Connect with us

บทความเทคโนโลยี

สุดยอด Gadget แห่งปี 2017 โดยเว็บแบไต๋

เป็นประจำในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เว็บแบไต๋จะคัดสรรของเล่น Gadget ต่างๆ ที่ผ่านมือเรามาแนะนำว่าตัวไหนโดนบ้าง และนี่คือ 5 Gadget แห่งปีจากเว็บแบไต๋ครับ

Panasonic EZ1000 ทีวี OLED มาตรฐานหนังใหญ่

ต้องยอมรับว่าปี 2017 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของ OLED TV เพื่อผู้บริโภคจริงๆ ครับ เพราะแทบทุกค่ายทีวีหลักต่างเข็น OLED TV ออกมาให้เลือกซื้อในรุ่นท็อปทั้งนั้น ด้วยจุดเด่นเฉพาะตัวของ Organic Light-Emitting Diode (OLED) ที่เปล่งแสงสว่างอย่างอิสระในแต่ละพิกเซล สามารถเปิด-ปิดแสงได้เป็นรายพิกเซลเลย ทำให้สร้างภาพที่ Contrast สูงยิ่งกว่าจอประเภทไหนๆ ทำให้ได้ประสบการณ์การรับชมยกระดับขึ้นไปอีก

แม้ว่าในปีนี้จะมี OLED TV ออกมาหลายรุ่น แต่ตัวที่โดดเด่นในความคิดของทีมงานเว็บแบไต๋คือ Panasonic EZ1000 ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ

  1. EZ1000 เป็นทีวีที่ได้รับการจูนสีโดยผู้เชี่ยวชาญจากฮอลลีวูด พร้อมเทคโนโลยีประมวลผลภาพและสีสันเฉพาะตัวของ Panasonic หลายตัวอย่าง 4K HEXA Chroma Drive Pro และ Studio Color HCX2 ซึ่งผลการทดสอบก็ยืนยันว่าเป็นทีวีที่ให้สีเที่ยงตรงกับมาตรฐานการผลิตภาพยนตร์ที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ดูภาพจาก EZ1000 ก็ให้สีใกล้เคียงกับภาพจากมอนิเตอร์สตูดิโอ (ที่ราคาเป็นล้าน) ทำให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แถมด้วยจุดเด่นของ OLED ยังทำให้ภาพจาก Panasonic EZ1000 ออกมาสดใส Contrast สูงอย่างที่ควรจะเป็น
  2. ตัว Blade Soundbar ที่มาพร้อมกับทีวีให้เสียงได้น่าทึ่ง ทั้ง Sound Stage กว้าง ให้เสียงโอบไปทั่วห้อง แยกแยะเสียงซ้าย-ขวาได้ดี และเสียงเบสอยู่ในระดับที่พอดี ซึ่งตัว Blade Soundbar ก็ออกแบบมาได้สวย วางเฉียงขึ้นเหมือนกับดาบเพื่อให้เสียงสะท้อนขึ้นเพดานและกระจายไปได้ทั่ว

Panasonic EZ1000 ขนาด 65 นิ้วเปิดตัวมาด้วยราคา 249,990 บาทนะครับ ก็เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับ OLED TV ตัวท็อปจากค่ายอื่นๆ ซึ่งบางช่วงก็มีโปรโมชั่นพิเศษลดราคาลงกว่านี้ด้วย

Nintendo Switch เครื่องเกมลูกผสมสุดร้อนแรง

หลังจากที่ Nintendo เจ็บตัวไปไม่น้อยกับความล้มเหลวของ Wii U กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่นำมาพัฒนาและกำหนดทิศทางของ Nintendo Switch เครื่องเกมลูกผสมจนประสบความสำเร็จสูงสุดในปีนี้ครับ

ความสำเร็จของ Nintendo Switch นั้นมาจาก 2 ประเด็นหลักคือ

  1. เป็นเครื่องเกมที่แตกต่างจากเครื่องอื่นๆ ในตลาด เพราะ Nintendo Switch เป็นเครื่องเกมลูกผสม (Hybrid) สามารถเล่นได้ทั้งโหมดพกพา และต่อภาพออกโทรทัศน์แบบเครื่อง Console จึงทำให้รูปแบบการเล่นของ Switch นั้นหลากหลาย ดึงดูดได้ทั้งกลุ่มผู้เล่นที่พกไปเล่นนอกบ้าน และกลุ่มที่ชอบเล่นเกมจอใหญ่ๆ บนทีวี แถมยังคงจุดเด่นของนินเทนโดที่เป็นเครื่องเกมเพื่อครอบครัวและปาร์ตี้ได้ด้วยการพกพาไปเล่นกับเพื่อนหลายคนได้พร้อมกัน
  2. จากความล้มเหลวของ Wii U ทำให้นินเทนโดกลับมาวางแผนการจัดจำหน่ายเกมใหม่ ทำให้ตั้งแต่ Nintendo Switch วางจำหน่ายเมื่อต้นปี มีเกมฟอร์มใหญ่ทยอยให้เล่นไม่ขาดในทุกเดือน และมีเกมฟอร์มย่อยๆ และเกมอินดี้ออกมาเป็นตัวเลือกให้ผู้เล่นอีกนับไม่ถ้วน Nintendo Switch จึงเป็นกระแสมาได้ตลอดปี ไม่ใช่ดังตูมเดียวแล้วเงียบหายไปหลายเดือนกว่าเกมใหม่ออกมา

เป็นที่น่าเสียดายว่าในไทยเราไม่มีตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Nintendo อย่างเป็นทางการ ราคาของ Nintendo Switch ในไทยจึงค่อนข้างแกว่ง แต่ก็อยู่ราวๆ หมื่นต้นๆ ครับ

Sony Alpha a7R III ราชันย์แห่งกล้องไร้กระจก

ในยุคที่กล้อง Mirrorless หรือกล้องไร้กระจกประสิทธิภาพดีแซงหน้ากล้อง DSLR ในหลายๆ ด้านไปแล้ว แต่ Sony ก็ยังไม่หยุดพัฒนากล้องเรือธงของพวกเขา และในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ราชันย์องค์ใหม่ของวงการกล้องอย่าง Sony Alpha a7R III ก็ถือกำเนิดมา โดยถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ในตระกูล a7R กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่เน้นความละเอียดภาพของ Sony

จุดที่เรารักใน Alpha a7R III มีด้วยกัน 2 อย่างครับ

  1. แม้ว่ารุ่นพี่อย่าง a7R II จะเป็นกล้องที่ดีมากแล้ว แต่ Sony ไม่เคยหยุดความกระหายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้โลกแห่งการถ่ายภาพมาสยบแทบเท้า ใน a7R III จึงได้รับการพัฒนาหลายจุดที่เป็นการปิดจุดอ่อนของรุ่นเดิม ทั้งพัฒนาแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้น (ซึ่งอายุแบตเป็นจุดอ่อนของกล้อง Mirrorless มาตลอด) พัฒนาโฟกัสอัตโนมัติให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีขึ้น แล้วเพิ่มโหมดใหม่อย่าง Pixel Shift Multi shooting เข้าไปเพื่อเอาใจช่างภาพสาย Landscape และสถาปัตยกรรมให้เก็บรายละเอียดของโลกออกมาให้ได้มากที่สุด
  2. ด้วยความที่เป็นกล้อง Mirrorless ทำให้น้ำหนักพื้นฐานของ a7R III น้อยกว่า DSLR อยู่แล้ว ซึ่งปัจจัยเรื่องน้ำหนักก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ช่างภาพมากมายเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง

ราคาของ Sony Alpha a7R III นั้นเปิดตัวในไทยที่ 114,990 บาท ซึ่งราคาแบบนี้มันจึงไม่ใช่กล้องที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ถ้าพูดถึงกล้องที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา ก็ต้องกล้องรุ่นนี้ครับ

iPhone X

ไอโฟนเท็น ถือเป็นไอโฟนที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานมากที่สุดนับตั้งแต่ออก iPhone รุ่นแรกมานะครับ ด้วยรูปแบบการลากหน้าจอที่เข้ามาทดแทนการกดปุ่มโฮม การสแกนเข้าใช้เครื่องด้วยหน้าตาหรือ Face ID แทนที่จะเป็นการสแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID และดีไซน์หน้าจอใหม่ที่ลดขนาดขอบลง ทำให้จอปูไปจนสุดขอบเครื่องมากขึ้น ภาพที่ได้จึงเต็มตายิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้หน่วยประมวลผล Apple A11 รุ่นใหม่ก็ยังทำให้ iPhone X เป็นสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในโลกด้วย (ถ้าไม่นับรุ่นน้องที่ออกมาพร้อมกันอย่าง iPhone 8 และ 8 Plus น่ะนะ)

ที่น่าสนใจคือ iPhone X สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟน หลังจากที่วงการนี้เริ่มต้น ผู้คนเริ่มไม่ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในสมาร์ทโฟน แต่ iPhone X ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปกลับมาสนใจนวัตกรรมของมือถืออีกครั้ง ซึ่งทำให้ตลาดมือถือโดยรวมคึกคักขึ้น ฝั่ง Android เองก็ได้รับผลกระทบในแง่ดีตามไปด้วยเพราะราคา iPhone X ที่แพงระยับ ทำให้ผู้ใช้ส่วนหนึ่งก็มองหาทางเลือกที่ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน ให้จอใหญ่เต็มตาคล้ายๆ กัน จากฝั่งแอนดรอยด์ตามไปด้วย

iPhone X เริ่มต้นที่ 40,500 บาทสำหรับรุ่น 64 GB และ 46,500 บาทสำหรับรุ่น 256 GB

GoPro Hero 6

ที่ผ่านมา GoPro Hero นั้นไม่เคยอยู่ในการจัดอันดับ Gadget น่าใช้ประจำปี เพราะเรายังมองไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ คนที่ซื้อ GoPro ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่มักเก็บกล้องอยู่กับบ้านเพราะรู้สึกว่าใช้สมาร์ทโฟนถ่ายวิดีโอเอาง่ายกว่า ได้ภาพวิดีโอที่นิ่งกว่า ถ่ายแล้วก็แชร์ได้เลย (ถ้าไม่ใช่ผู้ใช้แนวกีฬา หรือแนวที่ต้องการกล้องติดกับร่างกายเพื่อถ่ายวิดีโอไปตลอดน่ะนะ) แต่ GoPro Hero 6 ตัวใหม่ล่าสุดเข้ามาอยู่ในใจเราด้วยเหตุผล 2 ข้อครับ

  1. ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ปรับปรุงขึ้น ที่ผ่านมาผู้ใช้ GoPro มีปัญหาอย่างหนึ่งคือภาพวิดีโอสั่นไหว โดยเฉพาะการถือกล้องถ่ายด้วยมือเปล่า ไม่ได้ยึดกับรถหรือใช้อุปกรณ์เสริมลดการสั่นไหว ทำให้วิดีโอจาก GoPro นำมาใช้ในเชิงไลฟ์สไตล์ยากขึ้น เพราะต้องเช็ตอัปอุปกรณ์ให้ภาพไม่สั่นเยอะ แต่สำหรับ GoPro Hero 6 ได้มีการพัฒนาระบบป้องกันการสั่นไหวแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เก่งขึ้น ทำให้แม้จะถือถ่าย เดินถ่าย ภาพก็ยังนิ่มนวล เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายกว่าเดิม มันจึงเหมาะสำหรับคนที่อยากได้กล้องตัวเล็กๆ สำหรับไปเที่ยว เดินถ่ายวิว หันกลับมาถ่ายหน้าตัวเองกับครอบครัว (เพราะเลนส์ของ GoPro นั้นกว้างมาก ยืดแขนไปนิดเดียวก็เก็บภาพได้ทั้งครอบครัวแล้ว) ซึ่งจะได้วิดีโอที่สไตล์ที่แตกต่างจากเอากล้องสมาร์ทโฟนถ่ายครับ
  2. ปรับปรุงทุกอย่างให้เก่งขึ้น ใน GoPro Hero 6 นั้นถ่าย 4K และ 1080p ได้ที่เฟรมเรทมากกว่าเดิม ทำให้ถ่าย Slow-motion ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุงคุณภาพวิดีโอและภาพถ่ายให้สมบูรณ์มากขึ้น เก็บค่าแสงได้มากกว่าเดิม สีสันถูกต้องกว่าเดิม แต่ยังให้สไตล์ภาพที่สดจัดจ้าน ภาพนิ่งและวิดีโอดูคมตามสไตล์ของ GoPro เหมือนเดิม นอกจากนี้ระบบการโอนไฟล์ไร้สายยังปรับปรุงขึ้นทำให้โอนวิดีโอเข้าสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่าเดิม จึงสามารถเอามาตัดต่อง่ายๆ ผ่านแอป Quik ของ GoPro เพื่อแชร์ได้ง่ายขึ้นด้วย (แอปนี้ตัดต่อวิดีโอง่ายจริงๆ ไม่ต้องใช้ GoPro ก็ใช้งานได้ฟรี ลองโหลดมาเล่นกันดู)

GoPro Hero 6 เปิดตัวในไทยด้วยราคา 18,500 บาท

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!