Connect with us

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Kirin 980 ชิปสำหรับสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในปีนี้ ที่พร้อมใส่ใน Huawei Mate 20 Series

ชิป Kirin เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนจาก Huawei ไปแล้วนะครับ ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถพัฒนา CPU เพื่อใช้ในสมาร์ทโฟนของตัวเองได้ ก็ถือเป็นจุดเด่นมากๆ เพราะเมื่อการพัฒนาตัวระบบปฏิบัติการ (EMUI) และตัวชิปประมวลผล (Kirin) อยู่ในบริษัทเดียวกัน ก็ทำให้การพัฒนา 2 ส่วนนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ เมื่อฝั่งซอฟต์แวร์ต้องการรูปแบบการประมวลผลพิเศษ ก็สามารถคุยกับทีมพัฒนา CPU เพื่อสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้สอดรับกันได้โดยตรง ไม่ต้องปวดหัวคุยกันข้ามบริษัท แล้วยังทำให้การพัฒนา Hardware กับ Software มีทิศทางเดียวกันด้วย ซึ่งปัจจุบันมีแค่ 3 บริษัทในโลกเท่านั้นที่ออกแบบ CPU ใช้เองในสมาร์ทโฟนของตัวเองครับ ซึ่งหัวเว่ยก็เป็นหนึ่งในสามบริษัทนี้

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ปีที่แล้วเราได้เห็นประสิทธิภาพของชิป Kirin 970 ที่ใช้ใน Huawei Mate 10, Huawei P20 และ Huawei Nova 3 กันไปแล้วว่าชิปที่มี NPU (Neural Processing Unit) หรือส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์นั้นช่วยในการทำงานมากขนาดไหน ด้วย NPU ทำให้เรามีโทรศัพท์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นด้วย Mastered AI ที่สามารถวิเคราะห์ซีนภาพและเลือกรูปแบบการปรับแต่งภาพให้เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว แถมโทรศัพท์ยังสามารถช่วยจัดเฟรมภาพให้สวยงาม และแปลภาษาได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งต้องถือว่า Huawei เป็นผู้จุดกระแส สร้างเทรนด์ AI ในโทรศัพท์มือถือ จนหลายๆ ค่ายต้องมีเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน

Kirin 980 ก้าวต่อไปที่ดีกว่าเดิมทุกด้าน

สรุปความแตกต่างของ Kirin 970 กับ Kirin 980

ตัดภาพมาหนึ่งปีหลังจาก Kirin 970 ได้ออกมาวาดลวดลาย ก็ถึงเวลาของ Kirin 980 ชิปตัวใหม่ที่เปิดตัวไปในงาน IFA 2018 ที่ปรับปรุงทุกด้านให้ดึขึ้นครับ โดยถือเป็นชิปตัวแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm (นับจากวันเปิดตัว) ทำให้ Kirin 980 มี Transistor ถึง 6,900 ล้านตัวอยู่ภายใน ใส่ได้มากกว่าเดิม 1.6 เท่า และยังประหยัดพลังงาน แถมลดความร้อนที่เกิดจากชิปอีกด้วย

ความเป็นมาของ Kirin 980

Huawei เริ่มพัฒนาชิปตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะการเตรียมเทคโนโลยีที่ย่อส่วนทรานซิสเตอร์ลงไปถึง 7 nm (0.000000007 เมตร) นั้นต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมกับโรงงานผลิตอย่างมาก โดยหัวเว่ยใช้วิศวกรมากกว่า 1,000 คนในโปรเจกนี้ และสร้างตัวต้นแบบมามากกว่า 5,000 แบบกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นชิป Kirin 980 โดยบริษัทผู้ผลิตชิปตัวนี้คือ TSMC โรงงานผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแรกในโลกที่ผลิตชิประดับ 7 nm ได้

โดยชิป Kirin 980 หัวเว่ยกล้าประกาศเลยว่าเป็นสุดยอดของโลก 6 ด้านคือ

  1. World’s 1st 7nm SoC – ชิปตัวแรกในโลกที่ประกาศว่าใช้เทคโนโลยีผลิตแบบ 7 nm
  2. World’s 1st Cortex-A76 Based CPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้สถาปัตยกรรมย่อยของ CPU ตัวใหม่คือ ARM Cortex-A76
  3. World’s 1st Mali-G76 GPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76
  4. World’s 1st Dual-NPU – ชิปตัวแรกของโลกที่มี NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่
  5. World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem – ชิปตัวแรกของโลกที่รวมโมเด็มความเร็วสูงไว้ ทำให้รองรับ 4G LTE Cat.21 ความเร็วสูงสุด 1.4 Gbps ได้
  6. World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X – ชิปตัวแรกของโลกที่รองรับหน่วยความจำแบบ LPDDR4X 2133 MHz

สถาปัตยกรรมความแรงและประหยัดไฟของ Kirin 980

บอร์ดต้นแบบของ Kirin 980 ที่สามารถรันเกม NBA 2K18 ได้แตะ 60 fps ตลอดเวลา

พื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก โดย Cortex-A76 นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A75 ที่ใช้ในชิปอย่าง Snapdragon 845 ราว 25 – 35% และมีแบนด์วิดท์ของหน่วยความจำเพิ่มขึ้น 90% และเมื่อเทียบกับ Cortex-A73 ที่ใช้ใน Kirin 970 เดิม ก็ให้ประสิทธิภาพมากกว่า 2 เท่า ซึ่ง ARM ตั้งใจพัฒนาให้ A76 แรงพอที่จะใช้ในระดับคอมพิวเตอร์ได้เลย เอาไปแข่งกับ Intel ยังไหว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก โดย A55 มีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A53 ที่ใช้ใน Kirin 970 อยู่ราว 18% ในขณะที่กินไฟน้อยลง 15% ด้วย

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากซีพียูรุ่นก่อนๆ นะครับ คือมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

8 แกนของ Kirin 980 สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา นำเสนอโดยคุณพลภัทร์ สายบัวทอง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ซึ่งเมื่อมี 8 แกนที่ปรับจูนมาต่างกัน ก็ทำให้สามารถเปิด-ปิดแกนทั้ง 8 ได้ตามอิสระตามความเหมาะสมของการทำงาน เช่นเปิดเพลงก็ใช้แกนเล็กตัวเดียวก็มีแรงมากพอแล้ว ประหยัดไฟด้วย แต่เวลาเล่นเกมที่ต้องการภาพลื่นๆ ก็เปิดทำงานพร้อมกัน 8 แกนไปเลย นอกจากนี้หัวเว่ยยังเคลมว่า Kirin 980 สามารถปรับความแรงของชิปให้ขึ้นลงตามความต้องการของการใช้งานได้เร็วขึ้น เมื่อจู่ๆ ระบบต้องการกำลังประมวลผลอย่างเร่งด่วน เช่นจังหวะเปิดแอป หรือจังหวะโหลดเว็บหนักๆ ระบบก็จะไปเร่งการทำงานของ Kirin 980 ทันที ทำให้ซีพียูรับโหลดงานที่เพิ่มขึ้นกระทันหันได้ทัน และเมื่อทำงานเรียบร้อย ระบบก็สามารถลดความแรงของซีพียูได้ทันที ทำให้อัตราการกินไฟน้อยลง

Kirin 980 สามารถรองรับโหลดที่เพิ่มขึ้นและลดลงได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

ทั้งหมดนี้ทำให้ Kirin 980 เร็วขึ้น 20% และกินไฟน้อยลง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม และแน่นอนชนะ Snapdragon 845 ในทุกด้าน

Dual NPU หน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่ใน Kirin 980

หลังจากที่หัวเว่ยประสบความสำเร็จจาก Kirin 970 ชิปตัวแรกที่มาพร้อม NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์จนกลายเป็นมาตรฐานที่สมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำได้ ใน Kirin 980 หัวเว่ยก็ได้ปรับปรุงการทำงานที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ใหม่ให้กลายเป็น Dual NPU หน่วยประมวลผลแบบคู่กันไปเลยครับ ซึ่งความแตกต่างของ NPU กับ CPU ที่เราคุ้นเคยกันดีก็อยู่ตรงที่ NPU จะมีลักษณะการทำงานเหมือนสมองมนุษย์ ที่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องได้ข้อมูลจนครบ หรือต้องประมวลผลจนได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดสมบูรณ์อย่าง CPU ทำให้เราสามารถใช้ NPU กับการประเมินคร่าวๆ ที่ต้องการความเร็ว เช่นประเมินว่าตัวคนในภาพอยู่ไหน หรือประเมินว่าภาพที่กำลังดูอยู่นี้มันคืออะไรครับ

บอร์ดตัวอย่างของ Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ของคนในภาพได้อย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพของ Dual NPU ใน Kirin 980 หัวเว่ยอ้างว่าสามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายได้เร็วถึง 4,500 ภาพต่อนาที เร็วกว่า Kirin 970 ถึง 120% ซึ่งก็เร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Snapdragon 845 และ Apple A11 ด้วย ซึ่งการที่ NPU สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ก็ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น เช่นวิเคราะห์โครงสร้างของมนุษย์ที่ผ่านกล้องว่า หัว-มือ-แขน อยู่ตรงไหน หรือสามารถวิเคราะห์วิดีโอแบบ Realtime ได้ รู้ว่าส่วนที่เป็นคนในวิดีโออยู่ตรงไหน แล้วแยกเอาส่วนที่เป็นคนออกมาจากภาพวิดีโอก็เป็นไปได้

ส่วนประกอบอื่นๆ ใน Kirin 980

Kirin 980 เป็นชิปที่เรียกว่า SOC หรือ System-On-Chip นะครับ ภายในตัวมันจึงมีองค์ประกอบเยอะมากในชิปตัวเดียว ก็นอกจากส่วนของ CPU, GPU และ NPU ที่เราเล่าไปแล้ว ก็ยังมีอีก 2 ส่วนประกอบหลักๆ คือ ISP และ Modem ครับ

ISP คือ Image Signal Processor หรือส่วนประมวลผลภาพถ่ายและวิดีโอ คือปกติข้อมูลภาพจากเซนเซอร์จะเป็นข้อมูลดิบที่ต้องเอามาประมวลผลต่อถึงจะเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งใน Kirin 980 นั้นเป็น Dual ISP หรือหน่วยประมวลผลภาพแบบคู่ ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว มีความเร็วในการจัดการภาพเพิ่ม 46% ใช้แบตน้อยลง 23% แลคน้อยลง 33%

จากความเร็วในการประมวลผลภาพที่มากขึ้น ทำให้ในเสี้ยววินาทีที่เราถ่ายภาพนั้น ระบบสามารถถ่ายหลายภาพรวดเร็ว แล้วนำมาผสมรวมกันเพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีขอบเขตแสงกว้างขึ้น และมีสัญญาณรบกวนน้อยลง ซึ่งเมื่อรวมกับ NPU ก็ทำให้สามารถแยกส่วนภาพเพื่อประมวลผลให้เหมาะกับส่วนนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย ผลสุดท้ายคือภาพถ่ายและวิดีโอออกมาดีขึ้นกว่าภาพจากชิปรุ่นก่อนหน้านี้

Kirin 980 รองรับ LTE ความเร็วสูงปรี๊ด

ส่วน Modem ที่อยู่ภายในชิป Kirin 980 (โมเด็มตัวนี้น่าจะชื่อ Balong 5000) ก็ทำให้รองรับการเชื่อมต่อ LTE ระดับ Cat.21 ซึ่งทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.4 Gbps บนเครือข่ายที่รองรับ

Kirin 980 รองรับ GPS 2 คลื่น ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น

นอกจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์ที่รวดเร็วแล้ว Kirin 980 ยังรองรับการเชื่อมต่อ Wifi ที่ความเร็ว 1.73 Gbps ซึ่งเร็วที่สุดในตอนนี้ และยังรองรับการใช้งาน GPS 2 คลื่นพร้อมกันคือคลื่น L5 และ L1 ทำให้การระบุตำแหน่งบนพื้นโลกแม่นยำมากขึ้นด้วย

รอพบกับ Kirin 980 ใน Huawei Mate 20 Series

ทั้งหมดที่เราเล่ามานี้คือความสามารถของชิป Kirin 980 ตัวเดียว ที่จะทำให้โทรศัพท์เร็วขึ้น ประหยัดไฟขึ้น ประมวลผลแบบ AI เร็วขึ้น วิเคราะห์เรื่องรอบตัวได้เก่งขึ้น ถ่ายภาพและวิดีโอสวยขึ้น และเชื่อมต่อเร็วขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีระดับนี้ก็ไม่ใช่อยู่ๆ จะเสกออกมาได้ ที่ผ่านมาหัวเว่ยลงทุนวิจัยและพัฒนาไป 62,500 ล้านเหรียญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วก็ลงทุนวิจัยไป 1.7 หมื่นล้านเหรียญ กับศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มี 15 ศูนย์ทั่วโลก

แต่อ่านรายละเอียดของ Kirin 980 วันนี้อาจจะยังไม่อินเท่าไหร่ อดใจนิดหนึ่งครับ Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิปตัวนี้จะเปิดตัววันที่ 16 ตุลาคมนี้แล้ว แล้วแบไต๋จะรายงานความสามารถของ Mate 20 อย่างละเอียดให้รู้กันต่อไป เป็นเจ้าแรกๆ ในไทยเลยแหละ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

เจาะลึกภาพถ่ายจาก HUAWEI Mate 20 แฟลกชิบน้องเล็กของ Mate 20 Series แต่ก็ยังถ่ายรูปสวยอยู่ดี

Published

on

หนึ่งในคำถามที่แบไต๋ได้รับเยอะมากหลังจากรีวิว Huawei Mate 20 Series ทั้งตระกูลรวม 3 รุ่นคือ Mate 20, Mate 20 Pro และ Mate 20 X คือที่ว่ากล้องของ Huawei Mate 20 รุ่นเล็กสุดนั้นเวลาใช้งานจริงมันยังโอเคไหม เราขอสรุปง่ายๆ ว่ายังใช้งานได้ดีครับ คุณภาพภาพนั้นยังดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปอยู่เยอะ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มาดูรูปจาก Huawei Mate 20 ในสถานการณ์ต่างๆ กัน!

Huawei Mate 20 ถ่ายสวยทุกซีน ถ่ายอะไรก็สวยด้วย AI

หนึ่งในข้อได้เปรียบของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยคือระบบกล้อง AI ครับที่สามารถวิเคราะห์ลักษณะภาพและปรับแต่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งเริ่มใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ Huawei Mate 10 จนมาถึงรุ่น Mate 20 เจ้า AI ก็พัฒนาให้รับรู้ซีนภาพได้หลากหลายขึ้นครับ ทำให้ผู้ถ่ายอยู่แค่โหมด Auto ก็ได้ภาพที่สวยงาม

Huawei Mate 20 ถ่ายในซีนย้อนแสง

Huawei Mate 20 ถ่ายภาพอาหารด้วยโหมด AI

ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมด้วยเลนส์มุมกว้างและ AI รับรู้ว่าเป็นโบราณสถาน

เมื่อเจอบุคคลก็จะเบลอฉากหลังให้อัตโนมัติ

เจอดอกไม้ ก็ปรับเป็นโหมดถ่ายดอกไม้ให้

ซึ่งถ้าเทียบกับ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X แล้ว เจ้ารุ่นน้อง Mate 20 ก็ไม่แพ้เรื่องการถ่ายภาพเลยนะครับ โดยเฉพาะการถ่ายภาพกลางวันที่ออกมาคมชัด สดใสมาก ซึ่งก็น่าจะตอบสนองการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้สบายๆ

Huawei Mate 20 ถ่ายกลางคืนก็สวย

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Series คือเรื่องการถ่ายภาพกลางคืนนะครับ ซึ่งรุ่นน้องอย่าง Huawei Mate 20 ก็ยังทำได้ดีในระดับราคานี้ครับ สู้เรือธงค่ายอื่นๆ ได้สบาย แต่ถ้าจับไปสู้กับตัวท็อปอย่าง Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X จะรู้สึกว่าภาพไม่สว่างสดใสเท่า ก็ต้องใช้ Night Mode หรือการเปิดหน้ากล้องนานโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเข้ามาช่วยครับ ก็จะทำให้ได้ภาพที่ดีขึ้นอีกเยอะ

แม้ว่ากล้องมุมกว้างของ Huawei Mate 20 จะไม่ได้รับแสงได้มากเหมือนกล้องตัวหลัก แต่ก็สามารถใช้โหมดเปิดหน้ากล้องนานโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อทำให้ภาพสว่างสดใสได้

ภาพกลางคืนจาก Night Mode นั้นสามารถสู้การเปิดหน้ากล้องนานแบบธรรมดาได้เลย แต่ที่แตกต่างคือเราไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง!

This slideshow requires JavaScript.

ถ่ายกลางคืนแบบไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

ระบบกล้อง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 ทำให้ได้ภาพหลากหลาย

ด้วยความที่สมาร์ทโฟนต้องออกแบบเครื่องให้บาง จึงไม่สามารถใส่เลนส์ซูมแบบกล้องถ่ายรูปลงไปได้ แต่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนก็ไม่ยอมแพ้กับเรื่องนี้ จึงใช้การคิดนอกกรอบ ใส่เข้าไปหลายๆ กล้อง หลายๆ เลนส์ เพื่อรองรับการถ่ายภาพที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งกล้องหลังของ Huawei Mate 20 นั้นประกอบเลนส์ 3 ตัวที่ทำหน้าที่แตกต่างกันคือ

  • เลนส์หลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.8
  • เลนส์ซูม 2 เท่า 8 ล้านพิกเซล f/2.4 สำหรับดึงวัตถุมาเข้าใกล้
  • เลนส์มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 ซึ่งเลนส์ตัวนี้สามารถถ่ายมาโครที่ระยะใกล้สุด 2.5 cm ได้
  • และกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล

แล้วจากกล้องหลายเลนส์ของ Huawei Mate 20 ก็ทำให้ได้ภาพแบบนี้ออกมาครับ

ภาพจากเลนส์มุมกว้างของ Huawei Mate 20 ทำให้เก็บธรรมชาติได้หมด

ความพิเศษของตัวเลนส์มุมกว้างคือทำให้ถ่ายมาโครที่ห่าง 2.5 cm จากตัวแบบได้

มาโครสายใยแบคทีเรียในน้ำ

ภาพถ่ายมาโคร

ภาพจากกล้องหลักของ Huawei Mate 20

ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Huawei Mate 20

เลนส์มุมกว้างทำให้เก็บเครื่องบินได้ทั้งลำ

โหมดการถ่ายภาพอื่นๆ ของ Huawei Mate 20

ตามสไตล์กล้องสมาร์ทโฟนหัวเว่ยครับที่จะมีโหมดถ่ายภาพอื่นๆ มาเพียบ ไปไล่ดูกันเลยว่าเราจะได้ภาพแนวไหนจาก Mate 20 บ้าง

ถ่ายกลางคืนแบบเปิดหน้ากล้องยาวเป็นนาทีๆ เพื่อเก็บการเคลื่อนไหวของดวงดาวก็ได้

ถ่าย Panorama ก็สวยงามไม่แพ้กัน

ถ่าย Portrait

นี่ก็ Portrait

โหมดขาว-ดำก็ยังอยู่

Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนกล้องดี ราคาคุ้มๆ

นอกจากเรื่องกล้องที่ดีแล้ว Huawei Mate 20 ยังเป็นสมาร์ทโฟนตระกูลที่แรงที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้ด้วยนะครับ เพราะใช้ Kirin 980 ตัวท็อปของค่ายในเวลานี้ ทำให้เรื่องการใช้งาน หรือการเล่นเกมนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ซึ่งราคาเปิดตัวของ Huawei Mate 20 นั้นอยู่ที่ 24,990 บาทเท่านั้นเอง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทีวียุคนี้ต้องอัจฉริยะ! มาดูกันว่า LG ThinQ AI TV ทำอะไรได้บ้างเมื่อสั่งงานผ่าน Magic Remote

Published

on

ตอนนี้เทรนด์เรื่องการสั่งงานด้วยเสียงกำลังมาแรงนะครับ โดยเฉพาะการใช้งานในบ้าน ซึ่งทีวีก็เหมือนเป็นศูนย์กลางของบ้าน ทีวียุคใหม่ก็ต้องสั่งงานด้วยเสียงได้สิ เรื่องนี้ LG ก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่ทำให้สั่งงานทีวีด้วยเสียงได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ Listen. Think. Answer. โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานทีวีเพียงกดปุ่ม Voice บน Magic Remote เมจิกรีโมทแล้วพูดด้วยเสียงของคุณ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) จะตีความหมายของเสียงที่เข้ามาแล้วทำงานทันที โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะ แต่ใช้ประโยคที่พูดทั่วไปได้เลย เพียงแค่พูดคุยกับ LG ThinQ AI ผ่านเมจิกรีโมท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ซึ่งสิ่งที่ LG ThinQ AI TV สามารถทำได้ก็เช่น

  • การเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน “What is the weather today?”
  • สั่งปิดทีวีหลังรายการที่ดูจบลง “Turn off TV after this program ends”
  • สามารถค้นหาคลิปเพลงที่น่าสนใจใน Youtube “เพลงฮิต”
  • สั่ง “Screen off” ทีวีก็ยังเล่นเพลงต่อเนื่องขณะที่จอทีวีดับลงได้
  • อีกทั้งยังให้ทีวีจะเปลี่ยนช่อง Input ปัจจุบันเป็นช่องต่อที่เชื่อมกับเครื่องเล่นเกมก็สั่งว่า “Launch Game Console” เพียงเท่านี้ทีวีก็จะตอบสนองคำสั่งที่เราต้องการทันที

และแอลจีได้ปรับปรุง LG ThinQ AI ให้รองรับการทำงานกับภาษาไทยมากขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้คำค้นหาที่ซับซ้อนกว่าการป้อนคำค้นหาโดยตรง เช่น ขอคำแนะนำว่าจะดู/ฟังอะไรดี หรือถามว่า “ใครฆ่าประเสริฐ” โดย LG ThinQ AI จะแสดงผลคลิปที่อยู่ในกระแสขณะนั้นจากยูทูป หรือคลิปจากละครที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้คำสั่งแบบตรงตัว

ทีวีรุ่นที่รองรับ LG ThinQ AI

รุ่นทีวีที่รองรับ LG ThinQ AI มีหลากหลายรุ่นทั้งจอ Full HD, UHD และ OLED TV ที่สามารถใช้งานเมจิกรีโมทได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,990 ถึง 599,990 บาท ได้แก่รุ่น OLED77W8, OLED65E8, OLED65C8, OLED55C8, OLED65B8, OLED55B8, 65SK9500, 65SK8500, 55SK8500, 75SK8000, 65SK8000, 55SK8000, 55UK7500, 49UK7500, 86UK6500, 75UK6500, 70UK6540, 65UK6540, 55UK6500, 50UK6500, 55UK6320, 49UK6320, 43UK6320 และรุ่นทีวีที่ต้องซื้อเมจิกรีโมทเพิ่มเติมได้แก่ 65UK6330, 55UK6300, 50UK6300, 49UK6300, 43UK6300, 60UK6200, 49UK6200, 43UK6200, 49LK5700, 43LK5700

ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้งาน ThinQ AI ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ความเร็วในการตอบสนองแต่ละคำสั่ง ชิปประมวลผลใน OLED TV จะทำงานได้เร็วกว่า Full HD ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม lg.com/th/ThinQAI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!