Tags
| Climate Change
04/06/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 225 days ago
นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (UC Riverside) ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าที่สูญหายตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงราว 0.34 °C หรือประมาณหนึ่งในสี่ของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ตามแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากฝีมือมนุษย์ ในปัจจุบัน เชื่อกันว่าโลกของเราได้สูญเสียต้นไม้ไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 ล้านล้านต้น นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองสมมุติให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าราว 12 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 1.35 เท่าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น หากฟื้นฟูป่าได้ตามสมมุติฐานนี้ อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.34 °C ซึ่งอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยฝีมือของมนุษย์ บ็อบ อัลเลน (Bob Allen) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและหัวหน้าทีมวิจัย UC Riverside ให้ความเห็นว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง ประโยชน์ของต้นไม้ที่มากกว่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นไม้ยังปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ตามธรรมชาติ (BVOCs) ที่ไปจับกับก๊าซอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อตัวเป็นละอองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ สองกระบวนการนี้ช่วยลดความร้อนของโลกได้ ซึ่งโมเดลในการคำนวณสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รวมทั้งสองคุณสมบัตินี้เข้าไป หากรวมเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป่าในการลดอุณหภูมิโลกชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองสมมุติในงานวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าการปลูกป่าสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคซีกโลกเหนือได้ 2.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยยอมรับว่าสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้…11/03/2025
MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด
เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 310 days ago
Read More28/08/2023
ตายไปแล้วยังรักษ์โลก! 4 วิธีจัดการร่างไร้วิญญาณแบบ ECO Friendly
คุณคิดว่าการเผาศพ 1 ครั้งส่งผลต่อโลกของเราอย่างไร? การเผาศพ (Cremation) เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อเพื่อส่งผู้ที่จากโลกนี้ไปยังดินแดนที่ดีกว่าตามความเชื่อของหลายวัฒนธรรม แต่การส่งผู้วายชนม์ด้วยวิธีนี้อาจย่นย่ออายุของคนที่ยังอยู่ได้ เพราะการเผาศพ 1 ครั้งสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 243 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการเดินทางด้วยรถยนต์ราว 980 กิโลเมตร เหมือนขับจากจังหวัดเชียงรายมาประจวบคีรีขันธ์ จากข้อมูลในแต่ละปีการเผาศพสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ 6.8 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ การเผาศพยังสร้างสารเคมีอื่น ๆ ที่ส่งผลสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจุบันเราเลยเห็นเทรนด์การจัดการกับร่างผู้เสียชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น เพื่อคนที่ไปจะได้จากไปอย่างสบายใจ ส่วนคนอยู่ก็ได้อยู่บนโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอีกหน่อย และบทความนี้จะไปคุณไปดู 4 ไอเดียในการจัดการกับร่างไร้ลมหายใจที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น วิธีฝังแบบธรรมชาติ (Green burial) พิธีศพแบบฝังไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผา แต่การทำพิธีศพแบบฝังทั่วไปมักใส่ร่างลงไปในโลงที่มีการดีไซน์และตกแต่งด้วยวัตถุดิบมากมายเพื่อความสวยงาม แต่กระบวนการเหล่านี้รบกวนสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน ปัจจุบันได้มีแนวคิดและลงมือทำไปแล้วกับวิธีฝังแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นการนำร่างไร้วิญญาณห่อด้วยผ้าฝ้าย แล้วใส่ลงไปในกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่แสนเรียบง่ายไม่ต่างอะไรจากพิธีศพของผู้คนในอดีต ไม่ได้ประดับประดาด้วยผ้าลูกไม้ย้อมสี แกะสลัก ปิดทอง หรือทาสารเคลือบไม้เพื่อให้ดูเงางาม ด้วยความเรียบง่ายของวัสดุและวิธีการทำให้ร่างและโลงสามารถย่อยสลายง่าย และไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนอันตรายเมื่อย่อยสลาย เปลี่ยนร่างให้กลายเป็น ‘ปุ๋ยมนุษย์’ Green burial จะทำให้คุณกลายเป็นดินที่มีสารอาหารให้กับธรรมชาติต่อไป แต่วิธี Human Composting จะทำให้คุณเป็นได้มากกว่านั้น ซึ่งก็คือปุ๋ยบำรุงพืชนั่นเอง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 871 days ago
Read More09/03/2022
สงครามโลก กับนโยบายขจัดขยะพลาสติกโดยประเทศเล็ก ๆ
ในสัปดาห์เดียวกันตอนรัสเซียบุกเข้ายูเครน 2 ประเทศเล็ก ๆ คือ เปรู และ รวันดา ได้ผลักดันข้อเสนอร่างสนธิสัญญาที่มีข้อผูกมัดระหว่างประเทศในการขจัดและลดขยะผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วโลกให้ลดน้อยลง มิฉะนั้นขยะพลาสติกที่ไม่ได้ย่อยสลายมากถึง 70 ล้านตันจะกลายเป็นอาวุธมหาประลัยที่จะทำลายห่วงโซ่อาหารและสภาพสิ่งแวดล้อมของคนทั้งโลก มีพลังทำลายชีวิตมากกว่าอาวุธมหาประลัยทุกชนิดเสียอีก ขยะพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสิบปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลเลวร้ายต่อสภาพสิ่งแวดล้อมของคน สัตว์บก และสัตว์น้ำ ฉะนั้นที่ประชุมสมัชชาย่อยในสหประชาชาติที่กรุงไนโรบีเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ตกลงอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ภายในปีนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการสากลขึ้นมาร่างสนธิสัญญาที่จะขจัดและลดจำนวนขยะผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วโลก ในปัจจุบันขยะพลาสติกทุกรูปแบบนั้นไม่ได้หายไปไหน เพราะมันถูกทิ้งขว้างและสุดท้ายไปตกค้างอยู่ในมหาสมุทรและตามแม่น้ำต่าง ๆ ทั่วโลก ที่น่าสนใจคือข้อเสนอญี่ปุ่นในทำนองเดียวกัน แต่ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เพราะญี่ปุ่นมุ่งเน้นแต่กำจัดขยะในมหาสมุทรเท่านั้น ส่วนข้อเสนอเปรูกับรวันดานั้นครอบคลุมขยะพลาสติกทุกชนิดทุกรูปแบบ รวมทั้งไมโครพลาสติกด้วย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการคาดการณ์สนธิสัญญาแบนขยะพลาสติกนี้จะร่างเสร็จภายในปี 2024 ก็จะถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ในปี 2015 องค์การสหประชาชาติประสบความสำเร็จที่สมาชิกยอมเซ็นและรับรองข้อตกลงที่จะลดภาวะโลกร้อน ช่วงหลังมีปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจในเวทีองค์การสหประชาชาติคือ สมาชิกประเทศเล็ก ๆ ในเวทีสากลได้นำเสนอความคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น ไม่เหมือนกับสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติห้ายักษ์ใหญ่คือ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน มักจะเถียงกันและวีโต้ซึ่งกันและกัน ในประเด็นสำคัญ ๆ เช่น กรณีรัสเซียบุกยูเครนก็ตกลงกันไม่ได้ เป็นต้น…กวี จงกิจถาวร | 1408 days ago
Read More18/11/2021
วิจัยพบ ยิ่งโลกร้อน อากาศยิ่งชื้น อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งมากขึ้น (ประเทศไทยติดอันดับด้วย)
ภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพทางกายและการเจ็บป่วยของผู้คนทั่วโลกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอีกด้วย การศึกษาวิจัยล่าสุดที่ทำการศึกษาข้อมูลจาก 60 ประเทศตลอดกว่า 37 ปี พบรายงานความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความชื้นในอากาศ ที่เป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนนั้นทำให้สุขภาพจิตของประชากรมีแนวโน้มแย่ลง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงและความถี่ในการฆ่าตัวตายของกลุ่มคนหนุ่มสาว โดยในการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่า ประเทศไทยติดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่พบความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความชื้นในอากาศกับการฆ่าตัวตายด้วยประภาส อยู่เย็น | 1519 days ago
Read More16/08/2021
โลกของเราทำสถิติ ‘ร้อนที่สุด’ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
กรกฎาคม 2021 กลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่มนุษย์เคยเก็บสถิติมา แซงหน้าปี 2016, 2019 และ 2020 ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งร่วมสำหรับเดือนที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุด การที่เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นในปัจจุบันยิ่งช่วยยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือที่บางครั้งเราเรียกว่า สภาวะโลกร้อนนั้นกำลังเกิดขึ้นจริงภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1612 days ago
Read More03/08/2021
แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ที่ใหญ่กว่าประเทศไทยเกิน 3 เท่า กำลังละลายอย่างรวดเร็วเป็นสถิติใหม่!
แผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ในกรีนแลนด์ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นกว่าปกติ จนส่งผลให้เกิดการละลายของน้ำแข็งจำนวนมหาศาล ขนาดที่สามารถท่วมทั้งรัฐฟลอริดาของอเมริกาได้สูง 5 ซม. เลยทีเดียว!ภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1626 days ago
Read More21/05/2021
มิติใหม่ของการทำเหมือง กับพืชที่ ‘ขุดนิกเกิล’ ได้
นักสำรวจพบพืชหายากที่สามารถ ‘ขุด’ นิกเกิลจำนวนมากออกมาจากดินได้ในป่าอินโดนีเซีย - ฟังแล้วอาจจะงงว่ามันเป็นไปได้อย่างไร พืชจะสามารถขุดได้ด้วยหรือ แล้วขุดได้แล้วมันสำคัญอย่างไร มาทางนี้เราจะอธิบายให้ฟังกัน ความสัมพันธ์น่าฉงนระหว่างนิกเกิลกับพืชชั้นยอด นิกเกิล คือ โลหะชนิดหนึ่ง มีความมันวาว มีสีขาวออกเงิน มีความแข็งแรง สามารถนำมาตีเป็นแผ่น และขึ้นรูปในอุณหภูมิต่ำได้ดี มีความทนทานต่อการผุกร่อนได้ดีมาก ทั้งยังเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีด้วย มันจึงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ก๊อกในครัว เครื่องมือผ่าตัด ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยปกติแร่ชนิดนี้ไม่จัดว่าอันตราย แต่หากสูดดมฝุ่นและไอระเหยของนิกเกิลเป็นปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง นำไปสู่การป่วยเป็นมะเร็งปอดได้ และหากปล่อยให้แร่โลหะนี้อยู่บนพื้นดิน มันก็สามารถคร่าสิ่งมีชีวิตที่ดูดซึมธาตุชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมากได้เช่นกัน สำหรับแหล่งผลิตหรือเหมืองขุดนิกเกิลนั้นมีหลายแห่ง แต่พื้นที่ที่เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับการใช้พืชทำเหมืองที่เราจะพูดถึงนี้คือ โซโรวาโกะ (Sorowako) พื้นที่ใจกลางเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย โซโรวาโกะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของพืชพันธุ์นานาชนิดซึ่งส่วนใหญ่ไม่พบที่อื่น แต่แล้วเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางของพื้นที่การขุดนิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แม้จะมีแค่บริษัทเดียวที่สกัดนิกเกิลจากที่แห่งนี้ แต่นิกเกิลที่ได้มีปริมาณถึง 5% ของนิกเกิลที่ขุดได้ทั่วโลก เมื่อ อัยเยน โทจอา (Aiyen Tjoa) นักชีววิทยาด้านดินและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยทาดูลาโก (Tadulako University) ใน ใจกลางเมื่อสุลาเวสีเตงกะห์ (Central Sulawesi) เดินทางมาสำรวจเมืองเหมืองแร่ขนาดเล็กในโซโรวาโกะ…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1700 days ago
Read More18/04/2021
กว่าหนึ่งปีที่เราได้เผชิญ นี่คือสิ่งที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับโควิด-19
มนุษยชาติอยู่กับการเรียนรู้สร้างสรรค์วิทยาการใหม่ ๆ ตลอดเวลา มาจนถึงปี 2021 นี้เราส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารกันแล้ว ในอนาคตเราจะมีทัวร์พาคนไปเที่ยวนอกอวกาศ อนาคตอันใกล้เราจะเดินทางกันด้วยความเร็วสูง และรถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงก็กำลังจะหมดไป ใครจะไปคาดคิดว่าวันหนึ่งมนุษย์โลกส่วนใหญ่จะมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวกันทุกคน เป็นอิสระจากสายระโยงระยาง สามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้าค่าตา แต่การค้นคว้าทุกอย่างเพื่อความสะดวกสบายนั้น กลับไม่ต้องแข่งกับเวลา เหมือนกับการค้นคว้าวัคซีนรักษาโรคร้ายอย่าง โควิด-19สุชยา เกษจำรัส | 1732 days ago
Read More27/01/2021
พลิกคำพยากรณ์ ‘ปริมาณธารน้ำแข็งละลาย’ ไปไวกว่าที่คาดเพราะเหตุนี้!
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ธารน้ำแข็ง’ หรือ ‘Glacier’ ที่กำลังละลายอย่างรวดเร็วมาก่อน ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันไว้ว่า การละลายของพวกมันอยู่ในขั้นวิกฤต อาจจะมาถึงจุดที่ไม่สามารถหวนคืนได้แล้ว และเท่าที่ตรวจวัดได้ อัตราการละลายของน้ำแข็งในปัจจุบันดูเหมือนจะมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้เสียอีก เพื่อให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้น ช่วยให้มนุษย์รับมือกับปัญหาอุทกภัยที่จะตามมาในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จึงเร่งศึกษา ‘ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ (Greenland’s Glacier)’ หนึ่งในที่มาหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 'ฟยอร์ด' กับความลึกที่เป็นเบาะแสแรก ท่ามกลางความเวิ้งว้างของน่านน้ำอาร์กติก ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้ละลายพุ่งลงสู่มหาสมุทรตามแนวฟยอร์ด (fjords) หรือ ขอบผาที่เป็นเวิ้งน้ำลึกลงไป และเพราะความลึกและความขรุขระตามชายฝั่งที่เข้าถึงยากของฟยอร์ดนี่เอง ที่ทำให้นักวิจัยขาดข้อมูลในเรื่องระดับความลึกของมัน ทำให้ไม่อาจประเมินได้อย่างแม่นยำว่า มีปริมาณน้ำในมหาสมุทรเท่าใดในแต่ละฟยอร์ด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) นั้นส่งผลต่ออุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น ดังนั้น ปริมาณน้ำมหาสมุทรอุ่นที่เข้าถึงฟยอร์ด จึงนำไปสู่การละลายของธารน้ำแข็งในฟยอร์ดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อ 5 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มต้นภารกิจ Oceans Melting Greenland (OMG) ศึกษาการละลายของธารน้ำแข็งเหล่านี้จากทางอากาศและทางเรือ ด้วยการวัดฟยอร์ดทีละแห่ง จนสามารถสำรวจธารน้ำแข็งได้ถึง 226 แห่ง และพบว่าฟยอร์ด ‘ลึก’ 74 แห่ง เป็นที่มาของปริมาณน้ำแข็งละลายเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด ในช่วงปี…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1814 days ago
Read More26/01/2021
แคปซูลเวลาผู้มาก่อนกาล ชี้น้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่คาดหลายทศวรรษ!
นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าทึ่ง และน่าหวั่นพรึงในคราวเดียว เมื่อมีผู้พบแคปซูปเวลาที่ฝังไว้ในน้ำแข็งขั้วโลก แค่ลอยมาให้พบเจอก็ฟังดูโรแมกติกน่ามหัศจรรย์แล้วใช่ไหม แต่ที่น่ากังวลคือ มันหลุดออกจากน้ำแข็งก่อนเวลาไปหลายปีมาก ๆ จนน่าใจหาย หรือนี่จะเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะโลกร้อนขั้นวิกฤตกัน! เรื่องราวการค้นพบนี้ เกิดขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 เมื่อ โคเนอร์ แม็คโคลรี (Conor McClory) และ โซเฟีย เคอร์แรน (Sophie Curran) นักเล่นเซิร์ฟจากหมู่บ้าน Gweedore ในเขต County Donegal กำลังตรวจสอบสภาพน้ำทะเล และพบแท่งทรงกระบอกดูน่าสงสัยบนชายฝั่งที่ Bloody Foreland ซึ่งเป็นจุดชมความงามที่ได้รับการตั้งชื่อตามสีแดงของหินในยามพระอาทิตย์ตก แคปซูลเวลากับที่มาที่ไปของมัน แม็คโคลรีเล่าว่า “ตอนที่เห็นครั้งแรก ผมคิดว่ามันเป็นท่อเหล็กของเรือ แต่เมื่อยกมันขึ้นมา จึงเห็นว่ามีคำแกะสลักเป็นภาษารัสเซียจารึกอยู่บนนั้นด้วย เลยคิดว่ามันอาจจะเป็นระเบิดก็ได้ แต่พอเห็นว่ามีวันที่ระบุอยู่ด้วย ก็เลยคิดว่าอาจจะเป็นโกศใส่อัฐิของใครแทน ผมก็เลยไม่ได้เปิดมันออกมา” ด้วยความสงสัยเขาจึงนำข้อความบนกระบอกนี้ไปให้เพื่อนชาวรัสเซียแปล เรื่องจึงกระจ่างว่ามันเป็นแคปซูลเวลา เขาจึงเปิดมันออกมาและพบว่ามันบรรจุไปด้วยจดหมาย บทกวี รูปภาพ ตรา แผ่นรองขวดเบียร์ เมนูอาหาร จุกไวน์ และแผ่นพับที่บ่งชี้ว่าผลิตขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 จดหมายที่พบนั้น มีทั้งภาษารัสเซียและอังกฤษซึ่งระบุว่า…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1815 days ago
Read More23/08/2020
นาซาไขปริศนา “ทำไมระดับน้ำทะเลพุ่งสูงเกินคาด” ช่วยรับมือ ‘เมืองจมน้ำ’ ในอนาคต
จากข่าวที่น่าตื่นเต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายจนไปสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว ส่งผลให้ทั่วโลกต่างตื่นตัวและตระหนักสิ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา องค์กรด้านอวกาศอย่างนาซาเองก็เช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินกันว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันนั้นสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่รู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หลังจากพยายามศึกษาสาเหตุที่แท้จริงของระดับน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นทุกที ในที่สุด นาซาก็ได้งานวิจัยใหม่ช่วยไขคำตอบเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้น เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลได้แม่นยำขึ้น อันจะนำไปสู่การทำนายผลกระทบที่ตามมา อาทิ น้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่ง กระแสน้ำทะเลหนุนสูง ในอนาคตได้ดีขึ้น นาซาจึงพยายามพัฒนาเทคนิคใหม่ เพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างปริมาณน้ำทะเลที่มีบันทึกในอดีตและปริมาณที่วัดได้จริงในปัจจุบัน และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ข้อมูลใหม่ที่ช่วยบ่งชี้ว่าอะไรที่มีส่วนเสริมให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างมากจนเกินคาดในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอนาคตได้ ตัวอย่างของผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นที่เป็นรูปธรรม เห็นได้ชัดจากรายงานน้ำท่วมล่าสุดขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ที่ระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมตามแนวชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และคาดว่ามันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของความถี่ พื้นที่ และระดับน้ำท่วมที่สูงขึ้นกว่าเดิม ทบทวนข้อมูลเก่า หาปัจจัยซ่อนเร้นที่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลการศึกษาบอกว่าไม่ใช่การละลายของธารน้ำแข็งไม่ใช่ตัวแปรหลักอย่างเดียวการสร้างเขื่อนทั่วโลกในยุค 70s ก็ช่วยชะลอการเพิ่มของน้ำทะเลและมีการละลายของน้ำแข็งบนภูเขาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของระดับน้ำทะเล ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันว่า ปัจจัยที่ผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ได้แก่ การละลายของธารน้ำแข็ง (Glaciers) แผ่นน้ำแข็ง (Ice sheets) และอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น (Warmer temperatures) เมื่อรวมแต่ละปัจจัยเข้าด้วยกัน ค่าประมาณของปริมาณน้ำทะเลควรตรงกับระดับน้ำทะเลที่นักวิทยาศาสตร์สังเกต…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1971 days ago
Read More16/05/2020
อีก 50 ปีประชากรโลก 3,000 ล้านคนจะอยู่อาศัยในแหล่งที่อยู่เดิมไม่ได้ เพราะโลกร้อนทะลุปรอท
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน หากมนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มั่นใจว่า แหล่งที่อยู่อาศัยในปัจจุบันจะสามารถอยู่อาศัยได้ไปอีกหลายพันปีหรือหลายชั่วอายุคนกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอพยพย้ายถิ่นฐานเช่นบรรพบุรุษของเราในอดีตก็อาจกลายเป็นความคิดที่ผิดไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด หลังจาก Beartai ได้เคยนำเสนอเรื่องราวที่องค์กร NOAA ออกมาเปิดเผยว่า ปี 2020 กำลังจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยบันทึกกันมา 140 ปี แม้เพิ่งจะผ่านไปแค่เดือน พฤษภาคม เท่านั้น วันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เปิดเผยข้อมูลร้อนแรงชิ้นใหม่ออกมาอีกแล้ว จากรายงานล่าสุดของ National Academy of Sciences of the United States of America (PNAS) ได้ออกมาเปิดเผยว่า หากมลพิษจากก๊าซเรือนกระจกยังคงถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์จนถึงปี 2070 มนุษยชาติจำนวนกว่า 3,000 ล้านคนบนโลกใบนี้จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยที่ "ร้อนเกินกว่าระดับที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้" จากค่าสถิติแล้ว ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส คนจำนวน 1 พันล้านคนจะต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่มีอากาศเย็นขึ้นกว่าเดิม (ออกห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากขึ้น หรือขึ้นไปอาศัยอยู่บนที่สูงที่เป็นภูเขามากขึ้น) เพื่อเลี่ยงต่อการต้องปรับตัวเข้ากับอากาศที่ร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว Tim Kohler…Vinijphat Kanyapong | 2070 days ago
Read More17/01/2020
เตรียมรับชะตากรรม นักวิทยาศาสตร์เตือน “มหันตภัยอย่างไฟป่าออสเตรเลีย จะเป็นเรื่องปกติในอนาคต”
ภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดและส่งผลกระทบต่อเนื่องในทิศทางต่อสภาพแวดล้อมโลกอย่างมากในขณะนี้ก็คือ มหันตภัยไฟป่าออสเตรเลีย ที่กลืนกินผืนป่าไปแล้วกว่า 24 ล้านเอเคอร์ คร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้ว 28 ชีวิต และสัตว์ป่ามากกว่าพันล้านชีวิต ทั่วโลกต่างช่วยระดมกำลังทหารเข้าไปช่วยดับไฟ และหลาย ๆ ก็ช่วยเรี่ยไรทุนทรัพย์ส่งไปช่วยสนับสนุนหน่วยดับเพลิงให้ควบคุมไฟป่าได้โดยเร็ว และแทบทุกคนต่างก็ช่วยภาวนาให้วิกฤตการณ์นี้ยุติโดยไว และขอให้สภาพผืนป่า และชีวิตสัตว์ได้กลับคืนสู่สภาพเดิมในเร็ววัน นั่นคือจินตนาการครับ ตื่น ๆ ครับ รับรู้สภาพความเป็นจริงร่วมกัน ว่ามันเลวร้ายกว่านั้นมาก นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่า จากนี้ไปมหัตภัยไฟป่าในระดับเทียบเท่าไฟป่าออสเตรเลีย จะเกิดขึ้นบ่อยจนเรารับรู้ข่าวสารจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ เหตุจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ในทิศทางที่เลวร้าย การเกิดขึ้นของ "ไฟป่าออสเตรเลีย" ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้รับรู้ถึงสัญญาณมหันตภัยนี้มาตั้งแต่ปี 2013 พวกเขาได้เผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้าออกมาเป็นบทความ 57 หน้าชื่อ Climate change increases the risk of wildfires ลงบนเว็บไซต์ ScienceBrief.com ไว้ในปีนั้น เนื้อหาใจความหลักของบทความนี้คือการชี้ให้เห็นถึง ผลร้ายจากฝีมือมนุษย์โลกที่ส่งผลกระทบต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งก่อให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น ในบทความนี้ยังระบุอีกว่า ภาวะไฟป่าจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมยังอ้างอิงสถิติการเกิดไฟป่าย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 1979 มาจนถึงปี…สุชยา เกษจำรัส | 2190 days ago
Read More26/09/2019
How dare you! อยู่ที่ความตั้งใจ ไม่ใช่ที่การแสดงออก “เกรตา ธันเบิร์ก”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประชุมระดับโลกที่รวมรวมเหล่าผู้นำจากหลากหลายประเทศมาไว้ด้วยกัน นั่นก็คือการประชุมว่าด้วยเรื่องของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายว่า "ประชุมโลกร้อน" ซึ่งในประชุมครั้งนี้นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและผู้ติดตามก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน ไฮไลต์ของการประชุมในครั้งนี้ที่ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก คือ การขึ้นกล่าวถึงปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันโดย "เกรตา ธันเบิร์ก" (Greta Thunberg) สาวน้อยวัย 16 ปีจากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งการขึ้นกล่าวบนเวทีครั้งนี้ของเธอ ถือได้ว่าดุเดือดพอสมควร จากน้ำเสียงและท่าทีที่เธอใช้ในการสื่อสารครั้งนี้ https://www.youtube.com/watch?v=6jSt2wk3y2k [su_quote cite="เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg)"]ฉันไม่ควรมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ ฉันควรจะไปอยู่ในห้องเรียน ในอีกซีกหนึ่งของมหาสมุทร พวกคุณโยนทุกสิ่งอย่าง และมาฝากความหวังกับพวกเราที่เป็นหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ คุณกล้าดียังไง![/su_quote] ถึงแม้ว่าคำพูดของเธอที่กล่าวภายในที่ประชุมจะแข็งกร้าว แต่ก็สามารถแสดงถึงความแน่วแน่ของเธอได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าการออกมาพูดของเธอในครั้งนี้ย่อมไปกระทบผู้นำบางประเทศ โดยเธอบอกว่าผู้นำบางประเทศสนใจแต่เรื่องของเงินตรา และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนมองข้ามเรื่องของสิ่งแวดล้อม พูดมาขนาดนี้ผู้นำหลายท่านก็คงจะรู้สึกหน้าชาไปตาม ๆ กัน ขณะที่คนอีกจำนวนมากกลับชื่นชอบการพูดของเธอ และปรบมือให้เธอเสียงก้องดังสนั่นห้องประชุม อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคน (ผู้ใหญ่) บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทางและน้ำเสียงที่ส่อไปในทาง “ก้าวร้าว” ของเธอสักเท่าไร เกรตาคือใคร? เกรตาเป็นเด็กสาวชาวสวีเดน…ธีระภัทร โตสวัสดิ์ | 2303 days ago
Read More25/09/2019
นักวิทยาศาสตร์เผย! สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร
การประชุมของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ Monaco ได้ทำการหารือข้อสรุปของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ มหาสมุทร และพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนโลกของเรา พวกเขาพบว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้นทำให้มหาสมุทรกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อมนุษย์ เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 และรัฐบาลโมนาโก ได้สนับสนุนนักวิจัยจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่น้ำแข็ง และมหาสมุทร เพื่อเตรียมรายงานถึงผลกระทบต่างๆ จากทะเลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์หลายร้อยล้านคนก่อนสิ้นศตวรรษนี้ รวมทั้งยังรายงานสภาพความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อแนวประการัง และการทำประมง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ เมื่อพื้นน้ำแข็งละลาย จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก ทำให้อุณหภูมิโลกทวีความร้อนมากขึ้นไปอีก แล้วคำถามคือทะเลกับสภาพอากาศเกี่ยวข้องกันอย่างไรละ? สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทะเลช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด ตั้งแต่ปี 1970 มหาสมุทรช่วยดูดซับความร้อนไว้มากถึง 90% นั่นทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเค็มลดลง รวมถึงมีความเป็นกรดมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงระดับน้ำทะเลเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ (อย่างที่เรารู้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ โดนผลกระทบนี้เต็มๆแน่) แต่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามองก็คือพายุที่จะเกิดได้มากขึ้นก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ด้วยอัตราการละลายของน้ำแข็งที่สูงขึ้นทำให้วิกฤตินี้เป็นที่น่าจับตามอง และควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด อ้างอิง BBC NEWS…Natnaree TK | 2304 days ago
Read More15/08/2019
บิล เกตส์ ออกหน้าผลักดันโครงการลดภาวะโลกร้อน ด้วยการโรยฝุ่นในชั้นบรรยากาศเพื่อลดแสงดวงอาทิตย์
ภาวะวิกฤตลำดับต้นที่โลกมนุษย์ประสบกันอยู่ขณะนี้ ก็คือภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนขึ้นทุกวัน ทั้งการที่น้ำแข็งทั่วโลกเริ่มละลายมากขึ้นและจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทุกวัน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงส่งผลให้พืชพันธุ์และสัตว์บางชนิดเริ่มสูญพันธุ์ และวิกฤติเหล่านี้จะรุนแรงมากขึ้นในรุ่นลูกรุ่นหลานของเราในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างก็ขมักเขม้นในการชะลอภาวะโลกร้อนที่ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์เราเองทั้งนั้น พร้อม ๆ กับแคมเปญรณรงค์รักษ์โลกที่ทั่วโลกร่วมกันให้ลดละเลิกการใช้หรือสร้างวัสดุอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ที่สร้างสาร CFC ตัวการทำลายชั้นบรรยากาศสุชยา เกษจำรัส | 2345 days ago
Read MorePR Partners
See All15/01/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 3 hours ago
ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน
ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง15/01/2026
ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 3 hours ago
Read More13/01/2026
ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”
Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 2 days ago
Read More26/12/2025
Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม
กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable) ปลอดภัย และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยหัวเว่ย คลาวด์มีผลการประเมินโดดเด่นในสามหมวดหมู่ย่อย ได้แก่ ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (security and compliance) , มาร์เก็ตเพลส (marketplace) และการสนับสนุนและการบริการลูกค้า (support and customer service) นอกจากนี้ แบบสำรวจลูกค้าแบบไม่เปิดเผยชื่อยังสะท้อนผลลัพธ์ที่โดดเด่น โดยหัวเว่ย คลาวด์ได้รับคะแนนความพึงพอใจด้านการสนับสนุนและการบริการลูกค้าสูงถึง 99% และคะแนนความเต็มใจที่จะแนะนำ 96% ในด้าน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 20 days ago
Read More































