40 วันในถ้ำ การทดลองสุดแปลกครั้งแรกของโลกที่ต้องการให้มนุษย์หลงลืมเวลา!

เห็นหัวข้อแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราจะมารีวิวภาพยนตร์หรือซีรีส์ใหม่แต่อย่างใด แต่มันคือเรื่องจริงที่มีคนเต็มใจทำและตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นก็ได้เข้าไปอยู่ในถ้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ลิ้มรสความรู้สึกที่ถูกแยกห่างจากการกักตัว แต่ยังนับว่าโชคดีที่เรามีเทคโนโลยียุคใหม่ ทั้งช่องทางการสื่อสารและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยลดความรู้สึกที่เกิดจากความห่างนั้นลง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่สมัครใจทำยิ่งกว่าการเว้นระยะห่างทางสังคม นั่นคือกลุ่มอาสาสมัครในการทดลองอันแสนสุดโต่งที่ชื่อว่า ‘Deep Time’ ที่จะเข้าไปอยู่ในถ้ำอย่างโดดเดี่ยว ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันถึง 40 วัน!

มูลเหตุแห่งการทดลอง 

ในขณะที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่จำใจกักตัวอยู่ในบ้าน แต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา อาสาสมัคร 15 คน แบ่งเป็นชาย 8 คน หญิง 7 คน ได้เข้าไปในถ้ำลอมบรีฟส์ (Lombrives) ในเขต Ariège ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส และจะไม่โผล่ออกมาเป็นเวลา 40 วัน 

โฉมหน้าอาสาสมัครที่เข้าไปอยู่ในถ้ำเป็นเวลา 40 วัน
Credit : allthatsinteresting.com

คริสเตียน ค็อต (Christian Clot) นักสำรวจชาวฝรั่งเศส – สวิส ผู้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการปรับตัวของมนุษย์ (Institute for Human Adaptation) ในปี 2013 หนึ่งในผู้เข้าร่วมและผู้นำในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างการทดลองนี้ขึ้น คือการกักและแยกตัวของผู้คนในระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการระบาดของ COVID-19 นั่นเอง

คริสเตียน ค็อต (Christian Clot) หนึ่งในผู้เข้าร่วมและผู้นำในงานวิจัยชิ้นนี้
Credt : ancient-origins.net

เดิมที ค็อตมีความสนใจว่าสภาพแวดล้อมอันรุนแรงหรือผิดปกติ มีผลต่อการรับรู้และการทำงานของมนุษย์อย่างไร เขาใช้เวลาส่วนตัวในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก ได้ผ่านการลองเผชิญกับอุณหภูมิสุดโต่งและสภาพอากาศที่แปรปรวนสุด ๆ มาแล้ว เขาได้เข้าร่วมเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรงถึง 30 ครั้งรวมถึงเทือกเขา Cordillera Darwin ที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งน้ำแข็งสุดโหดในประเทศชิลีอีกด้วย

การทดลอง Deep Time อันใหม่นี้ แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างไป แต่ยังอยู่ในธีมความยากลำบากเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลของค็อตในเรื่องการปรับตัวของมนุษย์ ซึ่งจะตอบสนองและปรับเปลี่ยนได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก 

ทั้งนี้เขาหวังว่า การศึกษาในครั้งนี้จะช่วยทำให้เกิดความกระจ่าง เกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์ดำเนินการใช้ชีวิตตาม ‘เวลา’ โดยปราศจากปัจจัยหรือเครื่องบ่งชี้เวลาทางธรรมชาติ เช่น แสง และอุณหภูมิ 

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)