Connect with us

สัมภาษณ์

Unichat คุยกับสาววิศวะไฟฟ้ากับงานอดิเรกสาว “Cosplay”

Published

on

ใครหนอใคร.. พูดกันว่าคณะวิศวะเป็นคณะที่รวมหนุ่มหล่อ ส่วนสาวๆ ก็มักจะห้าวๆ แมนๆ อย่างเดียว วันนี้แบไต๋จะขอเถียงขาดใจ เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นในวันนี้แล้ว ว่าสาววิศวะน่ารักสุดๆ และเธอไม่ได้มีหน้าตาและบุคลิกที่น่ารักอย่างเดียว แต่ทัศนคติของเธอและความสามารถยังน่าชื่นชมอีกด้วย แต่จะน่าชื่นชมยังไง เดี๋ยวไปพบกับ มุก – ณนันท์ โฉมนาค ดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปค่ะ!

ทำไมเลือกเรียนวิศวะ สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์

ส่วนตัวเป็นคนชอบคณิตค่ะ แล้วก็ชอบพวกคอมฯ กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยค่ะ ตอนเด็กๆ เวลาจอยเกมส์เสียก็ต้องซื้อใหม่ พอซื้อใหม่เล่นไปสักพักก็เสียอีก เลยแกะออกมาซ่อมเองเลยค่ะ พอจากนั้นมาอะไรเสียเราก็จะลองแกะลองซ่อมเองดูก่อนเลย บวกกับเวลาเห็นคุณพ่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็รู้สึกว่าเท่จังน้า อยากทำเป็นบ้างจัง เลยทำให้ตัดสินใจเรียนสาขานี้ค่ะ

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาที่รวมความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าและระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เอาแบบเข้าใจง่ายเลยนะคะ คือมีเรียนทั้งไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ (ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) และอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อจบไปแล้ว สามารถเลือกประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เยอะเลยค่ะ เช่น อุตสาหกรรมผลิตและประกอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โทรคมนาคม อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องมือการแพทย์และเครื่องมือวัดต่างๆ และยังสามารถทำงานในหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจหรือเป็นผู้ประกอบการอาชีพอิสระ อะไรที่เกี่ยวกับ คอม ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ทำได้หมดเลยเรียกได้ว่าไม่ตกงานแน่ค่ะ (หัวเราะ)

เข้ามาปี 1 ก็จะถูกส่งไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนค่ะ ทั้งแคลคูลัส เคมี ฟิสิกส์ คือที่เจอมาตอนมัธยมปลาย จะถูกอัดอยู่ในเทอมเดียวเลยค่ะ (หัวเราะ) เรียกได้ว่าเป็นการวัดเลยว่าจะไปต่อได้ไหม คือเราจะไม่สามารถทำตัวแบบมัธยมได้เลยค่ะ  ที่อ่านหนังสือก่อนสอบแค่วันสองวัน อ่านแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ทำข้อสอบได้ มหาวิทยาลัยนี่ไม่ได้เลยค่ะ บางคนมัธยมจากเกรด 3 กว่าเหลือ 1 กว่าๆ ก็มี เทอมนี้คือเพื่อนหายไปเยอะมากค่ะ เพราะบางคนเกรดไม่ถึง บางคนก็มองว่านี่คงไม่ใช่ทางของเขา หินสุดๆ ค่ะปี1 (หัวเราะ) ส่วนเทอม 2 ก็เริ่มเบาหน่อยจะเริ่มมีวิชาภาค เช่น วิชาเขียนโปรแกรม เข้ามา ซึ่งมุกคิดว่าน่าสนใจและง่ายกว่าเทอมแรกค่ะ

พอมาปี 2 – 4 ก็จะเข้าวิชาภาคค่อนข้างเยอะแล้วค่ะ มีทั้งการเรียนทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ  เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ค่ะตอนได้ทำแลป นอกจากนั้นแต่ละวิชายังมีโปรเจคให้นักศึกษาคิดและได้ลงมือทำด้วยค่ะ เราต้องมานั่งทำลายวงจร นั่งเจาะ นั่งตัด นั่งเขียนโปรแกรม มีปัญหาต้องมานั่งแก้ วุ่นวายมากค่ะ ถึงจะฟังดูลำบากแต่ก็สนุกมากเลยค่า  ตอนนี้มุกก็ปี 3 แล้วพอปิดเทอมก็ต้องไปฝึกงาน ปี 4 ก็ทำโปรเจคจบค่ะ มุกเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำโปรเจคจบแนวไหนดี เพราะที่สาขานี้มีหลายแนวมากค่ะ มีทั้งหุ่นยนต์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์ คอมพิวเตอร์ และอีกหลายๆ อย่าง

แล้ววิชาโปรดของมุกล่ะ

คือ วิชาวงจรดิจิตอลและการออกแบบวงจรลอจิก  (Digital Circuits and Logic Design) เพราะรู้สึกสนุกกับมันค่ะ ได้ออกแบบ ได้คำนวณ ได้คิด  วิชานี้มีทั้งคาบทฤษฎีแล้วก็จะมีให้ทำแลปด้วยค่ะ ให้เราลองต่ออุปกรณ์กับโฟโต้บอร์ดแรกๆ ก็สนุกค่ะ หลังๆ เราจะเริ่มงงเพราะวงจรจะยากขึ้นอุปกรณ์ก็จะเยอะขึ้นสายไฟนี่อีรุงตุงนังเลยค่ะ (หัวเราะ) พอลองเปิดไฟที่บอร์ดแล้วมันไม่ติดเราก็ต้องไล่หาค่ะว่ามันผิดตรงไหน คำเดียวค่ะมึน แต่ก็ชอบตรงนี้แหละค่ะมันสนุกดี แล้วก็วิชา ไมโครโปรเซสเซอร์และการเชื่อมต่อ (Microprocessors and Interfacing) อันนี้เป็นวิชาที่เราต้องเขียนโปรแกรมด้วยต่อวงจรด้วยค่ะ  คือเราจะเขียนโปรแกรมแล้วรันลงบอร์ด arduino ค่ะ ชอบตรงที่ว่าเราต้องการจะให้มันทำงานยังไง เราก็ไปหาอุปกรณ์มาก่อน จากนั้นเราต้องการฟังก์ชั่นแบบไหนก็เขียนโปรแกรม แล้วป้อนลงไปเอาค่ะ ชอบเพราะสนุกอีกนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ)

มหาวิทยาลัยศิลปากรมีกิจกรรมอะไรสนุกๆ บ้าง

ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่ากิจกรรมของมหาวิทยาลัยศิปากรนั้นมีเยอะมากจริงๆ ค่ะ  มีทั้งรับน้องรวม อันนี้เราจะได้รู้จักเพื่อนต่างคณะจากทุกวิทยาเขตเลยค่ะ รับน้องของคณะ งานเฟรชชี่เกมส์ จะมีการแข่งกีฬาระหว่างคณะ มีการแสดงสุดอลังการและประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย  มีชมรมต่างๆ ในมหาวิยาลัย เช่น ชมรมยิงปืน ชมรมพิธีกร กิจกรรมตามเทศกาล จะมีงานสงกรานต์ มีคอนเสิร์ตมาเล่นตอนเราเล่นน้ำ ทั้งเปียกทั้งสนุก (หัวเราะ) งานลอยกระทงอันนี้มีประกวดนางนพมาศและก็ยังมีตลาดนักศึกษาด้วย ละครเวที  งานทับแก้ว วิชาการที่น้องมัธยมจะได้ลองมาดูว่าแต่ละคณะที่น้องสนใจ เขาเรียนอะไรกันบ้าง และอีกหลายๆ อย่างค่ะ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีกิจกรรมให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายและสนุกตลอดเวลาเลยค่ะ

มุกทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ประกวดดาวคณะในงาน EFG และได้รับตำแหน่งดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมค่ะ  และก็เคยทำสโมคณะค่ะ ก็จะคอยดูแลงานต่างๆ ของคณะ เช่น การจัดงาน พี่ค่าย วางแผนงานต่างๆ แล้วก็แจกจ่ายงานให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป แต่ออกมาตอนปี2 เพราะเรียนหนักทางบ้านก็อยากให้กลับบ้านบ่อยเลยให้ออก และก็เป็นพิธีกรประจำภาควิชาค่ะ ช่วงที่อยู่สโมคณะก็จะเป็นของมหาวิทยาลัยบ้างบางงานค่ะ และมุกก็เป็นพี่ค่ายค่ะ คุมแลปสอนและดูแลน้องๆ มัธยมที่มาเข้าค่ายที่คณะค่ะ แล้วก็พี่ค่ายนี่แหละที่เราชอบที่สุด

เล่าเรื่องประสบการณ์การเป็นดาวคณะให้ฟังหน่อย

คณะวิศวะจะมีงานกีฬา EFG ที่แข่งกีฬากันเองในคณะค่ะ  ในงานนี้จะมีการประกวดดาวเดือนของคณะวิศวะ แล้วให้แต่ละเอกส่งตัวแทนไปประกวด  ด้วยความที่สาขามุกผู้หญิงน้อย เราเลยถูกเลือกให้เป็นตัวแทนภาคไปประกวดค่ะ (หัวเราะ) จากนั้นเราก็ติด 1 ใน 5 คนของดาว ก็ไปเตรียมการแสดงค่ะ มุกก็ไม่รู้จะแสดงอะไรก็เลยควงคฑากับเต้นค่ะ  เพราะว่าเมื่อตอนมัธยมมุกเป็นคฑากรประจำโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 ถึง ม.6 ค่ะ ส่วนเต้นนี่เป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้วค่ะ

คำถามนี่ยังจำได้ขึ้นใจเลยค่ะ โดนถามว่าถ้าให้เลือกตัดอวัยวะหนึ่งอย่างและเพิ่มอวัยวะหนึ่งอย่างจะตัดและเพิ่มอะไร  มุกก็ตอบไปแบบเอ๋อๆ เลยค่ะ “ตัดหน้าอกค่ะจะได้เท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง และเพิ่มสมองค่ะ เพราะรู้มาว่าสมองคนเราทำงานไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะได้ฉลาดขึ้นค่ะ” (หัวเราะ) พอประกาศว่าเราได้เป็นดาวเราก็งงๆ แต่ก็ตื่นเต้นมากค่ะ ทั้งสองกิจกรรมนี้มุกก็ชอบค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่มุกได้เป็นพี่ค่ายคุมแลปสอนน้องๆ ต่อวงจรอธิบายความรู้ต่างๆ ที่เรามีให้กับน้องๆ ดูแลน้องๆ ตอนค่ายอัจฉริยะภาพ มุกมีความรู้สึกว่าการมอบความรู้ความสนุกให้กับคนอื่น  ทำให้คนอื่นสนุกและยิ้มได้มันเป็นความรู้สึกที่ดีแบบอธิบายไม่ถูกอ่ะค่ะ รู้แต่ชอบ (ยิ้ม)

ยามว่างมุกชอบทำอะไร

ว่างๆ ถ้าไม่มีเรียน ไม่มีงาน ก็เล่นเกมส์  อ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนซะมากกว่าค่ะ (หัวเราะ) วาดรูป ก็วาดทั้งภาพเหมือนทั้งภาพการ์ตูนค่ะ  เต้นก็แอบเต้นอยู่คนเดียวในห้องค่ะ แล้วก็แต่ง cosplay ค่ะ

แต่ง cosplay ด้วยหรอ เล่าให้ฟังหน่อย

ที่ชอบแต่ง cosplay เพราะเป็นคนชอบดูการ์ตูนค่ะ เวลาเห็นตัวละครน่ารักๆ เลยอยากจะลองแต่งบ้าง อยากจะเป็นตัวละครนี้จังเลย ตอนแรกก็ไม่รู้จัก cosplay ค่ะ แต่มีรุ่นพี่คนนึงเขาแต่งมาก่อน แล้วรู้จักกันในชมรมวาดรูปที่โรงเรียนค่ะ พี่เขามาชวน มุกก็เลยไปขอแม่ ตอนนั้น ม.2 ค่ะ แม่ยังไม่ให้ไป พอเกรดมุกออกมาเรากลับติด 0 ตัวนึงค่ะ แม่เราก็ตีแล้วก็บอกว่าถ้าเกิดว่าสอบได้ที่ 1 แม่จะให้ไป cosplay พอ ม.3 ได้ที่1 เลยค่ะ แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเพียงแค่เราพยายาม ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าการเรียนสนุกแค่ไหน ตอน ม.ต้น เข้าโรงเรียนมาด้วยโควต้าศิลปะค่ะ เลยอยู่ห้องศิลป์ พอขึ้น ม.3 มุกก็เริ่มชอบการเรียนเลยไปสอบ วิทย์ – คณิต ค่ะ ก็ติดค่ะ ทำให้รู้ตัวว่าตัวเองชอบเลขมากตอนนั้น  ก็เลยมุ่งมาเรียนวิศวะทุกวันนี้นี่แหละค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมีงานทับแก้ววิชาการ อาจารย์ที่ภาควิชายังให้มุกแต่งชุดโลลิต้าน่ารักๆ มาเรียกน้องๆ แล้วก็อธิบายความรู้ต่างๆ ให้กับน้องด้วยค่ะ เป็นจุดสนใจมากค่ะตอนนั้นใครจะคิดล่ะคะว่าเดินเข้าคณะวิศวะมาแล้วจะเจออะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

โห.. ขอเคล็ดลับการเรียนหน่อยสิ

ในเมื่อคุณแม่บอกแล้วว่าถ้าเราได้ที่ 1 จะอนุญาตให้เราแต่ง จากที่ไม่เคยอื่นหนังสือก็อ่านค่ะ  แรกๆ เราก็จำไม่ค่อยได้ก็อ่านแล้วก็ท่องจนกว่าจะจำได้ค่ะ วิชาเลขก็เหมือนกันตอนแรกก็ลองทำเองดูก่อน พอทำไม่ได้ก็ดูเฉลยแล้วก็กลับมาทำใหม่  แล้วก็ทำข้อเดิมเรื่อยๆ จนเราจำได้ขึ้นใจว่าเจอโจทย์แบบนี้ต้องทำยังไง แรกๆ มันก็ดูยากนะคะแต่ถ้าเราไม่เริ่ม ไม่ลองพยายามดู เราก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเราทำได้หรือไม่ได้  มุกไปบอกเพื่อนว่าถ้าได้ที่ 1 คุณแม่จะให้ cosplay เพื่อนก็หัวเราะแล้วตอบลับมาว่าอย่างแกไม่ได้หรอก แล้วพอวันแจกเกรดมุกได้ที่ 1 นี่ร้องไห้เลยค่ะคือความพยายามมันไม่เสียเปล่าจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ยึดคติว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เลยอยากให้ทุกคนมองว่างานอดิเรกทุกอย่างมันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอกค่ะ มันอาจจะมีข้อเสีย แต่มันก็ต้องมีข้อดีแน่นอนค่ะ

ถ้าอยาก cosplay แบบมุกบ้าง ต้องเริ่มยังไงบ้าง

อันดับแรกเลยค่ะเราก็ต้องเตรียมชุดค่ะ ตอนที่มุกคอสครั้งแรกก็ดูแบบชุด แล้วไปหาซื้อผ้าเอง  แล้วก็วาดรูปชุดที่เราต้องการไปให้ร้านตัดให้ค่ะ ส่วนของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่คาดผม ลายที่รองเท้า มุกก็แต่งเอง ทำเองค่ะ แล้วที่สำคัญเราต้องรู้ด้วยค่ะว่าตัวละครที่เราชอบหรือที่เราจะแต่งเนี่ยเป็นคนแบบไหน ท่าทางยังไง เพราะการคอสก็เหมือนการแสดง เป็นการสวมบทบาทอย่างนึงเลยค่ะ เราต้องทำสายตาและท่าทางให้เหมือนกับตัวละครตัวนั้นจริงๆ ด้วย

สาววิศวะแนะนำแอปหน่อยสิ

ถึงจะเรียนวิศวะก็เจอภาษาเยอะพอควรเลยค่ะ ก็เลยใช้แอปที่เป็น  dictionary หลายตัวเพราะบางทีเราต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษก่อนแล้วค่อยมาแปลเป็นภาษาไทยค่ะ ที่ชอบใช้อยู่ตอนนี้ก็จะเป็น merriam webster dictionary จะแปลอังกฤษเป็นอังกฤษค่ะ มีทั้งเสียงให้ฟัง แล้วบางคำก็มีรูปให้ดูด้วยนะ

ดาวน์โหลด

เห็นทีหลายๆ คนจะมองสาววิศวะเปลี่ยนไปตลอดกาล และแบไต๋ก็มั่นใจว่าพออ่านบทความนี้จบ หนุ่มๆ ต้องอมยิ้มกันเป็นระนาวแน่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

จากผู้จัดละครสู่ เส้นทางสายไอดอล ของคุณปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ผู้ก่อตั้งวง Fever

Published

on

ถ้าพูดถึงวงการละครแล้วน้อยคนนักที่จะไม่คุ้นเคยกันนามสกุลนี้ ไพรหิรัญ ทั้งในฐานะนักแสดงผู้ฝากผลงานไว้มากมาย และในฐานะผู้จัดละคร อย่าเพิ่งงงกันครับ ว่าผมจั่วหัวมาแบบนี้แล้วจะพูดถึงเรื่องละคร ผมกำลังนำเข้าสู่ บุตรชายของ สมมาตร ไพรหิรัญ คือคุณ ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ที่บ่มเพาะสืบสายประสบการณ์จากคุณพ่อในแวดวงละคร สู่เส้นทางการทำวงไอดอล กับโปรเจค Fever

จุดเริ่มต้นของวง FEVER
แท้ที่จริงการคุยของทีมมีการคุยกันมาก่อนแล้วว่าเราอยากจะทำวงไอดอลขึ้นมาอีก แต่เป็นไอดอลที่ต่างจากไอดอลหลักของประเทศไทยตอนนี้ หลังจากที่มี BNK48 เขาเป็นคนเปิดทางสายไอดอลของประเทศไทย และทั้งหมดทั้งมวลที่ออกมามันเป็นทางเดียวกันหมด เราคิดว่าจริงๆ มันแตกต่างกันได้ เราเลยลองเสนออีกมุม ซึ่งก่อนที่เราจะมาออดิชั่น เราคุยกันสรุปตรงกลางว่าเราจะไปทางไหนกันดี ก็เลยเริ่มเปิดรับออดิชั่นเด็กเข้ามา
ขยายอีกมุมนึงที่ว่า บอกคร่าวๆ ได้ไหมว่าเป็นยังไง? จะเป็นแนวไหน? ในตอนนั้นนะ?
จริงๆ มันเป็นทางเพลงที่ไม่เหมือน และไม่เคยได้ยินมาก่อน
แล้วทางภาพลักษณ์?
มันไปด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเพลงมันสายนี้ ภาพลักษณ์มันก็ประมาณนี้
มีแนวเพลงที่แบบชัดๆ เลยไหม? ที่เรียกกัน
ยังพูดไม่ได้ อยากให้ฟังมากกว่า แต่ไม่ใช่โอตะฟังเพลงไอดอลได้อย่างเดียว แต่อยากให้คนทั่วไปฟังเพลงไอดอลได้เหมือนกัน แต่ถ้ามีความไอดอลจ๋าเลย บางทีคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยรับ เพราะเขารู้สึกว่าเขาก็เป็นไอดอลทั่วๆไป ใจเราอยากให้เพลงมันทำงานได้ในวงการเพลงด้วย ไม่ใช่วงการไอดอล
มองว่าภาพลักษณ์มันต้องเป็นยังไง? จำนวนคนมีเท่าไหร่ ? ในแง่ว่าไอดอลที่จริงต้องเป็นยังไงเราศึกษาเรื่องนี้อย่างไร?
ก็อย่างที่เล่าว่า 48 46 ของญี่ปุ่นที่มานี้ ด้วยระบบคร่าวๆ วิธีการจัดการเรามองว่ามันเหมือนถูกวางไว้จากญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในการคุมไอดอล จากการทำงานวงไอดอลมันเป็นแบบนี้ เราก็จะยึดจากตรงนั้นมาประมาณหนึ่ง แต่เราก็จะปรับบางอย่างที่เข้ากับคนไทยมากกว่า เข้าจริตคนไทยมากกว่า

บางเรื่องที่ว่ามันดูเป็นญี่ปุ่น แล้วของญี่ปุ่นคือ?
มันเป็นกฎบางอย่างที่บางทีผมก็มองว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นหรือ? เพราะบางอันก็เป็นญี่ปุ่นจ๋า
อยากให้ยกตัวอย่าง
เช่น พวกงานจับมือ งานเลือกตั้ง ผมอาจจะปรับ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าปรับเป็นแบบไหน แต่ผมคิดว่ามันน่าจะถูกปรับนิดหน่อย
มันมีเหมือนกัน แต่เป็นอีกแบบ
คาดหวังไว้อย่างไร? ว่าเมื่อมีการโพสต์ออกไป หลังจากมีการเปิดออดิชัน หวังไว้ว่าเราอยากได้เด็กแบบไหน?
วันที่สมัครมีมา 138 คน จริงๆ ผมหวังว่าไม่เกิน 100 คน ไม่คิดว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี
ตอนนั้นสมัครผ่านทางไหน? เยอะแค่ไหน?
ใช้วิธีผ่านทางเพจ และช่วยกันแชร์ โพสต์ที่รับสมัครมีการถูกแชร์เยอะมาก เราก็ไม่เชื่อว่าจะถูกกระจายไปได้เยอะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำโปรโมทอะไรมากมาย
มีการเตรียมคนอย่างไร?
ตอนแรกคิดไว้ 9 ถึง 12คน
ทำไมต้อง 9 ถึง 12 คน?
มันเป็นเรื่องของตำแหน่งบนเวที คิดว่าจำนวนประมาณนี้น่าจะสวยที่สุด เราเลือกคนที่เข้ากับคาเรกเตอร์มากกว่า ถ้าเห็นคนไหนน่าสนใจก็น่าจะไปต่อได้ เราจะสนใจคนพวกนี้มากกว่าบางคนที่มาแบบพร้อมทุกอย่าง แบบนี้จะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
สำหรับบางคนก็ค่อนข้างพร้อมนะ ร้องเพลงเก่งนะ
สำหรับเรา เรามองว่าสำหรับบางคนเราเอามาเพราะว่าหลายคนด้อยก็พอมีคนช่วยพยุง สร้างความบาลานซ์ในวงได้เหมือนกัน

 

ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ

 

ใช้เวลาคัดเลือกนานไหมครับ?
ใช้เวลาคัดเลือก จากช่วงหลังออดิชั่นมาประมาณอาทิตย์ 1-2 อาทิตย์ ถึงจะตัดสินใจและประกาศออกไป
จากพฤษภาคม มาประมาณ 2 เดือนเองนะครับ
หลังจากได้ออดิชั่นเด็กๆ แล้ว มีหลายคนบอกว่ามีหลายๆ ที่แต่ก็ลืมกันไปแล้ว มันหายไปไหน หลังจากที่มีการออดิชั่นไปแล้ว มันหายเงียบ จริงๆ ระหว่างนี้เราทำคอนเท้นท์ นอกจากการทำเพลงเราก็ทำพวกรายการด้วย ตอนนี้เราถ่ายรายการไว้แล้ว หลายเทป เราอยากจะเตรียมพร้อมทุกอย่าง พอเวลาเพลงมาเราก็ได้มีคอนเท้นท์ลงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ขาดช่วง ยังไม่ลงช่อง ตอนนี้ลงแค่ในยูทูป
ชื่อรายการอะไร ผมคิดว่าถ้าเตรียมจะออกอยู่แล้ว ก็น่าบอกชื่อรายการกับเราได้?
ขอพูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ทำเพลง ทำรายการ เตรียมความพร้อมน้อง เอาเด็กทั้งหมดมารวมกันให้เข้ากันให้ได้ก่อน ผมคิดว่าทางนี้เตรียมหัวข้อไว้น้อยมาก เวลาแค่ 3 เดือนที่จะให้เด็กรวมกัน คุ้นเคยกัน
เป็นเวลาที่สั้นมาก เอาแค่เรื่องบรรยากาศ มันจะมีบางอย่างที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ?
ก็มีเล็กๆ ด้วยความที่ว่าเรา 12 คน แล้วเราไม่ได้ทำระบบแบบตัวเด่น ทุกคนถูกพรีเซนต์เท่ากันทั้ง 12 คน มันก็ตัดเรื่องการแบ่งแยก และโชคดีที่เด็กค่อนข้างเฟรนลี่ เหมือนบางคนก็รู้จักกันอยู่แล้วก็เลยคุยกันง่าย เข้ากันง่าย
เช่น เฟสบุ๊ค อินสตาร์แกรม สื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัว ตัดหมด
ใช่ครับ จะเป็นของฟรีเวอร์ทั้งหมด เป็นไอจีของตัวตนในฟรีเวอร์ ทุกคนนับ 1 เริ่มต้นเท่ากัน
ชื่อ FEVER มาตอนไหน? ทำไมต้องเป็นชื่อ FEVER ?
ชื่อ FEVER มาตั้งแต่ประชุมตอนแรกว่า คำว่า FEVER ถูกมองได้เป็น 2 อย่าง เป็น (n.) หรือ (v.) เป็น n. คือ เป็นไข้ เป็น v. คือ ติดไข้ คิดดูว่าที่เปิดมาเป็น FEVER project เราก็ยังไม่ชัวร์ว่าเราจะลงกับวงนี้จะถูกไหม แต่พอมาดูแล้ว ผมว่า คำว่า FEVER เหมาะกับเด็กทุกคน
ขอถามตรงๆ นะครับ ถ้ามีคนบอกว่าก๊อปปี้หละครับ
ก็ขอบอกว่าระบบการเป็นไอดอล ถูกล๊อคไว้ประมาณนี้แล้ว ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดของการทำไอดอล มันไม่ได้ copy แต่เป็นการ design มาแล้วว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดในการทำวง style นี้ มันเพียบพร้อม มันไปได้
ปีนี้จะมี single แรกให้ฟังไหมครับ หรือวางแผนไว้อย่างไรบ้างจนถึงสิ้นปีนี้?
ในช่วงแรกน่าจะได้ single มา 1 เพลงก่อน และภายในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 เพลง คือที่แปลนไว้นะ มันถูกทำมาไว้แล้ว รอแค่ให้เด็กพร้อม เพราระหว่างทางที่ผ่านมาก็ได้มีการถูกซ้อม ให้ลองไปแล้ว
ที่บอกว่ามี 3 เพลง รวมเป็น Single เดียว หรือว่าแยกกันครับ?
ครับ อยู่ด้วยกัน

 

รายได้จะมาจากไหน?
รายได้ตามระบบไอดอลเลยครับ Photo ขายแผ่น
แล้วอะไรผลิตเสร็จก่อน? จะเริ่มอะไรก่อนระหว่างซีดีซิงเกอร์ หรือ โฟโต้ ?
ใจอยากจะให้เป็นเพลงที่ออกมาก่อน จริงๆ ผมอยากจะดู feedback เพลงแรกที่ออกไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่ากระแสจะกลับมาประมาณไหน
Feedback วัดจาก?
การพูดถึง การรู้จักของสังคมโดยรวม
ผมอยากรู้ เพราะบางคนมีวิธีวัดที่ต่างกัน เช่น ดูจากยอดวิว มี meet and greet วิธีการวัดของคุณคืออะไร?
ก็อย่างที่ว่าต้องดูจากยอดเยี่ยมชม ยอดการมองเห็น ยอดการมอง คนชอบ การพูดถึง สังคม โซเชียลโดยรวมเป็นอย่างไร ณ ตอนนั้น

 

ในแง่ของไอดอล หนึ่งในสิ่งที่ไอดอลพ่วงมาจากญี่ปุ่น มันจะไม่เหมือนไอดอลสมัยนี้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการโดยค่าย และแต่ละคนต้องทำภาพเหมือนกัน คาเรกเตอร์ของเด็กมันพร้อมกับการที่ต้องทุ่มเทกับมันแล้วหรือยัง?
ผมมองว่ามีค่ายบางอย่างอาจจะไม่พร้อมไปนอนคลุกคลีตีโมง
ผมมองว่าส่วนหนึ่งในการที่ไม่มีข้อจำกัดของไอดอลแล้ว เด็กที่เข้ามารู้แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นว่าการเป็นไอดอลจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเตรียมใจมาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมาแค่ร้องเพลง ออกอีเวนท์อย่างเดียว ชีวิตรอบตัวเราหลายๆ เรื่องก็จะกลายเป็นเบื้องหน้า ความเป็นไอดอลให้มากขึ้น ผมคิดว่าหลังจากที่มีกระแสไอดอล เด็กเข้าใจไอดอลมากขึ้น และมีการเตรียมตัว เตรียมใจมาแล้ว ว่าจะต้องเจออะไร
ผมไปดูซีนหนึ่งที่ไปเที่ยวทะเล แล้วมีอยู่คนหนึ่งที่พอถ่ายเสร็จปุ๊บก็กลับไปโลกของตัวเอง โลกของตัวเองคือ การไม่คุยกับเพื่อน แต่เป็หนการสร้างอะไรของตัวเองขึ้นมา
เตรียมน้องๆ กับการดูแลแฟนคลับ ผมขอถามทีเดียวเลยว่าความถี่ในการให้น้องๆ เข้ามาซ้อม เต้น ร้อง อย่างไร? เตรียมรูป เตรียมข้อความ ไหม? เรามีเงินให้น้องไหม? ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร?
การซ้อม ตอนนี้เราวางไว้ 3-4 ครั้ง ต่ออาทิตย์ รวมทั้งเต้นและร้อง เพราะคิวเด็กค่อนข้างยาก บางคนเรียน บางคนทำงาน เวลาว่างค่อนข้างน้อยมาก ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมเรามีทีมที่เตรียมไว้อยู่แล้ว เขาจะคำนวณ ดูตลาด ว่าช่วงไหนควรลงความถี่เท่าไร เด็กควรจะลงเรื่องพวกนี้ หรือ ลงเวลาดีที่เด็กควรจะลง แต่ตอนนี้ก็มีเด็กบางคนที่มีทั้งเก่งโซเชียล และไม่เก่งโซเชียล เด็กที่ชอบโพสต์ ชอบกิน กับเด็กที่ไม่ชอบโพสต์ เราก็ต้องตีมาตรฐานว่าให้ช่วยลงให้เท่าๆ กัน
แล้วมีเงินเดือนให้เด็กๆ ไหม?
ผมไม่แน่ใจว่าพูดเรื่องนี้ได้ไหม เพราะจริงๆ แล้วก็มีทั้งเด็กที่เรียนและทำงานอยู่ เอาเป็นว่ามันเป็นวงที่เด็กได้ใช้ชีวิตปกติ คนที่เรียนก็เรียน คนที่ทำงานก็ทำงานอยู่ ก็จะได้รายได้จากการทำงานและได้รายได้จากตรงนี้ด้วย
คือเรามีจ่ายค่าร้อง เราไม่มีเงินเดือนใช่ไหม?
ตอบว่า มีรายได้จากการเป็นไอดอลดีกว่า
ผมคิดว่าคำถามนี้จะเป็นคำถามที่ถูกถามเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร บางคนก็มีข้อสังเกตเสมอว่า official ได้โน้นได้นี่ แล้วเด็กๆ หละ?
ซึ่งบอกตัวเลขไม่ได้อยู่แล้ว บางที่บอกให้เป็นเงินเดือน บางที่ออกอีเวนท์แล้วให้ ของคุณเป็นรูปแบบไหน?
ด้วยความที่ว่า หลายคนก็เรียกว่าไอดอล part time เพราะเป็นส่วนวัฒนธรรมของเขา ไม่ได้ให้ลาออกจากงานทุกคน ทุกคนทำงานได้ แต่ต้องมีเวลาที่ต้องทำ มีการทำสัญญาด้วย ก็คือรูปเงินเดือนมันเป็นเงินเดือนไม่ได้อยู่
แล้วเพาะมันเป็น part time แต่ผมจะไปเคลียร์เรื่องรายได้ ความแตกต่างของการที่เข้าบริษัทกับที่เข้าน้อง ไม่ให้ต่างกันเท่าไหร่ อย่างรายได้บางอันควรเข้าเด็กให้เยอะกว่านี้
เป้าระยะสั้นที่เรามอง ไม่ขอมองระยะยาวนะครับอยากให้ FEVER เป็นอย่างไร?
อยากให้ FEVER เข้าไปอยู่ในสายไอดอลก่อนตอนนี้ ให้คนรู้จักว่า FEVER เป็นวงไอดอลอีกวงหนึ่ง ที่มีสไตส์เป็นแบบนี้ เพราะเป้าหมายแรกอยากจะให้เป็นที่รู้จักก่อนอยู่แล้ว ไปคาดหวัง ตอนนี้ก็คาดหวังไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตอนนี้หมู่ไอดอลก็เยอะ
ถ้า BNK48 ขายความพยายาม บอกว่า FEVER ขายอะไร?
พูดยาก ถ้า BNK48 มีความพยายาม เรามีความแตกต่างดีกว่า กดดัน พูดยาก

 

สมาชิกวง Fever

 

BeamBeam FEVER
https://www.facebook.com/beambeam.fever/
https://www.instagram.com/beambeam.feverth/

 

Pop FEVER
https://www.facebook.com/poppy.fever/
https://www.instagram.com/pop.feverth/

 

Beam FEVER
https://www.facebook.com/beam.fever/
https://www.instagram.com/beam.feverth/

 

Baimon FEVER
https://www.facebook.com/baimon.fever/
https://www.instagram.com/baimon.feverth/

 

Ply FEVER
https://www.facebook.com/ply.fever/
https://www.instagram.com/ply.feverth/

 

Baifern FEVER
https://www.facebook.com/baifern.fever/
https://www.instagram.com/baifern.feverth/

 

Spam FEVER
https://www.facebook.com/spam.fever/
https://www.instagram.com/spam.feverth/

 

Su FEVER
https://www.facebook.com/ssu.fever/
https://www.instagram.com/su.feverth/

 

Baibua FEVER
https://www.facebook.com/baibua.fever/
https://www.instagram.com/baibua.feverth/

 

Froy FEVER
https://www.facebook.com/froy.fever/
https://www.instagram.com/froy.feverth/

Cee FEVER
https://www.facebook.com/cee.fever/
https://www.instagram.com/cee.feverth/

Boss FEVER
https://www.facebook.com/bossboss.fever/
https://www.instagram.com/boss.feverth/

ดูก่อนใคร แคชเฟส & อัลบั้มภาพ น้องๆ วง Fever ไอดอลเชื้อสายไทย [มีภาพ มีคลิป]

ทำความรู้จักน้องๆ Fever กับคลิปสัมภาษณ์แบบครบคน

สัมภาษณ์โดย : Peetapat Pothisaratana, Sukit Jaroenmukayanan

ถอดเทปโดย : นิรนาม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บันเทิง

ทำความรู้จักน้องๆ Fever กับคลิปสัมภาษณ์แบบครบคน

Published

on

หลังจากที่แนะนำตัวด้วย แคชเฟส กันไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา วันนี้พาน้องๆ Fever มาแนะนำตัวด้วยชื่อนามสกุลจริง อายุ ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์เวอร์ชั่นกระชับ กับตัวอย่างคำถามเช่น แรงบันดาลใจ ที่อยากเป็นไอดอล, ไอดอลในดวงใจ, เหตุการณ์ในวันออดิชั่น, นิสัยส่วนตัวเป็นยังไง ฯลฯ ตัดแยกมาเป็นคนๆ เชิญรับชมกันได้นะครับ

BeamBeam FEVER
https://www.facebook.com/beambeam.fever/
https://www.instagram.com/beambeam.feverth/

 

Pop FEVER
https://www.facebook.com/poppy.fever/
https://www.instagram.com/pop.feverth/

 

Beam FEVER
https://www.facebook.com/beam.fever/
https://www.instagram.com/beam.feverth/

 

Baimon FEVER
https://www.facebook.com/baimon.fever/
https://www.instagram.com/baimon.feverth/

 

Ply FEVER
https://www.facebook.com/ply.fever/
https://www.instagram.com/ply.feverth/

 

Baifern FEVER
https://www.facebook.com/baifern.fever/
https://www.instagram.com/baifern.feverth/

 

Spam FEVER
https://www.facebook.com/spam.fever/
https://www.instagram.com/spam.feverth/

 

Su FEVER
https://www.facebook.com/ssu.fever/
https://www.instagram.com/su.feverth/

 

Baibua FEVER
https://www.facebook.com/baibua.fever/
https://www.instagram.com/baibua.feverth/

 

Froy FEVER
https://www.facebook.com/froy.fever/
https://www.instagram.com/froy.feverth/

 

Cee FEVER
https://www.facebook.com/cee.fever/
https://www.instagram.com/cee.feverth/

 

Boss FEVER
https://www.facebook.com/bossboss.fever/
https://www.instagram.com/boss.feverth/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

สัมภาษณ์

UniChat ต้อนรับเปิดเทอมกับ “แสตมป์” เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Published

on

เพิ่งเปิดเทอมกันไปสักพัก หนุ่มสาววัยมหาวิทยาลัยคงหน้าชื่นตาบาน มีความสุขต้อนรับเทอมแรกกันเรียบร้อย แต่น้องๆ เฟรชชี่หลายคนอาจยังรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกันอยู่ รวมถึงยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะแผนการเรียนเอย ชั่วโมงการเรียนเอย เพื่อนใหม่เอย ได้เปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง.. วันนี้แบไต๋ก็รีบจับสาวเฟรชชี่มานั่งพูดคุยด้วยว่ายินดียินร้ายกับขีวิตเฟรชชี่ยังไงบ้าง เอาล่ะ! ชักช้าอยู่ใยเดี๋ยววันนี้เราไปคุยกับ แสตมป์ – มนชิดา ลิขิตปถัมภ์ เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรชีวการแพทย์ นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กันเลย!

เป็นมายังไง ทำไมกลายเป็นสาววิทยาได้

ที่แตมเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ชีวการแพทย์หลักสูตรนานาชาติ เพราะแตมชอบเรียนวิชาชีวะ ชอบศึกษา Anatomy และสนใจด้านสุขภาพค่ะ ซึ่งสาขาชีวการแพทย์ก็ตอบโจทย์ความสนใจของแตมมาก เพราะเราได้เรียนพื้นฐานทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็เรียนวิชาพื้นฐานของแพทย์ แต่ว่าไม่ได้เจาะลึกค่ะ

เล่าวันประกาศผลการสอบเข้าให้ฟังหน่อยสิ

ตอนประกาศผลรอบ 3 มหิดลประกาศเกือบท้ายๆ เลยค่ะ ตอนนั้นแตมลุ้นมาก (หัวเราะ) แตมอยู่ที่กระบี่กับเพื่อนๆ ค่ะ วันนั้นตอนเช้ากำลังจะออกไปดำน้ำกัน มหิดลประกาศตอน 9 โมง แตมรอตั้งแต่ 7 โมง พอเห็นชื่อเราในประกาศของมหาวิทยาลัย มือสั่นไปหมดเลย ทั้งรู้สึกดีใจแล้วก็โล่งใจ เหมือนความพยายามที่เราอดทนรอมาและตั้งใจมันเห็นผลสักที รีบบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะท่านเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนมาตลอด เรารู้สึกว่าพอเราติดแล้วทำให้ท่านภูมิใจ หายเหนื่อย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

สมมติว่าแสตมป์ไม่ได้เข้าคณะที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบ แตมจะบอกตัวเองว่ายังไง

จริงๆ แล้วแตมอยากเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ค่ะ แต่ว่าไม่ได้ในมหาวิทยาลัยที่แตมหวังไว้ วิธีที่แตมปรับทัศนคติและให้กำลังใจตัวเองคือก่อนเตรียมตัวสอบตลอดจนถึงการสอบ แตมพยายามตั้งใจทำให้เต็มที่ที่สุดค่ะ พอผลออกมาไม่ว่าจะตามที่เราต้องการหรือผิดหวังไปบ้าง แต่เราก็ได้ตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุดแล้ว เราก็ยอมรับผลที่ตามมาแล้วไม่รู้สึกเสียใจค่ะ และอีกทางคือเราก็หาคณะสำรองที่เราชอบและสนใจควบคู่ไปด้วย เป็นอีกแนวทางนึงที่เราควรเตรียมตัวเผื่อไว้ค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ผิดหวังกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะฝากบอกเค้าว่าอะไร

แตมอยากบอกว่า มหาวิทยาลัยเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นก้าวสำคัญของชีวิตก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เราสอบไม่ติดคณะที่เราต้องการ จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตค่ะ แตมอยากให้ทุกคนเคารพในความสามารถตัวเอง เห็นค่าในความพยายามที่เราทำ และเป็นกำลังใจให้ไปต่อ ถ้าเรายังชอบ ยังอยากเป็นในสิ่งนั้นๆ จริงๆ เรายังมีโอกาสที่จะทำตามฝันให้เป็นจริงเสมอค่ะ แตมเชื่อว่ามีอีกหลายคนมากๆ ทั้งครอบครัว ทั้งคนใกล้ตัวที่พร้อมจะเป็นกำลังให้เราค่ะ

กลับมาที่สาขาชีวการแพทย์กันบ้าง เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

คณะวิทย์ ชีวการแพทย์หรือ Biomed เราเรียน 3 ปีครึ่งค่ะ ปี 1 ก็จะเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไปค่ะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พอปี 2 ก็จะมีการผ่าอาจารย์ใหญ่ค่ะ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของคณะนี้ ที่ได้มีการผ่าอาจารย์ใหญ่และลองลงมือทำจริงๆ แล้วก็เรียนพื้นฐานอื่นๆ เช่น พยาธิวิทยา เภสัชวิทยา ฯลฯ เราจะเน้นเรื่องการวิจัยแล้วก็ทำแลปเป็นส่วนมากค่ะ

มีกฎเคร่งๆ หรือเรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยที่รู้สึกเซอไพรส์บ้างมั้ย

จริงๆ แล้วด้วยความเป็นภาคอินเตอร์ กฏระเบียบก็จะไม่เคร่งมากค่ะ ค่อนข้างสบายมากด้วย เรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยคงเป็นการเจอตัวเงินตัวทองหรือบุ๋ย ที่เด็กมหิดลชอบเรียกกัน เดินเพ่นพ่านเป็นว่าเล่นในมหิดลเลยค่ะ

ที่มหิดล มีกิจกรรมต้อนรับเฟรชชี่อะไรบ้าง

ที่มหิดลจริงๆ มีกิจกรรมเฟรชชี่ให้ร่วมเยอะมากค่ะ หลักๆ ก็กิจกรรมรักน้องที่เหมือนกิจกรรมรับน้องของมหิดลที่ผ่านมาค่ะ แล้วก็มีกิจกรรมตามชมรม แล้วก็ไฮไลท์เลยคือมหิดล มีคอนเสิร์ตเยอะมากค่ะ มาไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว

แสตมป์ชอบกิจกรรมไหนบ้าง

กิจกรรมที่แตมชอบมากที่สุดน่าจะเป็นค่ายรับน้องของคณะวิทย์ค่ะ ถึงจะเป็นค่ายที่ไม่ใหญ่มากแต่สนุกและอบอุ่นมากค่ะ ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ทุกสาขา กับรุ่นพี่ปีต่างๆ ได้มิตรภาพและความสนุกกลับไปเยอะแยะเลยค่ะ

เรื่องที่ยากที่สุดสำหรับการเป็นเฟรชชี่คืออะไร

แตมว่าเรื่องยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการจัดเวลาต่างๆ ให้ลงตัวค่ะ ทั้งการเรียน และกิจกรรม เพราะว่าไม่มีใครมานั่งบังคับเหมือนตอนเราอยู่มัธยม เรามีอิสระมากขึ้นในแทบทุกด้าน วิธีของแตมก็คือจัดสรรเวลาให้ดีค่ะ วางแพลนไว้ว่า วันนี้ อาทิตย์นี้เราต้องทำอะไรบ้าง เรียนอะไร มีควิซตัวไหน ต้องเตรียมตัวยังไง และก็ที่สำคัญพยายามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดด้วยค่ะ เพราะชีวิตเฟรชชี่มีครั้งเดียวค่ะ

ระหว่างม.ปลายกับเฟรชชี่ ต่างกันยังไงบ้างสำหรับแสตมป์

อย่างที่แตมบอกว่าต่างกันที่อิสระในการทำสิ่งต่างๆ แล้วก็สังคมค่ะ มหาวิทยาลัยสังคมกว้างขึ้นมากๆ ได้รู้จักเพื่อนเยอะ และมีโอกาสได้ลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนในกิจกรรมต่างๆ ค่ะ

เคล็ดลับในการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ

โชคดีที่แตมค่อนข้างเข้ากับคนง่าย และเพื่อนในมหาวิทยาลัยที่แตมรู้จักก็น่ารักมากๆ ค่ะ ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดี ส่วนวิธีที่แตมปรับตัวก็น่าจะเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆตลอดเวลาค่ะ แล้วก็ยอมรับความคิดเห็นและความแตกต่างของคนอื่น ทำให้เราอยู่ในสังคมอย่างแฮปปี้

วางแผนการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยไว้ยังไงบ้าง

แตมวางแผนไว้ว่าแตมตั้งใจจะจบตามกำหนด 3 ปีครึ่งค่ะ แล้วก็ระหว่างที่เรียนก็จะเก็บเกี่ยวและค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ในตัววิชาค่ะ เพื่อเอาไปต่อยอดหลังเรียนจบ

ตั้งแต่เปิดเทอมมา ประทับใจเรื่องไหนในมหาวิทยาลัยบ้าง

เปิดเทอมมา แตมประทับใจความสัมพันธ์ของคณะภาคแตมมาก แตมไม่ได้จะอวยนะ (หัวเราะ) ด้วยความที่เรามีกันไม่เยอะ ทำให้เรารู้จักทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันแบบทั่วถึงจริงๆ มันทำให้เราสนิทกันเร็ว และมีอะไรก็ปรึกษากัน ช่วยเหลือกันจริงๆ เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นแล้วก็น่ารักมากค่ะ

เครดิตรูปจาก Alanggraph

แนะนำแอปดีๆ ที่ต้องมีติดเครื่องหน่อยค่ะ

แอปที่แตมชอบใช้คือ แอป Calendars ค่ะ ใช้ตั้งแต่ตอนเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้า จนถึงตอนนี้ มีประโยชน์ในการจัดการเวลาแล้วก็เตือนความจำได้ดีมากค่ะ

YouTube

ดาวน์โหลด

เป็นไงกันบ้างคะ กับสาวเฟรชชี่ของเราในวันนี้ ทำเอาเปิดเทอมนี้สดใสเลยใช่มั้ยล่ะ.. แบไต๋ก็ขอให้เปิดเทอมนี้น้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยสนุกและได้ประสบการณ์ดีๆ กันถ้วนหน้านะคะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!