ทำไมไอโฟนไม่มี ‘iPhone 2’ ? เจาะเบื้องหลังการตั้งชื่ออันซับซ้อนของ Apple

Apple กำลังจะเปิดตัว iPhone 14 ในวันที่ 7 กันยายน 2022 ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าเป็นรุ่นล่าสุดต่อจาก iPhone 13 และก่อนหน้านั้นก็ iPhone 12 แล้วก็ลงไปเรื่อย ๆ เป็นตัวเลขที่เข้าใจง่ายเพราะ Apple มีการเปิดตัว iPhone ทุกปีอยู่แล้วตั้งแต่เปิดตัวในปี 2007 แต่มีอยู่ไม่กี่ครั้งที่ Apple ตัดสินใจตั้งชื่อรุ่น iPhone ที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยเฉพาะตอนอัปเดตครั้งแรกจาก iPhone และรุ่นต่อไปกลับไม่ใช่ iPhone 2 ซะงั้น

iPhone รุ่นแรกเปิดตัวในปี 2007 โดย สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) อดีตซีอีโอของบริษัท หลังจากนั้นโลกของสมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแทบจะทันที ตอนที่เปิดตัว บริษัทเรียกมันว่า iPhone และระบบปฏิบัติการด้านในถูกเรียกว่า ‘iPhone OS’ โดยตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าการตั้งชื่อในรุ่นต่อ ๆ ไปจะออกมาในรูปแบบไหน จนกระทั่งในปี 2008 รุ่นถัดมาของ iPhone ที่ใช้ชื่อเรียกเหนือการคาดการณ์อยู่ไม่น้อย

แม้ดูเหมือนว่า Apple จะสามารถตั้งชื่อรุ่นของอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ซับซ้อนและชวนให้ปวดหัวอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Apple จะทำได้โดยไร้ที่ติ อย่างการใช้ตัว ’S’ เพื่อแสดงถึงการคั่นกลางระหว่างการอัปเดตครั้งใหญ่ (ตอนนี้ไม่มีแล้ว) หรืออย่างการใช้คำว่า ‘Plus’ เพื่อแสดงถึงรุ่นหน้าจอใหญ่ (ซึ่งตอนนี้ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน) หรือการใช้ตัว ‘C’ ที่แทนรุ่นสีสันสดใส (ซึ่งก็หายไปแล้ว) และแน่นอนรุ่น ’SE’ ที่หมายถึงรุ่นที่ตัวเครื่องเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเทคโนโลยีด้านในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลัง ๆ มาเราเห็นเป็น ‘Mini’ และ ‘Pro’ กับ ‘Max’ แทน (ซึ่งต่อไป Mini ก็อาจจะไม่มีแล้วเช่นกัน) มีครั้งหนึ่งที่พวกเขาข้ามตัวเลขรุ่นไปนั่นก็คือในปี 2017 ที่ iPhone X ออกสู่ตลาดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบสิบปีของ iPhone และตอนนั้น iPhone 9 ก็ถูกข้ามไปเลย ซึ่งนั่นเป็นครั้งที่ 2

iPhone 3G

ส่วนในครั้งแรกที่ Apple ตั้งชื่อโดยข้ามตัวเลขรุ่นไปคือในปี 2008 ที่จาก iPhone รุ่นแรก แล้วจู่ ๆ รุ่น 2 ก็กลายเป็น iPhone 3G ซึ่งเป็นรุ่นแรกของที่มาพร้อมเสาสัญญาณ 3G และนั่นก็เป็นที่มาของชื่อด้วย ต่อมากลายเป็นว่าคนรู้จัก iPhone รุ่นแรกว่าเป็น iPhone 2G ไปเลย ซึ่งตัว iPhone 3G โดดเด่นเรื่องการรองรับเครือข่ายที่ดีขึ้นด้วย Wi-Fi, 3G และ ​EDGE และตัวซอฟต์แวร์ก็ได้รับการอัปเกรดให้สับเปลี่ยนสัญญาณอัตโนมัติเพื่อให้ความเร็วเสถียรด้วย

iPhone 3G ยังมาพร้อมกับตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง MobileMe (ที่ภายหลังกลายมาเป็น iCloud) ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถซิงก์ข้อมูลสำคัญ ๆ อย่างบัญชีอีเมลและปฏิทินระหว่าง iPhone และ Mac ได้ด้วย ฟีเจอร์สำคัญอีกอันคือ Push Notification (ที่ตอนนี้หลายคนเกลียดนักเกลียดหนา) แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่ออัปเดตอะไรใหม่ ๆ ต่างจากรุ่นก่อนที่เป็น Fetch Notification ที่โปรแกรมจะอัปเดตเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ (ยิ่งเช็กถี่ยิ่งเปลืองแบตเตอรี่ในตอนนั้น)

แนวทางการตั้งชื่อที่เราคุ้นเคยกันในตอนนี้ก็มาเริ่มช่วงหลัง ๆ นี้เอง เพราะก่อนหน้านั้นเราจะเห็นรุ่น ’S’ ที่คั่นระหว่างการอัปเดตใหญ่ที่เป็นตัวเลข ต่อจาก iPhone 3G ก็มี iPhone 3GS ในปี 2009 ต่อจากนั้นก็มีอัปเดตดีไซน์ใหม่ใน iPhone 4 ต่อด้วย 4S ซึ่งในปีต่อ ๆ มาเราก็เริ่มเห็นความคงเส้นคงวาของชื่อที่คุ้นเคยกันนั่นเอง

ล่าสุดก็มีข่าวว่าจะเอารุ่น Plus กลับมาใส่ใน iPhone 14 ด้วย จะเป็นชื่อไหนยังไง เดี๋ยวเราไปรอลุ้นกันครับ

อ้างอิง

Screen Rant Computer World

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก