฉพาะ

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

แบไต๋ชวนคุณรู้จักเราเตอร์สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของอินเตอร์เน็ตบ้านสูง มาพร้อมเสาแบบจัดเต็ม 4 เสาที่มีความสามารถในการรับส่งสัญญาณได้สูงสุด 2600 Mbps (รวม 2 ย่านความถี่) มาชมสเปคกันว่ามีอะไรบ้าง

Specification

  • ขนาดตัวเครื่อง 321.9 x 243.7 x 55.0 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 801 กรัม
  • Gigabit Ethernet 10/100/1000 Mbps 5  ports  (1 WAN & 4 LAN)
  • USB 3.0 2 ports รองรับการทำ Share File และ Share Printer
  • เสาอากาศ 4 เสา ประสิทธิภาพสูงแบบภายนอก
  • 802.11 a/b/g/n/ac 2.4GHz & 5.0GHz + 256 QAM support
  • Dual Band WiFi – Tx/Rx 4×4 (2.4GHz) + 4×4 (5GHz)
  • 4×4 11ac 80MHz + 2×2-160/80+80MHz
  • Multi-User MIMO (MU-MIMO)
  • Wireless AC2600 (800Mbps @2.4GHz—256QAM support + 1733Mbps @5GHz 11ac)
  • CPU Dual core 1.7GHz
  • RAM 256MB flash and 512MB RAM
  • รองรับ IPv6
  • รองรับ Guest Network
  • LEDS On/Off LED light switch
  • VPN support – secure remote access
  • WiFi Protected Access (WPA/WPA2PSK)
  • Double firewall protection (SPI and NAT)
  • Denial-of-service (DoS) attack prevention

ฟีเจอร์ต่าง ๆ

Gaming Dashboard

ที่ได้รวบรวมเอาการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมมาไว้ในหน้าเดียว ทำให้ควบคุมได้อย่างง่ายดาย

Geo-Filter

สำหรับคนเล่นเกมออนไลน์ต่างประเทศย่อมมีค่าการเชื่อมต่อ (Ping) ที่สูง แต่ระบบนี้จะช่วยมองหาเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้ถึงขีดสุด

QoS หรือ Quality of Service

ระบบจัดความสำคัญของงานที่ทำอยู่ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ Bandwidth ถูกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการค้างเวลาเล่นเกมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

Network Monitor

ระบบการตรวจสอบว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตัวไหนใน Network ใช้เน็ตเท่าไหร่ พร้อมควบคุมได้ทันที

Game VPN Client

สำหรับคนชอบเล่นเกมออนไลน์ต่างประเทศที่ต้องหาทางอ้อมต่อ VPN เพื่อเข้าไปเล่น Netgear ตัวนี้ก็มีความสามารถในการมอบการเชื่อมต่อ VPN ให้กับเครื่องใน Network ได้ทันที

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเด่น ๆ มากมายดังนี้

  1. ระบบ WiFi แบบ Quad Stream 160 MHz
  2. เทคโนโลยี MU-MIMO เชื่อมต่อสัญญาณพร้อมกันได้หลายอุปกรณ์ในรอบเดียว
  3. เทคโนโลยี Beam Forming ระบบกระจายสัญญาณตามทิศทางของการเชื่อมต่อ ทำให้เราเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi ได้เสถียรกว่าเดิม
  4. เทคโนโลยี ReadySHARE ที่สามารถเปลี่ยนเราเตอร์ของคุณให้กลายเป็น NAS สำหรับเก็บข้อมูลได้เพียงแค่เชื่อมต่อกับ Flashdrive หรือ External HDD เท่านั้น
  5. สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ผ่านแอปฯ Nighthawk (formerly Up) ได้ด้วยโดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ได้เลย

เรียกได้ว่า netgear nighthawk ac2600 pro gaming router (xr500) ตัวนี้จัดหนักจัดเต็มสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของอินเตอร์เน็ตที่สูงมาก ๆ และมีผู้เชื่อมต่อเยอะ ตัวนี้เอาอยู่แน่นอน

ราคา

ปิดท้ายด้วยราคา 15,000 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านไอทีหรือร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมการรับประกันถึง 9 ปีเต็มโดย King IT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Jabra Sport Elite Upgrade

฿ 9,900
8.8

คุณภาพเสียง

8.0/10

คุณภาพงานผลิต

9.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถพิเศษ

10.0/10

ความคุ้มค่า

7.0/10

จุดเด่น

  • ฟังก์ชั่นออกกำลังกายจัดเต็มมาก วัดความฟิตของร่างกาย แนะนำระยะเวลาพัก ส่งเสียงเตือนโซนการเต้นของหัวใจ
  • สามารถเชื่อมข้อมูลไป Strava หรือ Endomondo ได้
  • กระทัดรัด น้ำหนักเบา พกสะดวก คุณภาพวัสดุดี
  • กันน้ำได้ระดับ IP67 ตกน้ำไม่เป็นไร (ถ้าไม่ลึกเกิน 1 เมตร นาน 30 นาที) ทนเหงื่อด้วย
  • เสียงโอเคสำหรับหูฟังออกกำลังกาย

จุดสังเกต

  • เสียงคุยกันยังมีปัญหาบ้าง เพราะไมโครโฟนอยู่ไกล
  • ไม่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
  • หูฟังออกแบบมาให้ฟิตกับหูเพื่อให้ไม่หลุดเวลาออกกำลังกาย แต่ก็ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบายหูนัก
  • ไม่ได้แบ็กอัปข้อมูลเก็บขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีระบบบัญชีของ Jabra เอง ถ้าเปลี่ยนเครื่องต้องกด Backup แล้วไป restore ในเครื่องใหม่เอา หรือต้องเชื่อมกับบริการภายนอก
  • ราคาสูง

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!