Connect with us

บทความเทคโนโลยี

สรุป Hilight เด็ดจากงานเปิดตัว Huawei Mate 20 Series

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หนุ่ย พงศ์สุขและทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสร่วมงานเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งแรกของโลกที่มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษครับ เราจึงขอสรุป Hilight จากงานเปิดตัวในครั้งนี้ให้อ่านกัน

ความประทับใจกับ Huawei Mate 20 Series

ทุกครั้งที่ Huawei เปิดตัวมือถือระดับเรือธง จะเป็นทุกครั้งที่เราได้เห็นทิศทางการดีไซน์สมาร์ทโฟนใหม่ๆ ของหัวเว่ยนะครับ ซึ่งในการเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นดีไซน์ใหม่ที่แตกต่างจากดีไซน์เดิมอย่างเห็นได้ชัด กับกล้องหลัง 3 ตัวพร้อมแฟลชที่วางตัวเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ที่โค้งมนรับกับฝ่ามือ พร้อมลวดลายบนตัวเครื่องที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ซึ่งตามความเห็นของเรา เราว่าดีไซน์ใหม่นี่สวยเลยแหละครับ ให้จอใหญ่แต่ยังจับถนัดมือด้วยความเรียวยาวและฝาหลังโค้งของมัน ส่วน PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS อันนี้ไม่ต้องพูดถึง มันสวยอยู่แล้ว และวัสดุที่เป็นหนังก็ทำให้ดูพรีเมี่ยมเข้าไปใหญ่

Richard Yu ซีอีโอ Huawei Consumer Business Group ถือ Huawei Mate 20 โชว์ตัวเป็นครั้งแรก

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS

เรื่องกล้องก็เป็นสิ่งที่เราตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้กับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของหัวเว่ยทุกรุ่น ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series ก็เป็นอีกครั้งที่มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่โดยการเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปในระบบกล้อง ทำให้กล้อง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Pro สามารถถ่ายภาพได้เหมือนมีการซูม 3 ระดับตั้งแต่ 16 – 80 mm หรือสามารถถ่ายได้ภาพตั้งแต่มุมกว้างมาก มุมธรรมดา และซูมได้ 3 เท่า (ส่วน Huawei Mate 20 รุ่นธรรมดาจะได้ระยะที่ 17 – 52 mm) แถมยังใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายวัตถุแบบ Macro ด้วยระยะใกล้สุดแค่ 2.5 cm อีกด้วย แม้ว่าเราจะเสียดายเลนส์ขาว-ดำที่ถูกตัดออกไปในรุ่นนี้บ้าง แต่ถ้าเทียบเลนส์ขาวดำกับเลนส์มุมกว้างที่เพิ่มเข้ามา เราว่าเราอยากได้เลนส์มุมกว้างมากกว่านะ

ด้วยความที่ Huawei Mate 20 Series นั้นใช้ชิปประมวลผลตัวใหม่อย่าง Kirin 980 ซึ่งมาพร้อม Dual-NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์คู่ ทำให้ขีดความสามารถหลายอย่างนั้นเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเรื่องที่เราชอบคือโหมด AI Color และโหมด Bokeh ในกล้องวิดีโอของ Mate 20 ที่ปัญญาประดิษฐ์จะพิจารณารูปร่างมนุษย์ว่ามีขอบเขตถึงส่วนไหนในภาพอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอที่ลบสีของฉากหลังออกเหลือแต่สีบนตัวบุคคลในวิดีโอ (ตรวจจับได้หลายคนด้วย) หรือวิดีโอที่มีฉากหลังเบลอได้ ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นมือถือตัวไหนทำได้แบบนี้นะ ลองดูวิดีโอตัวอย่างที่เราถ่ายมาให้ดูข้างล่างนี้ได้เลย

และอีกเรื่องที่ต้องชมหัวเว่ยคือการพัฒนา GPS ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากใน Huawei P9 ที่มีเสียงบ่นเรื่อง GPS เยอะ ซึ่งได้รับการปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนสมาร์ทโฟนในยุค Mate 10 หรือ P20 ไม่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว สามารถนำทางได้แม้เข้าอุโมงค์ ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series ก็ได้รับการปรับปรุงเรื่องนี้เข้าไปอีกจนสามารถรับ GPS คลื่น L1 และ L5 ได้พร้อมกัน ทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำขึ้น ซึ่งในเวทีมีการเผยผลทดสอบผ่านการวิ่งในฮ่องกงที่มีตึกระฟ้าเต็มไปหมด ซึ่ง Mate 20 ก็โชว์ผลงานได้ดี แผนที่จุดวิ่งเข้ารูปเข้ารอยมากที่สุดแล้วในบรรดาสมาร์ทโฟนที่ร่วมทดสอบด้วย

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Series ยังจริงจังกับเรื่องการชาร์จด้วย ทั้งการชาร์จแบบมีสายธรรมดาที่รุ่น Pro และ PORSCHE DESIGN ใช้ระบบชาร์จแบบ Huawei SuperCharge 40W สามารถชาร์จไฟได้ 70% ในครึ่งชั่วโมง แถมยังมีฟีเจอร์การชาร์จไร้สายที่น่าสนใจเรียกว่า Reverse Wireless Change ที่เอา Huawei Mate 20 Series ไปแปะหลังสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายเพื่อชาร์จได้เลย

ความจริงจังเรื่องซอฟต์แวร์กับ Google

ผู้บริหารจาก Google ขึ้นกล่าวความสามารถของ Huawei Mate 20 Series ที่ร่วมกันพัฒนากับ Google

แม้ว่า Huawei จะเป็นบริษัทจากจีน แต่ก็ทำงานร่วมกับ Google จากอเมริกาในฐานะเจ้าของ Android อย่างใกล้ชิด ซึ่ง Huawei Mate 20 Series ก็มาพร้อม EMUI 9.0 ซึ่งใช้พื้นฐานเป็น Android 9.0 รุ่นล่าสุดจากกูเกิ้ล ซึ่งนอกเหนือความสามารถพื้นฐานที่มีใน Android 9.0 อย่าง Screen Time แล้ว Huawei Mate 20 Series ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device ด้วย ทำให้รองรับฟีเจอร์เทพๆ ของ Youtube หลายอย่าง เช่นสามารถแสดงวิดีโอที่เป็น HDR ได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเล่นวิดีโอแบบ 360 องศาได้ รวมถึงสามารถรองรับ High Frame Rate หรือการแสดงวิดีโออย่างนุ่มนวลได้ และยังรองรับรูปแบบการบีบอัดวิดีโอแบบใหม่ ที่ทำให้วิดีโอมีขนาดเล็กกว่าเดิม กินข้อมูลในการชมวิดีโอน้อยลง

นอกจากนี้ Huawei ยังจริงจังกับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล จน Huawei Mate 20 Series ผ่านการรับรอง Android Enterprise Recommended ที่การันตีว่าจะได้รับการอัปเดทด้านความปลอดภัยของระบบภายใน 90 วัน และสามารถทำงานร่วมกับระบบไอทีมาตรฐานภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี

ก้าวเข้าสู่โลก AR

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นของหัวเว่ยในโลก AR หรือ Augmented Reality โลกความจริงผสม ตั้งแต่การสนับสนุนมาตรฐาน ARcore ของ Google ทำให้สามารถใช้แอปมากมายใน Google Play ที่รองรับมาตรฐานนี้ได้ ทำให้เราเล่นเกม 3 มิติที่ฉายภาพซ้อนทับโลกจริงได้ หรือแอปเพื่อการศึกษาต่างๆ ที่ทำออกมาให้เล่นไปพร้อมๆ กับโลกความจริง

แต่ทีเด็ดของหัวเว่ยนั้นอยู่ที่ตัว Huawei Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS ครับ ที่กล้องหน้านั้นมีเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติด้วย ซึ่งปกติเราจะใช้การสแกน 3 มิติกับการตรวจสอบใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่อง ที่เทคโนโลยีสแกนหน้า 3 มิติทำให้การตรวจจับใบหน้าแม่นยำขึ้น ลดการปลอมแปลงใบหน้าไปได้เยอะ แต่หัวเว่ยก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสแกนใบหน้า จับเอาเทคโนโลยีนี้มาสแกนข้าวของเครื่องใช้ด้วยเลย ซึ่งเดโมบนเวทีคือการสแกนตุ๊กตาหมีแพนด้าจากโลกจริงให้เข้าไปเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วจับโมเดล 3 มิติมาซ้อนทับกับโลกจริงอีกครั้งในแบบต่างๆ เช่นหมีแพนด้าเต้น หรือทำท่าทางต่างๆ ในโลก AR ซึ่งถ้าหากอ่านแล้วยังไม่ค่อยเก็ต ลองดูวิดีโอที่หนุ่ย พงศ์สุขไปลองเล่นฟีเจอร์นี้จริงๆ ในงานกันเลยดีกว่า

บุกตลาดใหม่ๆ กับ Huawei Mate 20 X

เปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งนี้มีรุ่นหนึ่งที่แตกต่างจากพี่น้องนั่นคือ Huawei Mate 20 X ครับ เพราะเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 7.2 นิ้วที่เน้นการเล่นเกมด้วยระบบระบายความร้อน Huawei HyperCool ซึ่งใช้ Vapor Chamber ที่สามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าระบบ Heat Pipe แบบเดิมร่วมกับ Graphene film ที่ระบายความร้อนได้เร็วกว่าฟิล์มทองแดงแบบเดิมด้วย ทำให้ Huawei Mate 20 X สามารถใช้งานหนักๆ อย่างการเล่นเกมเป็นเวลานานได้สบายโดยที่ความแรงของเครื่องไม่ตก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังมาพร้อมกับปากกา M-Pen ที่รองรับแรงกด 4096 ระดับ (แบบที่เราเห็นในปากกาของ Huawei MediaPad M5 Series มาแล้ว) ซึ่งทำให้ Huawei Mate 20 X กลายเป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ เครื่องแรง เล่นเกมลื่น เป็นรุ่นเดียวในซีรี่ส์นี้ที่มีช่องหูฟัง แถมยังใช้ปากกาได้ ซึ่งน่าจะเจาะกลุ่มผู้ใช้ใหม่ๆ อีกมากมายที่แตกต่างจากกลุ่มผู้ใช้ Huawei Mate เดิมครับ

การเปิดตัว Huawei Mate 20 Series ครั้งนี้ก็น่าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ในระดับโลกของ Huawei มากขึ้นที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำด้านกล้องสมาร์ทโฟน การออกแบบชิปเซ็ต รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับสมาร์ทโฟนไปแล้วครับ ซึ่ง Mate 20 Series ก็ยังมีพื้นที่ว่างให้พัฒนาผ่านซอฟต์แวร์ได้อีกเยอะ ซึ่งน่าติดตามต่อไปว่าจะก้าวเป็นอย่างไรต่อไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!