Connect with us

บทความวงการเกม

บทสรุปเนื้อเรื่อง Red Dead Redemption 2 ตอนที่ 2

Red Dead Redemption 2 ผลงานล่าสุดของผู้พัฒนาชื่อก้อง Rockstar Games (มีผลงานเก่า อาทิ ซีรีส์ Grand Theft Auto, Max Payne) เป็นเกมสไตล์แอคชั่นผจญภัย ที่มีบรรยากาศแบบอเมริกันโอลด์เวสต์ยุคปี 1899 และได้รับคำชื่นชมจากสำนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะด้านรายละเอียดความสมจริง เนื้อเรื่องที่เข้มข้น และตัวละครที่มีพัฒนาการน่าติดตาม

ในเกมนี้เราจะได้รับบทเป็น ‘อาเธอร์ มอร์แกน’ (Arthur Morgan) ผู้เป็นส่วนหนึ่งของแก๊ง ‘แวนเดอร์ลินด์’ (Van der Linde) กลุ่มอาชญากรรมที่พบว่ายุคสมัยของคนนอกกฏหมายแบบตนนั้นหมดไปแล้ว อารยธรรมคืบคลานมาปกคลุม สังคมทุนนิยมเติบโตเข้มแข็ง กลุ่มแก๊งมากหน้าหลายตาไม่อาจหนีพ้นกฏหมายบ้านเมือง เหล่าแวนเดอร์ลินด์ก็เช่นกัน พวกเขายากจะยอมรับได้และยากจะปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากเกมนี้มีเนื้อหาที่กว้างใหญ่ มีเหตุการณ์ย่อยและเควสเสริมมากมายหลายเควส บางจุดก็จะต่างกันไปในการเล่นของแต่ละคน ตามเส้นทางการเล่นแบบ Honorable และ Dishonorable บทความนี้เป็นเนื้อเรื่องจากการเล่นแบบ Honorable ที่จะพูดถึงเรื่องราวของอาเธอร์เป็นหลัก และสอดแทรกความรู้สึกนึกคิดของเขาที่ถ่ายทอดผ่านทางสมุดบันทึกในเกมค่ะ

พร้อมแล้วก็มาเริ่มกันได้เลย!

ตอนก่อนหน้า >> บทที่ 1 <<

คำเตือน : มีการสปอยล์เนื้อหาสำคัญของเกม


จากตอนที่แล้ว พวกอาเธอร์ได้ขึ้นเรือมุ่งหน้ากลับมาที่ฝั่งอเมริกาหลังจากการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ล้มเหลว ชะตากรรมของชาวแก๊งที่เหลือนั้นจะเป็นเช่นไร?

โรคร้ายเกาะกุม

‘Cruel, cruel world, must I go on? Cruel, cruel world, I’m moving on

โลกนี้มันโหดร้าย ต้องอยู่ต่อล่ะรึ? โลกนี้มันโหดร้าย แต่ก็ต้องอยู่ต่อไป

I’ve been living too fast. I’ve been living too wrong.

ข้าปล่อยให้ชีวิตผ่านพ้นไวเกินไป ข้าปล่อยให้ชีวิตหลงทางนานเกินไป’

-เพลงประกอบ Red Dead Redemption 2

‘Cruel World’ โดย Josh Homme

อาเธอร์ไปที่ค่ายพักด้วยความร้อนใจ แม้จะไม่พบใครแต่ก็ได้เจอจดหมายที่พวกผู้หญิงทิ้งร่องรอยไว้ให้ ชี้ทางไปยังที่กบดาน จนได้เจอกับชาวแก๊งที่หนีรอดตำรวจมาได้ ในระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่ ซาดี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ช่วยเหลือให้ผู้หญิงทุกคนรอดมา และก็ต่อสู้กับแก๊งโอดริสคอลที่ตามมารังควานยามแก๊งแวนเดอร์ลินด์อ่อนแอ แต่ยังไม่ทันจะได้ถามไถ่รายละเอียด ตำรวจพิงเกอร์ตันก็ตามติดมายังที่ซ่อนตัว เป็นการยืนยันข้อสงสัยที่คุกรุ่นในใจหลายๆคนมานาน มีหนอนบ่อนไส้ในแก๊งแวนเดอร์ลินด์แน่นอน ตำรวจจึงตามติดพวกเขาได้อย่างว่องไวแบบนี้

นอกจากการกังวลเรื่องคนทรยศในแก๊ง สุขภาพของอาเธอร์ก็ยังย่ำแย่ เขามีอาการไอเรื้อรังมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปพบแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นวิบากกรรมที่ประดังประเดเข้ามาติดๆกันจนเขาเหนื่อยอ่อนเฉยๆ ซาดี้ปรึกษาว่าจะช่วยเหลือจอห์นอย่างไรดี ตามข่าวที่ได้รับมา จอห์นถูกจับและส่งตัวไปที่คุกซิซิก้า (Sisika) เพื่อรอกำหนดวันที่จะถูกนำไปประหารด้วยการแขวนคอกลางเมือง ในช่วงที่วางแผนวิธีการช่วยเหลือจอห์นนั้นเอง อาเธอร์ก็ล้มสลบลงในเมือง มีชาวบ้านใจดีเข้ามาดูอาการเขาและพาไปส่งที่คลินิก เมื่อได้พบแพทย์และตรวจอาการ อาเธอร์ก็ต้องพบกับข่าวร้าย

‘ตกลงผมเป็นอะไร’

‘ข่าวไม่ดีเท่าไหร่นะพ่อหนุ่ม’

‘ก็พอเดาได้อยู่ มันคืออะไร’

‘เธอเป็นวัณโรค’

โรค Tuberculosis หรือวัณโรค เป็นโรคร้ายแรงในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาการคือ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไอเรื้อรังมีเลือดปน ผู้ป่วยส่วนมากในยุคนั้นต้องเสียชีวิต

ทั้งตื่นตระหนกและสับสน โรคร้ายในยุคนั้นการรักษาไม่มีประสิทธิภาพนัก หากเป็นวัณโรคแล้วก็เท่ากับรอวันตาย อาเธอร์พยายามเค้นความคิดว่าเขาไปติดโรคนี้มาจากที่ไหน เมื่อนึกออกก็ต้องสมเพชตัวเองในใจ เขาติดโรคมาจากมิสเตอร์ดอว์นส์ ลูกหนี้ชาวนาที่ทำงานทั้งที่ป่วย และถูกเขาซ้อมจนอาการทรุดหนักถึงตาย

ตอนที่โฮเซ่ยังอยู่ พวกเขาเคยคุยกันเรื่องความตาย โฮเซ่ถามว่าอาเธอร์อยากตายแบบไหน อาเธอร์บอกว่าเขาไม่สนเท่าไหร่ คงนอนตายมองอาทิตย์ตกดิน คิดถึงเรื่องราวเก่าๆที่ตัวเองทำมา จบชีวิตจมไปกับอดีตที่เคยมีความสุข แต่ถึงตอนนี้ เขาไม่แน่ใจแล้วว่าเขาจะยอมรับมันอย่างสงบได้ไหม พอมันใกล้มาถึง ความตายช่างน่ากลัว

แม้จะป่วยขึ้นเรื่อยๆ แต่อาเธอร์ก็ไม่อยากรับความสงสารจากใคร เขาจะพยายามทำหน้าที่ในแก๊งต่อไป เริ่มด้วยการรุดไปช่วยเหลือจอห์นออกมาจากคุก เขาและซาดี้จ้างวานนักประดิษฐ์บอลลูนให้พาเขาลอยขึ้นไปเหนือคุกซิซิก้าเพื่อหาตัวจอห์น เมื่อเห็นจอห์นจากบนบอลลูนได้ไม่นาน บอลลูนก็ถูกเจ้าหน้าที่ยิงขับไล่ออกมา พอดีกับที่ซาดี้ซึ่งคุมเชิงอยู่ที่พื้นดินถูกแก๊งโอดริสคอลโจมตี อาเธอร์จึงต้องล่าถอยไปช่วยซาดี้ก่อน หลังจากตอบโต้พวกโอดริสคอลไปได้ ทั้งคู่ก็รู้ข่าวว่า แก๊งโอดริสคอลกำลังวางแผนจะช่วย คอล์ม หัวหน้าแก๊งที่ถูกตำรวจจับและกำลังจะถูกแขวนคอ พอดัตช์ทราบข่าวนี้เขาก็นัดแนะกับอาเธอร์และซาดี้ให้รอคอยขัดขวางแผนของแก๊งโอดริสคอลในวันประหารของคอล์มให้ดี

ระหว่างนั้นเอง อาเธอร์กับชาร์ลส์ก็ออกตามหาทำเลค่ายพักใหม่ให้แก๊งท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด คนในแก๊งเริ่มไม่ไว้ใจวางกันและกัน โชคดีที่ชาร์ลส์เป็นคนที่ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้ เขารอดจากตำรวจมาได้หลังจากช่วยล่อให้ทุกคนหนีไปในงานปล้นที่ล้มเหลว แต่เขาก็ยังกลับมาช่วยแก๊งแวนเดอร์ลินด์ต่อไป พอได้ที่อยู่ใหม่แล้ว ก็ถึงวันประหารของคอล์มพอดี ดัตช์ อาเธอร์ ซาดี้ ขัดขวางแผนการช่วยเหลือของโอดริสคอลได้ คอล์มจึงถูกแขวนคอกลางเมืองเซนต์เดนนิส ปิดฉากชีวิตจอมโจร และแก้แค้นให้ซาดี้ได้สำเร็จ…

โอดริสคอลล่มสลายไปแล้ว ดัตช์เริ่มวางแผนได้อย่างไม่มีเรื่องคู่อริมากวนใจ แต่แก๊งที่ไม่มีโฮเซ่แล้วก็ดูจะขาดสมดุล ดัตช์ไม่มีคนคอยห้ามปรามแผนการอันบ้าระห่ำอีกต่อไป ในขณะที่ไมคาห์ก็ฉวยโอกาสที่อาเธอร์ร่างกายอ่อนแอ แสดงทีท่าและออกความเห็นขัดแย้งข่มอาเธอร์อย่างชัดเจน ไมคาห์เริ่มมีอิทธิพลในแก๊งมากขึ้นทุกที

คำพูดของไมคาห์เริ่มเปลี่ยนแปลงดัตช์ โลกนี้มีแค่คนที่รอด กับคนที่ตาย จะด้วยวิธีการไหนก็ไม่สำคัญ หลังจากความผิดหวังที่แผนล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ดัตช์ก็เริ่มจะมองที่ผลลัพธ์มากกว่าอุดมการณ์ ไมคาห์ชักจูงให้ดัตช์ใช้วิธีที่ป่าเถื่อนรุนแรง

เมื่ออาเธอร์ทักท้วง ติติงแผนการอันตราย ก็เป็นเหมือนคำพูดบาดหูจี้ใจดำดัตช์ให้ระลึกถึงความล้มเหลวที่ผ่านมา ดัตช์มองว่าอาเธอร์เริ่มหมดศรัทธาในตัวเขา เขาไว้ใจในตัวอาเธอร์น้อยลงเรื่อยๆตามคำแนะนำของไมคาห์ ประกอบกับอาการเจ็บป่วยทำให้อาเธอร์พึ่งพาไม่ได้เหมือนเก่า ทำให้คุณค่าของอาเธอร์ยิ่งลดน้อยถอยลงไปในสายตาดัตช์

เมื่อหมดประโยชน์ ก็ต้องทอดทิ้ง?

ระหว่างการเล่นที่ผ่านมา หากอาเธอร์คอยช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดี เขามักจะฝันเห็นภาพกวางในป่าที่สวยงาม กลับกันหากผู้เล่นเลือกเล่นแบบ Dishonor ก็จะเห็นภาพหมาป่าในความมืดแทน

ขมวดปม บทสุดท้าย

วันประหารจอห์นใกล้เข้ามา อาเธอร์และซาดี้เพียงสองคนรีบดำเนินแผนการช่วยจอห์นออกจากคุกจนสำเร็จ จอห์นที่ดูกังวลใจสารภาพกับอาเธอร์…ในตอนที่ปล้นธนาคารแล้วเขาถูกตำรวจจับ ดัตช์ก็ยืนอยู่ในบริเวณนั้นและเห็นเหตุการณ์ แต่ไม่มีท่าทีจะช่วยเหลือเขาเลยสักนิด… และพอกลับมาถึงค่ายพัก แทนที่ดัตช์จะดีใจ ดัตช์กลับต่อว่าอาเธอร์ที่ทำอะไรตามอำเภอใจ บุกไปช่วยจอห์นทั้งที่เขายังไม่สั่ง ดัตช์อ้างว่าเขามีแผนจะช่วยจอห์นอยู่แล้วแค่ไม่ใช่ตอนนี้ แม้อาเธอร์จะชี้แจงแต่ดัตช์ก็ไม่รับฟัง และเดินหนีไปเพื่อวางแผนการต่อกับไมคาห์

อาการเจ็บป่วยทางกายไม่เท่าปวดใจ เมื่ออาเธอร์ไม่สามารถดึงสติดัตช์ได้อีกแล้ว ทุกอย่างที่ดัตช์เคยพร่ำสอน อุดมการณ์และความภักดีที่เขาเคยยึดมั่น ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ดัตช์สร้างแผนขึ้นมากับไมคาห์ พวกเขาจะป่วนเจ้าหน้าที่ทั้งรัฐให้วุ่นวายโกลาหลด้วยการก่อวินาศกรรมตามจุดต่างๆ เขาถึงกับฆ่าเศรษฐีคอร์นวอล และจับมือกับเหล่าอินเดียนแดงของอีเกิ้ลฟลายส์เพื่อก่อสงครามกับเจ้าหน้าที่

ดัตช์ใช้คำพูดสวยหรูที่ตนเองถนัด ช่วยปลุกระดมเหล่าอินเดียนแดงหนุ่มให้คิดว่าการถวายชีวิตเพื่ออิสระเป็นหนทางที่ถูกต้อง แท้จริงแล้วดัตช์ไม่ได้สนใจความเป็นอยู่ของพวกอินเดียนแดงเลยสักนิด เขาแค่ต้องการยืมมือชาวพื้นเมืองให้ก่อเรื่องวุ่นวาย ในขณะที่อาเธอร์และชาร์ลส์พยายามช่วยเรนส์ฟอลเจรจากับรัฐบาล ให้เรื่องจบลงโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด แต่การเจรจาก็ล้มเหลว

ดัตช์ตกลงให้แก๊งเข้าช่วยเหลือชาวพื้นเมืองโจมตีใส่โรงงานของรัฐบาล

ในตอนที่แก๊งแวนเดอร์ลินด์ช่วยพวกอินเดียนแดงบุกรุกโรงกลั่นน้ำมัน อาเธอร์พลาดท่ากำลังจะถูกเจ้าหน้าที่ฆ่า แต่ดัตช์กลับไม่เหลียวหันกลับมาช่วย กลายเป็นอีเกิ้ลฟลายส์ที่กระโจนเข้ามาช่วยอาเธอร์แบบไม่ลังเลเพราะถือว่าเขาคือผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือเผ่าของเขามาหลายครั้ง อีเกิ้ลฟลายส์บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงภายหลัง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การได้ถูกช่วยเหลือ และการได้ช่วยเหลือคนอื่นนอกเหนือจากแก๊งของตัวเอง เริ่มทำให้อาเธอร์มองชีวิตในมุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสอนหญิงหม้ายให้ล่าสัตว์เลี้ยงตนเป็น ช่วยออกแรงจัดการคนเลวให้บาทหลวงและซิสเตอร์ในเมือง ช่วยเหลือหนุ่มสาวให้หนีไปจากตระกูลคู่อริ ก่อนหน้านี้ แก๊งและความภักดีต่อดัตช์ คือทุกอย่างในของชีวิตเขา แต่ในยามนี้ที่เขาใกล้จะตาย การช่วยเหลือผู้อื่นกลับกลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าการมีอยู่ของเขานั้นมีคุณค่า

หนึ่งในการช่วยเหลือนั้น คือแม่ลูกครอบครัวดอว์นส์ หลังจากสามีตายเพราะจ่ายหนี้ คนเป็นแม่ต้องไปขายบริการถูกย่ำยี คนลูกต้องทำงานในเหมืองถ่านหิน อาเธอร์ที่ได้พบกับทั้งสองโดยบังเอิญในภายหลังพยายามจะช่วยให้ทั้งคู่ได้หนีไปเริ่มชีวิตใหม่ เขาไม่สนใจว่าทั้งสองคนจะให้อภัยเขาหรือไม่ที่เป็นต้นเหตุทำให้มิสเตอร์ดอว์นต้องตาย แต่เขาจะช่วยแม่ลูกคู่นี้ให้ได้มีชีวิตที่ดี ในสังคมที่ไม่มีใครสนใจใคร มีแต่เขาเท่านั้นที่ใส่ใจมากพอจะช่วยแม่ลูกครอบครัวดอว์นส์

และความคิดของอาเธอร์ก็เริ่มตกตะกอน กระจ่างชัดขึ้น เมื่อพบกับซิสเตอร์คัลดรอนที่เขาเคยช่วยไว้ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ เธอกำลังจะเดินทางไปเม็กซิโกเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ เมื่อรู้ว่าอาเธอร์กำลังจะตายด้วยวัณโรค ทั้งสองก็นั่งคุยกันที่ชานชาลารถไฟ

‘ผมใช้ชีวิตมาแบบผิดๆทั้งชีวิตเลย’

‘เราทุกคนนั่นแหล่ะ เคยทำเรื่องผิดๆมาทั้งนั้น แต่ฉันเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของคุณนะ ’

‘โอ๊ย ซิสเตอร์ไม่รู้จักผมหรอก’

‘นั่นแหล่ะ~ ปัญหา คุณต่างหากที่ไม่รู้จักตัวเอง ทุกครั้งที่เราเจอกัน

ฉันก็เห็นแต่คุณกำลังช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยความจริงใจ และรอยยิ้ม

ชีวิตก็เป็นแบบนี้ คุณมอร์แกน มีแต่ความเจ็บปวด

แต่มันก็มีความรักและความสวยงามอยู่ด้วย’

‘แล้วผมจะทำยังไงต่อไปดี’

‘ดีใจเถิด ที่คุณได้เห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ลองช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปดูสิ

คุณเข้าใจความสุขใจในการช่วยผู้อื่นแล้วนี่’

‘แต่ผมก็ยัง..ไม่รู้ว่าจะศรัทธาอะไรอยู่ดี’

‘ฉันก็เหมือนกัน เป็นอยู่บ่อยๆเลย’

‘ซิสเตอร์เนี่ยนะ?’

‘ใช่ซิ แต่พอฉันเจอคนแบบคุณ ทุกอย่างก็สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที!’

‘ฮ่าฮ่า ผมตามซิสเตอร์ไม่ทันแล้วล่ะ เฮ้อ…’

‘ผมคิดว่าผม…กลัว’

‘ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว คุณมอร์แกน 

ลองเสี่ยงที่จะเชื่อว่าความรักความห่วงใยมีอยู่จริง เสี่ยงที่จะเชื่อว่าความดีนั้นคุ้มค่าพอที่จะทำ’

ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ การช่วยเหลือ การทำ‘ดี’ ที่ไม่ได้ทำเพื่อให้ตนเองรู้สึกดี ไม่ใช่ยศบารมีที่จะเอามาเชิดชูหักลบกับการทำชั่ว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกถึงความสงบในใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาคำนึงถึงตอนที่ทำ เขาทำก็เพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่ควรทำ

เมื่อมองพ้นไปจากชีวิตของตัวเองและชีวิตในแก๊ง อาเธอร์เห็นวิถีชีวิตอีกมากมายที่น่ายกย่อง และมองเห็นจุดมุ่งหมายของการมีอยู่ของตน น่าเสียดายที่มันมากระจ่างชัดในช่วงท้ายของชีวิต

คุณค่าของเขาที่มีต่อแก๊ง ก็เป็นการแค่การถูกใช้ประโยชน์จากดัตช์ แม้แต่คำว่าแก๊งแวนเดอร์ลินด์ ก็เป็นแค่สิ่งที่ดัตช์เอามาใช้เป็นข้ออ้างให้เขาเสียสละเพื่อเป้าหมายของดัตช์เอง คำว่าแก๊งแวนเดอร์ลินด์ไม่ได้มีความหมายอะไรที่น่าปกป้องอีกแล้ว สิ่งที่เขายังปกป้องได้ คือผู้คนที่เขารักและผูกพันในแก๊งต่างหาก

ณอน คีแรน เลนนี่ โฮเซ่ และอีกหลายคนต้องตายจากไป แต่ด้วยเวลาที่เหลือน้อยนิด เขายังเปลี่ยนแปลงชีวิตของหลายๆคนได้ เขายังช่วยคนอื่นได้ ทั้ง ทิลลี่ เด็กสาวจิตใจดีในแก๊ง ซาดี้และชาร์ลส์ที่อยู่ฝ่ายเขาเสมอ จอห์นและครอบครัวที่มีอบิเกลกับแจ็ค ถึงเขาจะตาย แต่คนเหล่านี้ยังมีชีวิตที่ดีต่อไปได้ เขาแนะนำจอห์น ให้เตรียมแยกตัวไปจากแก๊งเมื่อสบโอกาส ซึ่งจอห์นก็เห็นด้วยที่จะทำเพื่ออนาคตของแจ็ค แต่เมื่ออาเธอร์เกริ่นเรื่องนี้กับดัตช์ ดัตช์กลับโมโหมาก แต่ก็เก็บความไม่พอใจในตัวอาเธอร์ไว้ก่อน เพราะดัตช์ต้องการให้อาเธอร์ช่วยปล้นรถไฟของรัฐบาลที่ขนเงินก้อนโตไปซ่อมแซมสถานที่ซึ่งดัตช์สั่งให้แก๊งไปก่อวินาศกรรมไว้

คนสุดท้าย ที่อยากช่วย

ผู้ชายในแก๊งรวมถึงซาดี้ถูกเรียกให้ไปร่วมดำเนินแผนการปล้นรถไฟของไมคาห์และดัตช์ แม้แผนจะสำเร็จได้เงินก้อนโต แต่จอห์นก็ตกรถไฟหายไประหว่างการปล้น พร้อมกับที่พิงเกอร์ตันบุกไปที่ค่ายพัก ทิลลี่กับแจ็คหลบซ่อนทัน แต่อบิเกลถูกจับตัวไป ดัตช์ไม่สนใจจะแบ่งคนไปช่วย และยืนยันให้ทุกคนตั้งสมาธิกับการหนีตามคำแนะนำของไมคาห์

เหมือนความหวังวูบสุดท้ายของอาเธอร์ได้ดับลง ดัตช์ที่เขาเคยรู้จักไม่มีอยู่แล้ว กลายเป็นคนที่ทอดทิ้งได้แม้แต่สมาชิกแก๊งซึ่งเคยยึดมั่นว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน อาเธอร์รีบส่งทิลลี่และแจ็คให้หนีไปรอยังที่ปลอดภัย พร้อมให้เงินทั้งหมดที่เขามีไปด้วย เขาไม่ต้องใช้มันแล้ว

‘ไปเลยทิลลี่ เธอเป็นเด็กดีมาก ต้องมีชีวิตที่ดีต่อไปนะ เข้าใจมั้ย’

‘ค่ะ อาเธอร์…หนูคงคิดถึงคุณมาก’

‘ฉันรู้ ทิลลี่ ฉันก็เหมือนกัน’

ซาดี้และอาเธอร์ตัดสินใจบุกไปช่วยอบิเกลเพียงสองคน แม้จะต้องต่อสู้กับเจ้าหน้าที่พิงเกอร์ตันมากมายแต่ทั้งคู่ก็สู้ถวายชีวิต จนได้เจอกับอบิเกลที่ถูกมัดไว้ อาเธอร์กำลังจะตัดเชือกให้แต่แล้วเจ้าหน้าที่มิลตันที่ซ่อนอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาพูดย้อนถึงอดีตที่เคยเตือนอาเธอร์ให้วางมือจากแก๊ง พร้อมบอกข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ

‘ไม่ใช่ทุกคนในแก๊งแกหรอกนะ ที่คุณธรรมสูงส่ง

ไอ้เจ้าไมคาห์เบล ตั้งแต่กลับมาจากเกาะนั่น

ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีให้พวกเรามานานแล้ว’

อาเธอร์ฉวยโอกาสเสี้ยวพริบตากระโจนใส่มิลตัน แต่ด้วยสุขภาพที่เลวร้ายก็ทำให้มิลตันได้เปรียบ ขณะที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำ อบิเกลก็ดิ้นหลุดและเหนี่ยวไกฆ่ามิลตันได้สำเร็จ หลังจากนั้นอาเธอร์กึ่งบังคับแกมขอร้องให้อบิเกลและซาดี้หนีไปสมทบกับทิลลี่และแจ็ค ทั้งคู่เป็นผู้หญิงที่ดี สมควรจะได้มีชีวิตที่ดี อบิเกลและซาดี้จึงหนีไปแม้จะเป็นห่วงอาเธอร์

แม้อาเธอร์จะหายใจแทบไม่ไหว แต่ยังมีเรื่องสุดท้ายที่เขายังค้างคา ยังมีคนสุดท้ายที่เขาอยากช่วยให้ตาสว่าง และเขายังมีภาระ ต้องกระชากหน้ากากหนอนบ่อนไส้อย่างไมคาห์ให้ดัตช์ได้รู้

การไถ่ถอน

‘The day is done, time has come. You battled hard, the war is won.

สิ้นสุดวันนี้ ถึงเวลาต้องไป เธอสู้สุดใจ สุดท้ายก็กำชัย

You did your worst, you tried your best. Now it’s time to rest.

เธอทำมาแล้ว ไม่ว่าร้ายรึดี ก็ถึงเวลา ต้องพักเสียที’

-เพลงประกอบ Red Dead Redemption 2

‘See The Fire In Your Eyes’ โดย Woody Jackson

อาเธอร์มุ่งหน้ากลับไปประจันกับดัตช์และไมคาห์ พวกเขากำลังจะหนี อาเธอร์ประกาศกร้าวว่าไมคาห์เป็นหนอนบ่อนไส้ ดัตช์ตกใจกับความจริงนี้ แต่เขาก็ลังเล…ต่อให้เขาเชื่ออาเธอร์ตอนนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเป็นศัตรูกับไมคาห์ ลืมเรื่องที่แล้วมาไปซะแล้วทำตามแผนที่ร่วมวางกันไว้จะเป็นผลดีกับเขามากกว่า

แต่แล้วจอห์นก็โผล่มาสมทบกับอาเธอร์ พร้อมบอกว่าดัตช์ทิ้งเขาให้ตายตอนปล้นรถไฟ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ดัตช์ทิ้งเขาต่อหน้าต่อตา ไม่ทันที่ดัตช์จะแก้ตัว เจ้าหน้าที่พิงเกอร์ตันที่เหลือก็ตามมาระดมยิงใส่ทั้งสองฝ่าย จนทั้งหมดต้องล่าถอยขึ้นภูเขาไป

ม้าของอาเธอร์และจอห์นถูกยิงตาย ทั้งคู่จึงต้องวิ่งหนีขึ้นทางที่สูงชัน อาเธอร์ที่เหนื่อยหอบรู้ตัวทันทีว่าเขาคงไปกับจอห์นไม่ได้แล้ว

‘หนีไปเลย ไม่ต้องหันกลับมา’

‘ไม่เอาน่าอาเธอร์! สู้หน่อย’

‘ข้าสู้เต็มที่แล้ว เราไปทั้งคู่ไม่รอดหรอก ข้าจะยันพวกมันไว้เอง

ไปเถอะ… การที่เอ็งจะรอด มันมีความหมายกับข้ามากจริงๆ ได้โปรด’

‘อาเธอร์!’

‘ไม่มีเวลาพูดมากแล้ว ทำตัวเป็นลูกผู้ชาย แล้วก็รีบๆไปหาครอบครัวซะ!’

‘เอ็ง…เอ็งเป็นเหมือนพี่ชายข้า’

‘ข้ารู้…ข้ารู้ดี’

อาเธอร์ยกกระเป๋าเป้ใบสำคัญและหมวกให้กับจอห์น แม้ทั้งสองจะเคยเข้ากันไม่ค่อยได้ แต่การได้ผ่านอะไรหลายอย่างมาด้วยกัน ต่อสู้เพื่อกันและกันมามาก ก็ทำให้อาเธอร์ไม่นึกเสียดายที่จะเสียสละให้จอห์นได้มีชีวิตที่ดี ชีวิตที่ถูกต้อง และสำหรับจอห์นอาเธอร์ก็เป็นเหมือนพี่ชายที่เขานับถือได้อย่างภาคภูมิ จอห์นกลั้นน้ำตาและวิ่งต่อไปเพื่อตามไปปกป้องอบิเกลและแจ็ค

อาเธอร์ยืนมองจนลับตา สมบัติทั้งชีวิตของเขาส่งต่อให้จอห์นแล้ว แต่กระนั้นเขาก็จะสู้จนวินาทีสุดท้าย เมื่อยิงตอบโต้กับเจ้าหน้าที่จนหมด ไมคาห์ก็ดักโจมตีอาเธอร์แบบไม่ทันตั้งตัว

‘เสร็จข้าแน่ ไอ้ปอดดำ ข้าเนี่ยแหล่ะคนที่จะรอด!

โลกนี้ มีแค่คนที่รอดกับคนที่ไม่รอดโว้ย’

ไมคาห์ระดมชกอาเธอร์ไม่ยั้งด้วยความคับแค้น มันอัดอั้นตันใจมานานแล้วที่ต้องอยู่ใต้เงาอาเธอร์ ชิงชังหมั่นไส้ที่เห็นอาเธอร์เป็นคนที่ดีกว่า อิจฉาที่ทุกคนในแก๊งให้ความเคารพนับถืออาเธอร์

‘ไอ้ขี้โรค! ไอ้กระจอก! แกไม่รู้หรอกว่าข้ารอเวลานี้มานานแล้ว

ฆ่าแกเสร็จแล้ว ก็จะถึงตาไอ้จอห์น’

อาเธอร์รวบรวมพลังใจเฮือกสุดท้าย ยันตัวขึ้นสู้ พร้อมหัวเราะในความขี้ขลาดของไมคาห์

‘แกต่างหากที่กระจอก ไอ้ตาขาว! ไมคาห์

แค่คนใกล้ตาย ยังไม่มีปัญญาจะฆ่า!’

ทั้งคู่สู้กันจนบาดเจ็บหนัก และแล้ว..ดัตช์ก็โผล่มา เหยียบมืออาเธอร์ตอนที่จะคว้าปืนบนพื้น อาเธอร์หมดแรงจะขัดขืน ได้แต่พูดสิ่งสุดท้ายที่อยากจะบอกกับดัตช์ ผ่านลมหายใจรวยรินที่ใกล้ดับ

‘…ดัตช์

ไอ้หมอนี่มันเป็นหนอน…ทั้งฉันและนาย ต่างก็รู้ดี

…ฉันทุ่มเทให้นายสุดตัว…ทั้งแรงกายแรงใจ ทั้งหมดที่มี

สุดท้ายแล้ว มีแค่จอห์น ที่รอดไปได้

พวกเราที่เหลือน่ะ…ไม่อาจ…

แต่ฉันก็…พยายามแล้วนะ

แล้วท้ายที่สุด ฉันก็ทำได้’

คำพูดของอาเธอร์ อาจเข้าถึงใจดัตช์ได้บ้าง ดัตช์ที่พูดไม่ออกได้แต่เดินถอยออกไป แม้ไมคาห์จะรีบเรียกให้ไปด้วยกัน สุดท้ายทั้งคู่ก็แยกทางหลบหนีเสียงตำรวจที่ใกล้เข้ามา ทิ้งอาเธอร์ไว้เพียงลำพัง…

จุดจบคือจุดเริ่มต้น

‘Blessed are those who hunger and thirst for righteousness.

คำสรรเสริญจงตกแก่ผู้ยึดมั่นในความชอบธรรม’

– (นักบุญมัทธิว 5:6)

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา อาเธอร์มีแต่ความภักดีให้กับดัตช์ทั้งยามสุขยามยาก ในช่วงสุดท้ายที่เขาเข้าใจโลกในมุมที่ต่างออกไป เขาก็อยากให้คนในแก๊งได้หลุดพ้นจากชีวิตแบบคนนอกกฏหมาย หลุดไปจากวังวนแห่งความโหดร้ายเห็นแก่ตัว มีเพียงจอห์นที่เขาช่วยให้ทำแบบนั้นได้สำเร็จ และตัวเขาเอง ก็ได้ไถ่ถอนความผิดบาปในใจเมื่อพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

ในวินาทีสุดท้ายนี้ อาเธอร์ทอดกายนอนดูขอบฟ้า พระอาทิตย์กำลังขึ้น เขาคิดถึงชีวิตของคนอื่นที่เคยช่วยเหลือมา คนเหล่านั้นจะได้มีชีวิตใหม่ต่อไป เหมือนชีวิตใหม่ของครอบครัวจอห์น

ลมหายใจค่อยๆแผ่วลงและจากไป…

อาเธอร์ มอร์แกน

1863-1899

เสียชีวิตด้วยวัณโรคบนยอดเขาในรัฐอัมบาริโน่

บทส่งท้าย I

‘We worked so hard to build a little house together

เราสู้งานหนัก สร้างบ้านหลังน้อยด้วยกัน

In the snow or the rain or the ice cold wind whenever

ไม่ว่าหิมะตกหรือฝนพรำ หรือสายลมเย็นก็ไม่หวั่น’

-เพลงประกอบ Red Dead Redemption 2

‘House Build’ โดย David “Fergie” Ferguson

เข้าปี 1907 ผ่านมาร่วมแปดปีจากเรื่องราวในแก๊งแวนเดอร์ลินด์

จอห์น มาร์สตันกำลังถูกเมียด่าเช้าเย็นเรื่องนิสัยเก่าๆ หลายปีที่ผ่านมา จอห์น อบิเกล และแจ็ค เดินทางหางานไปยังเมืองต่างๆเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ดังคำกล่าว สันดานนั้นขุดยาก จอห์นมักเผลอทำตัวเป็นพระเอก คอยกอบกู้สถานการณ์ด้วยการใช้ปืน จบลงที่ต้องย้ายบ้านหนีปัญหา จอห์นที่ไร้การศึกษา และไร้เงินทุน ก็ได้แต่หางานตามไร่นาทำเลี้ยงครอบครัว

แม้จะติดนิสัยชอบหาเรื่องจนถึงขั้นลูกและเมียหนีไปชั่วคราว แต่ความพยายามและความอดทนก็ผลิดอกออกผล จอห์นเก็บหอมรอบริบ และเป็นลูกจ้างที่ดีจนนายจ้างตกลงออกปากแนะนำคนรู้จักให้ปล่อยเงินกู้ให้จอห์น  เพื่อซื้อที่ดินและสร้างไร่ของตัวเองได้ บ้านหลังใหม่นี้มีชื่อว่า บีชเชอร์โฮป (Beecher’s Hope) จอห์นเรียกลูกเมียกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างภูมิใจ อบิเกลสุขใจ เธอไม่ได้อยากร่ำรวยหรือสุขสบาย เธอแค่อยากเห็นจอห์นมุ่งมั่นใช้ชีวิตแบบคนสุจริต ทำไร่เลี้ยงปศุสัตว์ แจ็คจะได้เรียนหนังสือสมอยาก ลูกของพวกเราจะได้มีชีวิตที่ดี

แล้วจอห์นก็ได้พบเพื่อนเก่าในแก๊งอย่างชาร์ลส์ อังเคิล และซาดี้ ทุกคนวางมือจากวิถีชีวิตแบบเดิมแล้ว โดยเฉพาะซาดี้กลายเป็นนักล่าค่าหัวแบบถูกกฏหมายซะด้วย จอห์น ซาดี้ และชาร์ลส์ คิดขอบคุณอาเธอร์อยู่เสมอ จนวันหนึ่ง ซาดี้ก็ได้เบาะแสของไมคาห์…ทั้งสามคนพร้อมตามไปจัดการไมคาห์ แม้อบิเกลจะขอร้องห้ามปรามให้จอห์นปล่อยวาง เลิกยุ่งกับเรื่องแบบนี้ แต่จอห์นทำใจไม่ได้

‘บ้านหลังนี้ ชีวิตตอนนี้ ไม่มีทางเป็นจริง ถ้าไม่ใช่เพราะอาเธอร์…’

เขาต้องล้างแค้นให้อาเธอร์ แม้เขาอาจจะต้องตาย ซาดี้ และชาร์ลส์ก็คิดแบบเดียวกัน ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาไมคาห์กบดานอยู่

บทส่งท้าย II

แปดปีที่ผ่านมาไมคาห์มิได้เปลี่ยนแปลงวิถีคนชั่วแต่อย่างใด แถมยังซ่องสุมกำลังโจรเป็นแก๊งใหญ่กว่าที่เคย ซาดี้และชาร์ลส์บาดเจ็บระหว่างบุกเข้าไปในพื้นที่ เหลือเพียงจอห์นรุดหน้าเข้าไป จนได้เผชิญกับไมคาห์

‘มาเยี่ยมกันหลายคนซะจริงวันนี้ สวัสดี ไอ้หน้าแหก

คิดถึงกันบ้างมั้ย ไม่เจอกันซะนาน ยัยนั่นของแก มันชื่ออะไรนะ’

‘เธอสบายดีว่ะ และก็ไม่อยากให้ข้ามาฆ่าไอ้สวะอย่างแก

แต่ข้าไม่เห็นด้วย’

‘เออ หลังจัดการกับแกแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเยี่ยมสักหน่อย

ไปหาลูกแกด้วยไง หึหึหึ’

ทั้งคู่ชักปืนซัดกันทันที ซาดี้ที่ยังบาดเจ็บตามมาสมทบ แต่สู้กันยังไม่ทันเห็นผล ก็มีคนๆหนึ่งโผล่เข้ามาทำให้ไมคาห์จับซาดี้ล็อคไว้ได้

‘ดัตช์?

มาทำอะไรที่นี่?’

‘ก็คงจะเป็นเรื่องเดียวกันกับเอ็ง’

ไมคาห์รีบฉวยโอกาสนี้ชักชวนจอห์นที่เสียเปรียบ

‘เฮอะ ดัตช์กับข้า กำลังจะกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง

เรามีทั้งเงิน มีทั้งความฝัน เหมือนๆกัน มาร่วมกับเราดีกว่าจอห์น’

จอห์นไม่สนใจ และเรียกร้องให้ดัตช์วางปืน ดัตช์พูดถึงเรื่องเมื่อแปดปีก่อน ว่าจอห์นทรยศเขา พาครอบครัวหนีไป แต่ชื่อหนึ่งจากปากจอห์นก็ทำให้ดัตช์ต้องเงียบ

‘อาเธอร์ต่างหากที่ช่วยข้าไว้ หลายต่อหลายครั้ง

ดัตช์! พวกเราพยายามแล้ว! ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้

ไม่ใช่ความผิดพวกเราที่เรื่องมันต้องจบไปแบบนั้น

…ว่าไงดัตช์! ตอบข้าสิ!’

‘ข้า…ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว’

ในเสี้ยวพริบตา ดัตช์หันปืนไปทางไมคาห์และลั่นกระสุนใส่ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ก่อนตายไมคาห์พยายามจะยิงจอห์น แต่ก็จอห์นก็ไวกว่า เหนี่ยวไกปิดฉากชีวิตไมคาห์ด้วยความสมเพช

ดัตช์เดินจากไป ราวกับบรรลุจุดมุ่งหมายที่มาที่นี่แล้ว จอห์นรีบรุดเข้าไปช่วยซาดี้ ในกระท่อมของไมคาห์ มีเงินทั้งหมดที่พวกเขาเคยเก็บไว้ที่แบลควอเตอร์อยู่ จอห์นพาซาดี้และชาร์ลส์กลับบ้าน

เมื่อเห็นทั้งสามคนบนถนนมุ่งสู่บ้าน อบิเกลและแจ็คต้อนรับทุกคนด้วยความยินดี แผลของชาร์ลส์และซาดี้อีกไม่นานก็คงจะหายดี เงินของแก๊งก้อนเก่าที่เคยเก็บสะสมกันมาจอห์นแบ่งให้ทุกคน และนำส่วนของตัวเองไปจัดการหนี้สินให้เรียบร้อย ในที่สุด บ้านนี้ก็เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวเขาโดยสมบูรณ์

เรื่องที่ค้างคา ได้สะสางไปหมดแล้ว นับจากนี้เขาจะใช้ชีวิตใหม่กับอบิเกลและแจ็ค ทุกอย่างจบลงเสียที

 

‘No matter. Any weather. We’re together.

ไม่ว่าจะเกิดอะไร อากาศแบบไหน

เราก็อยู่ด้วยกันแล้ว’

-เพลงประกอบ Red Dead Redemption 2

House Build โดย David “Fergie” Ferguson

 

——-THE END——-

The Van der Linde gang

ทิ้งท้าย – ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวของอาเธอร์และจอห์นมาถึงตรงนี้ สำหรับคนที่ยังติดลมเรื่องราวของเหล่าคาวบอย ก็สามารถกลับไปหา Red Dead Redemption ภาคหนึ่งมาเล่นต่อได้ โดยจะเป็นเนื้อหาที่เกิดขึ้นหลังภาคนี้ เป็นตอนที่จอห์นที่มีตำรวจมาติดต่อ ให้ไปช่วยจับอาชญากรที่จอห์นเคยรู้จักดี… (ใครกันนะ?) ซึ่งก็มีเนื้อหาและความเข้มข้นยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลยเชียว! พบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!