ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health
Read More

วิจัยเผย ! ใช้ AI ช่วยตรวจมะเร็ง ทำให้สกิลหมอลดลง

AI เทคโนโลยีฮีโรที่เข้ามาเพื่อเป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิตของผู้คน หรือแม้แต่ใช้ในการช่วยชีวิต แน่นอนว่าการมีอยู่ของ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงาน สร้างและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้เราได้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการพึ่งพาความสามารถของ AI ที่มากขึ้น จะทำให้ความเฉียบคมของทักษะเราถดถอยเพราะไม่ได้ใช้งานรึเปล่า แล้วถ้าเป็นแบบนั้น จะเกิดอะไรขึ้น ? งานวิจัยชิ้นล่าสุดพบว่า แพทย์ที่ใช้ AI ช่วยตรวจหามะเร็ง อัตราการตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้เป็นประจำ กลับมีความสามารถในการตรวจหามะเร็งด้วยตัวเองแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Gastroenterology & Hepatology โดยทีมแพทย์และนักวิจัยจากหลายประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ซึ่งติดตามแพทย์ที่ทำงานในศูนย์ส่องกล้อง 4 แห่งในโปแลนด์ ที่เข้าร่วมโครงการทดลองใช้ AI ในการส่องกล้องเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็ง เพื่อประเมินว่า “แพทย์ส่องกล้องที่ใช้ AI เป็นประจำจะมีผลงานอย่างไรเมื่อไม่มี AI ช่วย” นักวิจัยได้เปรียบเทียบคุณภาพของการส่องกล้องแบบไม่มี AI ช่วย ใน 2 ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน คือ…
27/05/2024
Read More

การบ่นเรื่องงานในเชิงอวดทำให้คุณดูน่าเบื่อ ไร้ความสามารถ และยังทำคนอื่นเครียดตามไปด้วย

ความเครียดในที่ทำงานเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ แต่คุณเคยเจอคนที่อวดเรื่องความเครียดเกี่ยวกับการทำงานบ่อย ๆ ไหม “งานนี้เครียดมากเลยนะ” “ได้งานเพิ่มอีกแล้ว แค่นี้ก็เยอะจะแย่” หรือ “แกลองมาเป็นฉันดูว่ามันเครียดขนาดไหน” ฟังเผิน ๆ อาจเหมือนคนที่บ่นเรื่องงาน แต่คนจำนวนไม่น้อยเอาความเครียดจากภาระงานมาเป็นถ้วยรางวัลในการทำงาน แล้วเล่าให้คนอื่นฟังเพื่อแสดงถึงความทุ่มเทและการทำงานหนักมากกว่าคนอื่น มากกว่าการระบายให้เพื่อนร่วมงานฟัง ราวกับว่าความเครียด และภาระงานควรจะเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน การอวดเรื่องงานยาก หรืองานเยอะเหมือนจะเป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกว่าคุณทำงานเยอะ และมีความสามารถในการจัดการงาน แต่ในทางตรงกันข้าม การสำรวจ และการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย (University of Georgia) ที่นำโดยเจสสิกา โรเดลล์ (Jessica Rodell) พบว่าคนที่อวดเรื่องความเครียดในการทำงานจะทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าคนที่อวดดูมีความสามารถน้อยลง และเป็นที่ชื่นชอบน้อยลงแทน ทีมของเจสสิกาได้ทำการสำรวจขึ้นในคน 360 คน เพื่อตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนร่วมงานสมมติ (Imaginary Co-worker) ที่ไปเข้าร่วมการประชุมในด้านความชื่นชอบ ความสามารถ และความรู้สึกอยากให้ความช่วยเหลือเรื่องงาน โดยกำหนดให้เพื่อนร่วมงานสมมติที่ชอบอวดเรื่องความเครียดพูดถึงการประชุมสมมติว่า ซึ่งคนที่เข้าร่วมก็ให้คะแนนเพื่อนร่วมงานกลุ่มนี้ ทั้งในด้านความชื่นชอบ และด้านความสามารถในระดับต่ำ และผู้เข้าร่วมยังรู้สึกว่าไม่อยากให้ความช่วยเหลือเรื่องงานกับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ด้วย นอกจากนี้ทีมของเจสสิกายังได้เก็บข้อมูลจากคนอีก 218 คนที่เคยเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบอวดเรื่องความเครียดจากงานในชีวิตจริง ซึ่งพบว่าคนที่ทำงานกับคนกลุ่มนี้มีระดับความเครียด และภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ที่สูงกว่าคนทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน…
24/05/2024
Read More

งานวิจัยพบว่าสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง

ชนชั้นทางสังคมเป็นเกณฑ์การแบ่งชนชั้นของคนในสังคม ถ้าจะให้แบ่งคร่าว ๆ ก็คงเป็นสูง กลาง และต่ำ แต่ในชีวิตความเป็นจริงแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างทางชนชั้นที่ยิบย่อยมากไปกว่านั้น และแม้คำว่าปีนบันไดชนชั้นทางสังคมจะให้ความรู้สึกมักใหญ่ใฝ่สูง และทะเยอทะยาน แต่มนุษย์แทบทั่วทั้งโลกกำลังทำสิ่งนี้อยู่เพื่อเงินที่ดีขึ้น เพื่อสังคมรอบตัวที่ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งของตัวเอง และคนใกล้ตัว การศึกษาจากมหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่นพบว่า สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับผลกระทบจากภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ที่ลดลง ภาวะสมองเสื่อม คือภาวะเสื่อมถอยของสมอง ที่ส่งผลต่อกระบวนการคิด การใช้เหตุผล ความจำ พฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน และคนรอบตัวได้ ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาประเมินด้านพฤฒาวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Gerontological Evaluation Study) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลของผู้สูงอายุจำนวน 9,186 คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ปัญหาสุขภาพ และปัจจัยทางสังคม ตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2016 ซึ่งก็พบข้อมูลที่น่าสนใจ สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจสัมพันธ์กับสุขภาพของผู้สูงอายุ อย่างสถานะที่ดีขึ้นลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม และสุขภาพที่ดีมากขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ลดลงเป็นกลุ่มที่สูญเสียสุขภาพที่ดี และอายุที่ยืนยาวไปมากที่สุดในช่วงหลังจากอายุ 75 ปี…
24/05/2024
Read More

นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์ได้รับไมโครพลาสติกทุกครั้งที่หายใจ

ไมโครพลาสติก (Microplastic) และนาโนพลาสติก (Nanoplastic) เป็นปัญหาที่ลุกลามไปทั่วทั้งโลก และไม่ได้เป็นแค่หายนะทางสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป เพราะหลายปีที่ผ่านมาแพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่า พลาสติกขนาดจิ๋วเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ในน้ำ ในสัตว์ และในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งทุกเฮือกของการหายใจของเรา เราก็กำลังสูดเอาไมโครและนาโนพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นค้นพบว่า ทุกครั้งที่มนุษย์หายใจเข้า จะนำเอาไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และเข้าสู่ปอด ซึ่งการหายใจเป็นช่องทางที่มนุษย์ได้รับไมโครพลาสติกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการได้รับผ่านการใช้ของใช้ อย่างเครื่องสำอาง และยาสีฟัน โดยการศึกษาชิ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney) ที่นำโดย ดร. สุวัช สห (Saha Suvash) อาจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งได้ศึกษากลไกและความสัมพันธ์ของไมโครพลาสติกกับการหายใจของมนุษย์มากขึ้น ไฮไลต์ของการศึกษานี้คือ จังหวะในการหายใจนำไมโครพลาสติกต่างชนิด และต่างขนาดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งแต่ละชนิดจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่แตกต่างกัน โดยการศึกษาเรื่องนี้จะช่วยสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาวิธีลดและป้องกันผลกระทบจากการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ข้อมูลจากการศึกษาชิ้นนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการได้รับไมโครพลาสติกส่งผลกระทบต่อโรคและอาการในระบบทางเดินหายใจบางชนิดมากขึ้น อย่างอาการหายใจลำบาก โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าการหายใจด้วยจังหวะที่เร็วหรือถี่ (Fast breathing) ไมโครพลาสติกจะไปสะสมที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน อย่างโพรงจมูก คอ ช่องปาก และกล่องเสียง โดยเฉพาะไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ ในขณะที่การหายใจที่ช้าจะทำให้นาโนพลาสติกที่มีขนาดเล็กไปสะสมและฝังอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง อย่างหลอดลมและปอด…
Active and healthy asian girl with fit body doing fitness exercises at home, lifting dumbbells and touching her biceps, workout in living room.
17/01/2023
Read More

จัดตารางออกกำลังกายด้วยแอปฯ 30 Day fitness at Home

เริ่มต้นปีใหม่ หลายคนคงตั้งเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายในปีนี้ และแน่นอนว่ายิ่งอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพก็เริ่มถามหา ส่วนใครที่ยังไม่เจอปัญหาสุขภาพก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไป เพราะเทรนด์โลกยุคนี้ต่างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย ดังนั้น เป้าหมายหลักในปีนี้ของใครหลาย ๆ คนจะต้องมีเรื่องลดน้ำหนัก หรือออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างแน่นอน แต่สำหรับใครที่เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้หลายปีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที และกำลังมองหาตัวช่วยในการออกกำลังกาย รวมถึงดูแลเรื่องอาหารการกินที่มีประโยชน์ แต่ไม่อยากเสียเงินจ้างเทรนเนอร์ หรือนักโภชนาการอาหาร เรามีแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนก็สามารถสุขภาพดีได้ รู้จักแอปพลิเคชัน 30 Day Fitness at Home หากคุณเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายแล้วไม่รู้จะเริ่มอย่างไร แอปพลิเคชันนี้ถือว่าตอบโจทย์  โดยแอปฯ จะถามข้อมูลส่วนตัวของคุณ ตั้งแต่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง รูปร่างปัจจุบัน และรูปร่างที่ต้องการ พร้อมทั้งถามถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายของคุณ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ จากนั้นแอปฯ จะจัดสรรคลิปและโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะกับคุณ เมื่อคุณใส่คำตอบเรียบร้อยแล้ว แอปพลิเคชันก็จะให้คุณออกแบบตารางออกกำลังกายของตนเองภายใน 30 วัน โดยคุณสามารถเลือกได้เลยว่าอยากออกกำลังกายสัปดาห์ละกี่วัน และวันละกี่นาที หรืออยากให้วันไหนเป็นวันพักผ่อนก็สามารถจัดแจงตารางได้เอง ซึ่งจำนวนวันออกกำลังกายที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 3-5 วัน/สัปดาห์ นั่นเอง หลังจากนั้นโปรแกรมก็จะพาคุณเข้าสู่หมวดหมู่การออกกำลังกายมีทั้งแบบ…
17/01/2023
Read More

สีที่ชอบหรือสีที่ใช่ ‘สีทาภายใน’ เลือกดี ส่งผลได้มากกว่าที่คิด

สีทาภายในเป็นตัวช่วยสำคัญในการแต่งแต้มสีสันภายในที่พักของคุณให้เป็นไปตามสไตล์ที่ชื่นชอบ ซึ่งมีหลากหลายเฉดสีให้คุณเลือกใช้ บทความนี้จะพาคุณมาดูวิธีเลือกสีทาภายในให้ตอบโจทย์และปลอดภัยต่อสุขภาพ การเลือกสีทาบ้านในให้ตอบโจทย์อาจไม่แค่เรื่องของการเลือกสีที่ถูกใจเท่านั้น เพราะหากคุณเลือกสีให้ดีอาจช่วยทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้นด้วย สีทาภายในกับอารมณ์และสมอง หลายคนคงทราบกันดีว่าสีสันส่งผลต่ออารมณ์และสมอง ซึ่งการเลือกสีทาภายในตามหลักจิตวิทยานั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ใช่แค่ช่วยให้ห้องของคุณดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับอารมณ์และกระตุ้นการทำงานของสมองในด้านที่แตกต่างกันออกไปด้วย  หากย้อนกลับไปสมัยเรียน หลายคนคงพอผ่านตาเรื่องของวรรณะสีกันมาบ้าง เช่น สีโทนร้อน อย่างสีส้ม สีเหลือง สีแดงให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนสีโทนเย็น อย่างสีฟ้า สีเขียวให้ความรู้สึกเย็นสบาย แต่เรื่องของสีกับอารมณ์ไม่ได้มีแค่นั้น มาดูดัวอย่างกัน นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัดสีที่มีคาแรกเตอร์และส่งผลต่ออารมณ์ในแบบที่แตกต่างกันออกไป อย่างสีแดงที่ควรเลี่ยงสำหรับห้องทำงาน เพราะอาจมีผลต่อการคิดวิเคราะห์ได้ หรือจะเป็นเรื่องของเฉดสีและโทนสี ความเข้มอ่อนก็ส่งผลด้วยเช่นกัน ผลกระทบสุขภาพจากสีทาภายใน ถัดมาเรามาคุยเรื่องสีทาภายในกับสุขภาพกันบ้าง โดยสีทาภายในล้วนแต่ผลิตจากสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสารทำละลายและ VOCs ที่เป็นสารระเหยที่ลอยอยู่ในอากาศ นอกจากนี้ ยังมีสารเคมีอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปตามฟังก์ชัน อย่างสีลบได้ สีกันน้ำ หรือสีป้องกันรอยขีดข่วนก็จะมีสารชนิดอื่นผสมมาด้วย การหาข้อมูลเรื่องสารเคมีในสีทาบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากเลือกไม่ดีก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพได้ เช่น แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านี้จะพบได้น้อยและไม่ค่อยรุนแรง แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทุกครั้งที่ต้องสัมผัสกับสีทาภายในก็ควรสวมอุปกรณ์ อย่างถุงมือ หน้ากากอนามัย และแว่นตาป้องกันสารเคมีเสมอ ระหว่างทาก็ควรพักออกไปสูดอากาศด้านนอกบ่อย ๆ และเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศให้เทอยู่ตลอด นี่ก็คือวิธีเลือกและวิธีใช้สีทาภายในให้ตอบโจทย์และปลอดภัย โดยสีที่เราได้ยกตัวอย่างเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น คุณสามารถเลือกสีที่ชอบให้กับห้องไหนในบ้านของคุณได้ตามใจชอบ…
17/01/2023
Read More

สุดช็อก! ‘สูดดมควันธูป’ เสี่ยงปัญหาสุขภาพและมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่

ธูป เครื่องมือสื่อสารทางจิตวิญญาณและความเชื่อที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยและชาวเอเชียมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะพิธีไหน ๆ ไทย จีน หรือแขก ธูปก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้ในยุคที่คนหันมาศรัทธาวิทยาศาสตร์มากขึ้น ธูปก็ยังคงอยู่ในวิถีชีวิต แต่คุณรู้รึเปล่าว่า ควันของเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่าที่คิด ในบทความนี้ เราจะพาคุณมารู้จักผลกระทบจากควันธูปที่มากกว่าความรู้สึกแสบตาและฉุนจมูกเวลาไปวัดหรือศาลเจ้ามาให้ได้อ่านกัน ควันธูปกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวลของโลกในปัจจุบัน คือ ปัญหาโลกร้อน ที่สร้างให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ และหากในสเกลที่เล็กลงมาที่พบเห็นในเมืองใหญ่ คงจะหนีไม่พ้น PM2.5 ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบอื่นของร่างกาย ควันธูปเป็นมลพิษที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น คุณเคยสงสัยไหมว่าภายใน 1 ปี คุณจุดธูปไปกี่ดอก ประเพณีไทยมีกี่เทศกาล วันสำคัญทางความเชื่อมีกี่วัน แต่ละวันเราไหว้อะไรบ้าง ไหว้กี่ครั้ง ครั้งละกี่ดอก ซึ่งยังไม่รวมการสักการบูชาในวันทั่วไปหรือการเผากระดาษเงินกระดาษในช่วงวันตรุษจีน หากลองนึกภาพตามในแต่ละปีคนไทยอาจสร้างมลพิษทางอากาศปริมาณไม่น้อยเลยทีเดียว การจุดธูปเพื่อพิธีกรรมทางความเชื่อที่ทำให้เกิดมลพิษจึงเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่คนไทยควรกังวลและหาทางออกร่วมกัน เพื่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควันธูป เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพ ข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า การยืนอยู่ท่ามกลางควันธูปแห่งความศรัทธา เราได้สูดดมสารก่อมะเร็งหลายชนิด ทั้งเบนซีน (Benzene) พีเอเอช (PAHs) บิวทาไดอีน และโลหะหนัก (ตะกั่ว โครเมียม นิกเกิล แมงกานีส)…
17/01/2023
Read More

ไม่อยากปวดหลังอย่ามองข้าม! เก้าอี้ทำงานสำคัญกว่าที่คิด

วัยทำงานคงคุ้นเคยกับอาการปวดหลัง ปวดคอ บ่า ไหล่ และรู้กันดีว่าอาการเหล่านี้คืออาการของ โรคออฟฟิศซินโดรม หลายคนเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยการไปพบหมอนวด หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อบรรเทาอาการเป็นครั้งคราวไป ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ บ่า ไหล่ ก็มาจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และที่สำคัญเก้าอี้ที่ใช้นั่งทำงานเป็นประจำอาจไม่เหมาะกับสรีระของตนเอง ทำให้เกิดการเกร็งตามคอ บ่า ไหล่ จนเกิดเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมนั่นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกเก้าอี้ทำงานจึงมีความสำคัญกว่าที่คิด เลือกเก้าอี้อย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม ปัจจุบันเก้าอี้สำนักงาน หรือเก้าอี้ทำงานมีให้เลือกสรรมากมาย แต่การตามหาเก้าอี้ที่จะพอดีกับสรีระของตนเองอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น จึงควรเลือกเก้าอี้ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. มีพนักพิงศีรษะ อาการปวดคอ เกิดจากการนั่งเกร็งช่วงบริเวณลำคอและศีรษะเป็นเวลานาน ดังนั้น เมื่อต้องเลือกซื้อเก้าอี้ทำงานจะต้องเลือกเก้าอี้ที่มีที่พนักพิงศีรษะ ที่สำคัญต้องสามารถปรับขึ้น-ลง ให้เหมาะสมกับช่วงลำคอของคุณได้ 2. เลือกเก้าอี้ที่ปรับลดระดับได้ เก้าอี้แต่ละประเภทถูกสร้างมาโดยไม่ได้จำเพาะตัวบุคคล การเลือกซื้อเก้าอี้จึงจำเป็นต้องทดลองนั่งก่อนและให้เลือกเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับขึ้น-ลง ตามความสูงของตัวคุณได้ วิธีสังเกตเบื้องต้น คือ ไม่เลือกซื้อเก้าอี้ที่มีความสูงใหญ่ หรือตัวเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับตัวคุณนั่นเอง เพราะหากนั่งเก้าอี้ที่สูงหรือต่ำเกินไปอาจทำให้นั่งไม่สะดวกสบาย และทำให้ปวดช่วงลำตัว หรือบริเวณช่วงเอวได้ 3. มีที่วางแขน อาการปวดบ่าหลัก ๆ มาจากการนั่งพิมพ์งานเป็นเวลานาน โดยที่แขนจะต้องยกอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดอาการเกร็ง ปวด…
Young asian woman feeling tired after working with laptop, sitting in cafe on bench outdoors, drinking coffee, looking exhausted.
16/01/2023
Read More

คนติดจอต้องระวัง ดวงตาจะพังเพราะ CVS: Computer Vision Syndrome

CVS เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการจ้องหน้าจอนานเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ปวดตา แสบตา และอาการอื่น ๆ ตามมา
16/01/2023
Read More

เถียงกันโลกแตก! มาสก์หน้าบำรุงผิวทุกคืนดีหรือไม่

สาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายคนคงเคยได้ยินเทคนิค ‘มาสก์หน้าทุกคืน’ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส เป็นการบำรุงอย่างล้ำลึก แต่พอลองหาข้อมูลดี ๆ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ บ้างก็บอกว่า มาสก์หน้าทุกคืนทำให้ผิวอักเสบ ควรมาสก์แค่อาทิตย์ละ 1-3 ครั้งก็พอ หรือบ้างก็บอกว่ามาสก์ทุกคืนทำได้ แต่ต้องรู้จักมาสก์แต่ละประเภทก่อน วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้รอบด้านเกี่ยวกับเรื่องการมาสก์หน้า และมาหาคำตอบกันว่าสรุปแล้วมาสก์หน้าทุกคืนมันดีจริงหรือ ? ทำความรู้จักมาสก์แต่ละประเภท 1. มาสก์โคลน เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันเป็นสิวง่าย เพราะมาสก์โคลนจะช่วยดูดซับสารพิษออกจากใบหน้าทำให้หน้าสะอาดอย่างล้ำลึก เนื้อโคลนจะมีลักษณะเป็นครีม ควรมาสก์ทิ้งไว้เพียง 15-20 นาทีเท่านั้น เพราะหากทิ้งไว้นานเกินอาจทำให้หน้าแห้งและเหี่ยวได้ ที่สำคัญมาสก์ชนิดนี้ควรทำแค่ 1-3 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น 2. มาสก์ชนิดแผ่นลอกออก เชื่อว่ามาสก์ชนิดนี้เป็นมาสก์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะหาซื้อง่าย ที่สำคัญมีหลายสูตรให้เลือกใช้ตามสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสูตรลดความมัน ป้องกันสิว ผิวหน้ากระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย และกระชับใบหน้า ซึ่งมาสก์ชนิดนี้ควรมาสก์ทิ้งไว้ 15-20 นาทีเท่านั้น เพราะหากทิ้งไว้นานเกินหรือข้ามคืนจะทำให้แผ่นมาสก์ดูดความชุ่มชื้นของผิวหน้าออกไป สำหรับมาสก์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นสามารถมาสก์ได้บ่อยตามต้องการ แต่หากเป็นมาสก์ที่ช่วยเรื่องสิวและผิวหน้ากระจ่างใส ควรมาสก์แค่เพียง 1-3 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น เพื่อไม่ให้ผิวหน้าเกิดการอักเสบ 3.…
16/01/2023
Read More

QR Code ทางกลับบ้านของผู้ป่วยความจำเสื่อม

ความจำเสื่อม (Memory loss) เป็นอาการทางสมองที่พบได้ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ผู้ป่วยจะหลงลืมสิ่งต่าง ๆ เช่น ลืมว่าตัวเองเป็นใคร ลืมคนในครอบครัว ลืมว่าจะทำอะไร ลืมว่าจะไปที่ไหน หรือลืมหนทางที่จะกลับบ้าน อาการความจำเสื่อมพบได้ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาวขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคนและความรุนแรงของโรค ซึ่งอาการหลงลืมสามารถนำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยหายตัวออกไปจากบ้าน สร้างความเป็นห่วงและความกังวลใจให้กับครอบครัว ตัวผู้ป่วยเองก็อาจเสี่ยงต่ออันตรายจากอุบัติเหตุได้ และเนื่องจากผู้ป่วยสูญเสียความทรงจำทำให้กลับบ้านเองไม่ได้และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหลงออกไปโดยไม่ได้มีข้อมูลติดตัวทำให้คนที่พบเห็นให้ความช่วยเหลือได้อย่างยากลำบาก ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสในการพาผู้สูงอายุที่ความจำเสื่อมกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หนึ่งในนั้น คือ QR Code โดยบทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ QR Code ที่จะพาผู้ป่วยความจำเสื่อม ซึ่งอาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นคนรัก หรือคนสำคัญของใครสักคนกลับสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวของเขากัน QR Code ทางกลับบ้านของผู้ป่วยความจำเสื่อม แนวคิดการแก้ปัญหาผู้ป่วยความจำเสื่อมหายออกจากบ้านด้วย QR Code มีการพัฒนามาหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องติดตามในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สร้อยคอ ริสต์แบนด์ หรือการนำ QR Code ไปติดตามเสื้อผ้า ทั้งเสื้อ กางเกง หรือรองเท้า ซึ่งใน QR Code…
16/01/2023
Read More

เด็กติดมือถือ… เรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ไม่ว่าใครก็เข้าถึงสมาร์ตโฟนได้ แม้แต่เด็ก ๆ การให้ลูกเล่นมือถือคงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายบ้านเคยทำ อาจเพื่อความสนุกของเด็ก บ้างก็เปิดวิดีโอสอนภาษาให้เด็กดู แต่หลายครั้งที่เราเห็นผู้ปกครองใช้สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องทุ่นแรงในการเลี้ยงเด็ก จนเด็กติดมือถือ โดยขาดความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ปัญหาเด็กติดมือถือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของเด็กเห็นตรงกันว่าพฤติกรรมติดมือถือนำไปสู่ปัญหาพัฒนาการในเด็ก มากแค่ไหนถึงเรียกติดมือถือ? จากสถิติปัจจุบันพบว่าเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับมือถือเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/วัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กไม่ควรใช้เวลาไปกับหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมง/วัน หรือมากสุดไม่เกิน 2 ชั่วโมง/วัน หากเกินกว่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการใช้มือถือมากเกินไป นอกจากเรื่องเวลาแล้ว หากเด็กเริ่มไม่สนใจเรียน ทำกิจกรรมอื่นน้อยลง ใช้เวลากับมือถือมากขึ้น โมโหหรืองอแงเมื่อไม่ให้เล่นมือถือ ปวดหัว ปวดคอ หรือมีปัญหาด้านการนอนหลับก็เรียกว่าติดมือถือได้แล้ว  เกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กติดมือถือ? การให้เด็กเล่นมือถือเพียงครั้งคราวไม่ได้ส่งผลเสียที่น่ากังวลใจ แต่เมื่อเด็กเริ่มมีพฤติกรรมติดมือถือและใช้เวลาอยู่กับมือถือมากขึ้นอาจส่งผลกระทบในด้านต่อไปนี้ได้ พัฒนาการช้า การให้เด็กใช้เวลาอยู่กับมือถือวันละหลายชั่วโมงเป็นการปิดกั้นเด็กจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาควรได้ทำตามช่วงวัย อย่างการออกไปวิ่งเล่น พูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน และการเสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการของเด็ก โดยผลลัพธ์ของพัฒนาการที่ช้าลงพบได้ดังนี้ อาการสมาธิสั้น เราได้ยินกันมานานว่าพฤติกรรมติดมือถือทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ซึ่งเป็นเรื่องจริง แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมติดมือถือยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น ใจร้อน หงุดหงิดง่าย แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่อาจทำให้เรายับยั้งชั่งใจได้ แต่หากสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังจนเป็นความเคยชินอาจส่งผลเสียที่รุนแรงให้กับตัวเด็กตั้งแต่ช่วงอายุนั้นดังกล่าวจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากการสำรวจในโรงเรียนมัธยมปลาย 2,500…
Beautiful Model Girl With Perfect Fresh Clean Skin. Youth And Skin Care Concept. Isolated On Pastel Brown Background.
16/01/2023
Read More

ดูแลผิวอย่างไรเมื่อเข้าใกล้เลข 3 ? เทคนิคหน้าเด็ก ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย

หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเลข 3 อาจจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในของร่างกายตนเอง เช่น บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานไม่ดี และเริ่มรู้สึกร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็ก โดยอาการเหล่านี้เราสามารถดูแลได้ด้วยการใส่ใจกับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญต้องตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ในบทความนี้ เราไม่ได้จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น แต่เราจะพูดถึงริ้วรอย หรือสภาพผิว ที่แสดงออกให้เห็นชัดที่สุดว่า คุณเริ่มอายุมากขึ้นแล้ว! เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็จะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ทำให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น ไม่กระชับนั่นเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจจะแย้งว่า แล้วทำไมบางคนที่อายุมากแล้วแต่กลับมีใบหน้าที่ดูเด็กกว่าวัยได้ ? ทำไมบางคนถึงหน้าเด็กกว่าวัย ? เหตุผลข้อแรกคงต้องยกให้เรื่องของพันธุกรรม เพราะเราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าพันธุกรรมเป็นเรื่องที่ส่งต่อกันมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ บางคนพื้นฐานมีผิวพรรณที่ดี ชุ่มชื้น อิ่มฟู ก็จะทำให้ใบหน้าดูสดใสราวกับยังอายุยี่สิบต้น ๆ แต่หากพันธุกรรมมาดีแต่ไม่ดูแลตนเองเพิ่มเติมก็สามารถมีผิวที่ดูแก่ก่อนวัยได้เช่นกัน  หากลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากลุ่มคนที่มีรูปหน้าทรงกลม มักจะมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์มากกว่าคนที่มีหน้าทรงรูปไข่ เพราะคนรูปหน้าทรงกลมจะมี Baby Fat หรือ ไขมันบริเวณหน้าแก้มมากกว่ากลุ่มคนที่มีใบหน้ารูปไข่  ทำให้เมื่ออายุมากขึ้น Baby Fat เหล่านี้จะทำให้ดูผิวพรรณเต่งตึง ในขณะที่คนทรงหน้ารูปไข่เมื่อร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ใบหน้าก็จะยิ่งดูเล็ก หน้าตอบขึ้น และทำให้ผิวเหี่ยวย่นได้มากกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวย…
10/01/2023
Read More

แดดแรงแค่ไหนก็ไม่กลัว ด้วยแอปพลิเคชัน UVLens

แสงแดดและรังสียูวีเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผิวได้โดยตรง ตั้งแต่ปัญหาผิวหมองคล้ำ ผิวอ่อนแอ ผิวไหม้แดด เสี่ยงต่อโรคผิวหนัง และที่น่ากังวลที่สุดคือรังสียูวีเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งแดดเมืองไทยก็ร้อนแทบตลอดทั้งปี การปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเลี่ยงปัญหาผิว UVLens เป็นแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้การป้องกันผิวจากรังสียูวีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแอปพลิเคชันนี้จะบอกความเข้มข้นของรังสียูวีในแต่ละช่วงเวลา พร้อมให้คำแนะนำในการปกป้องผิวและอีกหลากหลายฟีเจอร์ที่คนรักผิวไม่ควรพลาด UVLens ใช้งานอย่างไร มีฟีเจอร์อะไรบ้าง? คุณสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน UVLens ลงบนสมาร์ตโฟนได้ทั้ง iOS และ Android ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมาก เมื่อเข้าไปในแอปพลิเคชันจะมีการขอเข้าถึงโลเคชันหรือสถานที่ของคุณเพื่อความแม่นยำในการระบุความเข้มข้นของแสงยูวีในแต่ละพื้นที่ พอกดตกลงแอปพลิเคชันจะดึงข้อมูลสถานที่ให้อัตโนมัติ หน้าแรกด้านบนสุดคุณจะเห็น (1) ข้อมูลโดยรวม ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณก้อนเมฆ ช่วงเวลาที่คุณควรระวังแสงยูวี และตำแหน่งที่คุณอยู่ โดยตรงตำแหน่งที่ตั้ง คุณสามารถแตะเพื่อเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่นที่คุณต้องการได้ (2) ถัดมาคือฟีเจอร์ไฮไลต์ของ UVLens ซึ่งก็คือนาฬิกายูวีที่ทำหน้าที่ในการบอกว่าในแต่ละช่วงเวลามีความเข้มข้นของรังสียูวีมากน้อยแค่ไหน คุณสามารถใช้นิ้วแตะเพื่อนเลื่อนเพื่อดูความเข้มข้นของรังสียูวีได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ระดับด้วยกัน ส่วนด้านล่าง สามารถเลือกดูความเข้มข้นของรังสียูวีในส่วนของวันนี้และวันพรุ่งนี้ได้ เมื่อใช้รวมกับฟีเจอร์เปลี่ยนสถานที่ในข้อ (1) จะเหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่มีแพลนเดินทางหรือไปเที่ยวต่างสถานที่ เพราะช่วยให้คุณเตรียมตัวรับมือกับแสงแดดและสภาพอากาศได้มากขึ้น (3) My Skin เป็นฟีเจอร์ที่ให้คุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นเพศ สีตา…
03/01/2023
Read More

สหภาพยุโรปเสนอ ‘วัคซีนป้องกัน COVID-19 ฟรี’ แก่ประเทศจีน!

สหภาพยุโรปเสนอให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประเทศจีนฟรีหลังล่าสุดจีนยอมผ่อนปรนมาตรการโควิดเป็นศูนย์ (zero-COVID) ลง โดยมีการยกเลิกการใช้แอปพลิเคชันติดตามบนโทรศัพท์มือถือ และเตรียมเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2023 เป็นต้นไป
29/12/2022
Read More

เอาใจสายดื่ม ‘ไวน์แดง’ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (ถ้าดื่มแต่พอดี)

ไวน์แดง (Red Wine) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตมาจากการนำองุ่นไปหมักบ่ม ซึ่งองุ่นนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จากข้อมูลบางส่วนพบว่าการดื่มไวน์แดงอาจดีต่อสุขภาพของคุณ เครื่องดื่มชนิดนี้จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยในวันที่คุณอยากดื่ม แต่กังวลเรื่องสุขภาพ มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะงง เพราะไวน์แดงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะ จะดีต่อสุขภาพได้อย่างไร ในบทความนี้มีคำตอบ 2 ประโยชน์หลักของไวน์แดงต่อสุขภาพ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพบว่าไวน์แดงมีคุณสมบัติที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่ง HfH สรุปมาให้ 2 คุณประโยชน์ด้วยกัน 1. ไวน์แดงมี Resveratrol ที่ช่วยต้านการอักเสบ Resveratrol (เรส-เวอ-เร-ทรอล) เป็นสารอาหารอยู่ในพืชหลายชนิด แต่พบมากในเปลือกขององุ่นแดงที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำไวน์ สารชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เราขอขยายความสารต้านอนุมูลอิสระให้ได้อ่านกันสักนิด เดิมทีร่างกายของเราผลิตสารอนุมูลอิสระ (Free radicals) จากการกระบวนการเผาผลาญเป็นหลัก และปัจจัยภายนอก อย่างการเผชิญกับความเครียด พักผ่อนน้อย สัมผัสกับมลพิษ ควันบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ หากสารนี้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมร่างกายก็ไม่เกิดผลเสียอะไร แต่ถ้าสารอนุมูลอิสระเพิ่มสูงมากเกินไปก็จะนำไปสู่การอักเสบของเซลล์ และการอักเสบที่เรื้อรังของเซลล์ในส่วนใดส่วนหนึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคได้ ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคอื่น…
29/12/2022
Read More

4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้นตลอดหน้าหนาว

แม้หน้าหนาวเมืองไทยจะอยู่ไม่นานและไม่ได้หนาวอย่างที่เราหวังไว้ทุกปี แต่ปัญหาผิวแห้งก็เกิดขึ้นได้ เพราะความชื้นในอากาศลดลง พอความชื้นในอากาศต่ำกว่าผิวเรา น้ำในผิวจะถูกดึงออกไปจากผิวชั้นนอก การเผชิญลมหนาวในช่วงปลายปีหรือการอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ อาจพรากความชุ่มชื้นในผิวหนังออกไปจนเกิดปัญหาผิวแห้งแตก เป็นขุย เกิดอาการคันและระคายเคืองง่ายจนส่งผลต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตได้ การดูแลผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอเลยเป็นเรื่องที่ทุกคนควรใส่ใจและทำเป็นประจำไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบไหนก็ตาม และหากคุณผิวแห้งเป็นทุนเดิมก็ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ บทความนี้เลยเอา 4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้นเพื่อป้องกันผิวแห้งที่ใช้ได้ทั้งในช่วงหน้าหนาวและตลอดปีมาฝากกัน 4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้น การเติมความชุ่มชื้นไม่ให้ผิวแห้ง ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว 1. อาบน้ำอุ่นได้ แต่อย่านานเกิน การอาบน้ำอุ่นเป็นทางรอดในหน้าหนาวที่หลายคนเลือกใช้เมื่อเผชิญกับน้ำและอากาศที่เย็นขึ้น อีกทั้งยังทำให้รู้สึกสบายตัว แต่การอาบน้ำอุ่นเพลินเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งได้ รวมถึงคนที่ชอบการอาบน้ำที่ร้อนจัด เพราะน้ำที่อุณหภูมิสูงจะชะล้างไขมันบนชั้นผิวออกมากเกินไป รวมถึงไขมันบนชั้นผิวที่ช่วยเคลือบผิวเพื่อป้องกันน้ำในชั้นผิวระเหยด้วย โดยเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำคือ 5–10 นาทีสำหรับการอาบน้ำแต่ละครั้งไม่ว่าจะน้ำอุณหภูมิไหนก็ตาม และอีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว หากสบู่ที่ใช้อยู่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังใช้ แนะนำว่าไปหาซื้อสบู่หรือครีมอาบน้ำใหม่จะดีกว่า เพราะความรู้สึกแห้งตึงหลังทำความสะอาดนั้นหมายถึงสารทำความสะอาดที่แรงต่อผิวเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาผิวแห้งและระคายเคืองได้ 2. ทาสกินแคร์หลังอาบน้ำทันที อาบน้ำเสร็จแล้วใช่ว่าจะจบ เพราะต่อให้คุณอาบน้ำตามเวลาหรือแม้แต่อาบน้ำเย็น สบู่ที่ฟอกผิวก็กำจัดไปทั้งสิ่งสกปรกและไขมันบนผิวบางส่วนออก หลังอาบน้ำจึงเป็นช่วงเวลาที่น้ำในชั้นผิวเสี่ยงต่อการระเหยออกมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาทองของการเติมความชุ่มชื้นและสารบำรุงให้ผิว การทาครีมหลังอาบน้ำขณะที่ผิวยังหมาด ๆ จะช่วยให้น้ำที่หลงเหลือบนผิวและมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ซึมสู่ผิวและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ยิ่งถ้าสกินแคร์ของคุณมีสารบำรุง ช่วงเวลานี้แหละที่คุณไม่ควรพลาด 3. เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ตามสภาพผิว ไม่ว่าผิวแบบไหนก็ต้องการความชุ่มชื้น แม้ว่าคุณจะเป็นคนผิวมันก็ตาม…
pork sliced grilling on hot pan - asian style
29/12/2022
Read More

บอกเทคนิค กิน ‘หมูกระทะ-ชาบู’ ยังไงให้สุขภาพดี!

ไหนใครสายหมูกระทะ-ชาบูบ้าง ? เชื่อว่าการกินบุฟเฟต์ปิ้ง ย่าง หมูกระทะ ชาบู กลายเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับปาร์ตี้สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับใครที่กำลังคุมน้ำหนักเห็นทีคงโอดครวญ เพราะการกินบุฟเฟต์แทบจะเป็น ‘สิ่งต้องห้าม’ สำหรับคนที่กำลังอยากลดน้ำหนักเลยก็ว่าได้ แต่หากคุณอยากกินนาน ๆ ครั้ง ยิ่งช่วงเทศกาลแบบนี้ขอสักหน่อยคงไม่เป็นไร เรามีเทคนิคการกินหมูกระทะ-ชาบู แบบไม่ต้องกลัวอ้วน และบอกเลยว่าเมนูนี้กินแล้วสุขภาพดีกว่าที่หลายคนคิด! 1. ไม่กินเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูป ทราบกันดีว่าเมนูที่ติดมันมักจะอร่อยเสมอ ทั้ง หมูสามชั้น ทั้งเบคอน ให้ห้ามคงยาก แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ควบคุมปริมาณการกินน่าจะดีกว่าการหักดิบไม่กินเลย หรือลองเปลี่ยนมาสั่งเนื้อที่ไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ หรือเนื้อปลา ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนพวกลูกชิ้นและไส้กรอกต่าง ๆ ที่เป็นอาหารแปรรูปเลี่ยงได้เลี่ยง เพราะมีทั้งแป้งและโซเดียมทำให้เกิดอาการตัวบวมน้ำได้ ที่สำคัญเนื้อไก่มีโปรตีนสูงเหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้ออีกด้วย 2. สั่งซุปน้ำใส เดี๋ยวนี้เวลาไปกินชาบูแต่ละร้านก็มักจะมีน้ำซุปให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นซุปน้ำใส ซุปน้ำดำ หรือซุปต้มยำ ทางเลือกสำหรับสายสุขภาพก็คือ ควรเลือกซุปน้ำใส เพราะมักเป็นซุปที่มีการปรุงแต่งน้อยที่สุด ปริมาณโซเดียมไม่เยอะเท่าน้ำซุปชนิดอื่น แต่ถามว่าพอสั่งซุปน้ำใสแล้วเราจะมาสามารถซดน้ำได้อย่างสบายใจหรือไม่ บอกเลยว่าถึงอย่างไรในน้ำซุปใสก็มีโซเดียมอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรเลี่ยงการซดน้ำเยอะ ๆ เพราะโซเดียมจะทำให้ตัวบวมได้ เกร็ดเล็ก ๆ วิธีแก้ตัวบวมจากโซเดียมง่าย ๆ…
28/12/2022
Read More

จิตวิทยาด้วยเรื่อง “ทำไม ปีใหม่แล้ว ถึงเป็นคนใหม่ไม่ได้สักที”

พอถึงฤกษ์ดีปีใหม่ นอกจากการเฉลิมฉลองจนหนำใจเพื่อขอบคุณปีที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะตั้งเป้าหมายว่าในปีใหม่นี้จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น การลดน้ำหนักน่าจะเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ รองลงมาอาจจะเป็นเรื่องที่อยากปรับปรุงให้ เช่น ใจเย็นให้มากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น เครียดให้น้อยลง หรือใช้เงินให้ประหยัดกว่าเดิม จากประสบการณ์ของตัวผู้เขียนและคนรอบข้างโดยส่วนมากมักทำปณิธานช่วงปีใหม่หรือ New Year's Resolutions ไม่สำเร็จ แม้ในช่วงเริ่มต้นคนส่วนใหญ่ต่างมีปณิธานอันแน่วแน่และแพสชันที่ลุกโชนในการพัฒนาตัวเอง แต่ทำไมไฟนั้นถึงดับมอดไปตั้งแต่ยังไม่พ้นไตรมาสแรกของปี 5 เหตุผลว่า ทำไมปีใหม่ ถึงเป็นคนใหม่ไม่ได้สักที งานวิจัยจาก University of Scranton ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่ทำตามปณิธานปีใหม่ได้สำเร็จมีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์และคนที่เหลือส่วนมากล้มเลิกเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตัวเองช่วงปีใหม่ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมด้วยซ้ำ โดยมีข้อมูลด้านจิตวิทยาจากหลายแหล่งที่ให้เหตุผลว่า “ทำไมปีใหม่ ถึงเป็นคนใหม่ไม่ได้สักที” ไว้หลายข้อ ซึ่งเรารวบรวมมาให้ 5 เหตุผลด้วยกัน เหตุผลที่ 1: เพราะเริ่มต้นตอนที่ไม่พร้อม พอบอกว่าเป็น New Year’s resolutions เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเริ่มมันตั้งแต่วันแรกหรือสัปดาห์แรกของปี ทั้งที่จริง ๆ แล้วคุณอาจยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งการเตรียมใจและการวางแผน แม้จะเป็นเรื่องดีที่คุณตั้งใจและลงมือทำ แต่การลงมือทำทั้งที่ไม่พร้อมอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงพอใจ ซึ่งทำให้คุณท้อและล้มเลิกเป้าหมายหลังจากเริ่มไปได้ไม่นาน อย่างที่บอกไปว่าความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อม ลองกลับมาทำความเข้าใจเป้าหมายของตัวเองและวางแผนที่จะไปสู่เป้าหมายให้ดีก่อน…
28/12/2022
Read More

เข้าใจข้อเท็จจริง ‘ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ’ กับเบื้องหลังที่คุณอาจไม่รู้

ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low-Fat Product) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ 3 กรัม/หน่วยบริโภค หรือน้อยกว่านั้น หลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างทางโภชนาการบนฉลากอาหาร, กระทรวงสาธารณสุข ตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่ ‘ไขมัน’ ดูจะเป็นตัวร้ายของหลายปัญหา ทั้งสุขภาพและรูปร่าง ซึ่งทำให้เราได้เห็น ‘ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ’ อยู่เต็มท้องตลาดเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยากมีสุขภาพดี แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอาจความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ อีกทั้งการบริโภคโดยขาดความเข้าใจอาจให้ผลลัพธ์ที่สวนทางกัน ก่อนที่จะเข้าข้อเท็จจริงของผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ มาทำความเข้าใจไขมันกันก่อน ไขมันเป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้พลังงานและจำเป็นต้องการดูดซึมวิตามินบางชนิดด้วย ไขมันจึงไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่คิด เราควรได้รับไขมันในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 45-75 กรัมต่อวัน (เทียบจากพลังงานโดยเฉลี่ยต่อวัน 2,000 Kcal) ลองไปพลิกกล่องนมหรือถุงขนมที่บ้านดูได้ว่าที่กินเข้าไปมันเท่าไหร่กัน เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย! ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ ต่ำแค่ไหน? ‘ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ’ เราพบคำนี้ได้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ แต่ที่พบบ่อยที่สุดก็มักจะเป็นพวกนมและโยเกิร์ต ก็ตามที่ได้บอกไปว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีปริมาณไขมัน 3 กรัม/หน่วยบริโภคหรือน้อยกว่า หากลองเอาไปเทียบจะอยู่ที่ 4-6 เปอร์เซ็นต์ของไขมันที่ต้องการต่อวัน ซึ่งค่อนข้างน้อยเลยทีเดียว เลือกกินผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำแล้วดียังไง? ข้างบนเราได้บอกไปแล้วว่าไขมันจำเป็นแค่ไหนและได้รับเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ซึ่งการบริโภคผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำช่วยให้เราควบคุมปริมาณไขมันต่อวันได้ดีขึ้น เพราะเดิมทีอาหารที่กินเข้าไปส่วนใหญ่ก็มีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงภาพไข่เจียวน้ำมันเยิ้มที่ร้านอาหารตามสั่งดู ซึ่งการควบคุมปริมาณไขมันอย่างเหมาะสมส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น ลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของสารพัดโรคที่ปัจจัยมาจากน้ำหนักตัวและไขมันในเลือดสูง…

PR Partners

See All
26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)