Connect with us

(Advertorial)

แม้ว่าบัตรเครดิตจะเป็นช่องทางจ่ายเงินที่สะดวกมากในปัจจุบัน แต่หลายคนก็ไม่อยากทำบัตรเครดิตไว้ใช้อยู่ดี อาจเพราะกลัวโดนขโมยบัตรไปใช้ หรือไม่อยากวุ่นวายกับเงื่อนไขการสมัครบัตรที่ต้องใช้เอกสารมากมาย วันนี้แบไต๋มีวิธีให้ใช้จ่ายล้ำๆ ผ่านสมาร์ทโฟนซัมซุงได้แม้ไม่มีบัตรเครดิตด้วย AIS mPAY Mastercard และ Samsung Pay ครับ แถมตอนนี้มีโปรโมชั่นแจกเงินเข้าบัตรฟรี 100 บาท และรับเงินคืน 50% ด้วยนะ

 

การจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟนซัมซุงด้วยวิธีนี้จะมี 2 ขั้นตอนหลักๆ คือเปิดบัตร Mastercard เสมือนกับ mPAY และผูกบัตรเสมือนเข้ากับ Samsung Pay ครับ ซึ่งมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้

ไม่มีบัตรเครดิตก็เปิดบัตร Mastercard เสมือนผ่าน AIS mPAY ได้

ก่อนจะเล่าวิธีการเปิดบัตร Mastercard เสมือนผ่านแอป AIS mPAY นั้นก็ขอกาดอกจันตัวโตๆ ไว้เลยว่า แม้ไม่ใช่ลูกค้า AIS ก็สามารถใช้แอป AIS mPAY เพื่อสร้างบัตร Mastercard เสมือน และใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคได้เช่นกันครับ ซึ่งมีวิธีการง่ายๆ คือ

  1. ดาวน์โหลดแอป mPAY จาก App Store หรือ Play Store
  2. ลงทะเบียนเข้าใช้งาน mPAY โดยกรอกเบอร์โทรศัพท์และรหัสส่วนตัวสำหรับเข้าใช้
  3. เลือกปุ่ม Mastercard แล้วกด “เปิดใช้งานบัตร”
  4. อ่านรายละเอียดและทำตามขั้นตอน
  5. เท่านี้ก็จะได้หมายเลขบัตรเครดิต 16 หลัก รวมถึงรหัสหลังบัตร (CVV) พร้อมใช้งานออนไลน์แล้ว จะซื้อของเว็บไหน ก็กรอกข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ชำระเงินได้เลย

แต่ช้าก่อน!

บัตร AIS mPAY Mastercard ยังไม่มีเงินตอนนี้นะครับ ซึ่งการจะใช้บัตรเครดิตเสมือนได้เราต้องเติมเงินลงไปก่อน ไม่เหมือนบัตรเครดิตจริงๆ นะที่ใช้ไปก่อนแล้วค่อยมาจ่ายทีหลัง ซึ่งการเติมเงินสำหรับบัตร AIS mPAY Mastercard ก็คือการเติมเงินเข้า mPAY นั้นเองครับ ทำได้หลายช่องทางมากๆ คือ

  • เติมเงินผ่านตู้ ATM
  • เติมผ่านเว็บธนาคาร
  • เติมผ่านแอปของธนาคาร
  • เติมผ่าน AIS Shop หรือ Telewiz ก็ได้
  • เติมผ่าน mPAY Station
  • เติมผ่านห้างร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ใหญ่ๆ ก็ทำได้ (แต่ไม่มี 7-11 นะ)
  • ง่ายที่สุดก็ทำเรื่องผูกบัญชีธนาคารกันไว้ พอจะใช้ก็กดเติมเงินจากในแอป mPAY ได้เลย

ดูข้อมูลช่องทางเติมเงินทั้งหมดของ mPAY ได้เลย AIS เขียนช่องทางไว้ละเอียดมาก

ใส่ข้อมูลบัตร AIS mPAY Mastercard ลงใน Samsung Pay

หลังจากที่เราได้บัตรเครดิตเสมือนพร้อมใช้มาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราสามารถใช้เลขบัตรนี้ช้อปออนไลน์ได้ทั้งหมดครับ แต่ไม่สามารถซื้อของตามร้านได้เพราะไม่มีบัตร! แต่ไม่เป็นไร เรามีทางแก้โดยการนำข้อมูลบัตรเครดิตเสมือนนี้ไปใส่ไว้ใน Samsung Pay เพื่อใช้แตะสมาร์ทโฟนที่เครื่องอ่านบัตร ก็จ่ายเงินได้แล้ว

สมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ Samsung Pay ในปัจจุบัน

วิธีการเพิ่มบัตรเข้า Samsung Pay ง่ายๆ ตามนี้ครับ

เมื่อต้องการใช้ AIS mPAY Mastercard ผ่าน Samsung Pay

เท่านี้แม้เราไม่มีบัตรเครดิต ก็ใช้จ่ายแบบไม่ต้องพกเงินสดได้แล้วครับ มีสมาร์ทโฟนซัมซุงกับบัตรเสมือน AIS mPAY Mastercard ก็พอ ที่สำคัญยังมีโปรโมชั่นรับฟรี 100 บาทเมื่อผูก AIS mPAY Mastercard เข้ากับ Samsung Pay และรับเงินคืน 50% สูงสุด 100 บาท เมื่อใช้งานครั้งแรก ด้วยนะครับ ลองไปใช้กันดู

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บ AIS

ตามหนุ่ย-พงศ์สุขไปดูการสาธิตการใช้งาน AIS mPAY ร่วมกับ Samsung Pay กัน มีน้องเฟื่องลดาเป็นแขกด้วยนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

Huawei Mate 20 Pro เจ๋งกว่าแค่ไหน! เราสรุปไว้ให้ในบทความนี้แล้ว!

Published

on

(Advertorial)

Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้ (ถ้าไม่นับตัวท็อปของท็อปของท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate 20 RS อ่านะ) มีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งไม่มี เราจึงเรียบเรียงให้อ่านกันว่าเรื่องอะไรที่หัวเว่ยเจ๋งกว่าบ้าง

กล้องของ Huawei Mate 20 Pro ดีกว่าคู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย

เรื่องกล้องของ Huawei นั้นดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมาสักพักแล้วนะครับ โดยเฉพาะการใช้ AI มาแยกซีนการถ่ายภาพเพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ แถมยังสามารถใช้ทำ AIS หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ถือกล้อง 4 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพกลางคืนได้ หรือการร่วมงานกับ Leica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งใน Huawei Mate 20 Pro ก็มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยตัดเลนส์ขาว-ดำที่เราอาจจะใช้น้อยออกไป แล้วเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปแทน ทำให้กล้องหลังของ Mate 20 Pro เป็นเลนส์ Leica 3 ตัว ครอบคลุมการซูม 3 ระยะคือ

  • เลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่า (16 mm) f/2.2 ความละเอียด 20 MP
  • เลนส์ปกติ (27 mm) f/1.8 ความละเอียด 40 MP
  • เลนส์ซูม 3 เท่า (80 mm) f/2.4 ความละเอียด 8 MP

ภาพมุมกว้างสุด 16 mm ของ Huawei Mate 20 Pro

ภาพซูมของ Huawei Mate 20 Pro

ถ่าย Macro ที่ระยะ 2.5 cm ก็ได้นะ

ซึ่งความเจ๋งของระบบ 3 กล้องของ Mate 20 อยู่ตรงที่เราสามารถถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ 16 mm ไปถึงมุมเทเลอ่อนๆ ที่ 80 mm และสามารถใช้ AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm และที่น่าสนใจคือ Mate 20 Pro นั้นไม่มีซูมด้วยเลนส์แบบ 2 เท่านะครับ เพราะเราสามารถใช้เลนส์ 40 ล้านพิกเซลมาซูมเป็น 2 เท่าโดยที่ภาพไม่แตกได้อยู่แล้ว (แบบเดียวกับ Huawei P20 Pro) ทำให้เราพก Huawei Mate 20 Pro ตัวเดียวเหมือนถือกล้องที่มีเลนส์ครอบจักรวาลเลย

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro

แล้วถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 9 ล่ะ

จริงๆ กล้องของ Galaxy Note 9 นั้นถือว่าเป็นกล้องที่ดีตัวหนึ่งเลย โหมดออโต้ทำงานได้ดี งานถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้สวยเนียนตา แต่เมื่อเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 20 Pro ที่ฟังก์ชั่นของแอปกล้องเยอะกว่า และมี AI ช่วยคิดให้มากกว่า ทำให้ภาพส่วนใหญ่จาก Mate 20 Pro จะชนะไปครับ แล้วเมื่อรวมว่า Mate 20 Pro มีช่วงซูมได้ครอบคลุมกว่า เก็บได้ทั้งภาพกว้างและภาพซูมในตัวเดียว ทำให้การถือ Huawei Mate 20 Pro น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน

เรื่องวิดีโอก็เก่ง

เรื่องวิดีโอใน Huawei Mate 20 Pro นั้นเก่งขึ้นมากครับ เราชอบที่มันกันสั่นได้อย่างเยี่ยม เดินถ่ายนี่นิ่มยังกับใส่ Gimbal แถมยังซูมไปมาระหว่างถ่ายได้แบบในวิดีโอของน้อง Anne-Marie ข้างล่างนี้ครับ (ช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

และความสามารถใหม่ของ Mate 20 Series ที่ยังไม่มีในสมาร์ทโฟนตระกูลอื่นคือระบบ AI ที่ได้การประมวลผลจากชิป Kirin 980 นั้นทำให้มันสามารถแยกตัวคนออกจากฉากหลัง และสามารถทำวิดีโอที่มีหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่ามันยังไม่เนียนนัก แต่ของแบบนี้มันสามารถปรับปรุงได้เรื่อยๆ ผ่านการอัปเดทซอฟต์แวร์ครับ ลองดูวิดีโอนักดนตรีหนุ่มจากอังกฤษตัวนี้ก็ได้ จะเห็นว่าเราเบลอฉากหลัง และสามารถตัดซูมไปมา พร้อมกับการย้อมสีวิดีโอได้ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน!

Huawei เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จริงจังกับเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ เรื่องระบบพลังงานนี้ถ้าเทียบกับ Apple iPhone คงต้องบอกเลยว่าห่างชั้นกว่ามาก เพราะในขณะที่ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว แต่ iPhone XS รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในราคาแพงหูฉีก กลับได้หัวชาร์จแบบ 5W ที่ชาร์จช้าที่สุดใน 3 โลก แบบที่โลก Android ส่วนใหญ่เค้าเลิกแถมหัวแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งทำให้ iPhone ใช้เวลาชาร์จแบตนานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม ทั้งๆ ที่ความจุแบตเตอรี่มีแค่ราวครึ่งเดียวของ Huawei Mate 20 Pro เท่านั้น

Huawei Mate 20 Pro สามารถชาร์จไร้สายให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ได้ด้วย

และหนึ่งในจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro คือนอกจากมันจะสามารถชาร์จไร้สายได้แล้ว มันยังสามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ความจุสูงของมันเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging นอกจากแบตจุแล้วยังใจดีชาร์จเครื่องอื่นได้อีก

สารพัดความสามารถสนับสนุนการทำงาน

Huawei PC Mode แบบไร้สาย

ใน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกหลายความสามารถที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นไม่มีครับ อย่าง PC Mode รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานไร้สายได้ ซึ่งไม่ใช่การส่งภาพออกจอแบบไร้สายที่สมาร์ทโฟนทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำงานในโหมด PC ที่แอปต่างๆ จะเรียกเป็นหน้าต่างแล้วเรียกใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ เลย

Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถวัดระยะความลึกของใบหน้าได้ ทำให้การปลดล็อกด้วยใบหน้าทำได้ปลอดภัยกว่าการสแกนใบหน้าด้วยกล้องแบบ 2 มิติอย่างเดิม ซึ่งจุดเด่นของเซนเซอร์สแกน 3 มิติตัวนี้คือหัวเว่ยนำไปต่อยอดเพื่อใช้สแกนวัตถุแบบ 3 มิติได้ เช่นเอาไปสแกนตุ๊กตา แล้วนำมาใช้ในโหมด AR ที่เปลี่ยนตุ๊กตาให้มีชีวิต มาถ่ายร่วมซีนกับคนได้ แต่ต้องรออัปเดทเปิดความสามารถนี้อีกครั้งในช่วงปลายปีนะครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่เคยขาดการสแกนนิ้วได้นะครับ แม้ว่าเราจะสามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกเครื่องได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่แอปหลายๆ ตัวของ Android ก็ยังไม่รองรับการใช้ใบหน้าเพื่อปลดล็อกการเข้าแอปอยู่ดี (เช่นแอปของธนาคาร) ซึ่ง Android บางตัวที่มีแต่สแกนใบหน้าอย่างเดียว ตัดการสแกนนิ้วออกไป ทำให้การเข้าใช้แอปพวกนี้ต้องป้อนรหัสผ่านเหมือนเดิม แต่สำหรับ Huawei Mate 20 Pro นั้นไม่มีปัญหานี้ เพราะมาพร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นล่าสุดที่อ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รวดเร็ว แถมยังดูดีเมื่อใช้งานอีกด้วย

เรื่องของ GPS หัวเว่ยประกาศบนเวทีเลยว่าการใช้ GPS 2 คลื่นควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยการใช้ Mate 20 นำทางขับรถรอบกรุงเทพ ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้สมูทตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ

สรุปเลยแล้วกัน Huawei Mate 20 Pro คือตัวท็อปของหัวเว่ยที่อัดเทคโนโลยีมาเต็ม เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในหลายๆ ด้าน ทั้งกล้องที่คมชัดแถมได้ช่วงซูมที่กว้างมาก แบตเตอรี่ที่ใหญ่ ชาร์จได้เร็ว แถมชาร์จไร้สายให้เครื่องอื่นได้ เครื่องแรงระดับท็อปของโลก Android กล้องหน้าที่มาพร้อมการสแกน 3 มิติ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ รวมถึงระบบ GPS ที่แม่นยำครับ ใครมองหาสมาร์ทโฟนที่ความสามารถท็อปๆ ดู Huawei Mate 20 Pro ไม่น่าจะผิดหวัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะลึกการทำงานกล้อง iPhone XR ทำไมถึงถ่าย Portait ได้สว่างกว่า iPhone XS!

Published

on

iPhone XR สมาร์ทโฟนซีรีส์ X รุ่นล่าสุดจากทาง Apple ที่มีราคาค่าตัวน่าคบหาสุดแล้วในรุ่น (ประมาณ 29,900 บาท) ที่แม้ฮาร์ดแวร์อย่างกล้องหลักจะถูกตัดเหลือเพียงหนึ่งตัวถ้วน แต่พวกเขาก็ได้เสริมใส่ซอฟต์แวร์ในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์มาทดแทน และทำให้การถ่ายภาพในโหมด Portrait กลับสามารถถ่ายภาพออกมาได้สว่างกว่าและจากพื้นที่แสงน้อย ซึ่ง iPhone XS นั้นทำในส่วนนี้ไม่ได้

แต่จะเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น บทความจากทางแบไต๋ครั้งนี้จะหามาหาคำตอบให้ได้รับทราบกันครับ


สืบเนื่องจากบทความ “แบไต๋เทคนิค! ทำไมสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึงถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้แจ่มนัก” ที่หนึ่งในเทคนิคจากบทความดังกล่าวอันเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (Neural Network) มาทำงานร่วมกล้องหลักเลนส์เดียวที่มีระบบ Dual Pixel Autofocus นั้น Apple ได้เลือกเทคนิคนี้ใส่ลงไปใน iPhone XR เพื่อให้กล้องเดียวของ XR นั้นสามารถถ่ายภาพ Portrait ที่มีฉากหลังเบลอได้ พร้อมได้พัฒนาในส่วนของปัญญาประดิษฐ์เพิ่มที่ขนานนามว่า Portrait Effects Matte ที่สามารถแยกตัวแบบที่เป็นบุคคลและวัตถุที่อยู่คู่กับบุคคลออกจากฉากหลังได้ในระดับสูง (เหมือนกับที่ Google Pixel ทำ)

ทั้งสองภาพใช้โหมด Portrait ถ่ายในที่แสงน้อย (ซ้าย iPhone XS, ขวา iPhone XR)

ซึ่งเหตุผลที่ว่าทำไม iPhone XR ถึงให้แสงและถ่ายในที่แสงน้อยในโหมดถ่ายภาพบุคคลได้ดีกว่ารุ่น XS นั้น ก็เพราะ iPhone XR ใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่าย Portrait ในขณะที่ iPhone XS จะต้องใช้เลนส์เทเลในการถ่าย Portrait เท่านั้น (เพราะใช้วิธีการเบลอฉากหลังด้วยการใช้ 2 เลนส์ ฉากหลังที่จะเบลอได้ก็ต้องเป็นส่วนที่ 2 เลนส์เห็นเหมือนกัน เลยต้องใช้มุมเทเลเท่านั้น) ซึ่งเลนส์มุมกว้างมีรูรับแสงที่ f/1.8 ส่วนเลนส์เทเลของ iPhone XS ซึ่งมีรูรับแสงที่ f/2.4 ถ้าจะพูดง่ายๆ คือเลนส์มุมกว้างของ iPhone XR และ iPhone XS ให้แสงเข้ามาได้มากกว่าเลนส์เทเลบน iPhone XS ประมาณเท่าตัว ทำให้การถ่าย portrait ในที่แสงน้อยด้วยเลนส์มุมกว้าง ให้ภาพที่สว่างกว่าการถ่าย Portrait ด้วยเลนส์ 2x

แต่เรื่องรับแสงได้มากกว่าก็เป็นข้อได้เปรียบเดียวรุ่น XR เหนือกว่ารุ่น XS ครับ เพราะอย่าลืมว่าเลนส์กล้องของ XR เป็นเลนส์มุมรับภาพกว้างทางยาวโฟกัส 26 mm ทำให้การถ่ายเน้นเฉพาะใบหน้าหรือเพียงบริเวณหัวนั้นจะก่อให้เกิดรูปหน้าที่บิดเบือนไปจากของจริง (ดูรูปข้างบนที่จะเห็นว่าเลนส์มุมกว้างจะให้ภาพใบหน้าแปลกๆ) ส่วนเลนส์ Tele ของ XS จะมีทางยาวโฟกัส 56 mm ซึ่งจะทำให้การถ่ายภาพบุคคลดูสวยเป็นธรรมชาติกว่า และให้ฉากหลังที่เบลอเป็นธรรมชาติตั้งแต่แรกแล้ว

เอาเป็นว่ายังไงราคาที่แตกต่างกันก็ย่อมต้องมีข้อดีข้อเสียที่หักล้างกันไปเป็นเรื่องปกตินั่นแหละครับ ใครพึงพอใจความสามารถของรุ่นไหนหรือมีงบจบสวยที่รุ่นใด ทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคนแล้วละนะ แต่ก็หวังว่า Apple จะทำให้ iPhone XS ถ่าย Portrait ด้วยเลนส์มุมกว้างได้บ้างใน iOS รุ่นถัดๆ ไป

ที่มา: Blog.Halideidownloadblog

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทดสอบกล้อง “iPhone XS Max” vs. “iPhone 8 Plus” ถ่ายภาพต่างกันอย่างไร ?

Published

on

หลังจากที่ได้ทดสอบการถ่ายภาพด้วยกล้องของ iPhone XS Max มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้พบว่านี่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายภาพดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

แต่จะมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนเท่าไรนั้น ต้องลองมาดูภาพเปรียบเทียบกัน

  • ปล. ในที่นี้ ขอเปรียบเทียบกล้อง iPhone XS Max กับ iPhone 8 Plus เนื่องจากมีโมดูลกล้องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จากรุ่นที่ห่างกันเพียงปีเดียว (สำหรับ iPhone X นั้น มีโมดูลกล้องที่ใกล้เคียงกับ XS Max ซึ่งอาจแสดงความแตกต่างของภาพได้ไม่มากนัก)

iPhone XS Max

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.4
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า (TrueDepth)

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

iPhone 8 Plus

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.8
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคล
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • Retina Flash
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

เริ่มทดสอบ

จากการถ่ายภาพในสภาวะแสงปกตินั้น อาจไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดี แสดงสีของท้องฟ้าได้สมจริง และจัดการคอนทราสต์และ White Balance ได้ดีเช่นกัน

แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือ รายละเอียดของท้องฟ้าที่ iPhone XS Max สามารถเก็บได้มากกว่า

ยามค่ำ (พระอาทิตย์กำลังจะตก)

สิ่งที่ทำให้ภาพจากกล้องของ iPhone 8 Plus และ iPhone XS Max เริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น คือการถ่ายในช่วงเวลาเย็น ซึ่งเป็นสภาวะที่แสงเริ่มน้อยลง และมีรายละเอียดของสีบนท้องฟ้าที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการถ่ายภาพย้อนแสงด้วย แต่ยังคงได้แสงแบบนุ่ม ๆ อยู่

ด้วยฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะ ทำให้การเรนเดอร์ภาพของ iPhone XS Max นั้น ดีกว่าเล็กน้อย เก็บรายละเอียดได้มากกว่า, สีสันชัดเจนกว่า และได้ภาพที่สว่างกว่า

แต่ถึงกระนั้น iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บรายละเอียดได้ดีเช่นกัน สีสันเป็นธรรมชาติ แต่อาจจะดูด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อถ่ายภาพย้อนแสง

วิ่งยามเย็น (สีสันของภาพซับซ้อนมากขึ้น)

การเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า การจัดการแสง และความแม่นยำของสีของ iPhone 8 Plus นั้น ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีเช่นเดิม

หน้าชัด หลังเบลอ (ถ่ายวัตถุ ไม่เน้นบุคคล)

แน่นอนว่าทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max นั้น สามารถถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟก Bokeh ได้อย่างสวยงาม แต่มีบ่อยครั้งที่โหมดการถ่ายภาพบุคคลนี้จะถูกนำมาใช้ในการถ่ายภาพวัตถุด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถทำได้ดี

ในการถ่ายครั้งนี้ ได้ใช้โหมดถ่ายภาพบุคคล และเสริมด้วยเอฟเฟกแสงไฟสตูดิโอ เพื่อให้วัตถุด้านหน้ามีความสว่างมากขึ้น และโดดเด่นขึ้น

ในขณะที่สีจาก iPhone 8 Plus ค่อนโทนเย็นมากกว่า แต่ก็สมจริงมาก ส่วน XS Max นั้นค่อนข้างสว่างกว่า เน้นไปโทนร้อน ให้ความรู้สึกว่าสีถูกเร่งขึ้นมาอีก 1 ระดับ ทำให้เสียรายละเอียดของดอกไม้ไปบ้าง

ส่วนขอบของวัตถุที่ตัดกับพื้นหลังที่เบลอของนั้น ที่ iPhone 8 Plus และ XS Max ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในโหมดนี้ได้รับการออกแบบให้ถ่ายภาพบุคคลมากกว่า)

เริ่มมืด (แสงน้อย)

เป็นช่วงประมาณ 18.00 น. ในหน้าหนาว ซึ่งแสงเริ่มน้อยลงแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า iPhone 8 Plus นั้น สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีมาก แต่อาจด้อยกว่า XS Max ที่มี HDR อัจฉริยะ ช่วยเรนเดอร์และปรับสมดุลของภาพได้ลงตัวมากกว่า

มืดแล้ว (สภาวะแสงน้อย)

เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคืน iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บแสง, ความแม่นยำของสีได้ดีไม่แพ้ XS Max เลย ถึงแม้ว่าจะมีแสงแฟลร์ (Flare) อยู่บ้าง

ส่วน iPhone XS Max ก็ยังคงใช้ประโยชน์จาก HDR อัจฉริยะ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เห็นรายละเอียดพื้นหลังมากกว่า

แต่เมื่อสภาวะแสงได้น้อยลงไปอีก ก็จะเห็นได้ว่าภาพจาก iPhone 8 Plus นั้น มี Noise มากกว่า ส่วน XS Max นั้น สามารถจัดการกับแสงได้ดีกว่า

กล้องหน้า

เป็นอีกส่วนที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย iPhone XS Max นั้น ใช้ประโยชน์การกล้อง TrueDepth เพื่อสร้างเอฟเฟก Bokeh และ HDR อัจฉริยะที่สวยงาม เก็บแสงและเรนเดอร์สีได้ดี

ส่วน iPhone 8 Plus นั้น มิได้ใช้กล้อง TrueDepth แต่อย่างใด

ความดีงามของการถ่ายภาพบุคคลด้วย iPhone XS Max

ในที่นี้ เป็นการถ่ายภาพโหมดบุคคล ปรับแต่งรูรับแสง และใส่เอฟเฟกแสงสตูดิโอ ซึ่งให้ภาพที่สวยงามเลยทีเดียว (ต้องตรวจดูทิศทางของแสงด้วยนะครับ มิเช่นนั้น “หน้ามืด” แน่นอน)

อีกหนึ่งข้อดีของ HDR อัจฉริยะ

เนื่องจากฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะนั้น ช่วยในการเก็บช่วงแสงและสีได้กว้างขึ้น ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ซึ่งในกรณีที่ถ่ายภาพในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดค่อนข้างแรง ท่านสามารถเร่งความสว่างของภาพที่ถ่ายไปแล้วได้จากแอปรูปภาพของ Apple ได้โดยตรงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยแสดงรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น โดยที่ไม่เสียรายละเอียดของส่วนที่สว่างด้วย

แต่ไม่ควรเร่งความสว่างมากเกินไปจนทำให้ภาพเสียสมดุล

สรุป

iPhone 8 Plus ยังคงมีกล้องที่ยอดเยี่ยม เก็บรายละเอียดได้ดี สีสันค่อนข้างสมจริงแม่นยำ แต่การจัดการแสงยังด้อยกว่า XS Max

ส่วน iPhone XS Max นั้น มีโมดูลกล้องที่ใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ลด Noise ลงได้ อีกทั้ง HDR อัจฉริยะ ยังช่วยเรนเดอร์ภาพออกมาได้ดีอีกด้วย

กล่าวคือ

  • ถ้าท่านชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยกล้องสมาร์ทโฟน และใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ แล้วล่ะก็ iPhone XS Max ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
  • แต่ถ้าท่านใช้กล้องสมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพชีวิตประจำวันปกติทั่วไป ไม่เน้นความหวือหวา iPhone 8 Plus ก็มีกล้องที่ทรงประสิทธิภาพมากเช่นกัน

iPhone XS Max

ขอขอบคุณสถานที่ : สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี และวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!