Connect with us

สัมภาษณ์

Unichat คุยกับ “ขิม ณินทิรา” ดาวคณะศิลปศาสตร์ มหิดล สาวนักกิจกรรมตัวยง!

Published

on

หนึ่งในคณะที่หนุ่มๆ กล่าวขานกันว่าสาวๆ สวย คงหนีไม่พ้นคณะยอดนิยมอย่างศิลปศาสตร์ เพราะคณะนี้สาวๆ เยอะเหลือเกิน แถมแต่ละคนก็สวยและมีสไตล์ในแบบของตัวเองกันทั้งนั้น วันนี้เราจะไปพูดคุยกับตัวแทนของสาวคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหิดลกัน ว่าคณะนี้เค้าเรียนอะไรกันบ้าง ขอเชิญคุณผู้อ่านทุกท่านไปพูดคุยกับสาวสวยหน้าหวาน ขิม – ณินทิรา จงสุขไว

จากสาวสายวิทย์ตอนม.ปลาย กลายมาเป็นสาวสายศิลป์ตอนมหาวิทยาลัย

เริ่มแรกคือต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ขิมเรียนสายวิทย์มา ขิมรู้สึกว่า เอ้ย นั่นมันไม่ใช่ตัวตนของเราเท่าไหร่ เราไม่ค่อยแฮปปี้ ก็เลยเปลี่ยนสายเลย อยากมาทางด้านสายศิลป์ดู ก็เลยไปดูงาน open house ของมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วก็ไปคณะศิลปศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล เราก็รู้สึกว่า เอ้อ.. นี่แหละตอบโจทย์เราละ เพราะด้วยเนื้อหาวิชาของคณะนี้มีความหลากหลาย มันมีทั้งการใช้ภาษาที่รวมกับความเป็นมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วย ซึ่งมันตรงกะความชอบและบุคลิกของเราพอดี

คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

คือต้องอธิบายก่อนว่าคณะขิม สิ่งที่ต้องเรียนจะมีวิชาบังคับของมหาวิทยาลัยก็จะแยกเป็นหมวดต่างๆ เช่น หมวดวิทยาศาสตร์ หมวดกีฬา วิชาบังคับของคณะ วิชาบังคับเลือก วิชาโท และวิชาเสรี ถ้าแยกเป็นชั้นปีคือ

ปี 1 ก็จะเรียนวิชาบังคับของมหาวิทยาลัย และเรียนวิชาบังคับของคณะซึ่งก็จะเป็นวิชาที่ปูพื้นฐานเพื่อเตรียมสู่วิชาคณะในปี 2

พอขึ้นปี 2 ก็จะเข้าสู่วิชาคณะมากขึ้น เรียนพื้นฐานตัวที่สูงขึ้นของวิชาคณะ อย่างของขิม ภาคภาษาไทย ก็จะต้องเรียนทั้งสายภาษาศาสตร์ สายสื่อสารมวลชน สายคติชน และสายวรรณกรรม ก็จะเรียนเพื่อปูพื้นในทุกๆ สาย รวมถึงมีวิชาบังคับเกี่ยวกับสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ด้วย เช่น วิชาประวัติศาสตร์โลก รวมถึงในปีนี้จะต้องเลือกวิชาโทที่สนใจเพื่อต่อยอดไปสู่ปีสูงขึ้นด้วย

ปี 3 ก็แน่นอนว่ายังมีวิชาบังคับอยู่ แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือวิชาบังคับเลือก นั่นคือให้เราได้เลือกเรียนวิชาที่เราอยากจะเรียนตามสายที่เราสนใจ

และในปีที่ 4 เป็นวิชาบูรณาการและสัมมนา คือจะต้องเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาตลอด 4 ปี มาสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและเป็นองค์ความรู้ในวงวิชาการ

วิชาไหนที่ขิมชอบมากที่สุด

วิชาที่ชอบมากที่สุด น่าจะเป็นวิชาสัมมนา แค่ได้ยินชื่อก็ปาดเหงื่อก่อนแล้ว (หัวเราะ) วิชานี้ต้องเรียนตอนปี 4 เทอม 2 พูดง่ายๆ ให้เห็นภาพคือคล้ายการทำทีสิสจบ ก็จะต้องทำตัวเล่มขึ้นมา เป็นอะไรที่ยากมากและเหนื่อยมากค่ะ แต่ขิมชอบตรงรู้สึกว่ามันท้าทายดีว่า เอ้อ เราจะเอาที่เราเรียนแง่มุมไหนดีมาสร้างองค์ความรู้ ตอนเรียนแต่ละวีคก็ต้องนำเสนอความก้าวหน้ากับอาจารย์ เราก็จะลุ้นว่าจะผ่านไหม จะโดนแก้อะไรยังไง จะต้องทำอะไรต่อ คือต้องบอกว่าเหนื่อยมากจนวันสุดท้ายที่ตัวเล่มออกมาสมบูรณ์ โหยภูมิใจมากค่ะ ในที่สุด 4 ปีออกมาเป็นเล่มแล้ว (หัวเราะ)

สังคมในคณะศิลปศาสตร์ มหิดล เป็นไงบ้างนะ

โห.. สังคมของคณะเรา คือเป็นสังคมเล็กๆ ที่อบอุ่นมากก คือด้วยความที่เราคนน้อยถ้าเทียบกับคณะอื่น ปีนึงก็มีร้อยกว่าคน เราก็เลยจะรู้จักกันหมดว่าคนนี้หน้าแบบนี้ชื่อนี้ เราเลยจะอยู่กันแบบพี่น้อง สนุกสนาน เฮฮา เดินมาตอนเช้าที่โต๊ะใต้คณะคือเราก็สามารถทักทายเม้าท์มอยกันได้ตามแบบเด็กศิลปศาสตร์มาก ก็จะพูดมากๆ หน่อย (หัวเราะ)

ขิมเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง..

ตอนอยู่มหาวิทยาลัยนี่คือเขาให้ทำอะไรก็ทำหมดที่เราว่าเราทำได้ เช่น เฟรชชี่เกิร์ล นาฏศิลป์ กิจกรรมชั้นปี กิจกรรมคณะ คือทำหมด มันเหมือนเป็นอีกสังคมนึงนอกจากการเรียน ที่เป็นสีสันของเด็กมหาวิทยาลัยที่ครั้งนึงมันต้องมีนะ

แต่ถ้ากิจกรรมที่ชอบที่สุด ขิมคิดว่าน่าจะเป็นการที่ได้เข้ามาอยู่ชมรมนาฏศิลป์ คือชมรมจะต้องทำการแสดงเวลาคณะหรือมหาวิทยาลัยมีงาน คือมันยากตรงเป็นชมรมที่จะรวมคนทั้ง 4 ปีอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาซ้อมมันก็จะไม่ค่อยตรงกัน แต่เราก็จะต้องช่วยกันประคับประคองให้งานแต่ละครั้งมันรอด เพราะเราจะต้องแกะท่ากันเอง คิดท่าเอง ซ้อมกันเอง รวมไปถึงแต่งหน้าทำผมแต่งตัว คือทุกอย่างเราต้องช่วยกันเองหมด มันเลยเป็นความเหนื่อยที่สนุกและผูกพันกันมาก

เคยเป็นนักพูดที่เวที TEDxMahidolU ด้วย

พูดถึง TED คือตอนแรกที่รู้ข่าวเพราะมีเพื่อนแท็กมาว่า มีเปิดออดิชันสปีคเกอร์นะ ตอนแรกเราบอกเพื่อน โอ้ย.. บายเลย มันยากเกินไป แล้วใครจะมาฟังเรา ฟังแนวคิดของเรา เราดูเป็นแค่เด็กคนนึง (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งไปด้วยหัวข้อใกล้ตัวที่เราอินกับมัน รู้สึกไปกับมัน จนได้รับเลือกขึ้นพูดค่ะ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอคติที่คนเราสร้างมันขึ้นมาเอง มันมีทั้งอคติต่อตัวเองและอคติกับผู้อื่น ก็จะพูดยกตัวอย่างเรื่องของตัวเอง และเรื่องที่สัมพันธ์กับสังคมด้วย ประโยคนึงในทอล์คที่ขิมชอบมากคือ เราคุ้นชินกับการเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร เราอยู่กับค่านิยมของการประกอบสร้าง ก็ดีใจที่อย่างน้อยที่สุดทอล์คนี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจหรือเปลี่ยนมุมมองความคิดของคนฟังได้บ้าง

ขิมเป็นคนที่เรียนเก่งมาก มีเทคนิคอะไร แนะนำหน่อยสิ

สำหรับตัวขิมนะ ขิมว่าอย่างแรกเลยคือเราต้องตั้งใจในห้องให้ได้มากที่สุดก่อน และเราก็จดลงสมุดในแบบภาษาเราที่เราเข้าใจ แล้วพอหลังจากเรียนเสร็จ เราอาจจะเอาเลกเชอร์เรามาเรียบเรียงใหม่หรือตรงไหนตกไป ก็ลองเช็คอ่านดู แล้วส่วนเวลาจะสอบขิมจะอ่านทั้งหมดก่อนรอบนึง รอบนี้ขิมจำอะไรไม่ได้หรอก เราจะแค่ขีดๆ ไฮไลท์ แล้วพอรอบที่สองขิมจะเริ่มจับเนื้อหามาโยงกันให้มันเป็นเรื่องราวว่าอะไรมีที่มาจากอะไร มันเชื่อมกันยังไง เหมือนเราพยายามมองภาพรวมละแบ่งย่อยๆ ลงไป อันนี้เป็นวิธีของขิมนะ ก็บางคนอาจจะถนัดไม่เหมือนกันต้องลองหาดูที่เหมาะสมกับตัวเอง ขิมว่าไม่มีเทคนิคตายตัวนะ

แรงบันดาลใจในการเรียน

ขิมไม่รู้ว่ามันเรียกแรงบันดาลใจรึเปล่านะคะ (หัวเราะ)  แต่สำหรับขิมแรงบันดาลใจน่าจะจากความคิดของเราเอง คือขิมจะคิดว่าการเรียนเป็นอย่างเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ดีที่สุด ดีที่สุดคือดีที่สุดของเราเอง คือเราเต็มที่กับทุกๆ อย่างให้สุด และผลสุดท้ายไม่ว่าจะยังไงแต่เราเต็มที่กับมันละ ขิมว่าขิมโอเค แฮปปี้แล้ว

งานอดิเรกของสาวศิลปศาสตร์แบบขิม

ด้วยความที่เราเป็นชาวศิลปศาสตร์เนอะ และขิมจะชอบทางสายสื่อสารมวลชน ขิมก็จะชอบดูรายการต่างๆ หรืออ่านพวกบทความดีๆ คือมันจะได้ไอเดีย ได้แนวอะไรบางอย่าง มันเหมือนจะช่วยเก็บสะสมในเมมโมรี่ในคลังของเรา ละวันนึงสิ่งที่เราเก็บๆ มาแบบไม่ได้ตั้งตัว เราจะสามารถเอามันออกมาใช้งานกับสิ่งที่เราเรียน สร้างผลงานในแบบของเราได้

สาวศิลปศาสตร์แนะนำแอปหน่อย

ขอเล่าก่อนว่าขิมเลือกเรียนโทญี่ปุ่น แต่ขิมไม่มีพื้นญี่ปุ่นเลยแม้แต่นิดเดียวคือเรียกได้ว่ามาเริ่มเรียนตอนปี 2 แล้วญี่ปุ่นมันก็จะมีทั้งตัวอักษรฮิรางานะ คาตาคานะ และคันจิ ตัวขิมรู้สึกคันจิยากสุดเลยเพราะมันต้องใช้ความจำ ถ้าให้เปรียบมันจะคล้ายๆ ตัวอักษรของจีน บางครั้งคนญี่ปุ่นจะใช้เขียนคันจิแทนตัวฮิรางานะ เพราะฉะนั้นขิมเลยต้องพึ่งแอป JEdict lite มันจะเป็นแอปที่เราสามารถเขียนตัวคันจิลงไปได้เองเลยบนหน้าจอ แล้วแอปมันก็จะประมวลผลว่าตรงกะตัวไหน เราก็กดเข้าไปดูได้เลยว่าคือคำว่าอะไร

ขิมชอบเพราะตอบโจทย์มากก มันช่วยย่นระยะเวลาในการหาคันจิของเรา เพราะถ้าเรานั่งเปิดดิกหามันจะช้ามากกว่าจะได้ตัวนึง อันนี้คือเราสามารถใช้มือเขียนลงบนหน้าจอได้เลย คำศัพท์ก็จะขึ้นมาแล้ว คือช่วยเซฟเวลาและสะดวกมากๆ

ดาวน์โหลด

หลายๆ คน คงได้รู้จักคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทยมากขึ้น ว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าเรียนอะไรและทำกิจกรรมอะไรกัน ซึ่งสาวขิมคนนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าสาวคณะนี้มีความสามารถที่หลากหลายจริงๆ ส่วนใครจะเอาเทคนิคการเรียนของขิมไปใช้ เธอก็ฝากบอกมาว่ายินดีที่จะแบ่งปัน จะได้เรียนเก่งกันถ้วนหน้า ..

ครั้งหน้าจะมาพูดคุยกับหนุ่มสาวคณะอะไร ก็อย่าลืมติดตามใน Unichat นะคะทุกคน

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

UniChat ต้อนรับเปิดเทอมกับ “แสตมป์” เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Published

on

เพิ่งเปิดเทอมกันไปสักพัก หนุ่มสาววัยมหาวิทยาลัยคงหน้าชื่นตาบาน มีความสุขต้อนรับเทอมแรกกันเรียบร้อย แต่น้องๆ เฟรชชี่หลายคนอาจยังรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกันอยู่ รวมถึงยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะแผนการเรียนเอย ชั่วโมงการเรียนเอย เพื่อนใหม่เอย ได้เปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง.. วันนี้แบไต๋ก็รีบจับสาวเฟรชชี่มานั่งพูดคุยด้วยว่ายินดียินร้ายกับขีวิตเฟรชชี่ยังไงบ้าง เอาล่ะ! ชักช้าอยู่ใยเดี๋ยววันนี้เราไปคุยกับ แสตมป์ – มนชิดา ลิขิตปถัมภ์ เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรชีวการแพทย์ นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กันเลย!

เป็นมายังไง ทำไมกลายเป็นสาววิทยาได้

ที่แตมเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ชีวการแพทย์หลักสูตรนานาชาติ เพราะแตมชอบเรียนวิชาชีวะ ชอบศึกษา Anatomy และสนใจด้านสุขภาพค่ะ ซึ่งสาขาชีวการแพทย์ก็ตอบโจทย์ความสนใจของแตมมาก เพราะเราได้เรียนพื้นฐานทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็เรียนวิชาพื้นฐานของแพทย์ แต่ว่าไม่ได้เจาะลึกค่ะ

เล่าวันประกาศผลการสอบเข้าให้ฟังหน่อยสิ

ตอนประกาศผลรอบ 3 มหิดลประกาศเกือบท้ายๆ เลยค่ะ ตอนนั้นแตมลุ้นมาก (หัวเราะ) แตมอยู่ที่กระบี่กับเพื่อนๆ ค่ะ วันนั้นตอนเช้ากำลังจะออกไปดำน้ำกัน มหิดลประกาศตอน 9 โมง แตมรอตั้งแต่ 7 โมง พอเห็นชื่อเราในประกาศของมหาวิทยาลัย มือสั่นไปหมดเลย ทั้งรู้สึกดีใจแล้วก็โล่งใจ เหมือนความพยายามที่เราอดทนรอมาและตั้งใจมันเห็นผลสักที รีบบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะท่านเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนมาตลอด เรารู้สึกว่าพอเราติดแล้วทำให้ท่านภูมิใจ หายเหนื่อย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

สมมติว่าแสตมป์ไม่ได้เข้าคณะที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบ แตมจะบอกตัวเองว่ายังไง

จริงๆ แล้วแตมอยากเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ค่ะ แต่ว่าไม่ได้ในมหาวิทยาลัยที่แตมหวังไว้ วิธีที่แตมปรับทัศนคติและให้กำลังใจตัวเองคือก่อนเตรียมตัวสอบตลอดจนถึงการสอบ แตมพยายามตั้งใจทำให้เต็มที่ที่สุดค่ะ พอผลออกมาไม่ว่าจะตามที่เราต้องการหรือผิดหวังไปบ้าง แต่เราก็ได้ตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุดแล้ว เราก็ยอมรับผลที่ตามมาแล้วไม่รู้สึกเสียใจค่ะ และอีกทางคือเราก็หาคณะสำรองที่เราชอบและสนใจควบคู่ไปด้วย เป็นอีกแนวทางนึงที่เราควรเตรียมตัวเผื่อไว้ค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ผิดหวังกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะฝากบอกเค้าว่าอะไร

แตมอยากบอกว่า มหาวิทยาลัยเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นก้าวสำคัญของชีวิตก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เราสอบไม่ติดคณะที่เราต้องการ จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตค่ะ แตมอยากให้ทุกคนเคารพในความสามารถตัวเอง เห็นค่าในความพยายามที่เราทำ และเป็นกำลังใจให้ไปต่อ ถ้าเรายังชอบ ยังอยากเป็นในสิ่งนั้นๆ จริงๆ เรายังมีโอกาสที่จะทำตามฝันให้เป็นจริงเสมอค่ะ แตมเชื่อว่ามีอีกหลายคนมากๆ ทั้งครอบครัว ทั้งคนใกล้ตัวที่พร้อมจะเป็นกำลังให้เราค่ะ

กลับมาที่สาขาชีวการแพทย์กันบ้าง เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

คณะวิทย์ ชีวการแพทย์หรือ Biomed เราเรียน 3 ปีครึ่งค่ะ ปี 1 ก็จะเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไปค่ะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พอปี 2 ก็จะมีการผ่าอาจารย์ใหญ่ค่ะ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของคณะนี้ ที่ได้มีการผ่าอาจารย์ใหญ่และลองลงมือทำจริงๆ แล้วก็เรียนพื้นฐานอื่นๆ เช่น พยาธิวิทยา เภสัชวิทยา ฯลฯ เราจะเน้นเรื่องการวิจัยแล้วก็ทำแลปเป็นส่วนมากค่ะ

มีกฎเคร่งๆ หรือเรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยที่รู้สึกเซอไพรส์บ้างมั้ย

จริงๆ แล้วด้วยความเป็นภาคอินเตอร์ กฏระเบียบก็จะไม่เคร่งมากค่ะ ค่อนข้างสบายมากด้วย เรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยคงเป็นการเจอตัวเงินตัวทองหรือบุ๋ย ที่เด็กมหิดลชอบเรียกกัน เดินเพ่นพ่านเป็นว่าเล่นในมหิดลเลยค่ะ

ที่มหิดล มีกิจกรรมต้อนรับเฟรชชี่อะไรบ้าง

ที่มหิดลจริงๆ มีกิจกรรมเฟรชชี่ให้ร่วมเยอะมากค่ะ หลักๆ ก็กิจกรรมรักน้องที่เหมือนกิจกรรมรับน้องของมหิดลที่ผ่านมาค่ะ แล้วก็มีกิจกรรมตามชมรม แล้วก็ไฮไลท์เลยคือมหิดล มีคอนเสิร์ตเยอะมากค่ะ มาไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว

แสตมป์ชอบกิจกรรมไหนบ้าง

กิจกรรมที่แตมชอบมากที่สุดน่าจะเป็นค่ายรับน้องของคณะวิทย์ค่ะ ถึงจะเป็นค่ายที่ไม่ใหญ่มากแต่สนุกและอบอุ่นมากค่ะ ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ทุกสาขา กับรุ่นพี่ปีต่างๆ ได้มิตรภาพและความสนุกกลับไปเยอะแยะเลยค่ะ

เรื่องที่ยากที่สุดสำหรับการเป็นเฟรชชี่คืออะไร

แตมว่าเรื่องยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการจัดเวลาต่างๆ ให้ลงตัวค่ะ ทั้งการเรียน และกิจกรรม เพราะว่าไม่มีใครมานั่งบังคับเหมือนตอนเราอยู่มัธยม เรามีอิสระมากขึ้นในแทบทุกด้าน วิธีของแตมก็คือจัดสรรเวลาให้ดีค่ะ วางแพลนไว้ว่า วันนี้ อาทิตย์นี้เราต้องทำอะไรบ้าง เรียนอะไร มีควิซตัวไหน ต้องเตรียมตัวยังไง และก็ที่สำคัญพยายามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดด้วยค่ะ เพราะชีวิตเฟรชชี่มีครั้งเดียวค่ะ

ระหว่างม.ปลายกับเฟรชชี่ ต่างกันยังไงบ้างสำหรับแสตมป์

อย่างที่แตมบอกว่าต่างกันที่อิสระในการทำสิ่งต่างๆ แล้วก็สังคมค่ะ มหาวิทยาลัยสังคมกว้างขึ้นมากๆ ได้รู้จักเพื่อนเยอะ และมีโอกาสได้ลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนในกิจกรรมต่างๆ ค่ะ

เคล็ดลับในการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ

โชคดีที่แตมค่อนข้างเข้ากับคนง่าย และเพื่อนในมหาวิทยาลัยที่แตมรู้จักก็น่ารักมากๆ ค่ะ ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดี ส่วนวิธีที่แตมปรับตัวก็น่าจะเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆตลอดเวลาค่ะ แล้วก็ยอมรับความคิดเห็นและความแตกต่างของคนอื่น ทำให้เราอยู่ในสังคมอย่างแฮปปี้

วางแผนการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยไว้ยังไงบ้าง

แตมวางแผนไว้ว่าแตมตั้งใจจะจบตามกำหนด 3 ปีครึ่งค่ะ แล้วก็ระหว่างที่เรียนก็จะเก็บเกี่ยวและค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ในตัววิชาค่ะ เพื่อเอาไปต่อยอดหลังเรียนจบ

ตั้งแต่เปิดเทอมมา ประทับใจเรื่องไหนในมหาวิทยาลัยบ้าง

เปิดเทอมมา แตมประทับใจความสัมพันธ์ของคณะภาคแตมมาก แตมไม่ได้จะอวยนะ (หัวเราะ) ด้วยความที่เรามีกันไม่เยอะ ทำให้เรารู้จักทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันแบบทั่วถึงจริงๆ มันทำให้เราสนิทกันเร็ว และมีอะไรก็ปรึกษากัน ช่วยเหลือกันจริงๆ เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นแล้วก็น่ารักมากค่ะ

เครดิตรูปจาก Alanggraph

แนะนำแอปดีๆ ที่ต้องมีติดเครื่องหน่อยค่ะ

แอปที่แตมชอบใช้คือ แอป Calendars ค่ะ ใช้ตั้งแต่ตอนเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้า จนถึงตอนนี้ มีประโยชน์ในการจัดการเวลาแล้วก็เตือนความจำได้ดีมากค่ะ

YouTube

ดาวน์โหลด

เป็นไงกันบ้างคะ กับสาวเฟรชชี่ของเราในวันนี้ ทำเอาเปิดเทอมนี้สดใสเลยใช่มั้ยล่ะ.. แบไต๋ก็ขอให้เปิดเทอมนี้น้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยสนุกและได้ประสบการณ์ดีๆ กันถ้วนหน้านะคะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บันเทิง

คุยกับผู้จัดการวง SiamDream วงไอดอล ไทย & ญี่ปุ่น “สนุกก่อนทำออกมาได้ดีก่อน เรามองเรื่องตัวเงินเป็นเรื่องหลัง”

Published

on

ผมทราบข่าวการกำเนิดเกิดวงนี้ราวๆ เดือน มิ.ย. 2561 ย้อนดูรูปโปรไฟล์โพสต์ครั้งแรกช่วงเดือน พ.ค. 2561 ประกาศ Siam☆Dream 1st Fan Meeting ครั้งแรกวันที่ 11 มิ.ย. 2561 รับจำนวนจำกัดพบปะกันแบบอบอุ่น มีกลุ่มแฟนคลับยังไม่มากนัก แต่มีกิจกรรมพบปะต่อเนื่อง รูปแบบการดำเนินการไปจนถึงที่มาของวง SiamDream มานั่งคุยกันครับ

ธราดล สุคนธากรณ์ (ดลลี่)

แรงบันดาลใจในการมาทำวงไอดอล
ชอบมาเป็นสิบปีล่ะ แล้วก็ก่อนที่จะมาทำวงก็คือทำที่เรียกว่า siamdol เป็นทีมที่คอยจัดงานให้ไอดอลญี่ปุ่นมางานที่ไทย

ความรู้มือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเป็นยังไง
เราก็ไปรู้จักกับฝั่งญี่ปุ่น แล้วมีความคิดเห็นตรงกันว่าเราอยากจะทำวงที่เป็นไอดอลที่เป็นไทยญี่ปุ่น และเนื้องด้วยครบรอบความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น 130 ปี ด้วย

“ทำด้วยความสนุก เรามองเรื่องตัวเงินเป็นเรื่องหลังจากเรื่องความสนุก สนุกก่อนทำออกมาได้ดีก่อน ถ้าถามว่ามาปีกว่าๆ ถามว่าได้เงินไหม ถ้าให้บอกตามตรงแล้ว มันไม่ได้เงิน มันเสียด้วยซ้ำ”

แล้วทำไปเพื่อ????
ถ้าเรารู้สึกว่าตลาดไอดอลญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่าไอดอลไม่นับว่าจะมี BNK48 Sweat16 ถ้านับไอดอลญี่ปุ่นที่จะมาดังในไทยแล้วเห็นว่าแฟนคลับชาวไทยที่ชื่นชอบไอดอลญี่ปุ่นมีความสุขก็ Happy นี่คือเป้าหมายแรกของผม

แล้วค่าใช้จ่าย
นี่คือความสุขเบื้องต้น เราก็คาดหวังในอนาคตว่ามันอาจจะได้เงินบ้าง แต่ตอนนี้ทำแล้วยังไม่ได้ไม่เป็นไร ทำแล้วสนุก มีความสุข เห็นคนอื่นที่มาร่วมงานแล้วมีความสุข

 

ถามจริงๆ ปีกว่าหมดไปเท่าไหร่แล้ว
พูดเป็นตัวเลขก็ลำบากใจครับ คือยังมีแรงสู้อยู่ครับ ก็ยังมีเพื่อนๆ หรือว่าคนที่มางานประจำสนับสนุนอยู่ เพราะว่า เอาตรงๆ ออร์แกไนเซอร์ที่เรียกว่าไอดอลญี่ปุ่น ปัจจุบันถ้าเราจะเห็นนะก็จะมีงานอีเว้นท์ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นจำพวก คอมมิคคอน หรือว่า เจแปนเอ็กโปร ที่นำเข้าไอดอลญี่ปุ่นมาเล่น แต่ว่าของผมก็ต้องยอมรับว่า เป็นหนึ่งเดียวที่เป็นออร์แกไนเซอร์ไอดอลญี่ปุ่นเพียวๆ เพียง 1 เดียว

ฐานแฟนคลับมีประมาณเท่าไหร่
เอาตรงๆ ทำมาปีกว่า เอาจริงๆ ไม่น่าจะเกิน 500 คน แต่งานที่ผมจัดๆ อยู่ แล้วมีคนมาก็ประมาณ 100 – 200 คน

จะสุขได้อีกนานเท่าไหร่ ถ้ายังไม่ตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจ
ด้วยความด้วยที่ไม่ได้เริ่มทำมาด้วยมุมมองธุรกิจเลยไม่ได้มองว่ามันจะตอบโจทย์หรือเปล่า ตอบโจทย์ตอนนี้คือเสมอตัว

ฝันสูงสุดจริงๆ คืออะไร
คือทำแล้วมันเลี้ยงดูเราได้ พูดตรงๆ แต่ถ้าถามว่าอีกนานไหม ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าไอดอลในบ้างเราจะได้รับความนิยมได้อีกนานเท่าไหร่ ไอดอลญี่ปุ่นไม่สามารถเทียบได้กับความได้รับความนิยมของ BNK48 หรือว่า Sweat16 ซะด้วยซ้ำไป เพราะมันแทบจะแยกกันเลย มันมีแค่กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นเองที่ชอบทั้งคู่ แต่ต้องยอมรับตามตรงว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบแค่ไอดอลไทยเยอะกว่า เค้าอาจจะไม่ได้สนใจไอดอลญี่ปุ่นเลย มีอยู่จำนวนเดียวที่ชอบทั้งคู่

มีเพลงที่เป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น 4 เพลงแล้ว เมื่อไหร่จะมีเพลงเวอร์ชั่นไทยบ้าง
ก็ตั้งใจอยู่ครับ ความยากของการทำเนื้อไทยคือเมมเบอร์ญี่ปุ่นพูดภาษาไทยไม่ได้ เดี๋ยวรอเมมเบอร์ญี่ปุ่น พูดไทยออกเสียงให้ชัดขึ้นอนาคตเพลงไทยก็จะตามมา เพราะว่าการที่ร้องไม่ได้มันยากตอนอัดเสียง

ฝากอะไรถึงแฟนๆ สยามดรีมหน่อยครับ
ก็อยากจะให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นวงที่เพิ่งเริ่ม เราเป็นมือสมัครเล่นมากที่สุด ณ เวลานี้ ก็อยากให้ลองตามไปเรื่อยๆ มันใจว่าน้องๆ จะพัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้นได้อีก

 

 

 

Siam☆Dream at Asia Comic Con Malaysia 2018【Comment+LIVE】

 

Siam☆Dream「サイアム☆ドリーム」อ่านว่า สยาม – ดรีม
วงไอดอลสไตล์ญี่ปุ่นที่มีสมาชิกวงจาก “ประเทศไทย” และ “ประเทศญี่ปุ่น” โดยคอนเซปต์ นำความเป็นไทยผสมผสานกับวัฒนธรรมไอดอลญี่ปุ่น มุ่งสู่ความฝันเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยความเป็น “ไอดอล” ออกไปยังประเทศต่างๆ
Siam(สยาม) = คำแทนจากประเทศไทย,☆ = ประกายส่องแสงความเป็นไอดอล,Dream(ดรีม) = ความฝันและความมุ่งมั่น

「サイアム☆ドリーム」タイ文化と日本のポップカルチャー「アイドル」を合わせるというコンセプトのタイ人と日本人アイドルグループです🇹🇭❤️🇯🇵「アイドル」でタイと日本を繋ぎ、色んな国に広げるのを目指す!

Member 「メンバー」

❤ Mary「メリー」
IG : https://www.instagram.com/m_maryys/
Twitter : https://twitter.com/m_maryys

💛Hikarin「ヒカリン」
IG : https://www.instagram.com/llt_hikarin/
Twitter : https://twitter.com/LLT_Hikarin

💜 Minami Nico「南にこ」
IG : https://www.instagram.com/minaminico_28/
Twitter : https://twitter.com/minami_nico28

💙Yamashita Haruka「山下春花」
IG : https://www.instagram.com/haruka_yamashita0212/
Twitter : https://twitter.com/yamashitaharuka

Siam☆Dream (サイアム☆ドリーム) / Hi-touch (ハイタッチ)【MV Official】

 

 

 

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ ลานสยามเพลิน ตรงข้ามมาบุญครอง โดย IdeaMaker

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

UniChat สัมภาษณ์ “เจเจ” ดาวคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กับชีวิตปี 1 ในรั้วธรรมศาสตร์

Published

on

เป็นคณะยอดฮิต ที่ใครๆ ก็มักจะคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ อย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เพราะนับเป็นคณะเก่าแก่ที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน แถมยังเม้าส์กันว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าเนี๊ยบและมีระเบียบสุดๆ ส่วนจะจริงหรือเท็จยังไง วันนี้แบไต๋จะพาไปไขความกระจ่างกับ เจเจ-เปมิกา เสงี่ยมกุล ดาวคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปคุยกับเธอกันเลย!

ทำไมถึงเลือกเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีคะ

ที่เจเลือกเรียนคณะนี้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบคณิตศาสตร์ค่ะ ชอบอะไรที่มันมีกฎเกณฑ์ มีกรอบให้ว่า ทำแบบนี้ถูกนะหรือทำแบบนี้ผิด เจเป็นคนที่ไม่ค่อย creative เท่าไหร่ค่ะ แล้วพอดีแม่ทำบริษัทรับทำบัญชีด้วย จะได้มาทำต่อแม่ได้ค่ะ แถมยังมีข้อดีคือบัญชีเป็นวิชาชีพค่ะ ถ้าไม่จบบัญชีก็ไม่สามารถทำบัญชีได้ค่ะ จึงทำให้หางานง่ายค่ะ

สาขาบัญชี เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

ปี 1 จะเรียนวิชาศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัยค่ะ แล้วก็วิชาแกนบังคับของคณะตัวแรกๆ ค่ะ

ปี 2 ปี 3 และปี 4 ก็จะเรียนวิชาแกนของคณะ แล้วก็วิชาเอกของตัวเองค่ะ อย่างเจเรียนเอกบัญชี ก็จะแตกไปเป็นอีกหลายวิชา เช่น บัญชีการเงิน บัญชีบริหาร บัญชีภาษีอากร การสอบบัญชี ประมาณนี้ค่ะ

วิชาโปรดของเจเจ

คงจะเป็นวิชาบัญชีค่ะ เจอยู่ปี 1 ก็เลยได้เรียนไปแค่ 2 ตัวค่ะ คือ AC201 การบัญชีชั้นต้นวิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานของบัญชีทั้งหมด และ AC311 การบัญชีชั้นกลาง วิชานี้ก็จะเจาะลึกมากกว่า AC201 ค่ะ ที่เจชอบวิชาบัญชีมากสุดเพราะอย่างที่เคยบอกไปค่ะว่าเจชอบอะไรที่มันเป็นกฎเกณฑ์ค่ะ แต่ก็อยู่ที่อาจารย์ด้วยค่ะ ถ้าอาจารย์น่ารัก ใจดี ก็ชอบค่ะ (หัวเราะ)

โปรเจ็คที่ชอบที่สุด ตั้งแต่เคยทำมาคือโปรเจ็คอะไร

เพราะเจอยู่ปี 1 เลยยังไม่มีโปรเจ็คใหญ่ๆ ค่ะ ก็จะมีทำงานงานเล็กๆ บ้างค่ะ ถ้าที่ชอบที่สุด ก็คงเป็นของวิชา Fn201 การเงินธุรกิจค่ะ ก็จะให้เราเลือกธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์มาแล้วก็ใช้งบการเงินในการวิเคราะห์ว่า ธุรกิจนั้นมีแนวโน้มเป็นยังไง โดยใช้ข้อมูลจากอดีตมาเปรียบเทียบแล้วก็ดูว่า เราควรลงทุนในธุรกิจนี้ไหม

จำเป็นมั้ย ที่เรียนบัญชีต้องเก่งเลข

เอาจริงๆ บัญชีไม่ได้ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์มากค่ะ จะไม่มีพวกแคลคูลัสเหมือนกับวิศวะค่ะ จะใช้แค่พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ค่ะ และส่วนใหญ่ก็จะใช้เครื่องคิดเลขคิดเอาค่ะ ถ้าคนที่คิดว่าไม่เก่งเลขแต่อยากเรียน เจแนะนำว่า ควรมีพื้นฐานที่ดีค่ะ แต่ที่สำคัญกว่าคือความชอบค่ะ เพราะถ้าเราชอบอะไรจริงๆ เราก็จะพยายามแล้วทุ่มเทกับมันค่ะ

และถ้าอยากเก่งเลข ต้องพัฒนาตัวเองยังไงบ้าง

ต้องมีวินัยแล้วก็มีความมุ่งมั่นค่ะ ฝึกทำโจทย์เยอะๆ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามค่ะ

ว่ากันว่าสาวๆ บัญชีมักจะดุ

เจว่าไม่จริงนะ เพราะเจใจดี (หัวเราะ) เจว่าอยู่ที่คนมากกว่าค่ะ  

เห็นเจเจเป็นดาวคณะด้วย เล่าตอนประกวดให้ฟังหน่อยค่ะ

ปกติคณะบัญชีของธรรมศาสตร์จะมีการแข่งร้องเพลงทุกปีค่ะ โดยในคณะเองจะแบ่งกันเป็นโต๊ะ แล้วก็ให้แต่ละโต๊ะมาแข่งกัน โดยแต่ละโต๊ะจะโหวตเลือกดาวเดือนเอาไว้แล้ว ซึ่งเจก็ได้รับโอกาสนั้นค่ะ ในการแข่งร้องเพลง ก็จะมีการแสดงในโต๊ะแล้วก็ร้องเพลงของมหาวิทยาลัยค่ะ ส่วนเจที่ประกวดดาวคณะก็จะมีจับฉลากตอบคำถามเพิ่มค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่า ได้คำถามที่ยากอยู่ค่ะ เจก็ตอบไป งงตัวเองไปค่ะ  (หัวเราะ) พอผลออกมา โต๊ะเจได้ที่ 3 ส่วนเจก็ได้เป็นดาวคณะแบบงงๆ ค่ะ (หัวเราะ) พอหลังจากได้รางวัลแล้วก็จะต้องเป็นตัวแทนคณะไปแข่งดาวมหาวิทยาลัยต่อค่ะ

มีกิจกรรมไหนเจ๋งๆ ที่เจเจประทับใจอีกมั้ยคะ

ตอนช่วงเทอมแรก มีงาน TU freshy game เจเลยลงแข่งว่ายน้ำค่ะ ลงแข่ง 4 ท่า ได้ 3 ทอง 1 ทองแดงค่ะ แล้วก็มีกิจกรรมประกวดดาวเดือน ของมหาวิทยาลัยค่ะ ซึ่งก็จะมี workshop ต่างๆให้ดาวเดือนแต่ละคณะ ได้ทำร่วมกันค่ะ กิจกรรมที่ชอบที่สุด น่าจะเป็นตอนที่ให้ดาวเดือน แต่ละคนช่วยกันทำ กล่องรับบริจาค แล้วไปรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ เด็กกำพร้าค่ะ

ต้องมีหลายคนอยากรู้แน่ๆ ว่าสังคมคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเป็นยังไง

ที่ธรรมศาสตร์ค่อนข้างจะให้อิสระกับนักศึกษาค่ะ ทุกคนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นค่ะ แล้วก็อาจารย์ที่นี่จะพูดอยู่เสมอว่า ให้นักศึกษาทุกคนต้องช่วยกันเรียนค่ะ ไม่ให้แข่งกัน เพราะฉะนั้น เพื่อนก็จะน่ารักทุกคนค่ะ มีอะไรไม่เข้าใจก็แชร์กัน ช่วยกันค่ะ

เคล็ดลับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในแบบของเจเจ

เรื่องการแบ่งเวลาค่อนข้างสำคัญค่ะ เจเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ก็เลยจะยุ่งมาตลอดค่ะ ก็เลยจะมีการจัดตารางชีวิตของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เราก็จะแบ่งเวลาได้ถูกค่ะ ว่าเวลาไหนเที่ยวเล่นได้นะ หรือเวลาไหนที่ต้องอ่านหนังสือ ต้องทำการบ้าน แต่ถ้าใครไม่ค่อยคุ้นชิน ก็ต้องพยายามปรับตัวเองให้มากหน่อยค่ะ ที่สำคัญคือเรื่องการปรับตัวค่ะ ระดับมหาวิทยาลัยจะไม่มีครูมาคอย จ้ำจี้จ้ำไชเหมือนตอนเรียนมัธยมและบางคนที่เป็นเด็กต่างจังหวัดก็ต้อง อยู่หอ อยู่ห่างจากพ่อแม่ ก็จะไม่มีใครมาคอยคุมเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งในเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตค่ะ

แรงบันดาลใจในการเรียน

เจคิดแค่ว่า เจอยากมีอนาคตที่ดีค่ะ อยากทำให้ทุกคนภูมิใจในตัวเราค่ะ

แอปพลิเคชั่นที่ชอบใช้ในการเรียน

แอป Notes Writer ค่ะ เพราะเวลามีงานหรือมีการบ้านต่างๆ เจก็จะมา list ไว้ เพื่อจะได้จัดตารางค่ะ ว่างานไหนควรทำก่อนหรือทำหลัง และแต่ละงานมีรายละเอียดยังไงบ้างค่ะ

itunes.apple.com

ดาวน์โหลด

ใครที่คิดว่าสาวๆ คณะนี้จะดุๆ อย่างเดียว คงได้เปลี่ยนความคิดกันคราวนี้แล้วหล่ะ เพราะน้องเจเจสาว UniChat ของเราวันนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่าสาวบัญชีน่ารัก สดใส และหวานสุดๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!