กลายเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่ดำเนินตามเทรนด์ฮิตของฮอลลีวูด ที่ว่าหนังภาคจบจะต้องถูกแบ่งซอยออกเป็น 2 ภาค ตัวอย่างที่ผ่านมาคือ Harry Potter and the Deathly Hallows, The Hunger Games: Mockingjay และล่าสุดก็ Avengers: Infinity War ตามมาด้วย Avengers: Endgame ซึ่งวิน ดีเซล ในฐานะผู้อำนวยการสร้างของแฟรนไชส์ก็คงจะเห็นดีเห็นชอบตามเทรนด์นิยมนี้ก็เลยออกมาประกาศกับสื่อในงานแถลงข่าวที่ไมอามี, ฟลอริดา หลังปล่อยตัวอย่างแรกของ Fast 9 ไปเมื่อ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

“ผมวางแผนเกี่ยวกับ Fast10 ไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดกล้อง Fast9 เสียอีก มาถึงตรงนี้เราได้เห็นแล้วว่าจักรวาลของ Fast นั้น อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เยี่ยมยอดและมีคุณค่า เมื่อมาถึงระดับนี้ก็แน่นอนว่าเราต้องมีภาคแยก ผมลองมองย้อนไปแล้วเห็นว่าสตูดิโอยูนิเวอร์แซลลงทุนไปมากกับแฟรนไชส์นี้ เขาก็สมควรแล้วที่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า สำหรับแฟน ๆ Fast 10 ที่เป็นภาคบทสรุปก็จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค ผมว่ามันเป็นการดีสำหรับโลกเรานี้ที่จะสานต่อเรื่องราวให้คนรุ่นต่อไปได้เข้ามารับชมกัน”

ในแถลงข่าวนี้ วิน ดีเซล ยังเผยอีกว่า เขานับรวมภาค 8-9-10 ว่าเป็นไตรภาคปิดตำนาน”last trilogy to end the saga” เหตุเพราะเนื้อหาทั้ง 3 ภาคนี้จะต่อเนื่องกัน ซึ่งเราก็พอมองออกแล้วจากตัวอย่างแรกของ Fast9 ที่มีการดึง “ไซเฟอร์” ตัวร้ายจากภาค 8 ที่รับบทโดย ชาลิซ เธียรอน ให้มามีบทบาทสำคัญใน Fast9 อีกด้วย

ไซเฟอร์ วายร้ายจากภาค 8 ที่เป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อหากับภาค 9

ไซเฟอร์ วายร้ายจากภาค 8 ที่เป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อหากับภาค 9

ในขณะที่แฟรนไชส์หลักจะจบลงที่ Fast 10 แต่เราเชื่อแน่ว่า ยูนิเวอร์แซล และวิน ดีเซล ไม่น่าจะยุติการสร้างรายได้จากแฟรนไชส์นี้เพียงแค่นี้ เพราะนี่คือขุมทรัพย์อย่างดีของยูนิเวอร์แซล หลังจากสานต่อมา 8 ภาค กับอีกหนึ่งภาคแยก Hobbs & Shaw แฟรนไชส์ Fast ทำเงินให้กับยูนิเวอร์แซลไปมหาศาลเกือบแตะ 6,000 ล้านเหรียญแล้ว รอชม Fast9 ในวันที่ 22 พฤษภาคม นี้ครับ ส่วน Fast10 ทั้ง 2 ตอนนั้น ยังไม่มีกำหนดฉาย

 

อ้างอิง