Tags
| ปวดหลัง
20/03/2024
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 662 days ago
6 ท่าเด็ด พิชิตออฟฟิศซินโดรม
คุณกำลังรู้สึก “ปวด คอ บ่า ไหล่ สะบัก” บ่อยครั้ง อยู่หรือเปล่า ? หาก “ใช่” อย่าละเลยเลยนะครับ เพราะอาจเข้าข่ายอาการออฟฟิศซินโดรมได้ “ออฟฟิศซินโดรม” (office syndrome) กลายเป็นโรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศ ท่ามกลางความเครียด การนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบต่าง ๆ ของร่างกาย การบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการตึง ปวดเมื่อย และป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้ 6 ท่ายืดลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม มาดู 6 ท่าบริหารง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ มีเพียงแค่ตัวและหัวใจของเราก็พอแล้วครับ ท่าที่ 1 มือประสานเหนือท้ายทอย หลังตรง ไม่เกร็งคอ กดศีรษะให้คอก้มลงจนตึงบริเวณหลังคอ นับ 1–10 ช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนมือออก ท่าที่…31/01/2024
น้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.เมื่อก้มหน้าเล่นมือถือ และเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม
สังคมก้มหน้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคดิจิทัลเผชิญกันอยู่ในทุกวัน และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นด้วย แต่การก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ตโฟน หรือแม้แต่ก้มหน้าจ้องคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน ดูซีรีส์ หรือเล่นเกมสามารถทำให้คุณเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม อาการปวดคอ ปวดไหล่ ไปจนถึงปวดหัวได้เลยนะ หัวหรือศีรษะของมนุษย์เมื่อโตเต็มวัยแล้วมีน้ำหนักเฉลี่ยราว 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่กระดูก และกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และหลังก็ถูกออกแบบโดยธรรมชาติมาเป็นอย่างดีเพื่อแบกหัวของเราไว้บนบ่าอย่างมั่นคง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าทุกครั้ง และทุกองศาที่เราก้มหน้าทำอะไรสักอย่างน้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า และทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกที่รองรับหัวของเราไว้ทำงานหนักขึ้น องศาการก้มหน้า และน้ำหนักหัวเพิ่มมากขึ้น การก้มหน้าที่ทำให้น้ำหนักของหัวเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ถึง 6 เท่าเลยทีเดียว การศึกษาในปี 2014 พบว่าน้ำหนักหัวของเราจะเพิ่มขึ้นตามองศาที่ก้ม ดังนี้ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น ซึ่งแตกต่างไปตามขนาดสรีระของแต่ละคน แต่บางข้อมูลก็พบว่าอาจเพิ่มได้งถึง 30 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ากระดูก และกล้ามเนื้อตั้งแต่คอไปจนถึงสันหลังที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักแค่ 5 กิโลกรัมอาจต้องรับน้ำหนักของหัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติอย่างมาก เมื่อทำติดต่อกันนาน และทำเป็นประจำทุกวันอาจทำให้เกิดการเสื่อม และอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเอ็น ไปจนถึงการผิดรูปของกระดูก และข้อต่อด้วย ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อไปนี้ตามมา โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตด้านอื่น เช่น ไม่สบายตัว รู้สึกหงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก หลับไม่สนิท…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 711 days ago
Read More26/01/2024
ผู้เชี่ยวชาญพบว่าอาการปวดหลังส่วนล่างที่เข้ารักษาช้า จะหายยากกว่าเดิม
เรื่องใหญ่ของคนปวดหลังแล้วล่ะ โดยเฉพาะคนปวดหลังส่วนล่าง เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย เขาได้รวบรวมของการศึกษาเกี่ยวกับอาการปวดหลังกว่า 95 ชิ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง กับระยะเวลาการเข้ารักษา ซึ่งทีมนักวิจัยพบทั้งข่าวดี และข่าวร้ายจากการศึกษาครั้งนี้ ข่าวดี คือ เขาพบว่าคนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างต่อเนื่องกัน 2 ถึง 3 เดือนสามารถหายจากอาการปวดหลัง และกลับมาเป็นปกติได้เมื่อเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะอาการปวดที่อยู่ในช่วง 6 ถึง 12 สัปดาห์ และข่าวร้าย คือ คนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเกิน 3 เดือนเป็นต้นไปอาจรักษาอาการปวดหลังได้ แต่มีโอกาสรักษาสำเร็จน้อยกว่ามาก และอาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่ากลุ่มที่เข้ารับการรักษาเร็ว ซึ่งทีมนักวิจัยก็ยังไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดหลัง แล้วก็พบด้วยว่าอาการปวดหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบาดเจ็บเสมอไป เพราะแม้ว่าการบาดเจ็บจะหายไปแล้ว แต่กล้ามเนื้อ และระบบการรับความรู้สึกของหลังยังคงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อยู่ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าถ้าการบาดเจ็บหายไป อาการปวดจะหายไปด้วย จนปล่อยอาการปวดทิ้งไว้ เพราะคิดว่าจะหายเอง ทีมนักวิจัยเลยแนะนำในเชิงว่าถ้ามีอาการปวดหลังแทบทุกวัน ไม่ว่าจะหลังส่วนล่าง หรือหลังส่วนบนติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ หรือหาวิธีการรักษาใหม่เพื่อลดความเสี่ยงที่ของการรักษาที่อาจยาก และใช้เวลานานขึ้น แม้ว่าสำหรับหลายคนอาการปวดหลังล่างจะเป็นเหมือนอาการที่รบกวนการใช้ชีวิต แต่อาการนี้สัมพันธ์กับปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และพิการด้วย ทางที่ดี ถ้าปวดหลังเรื้อรัง ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาให้เร็วจะดีกว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 716 days ago
Read More16/11/2023
เท่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องซัปพอร์ตด้วย วิธีเลือก และวิธีใช้กระเป๋าสะพายหลังให้ไม่ปวดหลัง
กระเป๋าสะพายหลัง หรือเป้สะพายหลังเป็นของใช้ที่ทุกคนน่าจะมีติดตัว เพื่อใส่สิ่งของต่าง ๆ ทั้งเพื่อการทำงาน เดินทาง หรือใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งนอกจากดีไซน์ รูปร่าง สีสัน ขนาด และการใช้งานแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และคนส่วนใหญ่มักมองข้าม คือ ฟังก์ชันในการรองรับน้ำหนัก และการออกแบบให้เข้ากับสรีระร่างกาย ปัจจุบันนี้ อาการปวดหลังเพิ่มวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนสูงวัยเท่านั้นที่ปวดหลัง แม้แต่ First Jobber ก็ปวดด้วยเหมือนกัน ทั้งจากรูปแบบการทำงาน และไลฟ์สไตล์ และการเลือกใช้กระเป๋าสะพายที่ไม่ได้ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องสะพายของหนักอยู่บ่อย ๆ บทความนี้เลยจะมาแนะนำวิธีเลือกกระเป๋าสะพาย ทั้งเพื่อการใช้งานที่ดี และเพื่อสุขภาพที่ดีกัน แบกเยอะ ของหนัก ควรใช้กระเป๋าสะพายหลัง กระเป๋าสะพายหลังเป็นกระเป๋าที่เหมาะกับหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องแบกของเยอะ หรือของหนัก เพราะสายกระเป๋าของกระเป๋าสะพายทั้ง 2 ข้างจะช่วยเฉลี่ยกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าการใช้กระเป๋าคาดอก กระเป๋าสะพายไหล่ หรือกระเป๋าถือ หากคุณใช้กระเป๋าอื่นที่ไม่ใช่กระเป๋าสะพายหลังในการใช้ใส่ของหนัก ระยะยาวอาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังที่คอ ไหล่ และหลังได้ เพราะน้ำหนักจะไปกดทับที่จุดจุดเดียว วิธีเลือก และใช้กระเป๋าสะพายหลังไม่ให้ปวดหลัง แม้จะเป็นของใช้ที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนไปใช้กระเป๋าสะพายที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์จะช่วยให้คุณรู้สึกเบา และสบายกว่าเดิม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 787 days ago
Read More16/06/2023
ที่วางโน้ตบุ๊ก แกดเจ็ตทำงานสุดเบสิกลดอาการปวดคอ ประโยชน์และวิธีเลือกให้เหมาะสม
ปวดคอ ปวดหลัง ปวดตามร่างกายเป็นปัญหาที่คนยุคนี้เจอกันประจำ สาเหตุที่พบบ่อยคือออฟฟิศซินโดรมที่เป็นผลมาจากลักษณะท่าทางในการนั่งทำงานที่ไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ การทำงานในท่าทางที่ไม่ได้เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง หรือก้มหน้าเพื่อมองจอ ที่วางโน้ตบุ๊กหรือแท่นวางโน้ตบุ๊กเป็นแกดเจ็ตเสริมที่คนใช้โน้ตบุ๊กไม่ควรพลาด เพราะสิ่งนี้จะช่วยปรับสรีระร่างกายในระหว่างนั่งทำงานให้เหมาะสมมากขึ้น และอาจช่วยให้คุณห่างไกลจากการปวดคอ ปวดหลัง ปวดตา หรือปวดหัวจากอาการออฟฟิศซินโดรมที่เป็นผลมาจากการนั่งก้มหน้าเพื่อมองจอ หลายคนน่าจะเคยเห็นโฆษณาที่วางโน้ตบุ๊กตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรืออาจจะเห็นเพื่อนในออฟฟิศใช้ ซึ่ง Hack for Health ขอแนะนำให้คุณซื้อมาลองใช้บ้าง มาดูประโยชน์ ข้อจำกัด และวิธีเลือกที่วางโน้ตบุ๊กกัน ประโยชน์ของที่วางโน้ตบุ๊กเพื่อการนั่งทำงาน แม้ที่วางโน้ตบุ๊กจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้พิมพ์งานได้ถนัดขึ้น แต่แกดเจ็ตที่ดูธรรมดานี้กลับส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณได้มากกว่าที่คิด ลดปวดคอ ปวดตา ปวดหัว การมองเห็นที่เหมาะสมกับสรีระของมนุษย์คืออยู่ในระดับสายตา เพราะจะช่วยให้เราไม่ต้องก้มหรือเงยคอมากเกินไป ซึ่งที่วางโน้ตบุ๊กช่วยได้ หากคุณลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเห็นคนที่ใช้โน้ตบุ๊ก โดยส่วนมากมักต้องก้มหน้า ยกไหล่ และงอหลังเพื่อจ้องจอ หากอยู่ท่านี้นาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และหลังตึงจากการเกร็งแบบไม่รู้ตัว อาจทำให้รู้สึกเมื่อยตามมาได้ หากทำบ่อย ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อคออักเสบและเกิดอาการปวดเรื้อรังตามมาทำให้ปวดเรื้อรังได้ ตำแหน่งของหน้าจอที่เหมาะสมกับสรีระร่างกาย คือ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 940 days ago
Read More16/05/2023
วิ่งแล้วปวดหลัง เกิดจากอะไรและวิธีแก้ได้ด้วยวิธีไหน?
วิ่งแล้วปวดหลังเป็นปัญหาพบที่ได้บ่อย โดยเฉพาะนักวิ่งมือใหม่ ตำแหน่งที่ปวดมีทั้งหลังล่างและหลังช่วงบน ปัญหาวิ่งแล้วปวดหลังพบได้ทั้งในช่วงระหว่างวิ่งหลังจากวิ่งไปสักพัก บางคนอาจปวดหลังตามมาหลังจากวิ่งเสร็จแล้ว การปวดหลังจากการวิ่งทำให้หลายคนสับสนว่าทำไมทั้งที่ใช้ขาและเท้าวิ่ง แต่กลับปวดที่หลัง ไม่ปวดที่ขา บ้างก็ปวดทั้งขาทั้งหลัง ซึ่ง Hack for Health จะมาบอกสาเหตุและวิธีรับมือกับปัญหาวิ่งแล้วปวดหลังกัน ทำไมวิ่งที่ขาแต่ปวดที่หลัง? อวัยวะหลักที่เราใช้ในการวิ่งคงหนีไม่พ้นขาและเท้าที่เคลื่อนไหวมากที่สุดเมื่อเราวิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวิ่งใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนมากกว่าที่เรารู้ อย่างกล้ามเนื้อแขนในการแกว่งแขนขณะวิ่งเพื่อการทรงตัว กล้ามเนื้อสะโพกและหลังส่วนล่างที่มีส่วนช่วยรับแรงกระแทกและการทรงตัว นอกจากนี้ ฟอร์มหรือท่าทางการวิ่งที่ไม่ถูกต้องทำให้คุณปวดหลังได้เหมือนกัน การที่คุณวิ่งแล้วปวดหลังอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยและพฤติกรรมต่อไปนี้ กล้ามเนื้อลำตัวแกนกลางลำตัวของคุณอ่อนแอ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core muscle) เป็นกล้ามเนื้อส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงร่างกายของเรา โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง หลังส่วนล่าง สะโพก ไปจนถึงหัวไหล่ รวมถึงช่วยในการทรงตัวด้วย คุณอาจรู้จักกับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในชื่อของกล้ามหน้าท้อง แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อลำตัวเท่านั้น ในการวิ่ง กล้ามเนื้อลำตัวและกล้ามเนื้อหลังช่วงร่างจะทำงานร่วมกันในการพยุงร่างกายและรักษาร่างกายให้ตรง ในขณะเดียวกันก็ต้องรับแรงกระแทกจากการวิ่งด้วย แต่เมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแอจะทำให้หลังส่วนล่างทำงานหนักขึ้น พอวิ่งไปเรื่อย ๆ คุณเลยเริ่มรู้สึกล้าหรือปวดหลังส่วนล่างได้ สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่ของปัญหาวิ่งแล้วปวดหลังที่พบได้บ่อยที่สุดสาเหตุหนึ่ง วิ่งก้มหน้าหรือเอนตัวมากเกินไป ตามหลักการวิ่งที่ดี คนวิ่งควรเอนหัวและลำตัวไปด้านหน้าระหว่างวิ่งเล็กน้อยจะช่วยให้เราวิ่งได้ง่ายขึ้นและลดแรงกระแทกจากการลงน้ำหนักในแต่ละก้าวที่วิ่งได้ แต่การเอนตัวหรือก้มหัวมากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อคอด้านหลังและหลังส่วนบนเกร็งและล้าจากการก้มหรือเอนเป็นเวลานาน ๆ จนทำให้คุณปวดหลังส่วนบนได้ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังก้มหน้าหรือเอนตัวมากเกินไป แกว่งแขนสูงเกิน แม้ว่าการแกว่งแขนระหว่างการวิ่งจะช่วยให้คุณเคลื่อนตัวได้อย่างคล่องแคล่วและสมดุล แต่การแกว่งแขนที่กว้างหรือสูงเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนบนที่เชื่อมต่ออยู่กับแขนทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น เมื่อวิ่ง ๆ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 971 days ago
Read More10/04/2023
ปืนนวด ไอเทมของคนชอบปวด ใช้แล้วหายปวดจริงไหม?
อาการปวดหรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจมาจากการออกกำลังกาย การนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือมาจากการบาดเจ็บ คนที่ต้องประสบพบเจอกับอาการปวดเมื่อยบ่อย ๆ อาจมองหาตัวช่วยแก้ปวดเมื่อยที่สามารถใช้ได้ทุกเวลา ซึ่งปืนนวด (Massage Gun) เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยแก้ปวดเมื่อยอย่างปืนนวด แต่กำลังลังเลอยู่ว่าปืนนวดจะได้ผลไหม Hack for Health จะพาไปหาคำตอบกัน ปืนนวด ตัวช่วยแก้ปวดใกล้ตัวคุณ หากใครเคยเห็นปืนนวดก็น่าจะรู้ว่าเป็นเครื่องนวดที่มีรูปร่างคล้ายปืน แต่บริเวณส่วนปลายจะเป็นหัวตัวนวด ซึ่งสามารถเปลี่ยนหัวได้หลายแบบ เมื่อเปิดเครื่องหัวนวดจะสั่นถี่ ๆ เพื่อให้เรานำหัวตัวนวดไปคลึงตามกล้ามเนื้อที่ปวด โดยหลักการของปืนนวดในการลดอาการปวดเมื่อยเป็นหลักในการบำบัดที่เรียกว่า Percussion Therapy ซึ่งการสั่นด้วยความถี่สูงจะสร้างความร้อนส่งผ่านไปยังชั้นกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด คลายกล้ามเนื้อที่ตึงจากการใช้งาน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพังผืดที่หดรั้ง ช่วยยืดกล้ามเนื้อ ลดความล้าของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย และยังสามารถใช้เพื่อความสบายได้ด้วย วิธีใช้ปืนนวดให้ปลอดภัยและได้ผล คนส่วนใหญ่สามารถใช้ปืนนวดได้อย่างปลอดภัย แต่อุปกรณ์นวดแสนสะดวกสบายนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่ ถ้าใครมีอาการปวดเมื่อยหรือเจ็บกล้ามเนื้อเรื้อรัง แนะนำว่าให้ไปพบแพทย์ดีกว่า เพราะปืนนวดนั้นใช้เพื่อบรรเทาอาการชั่วคราวที่ไม่รุนแรงเท่านั้น อาการปวดเมื่อยและเจ็บกล้ามเนื้อที่เรื้อรังหรือรุนแรงอาจเป็นผลมาจากสาเหตุอื่นที่ต้องควรได้รับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น สำหรับใครที่อ่านบทความนี้แล้วอยากลองหาซื้อปืนนวดมาใช้ Hack for Health ขอแนะนำให้เลือกซื้อปืนนวดที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) มีความถี่ตั้งแต่ 2,000–3,200 ครั้ง/นาที (RPM) เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย 2)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1007 days ago
Read More14/03/2023
Standing Desk โต๊ะยืนทำงาน เทรนด์ใหม่แก้ออฟฟิศซินโดรม ดีจริงหรือแค่เทรนด์
การใช้ Standing Desk โต๊ะทำงานแบบยืนเป็นเทรนด์สุขภาพที่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงหลายปีมานี้ เหตุผลก็เพราะว่ามีการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการยืนทำงานออฟฟิศ ไม่ว่าจะประชุม พิมพ์งาน หรือแม้แต่การยืนเล่นเกมอาจดีต่อร่างกายมากกว่าการนั่งอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานาน ส่วน Standing Desk จะดีกว่าโต๊ะและเก้าอี้ทำงานแบบเดิมอย่างไร แล้ว Standing Desk ดีจริงหรือเป็นแค่เทรนด์ บทความนี้มีคำตอบ ประโยชน์ของ Standing Desk ข้อมูลจำนวนไม่น้อยพบว่าการใช้ Standing Desk ในการทำงานส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ลดอาการออฟฟิศซินโดรม ปวดหลังและปวดคอเป็นอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบได้ค่อนข้างบ่อย สาเหตุเกิดจากการที่เรานั่งในท่าทางที่ผิดหรือวางตำแหน่งอุปกรณ์ไม่เหมาะสมจะทำให้เอ็น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นประสาททำงานมากกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมตามมาได้ ซึ่งการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และหลังส่วนล่างหดเกร็ง ทำงานหนัก และเกิดอาการปวด แน่นอนว่าเมื่อคุณยืนทำงานการกดทับของกล้ามเนื้อจากการนั่งเป็นเวลานานก็จะไม่เกิดขึ้นจึงทำให้คุณเสี่ยงต่ออาการปวดจากออฟฟิศซินโดรมน้อยลง ได้เคลื่อนไหวมากกว่า การยืนทำงานเผาผลาญราว 88 Kcal/ชั่วโมง ส่วนการนั่งทำงานเผาผลาญพลังงานอยู่ที่ 80 Kcal/ชั่วโมง แม้ในเชิงตัวเลขจะเผาผลาญพลังงานต่างกันนิดเดียว แต่การยืนทำงานเอื้อให้คุณเคลื่อนไหวได้มากกว่า เช่น คุณอาจเดินไปหยิบของ เดินไปเข้าห้องน้ำ ต่างจากการนั่งทำงานที่ก้นของคุณมักติดอยู่กับเก้าอี้จนไม่ค่อยได้ลุกไปไหน การยืนทำงานจึงอาจทำให้คุณได้เคลื่อนไหวมากกว่า เผาผลาญมากกว่า ช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายมากกว่า ลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1034 days ago
Read More13/03/2023
ทำไมยิ่งนวดยิ่งเจ็บ ? รักษาอาการปวดเมื่อยด้วยการนวดอาจไม่ใช่คำตอบ
สำหรับมนุษย์พนักงานออฟฟิศทั้งหลายคงเข้าร้านนวดเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยการทำงานที่จำเป็นต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือต้องอยู่ในท่วงท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และหลัง จนต้องพึ่งร้านนวดให้ช่วยกดจุดนวดคลายเส้น แต่สำหรับบางคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมพอนวดวันนี้ ตื่นเช้าขึ้นมากลับรู้สึกปวดหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อมากกว่าเดิม แล้วก็ต้องกลับไปให้ร้านนวดช่วยนวดอีกรอบ ทำวนไปอยู่แบบนี้ เคยคิดหรือไม่ว่าบางทีการนวดอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีในการรักษาอาการปวดของคุณ ข้อดีของการนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าศาสตร์ทุกศาสตร์มีข้อดีในตัวเอง และการนวดก็เป็นเทคนิคที่มีข้อดี เช่น ถ้าหากกล้ามเนื้อของคุณเกิดการเมื่อยล้า หรือตึงจากพฤติกรรมการนั่ง เช่น นั่งเอียงซ้าย กล้ามเนื้อฝั่งซ้ายที่ใช้งานเยอะก็จะมีอาการตึง การไปนวดจะทำให้กล้ามเนื้อยืดคลายตัว ช่วยให้อาการปวดลดลง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณใช้งานกล้ามเนื้อไปถึงจุดหนึ่งจนกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบและเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อแล้วคุณยังเอาแรงกดจากการนวดไปกระตุ้น เนื้อเยื่อก็จะยิ่งฉีกขาดและเกิดการอักเสบมากขึ้น สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังบาดเจ็บจากการนวด การนวดที่ดีคือคุณจะ ‘รู้สึกตึง’ ไม่ควร ‘รู้สึกเจ็บ’ เพราะอาการเจ็บคือสัญญาณที่ร่างกายบอกกับตัวเราว่าเนื้อเยื่อของร่างกายกำลังเกิดการบาดเจ็บอยู่ ถ้าเราไปนวดด้วยน้ำหนักพอเหมาะจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและสบายขึ้น เพราะแรงดึงของกล้ามเนื้อฝั่งที่เกร็งคลายตัวออก แต่ถ้านวดแรงเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เมื่อมีอาการเจ็บเข้ามาแสดงว่ามีการอักเสบและกล้ามเนื้อฉีกขาดไม่ควรนวดต่อทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เวลาที่คนเราเป็นแผลโดนมีดบาด เราต้องเอามือห้ามเลือดไม่ใช่เอามือไปขยี้แผล และการนวดในจุดที่มีการอักเสบเป็นเหมือนการขยี้แผลให้เจ็บหนักมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ในการรักษาอาการปวดเมื่อยไม่ว่าจะเป็นวิธีการนวดหรือการออกกำลังกายก็ตาม จะต้องใช้แรงที่เหมาะสม หากทำแล้วรู้สึกเจ็บต้องเลี่ยง หรือทำไปสักพักแล้วเจ็บแสดงว่าสิ่งที่ทำมันหนักเกินไป ขณะเดียวกันหากตอนทำและหลังทำไม่เจ็บ แต่ตื่นขึ้นมารู้สึกเจ็บก็หมายความว่าการนวดหรือการออกกำลังกายเมื่อคืนเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้คุณบาดเจ็บนั่นเอง ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าเวลาไปนวดจะต้อง 'รู้สึกตึง' ต้อง 'ไม่เจ็บ' และวันรุ่งขึ้นตื่นมาต้องรู้สึกสบายถึงจะเรียกว่าการนวดแบบนี้เหมาะกับคุณ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1035 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago















