Connect with us

บทความเทคโนโลยี

สุดยอด Gadget แห่งปี 2017 โดยเว็บแบไต๋

Published

on

เป็นประจำในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เว็บแบไต๋จะคัดสรรของเล่น Gadget ต่างๆ ที่ผ่านมือเรามาแนะนำว่าตัวไหนโดนบ้าง และนี่คือ 5 Gadget แห่งปีจากเว็บแบไต๋ครับ

Panasonic EZ1000 ทีวี OLED มาตรฐานหนังใหญ่

ต้องยอมรับว่าปี 2017 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของ OLED TV เพื่อผู้บริโภคจริงๆ ครับ เพราะแทบทุกค่ายทีวีหลักต่างเข็น OLED TV ออกมาให้เลือกซื้อในรุ่นท็อปทั้งนั้น ด้วยจุดเด่นเฉพาะตัวของ Organic Light-Emitting Diode (OLED) ที่เปล่งแสงสว่างอย่างอิสระในแต่ละพิกเซล สามารถเปิด-ปิดแสงได้เป็นรายพิกเซลเลย ทำให้สร้างภาพที่ Contrast สูงยิ่งกว่าจอประเภทไหนๆ ทำให้ได้ประสบการณ์การรับชมยกระดับขึ้นไปอีก

แม้ว่าในปีนี้จะมี OLED TV ออกมาหลายรุ่น แต่ตัวที่โดดเด่นในความคิดของทีมงานเว็บแบไต๋คือ Panasonic EZ1000 ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ

  1. EZ1000 เป็นทีวีที่ได้รับการจูนสีโดยผู้เชี่ยวชาญจากฮอลลีวูด พร้อมเทคโนโลยีประมวลผลภาพและสีสันเฉพาะตัวของ Panasonic หลายตัวอย่าง 4K HEXA Chroma Drive Pro และ Studio Color HCX2 ซึ่งผลการทดสอบก็ยืนยันว่าเป็นทีวีที่ให้สีเที่ยงตรงกับมาตรฐานการผลิตภาพยนตร์ที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ดูภาพจาก EZ1000 ก็ให้สีใกล้เคียงกับภาพจากมอนิเตอร์สตูดิโอ (ที่ราคาเป็นล้าน) ทำให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แถมด้วยจุดเด่นของ OLED ยังทำให้ภาพจาก Panasonic EZ1000 ออกมาสดใส Contrast สูงอย่างที่ควรจะเป็น
  2. ตัว Blade Soundbar ที่มาพร้อมกับทีวีให้เสียงได้น่าทึ่ง ทั้ง Sound Stage กว้าง ให้เสียงโอบไปทั่วห้อง แยกแยะเสียงซ้าย-ขวาได้ดี และเสียงเบสอยู่ในระดับที่พอดี ซึ่งตัว Blade Soundbar ก็ออกแบบมาได้สวย วางเฉียงขึ้นเหมือนกับดาบเพื่อให้เสียงสะท้อนขึ้นเพดานและกระจายไปได้ทั่ว

Panasonic EZ1000 ขนาด 65 นิ้วเปิดตัวมาด้วยราคา 249,990 บาทนะครับ ก็เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับ OLED TV ตัวท็อปจากค่ายอื่นๆ ซึ่งบางช่วงก็มีโปรโมชั่นพิเศษลดราคาลงกว่านี้ด้วย

Nintendo Switch เครื่องเกมลูกผสมสุดร้อนแรง

หลังจากที่ Nintendo เจ็บตัวไปไม่น้อยกับความล้มเหลวของ Wii U กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่นำมาพัฒนาและกำหนดทิศทางของ Nintendo Switch เครื่องเกมลูกผสมจนประสบความสำเร็จสูงสุดในปีนี้ครับ

ความสำเร็จของ Nintendo Switch นั้นมาจาก 2 ประเด็นหลักคือ

  1. เป็นเครื่องเกมที่แตกต่างจากเครื่องอื่นๆ ในตลาด เพราะ Nintendo Switch เป็นเครื่องเกมลูกผสม (Hybrid) สามารถเล่นได้ทั้งโหมดพกพา และต่อภาพออกโทรทัศน์แบบเครื่อง Console จึงทำให้รูปแบบการเล่นของ Switch นั้นหลากหลาย ดึงดูดได้ทั้งกลุ่มผู้เล่นที่พกไปเล่นนอกบ้าน และกลุ่มที่ชอบเล่นเกมจอใหญ่ๆ บนทีวี แถมยังคงจุดเด่นของนินเทนโดที่เป็นเครื่องเกมเพื่อครอบครัวและปาร์ตี้ได้ด้วยการพกพาไปเล่นกับเพื่อนหลายคนได้พร้อมกัน
  2. จากความล้มเหลวของ Wii U ทำให้นินเทนโดกลับมาวางแผนการจัดจำหน่ายเกมใหม่ ทำให้ตั้งแต่ Nintendo Switch วางจำหน่ายเมื่อต้นปี มีเกมฟอร์มใหญ่ทยอยให้เล่นไม่ขาดในทุกเดือน และมีเกมฟอร์มย่อยๆ และเกมอินดี้ออกมาเป็นตัวเลือกให้ผู้เล่นอีกนับไม่ถ้วน Nintendo Switch จึงเป็นกระแสมาได้ตลอดปี ไม่ใช่ดังตูมเดียวแล้วเงียบหายไปหลายเดือนกว่าเกมใหม่ออกมา

เป็นที่น่าเสียดายว่าในไทยเราไม่มีตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Nintendo อย่างเป็นทางการ ราคาของ Nintendo Switch ในไทยจึงค่อนข้างแกว่ง แต่ก็อยู่ราวๆ หมื่นต้นๆ ครับ

Sony Alpha a7R III ราชันย์แห่งกล้องไร้กระจก

ในยุคที่กล้อง Mirrorless หรือกล้องไร้กระจกประสิทธิภาพดีแซงหน้ากล้อง DSLR ในหลายๆ ด้านไปแล้ว แต่ Sony ก็ยังไม่หยุดพัฒนากล้องเรือธงของพวกเขา และในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ราชันย์องค์ใหม่ของวงการกล้องอย่าง Sony Alpha a7R III ก็ถือกำเนิดมา โดยถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ในตระกูล a7R กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่เน้นความละเอียดภาพของ Sony

จุดที่เรารักใน Alpha a7R III มีด้วยกัน 2 อย่างครับ

  1. แม้ว่ารุ่นพี่อย่าง a7R II จะเป็นกล้องที่ดีมากแล้ว แต่ Sony ไม่เคยหยุดความกระหายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้โลกแห่งการถ่ายภาพมาสยบแทบเท้า ใน a7R III จึงได้รับการพัฒนาหลายจุดที่เป็นการปิดจุดอ่อนของรุ่นเดิม ทั้งพัฒนาแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้น (ซึ่งอายุแบตเป็นจุดอ่อนของกล้อง Mirrorless มาตลอด) พัฒนาโฟกัสอัตโนมัติให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีขึ้น แล้วเพิ่มโหมดใหม่อย่าง Pixel Shift Multi shooting เข้าไปเพื่อเอาใจช่างภาพสาย Landscape และสถาปัตยกรรมให้เก็บรายละเอียดของโลกออกมาให้ได้มากที่สุด
  2. ด้วยความที่เป็นกล้อง Mirrorless ทำให้น้ำหนักพื้นฐานของ a7R III น้อยกว่า DSLR อยู่แล้ว ซึ่งปัจจัยเรื่องน้ำหนักก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ช่างภาพมากมายเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง

ราคาของ Sony Alpha a7R III นั้นเปิดตัวในไทยที่ 114,990 บาท ซึ่งราคาแบบนี้มันจึงไม่ใช่กล้องที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ถ้าพูดถึงกล้องที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา ก็ต้องกล้องรุ่นนี้ครับ

iPhone X

ไอโฟนเท็น ถือเป็นไอโฟนที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานมากที่สุดนับตั้งแต่ออก iPhone รุ่นแรกมานะครับ ด้วยรูปแบบการลากหน้าจอที่เข้ามาทดแทนการกดปุ่มโฮม การสแกนเข้าใช้เครื่องด้วยหน้าตาหรือ Face ID แทนที่จะเป็นการสแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID และดีไซน์หน้าจอใหม่ที่ลดขนาดขอบลง ทำให้จอปูไปจนสุดขอบเครื่องมากขึ้น ภาพที่ได้จึงเต็มตายิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้หน่วยประมวลผล Apple A11 รุ่นใหม่ก็ยังทำให้ iPhone X เป็นสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในโลกด้วย (ถ้าไม่นับรุ่นน้องที่ออกมาพร้อมกันอย่าง iPhone 8 และ 8 Plus น่ะนะ)

ที่น่าสนใจคือ iPhone X สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟน หลังจากที่วงการนี้เริ่มต้น ผู้คนเริ่มไม่ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในสมาร์ทโฟน แต่ iPhone X ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปกลับมาสนใจนวัตกรรมของมือถืออีกครั้ง ซึ่งทำให้ตลาดมือถือโดยรวมคึกคักขึ้น ฝั่ง Android เองก็ได้รับผลกระทบในแง่ดีตามไปด้วยเพราะราคา iPhone X ที่แพงระยับ ทำให้ผู้ใช้ส่วนหนึ่งก็มองหาทางเลือกที่ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน ให้จอใหญ่เต็มตาคล้ายๆ กัน จากฝั่งแอนดรอยด์ตามไปด้วย

iPhone X เริ่มต้นที่ 40,500 บาทสำหรับรุ่น 64 GB และ 46,500 บาทสำหรับรุ่น 256 GB

GoPro Hero 6

ที่ผ่านมา GoPro Hero นั้นไม่เคยอยู่ในการจัดอันดับ Gadget น่าใช้ประจำปี เพราะเรายังมองไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ คนที่ซื้อ GoPro ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่มักเก็บกล้องอยู่กับบ้านเพราะรู้สึกว่าใช้สมาร์ทโฟนถ่ายวิดีโอเอาง่ายกว่า ได้ภาพวิดีโอที่นิ่งกว่า ถ่ายแล้วก็แชร์ได้เลย (ถ้าไม่ใช่ผู้ใช้แนวกีฬา หรือแนวที่ต้องการกล้องติดกับร่างกายเพื่อถ่ายวิดีโอไปตลอดน่ะนะ) แต่ GoPro Hero 6 ตัวใหม่ล่าสุดเข้ามาอยู่ในใจเราด้วยเหตุผล 2 ข้อครับ

  1. ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ปรับปรุงขึ้น ที่ผ่านมาผู้ใช้ GoPro มีปัญหาอย่างหนึ่งคือภาพวิดีโอสั่นไหว โดยเฉพาะการถือกล้องถ่ายด้วยมือเปล่า ไม่ได้ยึดกับรถหรือใช้อุปกรณ์เสริมลดการสั่นไหว ทำให้วิดีโอจาก GoPro นำมาใช้ในเชิงไลฟ์สไตล์ยากขึ้น เพราะต้องเช็ตอัปอุปกรณ์ให้ภาพไม่สั่นเยอะ แต่สำหรับ GoPro Hero 6 ได้มีการพัฒนาระบบป้องกันการสั่นไหวแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เก่งขึ้น ทำให้แม้จะถือถ่าย เดินถ่าย ภาพก็ยังนิ่มนวล เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายกว่าเดิม มันจึงเหมาะสำหรับคนที่อยากได้กล้องตัวเล็กๆ สำหรับไปเที่ยว เดินถ่ายวิว หันกลับมาถ่ายหน้าตัวเองกับครอบครัว (เพราะเลนส์ของ GoPro นั้นกว้างมาก ยืดแขนไปนิดเดียวก็เก็บภาพได้ทั้งครอบครัวแล้ว) ซึ่งจะได้วิดีโอที่สไตล์ที่แตกต่างจากเอากล้องสมาร์ทโฟนถ่ายครับ
  2. ปรับปรุงทุกอย่างให้เก่งขึ้น ใน GoPro Hero 6 นั้นถ่าย 4K และ 1080p ได้ที่เฟรมเรทมากกว่าเดิม ทำให้ถ่าย Slow-motion ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุงคุณภาพวิดีโอและภาพถ่ายให้สมบูรณ์มากขึ้น เก็บค่าแสงได้มากกว่าเดิม สีสันถูกต้องกว่าเดิม แต่ยังให้สไตล์ภาพที่สดจัดจ้าน ภาพนิ่งและวิดีโอดูคมตามสไตล์ของ GoPro เหมือนเดิม นอกจากนี้ระบบการโอนไฟล์ไร้สายยังปรับปรุงขึ้นทำให้โอนวิดีโอเข้าสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่าเดิม จึงสามารถเอามาตัดต่อง่ายๆ ผ่านแอป Quik ของ GoPro เพื่อแชร์ได้ง่ายขึ้นด้วย (แอปนี้ตัดต่อวิดีโอง่ายจริงๆ ไม่ต้องใช้ GoPro ก็ใช้งานได้ฟรี ลองโหลดมาเล่นกันดู)

GoPro Hero 6 เปิดตัวในไทยด้วยราคา 18,500 บาท

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

สรุปครึ่งปี 2018 หัวเว่ยงัดของแรงลงตลาดมากแค่ไหน

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Published

on

(Advertorial)

เราผ่านครึ่งปี 2018 มาหน่อยๆ แล้วนะครับ ซึ่งปีนี้หัวเว่ยก็แรงดีไม่มีตก ส่งผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพสูงลิบ จนถึงราคาสุดคุ้มค่าให้ซื้อหากันได้อย่างสบายกระเป๋า เรามาสรุปกันดีกว่าว่าครึ่งปี 2018 ของหัวเว่ยนั้นมีสมาร์ทโฟนอะไรออกมาบ้าง

เปิดพอร์ตมือถือหัวเว่ยครึ่งปี 2018

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Huawei Mate RS Porsche Design มือถือรุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง

ครองตำแหน่งมือถือระดับท็อปยอดมงกุฎเพชร 3 ดวงไปอย่างเต็มภาคภูมิกับ Huawei Mate RS Porsche Design สมาร์ทโฟนหรูที่สุดประจำปีนี้ ด้วยการออกแบบเครื่องร่วมกับ Porsche Design สำนักออกแบบชื่อดังของโลก ให้เครื่องที่โค้งมนสวยงาม ให้สัมผัสที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นอื่นๆ สะท้อนตัวตนคนใช้ พร้อมอัดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของหัวเว่ยประจำปีนี้ ทั้งกล้องหลัง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยประมวลผลภาพให้เหมาะสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และยังซูมภาพ 5 เท่าแบบไม่แตก สเปคเครื่องก็จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Kirin 970 ที่สามารถประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยหน่วยประมวลผลพิเศษ NPU ในตัว อัดแรมมาให้ 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 256 GB พร้อมจอ AMOLED ความละเอียดสูง 2880 x 1440 pixel นอกจากนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่มีตัวสแกนนิ้วทั้งด้านหลังเครื่อง และอยู่ในหน้าจอให้ผู้ใช้แตะนิ้วสแกนได้จากจอเลย

Huawei Mate RS Porsche Design นั้นเริ่มขายในไทยตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 54,990 บาท และมีแค่ไม่กี่เครื่องเท่านั้นในไทย

Huawei P20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงขวัญใจมหาชน

สมาร์ทโฟนในตระกูล P20 นั้นสร้างชื่อให้หัวเว่ยอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งตัวพี่ Huawei P20 Pro ที่ชูจุดเด่นเรื่องกล้อง 3 ตัวพัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่างๆ แถมยังซูมได้ 5 เท่าโดยที่ภาพยังคงคมชัดอยู่ และทีเด็ดสำคัญคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ผู้ใช้สามารถถือกล้องได้นาน 6 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพกลางคืนได้สวยสด คมชัดแม้จะใช้มือถ่าย จนได้คะแนนสูงสุดใน DxOMark ที่ 109 คะแนนมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่สามารถสมาร์ทโฟนตัวไหนมาโค่นได้ ซีพียู Kirin 970 ตัวแรงสุดของหัวเว่ย จอภาพแบบ AMOLED ที่สวยสด และยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างเทรนด์การออกแบบฝาหลังสะท้อนแสงไล่สีจนฮิตอีกด้วย

ส่วน Huawei P20 ก็ครองใจผู้ใช้ในฐานะสมาร์ทโฟนสเปคเรือธงความสามารถครบรอบด้านในราคาสุดคุ้ม ซึ่งเราก็เคยทำบทความแนะนำ 5 เหตุผลกันไปแล้วว่าทำไม Huawei P20 ถึงน่าใช้ให้อ่านกันไปแล้วก็น่าจะเข้าใจภาพว่ามือถือราคาเปิดตัวแค่ 19,990 บาท รุ่นนี้มันคุ้มยังไง ทั้งได้กล้องที่ร่วมออกแบบโดย Leica มีโหมดถ่ายภาพครบครันเหมือนที่สมาร์ทโฟนในตระกูล P เคยมีมา แถมเพิ่มความสามารถของ Master AI ช่วยปรับภาพให้เหมาะสมตามซีนที่ถ่ายภาพ รวมถึงมีความสามารถถ่ายภาพกลางคืนไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเหมือนรุ่นพี่ P20 Pro ด้วย โดยกวาดคะแนน DxOMark ไปได้ 102 คะแนน นอกจากนี้ยังมีจอภาพที่ให้แสงสีดีมาก ซีพียูตัวท็อป Kirin 970 พร้อม NPU ทำให้มี AI ช่วยถ่ายภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพในเครื่อง แถมยังรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รองรับ 4G ทั้งสองซิมพร้อม VoLTE และ VoWifi

ซึ่ง Huawei P20 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,990 บาท ส่วน HUAWEI P20 Pro ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 27,990 บาทครับ

Huawei nova 3 และ nova 3i สมาร์ทโฟนรุ่นกลางพร้อมกล้อง AI 4 ตัว

น้องใหม่ล่าสุดในพอร์ตสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยประจำครึ่งปีนี้คือ Huawei nova 3 และ nova 3i โดยเป็นตัวแทนสมาร์ทโฟนราคาระดับกลางที่คัดเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนตัวท็อปอย่าง Huawei P20 มาใส่ แน่นอนว่าจุดเด่นของตระกูล nova 3 นั้นหนีไม่พ้นกล้อง 4 ตัวที่ได้พลัง AI มาช่วยประมวลผล

  • น้องเล็ก Huawei nova 3i – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP+2MP
  • รุ่นพี่ Huawei nova 3 – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 24MP+16MP

เมื่อตระกูล nova 3 มีกล้องหน้าและกล้องหลังด้านละ 2 กล้อง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในโหมด Portrait ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง AI จะช่วยปรับแต่งภาพให้สวยงาม ถ้าถ่าย Selfie ก็จะปรับสีผิว โครงหน้าให้ดูดี หรือจะถ่ายอื่นๆ AI ก็วิเคราะห์ซีนและปรับรูปแบบภาพให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้กล้องหน้ายังมี HDR Pro แก้ปัญหาถ่าย Selfie หน้าสว่างสดใส แต่ฉากหลังเบิร์นหายด้วยการเก็บรายละเอียดแสงแบบ HDR พร้อมลูกเล่นที่เหมาะสำหรับผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่นคือ AR Effect ที่เติมความฟรุ้งฟริ้งเข้าไป ใส่หูแมว หัวใจล่องลอย สารพัดจะใส่เข้าไปในภาพ รวมถึง 3D Qmoji สร้างตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นจากสีหน้าของเรา

ภาพ AR จากกล้องหน้า

เมื่อสมาร์ทโฟนตระกูล nova มีความสามารถ AI หน่วยประมวลผลก็ต้องรองรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยถึงจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น โดย nova 3 นั้นมาพร้อม Kirin 970 ซีพียูตัวท็อปที่ใช้ไล่มาตั้งแต่ Huawai Mate RS, P20 จนมาถึงรุ่นนี้ ก็การันตีชื่อชั้นความแรงของชิปตัวนี้ได้ ส่วน nova 3i นั้นมาพร้อมชิประดับกลางรุ่นใหม่อย่าง Kirin 710 ที่ปรับปรุงให้แรงขึ้นจากชิปรุ่นก่อน และเพิ่ม NPU เพื่อช่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ลงไปด้วย

Huawei nova 3i นั้นวางตลาดในราคา 9,990 บาท ก็เป็นราคาที่เร้าใจเลยสำหรับสมาร์ทโฟน 4 กล้องแบบนี้ ส่วน Huawei nova 3 ที่อัปเกรดกล้องหลังให้ละเอียดมากขึ้น และใช้ชิปประมวลผลตัวแรง วางจำหน่ายในราคา 16,990 บาท ถึงแม้จะไม่ได้มีกล้อง Leica แบบ Huawei P20 แต่สเปคนั้นสู้กันได้ในราคาที่ถูกกว่า

Huawei Y Series น้องเล็กราคาสุดคุ้ม

เราไล่กันจนมาถึง Huawei Y Series สมาร์ทโฟนตระกูลเล็กที่สุดจากหัวเว่ยนะครับ โดยในปีนี้สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Y Series นั้นมีทั้งหมด 4 รุ่นคือ Huawei Y3 2018, Huawei Y5 Prime 2018, Huawei Y7 Pro 2018 และ Huawei Y9 2018 ซึ่งเราเคยแนะนำกันแบบเจาะลึกกันไปแล้ว ในครั้งนี้เราขอสรุปแต่ละรุ่นสั้นๆ ดังนี้

  • Huawei Y9 2018 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 6,990 บาท มีกล้องทั้งหมด 4 ตัว คือกล้องหลักด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล + กล้องรอง 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ซึ่งการที่มีกล้องรองตัวนี้ ทำให้สามารถถ่ายโหมด Portrait ปรับฉากหลังให้เบลอสมจริงกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่น พร้อม Smart Face Recognition เพื่อจูนการปรับแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับผู้ใช้ ซึ่ง Y9 รุ่นนี้ใช้ซีพียูระดับกลาง Kirin 659
  • Huawei Y7 Pro 2018 มาพร้อมราคาเปิดตัว 4,990 บาท เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวที่ออกในปีนี้ที่ใช้ซีพียู Snapdragon 430 แถมยังได้กล้องหลังคู่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลนะ ก็ทำให้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนขึ้น ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash ช่วยส่องสว่างใบหน้าให้ใสเนียนได้ แม้ถ่ายในที่แสงน้อย
  • Huawei Y5 Prime 2018 ตั้งราคาไว้ที่ 3,990 บาท ได้กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash และสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าได้ แถมในราคานี้ก็ยังได้จอยาว 18:9 ขนาด 5.45 นิ้วด้วย
  • Huawei Y3 2018 สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่สุดในปีนี้จากหัวเว่ย ด้วยราคาเปิดตัว 3,290 บาท ซึ่งก็ใช้ Android Oreo Go Edition ระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องที่มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยังลื่นอยู่ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซลทีมีโหมดหน้าสวยด้วยนะ และ กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และมีลำโพงเสียงดังลั่นห้องระดับ 85 เดซิเบล

เปรียบเทียบสเปกของ Huawei Y-Series ทั้ง 4 รุ่น

 HUAWEI Y3 2018HUAWEI Y5 Prime 2018HUAWEI Y7 Pro 2018HUAWEI Y9 2018
CPUMediatek MT6737MMediatek MT6739Qualcomm Snapdragon 430Hisilicon Kirin659
RAM1 GB2 GB3 GB3 GB
หน่วยความจำ8 GB16 GB32 GB32 GB
หน้าจอ5" (854 x 480)5.45'' HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.99 นิ้ว HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.93 นิ้ว (2160 x 1080) 18:9
HUAWEI FullView Display
กล้องหน้า2 MP5 MP8 MP16 MP + 2 MP
กล้องหลัง8 MP13 MP13 MP + 2 MP13 MP + 2 MP
แบตเตอรี่2280 mAh3020 mAh3000 mAh4000 mAh
AndroidAndroid™ Oreo (Go edition)Android™ 8.1Android™ 8.0Android™ 8.0
ราคา3,290 บาท3,990 บาท4,990 บาท6,990 บาท

หัวเว่ยรุกตลาดสมาร์ทโฟนเน้นกล้องได้ เพราะมีการค้นคว้าวิจัยสนับสนุน

Ren Zhengfei, CEO ของ Huawei (ขวา) และ Dr. Andreas Kaufmann, ผู้ถือหุ้นใหญ่และบอร์ดของ Leica Camera AG(left) ลงนามความตกลงตั้งศูนย์ ‘Max Berek Innovation Lab’

เราอาจแบ่งเทคโนโลยีเรื่องกล้องของหัวเว่ยได้ 2 สายนะครับ คือสายซอฟต์แวร์ระบบประมวลผลภาพต่างๆ และสายฮาร์ดแวร์ ซึ่งสายซอฟต์แวร์หัวเว่ยมีการร่วมมือกับ Leica สร้างศูนย์วิจัย The Max Berek Innovation Lab ขึ้นในเยอรมันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาพสำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ในอนาคต ซึ่งเราก็คงเห็นผลของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟนกล้องเทพรุ่นต่างๆ ของหัวเว่ยที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพ รวมถึงโทนสีของภาพที่เป็นเอกลักษณ์จากการพัฒนาร่วมกับ Leica นะครับ

นอกจากนี้ในส่วนของฮาร์ดแวร์ยังมีการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเซนเซอร์ เพื่อให้ได้เซนเซอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเซนเซอร์ความละเอียดสูง 40 ล้านพิกเซลที่อยู่ใน Huawei P20 Pro และ Huawei Mate RS Porsche Design ก็เป็นเซนเซอร์ที่มีการออกแบบเฉพาะที่เรียกว่า Quad Bayer Design ทำให้สามารถรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่พิกเซลเดียวได้ (ในโหมดนี้จะมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล) จึงมีความสามารถในการรับแสงได้ดีขึ้น สามารถเร่ง ISO สูงและถ่ายภาพกลางคืนได้ดีขึ้น

และแน่นอนว่าปี 2018 ยังไม่จบแค่นี้ ช่วงปลายปีของทุกปีจะเป็นเวลาของสมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ Mate ที่เชื่อได้ว่ากล้องจะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Cisco START : Meraki จัดการเน็ตเวิร์คด้วยความสามารถระดับ Enterprise ในราคา SME

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

Published

on

(Advertorial)

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ Cisco บริษัทโซลูชั่นเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของโลก นั้นจะผูกกับภาพขององค์กรขนาดใหญ่มาตลอดนะครับ อาจเพราะเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของ Cisco นั้นออกแบบมาสำหรับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้เยอะๆ ทำให้มีราคาสูงตามความสามารถของโซลูชั่น แต่ไม่ใช่ว่าซิสโก้จะทอดทิ้งผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เมื่อไม่นานมานี้ซิสโก้ก็ได้เปิดตัว Cisco START โซลูชั่นที่นำเอาเทคโนโลยีและโซลูชั่นระดับ Enterprise  ของซิสโก้มาปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้กลุ่ม SME และปรับราคาใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานในองค์กรระดับเล็กและระดับกลางมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้กลุ่ม SME สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก Cisco ได้ง่ายขึ้น

Cisco Meraki MX65 กล่องสารพัดความสามารถพร้อม WiFi ในตัว

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

ความปวดหัวของอินเทอร์เน็ตแบบเดิมๆ ในองค์กร

การติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้ใช้องค์กร SME นั้นไม่ยากนะครับ หลายที่ก็ติดตั้งเหมือนอินเทอร์เน็ตบ้านเลยคือให้ ISP มาลากสายมาตั้ง Router ให้แล้วใช้เลย หรือบางที่อาจจะต่อ Access Point อีกตัวเพื่อกระจายสัญญาณและรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้น แต่เราเชื่อว่าทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อยากได้ความสามารถในการจัดการอินเทอร์เน็ต เช่น

  • ควบคุมเว็บที่ให้พนักงานเข้าถึงได้ เช่นห้ามเข้าเว็บเกม หรือเว็บโป๊ในองค์กร
  • ควบคุมความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละจุดให้เหมาะสม
  • บล็อก Bittorrent
  • ที่สำคัญ บล็อกเว็บที่อันตรายที่มีมัลแวร์ไม่ให้เปิดจากในองค์กรได้

แต่การติดตั้งอินเทอร์เน็ตแบบบ้านๆ เอาเราเตอร์จาก ISP มาตั้งแล้วใช้เลยมันไม่สามารถทำแบบนี้ได้ไงครับ เวลาโดนมัลแวร์ ไวรัสจากเครือข่ายก็พังกันไปหมดทั้งบริษัท เพราะไม่มีอุปกรณ์เครือข่ายที่สามารถจัดการปัญหาพวกนี้ได้ ครั้นจะทำเอง บริษัทที่ทำได้ก็ต้องมีแผนก IT ที่รู้เรื่องเครือข่ายมากหน่อย ถึงสามารถซื้ออุปกรณ์มาเซ็ตเองได้ แต่ถ้าอยากได้โซลูชั่นที่จัดการง่าย รู้เรื่องเน็ตเวิร์คพื้นฐานก็จัดการได้เลย และราคาไม่สูงมากนัก จุดนี้แหละที่ Cisco Meraki และ Cisco START สามารถเข้ามาช่วยได้

Cisco Meraki ระบบจัดการอินเทอร์เน็ตผ่าน Cloud

เมื่อเราถึงนึกระบบจัดการอินเทอร์เน็ต เราอาจจะคิดภาพว่ามีอุปกรณ์ 1 ตัวมาเสียบระหว่างเครือข่ายในองค์กร แล้วก็เข้าไปจัดการอุปกรณ์นี้ผ่านคอมพิวเตอร์ ถ้ามีสำนักงานหลายสาขาก็ต้องวิ่งไปที่สาขานั้นเพื่อจัดการอุปกรณ์ตัวนั้น แต่ Cisco Meraki ไม่ได้ทำงานทื่อๆ แบบนั้น จุดเด่นของ Meraki เลยคือการทำงานผ่าน Cloud หมายความว่าผู้จัดการเครือข่ายสามารถเข้าเว็บของ Cisco Meraki จากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่จำกัดแค่เครือข่ายภายในองค์กร แล้วสามารถจัดการอินเทอร์เน็ตของสำนักงานทุกสาขาได้จากแหล่งเดียว หรือสำหรับ SME ที่มีสำนักงานเดียวก็สามารถจัดการเครือข่ายของออฟฟิศได้จากนอกออฟฟิศ เปิดเข้ามาดูได้เลยว่าใครแอบโหลดบิต หรือโหลดเน็ตหนักๆ เวลาที่เราไม่อยู่

แล้ว Meraki ทำอะไรได้บ้าง เรายกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูครับ

จัดการความปลอดภัยในองค์กร

Meraki นั้นใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายที่เรียกว่า Cisco Advanced Malware Protection หรือ AMP นะครับ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ Cisco มีทีมดูแลตลอดเวลา เมื่อเกิดภัยใหม่ๆ ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต ทีมงานซิสโก้ก็จะวิเคราะห์และใส่ข้อมูลเข้าไปเพื่อให้ Meraki สามารถจัดการภัยใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อมีภัยร้ายที่ต้องติดต่อกันผ่านเครือข่ายอย่าง WannaCry หรือ Ransomware ไวรัสเรียกค่าไถ่ข้อมูลต่างๆ Meraki ก็สามารถบล็อกการเชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการไวรัส (Command Center) หรือบล็อกการแพร่กระจายในเครือข่ายได้ด้วย

 

ที่เล่ามาไม่ได้บอกว่าการใช้งาน Cisco Meraki จะช่วยให้ปลอดภัยทั้งหมดแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสแล้วนะครับ แต่การมี Cisco AMP ใน Meraki ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้หน่วยงานของเรามากขึ้น ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกไปได้ยากขึ้นด้วย

ปรับลดความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานบางประเภท

ในระบบจัดการของ Meraki เราสามารถจัดการความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับงานต่างๆ (Traffic Shaping) ได้ง่ายๆ ควบคุมได้หลายระดับ ทั้งความเร็วต่อ Wifi หนึ่งตัว (อุปกรณ์ของ Meraki สามารถปล่อยไวไฟได้พร้อมกันหลายๆ ชื่อ) หรือควบคุมเป็นรายผู้ใช้ไปเลยว่าจะให้คนหนึ่งใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ แล้วยังสามารถกำหนดกฎ (Rule) ในการใช้งานได้ด้วย เช่นถ้าใช้บริการที่เกี่ยวกับเกม, BitTorrent หรือเข้า Facebook (ตามภาพประกอบ) ให้ปรับลดความเร็วในการใช้บริการพวกนี้ลงมา

มีแอป Meraki ให้ดูแลเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้

นอกจากนี้ Meraki ยังช่วยติดตามการใช้งานทราฟิกต่างๆ ได้ด้วย ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่ต้องใช้ข้อมูลเยอะ มีความสำคัญกับเครือข่ายของเรามาก จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ แล้วลดแบนด์วิธจุดอื่นๆ ลง หรือมอนิเตอร์ว่าพนักงานคนไหนที่ใช้ข้อมูลมากๆ จะได้เข้าไปดูว่าใช้งานอะไรอยู่บ้าง เผื่อเจอเรื่องผิดปกติในองค์กรครับ

ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของ Meraki คือผู้ใช้ไม่ต้องนั่งป้อนเองว่าจะจัดการกับอะไรบ้าง ซึ่งบางทีมันก็ซับซ้อนเพราะต้องป้อนเว็บ ป้อน IP ป้อน Port สารพัดจะป้อน ถึงจะจัดการได้ แต่ Meraki จะมีหมวดหมู่บริการหลักๆ มาให้แล้ว ก็เลือกเข้าไปในกฎได้เลย ซึ่งถ้าบริการต่างๆ มันเปลี่ยนชื่อเว็บ หรือเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตน Cisco จะอัปเดทมาให้ ทำให้ Meraki ยังสามารถควบคุมสิ่งที่เราระบุได้ตลอดโดยไม่ต้องเข้ามาดูแลบ่อยๆ

จัดการการเข้าสู่ระบบ Wifi ได้หลากหลาย

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ Meraki จัดการเรื่อง Wifi ด้วย ก็สามารถจัดการการเชื่อมต่อไวไฟได้หลากหลายมาก ที่เด่นคือสามารถทำหน้า Splash ที่จะเด้งหลังจากเชื่อมต่อไวไฟเสร็จแล้วได้ด้วย เพื่อโปรโมตบริษัท หรือล็อกอินด้วยวิธีหลากหลาย เช่นใส่รหัสที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ก็ได้ (หน้า Splash Page บางแบบจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดการใช้งานกับระบบอื่นๆ ของ Cisco ด้วย)

นอกจากนี้ไวไฟของ Meraki ยังสามารถทำ Band Steering หรือการรวมคลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz เข้าเป็นชื่อเดียวกันได้ด้วย ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งเลือกเองว่าจะต่อคลื่นไหน ระบบเลือกให้เหมาะสมเอง ง่ายไหมล่ะ แถมอุปกรณ์ตระกูล Meraki บางรุ่นยังสามารถทำ Load Balance ได้ด้วย สามารถเอาเน็ต 2 เส้นมาเชื่อมต่อพร้อมกันเพื่อให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงขึ้น หรือถ้าเน็ตเส้นไหนเสียไป ก็ย้ายการเชื่อมต่อไปอีกเส้นหนึ่งก็ได้

Site-to-Site VPN เชื่อมหลายสำนักงานให้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

หนึ่งในเรื่องปวดหัวของการวางเครือข่ายคืออุปกรณ์อยู่คนละที่ คนละวงเครือข่ายกันครับ เช่นมีสำนักงาน 2 แห่ง เครือข่ายภายในก็แยกเป็น 2 วง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน NAS หรือฮาร์ดดิสก์ส่วนกลางได้ด้วยวิธีปกติ ก็ต้องวิ่งผ่านเว็บเข้ามา แต่ความสามารถ Site-to-Site VPN จะช่วยให้เครือข่าย 2 วงเหมือนอยู่ในวงเดียวกันได้ง่ายๆ ซึ่งสามารถคอนฟิกผ่านระบบตรงกลางได้เลย ไม่ต้องมานั่งคอนฟิกเราเตอร์ทุกตัวจากทุกสำนักงานเพื่อให้ใช้ VPN นี้

Meraki ให้บริการแบบสมัครสมาชิก

แน่นอนว่าด้วยความสามารถของ Cisco Meraki ที่ทำงานผ่านระบบ Cloud ของ Cisco เป็นหลัก รูปแบบการใช้บริการจึงแตกต่างจากอุปกรณ์ตามบ้านทั่วไปที่แค่ซื้ออุปกรณ์มาก็จบ แต่สำหรับ Cisco Meraki จะต้องสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการออนไลน์ด้วย ซึ่งแต่ละองค์กรก็ต้องการโซลูชั่นที่แตกต่างกัน เราจึงแนะนำให้ลองปรึกษาทีมงานของ Cisco เพื่อปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุดครับ

ติดต่อ Cisco START ติดต่อ Cisco START
  • โทร: 02 263 7016
  • เว็บไซต์: Cisco START

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

การดูแลลูกค้าในยุคดิจิทัลไลฟ์สไตล์

Published

on

(Advertorial)

การดูแลลูกค้าทุกวันนี้ไม่เพียงจะต้องตอบโจทย์เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความสะดวกสบายและรวดเร็วในการบริการด้านต่างๆ ด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่ลูกค้าในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ เรื่องความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งผู้ให้บริการต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจให้ได้ว่าข้อมูลส่วนตัวของเขาจะปลอดภัยตลอดเวลา

แอปพลิเคชันคือคำตอบของดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น ทำให้การที่จะหาวิธีการติดต่อสื่อสารและให้บริการด้านต่าง ๆ กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการสร้างแอปพลิเคชันเอาไว้ให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บค่าบริการ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการแจ้งเตือนค่าบริการเมื่อครบกำหนด ความสะดวกในการเช็คยอดค่าบริการ การออกใบเสร็จรับเงิน และเรื่องของช่องทางการชำระเงิน ถ้าทุกเรื่องที่กล่าวมาสามารถรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าต้องถูกใจลูกค้าแน่นอน

แอปพลิเคชัน my AIS คือหนึ่งในตัวอย่างของการบริการลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยบริการภายใต้คอนเซ็ปของ “Full-E” ซึ่งเป็นการยกระดับความสะดวกสบายที่ครบถ้วนทุกเรื่องของค่าบริการไม่ว่าจะเป็น การเช็คยอด การจ่ายค่าบริการ การรับบิลและใบเสร็จ ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถทำได้ครบจบในแอปฯ เดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าแอป my AIS นี้จะสามารถขจัดความกังวลใจของลูกค้าให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบิลค่าใช้บริการสูญหาย การชำระค่าบริการไม่ทันตามกำหนด ไม่สะดวกไปที่จุดชำระเงิน รวมถึงความไม่สะดวกในการเรียกดูรายการย้อนหลัง ทุกปัญหาจะกลายเป็นแค่อดีตเพียงแค่โหลด my AIS เอาไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณ

บริการ Full-E สะดวกสบายครบทุกด้าน ทั้งเช็ค จ่าย รับ บิลและใบเสร็จ ผ่านแอป my AIS

ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

อีกเรื่องหนึ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่สื่อดิจิทัลทำให้เกิดการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ ได้ง่ายเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องของบัตรประชาชนที่มักจะเกิดการปลอมแปลงกันมากมาย จนลูกค้าส่วนหนึ่งเกิดความหวาดระแวงทุกครั้งที่จะต้องมีการใช้บัตรประชาชนเพื่อสมัครบริการด้านต่าง ๆ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวลูกค้า

AIS ดูแลความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างดีที่สุด ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ด้วยการนำเอาระบบแสดงตนแบบพิสูจน์อัตลักษณ์ (Face Recognition) ที่มีประสิทธิภาพและความถูกต้องแม่นยำสูงสุด ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า การทำธุรกรรมด้วยบัตรประชาชนจะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นเจ้าของบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีนี้จะช่วยปลดล็อกความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวทุกครั้งที่มีการขอเปิดเบอร์ใหม่หรือแก้ไขข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ซึ่งลูกค้าสามารถใช้บริการได้ครบทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งที่ AIS Shop, AIS Telewiz และ AIS Buddy กว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ AIS ยังเป็น Operator รายแรกของประเทศไทยที่ทำการพัฒนาระบบ Face Recognition มาใช้บนตู้ Service Kiosk จำนวนถึง 80 ตู้ เพื่อให้บริการจดทะเบียนเลขหมายใหม่ที่ AIS Shop 66 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS ในการพัฒนาบริการมาโดยตลอด เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่ง AIS ไม่หยุดที่จะพัฒนางานบริการด้วยความเข้าใจและใส่ใจ ผสานการนำเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลมาเสริมศักยภาพในการให้บริการเพื่อลูกค้าคนพิเศษตลอดไป

#AIS360 #ที่1ดูแลด้วยใจให้ชีวิตดิจิทัล #AISService #No1ServicewithHeart #AISContactCenter

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!