ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health
24/08/2025
Read More

[บทความ] รู้หรือไม่? อาหารที่คุณกินอาจส่งผลต่อการทำงานของยา

การทานอาหารและการใช้ยาเป็นสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวัน การกินอาหารที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพเรา และการใช้ยาก็ช่วยบำบัดหรือรักษาโรคต่างๆ แต่เราทราบหรือไม่ว่าอาหารบางประเภทที่เราทานอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของยาได้ ในบางครั้งอาจทำให้ยาไม่สามารถทำงานได้อย่างที่คาดหวัง หรือในบางกรณีอาหารบางชนิดอาจเพิ่มประสิทธิภาพของยาให้ดีขึ้น การศึกษาเรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน เพื่อใช้ประโยชน์จากผลกระทบที่ไม่คาดคิดนี้ในการเสริมประสิทธิภาพของการรักษาโรค
25/06/2024
Read More

ทำไมฤดูฝนถึงทำให้เรารู้สึกขี้เกียจ?

การมีความขี้เกียจ หรือ “ภาวะแรงจูงใจต่ำ” (Low Motivation) ในช่วงฤดูฝน จริง ๆ แล้วมันมีเหตุผลซ่อนอยู่นะ นอกจากอากาศที่เย็น และเสียงฝนตกกระทบพื้นที่เปรียบเสมือนดนตรีบรรเลงที่ช่วยขับกล่อมทำให้เราอยากนอนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพราะเราขาด “แสงแดด” นั่นเอง  สาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอนหรือไม่กระฉับกระเฉงในช่วงวันฝนตก เพราะไม่มีแสงแดดจากภายนอกสาดส่องเข้ามาเลย โดยที่ “แสง” เป็นสิ่งที่ช่วยควบคุมจังหวะชีวิตประจำวันของเรา ถ้าไม่มีแสงแดดจ้า ร่างกายของเราก็จะไม่ได้รับสัญญาณกระตุ้นทำให้ตื่นตัว แม้ว่าจะเป็นเวลาเช้าหรือเป็นเวลาเริ่มต้นวันใหม่แล้วก็ตาม มากระตุ้นบูสต์พลังในช่วงวันฝนตกกันดีกว่า ! และนอกจากจะหาวิธีกระตุ้นพลังงานให้กับตัวเองแล้ว ก็ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพด้วย เพราะหน้าฝนมีสภาพอากาศชื้น บางคนต้องตากฝนเปียกปอนกลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง ก็ขอให้ระมัดระวังสุขภาพกันด้วยนะ
25/06/2024
Read More

กาแฟแก้วโปรดกับประโยชน์ต่อสุขภาพจิต

“กาแฟ” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ 5 ของคนวัยทำงานหลาย ๆ คน แต่ทุกคนรู้มั้ยว่าการดื่มกาแฟนั้นส่งผลต่อสุขภาพจิตยังไงได้บ้าง? ซึ่งก็มีทั้งข้อดีข้อเสียเลยละ ช่วยบำรุงสมอง คาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ มีคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกับอะดีโนซีนของสารกระตุ้นประสาท เมื่อเราดื่มคาเฟอีนเข้าไป มันก็จะจับกับตัวรับอะดีโนซีนในสมอง ปิดกั้นผลกระทบที่มาจากอะดีโนซีน ทำให้มีข้อดีเกิดขึ้นนั่นก็คือ ทำให้โดปามีน (สารแห่งความรู้สึกดี) ไหลได้อย่างอิสระมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกมีพลังงานไหลเวียนแบบล้น ๆ และช่วยกระตุ้นทำให้เกิดความตื่นตัว ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะซึมเศร้า  Michael Lucas นักศึกษาปริญญาเอกจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health และเพื่อนร่วมงาน ได้ทำการติดตามข้อมูลจากผู้หญิงมากกว่า 50,730 คน ภายใต้โครงการ Nurses' Health Study เป็นเวลาเกือบ 25 ปี  จนพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 4 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะซึมเศร้าลดลง 20% เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟน้อยมากหรือไม่ดื่มเลย* และยังมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งของ Lucas ที่เก็บข้อมูลจากผู้ชายเกือบ 43,600 คน พบว่าการดื่มกาแฟ…
20/06/2024
Read More

ต้องพักผ่อนให้พอ เกิดเหตุพนักงาน Shopee จีนทำงานหนัก และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เกิดเหตุน่าสลดในต่างประเทศ พบพนักงาน R&D ของบริษัท Shopee ทำงานหักโหม จนเกิดเหตุเสียชีวิตกระทันหันคาโรงพยาบาลดังนั้นหากทำงานหนัก ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอเช่นเดียว
14/03/2023
Read More

ไทยกูลิโกะ เปิดตัวนมอัลมอนด์ “Almond Koka” รุกตลาดเครื่องดื่มสุขภาพในไทย

(14/03/66) เปิดตัว “Almond koka” ภายใต้ผู้ผลิตขนมและไอศกรีมชื่อดังที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง “ไทย กูลิโกะ”  โดยไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดตัวแบรนด์ “อัลมอนด์ โคกะ” นมอัลมอนด์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ด้าน  นายเฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย กูลิโกะ จำกัด เปิดเผยว่า การเปิดตัว กูลิโกะ อัลมอนด์ โคกะ ครั้งนี้เป็นการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มของ Health & Wellness Category หลังจากที่กูลิโกะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้จำหน่ายขนมและไอศกรีมมายาวนาน เช่น Pocky Wholesome บิสกิตแท่งผสมโฮลวีต, Sunao ไอศกรีมไม่เติมน้ำตาลทราย เป็นต้น โดยจากกระแสเรื่องสุขภาพที่คนส่วนใหญ่หันมาบริโภคนมอัลมอนด์ หรือนม Plant-based ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ตลาดนมอัลมอนด์ในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง ทางไทยกูลิโกะจึงมองเห็นโอกาสในการทำตลาด ด้วยการนำผลิตภัณฑ์นมอัลมอนด์ ภายใต้แบรนด์ “Almond Koka” (อัลมอนด์ โคกะ) ที่ทำยอดขายอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 90%…
14/03/2023
Read More

Standing Desk โต๊ะยืนทำงาน เทรนด์ใหม่แก้ออฟฟิศซินโดรม ดีจริงหรือแค่เทรนด์

การใช้ Standing Desk โต๊ะทำงานแบบยืนเป็นเทรนด์สุขภาพที่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงหลายปีมานี้ เหตุผลก็เพราะว่ามีการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการยืนทำงานออฟฟิศ ไม่ว่าจะประชุม พิมพ์งาน หรือแม้แต่การยืนเล่นเกมอาจดีต่อร่างกายมากกว่าการนั่งอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานาน ส่วน Standing Desk จะดีกว่าโต๊ะและเก้าอี้ทำงานแบบเดิมอย่างไร แล้ว Standing Desk ดีจริงหรือเป็นแค่เทรนด์ บทความนี้มีคำตอบ ประโยชน์ของ Standing Desk ข้อมูลจำนวนไม่น้อยพบว่าการใช้ Standing Desk ในการทำงานส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ลดอาการออฟฟิศซินโดรม ปวดหลังและปวดคอเป็นอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบได้ค่อนข้างบ่อย สาเหตุเกิดจากการที่เรานั่งในท่าทางที่ผิดหรือวางตำแหน่งอุปกรณ์ไม่เหมาะสมจะทำให้เอ็น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นประสาททำงานมากกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมตามมาได้ ซึ่งการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และหลังส่วนล่างหดเกร็ง ทำงานหนัก และเกิดอาการปวด แน่นอนว่าเมื่อคุณยืนทำงานการกดทับของกล้ามเนื้อจากการนั่งเป็นเวลานานก็จะไม่เกิดขึ้นจึงทำให้คุณเสี่ยงต่ออาการปวดจากออฟฟิศซินโดรมน้อยลง ได้เคลื่อนไหวมากกว่า การยืนทำงานเผาผลาญราว 88 Kcal/ชั่วโมง ส่วนการนั่งทำงานเผาผลาญพลังงานอยู่ที่ 80 Kcal/ชั่วโมง แม้ในเชิงตัวเลขจะเผาผลาญพลังงานต่างกันนิดเดียว แต่การยืนทำงานเอื้อให้คุณเคลื่อนไหวได้มากกว่า เช่น คุณอาจเดินไปหยิบของ เดินไปเข้าห้องน้ำ ต่างจากการนั่งทำงานที่ก้นของคุณมักติดอยู่กับเก้าอี้จนไม่ค่อยได้ลุกไปไหน การยืนทำงานจึงอาจทำให้คุณได้เคลื่อนไหวมากกว่า เผาผลาญมากกว่า ช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายมากกว่า ลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน…
13/03/2023
Read More

ทำไมยิ่งนวดยิ่งเจ็บ ? รักษาอาการปวดเมื่อยด้วยการนวดอาจไม่ใช่คำตอบ

สำหรับมนุษย์พนักงานออฟฟิศทั้งหลายคงเข้าร้านนวดเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยการทำงานที่จำเป็นต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือต้องอยู่ในท่วงท่าเดิม ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และหลัง จนต้องพึ่งร้านนวดให้ช่วยกดจุดนวดคลายเส้น แต่สำหรับบางคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมพอนวดวันนี้ ตื่นเช้าขึ้นมากลับรู้สึกปวดหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อมากกว่าเดิม แล้วก็ต้องกลับไปให้ร้านนวดช่วยนวดอีกรอบ ทำวนไปอยู่แบบนี้ เคยคิดหรือไม่ว่าบางทีการนวดอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีในการรักษาอาการปวดของคุณ ข้อดีของการนวด ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าศาสตร์ทุกศาสตร์มีข้อดีในตัวเอง และการนวดก็เป็นเทคนิคที่มีข้อดี เช่น ถ้าหากกล้ามเนื้อของคุณเกิดการเมื่อยล้า หรือตึงจากพฤติกรรมการนั่ง เช่น นั่งเอียงซ้าย กล้ามเนื้อฝั่งซ้ายที่ใช้งานเยอะก็จะมีอาการตึง การไปนวดจะทำให้กล้ามเนื้อยืดคลายตัว ช่วยให้อาการปวดลดลง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณใช้งานกล้ามเนื้อไปถึงจุดหนึ่งจนกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบและเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อแล้วคุณยังเอาแรงกดจากการนวดไปกระตุ้น เนื้อเยื่อก็จะยิ่งฉีกขาดและเกิดการอักเสบมากขึ้น  สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังบาดเจ็บจากการนวด การนวดที่ดีคือคุณจะ ‘รู้สึกตึง’ ไม่ควร ‘รู้สึกเจ็บ’ เพราะอาการเจ็บคือสัญญาณที่ร่างกายบอกกับตัวเราว่าเนื้อเยื่อของร่างกายกำลังเกิดการบาดเจ็บอยู่ ถ้าเราไปนวดด้วยน้ำหนักพอเหมาะจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและสบายขึ้น เพราะแรงดึงของกล้ามเนื้อฝั่งที่เกร็งคลายตัวออก แต่ถ้านวดแรงเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เมื่อมีอาการเจ็บเข้ามาแสดงว่ามีการอักเสบและกล้ามเนื้อฉีกขาดไม่ควรนวดต่อทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เวลาที่คนเราเป็นแผลโดนมีดบาด เราต้องเอามือห้ามเลือดไม่ใช่เอามือไปขยี้แผล และการนวดในจุดที่มีการอักเสบเป็นเหมือนการขยี้แผลให้เจ็บหนักมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ในการรักษาอาการปวดเมื่อยไม่ว่าจะเป็นวิธีการนวดหรือการออกกำลังกายก็ตาม จะต้องใช้แรงที่เหมาะสม หากทำแล้วรู้สึกเจ็บต้องเลี่ยง หรือทำไปสักพักแล้วเจ็บแสดงว่าสิ่งที่ทำมันหนักเกินไป ขณะเดียวกันหากตอนทำและหลังทำไม่เจ็บ แต่ตื่นขึ้นมารู้สึกเจ็บก็หมายความว่าการนวดหรือการออกกำลังกายเมื่อคืนเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้คุณบาดเจ็บนั่นเอง ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าเวลาไปนวดจะต้อง 'รู้สึกตึง' ต้อง 'ไม่เจ็บ' และวันรุ่งขึ้นตื่นมาต้องรู้สึกสบายถึงจะเรียกว่าการนวดแบบนี้เหมาะกับคุณ…
13/03/2023
Read More

Gain by No Pain! ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเจ็บก็แข็งแรงได้

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินสำนวน "No Pain No Gain" หมายถึง ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ หรือต้องผ่านความลำบากถึงจะได้มา ซึ่งหลายคนก็นำสำนวนนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจตนเองว่า การผ่านเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดจะเป็นที่มาของการเติบโตในอนาคต หรือแม้แต่การออกกำลังกายหลายคนก็ใช้คอนเซ็ปต์ "No Pain No Gain" เช่นกัน โดยหมายถึง ยิ่งออกหนัก ใช้แรงมาก ยิ่งเจ็บยิ่งดี เพราะกล้ามเนื้อกำลังทำงาน และจะไปถึงเป้าหมายการมีกล้ามโต ๆ ได้เร็วขึ้น วันนี้ Hack for Health พาทุกคนมาหาคำตอบเรื่องนี้กัน ไม่ต้อง Pain ก็ Gain ได้! สำหรับคนที่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเวทเทรนนิ่ง มักจะใช้คอนเซ็ปต์นี้เพื่อให้กำลังใจตนเอง และมีแรงฮึดสู้กับน้ำหนักของการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นจนเข้าขั้นทรมานและเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เพราะเข้าใจว่าหากร่างกายเราไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือทรมาน แปลว่าการออกกำลังกายที่ทำอยู่นี้ไม่ได้ผล แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่ร่างกายของเรารู้สึกเจ็บนั่นหมายความว่าตอนนี้เนื้อเยื่อของเรากำลังบาดเจ็บอยู่ และหากเรายิ่งฝืนออกกำลังกล้ามเนื้อเข้าไปอีกก็จะยิ่งทำให้บาดเจ็บหนัก หรือเกิดกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ แม้ทุกครั้งที่บาดเจ็บเราอาจสงสัยว่าทำไมร่างกายถึงถึงพัฒนาขึ้นได้ นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายของคนเราต้องการจะปกป้องจุดที่บาดเจ็บ เลยทำให้ตนเองแข็งแรงขึ้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีอาการบาดเจ็บแล้ว ร่างกายจะทิ้งร่องรอยการบาดเจ็บไว้หรือเป็นจุดอ่อนของเรา สามารถกลายเป็นปัญหาของร่างกายภายหลังได้ Gain by No…
13/03/2023
Read More

Marathon 101: เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน

วิ่งมาราธอน (Marathon) เป็นกิจกรรมที่มากกว่าการออกกำลังกาย เพราะใช้ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งการวิ่งมาราธอนสามารถแบ่งออกได้หลายรูปแบบตามระยะทาง ปัจจุบันคนหันมาวิ่งมาราธอนกันมากขึ้น และหากคุณเป็นมือใหม่ที่สนใจในการวิ่งมาราธอน บทความนี้ได้เตรียมเรื่องคุณควรรู้เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนไว้แล้ว ที่มาของการวิ่งมาราธอน ตำนานการวิ่งมาราธอนเริ่มมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จากการที่ “ฟิดิปพิดีส” (Pheidippides) ทหารชาวกรีกที่ทำหน้าที่ส่งสารการรบอันเร่งด่วนจากทุ่งที่ชื่อ ‘มาราธอน’ ไปยังกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของอาณาจักรด้วยการวิ่งโดยไม่หยุดพัก ซึ่งระยะทางจากทุ่งมาราธอนไปจนถึงกรุงเอเธนส์ คือ 40 กิโลเมตร Fun fact: ในตำนานเล่าว่า ฟิดิปพิดีสถอดเสื้อผ้าทั้งหมดเพื่อช่วยให้วิ่งได้เร็วที่สุด และเมื่อเขาไปถึงกรุงเอเธนส์และแจ้งสารการรบแล้ว เขาได้สิ้นใจตรงนั้นเลย การฝึกซ้อมในการวิ่งระยะไกลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งคำว่ามาราธอนที่เราใช้เรียกการวิ่งระยะไกลก็มาจากชื่อของทุ่งในตำนานกรีกเรื่องนี้ สำหรับการวิ่งมาราธอนในรูปแบบของกีฬาครั้งแรกเริ่มต้นในปี ค.ศ.1896 ในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ส่วนเรื่องของระยะทางการวิ่งปัจจุบันอยู่ที่ 42.195 กิโลเมตรก็มาจากการปรับเปลี่ยนตามสถานที่การแข่งขันในยุคหลัง ๆ มานี้เอง ประโยชน์ต่อสุขภาพจากวิ่งมาราธอน อย่างที่ได้เกริ่นไปว่าการวิ่งมาราธอนไม่ได้ใช้แค่แรงกาย แต่ใช้แรงใจ รวมถึงสมองในการวางแผนวิ่งและการฝึกซ้อมด้วย นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยวิธีการวิ่งเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ด้วย พลิกประโยชน์เป็นโทษได้ หากไม่เตรียมตัว แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นเรื่องที่ต่อสุขภาพ แต่การวิ่งมาราธอนก็เป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ยิ่งคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยหรือแม้แต่คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ไม่ได้ซ้อมวิ่งหรือการเตรียมตัวที่เหมาะสม การวิ่งมาราธอนอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น ดังนั้น การเตรียมตัวก่อนวิ่งมาราธอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักวิ่งมือใหม่และมือโปรขาดไม่ได้ วิ่งมาราธอนมีกี่แบบเลือกแบบไหนดี?…
10/03/2023
Read More

Back to Basic? ออฟฟิศแบบคอกอาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่า

Open Office หรือออฟฟิศแบบเปิดเป็นภาพบรรยากาศที่ทำงานที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่หากย้อนไปสัก 10 ปีหรือมากกว่านั้น ภาพออฟฟิศแบบคอกหรือออฟฟิศที่มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะทางเรียงรายกันน่าจะเป็นภาพที่หลายคนคุ้นตา แต่ในปัจจุบัน ออฟฟิศแบบ Cubicle หรือออฟฟิศแบบคอกพบเห็นได้น้อยมาก เพราะออฟฟิศแบบเปิดสามารถช่วยให้ทุกคนสามารถเห็นหน้าค่าตาและแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ตลอดเวลา แถมยังให้ความรู้สึกอิสระ ไม่อุดอู้เหมือนออฟฟิศแบบคอก นอกจากข้อดีแล้ว ส่วนหนึ่งบริษัททั่วโลกเปลี่ยนรูปแบบออฟฟิศแบบปิดมาเป็นแบบเปิดก็เพราะอิทธิพลจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Facebook, และ Apple ที่มีออฟฟิศแบบเปิดที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ความล้ำหน้า ความคิดสร้างสรรค์ และการเป็นออฟฟิศสมัยใหม่ในฝันของใครหลายคน But One Size Does Not Fit All หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่คนยอมรับกันอาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ออฟฟิศแบบเปิดก็เช่นเดียวกัน เพราะใช่ว่างานทุกตำแหน่งต้องการการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนความคิดตลอดเวลา และแทบทุกคนก็น่าจะมีช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิ ซึ่งออฟฟิศเปิดอาจไม่สามารถมอบสิ่งนี้ให้คุณได้ ระหว่างที่คุณกำลังเขียนบทความที่ต้องเรียบเรียงข้อมูลอันสลับซับซ้อน โต๊ะฝ่ายบัญชีที่เยื้องกับคุณอาจกำลังหัวเราะเสียงดังจากการดูคลิปตลกใน TikTok คนที่นั่งตรงข้ามคุณกำลังซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งชวนหิว หรือในช่วงที่คุณกำลังปั่นงานอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่คนในออฟฟิศเดินขวักไขว่ดึงสายตาคุณจากหน้าจอ หรือพูดคุยเสียงดังจอแจจนเสียสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและบางครั้งก็อาจรู้สึกหงุดหงิดแบบปฏิเสธไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่อาจเป็นข้อเสียของออฟฟิศแบบเปิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือ ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคที่สูงขึ้น โดยตั้งแต่ก่อนมีโรคโควิด-19 มีผลสำรวจในต่างประเทศที่ศึกษาในพนักงานกว่า 2,403 คนที่ทำงานในออฟฟิศแบบเปิดมีอัตราการลาป่วยเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลการสำรวจพบว่ามีคนหลายสาขาอาชีพที่ไม่ชื่นชอบออฟฟิศแบบเปิดสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ว่าตำแหน่งไหนหรืออาชีพอะไรก็น่าจะต้องการสมาธิด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้…
10/03/2023
Read More

ปวดหัวไมเกรนไม่ใช่เรื่องตลก! ทำอย่างไรให้ห่างไกลไมเกรน

สำหรับคนที่มีอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อย ๆ คงทราบดีว่าอาการปวดหัวไมเกรนนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย หลายคนอาจจะปวดหัวจนไม่สามารถลุกจากที่นอนได้ ไม่สามารถมองแสงจ้าได้ หรือมีอาการอยากอาเจียนร่วมด้วย ทั้งหมดเป็นผลข้างเคียงจากการปวดหัวไมเกรน วันนี้ Hack for Health จะพาทุกคนมาหาสาเหตุหลักที่ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนของคุณกำเริบ พร้อมทั้งหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดนี้ ไมเกรนเกิดขึ้นได้กับทุกคน อาการปวดหัวไมเกรนสามารถพบได้กับทุกวัย รวมถึงเด็กด้วยเช่นกัน และพบว่าส่วนใหญ่แล้วมักเกิดกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-44 ปี และประมาณ 3 ใน 4 ของคนที่เป็นโรคไมเกรนคือเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ หากคนในครอบครัวคุณมีประวัติเป็นโรคไมเกรน คุณก็อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคได้ด้วยเช่นกัน สาเหตุที่กระตุ้นอาการปวดไมเกรน อาการปวดไมเกรนสามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุแล้วแต่ตัวบุคคล ทั้งนี้ คุณควรหมั่นสังเกตตนเอง และจดบันทึกไว้เพื่อทราบว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้อาการปวดของคุณกำเริบคืออะไร เพื่อหาวิธีป้องกันต่อไป โดยปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน มีดังนี้ หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นไมเกรน หากคุณรู้สาเหตุแล้วว่าอะไรที่เป็นส่วนสนับสนุนให้คุณรู้สึกปวดไมเกรน คุณก็จะสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยนั้น ๆ ได้ โดยสิ่งที่เราแนะนำให้คุณลองปรับเปลี่ยนเพื่อให้ห่างไกลอาการปวดไมเกรน มีดังนี้ อาหารที่คนปวดไมเกรนควรเลี่ยง นอกจากสาเหตุของการปวดไมเกรนที่เรายกมาข้างต้นแล้ว ยังพบว่าอาหารบางประเภทก็อาจส่งผลต่อการปวดไมเกรนในบางคนได้เช่นกัน ดังนี้ อาหารและเครื่องดื่มที่ป้องกันไมเกรน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกินยาจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ แต่การรู้ปัจจัยเสี่ยงและหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดอาการเหล่านั้นย่อมเป็นการรักษาที่ยั่งยืนที่สุด และคุณควรหมั่นสังเกตตนเองเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่ทำการรักษา…
08/03/2023
Read More

พูดมากเกินไป อาจทำให้สำลักน้ำลายได้!

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ ‘สำลักน้ำลาย’ ซึ่งก็สร้างผลกระทบด้านอื่น ๆ ต่อร่างกายของคุณตามมา ไม่ว่าจะเป็นหายใจไม่ออก พูดคุยลำบาก หรือเกิดอาการไอที่รุนแรง แม้ว่าการสำลักน้ำลายจะเกิดขึ้นกับทุกคนเป็นครั้งคราว แต่การสำลักน้ำลายบ่อย ๆ อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ น้ำลาย เป็นของเหลวที่ต่อมน้ำลายผลิตออกมาเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยล้างแบคทีเรียหรืออาหารออกจากปาก โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะผลิตน้ำลายประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน และเราก็มักจะกลืนน้ำลายในระหว่างวันโดยที่ไม่ได้สังเกตอะไร และบางครั้งน้ำลายอาจไหลลงคอได้ไม่สะดวกก่อให้เกิดการสำลักได้ สาเหตุของการสำลักน้ำลาย การสำลักน้ำลายอาจเกิดขึ้นได้หากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอ่อนแรง หรือหยุดทำงานเนื่องจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ และอาจเกิดจากการที่คุณดื่มหรือสำลักอาหารที่รับประทานเข้าไป  ซึ่งแม้การสำลักน้ำลายในบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ การรู้สาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดการสำลักน้ำลายก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยสาเหตุของการสำลักน้ำลายมีดังนี้ กรดไหลย้อน คือ การที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารและปาก เมื่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลขึ้นสู่ปาก การผลิตน้ำลายอาจเพิ่มขึ้นเพื่อชะล้างกรด โดยอาการของกรดไหลย้อนสามารถทำให้เยื่อบุหลอดอาหารระคายเคืองได้ และอาจทำให้กลืนน้ำลายลำบากเกิดการสำลักในที่สุด เกิดจากความผิดปกติที่น้ำลายจะสะสมในช่องปากขณะนอนหลับแล้วไหลเข้าสู่ปอด นำไปสู่การสำลักได้ โดยการสำลักน้ำลายจะทำให้คุณไอจนตื่นขึ้น และหายใจไม่ออกตามมา ขณะเดียวกันมีการศึกษาบางชิ้นที่ระบุว่าการสำลักน้ำลายอาจมีความเชื่อมโยงกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น คือ ภาวะที่ร่างกายหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือปิดกั้นเกินไปนั่นเอง รอยโรค เนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง และก้อนมะเร็งในลำคอ อาจทำให้หลอดอาหารแคบลงและทำให้กลืนน้ำลายได้ยาก ทำให้เกิดการสำลักได้เช่นกัน ต่อมน้ำลายของคนเราจะผลิตน้ำลายมากขึ้นเมื่อเส้นประสาทในปากตรวจพบสิ่งแปลกปลอม เช่น อาหาร หากคุณใส่ฟันปลอมสมองของคุณอาจเข้าใจผิดว่าฟันปลอมเป็นอาหาร และเพิ่มการผลิตน้ำลาย พอน้ำลายในช่องปากมากเกินไปก็อาจทำให้สำลักเป็นครั้งคราวได้…
Portrait of shocked speechless concerned old man punching forehead with palm with troubled look open mouth and looking at camera troubled having terrible problem posing disturbed over grey wall.
08/03/2023
Read More

‘กลิ่นคนแก่’ คืออะไร ? ทำไมผู้สูงอายุถึงมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ใครที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ หากคุณสังเกตจะรู้สึกได้ว่าผู้สูงอายุในบ้านมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนไปจากเดิม หรือมีกลิ่นที่แตกต่างจากคนในบ้านที่ยังอยู่ในวัยกลางคน หรือวัยหนุ่มสาว เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘กลิ่นคนแก่’ และเมื่อพูดถึงเรื่อง ‘กลิ่น’ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดของร่างกายหรือไม่ ? Hack for Health จะพาทุกคนมาหาคำตอบ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสะอาดเสมอไป กลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปตามวัย กลิ่นตัวของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด ซึ่งนอกจากแต่ละคนจะมีกลิ่นตัวไม่เหมือนกันแล้ว กลิ่นตัวของตัวคุณเองยังเปลี่ยนไปตามอายุของคุณอีกด้วย หากลองนึกภาพถึงเด็กทารกก็มักจะเป็นภาพจำถึงกลิ่นที่มีความหอม สดชื่น น่ากอดน่าหอมตลอดเวลา แต่พอมาช่วงวัยรุ่นกลิ่นตัวของแต่ละคนก็จะเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ยิ่งพอเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่คุณอาจจะต้องหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยระงับกลิ่นกาย โดยเฉพาะคนที่มีกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุกลิ่นของคุณก็เปลี่ยนไปอีกเช่นกัน ทำไมกลิ่นคนเราถึงเปลี่ยนตามอายุ ต้องบอกก่อนเลยว่าการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นแต่ละช่วงอายุไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยส่วนบุคคล สำหรับกรณีของกลิ่นผู้สูงอายุนั้น ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาพบว่าเมื่อคนเราอายุได้ประมาณ 40 ปี ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงผิวจะเริ่มผลิตกรดไขมันมากขึ้น เนื่องจากการป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมลง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น วัยหมดประจำเดือนก็สามารถนำไปสู่กระบวนการทางเคมีทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนไปได้เช่นกัน นอกจากนี้ เมื่อต่อมไขมันมาเจอกับแบคทีเรียก็จะทำให้เกิดกลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะเดียวกันปัจจัยรอบด้านอื่น ๆ ก็อาจมีส่วนสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน เช่น การดูแลตัวเอง อาการเจ็บป่วยที่ต้องใช้ยาและร่างกายขับเหงื่อออกมา หรือแม้แต่เรื่องของอาหารการกินที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงตามปัญหาสุขภาพของแต่ละคน ก็มีส่วนในการทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน วิธีกำจัดกลิ่นกาย ในปัจจุบันมีหลากหลายตัวช่วยที่ช่วยให้คุณมีกลิ่นตัวที่หอมขึ้น แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าในผู้สูงอายุเรื่องกลิ่นตัวจะไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองเสมอไป แต่คุณก็สามารถหาตัวช่วยที่มาจากการดูแลตัวเองเพื่อให้กลิ่นตัวคุณเป็นแบบที่คุณมั่นใจได้ ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นตัวเป็นเรื่องปกติ อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่าคนเรามีกลิ่นตัวแตกต่างกัน และทุกคนก็จะมีกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยไม่มีใครสามารถหลีกหนีความจริงข้อนี้ได้…
07/03/2023
Read More

อาบน้ำหลังออกกำลังกายทันที ส่งผลเสียต่อร่างกาย ?

สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงรู้กันดีว่าความรู้สึกหลังออกกำลังกายเป็นอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกกระหายน้ำเพราะร่างกายสูญเสียเหงื่อไปมาก อาจรู้สึกเมื่อยล้าจนต้องนั่งพักสักครู่หนึ่ง หรือบางคนอาจรู้สึกเหนอะหนะเนื้อตัวและอยากอาบน้ำในทันที แต่เดี๋ยวก่อน! หากคุณมีพฤติกรรมชอบอาบน้ำหลังออกกำลังกายทันทีขอให้เลิกทำ เพราะการรีบอาบน้ำหลังออกกำลังกายโดยเฉพาะอาบน้ำอุ่นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้! ความเป็นจริงแล้วการอาบน้ำหลังออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะในระหว่างที่คุณออกกำลังกาย ทั้งเหงื่อและสิ่งสกปรกจะเกาะอยู่ที่ผิวหนังของคุณ การได้อาบน้ำก็จะทำให้คุณสดชื่น ชำระล้างสิ่งสกปรก เลี่ยงการอุดตันของรูขุมขน และลดโอกาสของการติดเชื้อที่ผิวหนัง แต่การอาบน้ำหลังออกกำลังกายเสร็จทันทีไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะในระหว่างที่เราออกกำลังกายเลือดจะถูกสูบฉีดจากหัวใจไปทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดความร้อน ดังนั้น จึงควรพักสัก 15-30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิเสียก่อน เพราะหากอาบน้ำทันทีหลอดเลือดชั้นผิวหนังจะหดตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทันและเสี่ยงไม่สบายได้ อาบน้ำอุ่นหรืออาบน้ำเย็นดีกว่ากัน ? เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจว่าการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกคลายตัวหลังจากที่ผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักมาก่อนหน้านี้ แต่ความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด เพราะการอาบน้ำอุ่นนอกจากจะทำร้ายผิวของคุณ ทำให้ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายหากคุณไม่ทาครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ ยังส่งผลเสียสำหรับคนที่เพิ่งออกกำลังกายมาอีกด้วย การอาบน้ำอุ่นหรือน้ำที่มีความร้อนเปรียบเหมือนกับการประคบร้อนบนกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ซึ่งสำหรับคนที่เป็นนักกีฬาจะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะการอาบน้ำอุ่นจะทำให้หลอดเลือดของคุณขยายตัว แทนที่จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายแต่กลับทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายประเภทที่ต้องใช้แรงต้านเยอะ ๆ ที่สำคัญเมื่อหลอดเลือดของคุณขยายมากเกินไปจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ และทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ในขณะที่การอาบน้ำเย็นอาจทำให้คุณรู้สึกสดชื่น แต่หากน้ำเย็นเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น จึงควรอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติไม่ร้อนหรือเย็นมากเกินไป ข้อควรทำหลังออกกำลังกาย หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว สิ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยนั่นก็คือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการ Cool Down สัก 5-10 นาที เพราะจะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจคุณ…
01/03/2023
Read More

ทำไมคนถึงชอบนั่งไขว่ห้าง ? นั่งสบายแต่ส่งผลเสียกว่าที่คิด

เชื่อว่าการนั่งไขว่ห้าง เป็นท่านั่งท่าโปรดสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะอาจจะรู้สึกสบายและเป็นท่าที่ทำให้ตนเองรู้สึกมั่นใจมากขึ้น แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าการนั่งในท่าไขว่ห้างนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายของคุณ ที่สำคัญอาจทำให้คุณมีอาการเจ็บปวดจากการนั่งท่านี้นาน ๆ อีกด้วย ทำไมคนเราถึงชอบนั่งไขว่ห้าง ? สาเหตุที่หลายคนชอบนั่งไขว่ห้างนั้นก็เป็นเพราะรู้สึกว่าเป็นท่วงท่าที่สบาย ช่วยเสริมร่างกายส่วนบนให้ยกขึ้นและเขยิบเข้าไปที่พนักพิงของเก้าอี้ได้อย่างพอดี แม้ว่าพนักพิงเก้าอี้จะช่วยประคองหลังของคุณได้ แต่กลับต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพอื่น ๆ จากการนั่งท่าไขว่ห้าง นอกจากนี้ สำหรับผู้หญิงที่สวมกระโปรงสั้นมักจะนั่งไขว่ห้างเพราะเป็นท่านั่งที่มิดชิดเสี่ยงโป๊น้อย หรือในบางคนอาจนั่งไขว่ห้างเพื่อประคับประคองน้ำหนักของขาอีกข้างที่รู้สึกปวดเมื่อยล้านั่นเอง นั่งไขว่ห้างส่งผลเสียต่อสุขภาพ ? ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำว่า การนั่งไขว่ห้างเป็นท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ 1.ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง อย่างที่รู้กันว่าการนั่งไขว่ห้างเป็นการนำขาอีกข้างขึ้นมาวางซ้อนทับขาด้านล่าง ทำให้ขาด้านล่างไม่ได้ขยับและถูกกดทับอย่างแรง ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงมาก และเมื่อการไหลเวียนเลือดช้าลงก็จะทำให้การส่งต่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองช้าหรือไม่เพียงพอทำให้รู้สึกไม่สดชื่นตามมา ร้ายแรงไปกว่านั้นหากอยู่ในท่าไขว่ห้างนาน ๆ อาจเสี่ยงเป็นแผลกดทับได้  2.กระดูกสันหลังคดงอ การนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานจะทำให้ลำตัวเอียงและเสียสมดุล ร่างกายต้องถ่ายน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ส่งผลให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งงอง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจะส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนที่รองรับรอบกระดูกสันหลังไม่สมดุลและไม่มั่นคง นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมได้ในอนาคต 3.ส่งผลเสียต่อหญิงตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง ขณะที่มดลูกของคุณจะยืดออก จุดศูนย์ถ่วงของคุณจะเลื่อนไปข้างหน้าทำให้คุณเดิน ยืน และนั่งแตกต่างจากปกติ คุณอาจรู้สึกกล้ามเนื้อตึง ปวดหลัง และเป็นตะคริวเป็นเรื่องปกติในระหว่างตั้งครรภ์ และการนั่งไขว่ห้างแม้จะไม่ทำให้ลูกน้อยบาดเจ็บ แต่อาจทำให้ข้อเท้าบวมหรือเป็นตะคริวที่ขาได้…
01/03/2023
Read More

หุ่นดีขึ้นได้ แค่ออกกำลังกายวันละ 20 นาที

อยากออกกำลังกายแต่ไม่มีเวลาเป็นปัญหาที่คนยุคใหม่น่าจะพบเจอกันบ่อย เพราะงานก็ต้องทำ เที่ยวก็ต้องเที่ยว แล้วยังอยากหุ่นดี สุขภาพดีอีก แต่ปัญหานี้จะหมดไป ขอแค่คุณมีเวลา 20 นาทีต่อวันเท่านั้น ออกกำลังกายวันละ 20 นาที หุ่นดีขึ้นได้จริงหรือ? คนจำนวนไม่น้อยติดอยู่กับความเชื่อแบบเดิม ๆ ว่าการมีสุขภาพที่ดีและหุ่นที่ดีได้ต้องออกกำลังกายนานเป็นชั่วโมง แต่เรื่องนี้ไม่จริงเสมอไป หากคุณรู้จักเทคนิคและรูปแบบการออกกำลังกายเพียงพอ แค่วันละ 20 นาทีก็สุขภาพดีและหุ่นดีได้แล้ว เพราะจริง ๆ แล้ว การออกกำลังกายคือกิจกรรมที่กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นต่อเนื่องกันระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเวลาเท่าไหร่ การออกกำลังกายย่อมดีกว่าการไม่ออกอยู่แล้ว และเพื่อการออกกำลังกายให้ได้ผล Hack for Health ได้รวบรวมเทคนิคการออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณสุขภาพดีและหุ่นดีขึ้นได้แม้มีเวลาแค่ 20 นาทีต่อวัน เทคนิคการออกกำลังกาย 20 นาทีต่อวันให้ได้ผล แม้การออกกำลังกาย 20 นาทีต่อวันจะช่วยให้คุณหุ่นดีและสุขภาพดีได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการออกนานกว่าย่อมได้ผลลัพธ์มากกว่า เทคนิคต่อไปนี้จะช่วยให้เวลาออกกำลังกาย 20 นาทีของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด 1. ทำอย่างสม่ำเสมอ หัวใจหลักของการออกกำลังกายให้ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการมีหุ่นที่ดี การลดน้ำหนัก หรือการมีสุขภาพที่ดี คือ การทำเป็นประจำ ยิ่งถ้าคุณมีเวลาออกน้อย…
01/03/2023
Read More

เบียร์อาจส่งผลดีต่อสุขภาพเมื่อดื่มอย่างเหมาะสม

เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยม ซึ่งภาพลักษณ์ของเครื่องดื่มแนวนี้ไม่ใช่ของที่ดีต่อสุขภาพสักเท่าไหร่ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยืนยันว่าการดื่มเบียร์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคตับ สุขภาพโดยรวมแย่ลง และยังทำให้ขาดสติจนเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการเกิดอาชญากรรมได้ด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม การศึกษาจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกันที่พบว่าการดื่มเบียร์ ‘ในปริมาณที่เหมาะสม’ อาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน พอรู้แบบนี้สายดื่มบางคนอาจพอใจชื้นกันมาบ้าง แต่บางคนอาจสงสัยว่าเรื่องนี้จริงไหม Hack for Health มีคำตอบ การดื่มเบียร์ในปริมาณที่เหมาะสมดีต่อสุขภาพจริงหรือ? ในเคสที่คุณไม่ได้มีโรคประจำตัว ไม่ได้ตั้งครรภ์ ไม่ได้อยู่ระหว่างการใช้ยาอะไร การดื่มเบียร์ในปริมาณที่เหมาะสมอาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน อย่างการศึกษาในคน 36 คนเป็นเวลา 12 สัปดาห์ที่ให้ผู้หญิงดื่มเบียร์ในปริมาณที่ให้แอลกฮอล์ 15 กรัม/วัน และผู้ชายดื่มเบียร์ในปริมาณที่ให้แอลกอฮอล์  30 กรัม/วัน พบว่าปริมาณของไขมันในเลือดชนิดที่เป็นอันตรายลดลงและไขมันชนิดดีมีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้เช่นเดียวกับไวน์แดง ยังมีการศึกษาอีกหลายชิ้นที่พบว่าการดื่มเบียร์ในปริมาณที่เหมาะสมดีต่อสุขภาพ เช่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นผลจากงานศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากและพอยืนยันได้ในระดับหนึ่งเลยว่าการดื่มเบียร์ในรูปแบบนี้ส่งผลดีต่อสุขภาพได้จริง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพที่เราได้บอกไปสามารถเกิดจากปัจจัยอื่นได้ด้วย ดังนั้น อย่าเข้าใจผิดว่าการดื่มเบียร์อย่างเดียวสามารถป้องกันโรคได้ ดื่มเบียร์แค่ไหนถึงจะเหมาะสมและสุขภาพดี? เวลาคุณไปดื่มสังสรรค์ โดยเฉพาะกับเพื่อนฝูงน่าจะพูดได้ว่าหมดเป็นลัง ซึ่งนั่นไม่ใช่ปริมาณที่เหมาะสมอย่างแน่นอน โดยการศึกษาประโยชน์จากการดื่มเบียร์ที่ได้บอกไปก่อนหน้าสามารถสรุปได้ว่า ปริมาณเบียร์ที่คนส่วนใหญ่สามารถดื่มได้อย่างเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพอยู่ที่ 1 ดื่มมาตรฐานสำหรับผู้หญิง และ 2…
01/03/2023
Read More

‘พลังแห่งการกอด’ สร้างความสุขและดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

คุณ ‘กอด’ ใครสักคนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กัน ? เรามามักจะกอดหรือถูกกอดก็ต่อเมื่อ มีเรื่องให้แสดงความดีใจ ชื่นชม แสดงความคิดถึง แสดงความรัก หรือแสดงการปลอบประโลม หากคุณเป็นคนที่โดนกอดไม่ว่าจะจากพ่อแม่ เพื่อน หรือคนรัก คุณจะรู้สึกได้ว่าตนเองมีความสุขขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ที่สำคัญบางคนยังรู้สึกชื่นชอบการกอดและการโดนกอด นั่นเป็นเพราะว่าจริง ๆ แล้วการกอดส่งผลต่อความรู้สึก สมอง หัวใจ และสุขภาพที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน พลังแห่งการกอด ที่เรียกว่า ‘พลังแห่งการกอด’ นั่นเป็นเพราะว่าการกอดเพียงหนึ่งครั้งทำให้คุณรู้สึกดี มีความสุขได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ฮอร์โมนนี้มีบทบาทสำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคลอดบุตร หลังคลอด การให้นมบุตร และความผูกพันของแม่และเด็ก นอกจากนี้ ฮอร์โมนออกโทซิน ยังส่งผลต่อความผูกพัน ความไว้วางใจ และความผูกพันในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งแบบคนรัก และแบบครอบครัว เป็นต้น และการกอดจะทำให้หลั่งฮอร์โมนนี้ออกมากระตุ้นความสุขในสมองของคุณ ข้อดีของการกอด 1.ลดความเครียด อย่างที่บอกว่าการกอดสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ นั่นหมายรวมถึงสถานการณ์ที่ใครสักคนกำลังเกิดความเครียด ความกังวลใจ การกอดจะช่วยลดความเครียดให้กับบุคคลเหล่านั้นได้  2.ช่วยลดอาการเจ็บป่วย มีการศึกษาในผู้คน 400 คน…
28/02/2023
Read More

สารพัดประโยชน์จาก ‘ถั่ว’ กินเพลินแถมสุขภาพดี!

‘ถั่ว’ เป็นอาหารคุ้นเคยสำหรับทุกคน เพราะไม่เพียงแต่เป็นขนมขบเคี้ยวเวลาว่างเพลิน ๆ หรือเป็นกับแกล้มเท่านั้น แต่ถั่วยังถูกนำมาใช้ประกอบอาหารจานหลักให้มีรสชาติดีและน่ารับประทานมากขึ้น แต่ทุกคนรู้กันหรือไม่ว่าถั่วไม่เพียงแต่ให้ความอร่อยเท่านั้น แต่การกินถั่วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย ที่สำคัญเป็นแหล่งสะสมโปรตีนชั้นดี เหมาะสำหรับคนอยากลดน้ำหนักอีกด้วย ถั่วมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ถั่วที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ได้แก่ ถั่วลิสง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพิสตาชิโอ ถั่วแมคาเดเมีย วอลนัท เฮเซลนัท เป็นต้น โดยส่วนใหญ่สามารถหาซื้อมากินได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ประโยชน์ของ ‘ถั่ว 1.มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ถั่วเป็นอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เช่น วิตามิน แร่ธาตุส่วนใหญ่ที่ร่างกายต้องการ และเป็นหนึ่งในแหล่งที่มาหลักของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การลดอาการไขข้ออักเสบ ไปจนถึงป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม 2.ช่วยลดน้ำหนัก ถั่วมีส่วนประกอบของไขมันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะดูแย้งกับการลดน้ำหนักที่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง แต่สำหรับไขมันในถั่วนั้นเป็นไขมันไม่อิ่มตัว จึงจะช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลได้ อีกทั้ง ไขมันในถั่วจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มมากขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร ช่วยให้คุณกินน้อยลง โดยมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าถั่วอาจช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะ อัลมอนด์ และพิสตาชิโอ นอกจากนี้ ถั่วยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่งดเนื้อสัตว์แต่อยากเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายตนเอง 3.ช่วยควบคุมโรคเบาหวาน มีการศึกษาที่พบว่าถั่วสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ นอกจากนี้…
24/02/2023
Read More

จะเป็นอย่างไรหากคุณกิน Junk Food ทุกวัน!

เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ชอบกินพิซซา แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด เฟรนฟรายส์ อาหารประเภท Junk Food ทั้งหลาย เพราะหากินได้ง่ายที่สำคัญรสชาติอร่อย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกายน้อย และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต  การกิน Junk Food หรือ อาหารขยะ นาน ๆ ทีไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่จะเป็นอย่างไรหากคุณกินอาหารแบบนี้แทบทุกวัน! กิน Junk Food ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร 1.ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าใน Junk Food มีแคลอรีส่วนเกินค่อนข้างมาก หากกินบ่อยก็จะทำให้น้ำหนักพุ่งสูง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงโรคหอบหืดตามมา เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดต่อหัวใจและปอด แม้ว่าจะออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หายใจลำบากหรือเหนื่อยมากขึ้น  2.ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วย สมอง และไขสันหลัง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากคุณกิน Junk Food เป็นประจำ โดยการศึกษาในปี 2020 พบว่าในหมู่นักศึกษาการกิน Junk Food ในปริมาณมากทำให้ความจำในระยะสั้นลดลง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นอื่นในปี 2019 พบว่าการกิน Junk…

PR Partners

See All
26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)