สำหรับปี 2019 แม้ว่าจะเป็นปีทองแห่งความสำเร็จของค่าย Disney ที่มี Studio ย่อยระดับสร้างหนังหลายพันล้านหลาย Studio อยู่ในสังกัด และส่งผลให้ Disney สามารถทำรายได้รวมทั่วโลกทะลุหมื่นล้านเหรียญฯ ไปได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แต่สถานการณ์ของค่ายหนังค่ายอื่น (ที่ยังไม่โดน Disney รวบเข้าเป็นกิจการเดียวกัน) นั้น สถานการณ์ค่อนข้างเลวร้ายพอสมควร เพราะใน 10 อันดับหนังทำเงินของสหรัฐฯ ปีนี้ มีแค่ค่าย Warner Bros. ที่หลุดเข้ามา 2 เรื่อง ส่วน 10 อันดับหนังทำเงินของทั่วโลก ก็มีเพียงแค่ Warner Bros. 1 เรื่อง และ Universal 1 เรื่อง เหตุก็เพราะหนังฟอร์มยักษ์หลาย ๆ เรื่อง ที่เป็นความคาดหวังของค่ายหนัง กลายเป็นความล้มเหลวบนตารางหนังทำเงิน หมดสิทธิ์เปิดเป็นแฟรนไชส์สร้างภาคต่อ หรือกลายเป็นการรีบูตที่คว่ำไม่เป็นท่าไปแล้ว

Alita: Battle Angel

Alita: Battle Angel

Alita: Battle Angel

ผลงานการอำนวยการสร้างของ James Cameron ราชาแห่งโลกภาพยนตร์ที่ง่วนอยู่กับการสร้างภาคต่อ Avatar จึงได้มอบหมายให้ผู้กำกับ Robert Rodriguez (Spy Kids 4 ภาค, Sin City, Once Upon A Time in Mexico) มาทำหน้าที่กำกับแทน หนังเต็มไปด้วยฉากล้ำ ๆ และไม่ได้ดูแย่หรือไม่สนุกขนาดนั้น แต่อาถรรพ์การสร้างตัวละครจากโมชันแคปเจอร์ให้เป็นหุ่นไซบอร์ก “อลิตา” ตัวเอกของเรื่อง ยังไม่ทำให้คนดูยอมรับได้มากเท่าไหร่ หนังขนทัพนักแสดงระดับรางวัลออสการ์ล้วนมาเป็นตัวรองมากมาย ทั้ง Christoph Waltz, Jennifer Connelly, Mahershala Ali, Ed Skrein, Jackie Earle Haley รวมถึง Edward Norton ที่มาโผล่รับเชิญเป็นตัวร้ายที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในภาคต่อไป (ซึ่งน่าจะไม่มีโอกาสแล้ว) แต่นักแสดงชั้นดีก็ไม่ได้ช่วยอะไร หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไป 405 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างสูงถึง 170 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเพิ่งเลยจุดคุ้มทุนสร้างที่ค่ายหนังจะพิจารณาให้มีภาคต่อคือ 400 ล้านเหรียญฯ หนังไม่ได้รับการต้อนรับเลยในสหรัฐฯ จากการทำรายได้ไปแค่ 86 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

Captive State

Captive State

Captive State

แทบจะไม่มีมีใครได้ยินข่าวคราวการสร้างหรือการออกฉายของหนังทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญฯ แต่ปิดรายได้รวมทั่วโลกไปแค่ 8 ล้านเหรียญฯ เรื่องนี้เลย เรื่องราวของมนุษย์โลกที่ถูกเอเลี่ยนเข้ายึดครองและให้มนุษย์เป็นทาสยาวนานนับ 10 ปี พิจารณาจากรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้วก็ต้องถือว่าเป็นงานที่ผิดฟอร์มและเงียบเกินคาด เพราะผู้กำกับก็ฟอร์มดี อย่าง Rupert Wyatt (Rise of the Planet of the Apes, The Gambler) นักแสดงก็ไม่ได้ขี้เหร่อย่าง John Goodman (10 Cloverfield Lane, Argo) Vera Farmiga (Up in the Air, Source Code, Maze Runner) หากวิเคราะห์เหตุแห่งความล้มเหลวคงเป็นที่นักแสดงหลักไม่เป็นที่รู้จัก (Ashton Sanders และ Jonathan Majors) และค่ายหนังอย่าง Dreamworks ก็อ่อนระโหยโรยแรงที่จะเอากำลังมาโปรโมตหนังเรื่องนี้ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมทั่วไป (น่าจะขายไปลง Netflix ซะเลย)

Serenity

Serenity

Serenity

อีกหนึ่งหนังช้างล้มหรือยักษ์คว่ำแห่งปี เมื่อพิจารณาจากนักแสดงคู่ขวัญอย่าง Matthew McConaughey และ Anne Hathaway ที่เคยไปตะลุยอวกาศสร้างความสำเร็จด้วยกันมาแล้วใน Interstellar (2014) เท่านั้นยังไม่พอหนังทริลเลอร์ (ที่ไม่ได้เข้าฉายในไทย) เรื่องราวเกี่ยวกับไต้ก๋งเรือหาปลาที่มีอดีตอันลึกลับ เขาถูกแฟนเก่ามาขอให้ช่วยลวงสามีของเธอที่เป็นคนชอบใช้ความรุนแรงไปฆ่า ด้วยการจับไปโยนลงทะเลให้ฉลามกิน (หนังน่าจะเจ๊งตั้งแต่คิดพล็อตแล้วนะ!) ยังมีนักแสดงเกรดเออีกหลายคนมาร่วมออกทะเลไปด้วยกัน ทั้ง Diane Lane, Jason Clarke, Djimon Hounsou, Jeremy Strong ผลงานกำกับของ Steven Knight ที่เคยมีงานกำกับอย่าง Locke (2013) และ Hummingbird (2013) รวมถึงเป็นมือเขียนบทซีรีส์น้ำดีอย่าง Peaky Blinders และ Taboo หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไป 14 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญฯ

Replicas

Replicas

Replicas

ใช่ว่าจะมีปี 2019 เป็นปีที่ come back และประสบความสำเร็จอย่างสง่างามเท่านั้น แต่รอยแผลเล็ก ๆ (ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่ในสาระบบด้วย) ของป๋า Keanu Reeves ในปีนี้ก็คือหนัง Replicas  ป๋ารับบทเป็นวิล ฟอสเตอร์ นักประสาทวิทยา ทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายจิตใจมนุษย์เข้าไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ (คล้ายหนัง Transcendence ที่นำแสดงไว้โดย Johnny Depp ซึ่งก็เจ๊งเละเทะเหมือนกัน) เมื่อภรรยาและลูกของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาได้โคลนนิ่งร่างของครอบครัวจนสำเร็จแล้วนำจิตกลับมาใส่ในร่างใหม่ โดยที่ภรรยากับลูกของเขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยตายมาก่อนแล้ว ด้วยความหลอนของเนื้อหาอาจทำให้คนดูทั่วไปไม่ค่อยชอบนัก บวกกับฟอร์มการสร้างที่เชยไปแล้วสำหรับเทคนิค CG ต่าง ๆ ทำให้หนังผลงานกำกับของ Jeffrey Nachmanoff (Traitor) กลายเป็นความล้มเหลวไปในที่สุด กวาดรายได้ทั่วโลกไปแค่ 9 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 30 ล้านเหรียญ

Hellboy

Hellboy

Hellboy

หนึ่งในแฟรนไชส์ที่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ต้องรีบูตก็อาจจะดีอยู่แล้ว การกลับมาของฮีโรจากนรกกลายเป็น “นรก” สำหรับผู้สร้างและทีมนักแสดงอย่างแท้ทรู ตั้งแต่การเล่าเรื่องในหนังที่ห้วนสั้น เหมือนตัดต่อให้มันจบ ๆ ไป การให้หนังเป็นเรต R เพื่อจะโชว์เลือดสาดเยอะ ๆ แต่ไม่ได้ช่วยให้หนังไปถึงไหน นอกจากนั้นความดราม่าโกลาหลเบื้องหลังการถ่ายทำยังมีอีกมากมาย ตั้งแต่ความขัดแย้งของผู้กำกับ Neil Marshall (The Descent, Doomsday) กับทีมผู้อำนวยการสร้างที่ไล่ตากล้องคู่บุญของผู้กำกับออกและเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เข้าไปแทรกแซงการซ้อมบทระหว่างผู้กำกับและนักแสดง นักแสดงอย่าง David Harbour (Stranger Things, Black Widow) ก็มีปัญหากับผู้กำกับถึงขนาดลุกหนีจากกองถ่ายไปดื้อ ๆ หลังจากถูกสั่งให้เล่นฉากเดิมหลาย ๆ เทค  ท้ายที่สุด Neil Marshall ออกมาบอกว่า ฉบับตัดต่อสุดท้ายนั้นเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หนังนรกแค่ไหนดูได้จากรายรับรวมทั่วโลก 44 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 50 ล้านเหรียญฯ เห็นแบบนี้อยากให้ Guillermo del Toro กลับมาทำภาค 3 ของฉบับดั้งเดิมต่อจริง ๆ

MIB: International

MIB: International

MIB: International

จัดเข้ากลุ่มหนังฟอร์มยักษ์แต่เจ๊งของพ่อถังเบียร์ Chris Hemsworth ไปอีกเรื่อง สำหรับหนังของค่าย Sony ที่หมายมั่นจะรีบูตแฟรนไชส์ชายชุดดำปราบเอเลียนทั่วจักรวาล แต่เมื่อหนังไม่มี Will Smith (ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังเจ๊ง) แม้ว่าหนังจะได้คู่ขวัญจาก Thor: Ragnarok (2017) อย่าง Tessa Thompson ประกบด้วยทีมนักแสดงนานาชาติ Liam Neeson, Emma Thompson, Rebecca Ferguson, Kumani Nanjiani ก็ไม่ทำให้หนังน่าสนใจขึ้นสำหรับคนดู กำกับโดย F. Gary Gray จาก Fast & Furious 8 (2017) และ Straight Outta Compton (2015) ซึ่งก็ถือว่าผ่านงานหนังฟอร์มดีมาพอสมควร

แต่ในเรื่องนี้ก็ประสบปัญหาดราม่ากลางกองเช่นกัน เมื่อผู้อำนวยการสร้าง David Beaubaire ที่คุมโพรเจกต์มาตั้งแต่แรกเกิดถอนตัวกลางคัน และ Walter F. Parkes ผู้อำนวยการสร้างจากไตรภาคแรกก้าวเข้ามา และมีความเห็นไม่ตรงกันอย่างแรงกับ F. Gary Gray ในหลายเรื่อง ที่ร้ายแรงที่สุดคือ Parkes แก้บทใหม่หน้ากองถ่ายและส่งให้นักแสดงแบบวันต่อวัน จนถึงขนาด Hemsworth  และ Thompson ต้องจ้างมือนักเขียนบทพูดและนักแก้บทหนังมาเขียนบทสนทนาในหนังให้กับตัวเองกันในกองถ่ายเลย แหล่งข่าวยังเผยว่าค่าย Sony ขอไม่ลงมายุ่งในสงครามนี้ (อาจจะทำใจไว้นานแล้วว่าหนังคงเจ๊งแน่ ๆ) ทำรายได้รวมทั่วโลกไป 253 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 110 ล้านเหรียญฯ

X-Men: Dark Phoenix

X-Men: Dark Phoenix

X-Men: Dark Phoenix

ดาร์กสมชื่อกับภาคสุดท้ายของหนังมนุษย์กลายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้ชายคาของค่าย Fox ก่อนจะถูก Disney ควบกิจการ หลายสาเหตุที่ทำให้หนังเจ๊งประกอบไปด้วยตัวหนังเองที่ได้ Simon Kinberg ผู้เขียนบท X-Men มาเกือบทุกภาคมากำกับ (ก็ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?) ทำให้หนังที่อุตส่าห์เต็มไปด้วยนักแสดงชั้นดี (ภาคนี้ได้นักแสดงอย่าง Jessica Chastain มารับบทเป็นตัวร้ายเอเลี่ยน) แต่หนังกลับเต็มไปด้วยความเชยระเบิดของเนื้อเรื่อง ที่แทบจะลอก X-Men: The Last Stand (2006) ของแฟรนไชส์ตัวเองมาทั้งเรื่อง รวมถึงการสร้างบรรยากาศเหมือน Invasion of the Body Snatchers (1956) ที่ Stranger Things 3 ก็หยิบมุกนี้ไปเล่นแล้ว ทำให้หนังน่าเบื่อ และกับมหากาพย์การถ่ายซ่อมครั้งใหญ่ขององก์ 3 ก็ทำให้งบสร้างบานปลาย ประจวบกับจังหวะการเข้ารวมกันของค่าย Fox และ Disney ตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้ว่า Marvel Studios คงจะรีบูตแฟรนไชส์นี้ใหม่ให้เป็นไปตามทิศทางของ Kevin Feige ทำให้  Dark Phoenix ถูกปล่อยลอยแพ Fox ไม่โปรโมตหนักตอนออกฉาย (ในตอนที่พนักงานคงวิ่งหางานใหม่กันอยู่) หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไป 252 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างสูงมาก ๆ ถึง 200 ล้านเหรียญฯ ส่วนในสหรัฐฯ นั้นทำรายได้ไปเพียง 65 ล้านเหรียญฯ น้อยที่สุดของแฟรนไชส์ จึงถือเป็นการปิดฉากที่ไม่ค่อยสวยเลย

Terminator: Dark Fate

Terminator: Dark Fate

Terminator: Dark Fate

ฟ้าผ่าซ้ำสองทีกันไปเลยปีนี้ สำหรับผู้อำนวยการสร้าง James Cameron ที่หลังจากเจ๊งกับ Alita: Battle Angle ไปตอนต้นปี หนังแฟรนไชส์แสนรักของป๋าอย่าง Terminator ที่อุตส่าห์ได้สิทธิ์กลับคืนมาในครอบครอง รวมถึงได้มอบหมายให้ผู้กำกับมือดีอย่าง Tim Miller ที่ทำหนัง Deadpool จนโด่งดังมากำกับภาค 6 อย่างตั้งใจให้เป็นภาคต่อโดยตรงจากภาค 2 ที่ Cameron กำกับไว้ตั้งแต่ปี 1991 ก็เข้าอีหรอบเจ๊งเช่นเดียวกัน (ดาร์กสมชื่อหนังไปอีกเรื่อง) ความน่าสนใจของหนัง (ที่สุดท้ายไม่ได้ช่วยอะไร) คือการได้ Linda Hamilton กลับมารับบทเดิมเป็นซารา คอนเนอร์ และ Arnold Schwarzenegger กลับมารับบทคนเหล็ก หนังไม่แย่หรือไม่สนุกขนาดทนดูไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบทหนังเดินเรื่องแบบเชย ๆ และไม่น่าโดนใจคนรุ่นใหม่ หนังยังมีดราม่าที่ Tim Miller ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ขอกลับไปร่วมงานกับ James Cameron อีกเพราะวิสัยทัศน์การทำงานไม่ตรงกัน ขณะที่ Cameron อยากให้หนังมีบทสรุปเป็นชัยชนะของมนุษย์ต่อสกายเน็ตเสียที แต่ Miller อยากจะซ้ำรอยเดิมให้ยังคงวนลูปให้มนุษย์แพ้อยู่เรื่อยไป (อันนี้แอบเห็นดีด้วยกับแนวทางของป๋า Cameron นะเนี่ย) หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไปแค่ 261 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างที่สูงถึง 185 ล้านเหรียญฯ และทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปแค่ 62 ล้านเหรียญฯ (ยังน้อยกว่า X-Men: Dark Phoenix ที่ว่าอาการสาหัสแล้วเสียอีก)

Gemini Man

Gemini Man

Gemini Man

หนังคว่ำของ Will Smith ยังมีเดินทางเข้ามาในชีวิตป๋าอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้จะเลือกเล่นหนังอย่างดีที่สุดแล้ว พิจารณาจากการได้ผู้กำกับรางวัลออสการ์ชาวไต้หวัน Ang Lee หรือหลี่อันจาก Life of Pi และ Brokeback Mountain มากำกับ (แต่ป๋าคงลืมไปว่าหลี่อันเคยกำกับ Hulk (2003) ภาคแรกสุดได้ล้มเหลวมาแล้วเหมือนกัน) รวมถึงการได้บุกเบิกเทคโนโลยีกล้องถ่ายทำแบบใหม่ล่าสุดของวงการที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพคมกริบด้วย HFR 3D+ และเทคโนโลยี De-Aging ลดอายุใบหน้าของ Smith ให้เด็กลงจนกลายเป็นอีกคน แต่ดูเหมือนหลี่อันจะเทความมุ่งมั่นตั้งใจไปกับเทคโนโลยีทั้งสองอย่างจนลืมให้ความสำคัญกับพล็อตเรื่องและบท ที่เล่าเรื่องสองคนสองคม มี Will Smith สองคนซึ่งเป็นพล็อตเรื่องที่ทันสมัยเมื่อ 20 ปีก่อน (Looper หรือ The One ที่นำแสดงโดย Jet Li ) รวมถึงเนื้อเรื่องก็ไม่ได้พาคนดูไปถึงไหน จึงทำให้กระแสปากต่อปากในทางลบกลบความดีของ HFR 3D+ ไปเสียอย่างนั้น หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไปแค่ 173 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 138 ล้านเหรียญฯ และทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปได้น้อยมากที่ 48 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

Charlie’s Angels

Charlie's Angels

Charlie’s Angels

หนังสตูดิโอที่ทำรายได้น้อยที่สุดของปีนี้ กับความพยายามรีบูตอีกแฟรนไชส์ของ Sony ที่กลายเป็นความล้มเหลวอย่างมากกับการนำนางฟ้าชาร์ลีมาเล่าใหม่ ผ่านการแสดงของ Kristen Stewart ที่เสื่อมความนิยมลงเยอะจากเมื่อครั้งเล่นหนังแวมไพร์ Twilight ร่วมกับนักแสดงอีก 2 คนอย่าง Naomi Scott ที่ยังไม่ดังมาก (เพิ่งเล่นเป็นเจ้าหญิงจัสมินใน Aladdin) และ Ella Balinska ที่ยังไม่มีใครรู้จัก หนังจึงไม่มีพลังดารามาเรียกคนดูเข้าโรง ฝากความหวังไว้ที่ผลงานกำกับของ Elizabeth Banks นักแสดงสาวสวยที่หันมาเอาดีด้านงานกำกับ เธอเคยพาหนังนักร้องพลังหญิง Pitch Perfect 2 (2015) กวาดเงินทั่วโลกมาแล้ว 287 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้าง 29 ล้านเหรียญฯ) จึงยิ่งทำให้ Sony มั่นใจใช้บริการเธอในที่นี้…ซึ่งก็คงต้องผิดหวัง หนังสายลับหญิงกับการเล่าเรื่องและ CG ที่พ้นสมัยไปแล้ว ทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปได้แค่ 17 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 48 ล้านเหรียญฯ และทำรายรับรวมทั่วโลกได้แค่ 57 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

Cats

Cats

Cats

หากคิดว่าทุกเรื่องที่พูดถึงมา ทำให้คุณต้องล้างตาเพื่อรอชมหนังสนุก ๆ เรื่องใหม่ ๆ ในปีหน้าแล้วละก็ ขอให้มาเจอหนังส่งท้ายปลายปีที่สร้างจากละครเพลงบรอดเวย์ชื่อดังเรื่องนี้ก่อน (จะได้ล้างตากันชุดใหญ่ไปเลยทีเดียว!) เพราะจะได้เห็นแมวหน้าคนและแมลงสาบหน้าคน ออกมาเริงร่าเต้นระบำร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน (แค่ฟังก็จะเป็นลมแล้ว) ใน Cats ผลงานที่สร้างชื่อเสีย (ไม่ใช่ชื่อเสียง) ให้กับผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง Tom Hooper (The King’s Speech, Les Misérables, The Danish Girl) แม้ว่าหนังจะอุดมไปด้วยนักแสดงขั้นเทพอย่าง Judi Dench, Ian McKellen, Jennifer Hudson, Rebel Wilson, Idris Elba และหวังจะให้เป็นหนังแจ้งเกิดของนักร้องสาว Taylor Swift ในโลกภาพยนตร์ แต่ภาพฝันนั้นก็ต้องมลายหายไป หนังทุนสร้าง 95 ล้านเหรียญฯ ทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปแค่ 16 ล้านเหรียญฯ จนถึงตอนนี้ และทำรายได้รวมทั่วโลกไป 36 ล้านเหรียญฯ โดยค่ายหนังอย่าง Universal ได้ประกาศขอไม่ส่งรายชื่อในทุกสาขาเพื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่อย่างออสการ์เป็นที่เรียบร้อย (ส่งไปก็คงเปลืองเงินโปรโมตให้เข้าตาคณะกรรมการเปล่า ๆ)

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส