Connect with us

บทความ

เว็บแบไต๋ขอแนะนำให้รู้จัก “จับจ่าย” Startup ไทยแห่งนวัตกรรมการใช้ “ลายนิ้วมือ”

Published

on

สวัสดีครับ วันนี้ทางทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Startup ไทยอีกแล้วครับ คราวนี้เป็น Startup เกี่ยวกับ “นวัตกรรมชำระเงินด้วยลายนิ้วมือ”

ในปลายปี 2016 ย่างเข้าปี 2017 เหล่าคนในวงการสตาร์ทอัพคงไม่มีใครไม่รู้จัก “จับจ่าย for School”

“จับจ่าย for School”  เป็นไอเดียที่คิดไว้เมื่อปี 2013   โดย “คุณนรินทร์  คูรานา” เจ้าของ ”  บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

คุณนรินทร์  คูรานา เจ้าของ “บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด” (ขวามือ)

ไอเดียเกิดจากอะไร?

 

 

 

 

ไอเดีย “จับจ่าย for School” มีที่มาจากการที่คุณนรินทร์ และเพื่อนๆ ไม่อยากจะพกการ์ดต่างๆ นาๆ เวลาใช้จ่ายเงินไว้ในกระเป๋าหลายๆ ใบ

หลังจากนั้นคุณนรินทร์ คูรานา ได้ทำการค้นหาข้อมูลวิธีการจ่ายเงินด้วยวิธีลายนิ้วมือ ว่ามีใครเคยทำระบบแบบนี้มาก่อนไหม ก็พบว่าเมื่อปี 2006 – 2007 มีบริษัทหนึ่งในอเมริกาใช้ระบบนี้อยู่ และเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น จึงมีความคิดที่จะประยุกต์นำมาใช้ในบ้านเรา เพียงแต่กังวลว่าจะมาถูกเวลาหรือไม่ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณนรินทร์ หลังจากเรียนจบได้ก่อตั้งธุรกิจรีไซเคิลขึ้นมาในเกาะสมุย เพื่อหาเงินทุนไว้ใช้ในการหาทีมพัฒนาและเป็นเงินทุนไว้ก่อตั้งบริษัท

 

เริ่มต้นอย่างไร

เมื่อปี 2014 ก็ได้เริ่มต้นหาทีมพัฒนา โดยตอนนั้นยังไม่รู้จักธุรกิจ Startup เลยด้วยซ้ำ หลังจากค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ตสักระยะหนึ่งก็มีโปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่งสนใจที่จะมาพัฒนาด้วย จึงได้เริ่มต้นการทดสอบระบบกัน ในระหว่างที่พัฒนากันอยู่นั้นก็หาลูกค้าที่สนใจไปด้วย โดยการเขียนจดหมายไปหาโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 100 ฉบับ พบว่ามีโรงเรียนที่สนใจประมาณ 20 โรงเรียน หลังจากใช้เวลาพัฒนากว่า 1 ปีก็ได้ต้นแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ออกมา แต่เนื่องจากการพัฒนาที่ล้าช้า ทำให้ลูกค้าที่เคยสนใจกลับเปลี่ยนใจไปบางส่วน จึงได้คิดที่จะเริ่มต้นอย่างจริงจังขึ้น เมื่อเดือนธันวาคมปี 2015 จึงเกิดมีออฟฟิศของบริษัทที่มีทีมงานมาทำงานด้วยกันขึ้นมา

หลังจากนั้นในปี 2016 คุณนรินทร์ได้เอาไอเดียไปนำเสนอให้กับนักธุรกิจชาวจีน ก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีกลับมา จึงทำให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และได้นำอุปกรณ์ไปทดสอบระบบที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา จนทำให้รู้ถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขมากมาย

หลังจากนั้นจึงเริ่มนำระบบจับจ่าย for School ไปออกบูธ และงานประกวดต่างๆ เช่น Startup Thailand งานประกวดเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี และงานเกี่ยวข้องกับการศึกษา สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ จนกระทั่งเริ่มมีการออกสื่อทั้งโทรทัศน์และวิทยุจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

ในปี 2016 จับจ่ายคว้ารางวัลต่างๆ มากมาย ดังต่อไปนี้

รางวัลชนะเลิศที่ 1 เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ของบริษัทสามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สวทช.)

อันดับ 2 ประกวด ipfair ของกรมทรัพยสินทางปัญญา และเข้ารอบ

10 ทีมสุดท้ายของการประกวด Fintech Challege ของธนาคารแห่งประเทศไทย

รางวัลชนะเลิศที่ 1 เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ของบริษัทสามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สวทช.)

อันดับ 2 ประกวด ipfair ของกรมทรัพยสินทางปัญญา

 เข้ารอบ  10 ทีมสุดท้ายของการประกวด Fintech Challege ของธนาคารแห่งประเทศไทย

รายการ Start Up To You สัมภาษณ์ จับจ่าย For School

 

รายการ Start Up To You สัมภาษณ์เด็กๆที่ใช้ระบบจับจ่าย

สัมภาษณ์ออนไลน์กับพี่จอน นูโว รายการ TKN Online

จับจ่ายสัมภาษณ์งาน ITU Telecom World 2016

 

หากลุ่มลูกค้าอย่างไร?

รายชื่อหน่วยงานที่เป็นลูกค้าของ “จับจ่าย” บางส่วน

ในส่วนของการหาลูกค้า บางครั้งก็เดินเข้าไปขายในโรงเรียนตรงๆ เลยก็มี จนมีโรงเรียนติดต่อมาเยอะมากและมีบริษัทติดต่อสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายด้วยหลายบริษัท โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปี 2017 จะทำยอดให้ได้ประมาณ 20 โรงเรียน และอนาคตจะขยายไปยังภาครัฐบาล ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย

ตอนนี้ระบบเราทำอะไรได้บ้าง?

ระบบ “จับจ่าย for School” ในปัจจุบัน นอกจากรองรับทั้งการจ่ายเงินด้วยลายนิ้วมือภายในโรงเรียนแล้ว ยังมีระบบอื่นๆ อาที เช่น ระบบการบันทึกเวลาการเข้า-ออกของนักเรียน ทั้งก่อนเข้าห้องเรียนและหลังเลิกเรียน บันทึกสถิติการขาดเรียน การลา การมาสาย ระบบการวัดเกรดประจำภาคเรียน ระบบซื้อขายสินค้า  ระบบส่งข่าวสาร พร้อมทั้งระบบแจ้งการบ้านประจำวัน  ด้วยการใช้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น (ด้วยเวลาไม่เกิน 0.15 วินาที) โดย เพื่อให้นักเรียนสามารถยืนยันตัวตนได้  และรายงานผลแบบ “Real Time” ผ่าน “Mobile Application” “จับจ่าย for School”  ช่วยให้ทางโรงเรียนและผู้ปกครองมั่นใจได้อย่างแน่นอน  ระบบนี้การันตีความยอดเยี่ยมด้วยรางวัล  “SAMART Innovation Award ปี 2016”     ถือว่าเป็นระบบที่ช่วยพัฒนาโรงเรียนไทยสู่ยุคดิจิตอล 4.0 กันเลยทีเดียว

ชื่อแบรนด์มีที่มาอย่างไร?

สำหรับชื่อแบรนด์ “จับจ่าย” นั้นต้องการให้เป็นคำที่อ่านแล้วสื่อความหมายได้ง่าย เวลาคนเห็นก็สามารถทราบจุดประสงค์ได้ทันที

หากสนใจ “จับจ่าย for School” ติดต่อได้ที่ไหน?

บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด

เลขที่  812/36   ซอยจรัญสนิทวงศ์ 3   ถนนจรัญสนิทวงศ์   แขวงวัดท่าพระ   เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพมหานคร  10600

Website : www.jabjai.school

E-Mail  :  narin@jabjai.school

Tel : 02-0299373,  091-8233139

สุดท้ายนี้ทีมงานเว็บแบไต๋ขอขอบคุณ “คุณนรินทร์  คูรานา” เจ้าของ “บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด” ที่ให้การสัมภาษณ์ครับ

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทำไมคนรักเสียงดนตรีถึงควรใช้หูฟังแบบมีสาย ในยุคที่เค้าไร้สายกัน

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการสมาร์ทโฟน คือตั้งแต่ iPhone 7 นั้นเอาช่องต่อหูฟัง 3.5 mm ออกจากเครื่อง ก็ทำให้สมาร์ทโฟน Android อีกหลายรุ่นดำเนินรอยตามแนวคิดนี้ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจำนวนมากโดยเฉพาะรุ่นเรือธงจึงมีแค่ช่องชาร์จอย่างเดียว ผลักดันให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้หูฟังไร้สายมากขึ้น เพราะการจะใช้หูฟังมีสายแบบเดิมมันกลายเป็นเรื่องลำบากในการเสียบหัวแปลงสาย แถมฟังไปชาร์จไปก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษให้เหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักเสียงดนตรี เรายังแนะนำให้คุณฟังผ่านสายเหมือนเดิม และนี่คือเหตุผลจากเราครับ

เพราะการฟังเพลงจาก Bluetooth ก็เหมือนฟังเพลงคุณภาพ MP3

ไม่ว่าคุณจะมีไฟล์เพลงที่ดีแค่ไหน จะเป็นไฟล์ FLAC ที่ริปจากแผ่น CD โดยตรงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด หรือซื้อเพลง Hi-Res คุณภาพสูงราคาแพงมา แต่ความดีงามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพราะเสียงเพลงที่ผ่านสัญญาณ Bluetooth จะถูกบีบอัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ส่งไร้สายได้ ซึ่งการบีบอัดนี้ก็จะทำให้ความสดใส และรายละเอียดของเสียงเพลงนั้นหายไป พูดให้เห็นภาพคือฟังเพลง FLAC แต่เสียงออกมาเป็น MP3 นั้นแหละ

มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth นั้นเรียกว่า SBC หรือ Subband Codec นะครับ ซึ่งรองรับคุณภาพเสียงในระดับ CD เท่านั้น ไม่รองรับเสียงในระดับ Hi-Res โดยอุปกรณ์ Bluetooth ที่เกี่ยวกับเสียงทั้งโลกจะต้องถอดรหัสเสียงในรูปแบบ SBC ออกมาได้ ซึ่ง SBC Codec จะใช้ Bitrate สำหรับเสียงสเตอริโอที่ 328 kbps เทียบกับเสียงจาก CD ต้นฉบับที่ใช้บิตเรท 1411 kbps หรือไฟล์ FLAC ทั่วไปจาก CD ที่ให้บิตเรทประมาณ 1000 kbps จะเห็นได้ว่าปริมาณข้อมูลต่างกันเยอะ ทำให้เสียงจากหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่สูญเสียความเจ๋งจากต้นฉบับไปเยอะ

เปรียบเทียบโค้ดเสียง SBC กับ LDAC

แล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่า SBC Codec ไหม แน่นอนเรามีทางเลือกการบีบอัดเสียงอื่นๆ ที่ให้คุณภาพดีกว่า เช่น AAC ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล, aptX ที่ใช้ในหูฟังจำนวนมาก หรือ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony ที่เคลมว่าสามารถให้เสียงเท่าคุณภาพ CD หรือเทียบเท่าเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งลำโพงและหูฟังส่วนใหญ่ของ Sony ในปัจจุบันรองรับ LDAC อยู่แล้ว

เงื่อนไขของการใช้โค้ดเสียงที่ดีกว่า SBC คือว่าอุปกรณ์ทั้งตัวรับและตัวส่งก็ต้องรองรับ Codec นั้นด้วย ถ้าอุปกรณ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่รองรับ ก็จะกลับไปใช้ SBC Codec ทันที เช่น

  • iPhone รองรับรูปแบบเสียง AAC หูฟังหรือลำโพงก็ต้องรองรับ AAC ด้วย ถึงจะให้เสียงได้ดีกว่า SBC
  • อุปกรณ์ Android 8 รองรับรูปแบบเสียงผ่าน Bluetooth ทั้ง AAC, aptX HD, LDAC อันนี้เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าฝั่งแอปเปิ้ล เพราะไม่ว่าหูฟังหรือลำโพง Bluetooth จะรองรับรูปแบบเสียงพิเศษอะไร Android 8 ก็ส่งสัญญาณไปหาได้

ใน Android 8 นั้นรองรับโค้ดเสียงมากมาย จนใช้กับหูฟังหรือลำโพงได้หลายรุ่น

แต่ปัญหาคือหูฟังและลำโพงจำนวนมาก บางรุ่นก็ขายแพงราคาหลายพัน แต่ไม่รองรับ Codec เสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ซะงั้น ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่กากต่อไป (ถ้าใครใช้ Android 8 อยู่ สามารถเข้า Developer Option ไปตรวจสอบได้เลยว่าอุปกรณ์ Bluetooth ที่เราเชื่อมต่ออยู่นั้นกำลัง Codec อะไรอยู่)

ฟังผ่าน Bluetooth ไม่ได้ใช้ DAC เทพหรือซอฟต์แวร์เทพในสมาร์ทโฟน

LG V30 มาพร้อมฟีเจอร์ Quad DAC ใช้ชิปพิเศษจาก ESS ทำให้ได้เสียงดี แต่ต้องฟังผ่านช่อง 3.5 mm เท่านั้นนะ

สมาร์ทโฟนหลายตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่โฆษณาเรื่องคุณภาพเสียงนั้นจะมีชิป DAC แยกที่ให้เสียงดีกว่าวงจร DAC ทั่วไป (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกสำหรับส่งต่อไปที่หูฟัง) ซึ่งเจ้าชิปตัวนี้จะทำงานเมื่อเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่องเท่านั้น ถ้าฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth เสียงจะถูกส่งแบบดิจิตอลไปแปลงเป็นอนาล็อกที่ตัวหูฟังหรือลำโพง ซึ่งก็ถือว่าเสียของสำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเสียงดีๆ นะครับ (แต่ถ้าใครเชื่อมั่นว่าหูฟังหรือลำโพงของเรามีความสามารถแปลงสัญญาณที่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร)

สมาร์ทโฟน Asus มักจะมาพร้อมระบบปรับแต่งเสียง dts headphone

นอกจากนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะมีซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อช่วยประมวลผลเสียงให้ออกมาดีขึ้น อย่าง Sony จะมี DSEE HX และ ClearAudio+ หรือ Oppo มี Real Sound HD หรือ Huawei มี Histen หรือ Asus มี DTS Headphone ซึ่งปกติซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียงเหล่านี้จะไม่ทำงานเมื่อฟังเพลงไร้สายครับ ถ้าใครลองแล้วชอบระบบปรับแต่งเสียงของมือถือตัวเอง ก็ต้องฟังผ่านสายนะจ๊ะ

เรื่องของ Latency ความหน่วงเสียงก็เป็นอีกเรื่องใหญ่

เรื่อง Latency หรือความหน่วงเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ใช้หูฟังเพื่อการดูหนังหรือเล่นเกมนะครับ แน่นอนว่าการฟังเสียงผ่านระบบ Bluetooth นั้นจะมีความหน่วงเสียงมากกว่าการต่อสายอยู่แล้ว เพราะกว่าเสียงจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการดังนี้

เกิดสัญญาณเสียง -> ใช้เวลาแปลงเป็นรหัสเสียงเช่น SBC -> ส่งไร้สาย -> ฝั่งรับก็ต้องใช้เวลาถอดรหัสเสียง -> ได้เสียงออกมาฟัง

ในขณะที่การฟังเสียงผ่านสายมี Latency ไม่ถึง 10 ms (1 millisecond = 1/1000 วินาที) แต่การฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วย SBC Codec อาจจะมีความหน่วงเสียงถึง 200 ms คือถ้ายิงปืนในเกม เสียงปืนในหูฟังจะหน่วงจากเหตุการณ์ในเกมไป 0.2 วินาที ทำให้เกิดความรำคาญในการใช้งานได้เพราะเสียงมันไม่ตรงภาพไง

แล้วเรามีทางแก้ให้การส่งเสียงผ่าน Bluetooth ทำได้รวดเร็วขึ้นไหม มีครับ ก็ต้องใช้ codec ตัวพิเศษอย่าง aptX LL (Low Latency) ที่ออกแบบให้ทำงานเร็วมาก ก็จะเหลือความหน่วงเสียงประมาณ 30 ms เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขเดิมคืออุปกรณ์ทั้งตัวส่งและตัวรับต้องรองรับ aptX LL ด้วยนะครับ

สรุป ใส่ใจรายละเอียดเสียงต้องฟังผ่านสาย เน้นสะดวกก็ฟังไร้สายด้วยอุปกรณ์ดีๆ

จากที่เขียนมาทั้งหมด ยังไงการฟังเพลงให้เสียงดี รายละเอียดครบก็ต้องฟังโดยเสียบสายตรงจากอุปกรณ์เล่นนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบอัดเสียงจากกระบวนการส่ง Bluetooth แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายจริงๆ ก็สามารถหาหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่รองรับ Codec เสียงดีๆ มาใช้แทนได้ สังเกตง่ายหน่อยก็ดูข้างกล่องว่ารองรับ aptX หรือ LDAC หรือไม่ ก็จะใช้กับสมาร์ทโฟน Android 8 ได้เนียนและเสียงดี

ส่วน iPhone อันนี้จำกัดเยอะหน่อยเพราะรองรับแค่โค้ดเสียง AAC เท่านั้น แถมไม่รองรับการเล่นเพลงแบบ Hi-res ด้วย (คนรักเสียงเพลงที่ใช้ iPhone ควรมีเครื่องเล่นเพลงแยกนะ iPhone มันตอบสนองเราไม่ได้) ก็ต้องหาหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง AAC มาใช้เท่านั้นครับ ถ้ารองรับ aptX หรือ LDAC แต่ไม่รองรับ AAC เวลาใช้กับ iPhone ก็จะดีดกลับไปใช้โค้ดเสียงตัวที่แย่ที่สุดอย่าง SBC ทันที

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์สาว Strategic Planner และไขข้อข้องใจ อาชีพนี้ทำอะไรบ้าง!

Published

on

เป็นอีกสายงานที่ต่อยอดไปได้ไกล สำหรับอาชีพ “Strategic Planner” และดูเหมือนหลายๆ คน ก็ให้ความสนใจในสายงานนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ประจวบเหมาะกับล่าสุดได้พูดคุยกับสาว strategic planner ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องงานและความน่าสนใจของอาชีพนี้แบบเต็มเปี่ยม เลยทำการเชื้อเชิญให้ ปุ๊น – สุพรทิพย์ กตัญญูบุญญาพงศ์ มานั่งเม้าคุยกันยาวๆ กับคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” ซะเลย แอบกระซิบเพิ่มเติมว่าเธอเคนทำงานที่ Line Thailand ด้วยนะ! อยากรู้จักเธอกันแล้วล่ะสิ ไปอ่านกันเลยค่ะ!

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพ Strategy Planner คะ

โอ้โห! ถ้าถามคำถามนี้เนี่ย ตอบกันยาวเลยนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ปุ๊นลองทำอะไรมาหลายอย่าง สุดท้ายก็มาลงตัวและรู้ว่า เราชอบและถนัดการคิดวิเคราะห์ มากกว่าการสั่งการหรือการลงไปทำจริง แบบนี้ก็แล้วกัน

แล้วมาเริ่มต้นทำด้านนี้ได้ยังไง

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เราจบสายงานโรงแรมมาก่อนค่ะ เคยทำงานในโรงแรมอยู่แป้บนึง รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เพราะงานส่วนที่ทำตอนนั้นเป็นงาน Routine ที่ไม่ค่อยได้ initiate อะไรเท่าไหร่ เลยตัดสินใจลาออก โดยที่ยังไม่ได้งาน

มาเจอกระทู้ Pantip อันนึง เล่าว่าได้ทำงานที่บริษัทไลน์ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรเลย เห็นว่าออฟฟิศน่ารักดี ก็เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้ ก็ได้มาทำงานในส่วนของ service ที่ชื่อว่า LINE@

ตอนทำงานที่ LINE@ จริงๆ มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่ Sales ,Marketing ,Business Development รวมไปถึง Training ขอหมายเหตุก่อนว่า LINE@ คือบริการสำหรับ SMEs เป็นเครื่องมือทางการตลาดอีกเครื่องมือนึงที่มีคุณภาพ ช่วยกระตุ้นและปิดยอดขายได้ดีถ้ามี Strategy ค่ะ ตอนทำงานที่ LINE@ เลยมีโอกาสได้เจอ พูดคุย หรือสอน SMEs เยอะมากๆ โดยเฉพาะปีแรกนี่ เน้นหนักไปในทาง Training เลย คือวันๆ สอนแต่ทำการตลาดผ่าน LINE@ รวมไปถึงให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆ รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์และช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายคน อินมากถึงขนาดที่มีความคิดว่า จะให้เข้าใจเค้าจริงๆ เราต้องทำแบรนด์เองจริงๆ สิ จะได้รู้ลึก รู้จริง เข้าใจปัญหา เลยทำแบรนด์เกรียนๆ ของตัวเองขึ้นมาแบรนด์นึงด้วย ทำอยู่พักใหญ่ๆ ลงทุนเอง ขายเอง เหนื่อยมากจนเข้าใจหัวอก SMEs เลย

สักพัก พอ Service เริ่มขยายตัว ก็ไม่ได้มีโอกาสเทรน SMEs เยอะเหมือนปีแรกแล้ว เพราะมาเน้นในด้านการวางกลยุทธ์มากกว่า ซึ่งในขอบเขตการวางกลยุทธ์ มันจะต้องตั้งต้นจากการหาสิ่งที่เรียกว่า Business Insight  เลยค้นพบว่า อีกอย่างที่ตัวเองชอบทำมากๆ คือสิ่งที่เรียกว่า Data analyst คือ การค้นหา Research ดู Trend และวิเคราะห์ว่า Fact ข้อนี้กำลังบอกอะไรเรา เวลาที่ทำ Data สามารถนั่งจ้องคอมได้ข้ามวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักสืบ กำลังค้นหาหลักฐาน จากที่เกิดเหตุ และเรามีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันมี hint อยู่แล้ว อยู่ที่เรามองเห็น hint นั้นหรือเปล่า

ระหว่างที่ทำงานที่ LINE ต้องบอกว่า มีความสุขมาก ทุกอย่างดีมากๆ ตัวงานดี เพื่อนร่วมงานดี สวัสดิการดี ทุกอย่างดีเลิศ แต่จุดหักเหคือ วันที่ค้นพบคำตอบว่า ชีวิตเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับคนที่ต้องการ วันนั้นคือวันที่ ไปเจอกับพี่ชาวเขาคนนึง ที่เข้ามาในกรุงเทพเพื่อตั้งใจจะมาหาความรู้เพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่ยากจน มาคนเดียวแบบไม่มีเงินและไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นจาก 0 และเราตัดสินใจที่จะ​ “แบ่งปัน” ความรู้ที่บังเอิญโชคดีจากประสบการณ์ที่เคยสอน SMEs ให้เค้า แล้วเค้าขอบคุณจากใจจริงมากๆ วันนั้นรู้สึกดี ร้องไห้น้ำตาไหล และคิดว่า อืม นี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยมองตัวเองปลายทางว่า อยากจะแบ่งปันความรู้เท่าที่มี ให้กับ SMEs ที่เริ่มต้น ซึ่งแปลว่า เราจะต้องเพิ่มสกิลด้านการวางแผนให้กว้างขึ้น การวางแผนงานให้ LINE อย่างเดียวเลยไม่ตอบโจทย์ละ จังหวะเดียวกันกับที่เราได้รู้จัก เอเจนซี่เล็กๆ แต่เก่งมากๆ อยู่ที่นึง เค้ากำลังหา Strategy Planner อยู่ ซึ่งมันตอบโจทย์มากตรงที่ เวลารับโจทย์จากใครมาก็ตาม จะต้องทำ Research หนักมาก และลูกค้ามีหลากหลาย ทุก Industry มันช่วยเพิ่มสกิลการมองกว้างและมองรอบด้านให้เรามากขึ้น ที่สำคัญงาน Planner เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ จะเข้าออฟฟิศเฉพาะเวลาที่ต้องประชุม หรือมีนัดกับลูกค้าเท่านั้น เท่ากับว่า เราจะมีเวลาไปทำอะไรอื่นๆ มากขึ้น อย่างเช่น เป้าหมายที่จะช่วยชาวเขาคนนั้นสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ (ยิ้ม)

ได้ยินคำว่า strategy planner บ่อยๆ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าทำเกี่ยวกับอะไร..

งาน Strategy Planner แปลตามตัวโต้งๆ ก็คือ นักวางแผนกลยุทธ์นั่นแหละ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสาย แต่ละสายก็โฟกัสในขอบเขตที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ นักวางแผนกลยุทธ์ก็เหมือนกุนซือที่รับคำสั่งจากหัวหน้าก๊ก กุนซือเก่งๆ ไม่ว่าหัวหน้าจะอยากทำอะไร จะสร้างทัพให้ยิ่งใหญ่ จะให้ทัพมีชื่อเสียงหรือจะยึดประเทศ พอได้คำสั่งมาแล้ว ต้องประเมินสถานการณ์ได้เฉียบขาดและสุดท้ายวางกลยุทธ์เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ไม่ผิดพลาดแม้แต่เซนเดียว!

strategy planner มีสายไหนบ้างคะ แล้วปุ๊นทำอยู่สายไหน

Strategy Planner ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 สาย ซึ่งทั้ง 4 สาย ถึงจะทำงานคนละแบบ ก็แท็กทีมไปด้วยกัน อย่างสมมติเล่นๆ ว่า เราได้รับโจทย์ให้วางแผนจีบผู้หญิงคนนึง

สายแรกที่จะมาพัวพัน คือสาย Branding สายนี้ จะเป็นสายที่รู้จักเป้าหมายดีที่สุด เป็นสายแห่งการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูล เป้าหมายชื่อแส้อะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีแฟนมาแล้วกี่คน เลิกล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะเหตุอันใด ขุดคุ้ยเสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ว่า ความเป็นไปได้ในการไปจีบแล้วสำเร็จน่ะมีไหม และถ้าอยากจะให้โอกาสสำเร็จมันสูงที่สุดต้องเข้าไปด้วยกลยุทธ์อะไร ตีเนียนเป็นเพื่อนก่อนไหม อะไรอย่างนั้น

จากนั้นก็จะส่งไม้ต่อให้ สาย Commu สายนี้จะมานั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่า ถ้าจะแกล้งทำเป็นเพื่อน แล้วคนเป็นเพื่อนเค้าคุยกันแบบไหน วิธีการพูดกับเป้าหมายให้น่าสนใจและโดดเด่นกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ต้องทำยังไง และที่สำคัญคือ พูดเข้าหูไม่พอ ต้องให้เค้าเข้าใจด้วย ต้องทำยังไง

ส่วนสองสายสุดท้ายนี่ ก็สายแปด กับ สายเก้า เห้ย ไม่ใช่! มุกบาทสองบาทก็ขอเล่นนะ (หัวเราะ) สองสายสุดท้ายนี่ ใกล้เคียงกันมาก คือสาย Media กับ Digital สองสายนี้จะดูในเรื่องของช่องทางที่ทำให้ประชิดตัวเป้าหมายได้ดีที่สุด เช่น เป้าหมายของเราชอบออกกำลังกาย งั้นช่องทางที่เราจะเข้าไปเจอและมีโอกาสได้พูดคุยนอกจากที่บ้านและที่ทำงาน ก็ต้องเป็นฟิตเนสอย่างแน่นอน แต่สาย Digtal เนี่ยก็จะตามชื่อเค้า คือเน้นช่องทางดิจิตอลจ๋าๆ ไปเลย ซึ่งเป็นสายที่ปุ๊นทำงานอยู่ปัจจุบันและรู้สึกเลยว่า ท้าทายมาก

ย้อนกลับไปตอนที่ทำงานที่ LINE@ สักหน่อย ประสบการณ์กับบริษัทชื่อดังแห่งนี้เป็นยังไงบ้าง

เล่าให้ฟังก่อนว่า LINE@ เป็นเครื่องมือที่ใช้ปิดการขายและทำ CRM ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ด้วยฟีเจอร์ของ LINE@ และราคาที่คุ้มเกินคุณภาพแบบจับต้องได้รายเดือน ทำให้ LINE@ เหมาะกับทุกคนที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษามือสมัครเล่น ยัน SMEs รุ่นใหญ่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของปุ๊นหลักๆ ตอนนั้นคื เป็น Strategy สาย Branding พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทำธุรกิจ ค้นหาปัญหาและอุปสรรคของเค้า และใช้ LINE@ เป็นเครื่องมือในการจบปัญหาทุกอย่าง

ไลฟ์สไตล์และการทำงานระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แตกต่างกันยังไงบ้าง

พูดถึงไลฟ์สไตล์ คือแทบจะไม่ต่างกันหรือต่างกันก็น้อยมากๆ จนไม่รู้สึก อาจเป็นความโชคดีของปุ๊นด้วยที่ได้ร่วมงานแต่กับบริษัทเจ๋งๆ ไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ชีวิตเรามาก ทำงานไม่ต้องตอกบงตอกบัตร เน้นที่ผลงาน จริงจังแต่สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย ให้อิสระ เบื่อๆ ก็แทงพูลได้ มีพูลทั้งสองบริษัท หรือทำงานล่วงเวลาก็มีห้องนอนให้  ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานทั้งสองบริษัท โคตรน่ารัก ให้ความรู้สึกแบบเพื่อนพี่น้อง รักกันแต่เคารพและให้เกียรติกันมาก

ส่วนการทำงาน ก็อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อยตรงที่ตอนทำงานที่ Line ปุ๊นจะอยู่ในมุมของ corporate ที่ขอความช่วยเหลือให้เอเจนซี่คิดงานบ้างหรือสั้นๆ คือเราเป็นลูกค้าเอเจนซี่นั่นแหละ แต่พอตัวเองมาทำเอเจนซี่ คราวนี้มันก็คือการเปลี่ยนบท กลายมาเป็นคนที่ต้องไปเสนองานแทนละ ก็แปลกๆ ดี

โปรเจ็คโปรดของปุ๊น

ยากจังแฮะ… ถ้าตอบว่าชอบทุกงานที่ทำออกไป เพราะถ้าไม่ชอบจะไม่ทำได้ปะ (หัวเราะ) งั้นเอาเป็นพาร์ทที่ชอบที่สุดในการทำงานละกันเนอะ พาร์ทนั้นก็คือ พาร์ทขุดคุ้ยข้อมูล เป็นพาร์ทที่ปุ๊นหลงไหลมาก จากปกติเป็นคนง่วงนอนระหว่างวันง่าย เหมือนเด็กอนุบาลที่ต้องนอนกลางวันหลังอาหาร แต่ถ้าเริ่มทำ Data เราจะกลายเป็นอีกคนไปเลย นั่งอยู่กับคอมโดยไม่ง่วงข้ามวันข้ามคืนได้เฉย ซึ่งความมันส์ของการขุดคุ้ยข้อมูลคือ ความรู้สึกที่เหมือนกับตัวเองได้สวมวิญญาณนักสืบที่หาเบาะแสในที่เกิดเหตุ มีสิ่งของมากมายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ต้องมาคิดว่า เอ๊.. สิ่งของอันไหนนะเป็นหลักฐานบ่งชี้ตัวฆาตกร แล้วเวลาที่เราเจอ clue อันนั้นนะ ความรู้สึกมันแบบ ใช่! ตรูเจอตัวคนร้ายแล้ว

คิดว่า strategy planner ท้าทายตรงไหนคะ

ถ้าเป็นสายงานปัจจุบัน ความท้าทายคือความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ ด้วยความที่โลกดิจิตัลมันหมุนไวมากๆ บางทีเครื่องมือเก่าๆ เรายังเรียนรู้ไม่ถึงไหน อันใหม่มันมาจ่อตูดละ หรือบางทีก็เครื่องมือเดิมนี่แหละแต่ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มกันเป็นว่าเล่น เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งตามไม่ทัน เราจะพลาดโอกาสในการใช้เครื่องมือดีๆ ช่วยลูกค้าไป

อยากเป็น strategy planner ควรมีทักษะอะไรบ้างคะ

อย่างแรกเลยคิดว่า ต้องเป็นคนขี้สงสัยหรือชอบตั้งคำถามนะ แต่ตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนชอบหาคำตอบด้วย และการหาคำตอบก็ต้องเป็นวิธีที่มีโลจิค ใช้ความคิดที่เป็นระบบ รู้จักแยกแยะ คิดวิเคราะห์ มองรอบด้าน มองกว้าง และมองลึกให้เป็น ที่สำคัญอีกอย่างที่ควรมี คือต้องเป็นพวกใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ความรู้รอบตัวเยอะๆ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ประมาณนี้แหละ

ทราบมาว่าสนใจเรื่องจิตวิทยาพอสมควร ทำไมถึงสนใจด้านนี้

โอ้โห จิตวิทยานี่คือที่สุดแล้ว ถามว่าจิตวิทยาให้ความรู้อะไรและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันยังไง ตอบได้ทันทีเลยว่า จิตวิทยาทำให้ปุ๊น​ achieve life goal ของปุ๊น คือ “มีความสุขทุกวัน” เพราะการเรียนจิตวิทยาคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของคน และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของคนแล้ว เราจะไม่มีความทุกข์จากการตั้งความหวัง หรือไม่พอใจว่าทำไมเค้าไม่เป็นดั่งใจเรา ตอนแรกๆ ที่เริ่มต้นศึกษาจิตวิทยา ก็ชอบอ่านหนังสือจำพวก manipulate นะ เช่น วิธีการทำให้คนทำตามคำสั่งเรา หรือ วิธีการทำให้คนตกหลุมรัก แต่พอยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่ชอบ รู้สึกว่ามันคือศาสตร์มืด คือการประดิษฐ์หรือสร้างอะไรเปลือกๆ เลยมองจิตวิทยาเป็นอะไรที่ลึกกว่านั้น มองถึงการเข้าใจถึงตัวตน และยอมรับในสิ่งที่มันเป็นไป ซึ่งตรงกับหลักพระพุทธศาสนาและทำให้กราฟชีวิตมีความสุขสูงขึ้นเรื่อยๆ

งานอดิเรกยามว่างของปุ๊น

งานอดิเรกหลักมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือชอบออกไปวิ่งตามริมถนนต่างๆ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนขี้เบื่อมาก ถ้าวิ่งสถานที่เดิมจนเริ่มจำภาพต้นไม้และทางได้หมดแล้ว จะอยากเปลี่ยนไปหาที่วิ่งใหม่ๆ ที่เดาภาพข้างทางไม่ออกทันที ส่วนอีกอย่างคงจะเป็นการอ่านหนังสือ​ พออ่านแล้วตกตะกอนอะไรได้ ก็เขียนๆ เล่น ลงไปในเฟสตัวเอง จะว่าไปการเขียนนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ชอบมาก จริงๆ แล้วจะมีสมุดจดของตัวเอง ที่เอาไว้เขียนไม่ให้ตัวเองลืมว่าเคยตกตะกอนอะไรเอาไว้ แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้ว บางทีก็จะมีบ้างโพสต์ลงเฟสส่วนตัว เผื่อมีใครผ่านมาเห็นแล้วเป็นประโยชน์ก็ดีกว่าอ่านอยู่คนเดียว

แบ่งเวลาการทำงานกับการใช้ชีวิตยังไง

ตอบแบบจริงๆ เลยนะ คือ ไม่ได้แบ่ง (หัวเราะ) ก็เรียงลำดับความสำคัญคือให้เวลากับงานเป็นอันดับแรก ทำงานให้เต็มที่ที่สุดจนเสร็จ จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือ จะให้เวลากับตัวเอง ตัวเอง และตัวเอง เพื่อนนี่ไม่ค่อยให้หรอก (หัวเราะ) ชอบอยู่กับตัวเอง

แรงบันดาลใจในการทำงาน

ใช้ความอยากขับเคลื่อนชีวิตการทำงาน ปักธงไว้ในหัวว่า ยิ่งเราเก่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยคนอื่นได้ดีขึ้นมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจ คือยิ่งเรียนรู้ได้มาก ก็ยิ่งให้ได้มากเท่านั้นแหละ

แอปที่ใช้ในการทำงาน

ไม่งานได้มั้ย (หัวเราะ) แอปที่ใช้ประจำเลย ตอนนี้คือ walkr เป็นแอปสำหรับคนที่ชอบวิ่ง หรือถ้าไม่วิ่งแต่มีเป้าหมายอยากจะเดินให้มากขึ้นทุกวันก็เยี่ยม คือมันจะ track ความเคลื่อนไหวของเรายิ่งเราเดินมาก เราก็ได้ energy ในแอปมาก แล้วถามว่าอี energy ตรงนี้เอาไปทำอะไร เอาไปสร้างดาว สร้างจรวดในกาแล็กซี่ของเราได้ จะมีดาวสวยๆ ประหลาดๆ เยอะแยะมากมายรอให้เราสร้างมันอยู่ สร้างดาวของตัวเองไม่พอ เราสามารถไปดูกาแล็กซี่ของเพื่อนได้ด้วยนะ ยิ่งเพื่อนเป็นพวกออกกำลังกายด้วยแล้ว แนะนำเลยว่า ให้เพื่อนโหลด เราโหลด พอเพื่อนมีดาวสวยๆ เยอะ เราจะเริ่มกดดันไปโดยปริยาย คราวนี้แหละ ดาวเพื่อนเยอะ ดาวเพื่อนสวย จะทำยังไงล่ะ เอ้า วิ่งสิรอไร!

ดาวน์โหลด

หวังว่าข้อมูลวันนี้จะอัดแน่นพอให้คนที่อยากเป็น strategic planner ได้เตรียมตัวและเอาไปใช้ได้นะคะ เพราะวันนี้สาระประโยชน์มาแบบเน้นๆ จัดเต็มจริงๆ ส่วนใครที่อยากให้ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์คนเก่งๆ ในอาชีพไหน ก็อย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันด้วยล่ะ แล้วแบไต๋จะจัดให้อย่างรวดเร็วเลย!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

Published

on

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!