จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกถ้าเราทำลายธรรมชาติผ่านเรื่องราวในวิดีโอเกม

คุณเคยเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าไหม บนนั้นมีสีฟ้าสดใสสวยงามมาก ที่แม้จะมองมาจากนอกโลกก็ยังสวยงาม แต่เราไม่รู้เลยว่าโลกสีฟ้าใบนี้กำลังตายอย่างช้า ๆ ชั้นบรรยากาศที่เรียกว่าโอโซนนั้นค่อย ๆ บางลงจนทำให้โลกร้อนขึ้นทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้เกิดน้ำจืดมาแทนที่น้ำเค็ม บางที่ก็เกิดน้ำทะเลอุ่นจนสิ่งมีชีวิตอย่างปะการังตาย ขณะที่มนุษย์ก็ทำลายธรรมชาติมากขึ้น ตัดต้นไม้ทำลายป่าต้นน้ำรุกที่ป่าจนกลายเป็นเขาหัวโล้น ฆ่าสัตว์ป่าจนระบบนิเวศเสียเพราะขาดผู้ล่าจนสัตว์บ้างชนิดมีเยอะไปกลายเป็นผลเสีย ผลที่ตามมาคือภัยธรรมชาติแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลให้มนุษย์เอง ซึ่งก็มีหลายเกมที่พยายามเอาเรื่องเหล่านี้มาใช้ในเกม เพื่อเตือนคนเล่นเกมให้รู้ถึงภัยธรรมชาติที่เราจะได้รับผ่านเกม ซึ่งมีทั้งแบบบอกเราตรง ๆ ไปจนถึงบอกอ้อม ๆ ว่าธรรมชาติกำลังเอาคืนจากมนุษย์อยู่ โดยเราจะยกตัวอย่างภัยธรรมชาติแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเคยเกิดขึ้นมาแล้วผ่านเกมต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพได้เห็นภาพง่ายขึ้น จะมีเกมอะไรที่บอกเล่าเรื่องเหล่านี้บ้างมาดูพร้อมกันเลย

ความแปรปรวนของธรรมชาติ จากเกม Battlefield 2042

 Battlefield 2042

เริ่มต้นเกมแรกที่เป็นตัวจุดประเด็นให้มีบทความเรื่องนี้ขึ้นมา กับเกมที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้กับภาคใหม่ของสงครามยุคอนาคตอันใกล้ในเกม ‘Battlefield 2042’ ซึ่งใครที่ได้ดูตัวอย่างมาแล้ว น่าจะได้เห็นระบบการเล่นแบบใหม่ที่ดูสนุกสมจริงมากขึ้น กับสงครามที่ใช้อาวุธซึ่งถูกพัฒนาไปจากโลกเราตอนนี้ แต่ก็ยังอยู่ในรูปแบบของความสมจริงอยู่(รึเปล่า) ซึ่งประเด็นที่เราจะมาพูดถึงไม่ใช่เรื่องของระบบเกมหรือข่าวสารที่น่าสนใจ ซึ่งหลายคนน่าจะทราบกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะพูดถึงคือโลกของเกมที่เป็นยุคอนาคตปี 2042 หรือ 21 ปีข้างหน้าโลกของเราจะเป็นอย่างไร ซึ่งดูจากตัวอย่างที่เราได้เห็นธารน้ำแข็งที่เป็นสนามรบที่กำลังละลายและพายุงวงช้างที่รุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงนั่นเอง  และถ้าหลายคนสงสัยว่าพายุเกิดจากอะไร ถ้าให้สรุปง่าย ๆ ก็เกิดจากความร้อนบนหน้าดินในบริเวณนั้นได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้มันอุ่นขึ้น จนเกิดการขยายตัวและลอยตัวสูง ดันให้ลมหมุนทรงกระบอกในแนวนอนเปลี่ยนเป็นการหมุนวนในแนวตั้งจนเกิดเป็นพายุหมุนที่รุนแรง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเกิดจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์ในตอนนี้ทำลายธรรมชาติจนส่งผลถึงอนาคตนั้นเอง

 Battlefield 2042

เมื่อภัยพิบัติใกล้ตัวเรากว่าที่คิด จากเกม  Disaster Report

Disaster Report

ถ้าเกม ‘Battlefield 2042’ ยังดูไกลตัวไป ถ้าอย่างนั้นก็ดูเกมแนวหนีตายภัยพิบัติที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ กันบ้าง กับเกมซีรีส์ ‘Disaster Report’ ที่เราจะได้รับบทเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติที่พร้อมใจกันเกิดขึ้นในคราวเดียว ทั้งแผ่นดินไหวพายุไปจนถึงคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ทุกภาคนั้นจะเน้นไปที่การพยายามหาทางไปข้างหน้าเพื่อหนี้จากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นซ้ำ และศัตรูในเกมนี้คือความหิวกระหายของตัวละครกับสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งตึกถล่มสะพานขาดไปจนถึงคนที่บ้าคลั่ง แถมสถานที่เกิดขึ้นในแต่ละภาคก็คือในเมืองขนาดใหญ่ที่ดูแล้วใกล้ตัวคนเล่นแบบเราสุด ๆ ที่ดูผ่าน ๆ เกมนี้ก็เหมือนจะเป็นเกมหนีตายทั่วไป แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นจริง เกมนี้ก็กำลังสะท้อนบอกเราว่าในอนาคตถ้าเรายังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่แบบนี้ วันธรรมดาของเราอาจจะกลายเป็นหายนะเหมือนในเกมนี้ก็ได้

Disaster Report

สงครามนิวเคลียร์จากน้ำมือมนุษย์ จากเกม Metro 2033

Metro 2033

คราวนี้มาดูการทำลายแวดล้อมจากน้ำมือมนุษย์แบบจงใจให้เกิดขึ้นกันบ้าง กับสิ่งที่เรียกว่าสงครามนิวเคลียร์ ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่าในอดีตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเราก็เกือบจะมีสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นได้ก่อน(ในช่วงสงครามเย็น) ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ผลที่ตามมาคงไม่เหมือนอย่างในเกม ‘Metro 2033’ ที่มนุษย์ซึ่งรอดชีวิตต้องหนีมาอยู่ในทางรถไฟใต้ดิน ขณะที่บนดินนั้นปนเปื้อนไปด้วยกัมมันตรังสีที่ตกค้างหลังจากยิงนิวเคลียร์ไปแล้ว แถมยังมีพวกสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่คอยจับมนุษย์มากิน ซึ่งความเป็นจริงแล้วเมื่อเกิดสงครามสงครามนิวเคลียร์ โอกาสรอดตายนั้นน้อยมาก ๆ และถึงจะรอดมาได้ก็ต้องรับผลจากกัมมันตรังสีจนทำให้เราเป็นหมันรวมถึงมะเร็ง ไม่ทางที่จะมีลูกหลานได้จนถึงตอนนี้ ส่วนสัตว์ต่าง ๆ ก็คงโดนแบบเราและคงไม่เปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ประหลาด(นั่นแค่ความเชื่อผิด ๆ ที่คิดกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่เหล่าต้นไม้อาจจะพออยู่ได้ ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพที่สุดก็คงจะเป็นที่เชียร์โนบีลที่เกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใกล้เคียงกับในเกม ‘Metro 2033’ ที่สุด และถ้ามันเกิดขึ้นจริงเราก็เตรียมรับผลกรรมแบบในเกมนี้ได้เลย

Metro 2033

น้ำท่วมโลกจากเกม The Flame in the Flood

The Flame in the Flood

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเป็นเพียงคนเดียว(กับหมาหนึ่งตัว) ที่เป็นผู้รอดชีวิตในโลกที่ถูกน้ำท่วม  นั่นคือแนวคิดของเกม ‘The Flame in the Flood’ ที่เราจะได้รับบทเป็นสาวน้อยที่ต้องใช้วิชาลูกเสือในการเอาชีวิตรอด ทั้งการหาอาหารที่พักและต้องป้องกันตัวเองจากสัตว์ป่าที่หิวโหย ตัวเกมจะอ้างอิงความเป็นจริงของเราที่ถ้าเกิดเหตุแบบนี้จริง ๆ เราจะทำอย่างไร ต่างกับเกม ‘Disaster Report’ ที่เน้นการหนีตาย แต่เกม ‘The Flame in the Flood’ คือการเอาชีวิตรอดในโลกที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายส่งผลให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนรุกขึ้นมาบนพื้นที่บกอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำจืดมาแทนน้ำทะเลหรือปนกันจนสิ่งมีชีวิตทั้งสองน้ำตาย บวกกับแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้วแต่ไม่ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิ แต่เมื่อระดับสูงขึ้นมันจึงส่งผลให้เกิดขึ้นที่เรียกว่าผลกระทบลูกโซ่ ผลที่ตามมาคือหายนะที่เราต้องเอาชีวิตรอด นั่นคือสิ่งที่เกม ‘The Flame in the Flood’ บอกกับเรา

The Flame in the Flood

จำลองน้ำท่วมโลกผ่านเกม Sea of Solitude

Sea of Solitude

ต่อเนื่องจากเกมที่แล้วที่ยังคงอยู่ในเรื่องของน้ำท่วมโลก แต่เกม ‘The Flame in the Flood’ อาจจะยังไม่ทำให้เราเห็นภาพว่าถ้าน้ำท่วมโลกจะเป็นอย่างไร เราจึงขอหยิบเกม ‘Sea of Solitude’ ขึ้นมาให้เราเห็นภาพง่ายขึ้น เพราะตลอดทั้งเกมนี้เราจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกน้ำท่วม แถมยังมีสัตว์ประหลาดมาคอยทำร้ายเรา ซึ่งตัวเกมจริง ๆ ของ ‘Sea of Solitude’ นั้นไม่ได้บอกถึงภาวะโลกร้อนแบบเกมก่อน แต่มันคือการสะท้อนสภาพจิตใจของตัวละครผ่านน้ำที่ท่วมเมือง แต่ตัวเกมกลับสะท้อนภาพของเมืองที่ถูกน้ำท่วมออกมาได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้เห็นเมืองที่อยู่ใต้น้ำที่อาจจะเกิดขึ้นวันหนึ่งถ้ามนุษย์ยังคงทำลายธรรมชาติแบบนี้ต่อไป

Sea of Solitude

ปะการังฟอกขาว จากเกม Pokemon Sword and Shield

Pokemon Sword and Shield

รู้รึไม่ว่าเกม ‘Pokemon Sword and Shield’ กำลังบอกเราถึงเรื่องสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไปผ่านตัวของ ‘Pokemon’ ที่เราได้จับ โดยเจ้าตัวที่เราพูดถึงนั้นก็คือ ‘Pokemon’ ปะการัง ‘Corsola’ ที่ในภาคก่อน ๆ มันคือ ‘Pokemon’ น้ำสีชมพูน่ารักสดใส แต่ในภาค ‘Pokemon Sword and Shield’ เจ้า ‘Corsola’ ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นสีขาวพร้อมธาตุที่เปลี่ยนมาเป็นผี ที่บ่งบอกถึงภาวะปะการังฟอกขาวที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากมลพิษที่มนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นจนปะการังฟอกขาวที่เห็นแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงมาแล้วบนโลก และถ้าคุณยังไม่ทราบปะการังคือพืชน้ำที่เป็นเหมือนบ้านของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของทะเล และถ้าปะการังตายหมดสิ่งมีชีวิตในทะเลที่สำคัญต่อสภาพแวดล้อมก็จะตายไปด้วย ซึ่งดูแล้วอาจจะเป็นผลกระทบที่ไกลตัวแต่เชื่อเถอะว่าสิ่งเล็ก ๆ นี้มันจะส่งผลระยาว ที่ไม่ใช่แค่คุณแต่หมายถึงทั้งโลกที่ได้รับผลกระทบนี้ แต่ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แล้วทราบ ก็เท่ากับคุณได้มีส่วนร่วมในการช่วยโลกและปะการังแล้ว ด้วยการไม่สร้างขยะหรือทำให้โลกร้อนขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วยมือของเรา ที่อาจจะเล็กน้อยแต่ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่เราได้ทำเพื่อโลกใบนี้ที่จะส่งต่อให้ลูกหลานเราต่อไป

Pokemon Sword and Shield

อนาคตมนุษย์อาจย้อนกลับไปเป็นยุคหิน จากเกม Horizon Zero Dawn

 Horizon Zero Dawn

ถ้าตัดความเป็นแฟนตาซีออกไปเกม ‘Horizon Zero Dawn’ คือหนึ่งในความเป็นไปได้ของมนุษย์ในยุคอนาคต ที่เมื่อทุกอย่างที่เราเคยมีทั้งเทคโนโลยีรวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์เจริญมาถึงขีดสุด และทำลายธรรมชาติจนธรรมชาติทวงคืนด้วยวิธีต่าง ๆ จนมนุษย์ล้มตายไปเกือบหมด ในช่วงแรกของการเกิดภัยพิบัติเราก็อาจจะพอมีชีวิตอยู่ได้แบบในเกม ‘The Last of Us’ หรือเกม ‘Metro 2033’ ที่แม้จะอดยากแต่ก็ไม่มีซอมบี้มาฆ่าเรา แต่มนุษย์จะฆ่ากันเองแบบไม่มีกฎหมายมาขัด ทุกคนทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองแต่มนุษย์ก็ยังมีชีวิตออกลูกหลานมาได้ แต่ถ้าเวลาผ่านไปเป็น 1000 ปีละจะเป็นอย่างไร ไม่แน่เราจะวิวัฒนาการย้อนกลับมาเป็นคนป่ายุคหินอีกครั้งแบบในเกม ‘Horizon Zero Dawn’ ก็ได้ เพราะคนที่มีความรู้ความสามารถหรือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์กลับมาเป็นปกตินั้นได้ตายไปหมดแล้ว จนเวลาผ่านไปมนุษย์ก็เลิกที่จะพึ่งพิงความสบายแล้วหันมาล่าสัตว์ใช้หอกธนูที่สร้างขึ้นมาเองได้แทนปืนที่ไม่มีกระสุนใช้ จนสุดท้ายก็วิวัฒนาการของมนุษย์ก็จะย้อนกลับมาเป็นยุคหิน ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้จริงในอนาคตถ้าเรายังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่แบบนี้

 Horizon Zero Dawn

เมื่อธรรมชาติทวงคืนจากมนุษย์ด้วยการสร้างเชื้อโรค  จากเกม The Last of Us

The Last of Us

ถ้าพูดถึงคำว่าธรรมชาติทวงคืนในอดีตเราอาจจะคิดถึงพายุน้ำท่วมแผ่นดินไหวสึนามิ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนด้วยฝีมือมนุษย์ทุกคนทำกับโลก แต่ในยุคนี้ถ้าเราถามว่าธรรมชาติทวงคืนหรือโต้กลับเราจะคิดถึงเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแทน ซึ่งถ้ามองในมุมกลับกันเอาแบบในแง่ร้ายที่สุด ถ้าเชื้อโรคที่เราเจอมันไม่ได้ทำให้คนป่วยหรือตายอย่างเดียว แต่มันเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นซอมบี้แบบในเกม ‘The Last of Us’ ละจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นแบบนั้นมนุษย์กว่า 90% ก็จะติดเชื้อผ่านการโดนกัดและติดโรคผ่านการหายใจแบบโรคโควิดตอนนี้ ส่วนมนุษย์ที่เหลือก็จะได้ใช้ชีวิตแบบตัวละครในเกม ‘The Last of Us’ ที่มนุษย์ต้องฆ่ากันเองเพื่อหาอาหารเมืองล่มสลาย จนเมื่อกระสุนหมดสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ หายไปผ่านไปไม่ต้องถึง 1000 ปีหรอกแค่ 100 หรือ 200 ปีเราก็คงจะวิวัฒนาการย้อนกลับไปเป็นแบบเกม ‘Horizon Zero Dawn’ หรือหนักหน่อยมนุษย์เราตายเป็นซอมบี้กันหมดเพราะธรรมชาติเอาคืนมนุษย์ ขณะที่สัตว์มีชีวิตรอดต่อไปเพราะไม่ติดเชื้อ ซึ่งวันหนึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นมาก็ได้ใครจะรู้

The Last of Us

โลกที่ไร้มนุษย์ธรรมชาติจะกลับมา จากเกม Tokyo Jungle

 Tokyo Jungle

อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะมีคำถามว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มนุษย์ละจะเกิดอะไรขึ้น” เราก็คงจะตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าไม่มีมนุษย์ธรรมชาติก็จะกลับมา ป่าจะมารุกพื้นที่เมืองสัตว์ต่าง ๆ ก็จะใช้ชีวิตวิวัฒนาการไปแบบของมันเองตามธรรมชาติ แบบที่เราจะได้เห็นในเกม ‘Tokyo Jungle’ ที่เราจะได้รับบทเป็นสัตว์บนโลกที่ไร้ซึ่งมนุษย์ ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงในบ้านทั่วไปจนถึงเหล่าสัตว์นักล่าที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์อย่างเสือสิงโตช้าง โดยฉากของเกมนี้ก็คือเมืองที่รกร้างที่เราต้องกินอาหารหาฝูงเพื่อผสมพันธุ์ขยายขอบเขตเพื่อการอยู่รอด ที่เรากล้าพูดได้เลยว่ามนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรคที่กัดกินโลกใบนี้ และเกมนี้ก็คือคำตอบของคำถามที่หลายคนสงสัยได้ดีที่สุดว่าถ้าไม่มีมนุษย์จะเกิดอะไรขึ้น

 Tokyo Jungle

ถ้าไม่มีมนุษย์ธรรมชาติที่ฟื้นตัว จากเกม Far Cry New Dawn

Far Cry New Dawn

ถ้าเกม ‘Tokyo Jungle’ มันแฟนตาซีเกินไป ถ้าอย่างนั้นก็มาดูแบบที่พอจะเป็นได้ที่ใกล้เคียงที่สุด เมื่อโลกไร้ซึ่งมนุษย์มาทำลายธรรมชาติจะเกิดอะไรขึ้น ที่พอจะนึกออกก็มี 2 เกม หนึ่งคือ ‘Fallout’ ที่มนุษย์หนีไปอยู่ในหลุมหลบภัยเพราะสงครามนิวเคลียร์ จนโลกไร้ซึ่งมนุษย์เป็นเวลาหลายร้อยปี ทำให้ธรรมชาติเริ่มฟื้นตัวแต่เกมนี้ยังทำให้เราเห็นภาพไม่ชัด แถมยังดูเป็นแฟนตาซีเกินไปเมื่อเทียบกับเกม ‘Far Cry New Dawn’ ที่ตัวเกมนั้นเล่าเรื่องราวต่อจากเกม ‘Far Cry 5’ ที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนจากสงครามนิวเคลียร์ได้หลบในหลุมหลบภัย ซึ่งวันเวลาผ่านไปหลายร้อยปีมนุษย์ก็เริ่มขึ้นมาใช้ชีวิตบนพื้นผิว ซึ่งเกมนี้จะอ้างอิงความจริงมากกว่าเกม ‘Fallout’ ที่เราจะไม่เห็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ แต่เราจะเห็นธรรมชาติที่บุกรุกไปทุกฟื้นที่เมื่อไม่มีมนุษย์มาทำลาย ธรรมชาติก็จะกลับมาสวยงามต้นไม้ขึ้นมาเต็มพื้นที่ ขณะที่เหล่าสัตว์ก็ใช้ชีวิตออกลูกหลานเรื่อยมา ซึ่งเป็นคำตอบที่หลายคนสงสัยว่าถ้าไม่มีมนุษย์ไม่ต้องถึง 100 ปีหรอก แค่ไม่มีมนุษย์ราว ๆ ปีหรือสองปีธรรมชาติก็กลับคืนมาแล้ว ดูได้จากข่าวช่วงที่ไวรัสระบาดมนุษย์ไม่ออกมาข้างนอกไปทำลายธรรมชาติ หลาย ๆ ที่ธรรมชาติเริ่มกลับมา นั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่ามนุษย์เราคือตัวทำลายธรรมชาติจริง ๆ ไหม

Far Cry New Dawn

คำพิพากษาว่ามนุษย์คือตัวทำลายธรรมชาติ จากเกม Death Stranding

Death Stranding

มาถึงบทสรุปของเนื้อหาทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ถ้าใครที่ได้อ่านมาตั้งแต่ต้นคงจะมีความคิดหลากหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะสรุปได้เลยก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนน้ำทะเลอุ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทุกสิ่งนั้นล้วนแล้วมาจากฝีมือมนุษย์อย่างเรา ซึ่งถ้าไม่มีมนุษย์จะเกิดอะไรขึ้นเราก็คงจะได้เห็นในเกมที่เรายกตัวอย่างไปแล้ว ดังนั้นถ้ามีการพิพากษาว่ามนุษย์คือตัวทำลายธรรมชาติ และต้องถูกลบทิ้งแบบในเกม ‘Death Stranding’ จะเป็นอย่างไร มนุษย์สมควรโดนลบทิ้งไหม คำตอบคือไม่เพราะถึงมนุษย์จะเป็นตัวทำลายธรรมชาติทำลายโลก แต่มนุษย์ก็รู้จักการเรียนรู้ปรับตัว ที่เมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งมนุษย์จะเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำและหันมาร่วมมือกัน อย่างที่เราได้เห็นในช่วงที่ไวรัสระบาด เราได้เห็นทุกประเทศช่วยเหลือกันในการแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมา ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาแบบในเกม เราอาจจะได้เห็นการปรับตัวของมนุษย์ที่ร่วมมือกันปกป้องโลกก็ได้  ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้คือไม่ต้องไปรอให้ทุกคนมาร่วมมือ แต่เราสามารถเริ่มช่วยโลกด้วยตัวเราเองตั้งแต่ตอนนี้ ส่วนวิธีช่วยโลกนั้นก็มีมากมายถ้าคุณสามารถกด ‘Google’ ดู ‘YouTube’ เพื่อดูตัวอย่างเกมได้ คุณก็น่าจะกดหาวิธีช่วยโลกได้เช่นกัน เริ่มจากการไม่สร้างขยะพลาสติกหรือลดการใช้สิ่งที่ทำลายธรรมชาติ เพียงแค่นี้คุณก็ช่วยโลกได้แล้ว

Death Stranding

ก็จบกันไปแล้วกับการเนื้อหาที่พูดถึงสิ่งแวดล้อมผ่านเกมต่าง ๆ หวังว่าบทความนี้เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยจุดกระแสให้นักเล่นเกมที่กำลังนั่งกดเกมอยู่หน้าจอ ได้คิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันบ้างไม่มากก็น้อย โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเล็กน้อยจะไปช่วยโลกได้อย่างไร ขณะที่คนอื่นยังทำลายธรรมชาติกัน แต่เมื่อมาคิดอีกมุมการกระทำของเราที่แม้จะเล็กน้อยเพียง 0.00000001% แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ให้มีขยะเพิ่มขึ้นมาบนโลก หรือช่วยลดโลกร้อนที่ไม่ได้มาจากเรา และลองคิดดูนะว่าช่วงชีวิตเราตีราว ๆ 60 ปี ตอนนี้เราอายุ 20 หรือมากกว่านั้น มาคิดดูว่าเราได้รักษาสภาพแวดล้อมได้กี่ปีนับดู ดีกว่าพอเกิดเรื่องขึ้นมาก็ด่าคนนั้นโทษคนนี้ทั้งที่ตัวเองก็ทำ อย่างน้อยพอเกิดเรื่องเราจะได้รู้สึกผิดน้อยลงว่าเราไม่ได้เป็นคนทำลายธรรมชาติแบบคนอื่น ขอบคุณที่อ่านมาจนจบส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรก็ติดตามกันได้ที่นี่ที่เดียว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส