ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health
Read More

คนวัยทำงานเสี่ยง ‘หมดไฟ’ เกินครึ่ง แต่แค่ไปเที่ยวก็ช่วยได้

ทำไมหันไปทางไหนก็เจอแต่คนหมดไฟ ? ผลสำรวจจากงานวิจัย 'Burnout In The City' มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนทำงานในกรุงเทพฯ กว่า 69% มีภาวะหมดไฟหรือเสี่ยงหมดไฟ โดยแบ่งเป็นภาวะหมดไฟ 12% และมีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟอีก 57% ซึ่งอาจสะท้อนว่าการทำงานหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จหรือความหมายของชีวิตอีกต่อไป แต่ท่ามกลางโลกที่หยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้ เราจะป้องกันหรือรับมือกับภาวะนี้ได้ยังไง ? คำตอบของคำถามนี้อาจง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด และหนึ่งในทางออกนั้น คือ การเดินทาง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามภาวะหมดไฟไว้ว่าเป็น "ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการทำงาน" (Occupational Phenomenon) ซึ่งเกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีลักษณะ 3 อย่างที่สามารถสังเกตได้ ถ้าคุณรู้หรือสัมผัสได้ว่าคุณกำลังเผชิญกับความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ การเลือกที่จะออกเดินทางไปพักผ่อนอาจเป็นตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้ บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การใช้เงินเพื่อความสนุกชั่วคราว แต่คือการลงทุนที่จำเป็นต่อสุขภาพจิตที่ช่วยป้องกันภาวะหมดไฟ ซึ่งอธิบายได้ด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของการ "เปลี่ยนที่" การพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนบรรยากาศ แต่เป็นการรีเซตระบบการทำงานของสมองและร่างกายครั้งใหญ่ งานวิจัยในตำนานอย่าง Framingham Heart Study ซึ่งเป็นการศึกษาติดตามผลระยะยาว พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า ผู้ชายที่ไม่ได้ลาพักร้อนเป็นเวลาหลายปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจวายสูงกว่าคนที่ลาพักร้อนเป็นประจำถึง 30% และในผู้หญิงก็ให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพักผ่อนส่งผลดีต่อสุขภาพกายที่เชื่อมโยงโดยตรงมาจากการลดความเครียดสะสม เที่ยวไทย…
10/03/2025
Read More

PMAC 2025: พลิกโฉมวงการสุขภาพโลกด้วย AI สู่อนาคตการแพทย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ การนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขและการแพทย์ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ในการประชุม PMAC หรือ Prince Mahidol Award Conference 2025 เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับโลก จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้มีหัวข้อประจำปีภายใต้ธีม “Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World” ที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ PMAC 2025 : เวทีนโยบายสุขภาพระดับโลกเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียม PMAC 2025 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นเวทีระดับโลกที่ผู้นำในวงการแพทย์และสาธารณสุข แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แนวคิด และนโยบายระดับนานาชาติเพื่อกำหนดและยกระดับทิศทางอนาคตวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างยั่งยืน โดยมี Co-Hosts…
10/03/2025
Read More

เก่งจริง ๆ เลยนะเม็ดแค่นี้…นักวิจัยพบว่ายาแอสไพรินอาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งได้

แม้ว่าในไทยแอสไพริน (Aspirin) จะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่าพาราเซตามอล แต่ก็เป็นยาที่หาง่าย ราคาถูก ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นแค่ยาแก้ปวด แต่จริง ๆ แล้ว ยาแอสไพรินยังใช้ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือใช้รักษาโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ด้วย และในตอนนี้แอสไพรินอาจกลายเป็นกุญแจดอกใหม่ในการยับยั้งมะเร็ง เพราะการศึกษาใหม่ของทีมนักวิจัยระดับนานาชาติ พบว่ายาแอสไพรินปลดล็อกภูมิคุ้มกันของร่างกายในหนูทดลองที่เป็นมะเร็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง (Metastasis) ยาแอสไพรินออกฤทธิ์กับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการปวด บวม อักเสบ ซึ่งกลไกนี้นี่แหละ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจช่วยให้ร่างกายทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะยาจะไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เลือดเกาะตัวกัน (Thromboxane A2: TXA2) สารตัวนี้นอกจากจะทำให้เลือดเกาะตัวกันแล้ว ยังกดการทำงานของ “T-Cell” ที่มีหน้าที่ในการทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อ TXA2 ลดลงเลยทำให้ T-Cell และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยโจมตีและทำลายเซลล์ผิดปกติในร่างกายอย่างเซลล์มะเร็ง เหมือนกับการทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเซลล์มะเร็งนั่นเอง หากนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกทั้งหมดอาจนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจาย เพื่อช่วยให้ยับยั้งการแพร่ของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่า ลำพังยาแอสไพรินไม่สามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยตัวมันเอง ยังคงต้องอาศัยการรักษาด้วยการรักษาหลัก อย่างยา และการบำบัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับระยะของโรค และบอกอีกครั้งว่าเป็นการค้นพบในงานวิจัยและการทดลองในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีการยืนยันว่าแอสไพรินช่วยในการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้นไม่ควรซื้อมาใช้เพื่อหวังผลในเรื่องนี้ หรือแม้แต่การใช้เพื่อรักษาอาการปวด บวม…
24/02/2025
Read More

หูฟังตัดเสียงรบกวนอาจเป็นสาเหตุของปัญหาการฟัง

หูฟังที่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นถือเป็นมาตรฐานใหม่ของยุคนี้ไปแล้ว แต่จะมีใครคิดว่าบรรยากาศเงียบสงบที่ถูกฟีเจอร์นี้สร้างขึ้นนั้น สามารถทำลายประสิทธิภาพการฟังของเราในระยะยาวได้ จากเคสของโซฟี สาวผู้ช่วยฝ่ายบริหารในกรุงลอนดอน วัย 25 ปี เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคผิดปกติในการประมวลผลทางการได้ยิน (APD) ซึ่งเป็นภาวะทางระบบประสาทที่สมองมีปัญหาในการเข้าใจเสียงและคำพูด ทำให้เธอแยกแยะที่มาของเสียงที่ผ่านเข้ามาไม่ได้ และเธอก็ยังไม่สามารถอยู่ในที่ ๆ มีเสียงดังอย่าง ผับบาร์หรือร้านอาหารได้ สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคนี้โดยปกติแล้วมักเกิดขึ้นจากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บบริเวณสมอง หรือผู้ที่เคยติดเชื้อในหูชั้นกลางช่วงวัยเด็ก แต่ในกรณีของโซฟี นักโสตสัมผัสวิทยาคิดว่าพฤติกรรมการใช้หูฟังตัดเสียงรบกวนวันละ 5 ชั่วโมงของเธออาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งสาเหตุนี้ก็มีนักโสตสัมผัสวิทยาอีกหลายท่านที่ลงความเห็นเช่นเดียวกัน และพวกเขาก็แนะว่าควรต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แคลร์ เบนตัน (Claire Benton) รองประธานสถาบันโสตเวชศาสตร์ของอังกฤษ ได้ออกมาให้คำแนะนำว่าใส่หูฟังปิดกั้นเสียงในชีวิตประจำวันนั้นอาจจะส่งผลให้หลงลืมทักษะที่จะกรองเสียงพวกนั้นไปได้ เพราะทักษะการฟังที่แสนซับซ้อนในสมองของมนุษย์จะพัฒนาเต็มที่อายุอยู่ในช่วงวัยรุ่น ทำให้ถ้าหากเรามักสวมหูฟังตัดเสียงอยู่ตลอดช่วงเวลานั้น ความสามารถในการประมวลผลคำพูด รวมถึงเสียงรบกวน ของเราจะช้าลงไปกว่าคนปกติอยู่เล็กน้อย  ท้ายที่สุดในปัจจุบันผู้คนในประเทศอังกฤษก็เริ่มให้สนใจการมาประเมินโรค APD มากขึ้นเรื่อย ๆ ดูจากยอดนัดคิวการตรวจของโรงพยาบาล Royal National ENT and Eastman Dental ที่รอไปอีกเก้าเดือน ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าจะมีการวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมหรือไม่ในอนาคต
11/08/2023
Read More

อยากลดน้ำหนัก กินผลไม้ทุกวันอ้วนไหม ?

หลายคนที่ลดน้ำหนักพยายามที่จะลดการกินน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่าแล้วน้ำตาลจากผลไม้ล่ะ จะทำให้เราอ้วนไหม ? แน่นอนว่าทุกวันนี้ต้องมีคนเชื่อว่าการกินผลไม้ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ แล้วความจริงเป็นอย่างไร Hack for Health มีคำตอบมาให้ น้ำตาลจากผลไม้ ผลไม้ มีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมาพร้อมกับใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลิน และลดนิสัยชอบสะสมพลังงานจากน้ำตาลในรูปของไขมัน ผลไม้มีน้ำตาลน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป เช่น โซดา ลูกอม และขนมขบเคี้ยวอย่างมาก เช่น แอปเปิ้ล 182 กรัม มีน้ำตาล 19 กรัม ในขณะที่ลูกอม 58 กรัม มีน้ำตาลถึง 35 กรัม ผลไม้ทำให้น้ำหนักขึ้นจริงหรือ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกินอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนแต่หากกินในปริมาณมากเกินไปก็ทำให้น้ำหนักขึ้นเช่นกัน ในกรณีนี้ผลไม้ไม่ได้เป็นตัวการทำให้น้ำหนักขึ้น มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเพิ่มผลไม้ในอาหารก็มีสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก  อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในคน 17 คน ที่กินผลไม้ 20 หน่วยบริโภคต่อวัน มีน้ำตาลประมาณ 200 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับโซดา 8 กระป๋อง ยังไม่มีผลเสียต่อน้ำหนักตัว ความดันโลหิต…
11/08/2023
Read More

อยากได้ อยากมี เหมือนคนอื่น เพราะเสพโซเชียลมากไป!

พฤติกรรมเสพติดของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอาจแตกต่างกันไป แต่อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้มากที่สุด และมักจะทำให้ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียขาดความพอดีในการใช้ชีวิต คือ มีความรู้สึกเครียด หรือมีความวิตกกังวลเมื่อเห็นความสำเร็จ ทรัพย์สมบัติ หรือความสุขของผู้อื่น สิ่งนี้จะนำไปสู่การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น  และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลียนแบบความสำเร็จ หรืออยากได้อย่างมีสิ่งของตามผู้อื่น  และถ้าสิ่งของเหล่านั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่จะซื้อไหว หรือคุณรู้สึกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าผู้อื่น ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกไม่คู่ควร มีความนับถือตนเองต่ำ และมีความยากลำบากในการยอมรับตนเอง ซึ่งสิ่งนี้สามารถสร้างผลกระทบทางจิตได้อย่างมาก  ผลกระทบของการเสพติดโซเชียล ร้ายกว่าที่คิด  ผลของการเสพติดโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกอยากได้อยากมี มีความรู้สึกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น เป็นการจัดการอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพตนเอง และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่โดยรวมของคุณได้อย่างมาก โดยเฉพาะ  สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความอิจฉา หรือทำให้เกิดความนับถือในตัวเองต่ำ ได้อย่างไร? จากข้อมูลของ Afridi พบว่า อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย ทำให้เราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และรับรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังทำได้แบบ Real Time และสิ่งนี้สามารถนำไปสู่พฤติกรรมเปรียบเทียบได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการฟูมฟักความอิจฉาได้อีกด้วย  การวิจัยพบว่าในบางคน ความรู้สึกอิจฉา อยากได้อยากมี รู้สึกด้อยค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อนที่จะมีสื่อสังคมออนไลน์ มนุษย์เราก็มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับวงสังคมใกล้เคียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนบ้าน เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนอื่น ๆ ที่เรารู้จัก…
11/08/2023
Read More

ข้อมูลชุดใหม่พบว่าแค่เดิน 4,000 ก้าวต่อวันก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ และลดการเสียชีวิตก่อนวัย

การศึกษาล่าสุดพบว่าการมีสุขภาพที่ดีนั้นอาจง่ายกว่านั้นหลายเท่า เพราะจากการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของคนกว่า 226,000 คนชี้ว่าการการเดินเพียง 4,000 ก้าว/วันก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้สุขภาพดี
10/08/2023
Read More

FDA สหรัฐฯ เตรียมรับบริจาคเลือดจากกลุ่มชายรักชายเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเลือดด้วยการเปลี่ยนเกณฑ์การคัดกรอง

หลายครั้งที่เลื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย เรามักพบโพสต์การขอความช่วยเหลือการขอรับบริจาคเลือดเพื่อการรักษาโรค ใจความของโพสต์ส่วนใหญ่ คือ การบริจาคเลือดเพื่อรักษาให้กับคลังของโรคพยาบาลเพื่อให้แพทย์สามารถดึงเลือดสำรองในคลังมาใช้รักษา ปัญหาการขาดแคลนเลือดสำรองในธนาคารเลือดไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศไทย แต่ในประเทศขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก็พบปัญหานี้เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ระบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ เลือกที่จะไม่รับเลือดจากผู้ชายที่เป็นเกย์ตลอดช่วงชีวิตของคนนั้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่มีการระบาดของการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ หรือราว 40 ปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากว่าสัดส่วนของผู้ป่วยเอชไอวีกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชายที่มีเซ็กซ์กับเพศเดียวกัน ซึ่งรวมถึงไบเซ็กชวลด้วย และข้อมูลทางการแพทย์ก็ชี้ว่าการมีเซ็กซ์ผ่านประตูหลังนั้นมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า อีกทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการตรวจสมัยนั้นยังไม่สามารถตรวจจับเชื้อได้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากนัก ในยุคหลังเริ่มมีการผ่อนผันนโยบายให้เกย์และผู้ชายที่รักเพศเดียวกัน แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น นโยบายดังกล่าวสร้างความเจ็บป่วยให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นเวลาหลายปี แต่ในปี 2023 นโยบายการบริจาคเลือดของสหรัฐฯ กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะสำนักคณะกรรมการอาหารและยาหรือ FDA ร่วมกับสภากาชาดของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนเกณฑ์ในการรับบริจาคจากที่เคยประเมินด้วยการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ มาเป็นการประเมินด้วยพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศแทน ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาระบบคัดกรอง และฝึกสอนบุคลากร คาดว่ามาตรการใหม่อาจเริ่มใช้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ โดยเริ่มจากศูนย์บริจาคเลือดของรัฐก่อน เพราะถึงแม้ว่าในอดีตสัดส่วนของผู้ป่วยเอชไอวีจะเป็นเกย์เสียส่วนใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายจริงหญิงแท้หรือเพศอื่น ๆ นั้นก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีและการติดเชื้ออื่นได้เช่นเดียวกันหากมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม (ต่อสุขภาพ) เช่น การมีเซ็กซ์โดยไม่ป้องกัน การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การมีคู่นอนหลายคน การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ โดยเกณฑ์การประเมินผู้บริจาคเลือดที่เปลี่ยนไปเปิดโอกาสให้เกย์และกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่มีความต้องการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินแบบใหม่สามารถบริจาคเลือดได้ ซึ่งจะช่วยแก้วิกฤตขาดแคลนเลือดที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ได้ หลายครั้งที่มีกราดยิงและโศกนาฏกรรมในสหรัฐฯ ที่ต้องการเลือดสำรองในปริมาณมหาศาล แต่คนที่เป็นเกย์กลับถูกกีดกันจากการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์…
09/08/2023
Read More

วิตามินซี ใครว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ ได้รับเยอะเกินไปอาจเสี่ยงนิ่ว

วิตามินซีเป็นอาหารเสริมที่หลายคนน่าจะใช้เป็นประจำ เพราะวิตามินซีหรือกรดแอสเคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าดีต่อสุขภาพ วิตามินซีจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ และการอักเสบของเซลล์ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน การดูดซึมธาตุเหล็ก ทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าวิตามินซีอาจมีส่วนช่วยโรคหัวใจ และโรคมะเร็งบางชนิด เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมใคร ๆ ก็ใช้วิตามินซี ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าวิตามินซีเป็นอาหารเสริมที่ปลอดภัย ได้รับปริมาณมากก็ไม่ส่งผลเสีย เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ หากได้รับเกินจะถูกขับออกผ่านทางปัสสาวะ แต่คุณอาจกำลังเข้าใจผิด เพราะวิตามินซีมีผลข้างเคียงเหมือนกัน แถมอาจทำให้เกิดนิ่วได้ด้วย ในบทความนี้ Hack for Health จะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้วิตามินซีกันใหม่ นิ่ววิตามินซี และผลข้างเคียงจากวิตามินซีที่คนมองข้าม การที่จะบอกว่าวิตามินซีปลอดภัยอาจไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่ควรบอกว่าปลอดภัยกว่าวิตามินชนิดอื่นน่าจะเหมาะกว่า เพราะอะไรก็ตามที่มากเกินไปต่อให้มีประโยชน์แค่ไหนก็ส่งผลเสียได้เหมือนกัน แน่นอนว่ารวมถึงวิตามินซีเสริมที่เราใช้กันด้วย นิ่ววิตามินซีคืออะไร? นิ่ววิตามินซีก็คือนิ่วในไตทั่วไป โดยจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัดหรือเจ็บเวลาฉี่ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สุด ปวดเอว ปวดหลัง ปวดบิด ปัสสาวะเป็นทราย ติดเชื้อ และอีกหลายอาการ หลายคนพอจะรู้ว่าวิตามินซีเป็นสารที่ละลายน้ำได้และถูกขับออกผ่านทางปัสสาวะ โดยหลังจากที่วิตามินซีถูกย่อยแล้วจะทำให้เกิดสารที่ชื่อ ‘ออกซาเลต’ (Oxalate) อยู่ภายในไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่กรองของเสียออกไปเป็นปัสสาวะ และเดิมทีในไตจะมีแร่ธาตุอย่างแคลเซียมอยู่แล้ว เมื่ออกซาเลตจากการได้รับวิตามินซีมาเจอกับแคลเซียม จะทำปฏิกิริยาและจับตัวกันกลายเป็นก้อนแร่ธาตุชื่อ ‘แคลเซียมออกซาเลต’ หรือก็นิ่วในไตชนิดหนึ่งนั่นเอง…
09/08/2023
Read More

Pokémon Sleep เกมเพื่อการนอนหลับสุดคิวต์ที่แฟนโปเกมอนห้ามพลาด (วิธีเล่น + เรื่องต้องรู้ก่อนเล่น)

บนสมาร์ตโฟนมีแอปพลิเคชันตรวจจับการนอนหลับ (Sleep tracking) หลายแอปพลิเคชัน แต่ที่ออกใหม่ มาแรง และน่ารักสุด ๆ ในนาทีนี้คงหนีไม่พ้น Pokémon Sleep จากผู้พัฒนา The Pokémon Company ที่ผลิตเกมและแอปพลิเคชันที่มีธีมเป็นโปเกมอนมาแล้วมากมาย Hack for Health จะพาไปดูความน่ารัก ฟังก์ชัน และวิธีใช้งานแอปพลิเคชัน Pokémon Sleep เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้นกัน วิธีการเล่น Pokémon Sleep เบื้องต้น ก่อนจะไปดูความน่ารักและความสนุกของ Pokémon Sleep มาดูวิธีเล่นเบื้องต้นกันก่อน ในขณะที่เราเริ่มเซสชัน (Session) การนอนหลับ หน้าจอของเกมจะปรากฏภาพโปเกมอนพร้อมกับเวลาปัจจุบัน เวลาปลุก แถมคุณสามารถเปิดเสียงโปเกมอนที่จะร้องเพลงกล่อมคุณนอนได้ด้วย หน้าตา ฟังก์ชัน และการใช้งาน Pokémon Sleep Pokémon Sleep เป็นแอปพลิเคชันติดตามการนอนหลับหยิบเอาความน่ารักและกิมมิกของโปเกมอนมาใช้ได้อย่างดี ตั้งแต่ไอคอนของแอปพลิเคชันที่นำเอาภาพของ ‘Snolax’ หรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อ ‘คาบิกอน’ ซึ่งในแอนิเมชัน ‘Snorax’ เป็นโปเกมอนที่มีนิสัยขี้เซา และนอนหลับอยู่ตลอด…
08/08/2023
Read More

มหาวิทยาลัยเท็กซัสคิดค้นยาที่ทำให้ ‘กินอาหารขยะเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน’ และลดความเสี่ยงของโรคได้

โรคอ้วนและการมีน้ำหนักตัวมากเป็นปัญหาต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต แต่อาหารอร่อยมักเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงและทำให้อ้วน Junk food หรือ อาหารขยะ เป็นหนึ่งในอาหารที่ผู้คนชื่นชอบและเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และโรคเรื้อรังหลายโรค เพราะเต็มไปด้วยไขมัน น้ำตาล และเครื่องปรุงมากมาย แต่จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถกินอาหารเหล่านี้ได้ไม่อั้น ไม่อ้วน แถมไม่เสี่ยงโรค ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้พัฒนายาที่จะทำให้ไม่อ้วนแม้จะรับประทานอาหารขยะปริมาณมาก โดยยาตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายด้วยการจำกัดแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปในไมโทคอเดรีย (Mitocondria) ไมโทคอนเดรียเป็นส่วนประกอบภายในเซลล์สิ่งมีชีวิต หนึ่งในหน้าที่ของไมโทคอนเดรียในร่างกายมนุษย์คือการสร้างพลังงานให้กับเซลล์และเผาผลาญพลังงาน โดยเหตุผลที่นักวิจัยพยายามยับยั้งและจำกัดปริมาณแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปในไมโทคอนเดรียก็เพราะว่าแมกนีเซียมมีคุณสมบัติชะลอการสร้างและเผาผลาญพลังงานของไมโทคอนเดรีย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ช้าลงหรือเผาผลาญได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการยับยั้งแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปยังไมโทคอนเดรียอาจกระตุ้นให้ไมโทคอนเดรียสร้างและเผาผลาญพลังงานได้มากและเร็วขึ้น การเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นก็หมายความว่ามีโอกาสที่ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันและน้ำตาลปริมาณมากที่เรารับประทานเข้าไปจากอาหารมาใช้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ไม่เหลือพลังงานที่เกินความต้องการ ลดการเกิดไขมันสะสมภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น และโรคเรื้อรัง ทีมนักวิจัยได้ทดลองยาชนิดนี้ในหนูทดลอง โดยให้หนูรับประทานอาหารตะวันตก (Western food) หรืออาหารขยะที่ให้พลังงานสูงเป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งหนูทดลองถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ได้รับยา และกลุ่มที่ได้รับยา ภายหลังสัปดาห์ที่ 30 ของการทดลอง นักวิจัยพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาไม่มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่หนูกลุ่มแรกกลายเป็นหนูที่เป็นโรคอ้วนไปแล้ว กลไกที่ยาตัวยานี้ทำกับร่างกายของหนูทดลอง คือ ยาจะเข้าไปกดหรือยับยั้งการทำงานของยีนที่ชื่อ MRS2 ซึ่งเป็นยีนที่กำหนดให้แมกนีเซียมเข้าไปที่ไมโทคอนเดรีย โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบการทำงานของตับของหนูที่ได้รับยาแล้วพบว่ายังสามารถทำงานได้เป็นปกติ นอกจากการป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่มและโรคอ้วนแล้ว หนึ่งในทีมนักวิจัยยังกล่าวด้วยว่า ยานี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งตับจากภาวะไขมันพอกตับที่เป็นผลมาจากอาหารไขมันสูงด้วย…
07/08/2023
Read More

โรคมะเร็งตับ: อาการ สาเหตุ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน

โรคมะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง โรคมะเร็งตับเป็นผลจากที่เนื้อเยื่อของตับมีเซลล์ที่เป็นมะเร็งฝังตัวอยู่ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ โดยสามารถโตขึ้นได้เรื่อย ๆ และเซลล์มะเร็งสามารถลุกลามไปฝังตัวในเนื้อเยื่อของอวัยวะอื่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย ซึ่งมีวิธีรักษาหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความพร้อมของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ ตับเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านในหน้าท้องด้านขวาส่วนบน ด้านหลังของชายโครงส่วนล่าง มีหน้าที่ในการกักเก็บสารอาหาร กรองของเสียออกจากร่างกาย และสร้างน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน และสลายของเสีย  อาการของโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อระยะของโรคดำเนินไปอาจพบกับอาการต่อไปนี้ หากพบอาการใดอาการหนึ่ง หรือหลายอาการรวมกันจนเริ่มผิดสังเกต รู้สึกไม่สบายใจ หรือกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ สาเหตุและปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุและปัจจัย โดยสาเหตุและปัจจัยเหล่านั้นทำให้เซลล์ของตับได้รับความเสียหายและเกิดการอักเสบติดต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นระยะเวลาหลายปี จนเซลล์บริเวณตับเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง สาเหตุและปัจจัยของโรคนี้พบได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1. น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 2. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซีเป็นเวลานาน 3. สูบบุหรี่ 4. ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำ 5. โรคตับแข็ง เกิดได้จากดื่มแอลกอฮอล์ และการติดเชื้อตับอักเสบ 6. ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (มักเกิดจากอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง ไม่ออกกำลังกาย)…
04/08/2023
Read More

สุขภาพกาย-ใจ ดีแล้ว อย่าลืมหันมาดูแล “สุขภาพผิว” กันด้วย

เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนคงเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายของตนเองกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ ‘สุขภาพผิว’ หรือการดูแลผิวพรรณของตนเองให้สดใสอยู่เสมอ เพราะการมีผิวพรรณที่ดีไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ และเมื่อคุณมีความมั่นใจสิ่งดี ๆ ก็จะตามมาเช่นกัน  ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าถ้าอยากดูแลสุขภาพผิวของตนเองต้องเริ่มต้นจากจุดไหนบ้าง Hack for Health มีวิธีมาฝาก สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพผิวที่ดี 1.ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 เป็นอย่างน้อย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผิว ซึ่งรวมถึงวันที่มีเมฆมาก แสงแดดน้อย ก็ควรทาครีมกันแดดเช่นกัน ทุกคนรู้ว่าครีมกันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลผิวมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็อาจจะเข้าใจผิดว่าเวลาอยู่ในที่ร่ม หรือเวลาที่ไม่เจอแสงแดดก็ไม่จำเป็นต้องทา ความจริงแล้วรังสียูวีมีอยู่รอบทิศไปหมด จึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกวัน แถมครีมกันแดดสมัยนี้ยังมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย 2.ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังมองว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ยาก และดื่มได้ไม่มากเท่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมมีความสำคัญต่อการเติมน้ำให้ร่างกายของเรา ทุกระบบในร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ที่สำคัญร่างกายของเราสูญเสียน้ำในปริมาณมากต่อวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-9 แก้วทุกวัน  น้ำ ไม่เพียงแต่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของเราเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อผิวของเราด้วย โดยน้ำจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติและเสริมความยืดหยุ่น เซลล์ผิวหนังเหล่านี้ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากคุณต้องดื่มน้ำเพื่อให้อวัยวะส่วนอื่น ๆ แข็งแรง ผิวของคุณก็ต้องการน้ำเช่นเดียวกัน…
04/08/2023
Read More

ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ

ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที  วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…
04/08/2023
Read More

จัดการกับความรู้สึกวิตกกังวลในความสัมพันธ์กับคนรัก

ความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หมายถึง ความกังวล ความไม่มั่นคง และความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ แม้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญที่คุณรัก คุณจะได้พัฒนาความไว้วางใจ ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังตั้งคำถามกับคู่ของคุณ และความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ความวิตกกังวลเหล่านี้บางครั้งอาจหายไปเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็อาจกลับมาได้อีกจนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอย่างที่ไม่ควรจะเป็น  คิดมากเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าคู่ของตนเองไม่ได้มีเรื่องอย่างที่กังวลไป ในบางคนอาจมีความคิดว่าแท้จริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความมั่นคงเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไป ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น อะไรคือสัญญาณของความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ ? ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามารถแสดงออกได้หลายวิธี คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการออกเดทและการสร้างพันธะสัญญาต่าง ๆ  นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่บางครั้งความคิดวิตกกังวลเหล่านี้ก็เติบโตและเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณได้เช่นกัน โดยมีสัญญาณดังนี้ 1.สงสัยว่าตัวเองมีความสำคัญสำหรับคนรักหรือไม่ ? การแสดงออกของความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ คำถามที่ว่า 'ฉันสำคัญไหม' หรือ 'คุณจะอยู่ตรงนี้เพื่อฉันไหม’ สิ่งนี้พูดถึงความต้องการขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตคู่ คุณอาจมีความคิด หรือเกิดความสงสัย ดังนี้ แม้ว่าคนรักของคุณดูมีความสุขเสมอที่ได้พบคุณและทำท่าทางใจดี แต่คุณยังคงไม่สามารถสลัดความคิดที่ว่า…
04/08/2023
Read More

รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้  สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…
04/08/2023
Read More

Pareidolia ปรากฏการณ์สมองที่ทำให้หลายคนเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ (มีภาพ)

‘ก้อนเมฆก้อนนั้นเหมือนยีราฟเลยอะ’ ‘ต้นไม้ต้นนั้นเหมือนคนเลยเนอะ’ วลีเหล่านี้มักปรากฏขึ้นเมื่อใครบางคนสังเกตเห็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘Pareidolia’ (แพริโดเลีย) Pareidolia เป็นกลไกตามธรรมชาติของสมองที่เชื่อมโยงภาพที่เราเห็นไปเทียบคลังของความทรงจำและกระบวนการคิดของเราแบบอัตโนมัติ และตีความออกมาเป็นผลลัพธ์ว่าอันนั้นเหมือนสิ่งนี้ สิ่งนี้เหมือนสิ่งโน้น โดยคนบางส่วนเชื่อว่าวิวัฒนาการของสมองสร้างกลไกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสัญชาติในการเอาตัวรอดจากอันตรายตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ Para = ขนาน หรือ เทียบเคียง, Eidolon = รูปทรง หรือ รูปร่าง Pareidolia = การเทียบเคียงระหว่าง 2 สิ่งที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกัน ปรากฏการณ์ Pareidolia ถูกนำมาใช้อธิบายเรื่องราวของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ เพราะปรากฏการณ์นี้อาจทำให้สมองของเราสร้างความจริงเกี่ยวกับการเห็นใบหน้าของคนที่ฝังอยู่ในต้นไม้ วิญญาณในรูปถ่าย ปีศาจที่มุมห้อง หมู่ดาวบนท้องฟ้าที่ดูเหมือนตาชั่งหรือสิงโต กระต่ายในพระจันทร์ ตลอดจนสุนัขชิวาวาที่อยู่ในคุกกี้และคัปเค้ก นอกจากนี้ Pareidolia ไม่ได้เกิดขึ้นกับภาพที่ตาเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่คนเราได้ยินด้วย อย่างคนที่ได้ยินเสียงเด็กทารกร้อง ทั้งที่เป็นเสียงแมว หรือเสียงลมพัดใบไม้ที่ฟังหวีดหวิวยามค่ำคืนอาจถูกสมองตีความเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณผีผู้หญิง มนุษย์อาจใช้ประโยชน์ของ Pareidolia ในแง่ของการสร้างจินตนาการเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือทำให้รู้สึกกลัวเมื่อเข้าไปในที่ที่ดูไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจช่วยชีวิตเราได้ อย่างการเข้าไปในป่า หรือที่มืด ๆ ที่อาจมีสัตว์ป่า หรือสัตว์มีพิษซ่อนอยู่ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณแต่อย่างใด ไปจนกระทั่งเอามาสร้างภาพตลกบนโลกออนไลน์ นอกจากนี้ เคยมีการประมูลขนมปังปิ้งที่มีรอยไหม้คล้ายกับพระแม่มารีในราคา…
04/08/2023
Read More

ควรทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน

หนึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ “พื้นที่ของการทำงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับอาวุโส พนักงานระดับช่วงกลาง หรือแม้แต่พนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ และยังมีผู้คนจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย เกิดความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด และทัศนคติที่แตกต่างกันไปได้  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ด้วยกันก็คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการบริหารช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ให้มีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจในเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้ก่อเกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวและทำความเข้าใจ ที่จะทำให้คุณไปทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันอีกด้วย  1. อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว  การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จะนำไปสู่การปิดกั้นทางความคิดและทำให้เกิดความหมางใจกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกระทำต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้วใส่ผู้อาวุโส ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำในที่ทำงานทั้งนั้นเพราะบุคคลในแต่ละช่วงวัยต่างก็มีความรู้มีประสบการณ์ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความรู้ดี ๆ ให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิต และทำงานอยู่เสมอ 2. เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้ศึกษา และแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่ทำงานอยู่ในวงการหรือธุรกิจนั้น ๆ มาอย่างยาวนาน จะมีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ในทางกลับกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านและทำให้ก่อเกิดการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 วัยนี้ต่างก็มีเรื่องที่ตนเองถนัดและเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด การแชร์ประสบการณ์ และแชร์ความรู้กัน นอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์…
04/08/2023
Read More

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ! หลักจิตวิทยาว่าด้วยการยิ่งห้ามก็ยิ่งทำ

ทำไมถึงห้ามใจไม่ค่อยได้จริงจริ๊ง! ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากทำ คุณเคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่? วันนี้เราจะมาพูดถึงหลักจิตวิทยาว่าทำไมเมื่อคนเราถูกห้ามมักจะยิ่งอยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เช่น บางครอบครัวห้ามลูกเที่ยวกลางคืน แต่ลูกก็ยิ่งหนีเที่ยว หรือคุณเจอป้ายที่เขียนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ ที่เขียนว่า “Don't touch” ยิ่งทำให้อยากสัมผัสเข้าไปอีก หรือเจอป้ายที่เขียนว่า “อย่าเดินลัดสนาม” เท้าเจ้ากรรมยิ่งอยากเดินไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าแบบเต็ม ๆ เสียเหลือเกิน วันนี้เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากกัน  ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reactance”  ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า รีแอกแตนซ์ (Reactance) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระของตนกำลังถูกคุกคามหรือถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ความปรารถนาที่ทำพฤติกรรมต้องห้ามมากขึ้น  เมื่อมีคำสั่งต้องห้าม สิ่งนี้มักจะกระตุ้นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลต้องการยืนยันเสรีภาพของตนเอง และทำสิ่งต้องห้าม ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากความต้องการโดยธรรมชาติของเรา เพราะมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระและต้องการควบคุมชีวิตของเราเอง และเมื่อเรารับรู้ว่าเสรีภาพของเราถูกจำกัด ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากต่อต้านข้อจำกัดนั้น ยิ่งห้ามยิ่งเร้าใจ อยากท้าทายสุด ๆ  ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่งมีการประกาศเตือน ด้วยป้าย POP UP ห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกดคลิกเข้าไปใช้งานเว็บเด็ดขาด! และจากการประกาศเตือนเช่นนี้ บางคนก็อาจรู้สึกอยากไปดูมากขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นหรือความปรารถนาที่จะท้าทายอำนาจในการสั่งห้าม ในทำนองเดียวกัน เมื่อพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน ก็อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกถูกจำกัด และเด็กบางคนอาจลงมือฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่เพื่อยืนยันความเป็นอิสระของตนเอง  ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปรากฏการณ์ รีแอกแตนซ์…
03/08/2023
Read More

เตือนแค่หน้าซองไม่พอ แคนาดาพิมพ์อันตรายของบุหรี่ลงบนบุหรี่ทุกมวน

หากย้อนไปก่อนหน้านี้หลายปี ซองบุหรี่ในบ้านเรายังไม่มีรูปภาพน่ากลัว ๆ อย่างปอดที่เป็นมะเร็ง ปอดที่เป็นถุงลมโป่งพอง หรือฟันที่ดูเหยเกปรากฏอยู่ เป็นเพียงซองบุหรี่ธรรมดาที่เขียนชื่อยี่ห้อบุหรี่เอาไว้ ในยุคต่อมาได้มีการนำภาพโรคเหล่านี้พิมพ์ลงไปบนกล่องหรือซองบุหรี่เพื่อสร้างความตระหนักคิดในกับนักสูบ อารมณ์ประมาณว่า ถ้าคุณสูบ แล้วต้องป่วยแน่นอน ล่าสุด ประเทศแคนาดากำลังจะเป็นชาติแรกที่เพิ่มความน่ากลัวให้กับบุหรี่ ซึ่งคนก็น่าจะกลัว (แหละ) ด้วยการพิมพ์ข้อความลงไปบนบุหรี่ทุกมวน ซองบุหรี่ของแคนาดาก็มีภาพประกอบที่ดูน่ากลัวเหมือนกับของไทยด้วย ตัวอย่างของข้อความบนมวนบุหรี่ ข้อความที่พิมพ์ลงไปจะมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากคนแคนาดาพูดได้ 2 ภาษา โดยบุหรี่ล็อตที่มีตัวหนังสือเหล่านี้จะถูกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มต้นจากบุหรี่และยาสูบที่ขนาดใหญ่และขนาดมาตรฐานก่อน ซึ่งรัฐบาลแคนาดาวางแผนเอาไว้ว่าในปี 2025 จะกำหนดให้บุหรี่ขนาดและรูปแบบอื่นมีคำเตือนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน หน่วยงานสาธารณสุขของแคนาดาพยายามที่จะลดสัดส่วนของคนสูบบุหรี่ให้เหลือน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ภายในปี 2035 เพราะปัจจุบันชาวแคนาดาเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ 48,000 คน ส่วนคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการมีข้อความเตือนปรากฏบนมวนบุหรี่อาจช่วยเตือนให้ผู้ใหญ่เลิกบุหรี่ได้มากขึ้น และการเพิ่มจำนวนของนักสูบรุ่นใหม่ สำหรับประเทศไทยมีคนเสียชีวิตเนื่องจากบุหรี่ 72,000 คน ในปี 2022 และสังคมไทยเผชิญปัญหาเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก คือ การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะโดยเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่มวนเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแทนภายใต้ข้ออ้างว่าไอน้ำจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่อันตราย ที่มา: BBC พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

PR Partners

See All
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)