ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
Home Loan Interest Rate

5 เรื่องที่ต้องรู้! ก่อนรีไฟแนนซ์บ้านในยุคดอกเบี้ยขาขึ้นดอย

Table of Content

หลายคนมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 2% ในเดือนพฤษภาคมนี้ และนั่นย่อมหมายความว่า ถึงเวลาที่ผู้กู้ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงแบบเต็ม ๆ กันแล้ว ซึ่งปัญหานี้สามารถแบ่งเบาภาระลงได้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้หรือรีไฟแนนซ์ โดยเฉพาะสินเชื่อประเภทดอกเบี้ยลอยตัวอย่างสินเชื่อบ้าน

วันนี้ beartai BRIEF มี 5 เรื่องที่คุณต้องรู้ ก่อนรีไฟแนนซ์บ้านในยุคดอกเบี้ยขาขึ้นมาฝาก เพื่อให้ทุกคนได้พิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน

ใครสามารถรีไฟแนนซ์ได้บ้าง ?

โดยทั่วไป ธนาคารจะเสนอแพ็กเกจสินเชื่อบ้านในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะปรับเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้น คนที่จะรีไฟแนนซ์ได้ต้องเป็นคนที่ผ่อนบ้านมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี อย่างไรก็ตาม เราควรตรวจสอบสัญญาเงินกู้ให้ดี เพราะธนาคารบางแห่งอาจให้ดอกเบี้ยคงที่นานกว่า 3 ปี ซึ่งอาจกำหนดเงื่อนไขการปิดหนี้นานกว่า 3 ปีก็ได้

อยากรีไฟแนนซ์ต้องทำยังไง ?

อันดับแรกต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเงื่อนไขการรีไฟแนนซ์และอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างแท้จริง ซึ่งต้องคิดรวมทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยต้องดูจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญาเป็นหลัก อย่าหลงไปกับโปรโมชันดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุดเพื่อดึงดูดผู้กู้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สินเชื่อการกู้บ้านมักมีระยะเวลายาวนานเป็น 20 – 30 ปี และโดยมากแล้วในปีที่ 4 เป็นต้นไป ธนาคารจะปรับเป็นดอกเบี้ยลอยตัวไปจนครบอายุสัญญา โดยอ้างอิงตามดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ย MRR ของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 5 อันดับแรก อยู่ที่ 6.85% ถึง 7.12% ต่อปี

ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์

ในการรีไฟแนนซ์บ้าน จะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้, ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้, ค่าประเมินทรัพย์สินประมาณ 2,000 – 3,000 บาท, ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ต้องทำทุก 1-3 ปี นอกจากนี้ อาจมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เช่น ค่าดำเนินการสินเชื่อ หรือค่าปรับกรณีปิดหนี้ก่อนกำหนด ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เราจำเป็นต้องรู้และคำนวณให้ถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างแท้จริง

Retention อีกทางเลือกเพื่อลดดอกเบี้ย

Retention คือ การขอลดดอกเบี้ยเงินกู้กับเจ้าหนี้เดิม เมื่อหมดโปรโมชันดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งอาจได้ลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยราว 0.25 – 0.50% จากดอกเบี้ยลอยตัว แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ เมื่อเทียบกับการรีไฟแนนซ์ที่ต้องผ่านการอนุมัติจากธนาคารรายใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้าผ่าน ก็มีโอกาสได้ดอกเบี้ยคงที่ต่ออีก 3 ปี เช่น ดอกเบี้ยขั้นต่ำที่เสนออยู่ในตลาดประมาณ 3% เทียบกับดอกเบี้ยลอยตัวประมาณ 5% 

แบ่งเบาดอกเบี้ยด้วยวิธีรวมหนี้  

นอกจากสินเชื่อบ้านแล้ว การรีไฟแนนซ์ยังสามารถปรับใช้กับสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น สินเชื่อรถ สินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล และในปัจจุบันบางธนาคารก็เสนอแพ็กเกจรีไฟแนนซ์ด้วยการรวมหนี้สินเชื่อรายย่อยทุกประเภทมาไว้ด้วยกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเป็นตัวเลขเพียงหลักเดียว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ 25% ต่อปีแล้ว ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่อย่าลืมว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๆ มักมีไว้สำหรับผู้กู้ที่วินัยทางการเงินสูงเท่านั้น

ที่มา : Sansiri, DDproperty

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Highlight

AIS เปิดส่งมอบ iPhone 18 Pro ชูกลยุทธ์แลกเครื่อง 0 บาท พร้อมผลักดันการใช้งาน 5G-Advanced

18/09/2026
Read More

ทรูเปิดส่งมอบ iPhone 18 Pro วันแรกทั่วประเทศ พร้อมอัดโปรโมชันผูกแพ็กเกจ-การันตีราคาขายต่อปีหน้า

18/09/2026
Read More

ทรูสร้างปรากฏการณ์รับ iPhone 18 Pro กลุ่มแรก ! ยกทัพเซเลบริตี้บุกTrue Branding Shop

18/09/2026
Read More

อ่านแลกเงิน ! รัฐบาลสิงคโปร์ผุดแคมเปญ “ReadSG” เพียงอ่านหนังสือ 15 นาที/วัน แลกรับเงินสดทันที แก้ปัญหาคนติดจอ-สมองล้า

18/09/2026
Read More

iPhone 18 Pro Max ชาร์จเร็วสุด 52W จากการทดสอบ ชาร์จเต็ม 0–100% ใน 55 นาที แต่ต้องใช้หัวชาร์จรุ่นใหม่

18/09/2026
Read More

Pinterest เปิดตัว Restyle ใช้ AI เปลี่ยนโฉมห้อง แค่ถ่ายรูปก็ลองแต่งบ้านสไตล์ใหม่ได้

18/09/2026
Read More

Related Content