Connect with us

บทความวงการเกม

10 เกมเก่าในอดีตที่แฟนๆ ยอมรับและที่แฟนๆ ไม่ยอมรับเมื่อถูกเปลี่ยนมาเป็นแนว 3D

ว่ากันว่ากาลเวลานั้นไม่เคยหยุดรอใครฉันใด มนุษย์ก็ไม่มีวันหยุดคิดหรือพัฒนาตัวเองฉันนั้น  คำกล่าวนี้ใช้ได้กับทุกอย่างที่แบบที่เกี่ยวกับตัวเรา เพราะถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในสิ่งต่างๆ โลกเราก็คงจะหยุดนิ่งไม่มีอะไรก้าวหน้า เผลอๆอาจจะยังอยู่ยุคหินที่ใช้หอกล่าสัตว์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ก็มีทั้งแบบที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป ในวงการเกมก็เช่นกัน ที่เมื่อมีเกมใหม่ๆออกมาแล้วได้รับความนิยม มันก็ย่อมที่จะมีภาคต่อออกอีกมากมาย และการสร้างภาคใหม่นั้นก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องดีขึ้นกว่าในภาคเดิม แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นก็ไม่ถูกใจคนเล่น วันนี้เราเลยรวบรวมเกมเก่าที่เปลี่ยนรูปแบบตัวเกมจาก 2D มาเป็น 3D แล้วประสบความสำเร็จและล้มเหลวมานำเสนอ จะมีเกมอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

เกมที่ล้มเหลวจากการเปลี่ยนจาก 2D มาเป็น 3D

Contra

เริ่มต้นเกมแรกกับตำนานเกมเดินยิงดึงฉากในตำนาน ที่ชาว เกมเมอร์ ยุค 90 น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเกม Contra ที่วางจำหน่ายครั้งแรกบนเครื่องเกมตู้ในช่วงปี 1987 ก่อนที่จะถูกเอามาทำลงเครื่องเกมต่าง ๆ ในช่วงปี 1988 และเชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักเกมนี้กันเป็นอย่างดี เราคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก และแน่นอนว่าเมื่อตัวเกมเป็นตำนานเสียขนาดนี้ ย่อมต้องมีภาคต่อออกมา ซึ่งภาคที่ 2 ของซีรีส์อย่าง  Super Contra ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวเกมยังคงรักษาความเป็น 2D มาตลอดในภาคต่าง ๆ แม้ตัวเกมจะเปลี่ยนมาเป็น 16 Bit แล้วก็ตาม จนมาถึงภาค Contra Legacy of War ที่อยู่บนเครื่อง PlayStation และ Sega Saturn ในปี 1996 ตัวเกมก็เปลี่ยนมาเป็น 3D สมบูรณ์แบบ

ตัวเกมแม้จะทำออกมาได้ดีและสนุกในฐานะเกมแอ็กชัน แต่เกมกลับไม่มีกลิ่นอายของเกม Contra แบบเก่า ๆ อย่างที่แฟน ๆ ต้องการ รวมถึงเนื้อเรื่องตัวละครที่ถูกเปลี่ยนจนหมด ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อยอดขายมันไปได้ดีย่อมมีภาคต่อที่เป็น 3D ออกมาอีกมากมาย เช่น C The Contra Adventure บน PlayStation ปี 1998 Contra Shattered Soldier บน PlayStation 2 ปี 2002 และทุกภาคที่ออกมาแม้จะประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ แต่มันก็ถูกแฟน ๆ ต่อว่าถึงความไม่เป็น Contra อย่างที่รู้จัก จนในภาค Contra 4 บน Nintendo DS ในปี 2007 ตัวเกมที่เป็นภาคต่ออย่างเป็นทางการในรอบ 20 ปี ที่กลับมาเป็น 2D แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากพอที่ปลุกกระแสแฟนเก่าให้พอใจได้ จนปัจจุบันตัวเกมกำลังจะมีภาคล่าสุดอย่าง Contra Rogue Corps ในปี 2019 บนเครื่อง PS4 คงต้องดูกันว่าเกมนี้จะถูกปลุกขึ้นมาเรียกแฟน ๆ เก่ากลับมาได้รึไม่

Castlevania

Castlevania คืออีกหนึ่งเกมในตำนานที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1986 บนเครื่อง Family Computer Disk System และวางจำหน่ายแบบตลับเกมในปี 1987 กับการควบคุม Simon Belmont ที่บุกปราสาทเพื่อไปปราบ Count Dracula ตัวเกมเป็นเกมแอ็กชันมุมมองด้านข้าง ที่ในยุคนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมาย จนมีภาคต่อออกมาอย่าง Castlevania II Simon’s Quest ที่ยังคงรูปแบบคล้ายเกมภาคแรกเอาไว้ ซึ่งถ้าใครที่เป็นแฟนเกมซีรีส์นี้มาตลอด จะทราบดีว่าตัวเกมของ Castlevania นั้นจะมีเนื้อเรื่องที่เชื่อมต่อกันมาทุกภาค และภาคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาคหนึ่งในซีรีส์ ก็คือภาค Castlevania Symphony of the Night บนเครื่อง PlayStation ที่ตัวเกมยังคงรูปแบบกราฟฟิก 2D ผสม 3D ได้อย่างลงตัว ที่แม้จะหามาเล่นตอนนี้ตัวเกมก็ยังคงสนุกไม่เปลี่ยน

จนมาถึงปี 2003 บนเครื่อง Nintendo 64 ทาง Konami ก็มีความคิดที่จะพัฒนาเกมในซีรีส์ Castlevania ให้เป็นรูปแบบเกม 3D สมบูรณ์แบบที่ต่างกับภาคก่อน ๆ บนเครื่องเกมที่ขายความเป็น 3D อย่างเครื่อง N64 ในชื่อภาค Castlevania Legacy of Darkness และเมื่อตัวเกมออกมาก็ได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างแย่ เพราะแฟน ๆ ต่างต้องการเกม Castlevania แบบมุมมองด้านข้างมากกว่าแบบที่เห็น ซึ่งทาง Konami ยังไม่ยอมแพ้ ยังเข็นภาค Lament of Innocence บน PlayStation 2 เพื่อเกาะกระแสเกมแนว Hack and Slash อย่าง Devil May Cry และ God of War ซึ่งแน่นอนว่าแฟน ๆ ต่างไม่ยอมรับ และในภาคล่าสุดกับการเริ่มต้นนับ 1 ใหม่กับซีรีส์ ใน Lords of Shadow Mirror of Fate และ Lords of Shadow 2 ก็ดูเหมือนจะกู้ชื่อเสียงกลับมาไม่ได้อย่างที่ทาง Konami ต้องการ แต่มันก็ไม่มากพอที่จะทำให้ทาง Konami พอใจเปิดไฟเขียวสร้างภาคต่อ คงต้องรอดูว่า ซีรีส์ Castlevania จะโดนแช่แข็งเหมือนเกมอื่น ๆ ในค่ายนี้รึไม่

RockMan X

มากันที่อีกหนึ่งเกมที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีภาคต่อออกมา หลังจากที่ตัวเกมเปลี่ยนมาเป็นแบบ 3D แล้วไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือเกม RockMan X เกมที่เป็นการขยายตลาดของเกมใน ซีรีส์ RockMan หรือ MegaMan ให้มีความจริงจังมากขึ้นทั้งในเรื่องราวของตัวละคร เนื้อหาในเกมที่จริงจังกว่าในซีรีส์หลัก ซึ่งเมื่อเกม RockMan X ภาคแรกออกมาก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟน ๆ รวมถึงภาค 2 ที่ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นความยากและความสนุกเอาไว้อย่างครบครัน จนมาถึงภาคที่ได้รับความนิยมที่สุดภาคหนึ่งของซีรีส์ นั่นคือ RockMan X4 ที่ตัวเกมแม้จะพัฒนาไปเป็น 3D บนเครื่อง PlayStation แต่ตัวเกม RockMan X ก็ยังคงใช้รูปแบบการเล่นที่เป็น 2D อยู่แบบเดิม แต่มีกราฟิกที่สวยงามขึ้น รวมถึงเนื้อเรื่องที่สนุกที่สุดภาคหนึ่งเลยทีเดียว

และหลังจากภาคที่ 4 เป็นต้นมา เกมในซีรีส์ RockMan X ก็ยังคงรักษามาตรฐานความสนุกเอาไว้ในระดับเดิม กับตัวเกมที่ยังคงใช้ 2D จนมาถึงภาค RockMan X7 ตัวเกมเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นจากเดิมที่เป็น 2D มาเป็นรูปแบบ 3D มุมมองที่กว้างและแปลกตามากขึ้น จนแฟน ๆ หลายคนต่างพากันตกใจกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้  ซึ่งเสียงตอบรับที่ได้มามันก็มากพอที่จะทำให้ทาง Capcom เข็น RockMan X8 ตามออกมา ที่เปลี่ยนมาเป็น 3D มุมมองด้านข้าง แต่เพราะเนื้อเรื่องของเกมกับระบบการเล่นที่จำเจ จึงทำให้เกมนี้ถูกทาง Capcom แช่แข็ง แล้วหันมาพัฒนาเกมต้นฉบับอย่าง RockMan 11 ที่กลับมาเป็นเกมแอ็กชันด้านข้างที่เป็น 2D กึ่ง 3D ที่สวยงามแทน

Sonic The Hedgehog

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1991 บนเครื่อง Sega Genesis เกมเจ้าเม่นสีฟ้าอย่าง Sonic The Hedgehog ได้วางจำหน่าย โดยตัวเกมนั้นจะเป็นรูปแบบเกม แอคชั่น มุมด้านข้างที่มีรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว ต่างกับเกมแนวเดียวกันในยุคนั้น ซึ่งด้วยความสนุกและแปลกใหม่นี่เอง จึงทำให้ตัวเกมมีภาคต่อออกมาอีกมากมาย ซึ่งหลายภาคก็ยังคงรูปแบบการเล่นและความเป็น 2D มาตลอด และแน่นอนว่าทุกภาคนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

จนมาถึงภาค Sonic 3D Blast บนเครื่อง Sega Saturn ในปี 1996 ตัวเกมได้เปลี่ยนมาเป็นมุมมองด้านบนที่เป็น 3D พร้อมรูปแบบการเล่นแบบใหม่ ซึ่งแฟนๆที่เคยเล่น Sonic ภาคเก่ามาก่อนไม่ค่อยจะพอใจกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แต่ทาง Sega ก็ยังคงปล่อยภาคใหม่ออกมา แต่เปลี่ยนมุมมองให้ดูน่าสนใจมากขึ้นในภาค Sonic Jam  จนมาถึงเครื่องเกมรุ่นสุดท้ายของ Sega อย่าง Dreamcast ในภาค Sonic Adventure ที่ทำกราฟิกที่สวยงามพร้อมกับความเป็นเกมแอ็กชันที่ถูกทำออกมาถึง 2 ภาค ซึ่งแฟน ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเปลี่ยนตัวเกมเป็น 3D นั้นไม่เหมาะกับเกม  Sonic เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Super Mario ที่ตัวเกมเน้นความเป็น แอคชั่น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเกมไปได้เรื่อย ๆ ต่างกับ Sonic ที่ตัวเกมยึดหลักความเร็วและ แอคชั่น พอมาเป็นแบบ 3D ความน่าสนใจจึงลดลงในสายตาแฟนๆ

Breath of Fire

ย้อนกลับไปในปี 1993 เกมแนว RPG ที่มีกราฟิกแบบ 2D เกมหนึ่งของค่าย Capcom ได้วางจำหน่าย โดยเกมนี้มีเรื่องราวที่เป็นอักลักษณ์ของความเป็นแฟนตาซี ตัวพระเอกของเรื่องจะชื่อ Ryu และนางเอกที่ชื่อว่า Nina กับพวกพ้องที่เป็นตัวละครหน้าตาประหลาดที่ต่างกับเกมแนว RPG เกมอื่นๆในยุคนั้น นั่นคือเกม Breath of Fire และด้วยความสนุกที่แปลกใหม่จึงทำให้มีภาคต่อออกมาถึง 3 ภาคที่เป็นแบบ 2D ทีสวยงามจนมาถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภาคที่ 4 ที่ลงบนเครื่อง PlayStation

ตัวเกม Breath of Fire 4 นั้นเปลี่ยนรูปแบบของกราฟิกใหม่ให้สมกับยุคสมัย แต่ก็ยังคงความเป็น 2D ผสมอยู่อย่างลงตัว กับภาพแนวการ์ตูนออกไปทางสีน้ำที่มีสีสันสดใส กับฉากที่ดูสวยงามสบายตาเมื่อเทียบกับ 3 ภาคที่ผ่านมา ที่จะเป็นแนวมืด ๆ ทึบ ๆ ที่ดูแตกต่างกับภาคก่อน จนมาในภาคที่ 5 ของซีรีส์ ที่ตัวเกมกลับมาเป็น Breath of Fire ที่มืด ๆ ทึบ ๆ เหมือนอย่างที่มันเคยเป็น แถมครั้งนี้ตัวเกมได้เปลี่ยนมาเป็นกราฟิกแบบ 3D สมบูรณ์แบบชนิดที่เรียกว่าเป็นอีกเกมเลยทีเดียว ซึ่งในแง่ของความเป็น Breath of Fire นั้นตัวเกมยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งเนื้อเรื่องตัวละครกลิ่นอายความเป็นแฟนตาซี แต่ด้วยระบบการเล่นและการเปลี่ยนแปลงเป็น 3D ที่ไม่เหมาะกับเกมนี้ จึงทำให้ยอดขายไม่มากพอที่ทาง Capcom จะเข็นภาคต่อออกมา จนกระทั่งในปี 2016 เกม Breath of Fire ก็ได้กลับมาอีกครั้งในฐานะเกมมือถือ ที่ทิ้งเวลาจากภาค 5 ถึง 13 ปี ซึ่งคราวนี้ตัวเกมกลับไปเป็นแนวสว่างสดใส และกราฟิกแบบ 2D เหมือนในภาคแรก ๆ ที่เหมาะกว่าเป็น 3D อย่างในภาคที่ 5 คงต้องรอดูว่าในภาคที่ 7 ของซีรีส์นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

เกมที่ประสบความสำเร็จเมื่อเปลี่ยนมาเป็นแนว 3D

Super Mario Bros

คราวนี้มาดูเกมที่เปลี่ยนมาเป็นแนว 3D แล้วแฟน ๆ ต่างชื่นชอบกันบ้าง โดยเกมแรกที่เราจะพูดถึงนั้นจะเป็นเกมไหนไปไม่ได้ นอกจากเกมในตำนานตัวพ่อของวงการเกม กับ Super Mario Bros ที่ตัวเกมวางจำหน่ายในปี 1985 กับแนวเกมมุมมองด้านข้างที่มีกราฟิกที่สดใสสวยงามกับเนื้อเรื่องง่าย ๆ ที่เกมในยุคนั้นนิยมใช้กัน ซึ่งใครที่เคยเล่นมาแล้วคงจะทราบดี ว่าเกมในซีรีส์ Super Mario Bros นั้นมีรูปแบบเป็น 2D มาตลอด ซึ่งทุกภาคนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนมาถึงเครื่องเกมตัวใหม่ของ Nintendo อย่าง N64 ทาง Nintendo ก็ขนเกม Super Mario Bros ภาคใหม่มาลงเช่นกัน กับ Super Mario 64 ในปี 1996

โดยเกม Super Mario 64 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของซีรีส์เกม Mario ไปอย่างมากมายกับกราฟิก แบบ 3D สมบูรณ์แบบ แต่ตัวเกมยังคงความเป็นเกมแอคชั่น เดินหน้าผ่านด่านอย่างที่เกมภาคก่อน ๆ ทำมา และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกอกถูกใจแฟน ๆ เป็นอย่างมาก และเกม Super Mario 64 นี้ก็มีอิทธิพลต่อเกมในซีรีส์ Super Mario Bros รวมถึงเกมอื่น ๆ ในตลาดไปในทันที ซึ่งภายหลังจากภาค Super Mario 64 เราก็เห็นเกม Mario ที่เป็น 3D ออกมาอีกมากมาย ทั้ง Super Mario Sunshine บนเครื่อง GameCube จนในภาคล่าสุดอย่าง Super Mario Odyssey ก็ยังคงเป็นแนว 3D ที่ได้รับความนิยม เรียกว่ามาถูกที่ถูกทางจริง ๆ

Final Fantasy

มาต่อกันที่เกมในตำนานอีกหนึ่งเกมที่เปลี่ยนแนวทางจากกราฟิก  2D ไปเป็น 3D ที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล แบบที่เรียกว่าพลิกวงการเกมในยุคนั้นให้ขึ้นไปอีกระดับได้เลยทีเดียว จะเป็นเกมไหนไปไม่ได้ นอกจากเกมซีรีส์ Final Fantasy ที่ใครซึ่งเคยเล่นเกมในซีรีส์นี้มาก่อน จะทราบดีว่าเกม Final Fantasy ตั้งแต่ภาคที่ 1 จนถึงภาคที่ 6 นั้นจะใช้กราฟิกแบบ 2D มาตลอด เพราะด้วยเทคโนโลยีในยุคนั้นที่ยังจำกัดในแง่ของการสร้าง แต่เมื่อเทคโนโลยีมาถึงยุค 3D ที่เป็นกราฟิกแบบโพลิกอนเข้ามาในวงการเกมอย่าง PlayStation ทาง Square ในยุคนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางของเกมยอดนิยมของตนมาเป็นแนว 3D ใน Final Fantays 7

โดยตัวเกม Final Fantasy 7 นั้นได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปี 1994 สำหรับ Super Famicom แต่ด้วยความล่าช้าและปัญหาทางเทคนิคจากการทดลองบนแพลตฟอร์มหลายแห่ง รวมถึง N64 ทาง Square ก็ได้ได้ย้ายการผลิตไปยัง PlayStation ที่เป็นเทคโนโลยี CD-ROM โดยมี Hironobu Sakaguchi และ Yoshinori Kitase เป็นหัวเรือในการพัฒนา โดยใช้เทคนิคการสร้างโมเดลตัวละคร 3D ซ้อนทับในฉากหลังที่แสดงผลแบบ 2D และเมื่อตัวเกมถูกวางจำหน่ายก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างมหาศาล ทั้งฐานแฟนเก่าที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ และแฟนใหม่ที่เพิ่งรู้จักเกมซีรีส์นี้เป็นครั้งแรกก็หันมาซื้อเกมนี้ไปเล่น และนับตั้งแต่นั้นเกม Final Fantasy ก็เป็น 3D มาตลอดจนถึงภาคล่าสุด

Pokemon

เมื่อพูดถึงเกมที่เปลี่ยนจาก 2D มาเป็น 3D แล้วประสบความสำเร็จ ต้องมีเกมในซีรีส์ Pokemon รวมอยู่ด้วย ซึ่งถ้าเรามองกันจริง ๆ แล้วต้องพูดว่าทาง Game Freak กลับเริ่มต้นได้ช้ามาก ๆ เมื่อเทียบกับเกมอื่น ๆ ที่เรากล่าวมา เพราะกว่าที่เกม Pokemon จะเปลี่ยนตัวเองจาก 2D มาเป็น 3D แบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ปาเข้าไป Generation ที่ 6 ไปแล้ว ใน Pokemon X-Y ในช่วงปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องเกม Nintendo DS ของ Nintendo เองนั้นก็สามารถทำกราฟิก 3D ได้แล้ว แต่ทางทีมพัฒนายังคงใช้กราฟิก แบบ 2D จนถึงภาค Pokémon Black และ White 2 ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องเกมมาบนเครื่อง Nintendo 3DS จึงพัฒนามาเป็นเกม 3D

และแน่นอนว่าเมื่อตัวเกมพัฒนากราฟิกมาเป็น 3D สมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก (ในซีรีส์หลัก) ย่อมต้องสร้างความตื่นเต้นให้แฟน ๆ เป็นอย่างมาก ที่นอกจากตัวกราฟิกจะพัฒนาขึ้นแล้ว ระบบของเกมก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกขั้น กับระบบ Mega Evolution ที่สามารถพัฒนาร่างของ Pokemon ไปอีกหนึ่งระดับ พร้อมกับฉากต่อสู้ ฉากเมือง ตัวละครต่าง ๆ ก็ถูกพัฒนาขึ้น จนแฟน ๆ ต่างชื่นชมในความสนุกของเกมนี้ และในภาคถัดมาของ Pokemon Sun-Moon กราฟิกก็ถูกเพิ่มระดับไปอีกหนึ่งขั้นที่ดูสมส่วนขึ้น ทั้งฉาก ตัวละครที่ดูดีกว่าในภาค X-Y และล่าสุดในภาค Pokémon Sword และ Shield ที่จะวางจำหน่ายตัวเกมก็ยังคงกราฟิกแบบ 3D ที่พัฒนาขึ้นบนเครื่องเกมตัวใหม่อย่าง Nintendo Switch ที่ได้ออกภาค Pokémon Let’s Go Pikachu! and Eevee ! ออกมาก่อนแล้ว ซึ่งแฟน ๆ ต่างชื่นชอบในการพัฒนาไปอีกขั้น คงต้องรอดูว่าภาคใหม่จะทำให้แฟน ๆ  ว๊าว ได้แค่ไหนกัน

The Legend of Zelda

กลับมาที่ Nintendo อีกครั้งกับการเปลี่ยนแนวเกมเป็น 3D แล้วประสบความสำเร็จ เพราะค่าย Nintendo นั้นเป็นค่ายเกมเก่าแก่ที่อยู่มาอย่างยาวนานในวงการเกม แถมยังมีรายชื่อเกมที่ขึ้นหิ้งระดับตำนานอยู่มากมาย ที่ในยุคนั้นตัวเกมยังเป็น 2D พอวันเวลาเปลี่ยน ทาง Nintendo ก็เริ่มพัฒนาเครื่องเกมของตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ จากเครื่อง 8Bit มาเป็น 16Bit ที่เป็น กราฟิก แบบ 2D มาเป็นยุค 64Bit ที่เป็น 3D หลายเกมในค่ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของเครื่องเกมในค่าย ซึ่งเกม The Legend of Zelda ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงจาก กราฟิกแบบ 2D มาเป็นแบบ 3D ตั้งแต่ภาคแรกเรื่อยมาจนมาเปลี่ยนในภาค The Legend of Zelda Ocarina of Time ที่เปลี่ยนจากตัวเกม 2D ที่ลงบนเครื่องเกมพกพามาลงบนเครื่อง คอนโซลตัวใหม่ของค่ายในตอนนั้น

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของซีรีส์นี้ รวมถึงการเป็นต้นแบบให้กับอีกหลาย ๆ เกมที่พยายามทำตามเมื่อเห็น The Legend of Zelda Ocarina of Time ทำได้ กับการเปลี่ยนแนวเกมแอ็กชัน ผจญภัย ให้มีมิติที่สวยงามพร้อมกับระบบการเล่นและการควบคุมที่ลงตัว นี่ยังไม่นับเนื้อเรื่องที่ทำออกมาได้ดีลึกซึ้ง จนเกมนี้กลายเป็นอีกหนึ่งตำนาน ที่วงการเกมต้องจารึกเอาไว้เลยทีเดียว และเมื่อทาง Nintendo เปลี่ยนเครื่องเกมมาเป็นเครื่อง GameCube เกม The Legend of Zelda ก็พัฒนาไปอีกหนึ่งขั้นกับกราฟิก 3D ที่สวยงามขึ้นและออกไปทางการ์ตูน กับการย่อส่วนขนาดของตัวละครและเรื่องราวให้ดูเด็กลง เมื่อเทียบกับภาคก่อนใน The Legend of Zelda The Wind Waker ซึ่งแม้ตัวเกมจะสนุก กราฟิก 3D สวยงาม แต่แฟน ๆ ก็อยากได้เกม The Legend of Zelda แบบตัวละครสมส่วนเนื้อเรื่องจริงจังมากกว่าตัวละครเด็ก ๆ แบบนี้ ซึ่งในภาคต่อมาบนเครื่อง Wii ทาง Nintendo ก็เอาใจแฟน ๆ เปลี่ยนเกม The Legend of Zelda ให้เป็นแบบสมส่วนเนื้อเรื่องจริงจังอย่างที่เราเห็นเรื่อยมาจนถึงภาคล่าสุดบน Nintendo Switch

DragonQuest

ปิดท้ายกับเกมที่ประสบความสำเร็จอย่างดี กับการเปลี่ยนแนวเกมจาก 2D มาเป็น 3D กับเกมในซีรีส์ Dragon Quest ที่ตัวเกมในซีรีส์นี้นั้นก็จัดเป็นอีกหนึ่งเกมเก่าที่มีอายุมากกว่า Final Fantasy เสียอีก และเกมนี้ยังเป็นมาตรฐานให้กับเกมแนว JRPG ในอดีตมาจนถึงตอนนี้อีกด้วย และถ้าใครที่เป็นแฟนเกมที่ติดตามซีรีส์นี้มาตลอดในทุก ๆ ภาคจะทราบดีว่าตัวเกมนี้นั้นเริ่มต้นจากเกมแนว 2D กราฟิกธรรมดาบนเครื่อง Famicom กับเนื้อเรื่องง่าย ๆ ที่เกี่ยวผู้กล้าที่ไปช่วยเจ้าหญิงที่ถูกราชาปีศาจจับไป แล้วเราต้องหาของวิเศษตามที่ต่าง ๆ เพื่อสร้างสะพานไปยังปราสาทจอมมาร

และเมื่อภาคแรกของเกมประสบความสำเร็จด้วยดี ย่อมต้องมีภาคต่อออกมาอีกมากมายหลายต่อหลายภาค จนมาถึงภาคที่ 7 ของซีรีส์ตัวเกมได้เปลี่ยนจากกราฟิก 2D ในภาคที่ 6 มาเป็น 3D สมบูรณ์แบบ แต่ตัวเกมก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็น Dragon Quest อยู่ครบถ้วน ทั้งกลิ่นอายในเกมฉากเนื้อเรื่อง ซึ่งแฟน ๆ ที่ได้เล่นต่างก็พึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะแม้จะเปลี่ยนกราฟิกมาเป็น 3D แต่ดูแบบผ่าน ๆ แล้วมันก็ไม่ต่างกับภาคก่อน ๆ เลย จนมาถึงภาคที่ 8 ของซีรีส์ที่เปลี่ยนทุกอย่างไปจากเดิมจนหมด ทั้งกราฟิก ตัวละคร ฉากต่อสู้ บ้านเรือนปราสาทให้เป็น 3D ที่มีมิติมากขึ้น ซึ่งนับเป็นการเสี่ยงมาก ๆ กับการเปลี่ยนแบบนี้ แต่ผลที่ได้กลับมานั้นกลับดีเกินคาดกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันถูกอกถูกใจทางต่างประเทศ ที่ไม่ค่อยสนใจเกมซีรีส์นี้ให้หันมามอง และได้ผู้เล่นหน้าใหม่มากขึ้น ซึ่งหลังจากนั้น Dragon Quest ก็ทำกราฟิกแบบ 3D เรื่อยมาจนภาคล่าสุดใน Dragon Quest 11 ก็ยังคงใช้ กราฟิก 3D ที่สวยงามกว่าทุกภาคที่เคยเล่นมา ใครที่เคยเล่นมาแล้วน่าจะทราบดี

ก็จบกันไปแล้ว 5 เกมที่เปลี่ยนแนวทางตัวเองเป็น 3D แล้วไม่ได้รับความนิยม กับ 5 เกมที่เปลี่ยนมาเป็น 3D แล้วได้รับความนิยม ซึ่งสิ่งที่บทความนี้กำลังจะบอกคือความพยายามของเหล่านักพัฒนา ที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีให้สมบูรณ์แบบตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจจะเปลี่ยนมากไปจนทำให้กลิ่นอายที่เคยมีในภาคเก่า ๆ หายไป หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เข้ากับระบบของเก่าที่มี รวมถึงอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ประกอบกันจนทำให้เกมเหล่านั้นได้รับความนิยมและไม่ได้รับความนิยม เราที่เป็นผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ เพื่อให้ค่ายเกมเอาสิ่งเหล่านี้ไปเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น คงต้องรอดูกันต่อไป ว่า 5 เกมที่ไม่ได้รับความนิยมจะเป็นอย่างไรต่อไป เราที่เป็นผู้เล่นก็คงได้แต่ลุ้นและทำใจให้ค่ายเกมเหล่านั้นทำภาคใหม่ที่ดีออกมาเมื่อไหร่

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น