แชด สตาเฮลสกี (Chad Stahelski) ผู้กำกับ ‘John Wick’ ทั้ง 4 ภาค ได้ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ภาพยนตร์ ‘John Wick’ ต้นฉบับ ที่เข้าฉายครั้งแรกเมื่อปี 2014 ซึ่งเขาได้กำกับร่วมกับ เดวิด ลิตช์ (David Leitch)
สตาเฮลสกีได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาโปรเจกต์นี้ว่า คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ที่เขาแสดงบทสตันต์แทนใน ‘The Matrix’ (1999), ‘The Matrix: Reloaded’ (2003) และ ‘The Matrix: Revolution’ (2003) ได้นำบทดั้งเดิมที่เขียนโดย ดีเร็ค โคลสตาด (Derek Kolstad) มาให้ ซึ่งมันต่างจากเวอร์ชันสุดท้ายที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์มาก
เขากล่าวว่า บทดั้งเดิมนั้นมีการสังหารผู้ร้ายเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น และตัวละคร จอห์น วิค (รับบทโดยรีฟส์) จะเป็นอดีตทหารฝีมือฉกาจในช่วงสงครามเย็น และโทนเรื่องดูเหมือนจะเป็นแนวระทึกขวัญมากกว่าแอ็กชัน

‘John Wick’ ภาคแรก จากการพัฒนาร่วมกันของสตาเฮลสกีและลิตช์ ได้เข้าฉายเมื่อปี 2014 โดยให้รีฟส์รับบทเป็นอดีตนักฆ่าที่ตามล้างแค้นให้กับสุนัขที่ถูกฆ่า ซึ่งท้ายที่สุดวิคได้สังหารผู้ร้ายไปถึง 77 คน และหากนับรวมในภาพยนตร์ทั้ง 4 ภาค จะพบว่าวิคได้สังหารผู้รายไปถึง 439 คน
‘John Wick’ มาพร้อมการออกแบบฉากแอ็กชันสไตล์ใหม่ เรียกว่า “Gun-Fu”, งานภาพในสไตล์ฟิล์มนัวร์ และการถ่ายภาพที่นิ่ง เน้นให้ผู้ชมเห็นฉากแอ็กชันได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาพยนตร์แอ็กชันฮอลลีวูดเรื่องต่อ ๆ มา ต่างจากภาพยนตร์แอ็กชันในต้นจนถึงกลางยุค 2000s ที่เน้นการถ่ายภาพที่สั่นไหว และการตัดต่อที่ฉับไว
ด้วยความสำเร็จเกิดคาด ทำให้สตูดิโอ Lionsgate เปิดไฟเขียวให้สร้างภาคต่ออีก 3 ภาค ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับคำชมและทำรายได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ ‘John Wick: Chapter 4’ (2023) ซึ่งเป็นภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีการออกแบบฉากแอ็กชันที่ซับซ้อนและสวยงามมากที่สุด อีกทั้งยังได้คะแนนวิจารณ์บน Rotten Tomatoes สูงถึง 94% จากนักวิจารณ์ 383 คน และทำรายได้ทั่วโลกไป 440.2 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ

ในขณะนี้ จักรวาล ‘John Wick’ ได้รับการขยายเรื่องราวออกไปให้กว้างขึ้น โดย ‘Ballerina’ ภาพยนตร์ภาคแยกเรื่องแรกในจักรวาลนี้ จะเข้าฉายในปี 2025 แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีรายงานยืนยันว่า สตาเฮลสกีและรีฟส์จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหรือไม่












