กล่าวอย่างรวบรัด…ที่มาของชื่อหนัง ‘Challengers’ ก็คือทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของการแข่งขันเทนนิสชาย โดยอ้างอิงจากเอทีพี ชาเลนเจอร์ ทัวร์ (ATP Challenger Tour) อันโด่งดัง ซึ่งมีเงินรางวัลในระดับแค่พอยาไส้ และแน่นอนว่าอันดับของนักเทนนิสที่มาแข่งก็เปิดกว้างตั้งแต่มือวางอันดับ 50-500 เพื่อใช้เป็นบันไดไต่เต้าสู่การแข่งขันในระดับเอทีพี ทัวร์ (ATP Tour) หรือเอทีพี แกรนด์สแลม (ATP Grandslam) อีกที

และการแข่งขันชาเลนเจอร์ที่หนังกล่าวถึงก็คือ เดอะ นิวโรเชลล์ ชาเลนเจอร์ อันเป็นที่หมายของสองนักเทนนิส คนแรกคือ แพทริก ชไวค์ (รับบทโดย จอช โอ คอนเนอร์, Josh O’Connor) นักเทนนิสไส้แห้งที่เกาะผู้หญิงกินไปวัน ๆ และหวังเอาเงินค่าแข่งขันมาจ่ายค่าโรงแรมเป็นที่ซุกหัวนอน ส่วนอีกคนคือ อาร์ต โดนัลด์สัน (รับบทโดย ไมค์ เฟสต์, Mike Faist) นักเทนนิสที่อยู่ในช่วงขาลงของอาชีพ และเดอะ นิวโรเชลล์ ชาเลนเจอร์ ก็คือสปริงบอร์ดดี ๆ ในการพาเขากลับเข้าอันดับ เพื่อให้ได้สิทธิแข่งแกรนด์สแลม และในขณะที่เกมในสนามกำลังแข่งกันดุเดือด ริมฝั่งคนดูสายตาหนึ่งที่จับจ้องการฟาดฟันของสองนักเทนนิสชายก็คือ ทาชิ โดนัลด์สัน (รับบทโดย เซนเดย์อา, Zendaya) โคชและภรรยาของอาร์ต โดนัลด์สัน ผู้กุมความลับเกมนอกสนามอันเร่าร้อนของสองหนุ่มที่ปรารถนาในตัวเธอเป็นถ้วยรางวัล
สำหรับความมหัศจรรย์ของหนังอย่าง ‘Challengers’ คือนี่เป็นบทภาพยนตร์เรื่องแรกจากฝีมือของจัสติน คูริตซ์กีส์ (Justin Kuritzkes) คนเขียนบทหน้าใหม่จัด ๆ ที่ถือเป็นเดิมพันที่เสี่ยงไม่น้อย แต่คูริตซ์กีส์ก็ได้พิสูจน์แล้วด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวอันสลับซับซ้อน ผ่านการใช้แฟลชแบ็กอันแยบยลล้อไปกับการแข่งขันที่ถูกแบ่งเป็น 4 เบรก โดยแฟลชแบ็กแรก เราจะได้เป็นพยานความน่าหลงใหลของทาชิ ที่ทำให้ทั้งแพทริกและอาร์ต สองหนุ่มเพื่อนรักต่างปรารถนาในตัวเธอ ก่อนที่แฟลชแบ็กต่อมาก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเกมเทนนิสคือมันตีโต้กันไปมา เราจะเห็นแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความเกลียดชังและตัณหา ก่อนที่สุดท้ายเกมเทนนิสในสนามและเกมความสัมพันธ์ที่แข่งขันคู่ขนานกันอย่างเร่าร้อนจะเดินทางสู่บทสรุปอันร้อนแรงและเกินคาดเดา


และแน่นอนว่าเมื่อได้บทภาพยนตร์ที่เหมือนเพชรมาแล้ว ลูกา กวาดาญีโน (Luca Guadagnino) ผู้กำกับที่มีทั้ง ‘Call Me By Your Name’ งานโรแมนติกสร้างชื่อ และ ‘Susperia’ งานสยองขวัญที่พาเรื่องราวไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังรีเมกก็หยิบจับมาเล่าได้อย่างแม่นยำ กวาดาญีโนมั่นใจในบทหนังของคูริตซ์กีส์ยังไม่พอ เขายังจับวางความสัมพันธ์สุดเร่าร้อนในจังหวะที่เกินคาดเดา เพราะแม้พล็อตจะมีกลิ่นอายของ ‘Jules et Jim’ หนังฝรั่งเศสระดับขึ้นหิ้งของฟร็องซัว ทรูว์โฟ (François Truffaut) ในแง่การเป็นหนังรักสามเส้าที่ใช้เงื่อนเวลาและการเปลี่ยนแปลงมาเป็นตัวแปรในเรื่องราวคล้ายกัน แต่กวาดาญีโนกลับวางจังหวะในการบอกเล่าแต่ละเหตุการณ์ด้วยรสมือเฉพาะตัว โดยเฉพาะการนำดนตรีประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์จากฝีมือของเทรนซ์ เรซเนอร์ (Trent Reznor) และแอตติคัส รอสส์ (Atticus Ross) ที่เคยสร้างสกอร์แนวเดียวกันมาแล้ว จาก ‘The Social Network’ มารังสรรค์เพิ่มความเร่าร้อนให้แต่ละซีนจนสารภาพตามตรงคือ ผู้เขียนเกือบลุกขึ้นเต้นในโรงหนังหลายรอบแล้ว เพราะเพลงมันเหลือเกิน (ฮ่าาา)
และที่จะขาดไม่ได้คือในภาคการแสดง สำหรับเซนเดย์อาก็ต้องบอกว่าบททาชิ คือบทที่มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การมาบริหารเสน่ห์หน้าจอเพียงอย่างเดียว เพราะความเป็นมนุษย์ที่คิดอะไรซับซ้อน เปี่ยมความรู้สึก แต่ก็เลือกใช้เสน่ห์ของเธอเพื่อทั้งผลักดันคนที่ตัวเองรัก และบังคับให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ และหากให้วิเคราะห์จริงจังแล้วบททาชิ อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเธอด้วยซ้ำ แต่พอเป็นเซนเดย์อา เธอก็ใช้ฝีมือและทักษะการแสดงซะจนเรานึกหน้าคนอื่นมารับบทนี้ไม่ออกเหมือนกัน สำหรับสองหนุ่มที่มีหน้าที่จุดไฟเพิ่มอุณหภูมิให้เร่าร้อนก็ต่างงัดฝีมือมาฟาดฟันแบบไม่มีใครยอมใครเหมือนกัน


เริ่มจากจอช โอ คอนเนอร์ เรื่องฝีมือหายห่วงอยู่แล้ว จากที่เคยประทับใจในการถ่ายทอดบทเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ จาก ‘The Crown’ ซีซัน 3 การมารับบทแพทริก ชไวค์ ก็น่าจะทำให้สาว ๆ มันเขี้ยวและหิวกระหายในตัวเขาได้แบบเกินต้าน แถมด้วยคาแรกเตอร์ที่ซับซ้อนมีช่วงที่ให้เขาได้บริหารเสน่ห์แบบ “พี่รู้พี่มันเลว” และช่วงเวลาที่ชีวิตตัวละครพังไม่เหลือชิ้นดี เขาก็ถ่ายทอดออกมาแบบแทบจะสัมผัสได้ถึงความเสื้อผ้าเหม็นอับและเหงื่อเค็มที่ผ่านคราบเลือดและรอยน้ำตาไม่น้อย ส่วนไมค์ เฟสต์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงหนุ่มคุณภาพจริง ๆ เพราะในขณะที่เราเห็นตัวละครอย่างอาร์ต โดนัลด์สัน บูชาความรักที่มีต่อทาชิ จนยอมแม้ต้องทำลายความสัมพันธ์กับเพื่อนรักในขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นตัวละครของเขาเริ่มสูญเสียตัวตน และพร้อมหัวใจแหลกสลายเพื่อทำแต้มและรักษาคนรักของเขาเอาไว้ได้อย่างน่าเห็นใจ
และทิ้งท้ายเราคงขาดความรับผิดชอบน่าดูหากไม่กล่าวถึง ‘ตากล้องไทย’ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือพี่สอง สยมภู มุกดีพร้อม ที่กลับมาร่วมงานกับกวาดาญีโน เป็นรอบที่ 3 ต่อจาก ‘Call Me by Your Name’ และ ‘Susperia’ และในรอบนี้พี่สองก็จัดเต็มด้วยงานวิชวลระดับอ้าปากค้างตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งฉากดวลเทนนิสที่เดือดไม่แพ้ดนตรีประกอบและช็อตถ่ายไฮสปีดที่เห็นเหงื่อเป็นเม็ด ๆ ก็ช่วยให้อุณหภูมิความเร่าร้อนในหนังฮอตขึ้นอีกเป็นทวีคูณ


















