จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุกรรมการ Digital Wallet เลื่อนประชุมเป็น 24 ต.ค. เผยยังมีหลายประเด็นไม่ได้ข้อสรุป

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งเลื่อนการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet เนื่องจากยังมีหลายประเด็นไม่ได้ข้อสรุป ทางฝ่ายเลขาฯ จึงเสนอขอเลื่อนประชุมออกไปก่อน และคาดว่าจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ อีกครั้งในวันที่ 24 ตุลาคม 2566

รมช.คลัง ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงเรื่องกรอบระยะเวลาของโครงการ ซึ่งโจทย์ที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วางไว้คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างตึงและไม่ง่าย ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องเลื่อนก็ต้องเลื่อนออกไป โดยเชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ติดใจในประเด็นนี้ หากเป็นการเลื่อนด้วยเหตุผลที่เหมาะสมและมีความจำเป็นจริง ๆ

“ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลื่อนจากกรอบเวลา 1 กุมภาพันธ์ 2567 แต่หมายความว่า สุดท้ายแล้วถ้าแอปพลิเคชันที่จะใช้ในการดำเนินการจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนา และสิ่งสำคัญที่ต้องดู คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความมั่นคงของตัวระบบ ดังนั้น ถ้าจะเอาเรื่องพวกนี้มาแลกกับเวลา คงไม่ได้ เรารู้อยู่แล้วว่ากระบวนการทำแอปพลิเคชัน สิ่งที่ใช้เวลานานที่สุดคือการทดสอบระบบ ทดสอบการโดนโจมตี ผมจะซื้อเวลาพวกนี้ไม่ได้เลย ถ้ามันมีความจำเป็นเท่าไรก็ต้องเท่านั้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ช้าเพราะอะไร แต่ก็มีเดตไลน์ไว้ว่าจะต้องไม่เกินไตรมาส 1 ปี 2567” นายจุลพันธ์กล่าว

รมช.คลัง ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ยังต้องหารือหลายประเด็น เช่น เรื่องแหล่งเงิน ซึ่งมีการหารือกันแล้ว แต่ยังสรุปไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มีข้อสรุป โดยเพดานของโครงการอยู่ที่ 548,000 ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายต้องมาหารือกับคณะทำงานว่า จะมีการกำหนดกรอบผู้ได้รับสิทธิ์อย่างไร จำเป็นจะต้องตัดคนรวยออกหรือไม่ เพราะมีทั้งข้อเสนอให้ตัดและไม่ให้ตัด รวมถึงมีข้อเสนอให้จ่ายเป็นเฟส ซึ่งก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา แต่ยังไม่ได้มีการสรุป ดังนั้น สุดท้ายแล้วว่าจะใช้เงินเท่าไร จำนวนคนเท่าไร ตอนนี้ยังตอบไม่ได้

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า นโยบายนี้เป็นกลไกช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ไม่ใช่นโยบายช่วยเหลือคนยากจน ดังนั้น ต้องให้มีเม็ดเงินมากเพียงพอที่จะมีผลกับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาในระดับที่เต็มศักยภาพ เพราะที่ผ่านมา จะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำมาโดยตลอด มีการปรับลดคาดการณ์ GDP ลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 2.6 – 2.8% หากรัฐบาลไม่ทำอะไร หลายส่วนก็คาดว่า GDP อาจจะต่ำไปกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รัฐบาลมีหลายนโยบายออกมา ทั้งเรื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดราคาพลังงาน ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจมากขึ้น ด้วยกลไกที่รัฐบาลทำระดับนี้ และเศรษฐกิจไทยที่ยังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีก จึงมองว่ากลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยจุดประกายให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น หลังจากนั้นรัฐบาลจะมีนโยบายอื่น ๆ ประกอบตามมา เพื่อให้การเติบโตเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่เฉลี่ย 5%

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล จะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่นั้น รมช.คลัง ยืนยันว่าไม่กังวล เพราะมั่นใจว่านโยบายนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน แค่ต้องดูให้รอบคอบ รัดกุม ปฏิบัติตามกฎหมายทุกระดับอย่างเคร่งครัด มีกลไกในการตรวจสอบติดตาม ทั้งในส่วนนโยบายและการใช้จ่ายจริง

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการใช้วงเงินในการพัฒนาแอปพลิเคชันหลักหมื่นล้านบาทนั้น รมช.คลัง ยืนยันว่าตัวเลขที่จะใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าตกใจ และไม่ใช่ตัวเลขหลักพันล้านบาท หรือหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน แต่ยังไม่ได้คุยชัดเจนในประเด็นนี้

ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายโครงการเงินดิจิทัลที่เดิมกำหนดการใช้ในรัศมีไม่เกิน 4 กิโลเมตรจากทะเบียนบ้านนั้น ขณะนี้ตัวเลือกที่เหลือคือ สามารถใช้จ่ายได้ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด หากเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็เป็นเขต เป็นแขวง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส