ว่ากันว่า หนังรักช่วยเติมเต็มให้โลกนี้สวยงาม เพราะความรักแสนหวานช่วยบันดาลโลกให้สดใส! ยิ่งฟังยิ่งดูดีใช่มั้ยคะ แต่จะว่าไป ยังมีหนังหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรัก แต่ก็ไม่ได้สวยงามหมดจดชนิดที่จะเรียกว่าเป็น “หนังรัก” ได้ แต่ก็ให้ข้อคิดต่างๆ มากมาย จนเรียกได้ว่า ถ้าคุณพลาดหนังรักพวกนี้ไป คุณอาจนอนตายตาไม่หลับเลย ว่าแต่มีเรื่องไหนน่าดูบ้างนะ
About time
เป็นหนังรักอีกเรื่องที่มัน The best มากค่ะ!! บีชอบการผูกเรื่อง เป็นอะไรที่เจ๋งมากจริงๆ ซับซ้อนแต่ก็สมเหตุสมผลในตัวเอง บีแอบตกใจทันทีหลังดูจบว่า “ไอย๊าาา ต้องเขียนบทกี่ร้อยปีกันนะ ถึงจะแยบยลได้ขนาดนี้”

ไม่ใช่แค่การผูกเรื่องที่เจ๋งเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับความรัก ครอบครัว และการใช้ชีวิตด้วย โดยเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวของตัวเอกที่สามารถกลั้นหายใจแล้วว๊าปกลับไปในอดีตได้ แค่เปิดเรื่องมาก็สนุกแล้วเนอะ แต่การดำเนินเรื่องนั้นสนุกกว่ามาก!!
[su_spoiler title=”เรื่องย่อ” style=”fancy”]ในวัย 21 ปี ทิม ตัวเอกของเรื่องได้ค้นพบว่าตัวเองสามารถเดินทางย้อนเวลาได้… แน่นอนว่าทิมคาดหวังอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนเรื่องราวผิดพลาดในอดีตหรืออย่างน้อยเขาก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างที่ใจต้องการ และแน่นอนว่า ในชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งเรื่องความรักก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขาคาดหวัง หลังจากที่ย้ายไปอยู่ลอนดอนเพื่อฝึกฝนการเป็นทนายความ ทิมก็ได้พบกับแมรี ทิมต้องย้อนเวลาหลายต่อหลายครั้ง โดยใช้ทั้งความชาญฉลาดและความจริงใจในการเอาชนะใจแมรี แม้ว่าทิมจะใช้พรสวรรค์อยู่หลายครั้ง แต่หลายครั้งเขาก็พบว่า การปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆเป็นไปตามธรรมชาติ และการใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า อาจไม่ต้องใช้ความสามารถในการย้อนเวลาเลยด้วยซ้ำ ในวัย 21 ปี ทิม ตัวเอกของเรื่องได้ค้นพบว่าตัวเองสามารถเดินทางย้อนเวลาได้… แน่นอนว่าทิมคาดหวังอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนเรื่องราวผิดพลาดในอดีตหรืออย่างน้อยเขาก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างที่ใจต้องการ และแน่นอนว่า ในชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งเรื่องความรักก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขาคาดหวัง หลังจากที่ย้ายไปอยู่ลอนดอนเพื่อฝึกฝนการเป็นทนายความ ทิมก็ได้พบกับแมรี ทิมต้องย้อนเวลาหลายต่อหลายครั้ง โดยใช้ทั้งความชาญฉลาดและความจริงใจในการเอาชนะใจแมรี แม้ว่าทิมจะใช้พรสวรรค์อยู่หลายครั้ง แต่หลายครั้งเขาก็พบว่า การปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆเป็นไปตามธรรมชาติ และการใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า อาจไม่ต้องใช้ความสามารถในการย้อนเวลาเลยด้วยซ้ำ[/su_spoiler]

ว่าแต่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยังอยากแก้ไขเรื่องราวในอดีตมั้ยนะ ?
500 day of summer
ตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็น่าสนใจแล้ว เพราะได้มีการบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรัก !!

ขอชมเลยว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวที่สุดแสนจะเศร้า ออกมาได้อย่างสนุกที่สุด!! บีชอบการตัดภาพไปมาระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจน และแอบเห็นใจพระเอกผู้น่าสงสารได้ไปในตัว
[su_spoiler title=”เรื่องย่อ” style=”fancy”]ทอม แฮนเซ่น ชายหนุ่มที่เชื่อมั่นในรักแท้ และทำงานเป็นนักเขียนข้อความซึ้งๆบนการ์ดอวยพรที่บริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมาทอมได้รู้จักกับซัมเมอร์ ฟินน์ ผู้ช่วยคนใหม่ของเจ้านายเขา ทอมตกหลุมรักซัมเมอร์ในทันที แม้ว่าเพื่อนๆในแผนกจะพูดถึงเธออย่างโจษจัน ทอมได้มีโอกาสสนิทสนมกับซัมเมอร์ ในคืนงานเลี้ยงของบริษัท หลายเดือนต่อมาหลังจากทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน และทอมทะเลาะกับซัมเมอร์เป็นครั้งแรกเมื่อพบว่าซัมเมอร์มีชายหนุ่มคนอื่นเข้ามาจีบเธอ เมื่อเวลาผ่านไปทั้งคู่เริ่มระหองระแหงกันมากขึ้น จนกระทั่งซัมเมอร์ตัดสินใจบอกเลิก ทอมก็อกหักจนหัวใจทรุดหนัก ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน อะไรที่เคยสวยงาม ก็ดูหมองหม่นไปหมดเมื่อไม่มีซัมเมอร์ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของเขาอย่างมาก ทั้งคู่บังเอิญเจอกันอีกครั้ง และซัมเมอร์เชิญทอมไปงานเลี้ยงที่อพาร์ทเมนต์ของเธอ ทอมคาดหวังว่าซัมเมอร์จะกลับมารู้สึกดีกับเขา และเขาจะขอคืนดีกับซัมเมอร์ ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว เขาได้ค้นพบว่าทุกสิ่งที่เขาคาดหวังไว้นั้น สวนทางกับความจริงทั้งหมด[/su_spoiler]

แม้หนังจะดำเนินเรื่องได้อย่างน่ารัก น่าชัง แต่หลายคนดูหนังเรื่องนี้ แล้วรู้อินจนเกลียดนางเอกเข้าไส้ (อยากรู้ล่ะสิ ว่านางเอกของเรื่องเป็นยังไง ไม่สปอยหรอก :p ) ซึ่งบีว่ามันเป็นอะไรที่เจ๋งมาก ที่จะทำให้หนังดราม่ากลายมาเป็นหนังน่ารักๆได้

เอาเป็นว่า ใครอกหัก แล้วไม่อยากดูหนังที่ทำให้ช้ำรักจนตาย แต่อยากหาหนังที่มาทิ่มหัวใจแบบเบาๆ มีขอแนะนำเรื่องนี้ค่ะ หนังอกหักในตำนาน!!
Celeste & Jesse Forever
จะเรียกว่าเป็นหนังรัก ก็ไม่เชิง เป็นหนังที่ดำเนินไปเพราะความรักเป็นเหตุซะมากกว่า สำหรับบีหนังเรื่องนี้นับเป็นหนังรักที่ดูสมจริงมากที่สุด!! แถมยังเป็นหนังรักที่เปิดมุมมองความรักที่เพิ่งจบลงได้อย่างลึกซึ้ง

โดยทั่วไปเวลาเราดูหนังรักสักเรื่องเราจะเห็นเรื่องราวของคู่รักก่อนจะตกลงปลงใจกัน ว่าเริ่มต้นยังไง ต้องเจออุปสรรคอะไรบ้าง ก่อนจะลงเอยกันด้วยดี แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ จะพาคุณไปเจอกับเบื้องหลังความรักที่เพิ่งจบลง ที่ไม่ใช่มีเพียงเหตุการณ์นอนร้องไห้ข้ามคืนจนตาบวมเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวที่เจ็บแบบซึมลึกอยู่ข้างหลังอีกมาก ฟังดูเศร้าใช่มั้ยคะ …
[su_spoiler title=”เรื่องย่อ” style=”fancy”]เรื่องราวความรักของ เซเลสและเจสซี่ ที่มีความต่างกันแบบสุดขั้ว ฝ่ายหญิงเป็นหญิงสาวที่ทะเยอทะยานตามหาความสำเร็จ ส่วนฝ่ายชายก็เป็นแค่ผู้ชายคลุกฝุ่นธรรมดา ชิลๆไปตามวัย ไม่เอาไหนบ้างบางครั้ง แต่ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนสนิทที่คบกับมาตั้งแต่สมัยเรียน จนออกเดทและแต่งงานกันในที่สุด ภายหลังทั้งคู่ได้หย่าร้างกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าฝ่ายชายไม่มีความรับผิดชอบในชีวิตคู่มากพอ แม้เลิกกันไปแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยืนยันที่จะคบกันในฐานะเพื่อนต่อไป ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากกลุ่มเพื่อน แต่ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อพระเอกของเรามีแฟนใหม่ และทำสาวสวยคนนั้นท้อง แน่นอนว่าเจสซี่กำลังจะมีครอบครัวแบบเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นกับเซเลสมาก่อน ทำให้เซเลสเริ่มไม่มั่นใจกับความรู้สึกของตัวเองว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจไปแล้วนั้นถูกหรือไม่[/su_spoiler]
คุณจะได้เห็นเบื้องหลังของความเสียใจของเซเลส แม้ว่าจะเป็นฝ่ายเดินออกมา เป็นฝ่ายบอกเลิกซะเอง แต่กลับทุกข์ทนอย่างยาวนาน จนคุณจะรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย (หรืออาจจะอยากสมน้ำหน้าก็ได้)
แม้พล็อตเรื่องจะเศร้าซึมลึก แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่ได้สะท้อนออกมาในมุมมองที่ว่าดูไป น้ำตาไหลพรากไป แต่จะเป็นเชิงน้ำตาค่อยๆปริ่มออกมาหลังดูจบไปแล้ว 2-3 ชั่วโมงมากกว่า

เอาเป็นว่า ถ้าคู่รักคู่ไหนเพิ่งแยกทางกัน ด้วยเหตุผลว่า “อีกฝ่ายยังไม่ดีพอ” หรือ “เราเข้ากันไม่ได้” บีแนะนำว่าควรไปหามาดูโดยด่วนเลยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=NQoH1IGRB3w
her
เรื่องนี้ก็เคยเป็นกระแสอยู่สักพัก ด้วยภาพ เสียง และสีหน้าของตัวแสดงที่หม่นหมองไปหมด แต่หนังเรื่องนี้ก็มีความอบอุ่นแฝงอยู่ แถมยังมีกระแสมาว่าเป็นหนังที่โจนส์ (ผู้กำกับและผู้เขียนบท) เขียนถึงอดีตภรรยา เพื่อเป็นการแสดงถึงความเศร้าและความคิดถึงภรรยา (หนังง้อภรรยานั่นเอง แป่ว) จะว่าไป จะเรียกว่าเป็นหนังรักก็คงเรียกไม่ได้เต็มปาก แต่ก็มีมุมอ่อนหวานน่ารัก ตามสไตล์หนังรักแฝงอยู่มาก

หนังเรื่องนี้ พาให้จินตนาการไปถึงยุคในอนาคต ที่เทคโนโลยีมีบทบาทกับมนุษย์ในทุกส่วนของชีวิต แม้กระทั่ง “ความรัก”
[su_spoiler title=”เรื่องย่อ” style=”fancy”]เป็นเรื่องราวของธีโอดอร์ ชายหนุ่มผู้เขียนจดหมายเป็นอาชีพ หลังจากหย่าร้างกับภรรยาและต้องทนทุกข์กับความเปลี่ยวเหงา ต่อมาเกิดตกหลุมรักกับระบบคอมพิวเตอร์เข้า (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เจ๋งน่าดู ในยุคที่มนุษย์ตกหลุมรักคอมพิวเตอร์)[/su_spoiler]
ไม่อยากเล่าสักเท่าไหร่เลย เพราะหนังรักเรื่องนี้จัดว่าพีคพอสมควร บีว่าควรไปดูเองค่ะ ให้ฟิลกระแทกใจ เศร้าลึกแปลกๆ แถมรายละเอียดในหนังยังเยอะมากกก มีประเด็นยิบย่อยเยอะไปหมด ลึกซึ้งทั้งนั้นเลยด้วย ต้องสังเกตดีๆล่ะ

แอบเตือนหน่อยว่าหนังเรื่องนี้นานพอสควร และเนื้อเรื่องค่อนข้างจะเอื่อยเฉื่อยไปนิด (ดูแล้วระวังหลับล่ะ) แต่ถ้าดูจบก็ได้ข้อคิดเยอะทีเดียว
https://www.youtube.com/watch?v=WzV6mXIOVl4
One day
เป็นหนังอีกเรื่อง ที่ทำให้หลายคนน้ำตาซึมตอนจบ

เนื้อเรื่องดำเนินมาอย่างเรียบๆ ง่ายๆ ตามสไตล์หนังรักทั่วไป โดยเผยให้เห็นถึงเรื่องราวความรักฉบับวัยรุ่น ตั้งแต่ความรักน่ารักๆ แอบรักแอบปิ๊งใครสักคน แต่เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปถึงช่วยวัยกลางวัน อุปสรรคความรักต่างๆที่คู่รักสามารถพบเจอได้ ไปจนถึงวัยที่เฉียดๆ 40
[su_spoiler title=”เรื่องย่อ” style=”fancy”]15 กรกฎาคม หลังสำเร็จการศึกษา เอ็มมา มอร์ลีย์ และ เด็กซ์เตอร์ เมย์ฮิว ก็เริ่มสานสัมพันธ์กัน เอ็มมา เป็นเด็กสาวชนชั้นแรงงาน ที่มีความทะเยอทะยานและฉลาดเกินตัว เธอฝันจะทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้น ส่วนเด็กซ์เตอร์ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ เขาเพียงหวังให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน แม้เอ็มมา จะหลงรักเขาทันทีที่เจอ แต่ก็ไม่ได้สานต่อ เพียงแต่รักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนไว้ เวลาผ่านมากว่า 20 ปี ช่วงเวลาสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ถูกบอกเล่าผ่านวันที่ 15 กรกฎาคม ในเกือบทุกปี เพื่อเห็นความเป็นไปในชีวิตของทั้งคู่ ทั้งโมเม้นหวานๆร่วมกันและโมเม้นที่ต้องแยกจากกัน และเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง ทั้งคู่ก็เปลี่ยนมิตรภาพมาเป็นการใช้ชีวิตคู่แบบคู่รัก[/su_spoiler]

หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยต่างๆ ทัศนคติและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามวัยของตัวละครและยังแอบมีข้อคิดให้เราเข้าใจอีกว่า “ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน และไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอดกาล”
นี่ก็เป็นหนังรัก หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับความรัก ที่โดยส่วนตัวบีชอบมาก และไม่ว่าจะดูกี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย
และคิดว่าน่าจะเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายๆคน เพราะแม้ว่าตอนจบจะไม่ได้แฮ้ปปี้ ดูแล้วยิ้มจนแก้มปริไปซะหมด แต่ก็ทำให้เราได้ข้อคิดเกี่ยวกับความรัก และการใช้ชีวิตเยอะพอสมควรเลย
[su_quote cite=”William Makepeace Thackeray”]มันดีที่สุดที่จะรักอย่างชาญฉลาด แต่ต่อให้รักแบบโง่เขลา มันก็ยังดีกว่ารักใครไม่เป็นเลย[/su_quote]











