Connect with us

สัมภาษณ์

Unichat คุยกับสาวโครงการรัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนอะไร สนุกแค่ไหน มาดูกัน!

Published

on

เคยพาชาวแบไต๋ไปคุยกับสาวศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดลมารอบนึงแล้ว รอบนี้เรามาเปลี่ยนบรรยากาศมาคุยกับสาวคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กันบ้างดีกว่า และสาขาที่เรียนก็ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะปกติเราจะเห็นสาวๆ เลือกเรียนสาขายอดนิยมอย่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ แต่ เอิร์น – ภัทรวดี บุญมีทรัพย์ สาว Unichat ของเราวันนี้ เธอเลือกเรียนรัสเซียค่ะ! เอาล่ะ ไปดูกันดีกว่าว่าโครงการรัสเซียศึกษา ของธรรมศาสตร์เค้าเรียนอะไรและมีกิจกรรมอะไรกันบ้าง

ทำไมเอิร์นถึงเลือกเรียนโครงการรัสเซียศึกษา

เอิร์นเลือกเรียนที่นี่เพราะว่าเคยไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเซอร์เบีย โครงการเอเอฟเอส ช่วงม.5 พอกลับมาก็เห็นว่าภาษาเซิร์บกับภาษารัสเซียเนี่ยมันมีความคล้ายคลึงกัน วัฒนธรรมหลายๆ อย่างก็คล้ายกัน อีกอย่างบุคลากรที่รู้ภาษารัสเซียในประเทศไทยยังมีน้อย เลยตัดสินใจนำตรงนั้นมาต่อยอด สอบเข้าโครงการนี้ค่ะ


ต้องมีคนสงสัยเยอะแน่ๆ ว่าโครงการรัสเซียศึกษา เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ตอนนี้เอิร์นอยู่ปี1 วิชาเอกก็จะมีแค่ภาษารัสเซียค่ะ นอกนั้นจะเป็นวิชาบังคับของทางมหาวิทยาลัย

ส่วนปี 2 เนี่ย ก็จะเริ่มเรียนทฤษฎีปรัชญาการเมือง ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมรัสเซีย ภูมิศาสตร์รัสเซีย

ปี 3 ที่รู้มาคร่าวๆ ก็จะเป็นเศรษฐกิจรัสเซีย การเมืองการปกครองรัสเซีย กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย สังคมและวัฒรธรรมรัสเซีย นโยบายต่างประเทศของรัสเซีย

ส่วนปี 4 ปีสุดท้ายเนี่ย ก็จะเป็นธุรกิจกับการเมืองในรัสเซีย ความสัมพันธ์รัสเซียกับประเทศมหาอำนาจ การค้าการลงทุนในรัสเซีย กฎหมายธุรกิจรัสเซีย ความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับวรรณคดีรัสเซีย คือเรียกได้ว่าเรียนทุกอย่างของประเทศรัสเซียเลยค่ะ ภาษารัสเซียเนี่ยก็จะต้องเรียนตั้งแต่ปี1 – ปี3 ทุกๆ เทอม ถือว่าหนักอยู่เหมือนกัน ส่วนปี4 ก็จะมาหนักที่วิทยานิพนธ์แทนค่ะ


วิชาไหนที่เอิร์นชอบเรียนมากที่สุด

ก็คงต้องบอกว่าวิชาภาษารัสเซียค่ะ เพราะยังอยู่ปี1 ยังไม่ได้เรียนวิชาอื่นๆ มากเท่าไหร่ แต่ถ้าเรียนวิชาอื่นๆ มากขึ้น ก็น่าจะมีวิชาที่เอิร์นสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่จริงๆ อะไรที่เกี่ยวกับรัสเซียเอิร์นก็ชอบหมดนะคะ แต่เทอมที่ผ่านมา ก็มีหลายๆ วิชาที่สนุกนะคะ อย่างวิชา TU102 เป็นวิชา social life ค่ะ ภาษาไทยเรียนว่าทักษะชีวิตทางสังคมค่ะ คือเป็นวิชาบังคับของทางมหาวิทยาลัย ที่เชิญวิทยากรหลายๆ ท่านมาเล่าประสบการณ์ชีวิต และนำมาสอน เป็นแนวทางดำเนินชีวิต เราสามารถตั้งคำถามได้อย่างอิสระ และได้รู้ถึงความคิดของวิทยากรและเพื่อนๆ อีกหลายคนโดยไม่มีถูกหรือผิด ในวิชานี้เอิร์นก็ได้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นทุกๆ ครั้ง ชอบตรงที่สามารถแสดงความคิดได้อย่างอิสระค่ะ

โครงการรัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ จบไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง แล้วเอิร์นอยากทำอะไร

จบไปทำได้ทุกอย่างเลยนะ เอิร์นเคยอยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่เห็นส่วนใหญ่ทำแล้วแป๊บเดียวก็ลาออก คือเราก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น ไม่อยากฝืนใจทำ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขไม่ทำดีกว่า ตอนนี้คืดว่าอยากช่วยเหลือเด็กและสตรีค่ะ จริงๆ อยากช่วยสัตว์ด้วย มอง UNICEF ไว้


เล่ากิจกรรมที่คณะให้ฟังหน่อย และเอิร์นชอบทำอะไร

กิจกรรมที่คณะที่ทำก็จะมีประกวดดาวคณะค่ะ แต่จริงๆ แล้วเอิร์นจะอยู่ทำกิจกรรมของเอกมากกว่า เพราะเอกเราคนเยอะ คือรุ่นนึงก็ประมาณ 100 คน แล้วเราก็ต้องอยู่กับเอกเราไปตลอด เรียนด้วยกันเกือบทุกวิชา แล้วอย่างของเอกเราก็จะมีเชียร์โต้ แสดงละครแข่งกัน ในละครเนี่ยบังคับให้มีเพลงของมหาวิทยาลัยจำนวน 4 เพลง เราก็ต้องทำให้มันเชื่อมโยงกันให้ได้ ธีมละครก็เปลี่ยนไปทุกๆ ปี แล้วแต่คะแนนโหวต ที่เอกเราแบ่งกันเป็น 4 บ้านค่ะ ชื่อบ้านแต่ละบ้านก็จะมีความเกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียค่ะ มีบ้านไซบีเรีย บ้านเครมลิน บ้านมาตรอชก้า และบ้านวอดก้า บ้านที่เราอยู่เนี่ยได้มาจากการจับฉลากในวันค่ายเอกก่อนเปิดเทอม ตอนจับนี่อยากได้บ้านไซบีเรียมากเพราะเพื่อนที่สนิทกันจับได้บ้านนี้กันหมด แต่เอิร์นจับได้บ้านเครมลิน ช่วงแรกๆ ก็เซ็งๆ เพราะไม่มีเพื่อนเลย แต่พอเข้าบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน เหนื่อยมาด้วยกันก็กลายเป็นว่าสนิทกับเพื่อนในบ้านเหมือนกัน จากตอนแรกที่ไม่อยากอยู่ ตอนนี้ก็รู้สึกขอบคุณที่จับได้บ้านนี้ค่ะ

เห็นเป็นอุปทูต ของทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

คือทางมหาวิทยาลัยของเรามีทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอิร์นก็ได้เข้าร่วมไปเวิร์คช็อปด้วย จริงๆ สมัครทั้งผู้อัญเชิญและดรัมเมเยอร์นะ แต่เอิร์นได้เข้ามาเวิร์คช็อปเป็นผู้อัญเชิญ แต่ไม่ได้เป็นทูตนะ คือเหมือนใครได้เข้ามาเวิร์คช็อปก็จะได้เกียรติบัตรเป็นอุปทูตเหมือนกัน หน้าที่จริงๆ ของทูตเนี่ยก็คือบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมนี่แหละค่ะ แต่ตอนที่เข้าไปเวิร์คช็อปนี่ประทับใจมาก เราได้ฝึกบุคลิกภาพ ทั้งการพูด การยืน และอีกมากมาย แต่ฝึกหนักอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ถึงจะไม่ได้เป็นทูตแต่ก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้เข้ามาถึงตรงนี้ เพราะสิ่งที่ได้ทำเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ทั้งนั้นเลย สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ด้วยนะคะ

เล่าประสบการณ์การเป็นดาวคณะให้ฟังหน่อย

ตอนประกวด รอบแรกส่งใบสมัคร แล้วทางกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ก็คัดกันอีกที ก็มีโหวตกันก่อนในเฟสบุ๊ค หลังจากนั้นก็คัดเหลือ 3 คนที่มียอดไลค์สูงที่สุดมาประกวดกัน รอบความสามารถพิเศษเอิร์นร้องเพลงลาวดวงเดือนค่ะ แต่ตอนนั้นไม่สบาย เสียงหายไปตอนนึง (หัวเราะ) แล้วก็มีตอบคำถามค่ะ ความรู้สึกหลังได้ตำแหน่ง จริงๆ ต้องบอกก่อนว่าเอิร์นได้รองอันดับ 1 นะ เอิร์นเฉยๆ อยู่แล้วเพราะยังไงก็ทำเต็มที่กับทุกอย่าง เอิร์นชอบประกวด ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่พอดีเพื่อนที่ได้ตำแหน่งเนี่ยเค้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เอิร์นก็เลยได้ตำแหน่งดาวคณะแล้วก็ไปประกวดดาวมหาวิทยาลัยต่อแทน เอาจริงๆ คือก็ได้มาแบบงงๆ นะ  (หัวเราะ)  แล้วพอได้มาประกวดดาวมหาวิทยาลัย ประทับใจมากๆ เพราะพี่ๆ ทุกคนให้ความช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี เค้าทุ่มเทให้มากๆ ช่วยคิดการแสดงช่วยทุกอย่างเลย อยากได้อะไรหามาให้หมดเลย ประกวดแล้วก็ได้ top 6 มา เพราะรู้ตัวเลยว่าตอบคำถามไม่ค่อยสวย คนอื่นๆ ตอบดีกว่าจริงๆ

งานอดิเรกสไตล์เอิร์น

ที่ชอบก็จะเป็นการทำอาหารค่ะ เพราะว่าชอบกิน (หัวเราะ) แล้วก็ชอบร้องเพลงค่ะ เลยมีผลงานด้านร้องเพลงเยอะ ก็เคยประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 14 รายการแรกเลยเป็นรายการมาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด หลังจากนั้นก็อายุ 15 รายการ KPN award 2014 เป็น 40 คนสุดท้ายค่ะ แล้วก็พักงานไปเพราะตั้งใจเรียนและไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเซอร์เบีย กลับมาก็อ่านหนังสือเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เริ่มกลับมารับงานโฆษณา ถ่ายแบบทั่วไปค่ะ ถ้าถามว่าชอบผลงานชิ้นไหนเป็นพิเศษ ไม่มีนะ (หัวเราะ) ชอบทุกงานเลยเพราะเราตั้งใจกับงานทุกๆ ชิ้นเลย

สาวศิลปศาสตร์แนะนำแอปหน่อย

Google translate เลย เพราะเอิร์นเรียนภาษา แต่มันต้องแปลเป็นคำๆ นะถึงจะได้ความหมายที่ถูกต้อง แล้วก็ต้องแปลจากรัสเซียเป็นอังกฤษ เพราะถ้าแปลเป็นไทยเอิร์นว่ามันยังไม่สเถียรเท่าไหร่ แต่ก็เป็นแอปเบสิคที่ได้ประโยชน์เยอะ

 

ดาวน์โหลด

เป็นดาวคณะอีกคนที่นอกจากจะเด่นเรื่องกิจกรรมแล้ว ชีวิตการเรียนก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เรียกว่าเก่งครบด้านจริงๆ แบไต๋อดปรบมือให้ไม่ได้เลย ส่วนครั้งหน้าจะเป็นหนุ่มสาวคณะไหน ก็อย่าลืมติดตามกันใน Unichat ด้วยล่ะ วันนี้ต้องขอตัวก่อนแล้ว แล้วเจอกันใหม่ค่ะชาวแบไต๋ทุกท่าน

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

(Unichat คุยกับเด็ก มหา’ลัย) สัมภาษณ์หนุ่มสถาปัตย์ จุฬา กับการใช้ชีวิตแบบเต็มที่สุดๆ

Published

on

หลังจากเคยสัมภาษณ์สาวสถาปัตย์ จนยอดแชร์ถล่มทลายมารอบนึงแล้ว ก็มีสาวๆ หลายคนทักท้วงมาว่าอยากอ่านบทความสัมภาษณ์ของหนุ่มสถาปัตย์บ้าง.. จนอดคิดไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าฮอตเกินหน้าเกินตากันจริงๆ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พอมีคนสนใจเยอะ ก็ต้องตอบสนองนี้ดกันสักหน่อย วันนี้ฤกษ์งามยามดี เลยคว้าตัวหนุ่มฮอตตัวเต็ง สถาปัตย์ จุฬา มาสัมภาษณ์ซะเลย จะได้รู้กันไปเลยว่าอะไรนะที่ทำให้หนุ่มสาวคณะนี้มีเสน่ห์จนใครๆ ก็พูดถึง! ไปคุยกับหนุ่มฮอตของสถาปัตย์ จุฬา อย่าง มิว – พิตตินันท์ จริยวิลาศกุล กันเลย!

ทำไมถึงเลือกเรียนสถาปัตย์ จุฬา มีที่มายังไงบ้าง

จริงๆ ผมเป็นคนที่สมองซีกขวาทำงานได้ดีกว่าซีกซ้ายนะครับ จะถนัดเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการคิดวิเคราะห์ หรือคิดอะไรที่ซับซ้อนนะครับ ยิ่งเลขนี่โง่มากๆ (หัวเราะ) เราเลยเริ่มชอบที่จะสังเกตและมองภาพรวมของสิ่งต่างๆ โดยมีความคิดสร้างสรรค์ประกอบไปด้วยทุกที่ มองตึก มองถนน มองผู้คน จนไปถึงสถาปัตยกรรมครับ มันสอนให้เราเก็บแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบกายและทุกอย่างก็ลายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมทั้งหมด

สถาปัตย์ จุฬา เรียนอะไรบ้าง

สถาปัตย์ จุฬา ก็จะแยกเป็นหลายสาขา มีสถาปัตยกรรม, ออกแบบภายใน, ผังเมือง, ภูมิสถาปัตยกรรม, ออกแบบอุตสาหกรรม ส่วนภาค Inter ก็จะมี CommDe, INDA อย่างผมก็เป็นภาค INDA หรือ International Program in Design and Architecture ครับ จะเน้นออกแบบเป็นหลัก โดยคำนึงถึง Design Innovation และ Experimentation ทำให้เราคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่อยู่บนบรรทัดฐานของความเป็นจริงไปจนถึงเกินจริงเลย Instructor ก็เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ความสนุกของการเรียนที่นี่ก็คิดการได้เห็น Instructor จากทั่วทุกมุมโลกที่มีสไตล์ของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน บางคนก็ติสต์แตกแบบหลุดโลกไปเลย (หัวเราะ)

ตอนปี 1 จะเน้นวาดมือเป็นหลัก ทำ Physical Model  ฝึกการมอง การสังเกตสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ Scale เล็กๆ ไปจน Scale ใหญ่ๆ นั่งจ้องแล้วคิด วิเคราะห์ ตั้งแต่ขี้ยางลบจนถึงตึกมหานครกันเลยทีเดียว

ส่วนปี 2 จนถึงปี 4 ก็จะเริ่มใช้ Digital tools ต่างๆ ในการเรียน เช่น ขึ้น 3D โมเดล, ทำกราฟฟิก, ทำพรีเซนต์, ทำ physical model ไปจนถึงทำวีดีโอและอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ วิธีการเรียนก็จะเป็นสตูดิโอ แต่ละสตูดิโอก็จะมี Instructor หนึ่งคน นักเรียนในสตู 7-9 คน ระบบการเรียนก็จะมี Lecture, มี Tutorial หรือ Desk critique และ Review เพื่อให้นักเรียนและ Instructor มาแลกเปลี่ยนความคิดและพัฒนาแบบดีไซน์ต่อๆ ไปครับ

วิชาที่มิวชอบที่สุด

วิชาที่ชอบที่สุดก็คือ Architecture and Design นี่แหละครับ แต่ส่วนใหญ่เค้าจะเรียกกันว่า Stu เป็นวิชาที่หน่วยกิตเยอะกว่าวิชาอื่นๆ เลย (6หน่วยกิต) และเป็นวิชาที่ดูดพลังที่สุดด้วย วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับการออกแบบและดีไซน์ครับ ออกแบบตั้งแต่บ้านรูหนูจนถึงบ้านลอยฟ้าที่จะไปตั้งบนดาวอังคารเลย (หัวเราะ) แต่ละเทอมโปรเจคก็จะไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เราก็จะใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์ในชีวิตของเราช่วงนั้นไปกับ Stu นี่แหละ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเรามีสีสันดีครับ

และอีกวิชาที่ชอบก็คือ History of Architecture ซึ่งอาจารย์จะสอนเราตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่มีมาตั้งแต่ยุคหินจนถึงโมเดิร์นเลยทีเดียว ทำให้เข้าใจความเป็นมาของตึกราบ้านช่อง จนถึงหลักปรัชญาของคนสถาปนิกด้วยครับ เป็นวิชาที่นั่งตากแอร์แล้วก็นั่งฟัง เห็นงานสถาปัตยกรรมต่างๆ จากทุกช่วงเวลาและทุกที่ทั่วทุกมุมโลกของสถาปนิกต่างๆ มากมาย และที่สำคัญถ้าง่วงก็หาที่หลังเสาหลับได้ยาวๆ เลย (หัวเราะ)

กิจกรรมมันส์ๆ ในรั้วจุฬา มีอะไรบ้าง

กิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี่ก็เยอะแยะมากมายเลยครับ เอาง่ายๆ ว่าตอนเป็นน้องใหม่เข้ามา เหนื่อยกิจกรรมมากกว่าเหนื่อยเรียนอีก จะมีรับน้องบ้านให้มาเจอเพื่อนๆ ต่างคณะกัน ส่วนคณะผมเองก็เป็นคณะที่รับน้องนานที่สุด รับทุกวัน รับทั้งวัน เช้าจรดเย็น อดนอนเพราะงานแล้วยังอดนอนเพราะกิจกรรมอีก จนมีคำพูดติดปากภายในคณะว่า “รับน้องในคณะนี้ไม่มีวันจบ” ผมก็สงสัยนะครับ ว่าจะจริงหรอ พอเข้ามาก็รู้เลย ว่าไม่มีวันจบจริงๆ ครับ ใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ก็ลองเข้ามาเป็นเด็กสถาปัตย์กันดูนะครับ

มิวทำกิจกรรมอะไรบ้าง

กิจกรรมในคณะที่เด่นๆ อย่างแรกก็จะมี รักบี้ครับ ซ้อมกันแบบเอาเป็นเอาตาย แขนหักคอหักกันเลยทีเดียว เป็นกีฬาประจำคณะครับ มีจัดแข่งขึ้นทุกปี แล้วเสื้อรักบี้แต่ละปีก็จะออกแบบมาไม่เหมือนกันด้วยนะครับ อย่างที่สองก็เตะบอลกลางคอร์ดกลางแจ้งครับหรือที่คณะเรียกว่าคอร์ดบอล ฝนตกก็เตะ แดดออกก็เตะ มีเรียนก็ยังลงมาเตะ (หัวเราะ) อย่างสุดท้ายก็กิจกรรมรับน้องภายในคณะ มีอีเว้นท์เยอะมากๆ แต่เป็นความลับครับผม อยากบอกมากเลยแต่สปอยไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่ใช่เด็กในคณะจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เอาเป็นว่ากิจกรรมร้อยแปดอย่างครับ (หัวเราะ)

กิจกรรมโปรดของมิวล่ะ

กิจกรรมที่ชอบที่สุด ถ้าเป็นในคณะก็คือรับน้องคณะกับรักบี้แหละ รักบี้ก็จะเล่นกันอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง บางทีก็ทุกวัน พี่ๆ ก็จะเริ่มสอนตั้งแต่เริ่มต้น พอเล่นเป็น ก็แบ่งทีมแข่งกันเอาเป็นเอาตายเลย สนุกมากๆ ครับ ส่วนรับน้องก็จะมีทุกอาทิตย์ เกือบทุกวัน แต่ละกิจกรรมก็เปลี่ยนไปตลอด ทำให้เราสนิทกันและรักกันมากขึ้นครับ จะมีประโยคฮิตที่ว่า “โอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ ทำทุกอย่างให้เต็มที่” ซึ่งทำให้เราเห็นพี่ๆ เต็มที่จัดกิจกรรมให้ เห็นเพื่อนๆ เต็มที่กับกิจกรรม  ซึ่งผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิตเลยครับ เป็นความเหนื่อยที่มีเพื่อนเหนื่อยไปด้วยและมันเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดเลย

ได้ข่าวมาว่าเป็นนักดนตรีของมหาวิทยาลัยด้วยหรอ

ไม่เชิงเป็นนักดนตรีของมหาวิทยาลัยหรอกครับ คือผมมีวงตั้งแต่สวนกุหลาบแล้ว ก็เป็นที่รู้จักในระดับนึงจากการไปเล่นตามโรงเรียนหญิงล้วนต่างๆ (หัวเราะ) พอเข้ามาคณะนี้ก็มีรุ่นพี่จาก โรงเรียนเก่าชวนเข้าวงครับ ในวงมีสมาชิก 5 คนซึ่งก็เล่นในงานต่างๆ ของคณะแหละครับ พอถึงงานบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ พวกผมก็มีโอกาสได้ขึ้นเล่นตามงานต่างๆ อีเว้นท์ต่างๆ ทั้งในจุฬา และเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยไปเล่นดนตรีที่ธรรมศาสตร์อีกด้วยครับ

เป็นคนที่มีงานอดิเรกเยอะมาก ทั้งต่อยมวย เทนนิส เปียโน บีบีกัน ปีนเขา ดูหนัง ฯลฯ อะไรทำให้มิวแอคทีฟขนาดนี้

ผมพยายามหากิจกรรมใหม่ๆ ทำอยู่ตลอดครับ ซึ่งมันก็เกิดจากการที่เราเรียนหนักมากๆ ต้องคอยดูแลสุขภาพอยู่เสมอ คอยหาเวลาให้ตัวเองผ่อนคลายครับ แต่ก็อยากดูแลตัวเองไปด้วย แล้วสนุกกับมันไปด้วยครับ ส่วนตัวแล้วชอบทำอะไรใหม่ๆ ท้าทาย ยิ่งกีฬาต้องใช้ความรุนแรงนี่ชอบมาก ยิ่งเจ็บยิ่งชอบครับ (หัวเราะ) ส่วนปีนเขา เดินป่าก็เป็นกิจกรรมใหม่ที่เพิ่งเคยลองครับ ปีที่แล้วมีโอกาสได้ไปเชียงดาวมา เดินแบกของ 20 กว่าโล ขึ้นเขาชันๆ ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง ส่วนขากลับก็เดินลงเขาอีก 8 ชั่วโมง เหนื่อยมากที่สุดในชีวิตครับ แต่เวลาไปถึงยอดแล้วคือหายเหนื่อยจริงๆ ครับ วิวสวยสุดๆ เราอยู่เหนือเมฆ ไม่มีอะไรสูงกว่าเราเลย ณ จุดนั้น เป็นประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้ มองแต่รูปก็สัมผัสไม่ได้ ต้องร่างกายกับใจล้วนๆ เลยครับ

แล้วที่บอกว่าชอบดูหนังมากๆ นี่เป็นมายังไงคะ

ที่บ้านชอบดูหนังมากๆ ครับ ยิ่งพ่อกับน้องนี่ตัวยงเลย สะสมหนังทุกเรื่องชนิดที่ว่ามีแผ่นหนังเรื่องไหนออกมาซื้อหมด จะดูไม่ดูค่อยว่ากัน ครอบครัวเราจะใช้เวลาทุกวันอาทิตย์ดูหนังด้วยกันครับเป็นอีกโมเม้นนึงที่ชอบมากๆ เวลาดูหนังพร้อมหน้าพร้อมตา และก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราได้ภาษาอังกฤษจนสอบติดเนี่ยแหละครับ ส่วนน้องก็ดูจนไปเป็นเด็กนิเทศจุฬาแล้วครับ ส่วนหนังที่ชอบที่สุดก็มี The Godfather, Pulp Fiction, Fight Club, Saving Private Ryan, Sicario แล้วก็ Blade Runner ครับ ส่วนผู้กำกับที่ชอบก็ Ridley Scott, Denis Villeneuve และ Christopher Nolan ครับ

ขอเคล็ดลับการใช้ชีวิตแบบเต็มที่ในแบบของมิวหน่อย

ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้คือเวลาและประสบการณ์ครับ ความคิดอาจจะดูแก่ไปบ้าง แต่อยากทำทุกอย่างในขณะที่เรายังสามารถทำได้ ผมอยากมีชีวิตนักเรียนสุดเหวี่ยง เกเรบ้าง เรียนบ้าง ตอนเป็นเด็กมัธยม ผมก็ทำมาแล้ว แต่นั่นคือโมเม้นที่เราสามารถทำได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต จนตอนนี้เป็นเด็กมหาวิทยาลัยใกล้จบ ผมก็อยากใช้เวลาทุกอย่างในรั้วมหาวิทยาลัยไปกับการทำกิจกรรม หรืองานอดิเรกต่างๆ ที่ตอนนี้เรายังสามารถทำได้อยู่ แล้วชีวิตมหาวิทยาลัยสอนให้เราเป็นนักวางแผน รู้จักและได้ทำสิ่งใหม่ จัดการกับเวลา หรือเป็นนักเรียนรู้โอกาสและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอครับ

สุดท้ายแล้ว ว่ากันว่า หนุ่มสถาปัตย์ ฮอตและติสท์มาก! คิดยังไงบ้างคะ

คิดว่าเค้าต้องเห็นเราตอนที่แดดร้อนแล้วเหงื่อเปียกหลังแน่ๆ เลย (หัวเราะ)  จริงๆ ทุกคณะก็มีหนุ่มๆ ฮอตเยอะนะครับ อาจจะเป็นเพราะคณะเรามีหนุ่มๆ ที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ ติสท์ๆ เซอร์ๆ อยู่เยอะ คนเลยมองออกง่ายจำได้ง่ายกว่าคณะอื่นมั้งครับ ก็ดีใจนะครับที่คนมองคณะผมมีหนุ่มๆ ฮอตมากกว่าหนุ่มๆ สกปรก จริงๆ แล้วคณะเราเลือกนอนมากกว่าอาบน้ำครับ (หัวเราะ)

หนุ่มสถาปัตย์แนะนำแอปหน่อยสิ

แอป Google Drive มีประโยชน์ในการทำงานมากครับ จริงๆ ที่จะเรียนใกล้จบได้นี่เพราะตัวนี้เลย เป็นบริการของ Google ให้เราฝากไฟล์งานไว้ได้ครับ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็ใช้ได้ เรายังสามารถแชร์ไฟล์งานหรือทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ได้ด้วยครับ จริงๆ ก็เหมือนมีคลังข้อมูลไว้ฝากงานและป้องการการสูญหายของงานดีๆ นี่เองครับ ใช้ได้ทั้ง IOS และ Android เลย อีกทั้งยังมีบริการอื่นๆ เช่น Google Docs, Google Sheets และ Google Slides อีกด้วยครับ สรุปง่ายๆ ก็คือเราสามารถฝากข้อมูล เก็บไฟล์งาน แชร์ไฟล์ และทำงานร่วมกับเพื่อนได้อย่างสะดวกสบายมากๆ เลยครับ

autosghana.com

ดาวน์โหลด

ถือเป็นหนุ่มนักกิจกรรม ที่เต็มที่กับชีวิตในทุกๆ ด้าน เรียกได้ว่าแอคทีฟไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ทั้งดนตรี กีฬา บันเทิง การเรียน ฯลฯ ครบครันไปซะหมด เต็มที่กับชีวิตในทุกๆ ด้าน และนี่คงเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของหนุ่มสถาปัตย์ล่ะมั้ง ที่ทำให้สาวๆ คณะไหน ก็ต้องคอนเฟิร์มว่าฮอต!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

Unichat คุยกับสาววิศวะไฟฟ้ากับงานอดิเรกสาว “Cosplay”

Published

on

ใครหนอใคร.. พูดกันว่าคณะวิศวะเป็นคณะที่รวมหนุ่มหล่อ ส่วนสาวๆ ก็มักจะห้าวๆ แมนๆ อย่างเดียว วันนี้แบไต๋จะขอเถียงขาดใจ เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นในวันนี้แล้ว ว่าสาววิศวะน่ารักสุดๆ และเธอไม่ได้มีหน้าตาและบุคลิกที่น่ารักอย่างเดียว แต่ทัศนคติของเธอและความสามารถยังน่าชื่นชมอีกด้วย แต่จะน่าชื่นชมยังไง เดี๋ยวไปพบกับ มุก – ณนันท์ โฉมนาค ดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปค่ะ!

ทำไมเลือกเรียนวิศวะ สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์

ส่วนตัวเป็นคนชอบคณิตค่ะ แล้วก็ชอบพวกคอมฯ กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยค่ะ ตอนเด็กๆ เวลาจอยเกมส์เสียก็ต้องซื้อใหม่ พอซื้อใหม่เล่นไปสักพักก็เสียอีก เลยแกะออกมาซ่อมเองเลยค่ะ พอจากนั้นมาอะไรเสียเราก็จะลองแกะลองซ่อมเองดูก่อนเลย บวกกับเวลาเห็นคุณพ่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็รู้สึกว่าเท่จังน้า อยากทำเป็นบ้างจัง เลยทำให้ตัดสินใจเรียนสาขานี้ค่ะ

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาที่รวมความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าและระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เอาแบบเข้าใจง่ายเลยนะคะ คือมีเรียนทั้งไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ (ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) และอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อจบไปแล้ว สามารถเลือกประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เยอะเลยค่ะ เช่น อุตสาหกรรมผลิตและประกอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โทรคมนาคม อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องมือการแพทย์และเครื่องมือวัดต่างๆ และยังสามารถทำงานในหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจหรือเป็นผู้ประกอบการอาชีพอิสระ อะไรที่เกี่ยวกับ คอม ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ทำได้หมดเลยเรียกได้ว่าไม่ตกงานแน่ค่ะ (หัวเราะ)

เข้ามาปี 1 ก็จะถูกส่งไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนค่ะ ทั้งแคลคูลัส เคมี ฟิสิกส์ คือที่เจอมาตอนมัธยมปลาย จะถูกอัดอยู่ในเทอมเดียวเลยค่ะ (หัวเราะ) เรียกได้ว่าเป็นการวัดเลยว่าจะไปต่อได้ไหม คือเราจะไม่สามารถทำตัวแบบมัธยมได้เลยค่ะ  ที่อ่านหนังสือก่อนสอบแค่วันสองวัน อ่านแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ทำข้อสอบได้ มหาวิทยาลัยนี่ไม่ได้เลยค่ะ บางคนมัธยมจากเกรด 3 กว่าเหลือ 1 กว่าๆ ก็มี เทอมนี้คือเพื่อนหายไปเยอะมากค่ะ เพราะบางคนเกรดไม่ถึง บางคนก็มองว่านี่คงไม่ใช่ทางของเขา หินสุดๆ ค่ะปี1 (หัวเราะ) ส่วนเทอม 2 ก็เริ่มเบาหน่อยจะเริ่มมีวิชาภาค เช่น วิชาเขียนโปรแกรม เข้ามา ซึ่งมุกคิดว่าน่าสนใจและง่ายกว่าเทอมแรกค่ะ

พอมาปี 2 – 4 ก็จะเข้าวิชาภาคค่อนข้างเยอะแล้วค่ะ มีทั้งการเรียนทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ  เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ค่ะตอนได้ทำแลป นอกจากนั้นแต่ละวิชายังมีโปรเจคให้นักศึกษาคิดและได้ลงมือทำด้วยค่ะ เราต้องมานั่งทำลายวงจร นั่งเจาะ นั่งตัด นั่งเขียนโปรแกรม มีปัญหาต้องมานั่งแก้ วุ่นวายมากค่ะ ถึงจะฟังดูลำบากแต่ก็สนุกมากเลยค่า  ตอนนี้มุกก็ปี 3 แล้วพอปิดเทอมก็ต้องไปฝึกงาน ปี 4 ก็ทำโปรเจคจบค่ะ มุกเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำโปรเจคจบแนวไหนดี เพราะที่สาขานี้มีหลายแนวมากค่ะ มีทั้งหุ่นยนต์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์ คอมพิวเตอร์ และอีกหลายๆ อย่าง

แล้ววิชาโปรดของมุกล่ะ

คือ วิชาวงจรดิจิตอลและการออกแบบวงจรลอจิก  (Digital Circuits and Logic Design) เพราะรู้สึกสนุกกับมันค่ะ ได้ออกแบบ ได้คำนวณ ได้คิด  วิชานี้มีทั้งคาบทฤษฎีแล้วก็จะมีให้ทำแลปด้วยค่ะ ให้เราลองต่ออุปกรณ์กับโฟโต้บอร์ดแรกๆ ก็สนุกค่ะ หลังๆ เราจะเริ่มงงเพราะวงจรจะยากขึ้นอุปกรณ์ก็จะเยอะขึ้นสายไฟนี่อีรุงตุงนังเลยค่ะ (หัวเราะ) พอลองเปิดไฟที่บอร์ดแล้วมันไม่ติดเราก็ต้องไล่หาค่ะว่ามันผิดตรงไหน คำเดียวค่ะมึน แต่ก็ชอบตรงนี้แหละค่ะมันสนุกดี แล้วก็วิชา ไมโครโปรเซสเซอร์และการเชื่อมต่อ (Microprocessors and Interfacing) อันนี้เป็นวิชาที่เราต้องเขียนโปรแกรมด้วยต่อวงจรด้วยค่ะ  คือเราจะเขียนโปรแกรมแล้วรันลงบอร์ด arduino ค่ะ ชอบตรงที่ว่าเราต้องการจะให้มันทำงานยังไง เราก็ไปหาอุปกรณ์มาก่อน จากนั้นเราต้องการฟังก์ชั่นแบบไหนก็เขียนโปรแกรม แล้วป้อนลงไปเอาค่ะ ชอบเพราะสนุกอีกนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ)

มหาวิทยาลัยศิลปากรมีกิจกรรมอะไรสนุกๆ บ้าง

ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่ากิจกรรมของมหาวิทยาลัยศิปากรนั้นมีเยอะมากจริงๆ ค่ะ  มีทั้งรับน้องรวม อันนี้เราจะได้รู้จักเพื่อนต่างคณะจากทุกวิทยาเขตเลยค่ะ รับน้องของคณะ งานเฟรชชี่เกมส์ จะมีการแข่งกีฬาระหว่างคณะ มีการแสดงสุดอลังการและประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย  มีชมรมต่างๆ ในมหาวิยาลัย เช่น ชมรมยิงปืน ชมรมพิธีกร กิจกรรมตามเทศกาล จะมีงานสงกรานต์ มีคอนเสิร์ตมาเล่นตอนเราเล่นน้ำ ทั้งเปียกทั้งสนุก (หัวเราะ) งานลอยกระทงอันนี้มีประกวดนางนพมาศและก็ยังมีตลาดนักศึกษาด้วย ละครเวที  งานทับแก้ว วิชาการที่น้องมัธยมจะได้ลองมาดูว่าแต่ละคณะที่น้องสนใจ เขาเรียนอะไรกันบ้าง และอีกหลายๆ อย่างค่ะ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีกิจกรรมให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายและสนุกตลอดเวลาเลยค่ะ

มุกทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ประกวดดาวคณะในงาน EFG และได้รับตำแหน่งดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมค่ะ  และก็เคยทำสโมคณะค่ะ ก็จะคอยดูแลงานต่างๆ ของคณะ เช่น การจัดงาน พี่ค่าย วางแผนงานต่างๆ แล้วก็แจกจ่ายงานให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป แต่ออกมาตอนปี2 เพราะเรียนหนักทางบ้านก็อยากให้กลับบ้านบ่อยเลยให้ออก และก็เป็นพิธีกรประจำภาควิชาค่ะ ช่วงที่อยู่สโมคณะก็จะเป็นของมหาวิทยาลัยบ้างบางงานค่ะ และมุกก็เป็นพี่ค่ายค่ะ คุมแลปสอนและดูแลน้องๆ มัธยมที่มาเข้าค่ายที่คณะค่ะ แล้วก็พี่ค่ายนี่แหละที่เราชอบที่สุด

เล่าเรื่องประสบการณ์การเป็นดาวคณะให้ฟังหน่อย

คณะวิศวะจะมีงานกีฬา EFG ที่แข่งกีฬากันเองในคณะค่ะ  ในงานนี้จะมีการประกวดดาวเดือนของคณะวิศวะ แล้วให้แต่ละเอกส่งตัวแทนไปประกวด  ด้วยความที่สาขามุกผู้หญิงน้อย เราเลยถูกเลือกให้เป็นตัวแทนภาคไปประกวดค่ะ (หัวเราะ) จากนั้นเราก็ติด 1 ใน 5 คนของดาว ก็ไปเตรียมการแสดงค่ะ มุกก็ไม่รู้จะแสดงอะไรก็เลยควงคฑากับเต้นค่ะ  เพราะว่าเมื่อตอนมัธยมมุกเป็นคฑากรประจำโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 ถึง ม.6 ค่ะ ส่วนเต้นนี่เป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้วค่ะ

คำถามนี่ยังจำได้ขึ้นใจเลยค่ะ โดนถามว่าถ้าให้เลือกตัดอวัยวะหนึ่งอย่างและเพิ่มอวัยวะหนึ่งอย่างจะตัดและเพิ่มอะไร  มุกก็ตอบไปแบบเอ๋อๆ เลยค่ะ “ตัดหน้าอกค่ะจะได้เท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง และเพิ่มสมองค่ะ เพราะรู้มาว่าสมองคนเราทำงานไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะได้ฉลาดขึ้นค่ะ” (หัวเราะ) พอประกาศว่าเราได้เป็นดาวเราก็งงๆ แต่ก็ตื่นเต้นมากค่ะ ทั้งสองกิจกรรมนี้มุกก็ชอบค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่มุกได้เป็นพี่ค่ายคุมแลปสอนน้องๆ ต่อวงจรอธิบายความรู้ต่างๆ ที่เรามีให้กับน้องๆ ดูแลน้องๆ ตอนค่ายอัจฉริยะภาพ มุกมีความรู้สึกว่าการมอบความรู้ความสนุกให้กับคนอื่น  ทำให้คนอื่นสนุกและยิ้มได้มันเป็นความรู้สึกที่ดีแบบอธิบายไม่ถูกอ่ะค่ะ รู้แต่ชอบ (ยิ้ม)

ยามว่างมุกชอบทำอะไร

ว่างๆ ถ้าไม่มีเรียน ไม่มีงาน ก็เล่นเกมส์  อ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนซะมากกว่าค่ะ (หัวเราะ) วาดรูป ก็วาดทั้งภาพเหมือนทั้งภาพการ์ตูนค่ะ  เต้นก็แอบเต้นอยู่คนเดียวในห้องค่ะ แล้วก็แต่ง cosplay ค่ะ

แต่ง cosplay ด้วยหรอ เล่าให้ฟังหน่อย

ที่ชอบแต่ง cosplay เพราะเป็นคนชอบดูการ์ตูนค่ะ เวลาเห็นตัวละครน่ารักๆ เลยอยากจะลองแต่งบ้าง อยากจะเป็นตัวละครนี้จังเลย ตอนแรกก็ไม่รู้จัก cosplay ค่ะ แต่มีรุ่นพี่คนนึงเขาแต่งมาก่อน แล้วรู้จักกันในชมรมวาดรูปที่โรงเรียนค่ะ พี่เขามาชวน มุกก็เลยไปขอแม่ ตอนนั้น ม.2 ค่ะ แม่ยังไม่ให้ไป พอเกรดมุกออกมาเรากลับติด 0 ตัวนึงค่ะ แม่เราก็ตีแล้วก็บอกว่าถ้าเกิดว่าสอบได้ที่ 1 แม่จะให้ไป cosplay พอ ม.3 ได้ที่1 เลยค่ะ แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเพียงแค่เราพยายาม ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าการเรียนสนุกแค่ไหน ตอน ม.ต้น เข้าโรงเรียนมาด้วยโควต้าศิลปะค่ะ เลยอยู่ห้องศิลป์ พอขึ้น ม.3 มุกก็เริ่มชอบการเรียนเลยไปสอบ วิทย์ – คณิต ค่ะ ก็ติดค่ะ ทำให้รู้ตัวว่าตัวเองชอบเลขมากตอนนั้น  ก็เลยมุ่งมาเรียนวิศวะทุกวันนี้นี่แหละค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมีงานทับแก้ววิชาการ อาจารย์ที่ภาควิชายังให้มุกแต่งชุดโลลิต้าน่ารักๆ มาเรียกน้องๆ แล้วก็อธิบายความรู้ต่างๆ ให้กับน้องด้วยค่ะ เป็นจุดสนใจมากค่ะตอนนั้นใครจะคิดล่ะคะว่าเดินเข้าคณะวิศวะมาแล้วจะเจออะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

โห.. ขอเคล็ดลับการเรียนหน่อยสิ

ในเมื่อคุณแม่บอกแล้วว่าถ้าเราได้ที่ 1 จะอนุญาตให้เราแต่ง จากที่ไม่เคยอื่นหนังสือก็อ่านค่ะ  แรกๆ เราก็จำไม่ค่อยได้ก็อ่านแล้วก็ท่องจนกว่าจะจำได้ค่ะ วิชาเลขก็เหมือนกันตอนแรกก็ลองทำเองดูก่อน พอทำไม่ได้ก็ดูเฉลยแล้วก็กลับมาทำใหม่  แล้วก็ทำข้อเดิมเรื่อยๆ จนเราจำได้ขึ้นใจว่าเจอโจทย์แบบนี้ต้องทำยังไง แรกๆ มันก็ดูยากนะคะแต่ถ้าเราไม่เริ่ม ไม่ลองพยายามดู เราก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเราทำได้หรือไม่ได้  มุกไปบอกเพื่อนว่าถ้าได้ที่ 1 คุณแม่จะให้ cosplay เพื่อนก็หัวเราะแล้วตอบลับมาว่าอย่างแกไม่ได้หรอก แล้วพอวันแจกเกรดมุกได้ที่ 1 นี่ร้องไห้เลยค่ะคือความพยายามมันไม่เสียเปล่าจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ยึดคติว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เลยอยากให้ทุกคนมองว่างานอดิเรกทุกอย่างมันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอกค่ะ มันอาจจะมีข้อเสีย แต่มันก็ต้องมีข้อดีแน่นอนค่ะ

ถ้าอยาก cosplay แบบมุกบ้าง ต้องเริ่มยังไงบ้าง

อันดับแรกเลยค่ะเราก็ต้องเตรียมชุดค่ะ ตอนที่มุกคอสครั้งแรกก็ดูแบบชุด แล้วไปหาซื้อผ้าเอง  แล้วก็วาดรูปชุดที่เราต้องการไปให้ร้านตัดให้ค่ะ ส่วนของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่คาดผม ลายที่รองเท้า มุกก็แต่งเอง ทำเองค่ะ แล้วที่สำคัญเราต้องรู้ด้วยค่ะว่าตัวละครที่เราชอบหรือที่เราจะแต่งเนี่ยเป็นคนแบบไหน ท่าทางยังไง เพราะการคอสก็เหมือนการแสดง เป็นการสวมบทบาทอย่างนึงเลยค่ะ เราต้องทำสายตาและท่าทางให้เหมือนกับตัวละครตัวนั้นจริงๆ ด้วย

สาววิศวะแนะนำแอปหน่อยสิ

ถึงจะเรียนวิศวะก็เจอภาษาเยอะพอควรเลยค่ะ ก็เลยใช้แอปที่เป็น  dictionary หลายตัวเพราะบางทีเราต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษก่อนแล้วค่อยมาแปลเป็นภาษาไทยค่ะ ที่ชอบใช้อยู่ตอนนี้ก็จะเป็น merriam webster dictionary จะแปลอังกฤษเป็นอังกฤษค่ะ มีทั้งเสียงให้ฟัง แล้วบางคำก็มีรูปให้ดูด้วยนะ

ดาวน์โหลด

เห็นทีหลายๆ คนจะมองสาววิศวะเปลี่ยนไปตลอดกาล และแบไต๋ก็มั่นใจว่าพออ่านบทความนี้จบ หนุ่มๆ ต้องอมยิ้มกันเป็นระนาวแน่

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์ครูเต ครูสาวยุคใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

Published

on

“พระคุณที่สามงดงามแจ่มใส
แต่ว่าใครหนอใครเปรียบเปรยครูไว้ว่าเป็นเรือจ้าง
ถ้าหากจะคิดยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าผิดทาง
มีใครไหนบ้างแนะนำแนวทางอย่างครู..”

บทเพลงนี้ลอยเข้าหูเราแบบแผ่วเบาทุกครั้งที่วันครูมาถึง และได้ทำให้เราหวนระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ อาชีพที่ว่ากันว่าต้องทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจในการขัดเกลาคน เพื่อให้คนเหล่านั้นกลายเป็นบุคคลคุณภาพและเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ

แม้แต่ก่อนอาชีพครูจะได้รับความนิยมมาก เพราะนอกจากจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการนับถือจากคนในสังคมแล้ว ยังเป็นอาชีพที่ได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ ที่เปรียบเสมือนผ้าขาวด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปมาก ทำให้มีมุมมองต่ออาชีพครูต่างออกไปด้วย และแน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ผันตัวจากความฝันการเป็นครูไปทำอาชีพอื่นแทน แต่วันนี้แบไต๋จะพาคุณผู้อ่านไปพบกับครูสาวสวย ที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ และถือเป็นครูรุ่นใหม่ไฟแรงเลยทีเดียว เดี๋ยววันนี้เราจะมาพูดคุยกับ เต – เตชินี วิทยาปรีชากุล กัน ว่าเธอมีมุมมองต่ออาชีพครูของเธอเองอย่างไรบ้าง

เตเริ่มต้นทำงานด้านนี้ได้ยังไง

หลังจากเตเรียนจบการสอนภาษาจีน ก็ลองสอบบรรจุค่ะ และโชคดีที่สอบติดเลย เตเลยเริ่มต้นการเป็นครูตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2560 เป็นต้นมาเลยค่ะ ตอนนี้ก็ครบ 1 ปีการศึกษาพอดีเลยค่ะ

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพครูล่ะ

เพราะตอนเด็กๆ ชอบเล่นเป็นครูแล้วชอบ (หัวเราะ) เล่นสอนภาษาอังกฤษให้น้องสาวทุกวัน พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าตัวเองชอบการสอน ชอบให้ความรู้ ให้คำแนะนำกับคน เลยคิดว่ามาทางนี้เหมาะแล้วค่ะ

เจาะจงมาตั้งแต่แรกเลยรึเปล่าว่าต้องเป็นครูสอนภาษาจีน

จริงๆ ตอนที่เริ่มเรียนจีน ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นครูนะ เพราะภาษาจีนมันก็ทำงานได้หลากหลาย ค่อนข้างมีลู่ทางเยอะมากๆ แต่เตรู้สึกว่าเราอยากอยู่ใกล้คนที่บ้าน และเห็นว่างานที่เราทำแล้วสามารถอยู่ใกล้กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ได้ดีก็คือครู เตเลยเลือกทางนี้ค่ะ

ใน 1 วัน คุณครูเตทำอะไรบ้าง แล้วเตรียมการสอนยังไงบ้าง

หลายๆ คนอาจคิดว่าอาชีพครูคืองานสอนเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว ในหนึ่งวันของครูไม่ได้มีแค่งานสอนค่ะ ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เช้า นักเรียนเข้าแถว เราก็ต้องดูแลความเรียบร้อย จากนั้นก็เข้าโฮมรูมเตรียมตัวสอนแต่ละคาบ บางวันก็ต้องสอนลูกเสือด้วย บางวันก็สอนชุมนุมเต้น ปะปนกันไปค่ะ ตอนเย็นๆ ถ้าเลิกงานแล้วเตไม่เหนื่อยก็จะเต้นออกกำลังกายที่บ้านหรือไม่ก็ไปวิ่งค่ะ แต่เตจะค่อนข้างแบ่งเวลากับตัวเอง ถ้าอยู่ในเวลางานก็จะเต็มที่มากๆ ส่วนนอกเวลางานคือจะพักผ่อนเต็มที่ แทบไม่เคยเอางานมาทำต่อที่บ้านเลย

เรื่องการเตรียมการสอน เตก็จะดูก่อนว่า สิ่งที่เด็กยังขาดคืออะไร ก็จะเตรียมเนื้อหาให้เข้ากันกับเขาค่ะ จัดให้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เชื่อว่าการเรียนภาษาต้องสนุก แล้วก็คู่ไปกับวัฒนธรรมค่ะ เด็กถึงจะซึมซับได้ดีกว่าการท่องจำไปวันๆ

หลายคนสงสัยกันว่า นักเรียนมีปิดเทอม แล้วครูปิดด้วยมั้ย

บางคนอาจจะคิดว่าพอปิดเทอมปุ๊บ ครูออกเที่ยวกันปั๊บ (หัวเราะ) ไม่ใช่เลยค่ะ ช่วงที่เด็กปิดเทอม ครูก็ยังต้องไปทำงานเหมือนเดิมค่ะ ไปโรงเรียนเวลาเดิม ต่างแค่ไม่ต้องเข้าสอน แต่ต้องสะสางคะแนน ติดตามผลนักเรียนที่ติด 0 ติด อื่นๆ อีกมากมาย ก็เป็นคนละฟีลลิ่งกันค่ะ

ว่ากันว่า อาชีพครูคือแม่พิมพ์ของชาติ เตรู้สึกยังไงกับประโยคนี้

เห็นด้วยแบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยค่ะ คำว่าแม่พิมพ์ของชาติ คือครูไม่ได้มีหน้าที่ให้แค่ความรู้ แต่มันคือการถ่ายทอดทั้งพฤติกรรม แนวคิด และการใช้ชีวิตทุกๆ อย่าง เด็กๆ มักจะซึมซับทุกอย่างจากสิ่งที่เห็นค่ะ ครึ่งวันของนักเรียนต้องอยู่ที่โรงเรียน นอกจากเลียนแบบพฤติกรรมผู้ปกครองที่บ้าน เขาก็จะเลียนแบบครูด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าถ้าสมมติเตแต่งตัวไม่เรียบร้อย พูดจาไม่น่ารักเป็นปกติ เด็กอีกเป็นพันชีวิตที่อยู่ในโรงเรียน ก็จะรู้สึกว่าการปฏิบัติตัวแบบนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิดอะไร ก็จะทำตามกันแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นเวลาอยู่โรงเรียนเตก็ต้องแสดงสิ่งที่ดี กริยาที่ดี ทัศนคติด้านที่ดีให้เขาเห็นและซึมซับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกร็งจนไม่เป็นตัวเองนะคะ

อย่างนี้เกร็งบ้างมั้ย

หากเปรียบกับตอนก่อนเป็นครูและปัจจุบัน แรกๆ ก็ยอมรับว่าเกร็งมากค่ะ เพราะนักเรียนจะชอบสนใจและใส่ใจในครูทุกคน (หัวเราะ) วันนี้ครูใส่ชุดอะไร ครูทาลิปสีอะไร แต่เราก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า ทำแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการใช้ชีวิต และความรับผิดชอบที่มากขึ้นไปอีกขั้น ถึงป่วยหรือขี้เกียจก็จะลาไม่ได้ เพราะเราลาหนึ่งคน เท่ากับนักเรียนอีกเป็นร้อยชีวิตที่จะไม่ได้ความรู้ อีกอย่างคือการเล่นโซเชียลค่ะ จะพิมพ์ จะโพสต์อะไร ก็คิดเยอะกว่าเมื่อก่อนมากค่ะ

ถ้าอยากเป็นครู ต้องมีสกิลอะไรบ้าง

แน่นอนว่าคนที่จะเป็นครูต้องมีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างมากค่ะ แต่ในส่วนของนิสัย และทักษะ คิดว่าต้องเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลเพราะแต่ละคนก็มีเรื่องที่ถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าบอกว่าคนเป็นครูต้องดุ หรือสง่าเรียบร้อย กริยามารยาทดีงามเตว่ามันก็ไม่ใช่ (หัวเราะ) การแสดงกริยาสงบเงียบในชั้นเรียนไม่สามารถดึงดูดนักเรียนได้อีกต่อไปในยุคนี้ ครูทุกคนต้องมีความเป็นตัวเองค่ะ (หัวเราะ)

เรื่องท้าทายของอาชีพนี้คืออะไร

ความท้าทายของอาชีพครู คืออนาคตของเด็กค่ะ ทุกการสอน คำพูด ความช่วยเหลือ การปฏิบัติตัวต่อเขามีผลกับเขาทุกอย่าง ถ้าเราสอนดี ทำให้เขาอินไปกับเราได้ วันหน้าเขาอาจจะได้งานดีๆ มีอนาคตที่ดีหรืออย่างน้อย ถ้าเราช่วยให้เขามีกำลังใจกับการเรียน จากที่หมดหวัง ก็อาจจะกลับมาตั้งใจเรียน เรียนจบพร้อมเพื่อนได้

อยากให้เล่าเหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในการทำงานให้ฟังค่ะ

ตอนนี้ทำชุมนุม cover dance ค่ะ ได้สอนเต้น คลุกคลีกับเด็กๆ ฟีลเหมือนกลุ่มที่เต้นด้วยกัน ช่วยกันแกะท่าซ้อมท่า ประทับใจมากๆ ตอนที่นักเรียนมาเปิดใจเล่าให้ฟังว่า ดีใจมากที่ว่าครูมาสอนที่นี่ ตั้งแต่ก่อนครูมา แอบเห็นว่าครูเต้นได้ คิดแล้วว่าครูจะต้องมาสอน แล้วมันก็ดีมากจริงๆ เตรู้สึกปลื้มใจ เหมือนเห็นตัวเองตอน ม.ปลายแล้วชอบเต้น ตอนนั้นไม่มีครูมาสอน ไม่มีใครมาสนับสนุนแบบนี้ด้วยซ้ำ เราถึงอยากทำร่วมกับเขาเท่าที่จะทำได้

เล่าสมัยเป็นสาวนักเต้นให้ฟังหน่อย

การเต้น cover นี่ทำมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เลยค่ะ สมัย จีนนี่จ๋า 2002 ราตรี จนมาถึง j-pop k-pop เตเก็บหมด (หัวเราะ) รู้สึกชอบการเต้น มันทำให้เราสนุก ยิ่งเวลาเต้นกันเป็นกลุ่ม เหมือนเราได้เชื่อมสัมพันธ์บางอย่างกับคนในทีมโดยไม่ต้องคุยกัน (หัวเราะ) ตั้งแต่ม.ปลายจนถึงมหาลัย ก็ฝึกเต้น แล้วก็ตั้งใจออกงานแข่งมาเรื่อยๆ ค่ะ แพ้บ้างชนะบ้างก็ไม่เคยซีเรียส ทั้งหมดเพื่อพัฒนาตัวเอง จนวันนึงได้มีโอกาสไปทำทีมการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยตอนที่เรียนที่คุนหมิง เพราะเริ่มต้นจากการเต้นเพลงเมรี ของกระแต อาร์สยาม ก็ทำให้ทั้งคนไทยและคนจีนชอบมากๆ จึงจ้างไปออกงานแสดงต่างๆ หลายงานเลยค่ะ พอกลับไทยมาฝึกสอนก็ได้ไปสอนเต้นที่ cardio boxing gym ที่บางแสน ก็รู้สึกเหมือนได้เอาวิชาที่ร่ำเรียนด้วยตัวเองทั้งหมดมาทำมาหากินค่ะ ใครบอกเต้น cover ไร้สาระ เตค้านขาดใจเลย (หัวเราะ) จริงๆ เคยทำงานร้องเพลงด้วย งานร้องเพลง ก็มาเริ่มทำตอนช่วงที่สอนเต้นเช่นกันค่ะ ร้องตามร้านอาหาร คาเฟ่ แถมตอนนั้นยังสอนพิเศษจีนไปด้วย เรียกว่าเต็มที่กับชีวิตมากค่ะ

เอากิจกรรมที่เราชอบพวกนั้น มาปรับใช้กับการเป็นครูบ้างมั้ย

อย่างที่บอกว่าครูทุกคนต้องมีความเป็นตัวเอง ในคลาสเรียน นอกจากสอนจีน เตก็สอนร้องเพลงจีนบ้าง ได้เปิดชุมนุมเต้นให้นักเรียน งานอดิเรกพวกนี้ถึงจะไม่ได้ทำเป็นอาชีพ แต่ก็ถือว่ายังได้ทำอยู่เสมอค่ะ

สุดท้ายแล้ว ครูเตวางแผนการทำงานกับสายงานนี้ยังไงบ้างคะ

อาจจะเพราะว่าเพิ่งเข้ามาสอน ตอนนี้ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรจริงจัง เพราะเราก็ต้องไหลไปตามระบบของข้าราชการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คิดหนักคือจะสอนอย่างไรให้นักเรียนรักในภาษาจีนมากกว่า (ยิ้ม)

ก่อนลากัน แนะนำแอปหน่อยค่ะคุณครู

Daxiang dictionary เลยค่ะ ลืมอะไรไม่รู้อะไรกดปราดเดียวขึ้นเลย เตก็จะใช้เจ้านี่ประจำเลย ใครเรียนภาษาจีน แนะนำว่าโหลดเถอะค่ะ ดีงามมาก

ดาวน์โหลด

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ๆ ว่าครูเตสาวสวยคนนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยจรรยาบรรณแล้ว เธอยังมากความสามารถและเต็มไปด้วยพลังของครูรุ่นใหม่ด้วย แบไต๋เชื่ออย่างมากว่าลูกศิษย์ของครูเต จะต้องเป็นคนคุณภาพของสังคมและประเทศชาติในอนาคตแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!