Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ครม. ผ่านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว เรารู้จักกฎหมายฉบับใหม่นี้หรือยัง?

Published

on

หนึ่งในกฎหมายที่น่าจะกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเจ้าของเว็บหรือผู้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล คือพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ครม. เพิ่งจะไฟเขียวผ่านร่างกฎหมายนี้ไปเพื่อดำเนินการออกกฎหมายต่อไป แล้วกฎหมายตัวนี้คืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับ GDPR (The General Data Protection Regulation) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตัวใหม่ของยุโรป เรามาหาคำตอบกันครับ

ปัญหาเกิดเมื่อผู้ให้บริการถือข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป

ปัจจุบันแทบทุกบริการในอินเทอร์เน็ตนั้นมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไปทั้งนั้น ทั้งแบบผู้ใช้ตั้งใจให้ข้อมูลอย่างการสมัครใช้บริการต่างๆ ที่ต้องมีการให้ข้อมูลอีเมล หรือที่อยู่เพื่อจัดส่งสินค้า หรือแบบที่ผู้ใช้ไม่ได้ตั้งใจให้ข้อมูล เช่นการจัดเก็บ Cookie บันทึกการเข้าเว็บของผู้ใช้ หรืออย่างที่ facebook นำข้อมูลการคลิก การกดไลค์ต่างๆ ไปวิเคราะห์หาลักษณะ (Profiling) ของผู้ใช้คนนั้น เพื่อนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสม

ข้อมูลมหาศาลของผู้ใช้เหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นอกจากการวิเคราะห์ลักษณะผู้ใช้ที่ยกตัวอย่างไปแล้ว ใกล้ตัวหน่อยก็เอาเมลหรือเบอร์โทรมายิงสแปมใส่ หรือข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ถูกขายต่อให้บริการอื่นๆ นำไปใช้ประโยชน์ หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาติดตามสอดแนมผู้ใช้ ที่เลวร้ายที่สุดคือถูกขโมยตัวตน เอารายละเอียดชีวิตของคนอื่นมาสวมรอยเพื่อก่ออาชญกรรมหรือโจรกรรมข้อมูลทางการเงินไป

ซึ่งปัญหานี้ชัดเจนขึ้นมากในกรณีของ Cambridge Analytica ที่ข้อมูลผู้ใช้กว่า 87 ล้านบัญชีหลุดไปอยู่ในมือของบริษัทวิเคราะห์ด้านการเมือง ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าทำให้ผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไป คนทั่วโลกจึงหันมาสนใจข้อมูลส่วนบุคคลในโลกไซเบอร์มากขึ้น (พี่มาร์ก ณ เฟซบุ๊กก็อ่วมไปไม่น้อยจากกรณีนี้ โดนวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาเรียกไปสอบสวนออกทีวีจนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก)

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยมีสาระสำคัญอย่างไร

ครม. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนตัวฉบับนี้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสาระสำคัญของพ.ร.บ. ฉบับนี้มีดังนี้

  1. กำหนดนิยามคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ให้ชัดเจนว่าคือข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
  2. กำหนดสิทธิเจ้าของข้อมูล ให้ผู้ใช้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตน พร้อมเปิดเผยที่มาของข้อมูล รวมถึงมีสิทธิแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง และให้สิทธิ์เจ้าของระงับการใช้ข้อมูลหรือทำลายข้อมูลของตัวเองได้
  3. เมื่อเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดนแฮก หรือข้อมูลรั่วไหล ผู้ให้บริการต้องรีบแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ พร้อมรายงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถึงมาตรการเยียวยา

ตอนนี้กระทรวงดีอีกำลังเตรียมความพร้อมในการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและอิสระในการทำงานเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลต่อไป พร้อมกันนี้ยังได้มีการเปิด ศูนย์การเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Knowledge Center: DPKC) ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ดต้า เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่หน่วยงาน องค์กร และประชาชนด้วย

แต่ก็ยังไม่มีกำหนดเวลาที่แน่ชัดออกมาว่า พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะเริ่มใช้เมื่อไหร่ มีระยะเวลาให้บริษัทต่างๆ ปรับตัวนานแค่ไหน และจะมีบทลงโทษอย่างไรออกมา

สหภาพยุโรปตื่นตัวเรื่องนี้มานาน จนพัฒนาเป็นกฎหมาย GDPR

สหภาพยุโรป ดินแดนที่จริงจังเรื่องความเป็นส่วนตัวมากเริ่มมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลของบริษัทไฮเทคต่างๆ จึงเริ่มพูดคุยถึงการปรับปรุงกฎหมาย Data Protection Directive เดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1995 ให้ทันยุคมากขึ้น โดยเริ่มเห็นชอบร่างกฎหมายใหม่ในปี 2014 แล้วใช้เวลาทั้งปี 2015 เพื่อปรับแก้ร่างกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) แล้วจึงประกาศกฎหมายนี้ในปี 2016 โดยให้เวลา 2 ปีก่อนการบังคับใช้จริงในวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 นี้ เพื่อให้บริษัทต่างๆ มีการปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่

ประเด็นสำคัญของกฎหมาย GDPR

กฎหมายนี้เพิ่มสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลให้สามารถจัดการกับข้อมูลตัวเองที่อยู่ในบริการต่างๆ ได้ เช่น

  • ต้องได้รับความยินยอมก่อนเก็บข้อมูลจากผู้ใช้เสมอ ต้องไม่ทำตัวเลือกว่ายินยอมเป็นค่าเริ่มต้น และต้องแสดงข้อตกลงในการใช้งานเหล่านี้ให้เด่นชัด เข้าใจง่าย
  • ผู้ใช้สามารถแจ้งแก้ไขข้อมูล หรือขอให้ลบข้อมูลของตัวเองได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว
  • ผู้ใช้สามารถแจ้งให้ผู้บริการโอนย้ายข้อมูลไปยังบริการอื่นๆ ได้

แล้วเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากทราบว่าเกิดการรั่วไหล และผู้ใช้ต้องได้รับการแจ้งให้ทราบถึงกรณีข้อมูลรั่วไหล และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ที่สำคัญคือกฎหมายนี้ค่าปรับสูงมากครับ ถ้าพบว่าฝ่าฝืนและผิดจริง ค่าปรับสูงสุด 20 ล้านยูโร (750 ล้านบาท) หรือ 4% ของผลประกอบการทั่วโลกของปีที่แล้ว (แล้วแต่ว่าจำนวนไหนจะสูงกว่า) บริษัทที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ชาวยุโรปจึงต้องสนใจกฎหมายนี้มากๆ ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแอปต่างๆ มีการอัปเดทเพื่อให้รองรับกฎหมายนี้ และบริการต่างๆ ก็มีการส่งเมลมาถึงผู้ใช้เพื่อเคลียร์เกี่ยวกับเงื่อนไข GDPR ที่ผู้ใช้ต้องรับทราบ ส่วนบริการสำหรับเว็บต่างๆ อย่าง Google Analytics ก็ให้ผู้ใช้ปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายตัวนี้

อ้างอิง: ศูนย์ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล โดย สพธอ.

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทำไมคนรักเสียงดนตรีถึงควรใช้หูฟังแบบมีสาย ในยุคที่เค้าไร้สายกัน

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการสมาร์ทโฟน คือตั้งแต่ iPhone 7 นั้นเอาช่องต่อหูฟัง 3.5 mm ออกจากเครื่อง ก็ทำให้สมาร์ทโฟน Android อีกหลายรุ่นดำเนินรอยตามแนวคิดนี้ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจำนวนมากโดยเฉพาะรุ่นเรือธงจึงมีแค่ช่องชาร์จอย่างเดียว ผลักดันให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้หูฟังไร้สายมากขึ้น เพราะการจะใช้หูฟังมีสายแบบเดิมมันกลายเป็นเรื่องลำบากในการเสียบหัวแปลงสาย แถมฟังไปชาร์จไปก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษให้เหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักเสียงดนตรี เรายังแนะนำให้คุณฟังผ่านสายเหมือนเดิม และนี่คือเหตุผลจากเราครับ

เพราะการฟังเพลงจาก Bluetooth ก็เหมือนฟังเพลงคุณภาพ MP3

ไม่ว่าคุณจะมีไฟล์เพลงที่ดีแค่ไหน จะเป็นไฟล์ FLAC ที่ริปจากแผ่น CD โดยตรงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด หรือซื้อเพลง Hi-Res คุณภาพสูงราคาแพงมา แต่ความดีงามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพราะเสียงเพลงที่ผ่านสัญญาณ Bluetooth จะถูกบีบอัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ส่งไร้สายได้ ซึ่งการบีบอัดนี้ก็จะทำให้ความสดใส และรายละเอียดของเสียงเพลงนั้นหายไป พูดให้เห็นภาพคือฟังเพลง FLAC แต่เสียงออกมาเป็น MP3 นั้นแหละ

มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth นั้นเรียกว่า SBC หรือ Subband Codec นะครับ ซึ่งรองรับคุณภาพเสียงในระดับ CD เท่านั้น ไม่รองรับเสียงในระดับ Hi-Res โดยอุปกรณ์ Bluetooth ที่เกี่ยวกับเสียงทั้งโลกจะต้องถอดรหัสเสียงในรูปแบบ SBC ออกมาได้ ซึ่ง SBC Codec จะใช้ Bitrate สำหรับเสียงสเตอริโอที่ 328 kbps เทียบกับเสียงจาก CD ต้นฉบับที่ใช้บิตเรท 1411 kbps หรือไฟล์ FLAC ทั่วไปจาก CD ที่ให้บิตเรทประมาณ 1000 kbps จะเห็นได้ว่าปริมาณข้อมูลต่างกันเยอะ ทำให้เสียงจากหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่สูญเสียความเจ๋งจากต้นฉบับไปเยอะ

เปรียบเทียบโค้ดเสียง SBC กับ LDAC

แล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่า SBC Codec ไหม แน่นอนเรามีทางเลือกการบีบอัดเสียงอื่นๆ ที่ให้คุณภาพดีกว่า เช่น AAC ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล, aptX ที่ใช้ในหูฟังจำนวนมาก หรือ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony ที่เคลมว่าสามารถให้เสียงเท่าคุณภาพ CD หรือเทียบเท่าเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งลำโพงและหูฟังส่วนใหญ่ของ Sony ในปัจจุบันรองรับ LDAC อยู่แล้ว

เงื่อนไขของการใช้โค้ดเสียงที่ดีกว่า SBC คือว่าอุปกรณ์ทั้งตัวรับและตัวส่งก็ต้องรองรับ Codec นั้นด้วย ถ้าอุปกรณ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่รองรับ ก็จะกลับไปใช้ SBC Codec ทันที เช่น

  • iPhone รองรับรูปแบบเสียง AAC หูฟังหรือลำโพงก็ต้องรองรับ AAC ด้วย ถึงจะให้เสียงได้ดีกว่า SBC
  • อุปกรณ์ Android 8 รองรับรูปแบบเสียงผ่าน Bluetooth ทั้ง AAC, aptX HD, LDAC อันนี้เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าฝั่งแอปเปิ้ล เพราะไม่ว่าหูฟังหรือลำโพง Bluetooth จะรองรับรูปแบบเสียงพิเศษอะไร Android 8 ก็ส่งสัญญาณไปหาได้

ใน Android 8 นั้นรองรับโค้ดเสียงมากมาย จนใช้กับหูฟังหรือลำโพงได้หลายรุ่น

แต่ปัญหาคือหูฟังและลำโพงจำนวนมาก บางรุ่นก็ขายแพงราคาหลายพัน แต่ไม่รองรับ Codec เสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ซะงั้น ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่กากต่อไป (ถ้าใครใช้ Android 8 อยู่ สามารถเข้า Developer Option ไปตรวจสอบได้เลยว่าอุปกรณ์ Bluetooth ที่เราเชื่อมต่ออยู่นั้นกำลัง Codec อะไรอยู่)

ฟังผ่าน Bluetooth ไม่ได้ใช้ DAC เทพหรือซอฟต์แวร์เทพในสมาร์ทโฟน

LG V30 มาพร้อมฟีเจอร์ Quad DAC ใช้ชิปพิเศษจาก ESS ทำให้ได้เสียงดี แต่ต้องฟังผ่านช่อง 3.5 mm เท่านั้นนะ

สมาร์ทโฟนหลายตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่โฆษณาเรื่องคุณภาพเสียงนั้นจะมีชิป DAC แยกที่ให้เสียงดีกว่าวงจร DAC ทั่วไป (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกสำหรับส่งต่อไปที่หูฟัง) ซึ่งเจ้าชิปตัวนี้จะทำงานเมื่อเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่องเท่านั้น ถ้าฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth เสียงจะถูกส่งแบบดิจิตอลไปแปลงเป็นอนาล็อกที่ตัวหูฟังหรือลำโพง ซึ่งก็ถือว่าเสียของสำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเสียงดีๆ นะครับ (แต่ถ้าใครเชื่อมั่นว่าหูฟังหรือลำโพงของเรามีความสามารถแปลงสัญญาณที่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร)

สมาร์ทโฟน Asus มักจะมาพร้อมระบบปรับแต่งเสียง dts headphone

นอกจากนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะมีซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อช่วยประมวลผลเสียงให้ออกมาดีขึ้น อย่าง Sony จะมี DSEE HX และ ClearAudio+ หรือ Oppo มี Real Sound HD หรือ Huawei มี Histen หรือ Asus มี DTS Headphone ซึ่งปกติซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียงเหล่านี้จะไม่ทำงานเมื่อฟังเพลงไร้สายครับ ถ้าใครลองแล้วชอบระบบปรับแต่งเสียงของมือถือตัวเอง ก็ต้องฟังผ่านสายนะจ๊ะ

เรื่องของ Latency ความหน่วงเสียงก็เป็นอีกเรื่องใหญ่

เรื่อง Latency หรือความหน่วงเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ใช้หูฟังเพื่อการดูหนังหรือเล่นเกมนะครับ แน่นอนว่าการฟังเสียงผ่านระบบ Bluetooth นั้นจะมีความหน่วงเสียงมากกว่าการต่อสายอยู่แล้ว เพราะกว่าเสียงจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการดังนี้

เกิดสัญญาณเสียง -> ใช้เวลาแปลงเป็นรหัสเสียงเช่น SBC -> ส่งไร้สาย -> ฝั่งรับก็ต้องใช้เวลาถอดรหัสเสียง -> ได้เสียงออกมาฟัง

ในขณะที่การฟังเสียงผ่านสายมี Latency ไม่ถึง 10 ms (1 millisecond = 1/1000 วินาที) แต่การฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วย SBC Codec อาจจะมีความหน่วงเสียงถึง 200 ms คือถ้ายิงปืนในเกม เสียงปืนในหูฟังจะหน่วงจากเหตุการณ์ในเกมไป 0.2 วินาที ทำให้เกิดความรำคาญในการใช้งานได้เพราะเสียงมันไม่ตรงภาพไง

แล้วเรามีทางแก้ให้การส่งเสียงผ่าน Bluetooth ทำได้รวดเร็วขึ้นไหม มีครับ ก็ต้องใช้ codec ตัวพิเศษอย่าง aptX LL (Low Latency) ที่ออกแบบให้ทำงานเร็วมาก ก็จะเหลือความหน่วงเสียงประมาณ 30 ms เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขเดิมคืออุปกรณ์ทั้งตัวส่งและตัวรับต้องรองรับ aptX LL ด้วยนะครับ

สรุป ใส่ใจรายละเอียดเสียงต้องฟังผ่านสาย เน้นสะดวกก็ฟังไร้สายด้วยอุปกรณ์ดีๆ

จากที่เขียนมาทั้งหมด ยังไงการฟังเพลงให้เสียงดี รายละเอียดครบก็ต้องฟังโดยเสียบสายตรงจากอุปกรณ์เล่นนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบอัดเสียงจากกระบวนการส่ง Bluetooth แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายจริงๆ ก็สามารถหาหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่รองรับ Codec เสียงดีๆ มาใช้แทนได้ สังเกตง่ายหน่อยก็ดูข้างกล่องว่ารองรับ aptX หรือ LDAC หรือไม่ ก็จะใช้กับสมาร์ทโฟน Android 8 ได้เนียนและเสียงดี

ส่วน iPhone อันนี้จำกัดเยอะหน่อยเพราะรองรับแค่โค้ดเสียง AAC เท่านั้น แถมไม่รองรับการเล่นเพลงแบบ Hi-res ด้วย (คนรักเสียงเพลงที่ใช้ iPhone ควรมีเครื่องเล่นเพลงแยกนะ iPhone มันตอบสนองเราไม่ได้) ก็ต้องหาหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง AAC มาใช้เท่านั้นครับ ถ้ารองรับ aptX หรือ LDAC แต่ไม่รองรับ AAC เวลาใช้กับ iPhone ก็จะดีดกลับไปใช้โค้ดเสียงตัวที่แย่ที่สุดอย่าง SBC ทันที

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

Published

on

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จักภัยร้ายจู่โจม DNS โครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์คที่ไม่ควรมองข้าม

Published

on

DNS อาจเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่ายที่เราอาจจะหลงลืมไปแล้ว เพราะหน้าที่ของมันดูเรียบง่ายกว่าองค์ประกอบอื่นๆ ในเครือข่าย แต่ด้วยความที่มันแสนจะ Low Profile นี้แหละครับ มันเลยตกเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์ได้ง่ายๆ แบไต๋จึงขอนำข้อมูลที่ได้รับจาก Infoblox บริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่อง DDI (DNS, DHCP, IP address management) มาเล่าให้ฟังว่า DNS ตกเป็นเป้าโจมตีได้อย่างไร

พื้นฐานของ DNS พื้นฐานของระบบเครือข่าย

ใครที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์บ้าง น่าจะรู้จัก DNS หรือ Domain Name System กันบ้างนะครับ DNS คือพื้นฐานที่สำคัญมากของเครือข่าย หน้าที่หลักของมันคือแปลงชื่อเว็บหรือ URL ต่างๆ ที่คนจำได้ให้เป็น IP Address ที่ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจ เช่นเมื่อเราเข้า beartai.com ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะไปถาม DNS Server จนรู้ว่าแบไต๋ใช้ IP Address: 103.20.204.78 เพื่อติดต่อเข้าไปขอข้อมูลครับ

ซึ่ง DNS Server นั้นจะทำงานตลอดเวลานะครับ ไม่ใช่แค่ตอนที่เราพิมพ์ชื่อเว็บเพื่อเข้าเว็บอย่างเดียว แต่ทุกกรณีที่มีการอ้างอิงข้อมูลบนเครือข่ายผ่านระบบ URL ไม่ว่าหน้าเว็บนั้นจะเรียกรูปจากบริการอื่นๆ หรือดึงวิดีโอจากเว็บอื่น DNS Server ก็ต้องแปลง URL ให้เป็น IP Address เสมอ เจ้า DNS จึงเหมือนเป็นดัชนีที่กุมความเป็นความตายของอินเทอร์เน็ตไว้ ถ้าเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ล่มไป เราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตได้ เว้นแต่เราจะจำ IP Address ของทุกอย่างได้ครับ

DNS Hijacking การโจมตีสุดอันตรายสำหรับผู้ใช้

เรารู้ไปแล้วว่าหน้าที่ของ DNS คือเปลี่ยนชื่อ URL ให้เป็น IP Address เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ แล้วถ้า DNS Server ทำงานผิดปกติ แทนที่จะส่ง IP ของเว็บที่ถูกต้องมาให้ แต่ดันส่งเว็บของแฮกเกอร์ที่ทำหน้าตาเหมือนเว็บต้นฉบับมา เมื่อนั้นข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ก็จะหลุดออกไป และนี่คือ DNS Hijacking ครับ

DNS Hijacking นั้นทำได้หลายวิธี เช่น

  • คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ติดมัลแวร์ที่แอบเข้าไปแก้ไขค่า DNS Server ในระบบปฏิบัติการให้วิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ จะได้ส่งข้อมูล IP ผิดๆ มาให้ ถ้ากรณีนี้ทางป้องกันก็เหมือนการป้องกันไวรัส คือมีระบบรักษาความปลอดภัย มีโปรแกรมฆ่าไวรั
  • DNS Server ของผู้ให้บริการโดนแฮกแล้วโดนเปลี่ยนค่าให้ส่งข้อมูล IP ผิดๆ ออกไป ทางนี้อาจจะป้องกันได้ด้วยการใช้ DNS ที่เชื่อถือได้ เช่น Public DNS ของ Google IP: 8.8.8.8 แทนครับ

มัลแวร์ใช้ DNS เป็นเครื่องมือในการส่งข้อมูลออกไป

เทคนิคนี้เราอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ซึ่งทีมงานแบไต๋ก็เพิ่งรู้จักเทคนิคนี้ก็ตอนที่ทีม Infoblox สาธิตให้ดูนี่แหละครับว่าแฮกเกอร์สามารถใช้ DNS เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารที่คาดไม่ถึงออกไปได้จริงๆ คิดถึงภาพองค์กรที่มีซอฟต์แวร์ป้องกันแน่นหนา มี Firewall มีตัวกันมัลแวร์ต่างๆ ข้อมูลความลับต่างๆ ก็ไม่สามารถถูกส่งออกไปนอกองค์กรได้เพราะโดนบล็อกอยู่ แต่แฮกเกอร์ก็หัวใสพอที่เข้ารหัสข้อมูลเป็น URL แล้วส่งไปให้ DNS Server ส่งต่อไปยังโลกภายนอกได้!

ซึ่งกระบวนการคร่าวๆ เป็นดังนี้ครับ

  1. คอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ก่อน
  2. มัลแวร์แปลงข้อมูลที่เป็นความลับให้ส่งผ่าน DNS ได้ เช่นไฟล์เอกสารในเครื่องถูกแปลงเป็นรหัสแล้วส่งออกไป (อักษรที่อ่านไม่ออกหน้าชื่อโดเมลคือข้อมูลที่แปลงออกมาเป็นโค้ดให้ส่งได้)
    1. 2r5jkldfsj0234sfmd-934.hackerserver.com
    2. asdf0345ukfg90q345m.hackerserver.com
    3. adsfkgj0235uadksf9-f.hackerserver.com
    4. ยาวไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นร้อยเป็นพัน Request ไปที่ DNS
  3. DNS ไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งข้อมูลลับของบริษัทออกไป จึงประมวลผล แล้วส่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์
  4. แฮกเกอร์ได้รับโค้ดที่มัลแวร์ส่งมาให้ แล้วนำมาประกอบร่างกลับมาเป็นข้อมูล
  5. Firewall ก็ไม่ทันรู้ว่านี่คือการโจรกรรมข้อมูล โปรแกรมฆ่าไวรัสก็ดักมัลแวร์ไม่ทัน ความเสียหายจึงเกิด

แล้วเราจะป้องกันได้อย่างไร

ถึงจุดนี้แหละครับที่ Infoblox เข้ามามีบทบาท คือโซลูชั่นของ Infoblox เกิดมาเพื่อแปลง DNS จากผู้ถูกกระทำ เป็นเครื่องมือของแฮกเกอร์มาโดยตลอด ให้กลายเป็นเครื่องมือตรวจจับภัยร้ายได้ ด้วย 2 วิธีการคือ

วิธีแรก ถ้าเป็นมัลแวร์ที่โลกโดนมาก่อนแล้ว ทีมวิจัยของ infoblox จะอัปเดทฐานข้อมูล url ที่ไม่ดีภายใน 2 ชั่วโมง ถ้ามีมัลแวร์จะเรียกหาเว็บที่ไม่ดี อยู่ในฐานข้อมูลของ infoblox ก็จะไม่ตอบ ip กลับไป มันก็เหมือนอินเทอร์เน็ตล่มสำหรับเว็บนั้น

วิธีที่สอง แต่ถ้าไม่เคยเจอมาก่อน AI ของ infoblox จะวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อบล็อกไว้ก่อน เช่น มีการ Query DNS จำนวนมาก ในเวลาสั้นๆ เป็น Query ที่ยาว ไม่เป็นคำในดิก ส่งไปที่โดเมนเดียวกัน ก็จะทดคะแนนวิเคราะห์ว่าเป็นภัยร้ายรึเปล่า ถ้าใช่ก็จะรีบตัดก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งไปจนครบ แถมตามหาได้ด้วยว่ามาจากเครื่องไหนในเครือข่าย

โดยเป้าหมายของ Infoblox คือเพื่อให้ขโมยข้อมูลไม่ได้ มัลแวร์ติดต่อ C&C (Command and Control) ไม่ได้ และปกป้องอุปกรณ์จากการใช้งานภายนอก (BYOD) โดยติดตั้งโปรแกรมช่วยปกป้องบนโน้ตบุ๊ก แต่โซลูชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนยังพัฒนาอยู่ตอนนี้

บริการของ Infoblox

Infoblox นั้นให้บริการใน 2 รูปแบบคือเป็น Cloud DNS คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงๆ และแบบ On-premises ที่ติดตั้งในในระบบขององค์กรเลย ซึ่งก็จะเลือกเป็นแพลทการใช้งานได้

สุวัชชัย จิตภักดีบดินทร์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย อินโฟบล็อกซ์

ซึ่งเมื่อเราถามว่าบริการปกป้องแบบนี้มันควรอยู่ใน ISP เลยรึเปล่า ผู้บริหารของ Infoblox ก็บอกว่าจริงๆ ISP ก็มีบริการแบบนี้ แต่อาจจะอยู่ในรูปของบริการเสริมที่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการใช้ DNS ตัวพิเศษที่แจ้งเตือนสิ่งผิดปกติได้ ซึ่งหลายๆ ISP ก็ใช้โซลูชั่นของ Infoblox ในการบริการลูกค้าเช่นกัน

พีรวัธน์ กิตติวัชราพงษ์ วิศวกรระบบจากอินโฟบล็อกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!