Connect with us

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Kirin 980 ชิปสำหรับสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในปีนี้ ที่พร้อมใส่ใน Huawei Mate 20 Series

Published

on

ชิป Kirin เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนจาก Huawei ไปแล้วนะครับ ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถพัฒนา CPU เพื่อใช้ในสมาร์ทโฟนของตัวเองได้ ก็ถือเป็นจุดเด่นมากๆ เพราะเมื่อการพัฒนาตัวระบบปฏิบัติการ (EMUI) และตัวชิปประมวลผล (Kirin) อยู่ในบริษัทเดียวกัน ก็ทำให้การพัฒนา 2 ส่วนนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ เมื่อฝั่งซอฟต์แวร์ต้องการรูปแบบการประมวลผลพิเศษ ก็สามารถคุยกับทีมพัฒนา CPU เพื่อสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้สอดรับกันได้โดยตรง ไม่ต้องปวดหัวคุยกันข้ามบริษัท แล้วยังทำให้การพัฒนา Hardware กับ Software มีทิศทางเดียวกันด้วย ซึ่งปัจจุบันมีแค่ 3 บริษัทในโลกเท่านั้นที่ออกแบบ CPU ใช้เองในสมาร์ทโฟนของตัวเองครับ ซึ่งหัวเว่ยก็เป็นหนึ่งในสามบริษัทนี้

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ปีที่แล้วเราได้เห็นประสิทธิภาพของชิป Kirin 970 ที่ใช้ใน Huawei Mate 10, Huawei P20 และ Huawei Nova 3 กันไปแล้วว่าชิปที่มี NPU (Neural Processing Unit) หรือส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์นั้นช่วยในการทำงานมากขนาดไหน ด้วย NPU ทำให้เรามีโทรศัพท์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นด้วย Mastered AI ที่สามารถวิเคราะห์ซีนภาพและเลือกรูปแบบการปรับแต่งภาพให้เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว แถมโทรศัพท์ยังสามารถช่วยจัดเฟรมภาพให้สวยงาม และแปลภาษาได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งต้องถือว่า Huawei เป็นผู้จุดกระแส สร้างเทรนด์ AI ในโทรศัพท์มือถือ จนหลายๆ ค่ายต้องมีเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน

Kirin 980 ก้าวต่อไปที่ดีกว่าเดิมทุกด้าน

สรุปความแตกต่างของ Kirin 970 กับ Kirin 980

ตัดภาพมาหนึ่งปีหลังจาก Kirin 970 ได้ออกมาวาดลวดลาย ก็ถึงเวลาของ Kirin 980 ชิปตัวใหม่ที่เปิดตัวไปในงาน IFA 2018 ที่ปรับปรุงทุกด้านให้ดึขึ้นครับ โดยถือเป็นชิปตัวแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm (นับจากวันเปิดตัว) ทำให้ Kirin 980 มี Transistor ถึง 6,900 ล้านตัวอยู่ภายใน ใส่ได้มากกว่าเดิม 1.6 เท่า และยังประหยัดพลังงาน แถมลดความร้อนที่เกิดจากชิปอีกด้วย

ความเป็นมาของ Kirin 980

Huawei เริ่มพัฒนาชิปตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะการเตรียมเทคโนโลยีที่ย่อส่วนทรานซิสเตอร์ลงไปถึง 7 nm (0.000000007 เมตร) นั้นต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมกับโรงงานผลิตอย่างมาก โดยหัวเว่ยใช้วิศวกรมากกว่า 1,000 คนในโปรเจกนี้ และสร้างตัวต้นแบบมามากกว่า 5,000 แบบกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นชิป Kirin 980 โดยบริษัทผู้ผลิตชิปตัวนี้คือ TSMC โรงงานผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแรกในโลกที่ผลิตชิประดับ 7 nm ได้

โดยชิป Kirin 980 หัวเว่ยกล้าประกาศเลยว่าเป็นสุดยอดของโลก 6 ด้านคือ

  1. World’s 1st 7nm SoC – ชิปตัวแรกในโลกที่ประกาศว่าใช้เทคโนโลยีผลิตแบบ 7 nm
  2. World’s 1st Cortex-A76 Based CPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้สถาปัตยกรรมย่อยของ CPU ตัวใหม่คือ ARM Cortex-A76
  3. World’s 1st Mali-G76 GPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76
  4. World’s 1st Dual-NPU – ชิปตัวแรกของโลกที่มี NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่
  5. World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem – ชิปตัวแรกของโลกที่รวมโมเด็มความเร็วสูงไว้ ทำให้รองรับ 4G LTE Cat.21 ความเร็วสูงสุด 1.4 Gbps ได้
  6. World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X – ชิปตัวแรกของโลกที่รองรับหน่วยความจำแบบ LPDDR4X 2133 MHz

สถาปัตยกรรมความแรงและประหยัดไฟของ Kirin 980

บอร์ดต้นแบบของ Kirin 980 ที่สามารถรันเกม NBA 2K18 ได้แตะ 60 fps ตลอดเวลา

พื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก โดย Cortex-A76 นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A75 ที่ใช้ในชิปอย่าง Snapdragon 845 ราว 25 – 35% และมีแบนด์วิดท์ของหน่วยความจำเพิ่มขึ้น 90% และเมื่อเทียบกับ Cortex-A73 ที่ใช้ใน Kirin 970 เดิม ก็ให้ประสิทธิภาพมากกว่า 2 เท่า ซึ่ง ARM ตั้งใจพัฒนาให้ A76 แรงพอที่จะใช้ในระดับคอมพิวเตอร์ได้เลย เอาไปแข่งกับ Intel ยังไหว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก โดย A55 มีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A53 ที่ใช้ใน Kirin 970 อยู่ราว 18% ในขณะที่กินไฟน้อยลง 15% ด้วย

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากซีพียูรุ่นก่อนๆ นะครับ คือมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

8 แกนของ Kirin 980 สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา นำเสนอโดยคุณพลภัทร์ สายบัวทอง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ซึ่งเมื่อมี 8 แกนที่ปรับจูนมาต่างกัน ก็ทำให้สามารถเปิด-ปิดแกนทั้ง 8 ได้ตามอิสระตามความเหมาะสมของการทำงาน เช่นเปิดเพลงก็ใช้แกนเล็กตัวเดียวก็มีแรงมากพอแล้ว ประหยัดไฟด้วย แต่เวลาเล่นเกมที่ต้องการภาพลื่นๆ ก็เปิดทำงานพร้อมกัน 8 แกนไปเลย นอกจากนี้หัวเว่ยยังเคลมว่า Kirin 980 สามารถปรับความแรงของชิปให้ขึ้นลงตามความต้องการของการใช้งานได้เร็วขึ้น เมื่อจู่ๆ ระบบต้องการกำลังประมวลผลอย่างเร่งด่วน เช่นจังหวะเปิดแอป หรือจังหวะโหลดเว็บหนักๆ ระบบก็จะไปเร่งการทำงานของ Kirin 980 ทันที ทำให้ซีพียูรับโหลดงานที่เพิ่มขึ้นกระทันหันได้ทัน และเมื่อทำงานเรียบร้อย ระบบก็สามารถลดความแรงของซีพียูได้ทันที ทำให้อัตราการกินไฟน้อยลง

Kirin 980 สามารถรองรับโหลดที่เพิ่มขึ้นและลดลงได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

ทั้งหมดนี้ทำให้ Kirin 980 เร็วขึ้น 20% และกินไฟน้อยลง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม และแน่นอนชนะ Snapdragon 845 ในทุกด้าน

Dual NPU หน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่ใน Kirin 980

หลังจากที่หัวเว่ยประสบความสำเร็จจาก Kirin 970 ชิปตัวแรกที่มาพร้อม NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์จนกลายเป็นมาตรฐานที่สมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำได้ ใน Kirin 980 หัวเว่ยก็ได้ปรับปรุงการทำงานที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ใหม่ให้กลายเป็น Dual NPU หน่วยประมวลผลแบบคู่กันไปเลยครับ ซึ่งความแตกต่างของ NPU กับ CPU ที่เราคุ้นเคยกันดีก็อยู่ตรงที่ NPU จะมีลักษณะการทำงานเหมือนสมองมนุษย์ ที่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องได้ข้อมูลจนครบ หรือต้องประมวลผลจนได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดสมบูรณ์อย่าง CPU ทำให้เราสามารถใช้ NPU กับการประเมินคร่าวๆ ที่ต้องการความเร็ว เช่นประเมินว่าตัวคนในภาพอยู่ไหน หรือประเมินว่าภาพที่กำลังดูอยู่นี้มันคืออะไรครับ

บอร์ดตัวอย่างของ Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ของคนในภาพได้อย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพของ Dual NPU ใน Kirin 980 หัวเว่ยอ้างว่าสามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายได้เร็วถึง 4,500 ภาพต่อนาที เร็วกว่า Kirin 970 ถึง 120% ซึ่งก็เร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Snapdragon 845 และ Apple A11 ด้วย ซึ่งการที่ NPU สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ก็ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น เช่นวิเคราะห์โครงสร้างของมนุษย์ที่ผ่านกล้องว่า หัว-มือ-แขน อยู่ตรงไหน หรือสามารถวิเคราะห์วิดีโอแบบ Realtime ได้ รู้ว่าส่วนที่เป็นคนในวิดีโออยู่ตรงไหน แล้วแยกเอาส่วนที่เป็นคนออกมาจากภาพวิดีโอก็เป็นไปได้

ส่วนประกอบอื่นๆ ใน Kirin 980

Kirin 980 เป็นชิปที่เรียกว่า SOC หรือ System-On-Chip นะครับ ภายในตัวมันจึงมีองค์ประกอบเยอะมากในชิปตัวเดียว ก็นอกจากส่วนของ CPU, GPU และ NPU ที่เราเล่าไปแล้ว ก็ยังมีอีก 2 ส่วนประกอบหลักๆ คือ ISP และ Modem ครับ

ISP คือ Image Signal Processor หรือส่วนประมวลผลภาพถ่ายและวิดีโอ คือปกติข้อมูลภาพจากเซนเซอร์จะเป็นข้อมูลดิบที่ต้องเอามาประมวลผลต่อถึงจะเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งใน Kirin 980 นั้นเป็น Dual ISP หรือหน่วยประมวลผลภาพแบบคู่ ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว มีความเร็วในการจัดการภาพเพิ่ม 46% ใช้แบตน้อยลง 23% แลคน้อยลง 33%

จากความเร็วในการประมวลผลภาพที่มากขึ้น ทำให้ในเสี้ยววินาทีที่เราถ่ายภาพนั้น ระบบสามารถถ่ายหลายภาพรวดเร็ว แล้วนำมาผสมรวมกันเพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีขอบเขตแสงกว้างขึ้น และมีสัญญาณรบกวนน้อยลง ซึ่งเมื่อรวมกับ NPU ก็ทำให้สามารถแยกส่วนภาพเพื่อประมวลผลให้เหมาะกับส่วนนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย ผลสุดท้ายคือภาพถ่ายและวิดีโอออกมาดีขึ้นกว่าภาพจากชิปรุ่นก่อนหน้านี้

Kirin 980 รองรับ LTE ความเร็วสูงปรี๊ด

ส่วน Modem ที่อยู่ภายในชิป Kirin 980 (โมเด็มตัวนี้น่าจะชื่อ Balong 5000) ก็ทำให้รองรับการเชื่อมต่อ LTE ระดับ Cat.21 ซึ่งทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.4 Gbps บนเครือข่ายที่รองรับ

Kirin 980 รองรับ GPS 2 คลื่น ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น

นอกจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์ที่รวดเร็วแล้ว Kirin 980 ยังรองรับการเชื่อมต่อ Wifi ที่ความเร็ว 1.73 Gbps ซึ่งเร็วที่สุดในตอนนี้ และยังรองรับการใช้งาน GPS 2 คลื่นพร้อมกันคือคลื่น L5 และ L1 ทำให้การระบุตำแหน่งบนพื้นโลกแม่นยำมากขึ้นด้วย

รอพบกับ Kirin 980 ใน Huawei Mate 20 Series

ทั้งหมดที่เราเล่ามานี้คือความสามารถของชิป Kirin 980 ตัวเดียว ที่จะทำให้โทรศัพท์เร็วขึ้น ประหยัดไฟขึ้น ประมวลผลแบบ AI เร็วขึ้น วิเคราะห์เรื่องรอบตัวได้เก่งขึ้น ถ่ายภาพและวิดีโอสวยขึ้น และเชื่อมต่อเร็วขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีระดับนี้ก็ไม่ใช่อยู่ๆ จะเสกออกมาได้ ที่ผ่านมาหัวเว่ยลงทุนวิจัยและพัฒนาไป 62,500 ล้านเหรียญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วก็ลงทุนวิจัยไป 1.7 หมื่นล้านเหรียญ กับศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มี 15 ศูนย์ทั่วโลก

แต่อ่านรายละเอียดของ Kirin 980 วันนี้อาจจะยังไม่อินเท่าไหร่ อดใจนิดหนึ่งครับ Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิปตัวนี้จะเปิดตัววันที่ 16 ตุลาคมนี้แล้ว แล้วแบไต๋จะรายงานความสามารถของ Mate 20 อย่างละเอียดให้รู้กันต่อไป เป็นเจ้าแรกๆ ในไทยเลยแหละ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ถอดรหัส Victoria Project โค้ดลับพัฒนาแอป K PLUS ใหม่

Published

on

หลังจากซุ่มพัฒนาแอป K PLUS รุ่นใหม่กันมาเป็นปี ในที่สุดกสิกรไทยก็ได้เปิดตัวแอป K PLUS ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องใหม่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” เปลี่ยนโลโก้และหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ทุกคนรอคอยแถมยังปลอดภัยเชื่อใจได้ ไม่ว่าจะเป็นถอนเงินจากตู้ ATM โดยไม่ใช้บัตรใช้แค่แอป หรือการ Beyond ความต้องการของผู้ใช้ เช่นการใช้ e-Slip แบบใหม่ที่มี QR Code เพื่อยืนยันว่าเป็นสลิปจากธุรกรรมนั้นจริงๆ ป้องกันปัญหาสลิปปลอม ที่สำคัญคือเพิ่มฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล ด้วยการประยุกต์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กสิกรไทยพัฒนาในชื่อ “เกด” (KADE) เข้าสู่แอปตัวหลักของธนาคารตัวนี้ เพื่อสนับสนุนการใช้งานของแอปให้ตรงใจผู้ใช้มากขึ้น

คุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีของกสิกรไทยได้เผยเบื้องหลังการพัฒนา K PLUS รุ่นล่าสุดเวอร์ชั่น 5 ให้เราฟังว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ “K PLUS ตัวใหม่จะเป็นอะไร” ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นช่องทาง แต่มันคือธนาคารดิจิตอลเต็มตัว ที่จะอยู่รอดได้โดยไม่ถูก Disrupt อย่างน้อยก็เร็วๆ นี้ โดยคิดแบบรื้อใหม่เลย

“K PLUS ตัวใหม่จะเป็นอะไร”

สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)

โดย Codename ในการพัฒนาแอปตัวใหม่ที่เป็นความลับมานานหลายเดือนคือ “Victoria Project” ซึ่ง V ก็คือ 5 ซึ่งหมายถึงเวอร์ชั่น 5 และหมายรวมถึงชัยชนะที่รอดจากการถูก Disrupt โดยเฉพาะจากบริษัทใหญ่ๆ ที่อาจจะไม่อยู่ในวงการแบงค์ (นึกถึงภาพบริษัทอย่าง Google หรือ Alibaba) ที่เมื่อขยับตัว รุกผลิตภัณฑ์ด้านการเงินมากขึ้น อาจทำให้เรามีปัญหาได้

ซึ่งสิ่งที่ทำให้บริษัทนอกวงการแบงค์เหล่านี้น่ากลัวคือมัน “ถูกกว่า เร็วกว่า ดีกว่า” เพราะด้วยความที่เป็นบริษัทสมัยใหม่ ทีมงานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละเรื่องจะมีไม่เยอะ แล้วตัดสินใจเร็วกว่าองค์กรเก่าๆ การทำงานก็ทำด้วยวิธี Agile ที่วางแผนสั้นๆ ทำไปแก้ไป แล้ววางแผนใหม่ ทำให้ทำงานเร็วมาก นอกจากนี้คุณสมคิดยังมองว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเหล่านี้อยู่รอบตัวลูกค้าอยู่แล้ว (คิดง่ายๆ ก็ Google ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้มีแค่บริการทางการเงินอย่างเดียว แต่ให้บริการหลากหลาย นั่งรออยู่หน้าประตูบ้านลูกค้าแล้ว แถมยังมี AI ช่วยสนับสนุนจึงทำให้น่ากลัวมาก

จุดสำคัญคือเป็น Open Platform และมี AI ช่วยสนับสนุน

คุณสมคิด วางภาพของ K PLUS ตัวใหม่ว่าจะเป็น Open Platform พร้อมระบบนิเวศน์สำหรับพาร์ทเนอร์เพื่อให้เข้ามาใช้บริการได้ เช่นระบบ K PLUS Identity เพื่อยืนยันตัวครั้งเดียวก็เข้าใช้บริการของพาร์ทเนอร์ใน K PLUS ได้ แล้วมองภาพไปถึงการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติใช้งานได้ เพื่อให้มีผู้ใช้ระดับร้อยล้านคนได้ ซึ่งน่าจะเป็นประเทศในภูมิภาคนี้ก่อน

แนวทางการพัฒนาแอป K PLUS ตัวใหม่

แนวคิดการพัฒนา K PLUS ขยายจากการเป็นแอปมาสู่ “K PLUS Intelligence Platform” ที่นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้าเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งความเสถียร ความปลอดภัย และความง่ายในประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า รวมถึงการขยายเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจต่างๆสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)
  1. K PLUS ตัวใหม่ไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่สามารถมีบริการจากพาร์ทเนอร์อื่นได้ด้วย
  2. K PLUS ตัวใหม่ต้องง่าย ใช้ง่าย หาง่าย และปลอดภัย ซึ่งปรับปรุงให้สามารถใช้กับ Wifi ได้ตลอด ไม่ต้องยืนยันตัวผู้ใช้กับซิมตลอดเวลาเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังปลอดภัยอยู่
  3. ต้องมี AI เพื่อให้มีผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งในแอปเวอร์ชั่นใหม่ก็มี KADE ช่วยเหลืออยู่ โดย “เกด” (KADE: K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นหัวใจสำคัญในพัฒนาศักยภาพของ K PLUS โดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นระบบหลังบ้าน ด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน รู้จัก รู้ใจคนใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้าเป็นรายคนได้ เช่น

  • ฟังก์ชัน K PLUS Today สามารถแจ้งเตือนธุรกรรมการเงินที่สำคัญที่ลูกค้าใช้เป็นประจำ และแนะนำผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
  • เทคโนโลยีแมชชีน เลนดิ้ง (Machine Lending) ที่อยู่ใน K PLUS ทำให้ธนาคารนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล (K-Personal Loan) สินเชื่อธุรกิจ ที่เหมาะสมกับความสามารถในการกู้และตรงกับความต้องการของลูกค้าผ่านแอปฯ K PLUS และในอนาคตยังสามารถแนะนำการใช้จ่ายและการลงทุน (Investment) ที่จะเพิ่มศักยภาพทางการเงินและโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้า

เป้าหมายของ K PLUS นำแอปธนาคารให้เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ นำเสนอบริการให้ง่ายขึ้น

แพลทฟอร์มของ K PLUS ใช้งานมาแล้วกว่า 5 ปี ปัจจุบันมีลูกค้าใช้งาน K PLUS มากกว่า 61% ของลูกค้าธนาคารทั้งหมด 15 ล้านราย มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนลูกค้าและปริมาณธุรกรรม ธนาคารจึงพัฒนาศักยภาพของ K PLUS ใหม่ พร้อมกับนำเสนอฟังก์ชันด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล (Personalization) ด้วยคอนเซปต์ “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” ทุกอย่างทำได้จบในแอปเดียว ทำให้เป็นแอปที่ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ใช้จ่ายและเพลิดเพลิน (Pay & Play) กับบริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากแบรนด์ดังมากมายที่จะมารวมตัวอยู่บนแพลทฟอร์มของ K PLUSพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทยวางกลยุทธ์และเป้าหมายของ K PLUS ไว้ 3 ด้าน คือ

1. เพิ่มสัดส่วนการใช้งานฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ของ K PLUS อีก 5-10% ภายใน 1 ปี

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

แน่นอนว่าเป็นแอปธนาคาร ฟังก์ชันที่ลูกค้านิยมใช้มากที่สุดคือ รายการโอน-เติม-จ่าย คิดเป็น 125 ล้านรายการต่อเดือน ในขณะที่ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่มีตั้งแต่ K PLUS เวอร์ชั่นที่แล้ว มีปริมาณการทำธุรกรรมที่น้อยกว่าที่คาดหมาย มีราว 1% ของรายการทั้งหมดหรือราวรวม 500,000 รายการต่อเดือนเท่านั้น

ในแอป K PLUS เวอร์ชั่นใหม่ กสิกรไทยจึงออกแบบฟังก์ชั่นไลฟ์สไตล์อย่าง K+ Market ให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย ให้ลูกค้าเข้าใจว่าแอป K PLUS ทำได้มากกว่าการโอนเติมจ่าย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้น และเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 5-10% ภายใน 1 ปี

2. K PLUS เป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของธนาคารได้ง่ายขึ้น

หลายบริการด้านการเงินนั้นมีอยู่ตั้งแต่ K PLUS เวอร์ชั่นที่แล้ว แต่อาจจะเข้าถึงยาก หรือไม่โดดเด่น ในแอปเวอร์ชั่นใหม่กสิกรไทยจึงออกแบบให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินต่างๆ ผ่าน K PLUS ได้ง่ายและสะดวกขึ้น เช่น ฟังก์ชันถอนเงินโดยไม่ใช่บัตร ซื้อกองทุน

โดยเฉพาะบริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เปิดให้บริการมา 8 เดือน ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนขนาดเล็ก (Micro Finance) ให้กับลูกค้าทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย มีส่วนผลักดันให้ภาพรวมยอดสินเชื่อคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลสะสมเติบโตกว่า 4% มียอดสินเชื่อใหม่จนถึงเดือนสิงหาคมประมาณ 16,300 ล้านบาท เทียบกับปลายปีก่อนที่มีมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลคงค้างที่ 15,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งเป้าภายในปีนี้ปล่อยสินเชื่อคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท หรือคิดรวมเป็น 22,700 ล้านบาท​

3. มุ่งเพิ่มฐานลูกค้ารวมของธนาคารให้ได้ 20 ล้านบัญชีภายใน 3 ปี

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารมีฐานลูกค้าใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบัญชี ปัจจุบันธนาคารมีจำนวนบัญชีลูกค้ารวม 15 ล้านบัญชี และเชื่อมั่นว่า ภายใน 3 ปี ฐานลูกค้าใหม่ของธนาคารให้เพิ่มเป็นปีละ 2 ล้านบัญชี และทำให้ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมเป็น 20 ล้านบัญชี

โดยที่จำนวนลูกค้า K PLUS ส่วนหนึ่งจะมาจากการเติบโตของฐานลูกค้ารวมของธนาคาร และอีกส่วนที่สำคัญจะมาจากกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าที่ไม่ได้มีบัญชีของธนาคาร เช่น ลูกค้าที่ใช้ อี-วอลเล็ต รวมถึงการเปิดให้ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ โดยเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค เพิ่มช่องทางการชำระเงินให้แก่ลูกค้าได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุณเคยเห็น 10 ภาพแรกของโลกหรือยัง?

Published

on

ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้น แบไต๋รวบรวมเรื่องราว 10 ภาพแรกของโลก ทั้ง #ภาพถ่ายใบแรกของโลก ภาพถ่ายสีภาพแรก ภาพเซลฟีภาพแรก และอีกสารพันภาพแรกให้คุณเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังสนุกๆ ได้ พร้อมแล้วคลิกที่ภาพแล้วอ่านไปด้วยกันเลย!

1. ภาพถ่ายภาพแรกของโลก มองออกกันไหม

ภาพที่มองไม่ออกนี้เป็นภาพแรกของโลกจริงๆ ครับ ชื่อว่า View from the Window at Le Gras หรือวิวจากหน้าต่างที่ Le Gras เป็นผลงานของ Joseph Nicéphore Niépce ชาวฝรั่งเศสในปี 1826 ที่ถ่ายด้วยกล้องรูเข็มด้วยวิธีการ Heliography ซึ่งอธิบายกระบวนยาก เล่าคร่าวๆ ว่าเป็นแผ่นโลหะเคลือบสารเคมีให้ทำปฏิกิริยากับแสง แล้วใช้เวลารับแสงนานกว่า 8 ชั่วโมง ผ่านกระบวนการอีกหน่อยให้เกิดภาพบนแผ่นโลหะ

ถ้ามองภาพแรกไม่ออก นี่เป็นภาพที่ปรับแสงแล้ว เห็นหลังคาบ้านไหม

ภาพแรกเป็นภาพจริงๆ ที่ปรากฎบนแผ่นโลหะ ซึ่งเห็นเป็นเค้าลางๆ เท่านั้น ก็มีคนนำภาพถ่ายของภาพนี้ไปปรับจนเห็นชัดเจนขึ้นว่าเป็นภาพอะไร นี่เป็นก้าวแรกของมนุษยชาติที่ทำให้เรามีกล้องถ่ายรูปใช้ในทุกวันนี้เลยนะ

2. ภาพถ่ายสีภาพแรกของโลก

ภาพนี้เป็นผลงานของ James Clerk Maxwell นักคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ชื่อก้อง และลั่นชัตเตอร์โดย Thomas Sutton ผู้สร้างกล้อง SLR คนแรกของโลก ซึ่งต้องถ่ายภาพ 3 ครั้งผ่านฟิลเตอร์สีแดง เขียว และน้ำเงิน แล้วนำ 3 ภาพมารวมกันถึงกลายเป็นภาพโบว์สีสวยภาพนี้ในปี 1861

3. ภาพดิจิทัลภาพแรกของโลก

กล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกพัฒนาโดยวิศวกรของโกดักในปี 1975 แต่ภาพดิจิทัลภาพแรกของโลกเกิดก่อนกล้องดิจิทัลตัวแรกเกือบ 20 ปีครับ โดย Russell Kirsch ชาวอเมริกันในปี 1957 เมื่อเขาและทีมงานได้พัฒนาสแกนเนอร์สำเร็จ และได้ลองสแกนภาพลูกชายวัย 3 เดือนของ Kirsch ออกมาเป็นภาพขนาด 176 x 176 pixel

4. ภาพถ่ายคนภาพแรกของโลก

เอ๊ะ แอดลงภาพผิดรึเปล่า นี่เป็นภาพถ่ายคนใบแรกของโลกจริงๆ ครับ ลองดูในภาพดีๆ สิจะเห็นว่ามีมนุษย์หนึ่งนายยืนอยู่บนถนน ภาพในปี 1838 โดย Louis Daguerre ชาวฝรั่งเศส นี้จึงกลายเป็นภาพแรกของโลกที่มีคนอยู่ในภาพ

สาเหตุที่ภาพในยุคแรกๆ ของโลกไม่มีคนอยู่เลยเพราะต้องเปิดรับแสงนานมากครับ อย่างภาพแรกของโลกที่เป็นรูปหลังคานั้นก็เปิดรับแสงอยู่ 8 ชั่วโมง ส่วนภาพนี้ได้พัฒนาเทคนิคแล้วเหลือเวลารับแสงราว 10 นาที เลยมีกระทาชายผู้โชคดีไม่เดินไปไหนติดอยู่ในภาพด้วย (ส่วนคนอื่นเดินไปเดินมา เลยไม่ติดอยู่ในภาพ)

5. ภาพเซลฟีภาพแรกของโลก

Robert Cornelius ชาวอเมริกันถ่ายภาพนี้ในปี 1839 ครับ หลังจากภาพแรกที่มีมนุษย์ไปแค่ปีเดียว โดยอีตา Robert ได้เซ็ตอัปกล้องในวันที่สดใสวันหนึ่งในเดือนตุลาคม ซึ่งหลังจากเปิดฝาเลนส์แล้ว เขาก็วิ่งไปนั่งเก็กอยู่หน้ากล้องนานกว่านาที แล้ววิ่งไปปิดเลนส์กล้อง จึงกลายเป็นภาพเซลฟีภาพแรกของโลก

6. ภาพถ่ายจากอากาศภาพแรกของโลก

ในยุคสมัยที่เรายังไม่มีโดรน ปี 1860 โลกก็ได้มีภาพทางอากาศภาพแรกของโลกแล้ว โดย Gaspard-Félix Tournachon นักบอลลูนชาวฝรั่งเศสที่ถ่ายภาพนี้จากบอลลูนลมร้อนของเขา โดยเป็นภาพของเมืองปารีสนั่นเอง

7. ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ภาพแรกของโลก

ภาพนี้ถ่ายโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Louis Fizeau และ Leon Foucault เมื่อวันที่ 2 เมษายน 1845 โดยใช้วิธีการถ่ายภาพที่เรียกว่า Daguerreotype ซึ่งใช้เวลารับภาพ 1/60 วินาที ซึ่งถ้าดูภาพดีๆ จะเห็นจุดบอดในตัวอาทิตย์ด้วย

8. ภาพถ่ายจากอวกาศภาพแรกของโลก

 

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1946 โดยกล้องภาพยนตร์ที่ใช้ฟิล์ม 35 mm ที่ติดไปกับจรวด V-2 #13 ซึ่งเป็นภาพโลกขาวดำที่ความสูง 65 ไมล์เหนือพื้นโลกครับ

9. ภาพถ่ายดวงจันทร์ภาพแรกของโลก

John W. Draper ถ่ายภาพนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1840 ที่ห้องสังเกตการณ์บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยใช้เทคนิค Daguerreotype

10. ภาพถ่ายภาพแรกของโลกที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (นับที่ World Wide Web นะ)

กระโดดข้ามมาในยุคอินเทอร์เน็ตบ้างครับ หลังจาก Tim Berners-Lee ได้สร้าง WWW ขึ้นมาในยุค 90s ที่สถาบันวิจัย CERN หลังจากนั้นในปี 1992 เขาก็ได้อัปโหลดรูปของวง Les Horribles Cernettes (เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า The Horrible CERN Girls หรือวงดนตรีเพี้ยนของสาวนักวิจัยใน CERN นั่นเอง) ทำให้ภาพของ 4 สาว Angela Higney, Michele de Gennaro, Colette Marx-Neilsen และ Lynn Veronneau กลายเป็นภาพแรกบนอินเทอร์เน็ต

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม AIS ถึงจัดสัมมนา ACADEMY for THAIS ถ้ารู้แล้วคุณจะก้าวทันโลกยิ่งกว่าเดิมแน่นอน !!

Published

on

เคยรู้สึกกันไหมว่า เรื่อง digital หรือดิจิตอล มันดูห่างไกลตัวเรามาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่แทบจะอยู่ต่อหน้าเราแล้วในทุกวันนี้ ง่าย ๆ เลยก็มือถือที่เราถือ ๆ กันอยู่นั่นแหละคือ 1 ในผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโลกดิจิตอล และ AIS ก็เข้าใจคนไทยในเรื่องนี้ จึงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี จนกลายมาเป็นโครงการ ACADEMY for THAIS ที่ชวนคนไทยมารู้จักโลกของดิจิตอล โดยการรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลก มาขึ้นเวทีใหญ่ยักษ์ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พร้อมเปิดเผยเรื่องราวที่หลาย ๆ คนควรทราบก่อนที่จะสายเกินไปผ่านวิทยากรระดับโลกมากมายทั้งไทยและต่างประเทศ

 

พิธีกรงาน AIS ACADEMY for THAIS หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แถมเขายังเป็น 1 ใน Speaker ในงานนี้อีกด้วย โดยขึ้นพูดในเรื่อง Data Privacy and Security in the meaningful business ที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

โลกในวันนี้ต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง AIS ตื่นตัวมาแล้วกว่า 3 ปี โดยเตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้านผ่านแนวคิด Anywhere Anytime Any Device สำหรับพนักงานองค์กร อาศัยการใช้ Digital Transformation เพื่อพัฒนาสังคมไทย ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง AIS ตั้งใจทำเพื่อสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับ AIS และนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความรู้ในระดับประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาแค่เพียงพนักงานของตัวเอง และนี่คืออีก 1 เป้าหมายของ AIS ที่ตั้งใจมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนไทยทุกคนโดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน หรือ AIS

และงานนี้ได้ผนึกกำลังจาก 5 องค์กรชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  • Advanced Info Service หรือ AIS
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน
  • Minor International ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งด้าน Digital Transformation เป็นอย่างมาก ทำให้บุคลากรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ซึ่งงานนี้ก็ได้มี Session ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายด้วยกัน 4 ช่วง แบ่งเป็นช่วงเช้า 3 Session บนเวทีใหญ่และช่วงบ่าย 4 Session ซึ่งต้องเลือก 1 ใน 4 Session เพื่อเข้าร่วมในห้องสัมมนาเล็ก ทางแบไต๋ก็ขอสรุปแต่ละ Session ออกมาเป็นตัวหนังสือแบบสั้น ๆ (?) ให้ได้อ่านกันที่นี่เลยครับ

สรุป Session “Private Sector in Thailand Digital Transformation Readiness”

สัมมนาแรกว่าด้วยเรื่องความพร้อมของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล หรือ Digital Transformation ผ่านวิทยากร 4 ท่านและผู้ดำเนินรายการ 1 ท่านดังนี้

โดยเหล่า Speakers ก็ได้ขึ้นมาพูดคุยกันถึงการปรับตัวของคนไทยที่ต้องมีต่อการเข้ามาของการทำลายล้างทางด้านเทคโนโลยี หรือ Digital Disruption ว่า แต่ละบริษัทมีการเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง

ด้านประกันชีวิต

เริ่มต้นในฝั่งประกันชีวิต ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะด้านพฤติกรรม เพราะมีเทคโนโลยี มี Platform มากมายเข้ามา ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation ซึ่งปกติทางประกันชีวิตจะมีการเติบโตสูงถึง 3 เท่าของ GDP แต่ในวันนี้การเติบโตเริ่มหยุดชงัก แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยากที่จะเติบโตขึ้น

เพราะในยุคปัจจุบัน Digital Disruption นั้นถือได้ว่ามีทั้งโอกาสและความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมเกิดขึ้นมา เราจึงสามารถปรับแต่ง Business Model ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันได้ เพราะวันนี้หลาย ๆ คนสามารถทำได้เหมือน ๆ เราแล้ว ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้เราอยู่ในโลกประกันได้ยาก

ด้านการธนาคาร

ในด้านฝั่งธนาคาร ก็ได้เจอกับ Digital Disruption อย่างหนักเช่นกัน ทั้งการเข้ามาของ Online Payment ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทำให้เงินที่ควรจะหมุนวนในไทย เริ่มไหลออกสู่ต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเขาต้องมองว่าเรื่อง Digital Transformation นี้ เราจะต้องนำมันมาปรับให้เป็นจุดแข็ง เช่นพัฒนาด้านการบริการใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และใช้บริการได้ถูกลงหรือฟรีค่าธรรมเนียมไปเลยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน และการที่นำ A.I. มาใช้งานในด้านการตอบคำถามลูกค้าผ่าน Chat Bot ก็ช่วยให้เราสามารถนำเอาคนในองค์กรมาทำงานในส่วนอื่นแทนได้ เป็นต้น

ธุรกิจปัจจุบันคือ “Borderless”

พูดถึงด้านการทำธุรกิจในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็น Borderless หรือไร้ขอบเขตแล้ว คู่แข่งปัจจุบันของธนาคารไม่ได้อยู่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคู่แข่งทั่วโลกที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน และอาจจะทำได้ดียิ่งกว่า พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และจุดเด่นจริง ๆ ของไทยอย่างหนึ่งคือ QR Code ที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกัน และธนาคารไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องตอบโจทย์ Lifestyle การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดทั้งวัน เพื่อมอบความสะดวกสบายของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด

เรื่อง Digital Disruption มันคือการ Connect หรือการเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน คนที่ไม่เคยเจอกัน ได้พบกันอย่างง่ายดาย รวมไปถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิตอล

คน > A.I.

เราจะต้องทำงานได้มากกว่า A.I. เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างคน ถ้า A.I. สามารถทำงานแทนเราได้ 24/7 ไม่มีหยุดพัก แต่คนยังสามารถทำงานหลายอย่างที่ A.I. ไม่สามารถทำงานส่วนนั้นได้ จึงทำให้แรงงานคนไม่มีวันตกงาน ถ้าพวกเขามี Skills ต่าง ๆ ที่เยอะกว่าที่ A.I. สามารถทำงานได้

องค์กรจะต้องเพิ่มศักยภาพของพนักงาน เพื่อผลักดันประเทศไทย ซึ่งสมัยนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Startup ซึ่งมีความท้าทาย ตั้งใจผลักดันตัวเองสูงมาก และถ้าพนักงานในองค์กรสามารถผลักดันตัวเองได้ในระดับนีี ก็จะสามารถผลักดันองค์กรไปสู่ระดับสากลได้ และพยายามสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้กับคนไทย เช่นการหา Tools ต่าง ๆ หรือการจัด Training ขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนา Skills ของเขา

นอกจากการพัฒนาองค์กรตัวเองแล้ว ต้องมีการแชร์วิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ให้กับภาครัฐฯ และภาคเอกชน เพื่อช่วยผลักดันประเทศชาติก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

Business Model ยุคใหม่คือการจับมือกับ Partner

โลกปัจจุบัน Business Model ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ การจับมือ Partner กับบริษัทอื่นที่มี Asset ที่สามารถสร้าง Potential ให้กับบริษัทของเราทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชน ก็จะช่วยให้องค์กรของเราเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกันกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และเราต้องมีการเตรียมใจที่ Business Model นั้นจะ failed ได้ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต เพราะเราไม่ได้แข่งกันแค่ในระดับประเทศแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกับองค์กรทั่วโลกที่เริ่มก้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตแตกแขนงออกมามากมาย อย่าง Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่มาทำ Ant Financial เผยข้อมูลว่ามีขนาดใหญ่กว่า Kbank ถึง 800 เท่า !! ถ้าทำคนเดียวยังไงก็สู้ได้ยาก

พฤติกรรมลูกค้าในยุค 4.0

ความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเพราะทุกวันนี้ลูกค้าเริ่มมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ทำให้บางครั้งไม่สามารถใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเอามาวิเคราะห์ได้ เราจึงต้องนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์และวางแผนอย่างจริงจังเพื่อให้ outcome ออกมาดีที่สุด

สรุป Session “Building Agility with Digital Transformation”

อีก 1 Session ที่น่าสนใจจากศาสตร์ตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford University (ที่ Steve Jobs จบมา) Dr. Hau L. Lee ได้ขึ้นพูดในงานนี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายเช่นเดียวกัน

 

ผลการวิจัยว่า Big Data Analysis มีผลกระทบกับ Digital Disruption มากที่สุด เพราะโลกของข้อมูลในอดีตที่เป็นเพียงการพยากรณ์หรือการสุ่มตัวอย่างนั้น ไม่สามารถเอามาวัดผลได้จริง แต่ Big Data Analysis จะสามารถวัดผลได้จริง และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการนำไปใช้งาน

ในอนาคต จะมีการเติบโตทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Internet of Things เป็นอย่างมาก ซึ่งผลสำรวจคือจะเติบโตมากกว่า 7.1 ล้านล้านล้านเหรียญ (7.1 Trillion) เลยทีเดียว !!

ทุกวันนี้มีคำพูดต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นผ่าน Digital Disruption ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรเลยก็อาจทำให้เราตกยุคได้ แต่ในเมื่อเราไม่เข้าใจมันแล้ว บางครั้งถ้าเอาความคิดนี้ไปทำเป็นเสื้อ ก็อาจจะขายได้ก็ได้นะ 🙂

เทคโนโลยีเปิดโอกาสอะไรให้กับเราได้บ้าง?

  • สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราอย่างแรกเลยคือ ข้อมูล ถ้าเรารู้ข้อมูล ก็จะรู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร ทำอะไรได้ อยู่ที่ไหน เมื่อเทียบกับการสงคราม ฝั่งที่ชนะไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลที่มาก แต่ต้องเป็นฝั่งที่มีข้อมูลมากที่สุดต่างหาก

  • สิ่งที่ 2 คือ Deep Intelligent ที่ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. แต่เป็นปัญญาที่ส่งเสริมกันหรือ Augment Intelligent เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ เซียนหมากรุกอันดับ 1 – 10 ของโลก ไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็น A.I. ทั้งหมด ซึ่งล่าสุด A.I. อันดับ 1 ที่ว่าก็ถูกโค่นลงด้วยการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์ และ A.I. ที่ช่วยวางแผนที่ยืดหยุ่นและมีความแม่นยำกว่าลงไปได้

 

  • สิ่งที่ 3 เรื่องความเร็วของการเข้าถึงข้อมูลและการตอบสนองก็เป็นอีก 1 สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเช่น การวางจำหน่ายสินค้าทีน่าจะมีความต้องการทางด้านการตลาดสูงในช่วงเทศกาล และใช้ Key Message ในการช่วยโปรโมตก็จะทำให้เราสามารถช่วงชิงพื้นที่การขายได้เยอะมากขึ้น หรือปัจจุบันก็มี 3D Printer ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบและอย่างง่ายดาย ทำให้บางครั้งสินค้าที่คิดว่าขายไม่ได้อย่างแก้วน้ำรูปโถส้วม ก็อาจจะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 ก็ได้นะ
  • สิ่งสุดท้ายคือ การเริ่มต้นมองหา Business Model ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ยกตัวอย่างคือ เครื่องพิมพ์ 3 มิติของ HP ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าลูกค้าทั่วไปจะซื้อไปสร้างอะไรบ่อย ๆ แถมมีราคาที่สูงมากเป็นหลักแสนบาท แต่ถ้าเราจับมือกับ Partner ต่าง ๆ ที่มองเห็นการนำไปใช้งาน ก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถขายได้ และมอบประโยชน์ให้กับ Partner ได้อีกด้วย

สรุปคือเรื่องของ Digital Transformation นั้นไม่ใช่ว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมองหา Potential ให้เจอว่า สิ่งนั้นจะช่วยเหลือเราได้อย่างไรบ้าง แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ก็จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สรุป Session “interviewtalk with a futurist on the future innovation human talent and conscious leadering”

อนาคตของโลกปัจจุบันที่น่าจับตามอง ถ้าเรามองเห็นมัน เราก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ถูกขึ้นพูดโดย Mr. Rudy De Waele Futurist, Innovation Strategist

เผยว่าการทำธุรกิจยุคปัจจุบันจะต้องมีความโปร่งใส เพราะปัจจุบันผู้คนต้องการความโปร่งใสของธุรกิจนั้น ๆ ถ้าเรามีความโปร่งใส ผู้บริโภคก็จะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าเรา ยกตัวอย่างบริษัทด้านสื่อแห่งหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีการถูกซื้อข่าวลง Hate Speech ก็ทำให้คนถอนการสมัครสมาชิก เป็นต้น

ด้านการศึกษาปัจจุบันมีความล้าสมัย เพราะการเรียนคือการที่เราต้องมานั่งยัดข้อมูลลงไป แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งปัจจุบันการศึกษาควรมีความยืดหยุ่น และสร้าง Passion เพื่อเปิดรับอะไรใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งกว่าเดิม เพราะการสำรวจ เด็กอายุ 5 ขวบในโรงเรียน 95% มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ค่อย ๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเหลือเพียง 12% เมื่ออายุ 50 ปี ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้เด็กในอนาคตเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์ ดูว่าเขาชอบทำอะไร ก็ส่งเสริมให้เขาทำสิ่งนั้น

พูดถึงเรื่อง fintech ปัจจุบันมีหลาย Platform ที่มีความสามารถของธนาคารได้ รวมไปถึงอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า หรือเรื่องประกันที่สามารถซื้อผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ได้ง่าย แค่ถ่ายรูป + กรอกข้อมูลนิดหน่อยลงไป ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลให้วุ่นวายอีกต่อไป

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เราจะสามารถทำนายการจราจรได้ ทำให้เราสามารถคำณวนเวลาเดินทางได้ หรือการตรวจสอบความผิดปกติของสานพานการผลิตได้ง่าย ๆ ผ่านเซนเซอร์ ก็ช่วยให้ และจะมีร้านค้าปลีกที่สามารถตรวจสอบต้นทางสินค้าที่จัดส่งมาได้ ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงระบบ IoT ต่าง ๆ มากมายที่จะเข้ามาตอบโจทย์คนทั้งโลกอีกเป็นหมื่น ๆ ล้านชิ้น เพราะผู้บริโภคมีความต้องการข้อมูลความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมรับมือกับโลกของ Digital Disruption คือ การสร้างวิสัยทัศน์ที่รวดเร็วและตอบสนองกับโลกให้ทัน และเราควรรู้จักความเป็น Startup เพื่อให้ทีมของเรามองโลกแบบเขา รวมไปถึงอาจมีการทำโปรเจ็คร่วมกัน และการออกแบบตอนนี้จะต้องสร้างให้ตรงใจกับผู้บริโภคจริง ๆ เน้นที่คุณค่าของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรจริง ๆ ถ้าเราเรียนรู้และสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อพวกเขาก็จะทำ

สรุป Session “Data Privacy and Security in the meaningful business” โดยหนุ่ย พงศ์สุข

ในโลกการเปลี่ยนแปลงของยุค Digital Transformation นี้ ถือได้ว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่ทุกคนต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 1 ในพฤติกรรมหลักที่เห็นได้ชัดคือ ในด้านการใช้จ่ายจากเดิมที่เรามักจะเดินทางไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า แล้วจ่ายเงินผ่านเงินตราปกติ ก็กลายมาเป็นซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แล้วจ่ายเงินกันผ่าน Payment ต่าง ๆ บนมือถือ เพราะมันสะดวกกว่าเยอะ!

หนุ่ย พงศ์สุข ได้เดินทางไปเยือนจีน และได้พบกับ แจ๊ค หม่า ซึ่งเขาก็ได้พูดเรื่องความท้าทายที่กำลังมาในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างสมดุลเรื่องตลาดแรงงาน และโลกของ A.I. ที่ในอนาคตจะสามารถมาแทนเราได้ สามารถทำอะไรแทนได้มากมาย แต่ถ้าเราเล็งเห็นประโยชน์ของมัน เช่นเรื่อง Chatbot ถ้าเราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะช่วยทำแทนเราได้ และสร้างความสะดวกสบายให้กับเราได้มากกว่าเดิม

เรื่อง IoT หรือ Internet of Things มันคือเรื่องของ การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ทุกสิ่งอย่าง เข้ามาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีการส่งข้อมูลมารวบรวมใน Big Data และสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำการคำณวนและสร้างออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถเอามาใช้งานได้ในอนาคตเช่น Routine การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการสั่งอาหารเมื่อหมดตู้เย็น ก็สามารถทำได้เช่นกัน !! และนอกจากนี้ IoT ยังมีความสามารถในการควบคุมผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเช่น มือถือได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เรื่องค้าขายยุค 4.0

ในยุคปัจจุบัน การค้าขายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เราจะต้องมาค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำวิจารณ์ แล้วไปซื้อสินค้าผ่านหน้าช้อป ทุกวันนี้ก็กลายเป็นการค้นหาแล้วซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั้งหมด ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ให้ได้

คนไทยอ่านหนังสือน้อยลง จริงหรือ?

จริง ๆ แล้วคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เพราะเดี๋ยวนี้คนเรามีหลายเรื่องให้เราได้รับรู้ผ่านโซเชียล ทำให้ความจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมาก เอาง่าย ๆ (ใครอ่านถึงตรงนี้แสดงว่าคุณเป็น 1 ในกลุ่มคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างแน่นอน) ซึ่งมีผลทำให้รีวิวสินค้าที่ยาว ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ มีโอกาสขายของได้ยากกว่ารีวิวสั้น ๆ ผ่าน Influencer ดัง ๆ โดยมีผลสำรวจว่า กว่า 86% คนไม่ฟังโฆษณาจากแบรนด์แล้ว แต่อีก 76% เชื่อที่คนอื่นมาบอกเราในเรื่องแบรนด์นั้น ๆ แทน

เผยวิธีสร้าง Brand Loyalty

ปัจจุบันโลกของ Brand Loyalty อาจฟังดูยาก แต่ก็มีหลาย ๆ เจ้าที่ยังคงสามารถทำได้ เช่น Apple… Apple…. และ Apple (จริง ๆ มีอีกหลายแบรนด์แต่เราขอพูดถึงแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูที่สุด) ทำไมเขาถึงทำได้ เพราะเขามีการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นในสินค้า และการบริการที่ดีมาก ๆ มาตั้งแต่ต้น ทำให้เหล่าสาวกกล้าที่จะซื้อใช้แม้สินค้าจะมีราคาที่แพงกว่าค่ายอื่น ๆ เป็นเท่าตัว !! ซึ่งทั้งนี้ Brand Loyalty ก็ต้องสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ น่าสนใจและมีความโดดเด่นจริง ๆ จึงสามารถที่จะขายสินค้าราคาแพง(เช่นนี้)ได้

ว่าแต่… BNK48 ก็น่าจะถือว่าเป็น Brand Loyalty เหมือนกันนะ

เรื่อง 5G ไม่ไกลตัวแล้ว

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงมาก ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีตั้งแต่ความเร็ว 20 – 400 Mbps ขึ้นอยู่กับจุดรับสัญญาณ หรือจะใช้ AIS Next G ก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้สูงสุดที่ความเร็วกว่า 1 Gbps เลยทีเดียว แต่เรามาพูดถึงอินเตอร์เน็ต 5G นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไปกันดีกว่า

โลกของ 5G นั้น นอกเหนือจากความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เร็วและแรงแล้ว ยังมีอีก 1 สิ่งที่เรียกกันว่า Latency หรือความหน่วงเวลาที่จะรวดเร็วและมีความเสถียรยิ่งกว่าเดิมเพียง 20 ms เท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้คิดค้นวิธีการใช้งานต่าง ๆ เช่น การขนส่งทางรถยนต์ซึ่งแทนที่จะให้คนขับไปกับรถ ก็กลายเป็นคนนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์แล้วขับรถคันนั้นไปส่งของแทน หลังจากส่งเสร็จก็สามารถเปลี่ยนรถขับได้ทันที ไม่ต้องรอขนของให้เสร็จ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ

นอกจากนี้ Google ก็ยังได้มีการพัฒนาเรื่องของระบบ A.I. อัจฉริยะที่จะสามารถโทรศัพท์ไปจองโต๊ะอาหาร หรือจัดการคิวงานแทนคุณได้ผ่าน Google Duplex อีกด้วย

แต่ทำไมเขาไม่ให้ A.I. ทำแทนให้หมดเลยล่ะ? ก็เพราะคนเรายังคงต้องการคนที่จะมารับผิดชอบอยู่ดี เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ เครื่องบินหลายสายการบิน มีระบบ Landing Take off แบบอัตโนมัติแล้ว โดยที่กับตันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครอยากขึ้นเครื่องบินที่ไม่มีกับตันขับหรอก !?

สรุป

โลกของ Digital Transformation มีทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โลกที่ไกลตัวเราเลย ถ้าเราทำความเข้าใจกับมัน แล้วศึกษามันให้ดี risk หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็น Potential หรือความเป็นไปได้ที่เราสามารถควบคุมมันได้ เพื่อให้เราทุกคนสามารถก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!